ผู้เขียน หัวข้อ: รบกวนถามความรู้พี่ๆน้องๆเกี่ยวกับเครื่องยนต์หน่อยนะครับ  (อ่าน 4555 ครั้ง)

ออฟไลน์ TAI ^^

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 353
  • Faculty of Political Science, TU
ที่ว่า "ที่ความเร็ว 100 km/h นั้น ความเร็วรอบจะอยู่ที่ 2,750 รอบครับ "(เอามาจากทดลองขับ MZ 2 ในกระทู้อื่นน่ะครับ) สงใสว่า เวลาเราดูรถแต่ละคันนั้นถ้ายิ่งรอบ

ต่ำๆในความเร็วแบบนี้ก็ยิ่งดีหรือเปล่าครับ เช่น รถอีกคันนึงที่ความเร็วเช่นนี้คือ 100 km/h ใช้รอบที่ 2000 รอบ เท่ากับว่ารถคันนี้ทำงานไม่หนักเท่าเจ้า 2 เหรอครับ

ซึ่งมันทำให้เครื่องยนต์สึกเหรอน้อยกว่าหรือประหยัดน้ำมันกว่าใช่ไหมครับ แล้วปัจจัยที่ทำให้รอบต่ำกว่าคันอื่นในขณะที่ความเร็วเท่ากัน คืออะไรอะครับ แล้วสรุปแล้ว

ถ้ายิ่งทำรอบได้ต่ำในขณะที่ความเร็วเท่ากันนี่เป็นเรื่องดีหรือเปล่าครับ ช่วยรบกวนพี่ๆน้องๆช่วยตอบด้วยนะครับ  ขอบคุณครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2009, 22:05:44 โดย TAI ^^ »
Beauty is in the eye of the beholder...

ออฟไลน์ volvolover

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 805
  • mitsudriver
    • อีเมล์
การสึกหรอผมว่า ยิ่งรอบเครื่องสูง การเหวี่ยง เร็วขึ้ย มากขึ้น
ยิ่งทำให้เครื่องสึกหรอเร็วึ้นแน่นอน

แต่รถบางคันที่มีรอบสูงๆ หรือรอบจัด
ก็อาจใช้วัสดุในห้องเครื่องที่ทนได้ ใน สภาวะนั้น

ผมก็คิดได้ประมาณนี้ครับ
2006 Toyota Soluna VIOS 1.5S Ivory
2011 Mitsubishi Lancer EX 1.8 GLS-Ltd.

ออฟไลน์ Satanic za'

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,066
สำหรับเวลาเราดูรถแต่ละคันนั้นถ้ายิ่งรอบต่ำๆในความเร็วแบบนี้ก็ยิ่งดีหรือเปล่าครับ

ใช่ครับ แต่ก็ไม่เสมอไป ต้องดูขนาดของเครื่องยนต์ด้วยว่ากี่ลิตร และอัตราการจ่ายน้ำมันของรถแต่ละยี่ห้อก็จะแตกต่างกัน ถ้าเราตัด factor อื่นๆออกไป สมมติให้เท่ากันหมด ก็จะได้ว่า

สมมติให้รถคันแรก วิ่ง 100 ที่ 3000 รอบ/ นาที เพราะฉะนั้น เครื่องยนต์ก็จะทำงานทั้งหมดคิดเป็น 3000 cycle ซึ่งหัวฉีดต้องจ่ายน้ำมันเข้าสู่กระบอกสูบ 3000 ครั้ง

ให้รถคันที่สอง วิ่ง 100 ที่ 2000 รอบ/ นาที เพราะฉะนั้น เครื่องยนต์ก็จะทำงานทั้งหมดคิดเป็น 2000 cycle ซึ่งหัวฉีดต้องจ่ายน้ำมันเข้าสู่กระบอกสูบ 2000 ครั้ง

เพราะฉะนั้น รถคันที่ 2 ก็จะจ่ายน้ำมันน้อยกว่า จึงประหยัดน้ำมันกว่า และการสึกหรอก็จะน้อยกว่าด้วยเช่นกัน



คำถามต่อมา "แล้วปัจจัยที่ทำให้รอบต่ำกว่าคันอื่นในขณะที่ความเร็วเท่ากัน คืออะไรอะครับ"


ข้อนี้ตอบยากมาครับ เพราะปัจจัยที่ทำให้รอบต่ำกว่านั้นมีเยอะมากครับ เอาเป็นว่า เอาเท่าที่ผมนึกออกแล้วกันนะครับ

1.น่าจะเป้นแรงม้าของตัวเครื่องยนต์เองครับ ถ้าเครื่องที่ขนาดเท่ากัน มีแรงม้ามากกว่า ก็จะได้ความเร็วที่มากกว่า ที่รอบเท่ากันครับ
2.น้ำหนักรวมของรถครับ ยิ่งรถหนักมาก ทำให้เราต้องอัดคันเร่งมากขึ้น ก็จะเปลืองน้ำมันมากขึ้นเพื่อที่จะให้ได้รอบเท่ากัน
3.Efficientcy lost ครับ เนื่องจากตามข้อต่อต่างๆจะเกิดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ เช่น เกียร์ นำมันเกียร์ เพลา อะไรพวกนี้ครับ
4.ชนิดของเกียร์ครับ เกียร์ปัจจุบันนี้มีอยู่หลายแบบ ลองเอาง่ายๆเทียบกันระหว่างเกียร์ออโตกับเกียร์ธรรมดา เกียร์ธรรมดาน่าจะประหยัดน้ำมันมากกว่าเนื่องจากไม่ต้องสูญเสียกำลังไปในส่วนของ Tourque converter
5.การเปลี่ยนเกียร์ในรอบที่เหมาะสมครับ จะเห็นชัดๆกับเกียร์ธรรมดาครับ ถ้าไม่เชื่อ ลองเปลี่ยนเกียร์ที่รอบต่ำๆดูสิครับ ที่เกียร์ 5 รถจะแทบไม่มีกำลังเลยครับ
6.การเติมลมยางครับ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากๆ ยิ่งแบน ยิ่งอืดครับ
7. การเติมน้ำมันเครื่องครับ บางคนพอรถเริ่มเก่าหน่อยก็เติมเอง แต่ไม่รู้ว่าการเติมเยอะไปไม่ดีนะครับ มันจะทำให้ข้อเหวี่ยง เหวี่ยงไปตีกับน้ำมันในอ่างน้ำมันเครื่อง ทำให้เกิดเป็นฟองด้วย และเกิดการสูญเสียกำลังเกิดขึ้นครับ
8.เด๋วมาเพิ่มให้อีกนะ อิอิ

สุดท้ายที่ถามว่า "แล้วสรุปแล้วถ้ายิ่งทำรอบได้ต่ำในขณะที่ความเร็วเท่ากันนี่เป็นเรื่องดีหรือเปล่าครับ"

ตอบง่ายๆเลยว่าถูกครับบ

ปล ผมไม่ได้เก่งกาจอะไรนะครับ หากมีตรงไหนผิดพลาด รบกวนชี้แนะด้วยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2009, 22:51:06 โดย gdhsatanic »

ออฟไลน์ TAI ^^

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 353
  • Faculty of Political Science, TU
ขอบคุณมากๆเลยนะครับ ได้ความรู้เยอะจริงๆ ตอบเยอะ ตอบละเอียดจนผมเกรงใจกันเลยนะเนี่ย แต่ละคน ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2009, 23:03:30 โดย TAI ^^ »
Beauty is in the eye of the beholder...

ออฟไลน์ liveshow

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,745
  • รถไม่แรงแต่แซงยาก
เกียร์สุดท้ายครับ ปัจจัยที่เห็นกันเยอะที่สุดแล้วทำกันง่ายที่สุด คือ เกียร์ 5 เค้าเลยมี กลุ่ม G5 ครับ

เพราะว่าจะเอาเฟืองเกียร์สุดท้ายให้เล็กกว่า ไซส์เก่า ที่แทนกันได้ใส่ลงแทนเกียร์เดิม เห็นทำกันโครมๆ ผมกำลังจะทำอยู่เหมือนกัน
แต่ยังไม่ถึงเวลาลื้อเกียร์ แต่ที่เสียไปอย่างแน่ชัดเมื่อเปลี่ยน อัดตราการเร่่งจะเสียไป ไม่มากถ้าเครื่องของท่านแรง
เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น เพราะต้องดีดแรงออกมามากกว่าเก่า สึกหรอเร็วแน่ๆถ้าอยากกดแล้วพุ่งเลย แต่ถ้าเรื่อย ก็เหมือนเก่า ดีกว่าเก่าด้วยซ้ำ
เพราะรอบเครื่องต่ำลง ความเร็วเท่าเดิม

รอบต่ำ กับรอบสูง มันได้อย่างเสียอย่างนะครับ ถ้าแบบต้องการ กดเป็นมา ละก็เอารอบสูงดีกว่า ดีไม่ดี รอบสูงอาจจะประหยัดกว่ารอบต่ำก็มี เพราะเวลาเรา
กดคันเร่งแต่ละครั้ง เราต้องการแค่แซง คันหน้า ถ้าสมุติมีรถสองคัน

คันแรก เหยียบ 80 รอบที่ 1600 คันที่สอง เหยียบ 80 รอบ สองพัน สมมุติทุกอย่างเท่ากันหมด
แต่ แล้วเผอิญว่า คันแรก รอบที่พันหกกราฟแรงบิดอยังต่ำติดเหว อยู่ แต่คันที่สอง พร้อมจะตบหัวม้ามากระทืบยางได้เสมอ
เวลาวิ่งแซงก็ต่างกันแล้ว คันแรกต้องรอรอบ กว่าแรงบิดมาที่สองพันรอบเพื่อตบหัวม้า กินเวลาไปสามวิ น้ำมันจ่ายไปสามวิเพื่อให้มีแรง
แต่คันที่สอง ไอ่สามวิของไอ่คันแรงมันแซงไปจนครึ่งคันแล้ว รอบทยานไปถึงเมกาแล้ว แล้วรู้แล้วว่าพ้นก็เริ่มให้ความเร็วคงที่แหละ เครื่องก็ไม่ต้องเค้นน้ำมันต่อ

แค่นี้ก็เห็นว่ารอบเครื่องบางที่อาจสำคัญ ในขณะนึง แต่ถ้าวิ่งรถบดถนนไล่ตูดละก็ อย่าไปดูมันเลยครับรอบเครื่อง
ก็แค่คนธรรมดา ไม่ลองก็ไม่รู้

ออฟไลน์ vvut

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 5
    • อีเมล์
ขอถามเรื่องเครื่องหน่อยนึงครับ
ที่เวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละครั้งจะดูจากระยะทางในการวิ่งว่าวิ่งกี่โลเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
แต่ถ้ารถที่วิ่งเท่ากันแต่คันแรกขับช้าใช้แต่รอบต่ำแต่อีกคันชอบขับเร็วใช้แต่รอบสูงๆ เครื่องยนต์ก็สึกหร่อไม่เท่ากันแต่ระยะทางเท่ากัน
คนที่ใช้รอบต่ำตลอดจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบ่อยเกินความจำเป็นรึเปล่าครับ

ออฟไลน์ Satanic za'

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,066
ไม่หรอกครับ ในกรณีที่คุณเป็นคนขับรถปกตินะครับ (ไม่ลากเกียร์ ไม่ลากรอบ อะไรทำนองนั้น) ขับแบบคนธรรมดาทั่วไป

สมมติรถคันแรก ต้องการขับรถเป็นระยะ 100 กิโลเมตร ชายคนหนึงขับด้วยความเร็ว 100 ที่รอบ 2000 นะครับ เพราะฉะนั้นชายคนนี้ต้องขับรถเป็นเวลา 1 ชม เครื่องยนต์ทำงานทั้งหมด 2000*60 = 120000 รอบ

รถคันที่ 2 ขับด้วยความเร็ว 80 รอบ 1800 เพราะฉะนั้น ชายคนนี้จะใช้เวลามากกว่าในการเดินทาง เพราะฉะนั้นสัดส่วน รอบ * เวลา ก็จะใกล้เคียงกับคันบน

จะเห็นได้ว่า เมื่อดูรอบของเครื่องทั้ง 2 คัน จะทำงานใกล้เคียงกัน แต่ความร้อนแล้วปัจจัยหลายๆอย่างจะไม่เหมือนกัน แน่นอน รอบสูงกว่า การทำงานของเครื่องก็จะสูงกว่า

ปัจจัยต่างๆมันขึ้นอยู่กับ factor ที่ค่อนข้างจะควบคุมและคาดเดาได้ยาก แต่เชื่อเถอะครับ วิศวกรคนที่เค้าคิดค้นน้ำมันเครื่องขึ้นมา ยังไงเค้าก็ต้อง *ค่าเซฟตี้แฟคเตอร์เข้าไปแล้ว ไม่มีใครได้กำไรหรือขาดทุนจากการใช้รอบช้ารอบเร็วเท่าไหร่หรอกครับ ระยะที่เค้าบอกให้เปลี่ยนก็เปลี่ยนตามที่เค้าบอกดีกว่า แต่ถึงจะใช้ต่อไปอีกหน่อยก็ไม่เป้นไรหรอกครับ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู อิอิ

ออฟไลน์ Lecter the Ripper

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 199
เรื่องการเปลี่ยนนมเครื่องนี่ ไม่มีสูตรตายตัวเเน่นอนครับ ระยะทางเป็นปัจจัยหนึ่งในการคํานวนเท่านั้น ปัจจัยอื่นทีสําคัญๆ ได้เเก่

So how often should I change my oil?
 
You can never change your engine oil too frequently. The more you do it, the longer the engine will last. The whole debate about exactly when you change your oil is somewhat of a grey area. Manufacturers tell you every 10,000 miles or so. Your mate with a classic car tells you every 3,000 miles. Ole' Bob with the bad breath who drives a truck tells you he's never once changed the oil in his car. Fact is, large quantities of water are produced by the normal combustion process and, depending on engine wear, some of it gets into the crank case. If you have a good crank case breathing system it gets removed from there PDQ, but even so, in cold weather a lot of condensation will take place. This is bad enough in itself, since water is not noted for its lubrication qualities in an engine, but even worse, that water dissolves any nitrates formed during the combustion process. If my memory of chemistry serves me right, that leaves you with a mixture of Nitric (HNO3) and Nitrous (HNO2) acid circulating round your engine! So not only do you suffer a high rate of wear at start-up and when the engine is cold, you suffer a high rate of subsequent corrosion during normal running or even when stationary.
The point I'm trying to make is that the optimum time for changing oil ought to be related to a number of factors, of which distance travelled is probably one of the least important in most cases. Here is my selection in rough order of importance:

1.Number of cold starts (more condensation in a cold engine)
2.Ambient temperature (how long before warm enough to stop serious condensation)
3.Effectiveness of crank case scavenging (more of that anon)
4.State of wear of the engine (piston blow-by multiplies the problem)
5.Accuracy of carburation during warm-up period (extra gook produced)
6.Distance travelled (well, lets get that one out of the way)
 
If you were clever (or anal) enough, you could probably come up with a really clever formula incorporating all those factors. However, I would give 1, 2, and 3 equal top weighting. Items 1 to 3 have to be taken together since a given number of "cold" starts in the Dakar in summer is not the same as an equal number conducted in Fargo in January. The effect in either case will be modified by how much gas gets past the pistons. What we are really after is the severity and duration of the initial condensation period. All other things being equal, that will give you how much condensate will be produced and I would suggest that more than anything else determines when the oil should be dumped.


ส่วนผู้เขียนบทความนั้น เปลี่ยนที่ ประมาณ 8500 km ครับ

อ้างอิงจาก  http://www.carbibles.com

ออฟไลน์ Satanic za'

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,066
ถ้าอยากรู้จริงๆว่าควรเปลี่ยนเมื่อไหร่เนี่ย ไม่ยากหรอกครับ เข้าห้อง Lab เช็คค่าความหนืดของน้ำมันครับ เราก็จะพอทราบว่าควรเปลี่ยนที่ระยะเท่าไหร่

ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ จะมีเขียนเรื่องเกี่ยวกับน้ำมันเครื่องละเอียดพอสมควร

http://www.fordfocusclub.com/forum/index.php/topic,1923.255.html

อ่านบทความของพี่ U9WS นะครับ ผมว่า เค้าเขียนไว้ ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ออฟไลน์ gateaux

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 615
ในเรื่องการทำงานหนัก การสึกหรอ ข้อเท็จจริง ก้อตาม ที่ คห. บนๆว่ามานั่นละครับ

แต่ในความเป็นจริง อย่าลืมว่า  ในการออกแบบทุกชนิด  เค้าออกแบบมารองรับไว้หมดแล้ว
เพราะฉะนั้น  รถ ที่ วิ่ง 100 รอบเครื่อง 2 พันกว่า  กับ  รถที่ วิ่ง 100 รอบเครื่อง 3 พัน  ถ้าเป็นรถที่มีคุณภาพในระดับเดียวกันแล้ว  อัตราการสึกหรอที่จะส่งผลในระยะยาว ไม่ต่างกัน หรือไม่อยู่ในนัยยะที่ต้องให้ความสำคัญมาก
พูดง่ายๆ  เครื่องยนต์ที่เค้าออกแบบมาแล้ว มันทนกว่าที่เราคิดเยอะครับ ถ้าใช้งานและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม

กรณีที่ส่งผลกระทบ จะเกิดจาก ลักษณะการขับขี่มากกว่า อย่าง พวกชอบลากรอบสูงๆ ตะบี้ตะบันครับ อะไรทำนองนั้นละครับ


ออฟไลน์ pladaek

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,229
  • FF1.5SMG
ขออนุญาตถามนิดนึงครับ เกี่ยวกับรอบเครื่องยนต์นี่แหล่ะ

เอาตัวอย่างของฮอนด้าแจ๊ซนี่แหล่ะ

เกียร์ธรรมดา ที่ความเร็ว 100 รอบจอยู่ที่ประมาณ 3300 รอบ

เกียร์ออโต้ ที่ความเร็ว 100 รอบจะอยู่ที่ประมาณ 2100 รอบ

ถ้าดูที่รอบเครื่องยนต์ เกียร์ออโต้จะจ่ายน้ำมันที่น้อยกว่า จึงดูเหมือนว่าประหยัดกว่า

แต่เกียร์ออโต้ จะสูญเสียกำลังเครื่องไปกับทอร์ค คอนเวอร์เตอร์

**ถาม แล้วทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ทำงานยังไง ถึงทำให้เกียร์ออโต้ประหยัดน้อยกว่าเกียร์ธรรมดาครับ

ทั้งที่รอบเครื่องยนต์ ต่ำกว่าที่ความเร็วเท่ากัน


ขอบคุณครับ   :) :) :)
ไม่ได้ขับรถเพื่อทำเวลาที่ดีที่สุด.. แต่ขับรถเพื่อเจอช่วงเวลาที่ดีที่สุด..

ออฟไลน์ Satanic za'

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,066
ข้อมูลที่ให้มาเนี่ย เป้นข้อมูลจริงๆหรือข้อมูลสมมติครับ ผมว่ามันไม่น่าจะต่างกันขนาดนั้นนะ ถ้าต่างกันขนาดนั้น พวกผ้าคลัชหวีคลัชคงไปหมดแล้วมั้งครับ รถผมรุ่นเมื่อ 32 ปีที่แล้ว วิ่งความเร็ว 100 รอบยังไม่สูงขนาดนั้นเลยนะ

ส่วนเรื่องของทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ ขออธิบายคร่าวๆ โดยเข้าไปดูที่เวปนี้เลยนะจ๊ะ

http://www.rmutphysics.com/charud/howstuffwork/howstuff1/torque-converter/Torque-Convertersthai1.htm

อิอิ

ออฟไลน์ JIRATH

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,778
    • อีเมล์
ข้อมูลปึ้กมากเลยครับ
2008 Mazda CX-9 (SOLD)
2008 BMW X5 3.0si E70 (SOLD)
2010 Volkswagen CC R-Line (SOLD)
2014 Subaru BRZ Limited (SOLD)
2016 Subaru STi (SOLD)
2016 Honda Accord Sport
2016 BMW 328d F31 Xdrive
2015 Lexus CT200h F-Sport
2006 BMW 330i E90 6M/T

ออฟไลน์ pladaek

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,229
  • FF1.5SMG
ข้อมูลที่ให้มาเนี่ย เป้นข้อมูลจริงๆหรือข้อมูลสมมติครับ ผมว่ามันไม่น่าจะต่างกันขนาดนั้นนะ ถ้าต่างกันขนาดนั้น พวกผ้าคลัชหวีคลัชคงไปหมดแล้วมั้งครับ รถผมรุ่นเมื่อ 32 ปีที่แล้ว วิ่งความเร็ว 100 รอบยังไม่สูงขนาดนั้นเลยนะ

ส่วนเรื่องของทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ ขออธิบายคร่าวๆ โดยเข้าไปดูที่เวปนี้เลยนะจ๊ะ

http://www.rmutphysics.com/charud/howstuffwork/howstuff1/torque-converter/Torque-Convertersthai1.htm

อิอิ

ข้อมูลจริงครับ เกียร์ธรรมดาของแจ๊ซตัวใหม่นี้ ความเร็ว100 รอบอยู่ที่ 3200-3300 ครับ

อัตราทดเกียร์ 5 อยู่ที่ 0.853 อัตราทดเฟืองท้ายอยู่ที่ 4.294 ครับ

เกียร์ออโต้้ของแจ๊ซใหม่ ความเร็ว100 รอบอยู่ที่ 2100-2200 ครับ

ส่วนอัตาทดของเกียร์ธรรมดา*แก้ไข** เกียร์ออโต้ เกียร์ 5 อยู่ที่ 0.551 อัตราทดเฟืองท้ายอยู่ที่ 4.562 ครับ

 :) :) :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 16, 2009, 15:09:44 โดย pladaek »
ไม่ได้ขับรถเพื่อทำเวลาที่ดีที่สุด.. แต่ขับรถเพื่อเจอช่วงเวลาที่ดีที่สุด..

ออฟไลน์ Satanic za'

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,066
โอ้ว จริงหรอครับเนี่ย

รบกวนผู้รู้มาตอบด้วยครับ

ออฟไลน์ vvut

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 5
    • อีเมล์
ขอบคุณพี่ๆทุกท่านที่มาช่วยแก้ข้อสงสัยให้ผมครับ

ออฟไลน์ Ruksadindan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11,244
ขอบคุณครับ