ผู้เขียน หัวข้อ: เกี่ยวกับข่าวที่รัฐบาลฝรั่งเศสแทรกแซงการบริหารงานของ Renault  (อ่าน 3174 ครั้ง)

ออฟไลน์ Can

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 144
    • อีเมล์
อ่านข่าวที่ลงแล้วเลยใคร่ขอแสดงความเห็นดังนี้

ข่าวดังกล่าวคิดว่าน่าจะมาจากทางอเมริกาที่พยายามจะยกก้นตัวเอง เรื่องที่ว่ารัฐบาลอเมริกาให้เงินช่วยบริษัทตนเองโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายการบริหารนั้นไม่จริง ก่อนจะยื่นเงินให้นั้น ก็สั่งแล้วว่าต้องมีการปรับองค์กร และต้องเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ ขนาดบอร์ดก็ยังเปลี่ยน ทางฝ่ายรัฐบาลแคนาดาให้เงินน้อยหน่อยก็ได้ตำแหน่งในบอร์ดไปตามสัดส่วน คือหนึ่งคน มีแม้กระทั่งว่าต้องพัฒนารถประหยัดพลังงาน

แน่นอนว่าสื่ออเมริกันไม่เคยเขียนอะไรตรงๆ แต่ถ้าเราอ่านให้ดีๆก็จะอ่านบรรทัดที่สามออกว่าคืออะไร

สำหรับการกระทำของประธานาธิบดีฝรั่งเศสนั้น อ่านแล้วน่าชื่นชมมากกว่าที่จะโดนตำหนิ เพราะนั่นคือตัวอย่างของรัฐบาลที่ทำเพื่อประชาชน ก็ในเมื่อเขาเอาเงินภาษีของคนฝรั่งเศสไปช่วยบริษัท มันเรื่องอะไรที่บริษัทที่รับเงินไปแล้วจะมาทำร้ายคนฝรั่งเศสโดยการปิดโรงงานให้พวกเขาตกงาน ในอเมริกาเองก็ทำแบบนี้กันเยอะแยะ พวก สว ของแต่ละรัฐรวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละรัฐต่างก็วิ่งเต้นให้บริษัทอเมริกันเข้าไปเปิดโรงงานในรัฐของตนเองโดยการเสนอความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ หรืออย่างในเยอรมนี รัฐบาลเขาก็พยายามช่วยเหลือบริษัทของเยอรมันเองในทุกทาง แต่มีข้อแม้ว่าถ้าจะปิดโรงงานต้องมาคุยกันก่อน แค่จะขายกิจการให้กับชาติอื่นเขายังเข้ามาก้าวก่ายเลย

ในโลกนี้ก็คงมีเพียงประเทศเดียวแหละครับที่ประชาชนยอมให้รัฐบาลเอาผลประโยชน์ของพวกเขาไปแลกกับต่างชาติเพื่อธุระกิจของตนเอง

อย่างในกรณีเมืองไทยนั้นเรื่องที่ตลกคือเรื่อง รถดับเพลิงของ กทม ถ้ามีการคอร์รัปชั่นก็ควรไปจับเรื่องตอร์รัปชั่น แต่ที่ขำไม่ออกคือ ดันไปบอกว่ารถที่ใช้ดัดแปลงมาจากรถที่ผลิตในเมืองไทย ไม่ใช่ของนอก จะบ้าตาจริงๆ ในประเทศอื่นนั้นเขามีแต่จะบอกว่าถ้ามีวัสดุชิ้นใดที่ผลิตได้ในประเทศของเขา ผู้ขายต้องเลือกใช้ของที่เขาผลิตได้ก่อน

สงสัยจริงๆว่าถ้าคนพวกนี้เป็นกรรมการตรวจรับคอมพิวเตอร์จะมียี่ห้อไหนผ่านบ้าง เพราะคงแกะออดมาแล้วบอกว่าชิ้นนั้นทำในไทย ชิ้นนี้ทำในไทย ไม่เอา ไม่ผ่าน

เฮ้อ.. นอกเรื่องจนได้

ออฟไลน์ traveller

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 266
อ่านข่าวแล้ว สามารถตีความ ได้ตามความเชื่อของแต่ละคนครับ
แต่ ถ้าใช้วิธีที่พระพุทธเจ้า เคยสอนไว้ว่า การจะรู้ว่า คนไหน เป็นอย่างไร ต้องไปอยู่ใกล้ๆ ครับ
แล้ว จะรู้เช่นเห็นชาติ ว่า ดีจริง ดีเก๊ ครับ

เล่าจาก ประสบการณ์ของตัวผม ให้อ่านเล่นนะครับ ไม่ต้องเชื่อ

คนอเมริกันส่วนมาก ที่ผมเคยคบหา เขาเป็นคนเปิด ครับ มีข้อมูล ใช้ถกเถียงกัน สรุปอย่างไร ก็ ตามข้อมูลนั้น
ถ้าข้อมูลเปลี่ยน ก็ ยินดี เปลี่ยนได้อีก สามารถ เจรจาต่อรอง พบกัน ครึ่งทาง หรือ กึ่งๆ ได้ครับ

คนฝรั่งเศส ที่ผม เคยทำงาน เคยประชุมด้วยกัน เป็น คนปิด ที่ประชุมนานาชาติ คุยกันไปเถอะ สามวัน สี่วัน จนเกือบได้ข้อสรุป ในวันสุดท้าย ผู้แทนฝรั่งเศส เล่นทะลุกลางปล้องว่า ไม่เอา จะกลับไปศึกษาใหม่ อีกครั้ง ว่า ฝรั่งเศส จะได้หรือเสียอะไร มากหรือน้อยกว่า ชาติอื่น
การประชุม ก็ ไม่ก้าวหน้า หลายชาติ ก็ คุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เคยทำงานกับคนฝรั่งเศส เห็นตรงกันว่า เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ถ้า ไม่ให้ โบนัสพิเศษ สิทธิพิเศษ กับ ฝรั่งเศส ให้เหนือกว่าชาติอื่น ผู้แทนฝรั่งเศส ไม่รับ ครับ
ว่ากันว่า หนังสือเรียนของเด็กฝรั่งเศส จะเว้น ประวัติศาสตร์ ช่วง ถูกเยอรมัน ยึดครอง ไว้หลายปี

ดินแดนไทย ที่มีปัญหากับเขมร ทุกวันนี้ ก็เพราะ ฝรั่งเศส ทำข้อตกลงกับไทยว่า แบ่งแดนที่สันปันน้ำ คือ น้ำไหลลงฝั่งไหน ก็ เป็นดินแดนของชาตินั้น
แต่ฝรั่งเศส ทำแผนที่ ล้ำสันปันน้ำ เข้ามาในดินแดนไทย
แล้วส่งแผนที่นี้ให้ไทย ถ้า ไทยประท้วง ฝรั่งเศส ก็จะใช้เป็นข้ออ้าง บุกไทย
ไทยจึงเลือกเงียบ
เวลาผ่านไปหลายสิบปี เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยอยู่ข้างญี่ปุ่น
หลังจาก ญี่ปุ่นแพ้สงคราม เขมรได้เอกราชจากฝรั่งเศส ก็ ถือโอกาสที่ไทยอยู่ข้างแพ้สงครามมาก่อน เขมรฟ้องศาลโลก เรื่องเขาพระวิหาร โดยมีฝรั่งเศสหนุนหลัง
แน่นอนว่า ผู้พิพากษาศาลโลก มาจาก ผุ้ชนะสงคราม
อารมณ์ ค้าง ไม่ชอบไทย ที่อยู่ข้างญี่ปุ่นมาหลายปี จึงยังคงอยู่ในใจ ผู้พิพากษาหลายท่าน
ผล จึงตัดสินให้ ตัวปราสาท เป็นของ เขมร
เพราะ เขมร ครอบครองปรปักษ์ ตามรูป ที่ เขมรมาแสดง ว่า ฝรั่งเศส ชักธงขึ้น โดยมี ผู้ใหญ่นอกราชการของไทย ยืนถ่ายรูปด้วย
แต่ ศาลโลก ไม่ตัดสิน เรื่อง แผนที่กินแดนจากสัญญาเดิม ที่ เขมรใช้เป็น เอกสารแนบ
ผู้พิพากษาศาลโลก ก็ ยังมียางอาย เรื่อง ฝรั่งเศส ทำแผนที่ฝ่ายเดียว ล้ำแดน จาก สัญญา ที่ฝรั่งเศสตกลงกับไทย ครับ
ตัวปราสาท ที่ยกให้เขมร ก็ เป็น ช่องทาง ที่ ผุ้พิพากษา ที่ไม่ชอบไทย ใช้เป็น ข้ออ้าง ครับ
แต่ เรื่องอื่นไม่กล้าทำ

ผุ้พิพากษา ที่มาจาก จีน ออกเสียงให้ ไทย ชนะ เขมร ในกรณีเขาพระวิหาร
เพราะจีน ถูกฝรั่ง ทุกชาติ เอาเปรียบเรื่องดินแดน มาโดยตลอดหลายร้อยปี

ที่ควรสังเกตุ คือ สัญญาที่ไทย ทำกับ อังกฤษ ทางพม่าและมาเลย์ มีปัญหา น้อยมาก
อังกฤษ ตกลงกับไทย ตรงไหน ใช้สันปันน้ำ อังกฤษ ก็ ลงแผนที่ ตามสัญญา จริงๆ ไม่โกงดื้อๆ แบบฝรั่งเศสครับ
ยางอาย ของ ผุ้แทนอังกฤษ กับ ฝรั่งเศส ต่างกันมาก
โดย เฉพาะ ผู้แทนทางกฎหมาย สัญญา และ แผนที่ ซึ่ง เป็น หน้าตา ของ ชาติ มีหน้าที่ ยืนยัน ความเป็นคนดี ของชาติ ให้ ลูกหลานได้เห็น ร้อยปี ขึ้นไปครับ

ฝรั่ง ทุกชาติ มีทั้งคนดี และ คนไม่ดี
ทุกชาติ สามารถ เลือก คนดี มียางอาย เป็น ตัวแทน เรื่อง สัญญา ดินแดน แผนที่ ได้ครับ
อังกฤษ อเมริกา เลือก เฟ้น คนมากครับ
แต่ ฝรั่งเศส เลือก คน ที่โกงมากที่สุด มา เป็น ตัวแทน เรื่องนี้

รัฐบาล อเมริกา ก็ พยายาม หาจุดสมดุล ระหว่าง ดุแลเงินที่ปล่อยให้ บริษัทรถยนต์ โดยคุมกิจการให้ใกล้ชิด และ ระวังไม่ให้กลไกตลาดถูกบิดเบือนไม่มากกว่านี้ เพราะ ฟอร์ดที่ยืนด้วยตัวเอง อาจฟ้อง รัฐบาลได้ ถ้ารัฐบาลเลือก ซื้อรถจาก จีเอ็ม มาก ด้วยเหตุผล ทางการเงิน ที่ลงทุนไปครับ

รัฐบาล ฝรั่งเศส ทำได้ทุกอย่าง ที่จะได้คะแนนเสียง จากคนเลือกตั้ง เพราะ ฝรั่งเศส มีกฎหมายคุ้มครองรัฐบาล มากกว่าอเมริกา ครับ
ออกระเบียบ ห้าม ผู้หญิงมุสลิม คลุมศรีษะไปเรียน โดยอ้างความปลอดภัย ยังได้เลย
แต่ อเมริกา ทำไม่ได้นะ เพราะ เป็นการ ไม่ให้สิทธิทางศาสนา
สถาะนะทางการเงิน ของรัฐบาลฝรั่งเศส ยืนหัวแถวในสหภาพยุโรปไม่ได้ แล้ว
การขายเครื่องบินยักษ์แอร์บัส ที่ ประกอบในฝรั่งเศส ก็ ขายได้น้อย ส่งมอบไม่ได้ ลงทุนแล้วขาดทุน
บริษัท รถยนต์ ที่ยอดขายตกต่ำ กลายเป็น รัฐวิสาหกิจ มากขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่ม PSA กลุ่ม Renult ก็ต้องพึ่ง เงินจากรัฐ
ตลาดเกิดใหม่ ใน จีน อินเดีย รถฝรั่งเศส แพ้ รถญี่ปุ่น รถอเมริกัน รถเกาหลี
จุดจบ รถยนต์จากฝรั่งเศส ใกล้ จะเหมือนรถยนต์อังกฤษ แล้วครับ
ข่าว ซูซูกิ หันไปคบกับ โฟล์ก เป็น ข่าวใหญ่ สำหรับ อุตสาหกรรมรถฝรั่งเศส นะครับ
ซูซูกิ เป็น ลุกค้าสำคัญ ที่ซื้อเครื่องดีเซล จากฝรั่งเศส
ต่อไปนี้ ซูซุกิ จะไปใช้ เครื่องดีเซลโฟล์ก เยอรมัน แทน
โตโยต้า ก็ จะไปใช้ เครื่องดีเซลอีซูซุ ลงในเก๋งที่ขายในยุโรป แทน เครื่องฝรั่งเศส เช่นกัน
โตโยต้า ซื้อหุ้นอีซูซุ ไปนานหลายปีแล้วครับ

ผม คุยนอกเรื่อง มากกว่า เพื่อนที่ตั้งกระทุ้ อีกนะ

ออฟไลน์ tvm

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,367
มุมมองและข้อมูล รวมถึงประสบการณ์น่าสนใจดีครับ
เห็นด้วยในหลายๆ ด้านครับ

หลักๆคือความแตกต่างระหว่าง รัฐศาสตร์ กับ เศรษฐศาสตร์ ละมั้งครับ

ออฟไลน์ Duke of Austria

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 140
    • อีเมล์
ถ้าถามผมว่าผมชื่นชมฝรั่งเศสมั้ย ผมไม่ชื่นชมในหลายเรื่อง แต่ผมมองว่าการปฏิบัติของรัฐบาลฝรั่งเศสในกรณีนี้ขอชื่นชมในระดับหนึ่ง

ประเด็นก็คือรัฐบาลฝรั่งเศสต้องการแทรกแซงเรโนลต์ในการบริหารจัดการต่าง ๆ เนื่องจากไม่มีความชอบมาพากล ผมกำลังบอกว่า เวลาเราวิเคราะห์ข่าวเรื่องนี้ ควรวิเคราะห์ให้กว้างกว่านี้อีกนิด เนื่องจากการปฏิบัติของรัฐบาลมันมีทั้งข้อดีและข้อท้าทายเสมอ เนื่องจากบางกรณีแม้รัฐบาลอาจต้องการเข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการบริษัทเรโนลต์นิสสันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ฝรั่งเศสในเชิงลบ แต่ในขณะเดียวกันอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ฝรั่งเศสในเชิงบวกควบคู่ไปด้วย

เรโนลต์นิสสันเป็นบริษัทรถซึ่งมีปัญหาเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยังเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทออโต้วาซ (AutoVaz) ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ของรัสเซีย ผลิตรถยนต์ยี่ห้อลาด้า แน่นอนว่าเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในเครือย่อมเป็นที่น่าสงสัยเนื่องจากกลุ่มทุนของรัสเซียนั้น มักจะมีเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาเอี่ยวไม่มากก็น้อย รวมถึงเม็ดเงินบางส่วนนั้นย่อมมีเม็ดเงินสกปรกที่มาทำการฟอกในภายหลังด้วยการเอามาทำธุรกิจถูกกฎหมาย ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสย่อมสงสัยได้ว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาลหรือไม่

นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสตกต่ำ ส่งผลให้ผลประกอบการของเรโนลต์ตกต่ำลงไปด้วย รัฐบาลมีอำนาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสวัสดิการ ซึ่งการเข้ามาแทรกแซงก็เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน รวมถึงคุ้มครองกิจการและอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะแนวคิดของฝรั่งเศสนั้น เน้นที่รัฐบาลต้องให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และสวัสดิภาพของประชาชนโดยทั่วถึง เมื่อรวมกับแนวคิดเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่เข้ามามีบทบาท ทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องเข้ามาดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหาร การจ้างงาน การกระจายรายได้

เพราะหากเรโนลต์ล้ม ฝรั่งเศสจะต้องจ่ายค่าประกันสังคม รวมทั้งค่าสวัสดิการมากมายนับไม่ถ้วน เรื่องงบประมาณของรัฐในการให้สวัสดิการประชาชน ฝรั่งเศสรัดกุมพอสมควร ดังนั้น ฝรั่งเศสจึงต้องเข้ามาดูแลจุดนี้ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น แต่จะเป็นธรรมแค่ไหน เพื่อใคร ? เรโนลต์ได้ประโยชน์หรือไม่ ? รัฐบาลได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว ? ต้องมาดูกันต่อไป

ส่วนเรื่องที่คุณ traveller แสดงความเห็นค่อนข้างนอกประเด็นไปนิดเกี่ยวกับเรื่องเขาพระวิหารและอื่น ๆ โดยมีฝรั่งเศสเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ผมมองว่าฝรั่งเศสเวลาทำอะไรก็ออกแนวหน้าไม่อายอยู่แล้วครับ อย่างเช่นในยุค รศ.112 ออกุส ปาวี แม่ทัพเรือฝรั่งเศสได้เอากองทัพเรือปิดปากน้ำสมุทรปราการเพื่อแลกกับการที่ไทยต้องส่งมอบดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (หลวงพระบาง) จากนั้นไม่พอใจ ยังยึดจันทบุรี ต่อด้วยตราดเพื่อบังคับให้ไทยยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง (ลาวส่วนที่เหลือ) รวมทั้งมณฑลบูรพา (เขมรส่วนใน บริเวณเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ)  แสดงให้เห็นถึงนโยบายการต่างประเทศของฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคมที่แข็งกร้าวและหน้าไม่อาย พร้อมที่จะพิชิตดินแดนทั่วโลกโดยใช้เรือปืนข่มขู่ อันถือได้ว่าเป็นนโยบายต่างประเทศแบบเรือปืน (Gunboat Policy) ที่แข็งกร้าวและเข้มงวด

นอกจากนั้น เรื่องเขาพระวิหารเอง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังไม่อาจสรุปได้ 100% ว่าใครเป็นฝ่ายผิด เพราะฝ่ายนักวิชาการทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายท่านมองว่า ไทยเป็นฝ่ายพลาดแต่ไม่ได้ผิด ตรงที่ผู้แทนฝ่ายไทยไปลงนามในแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นอันเป็นการละเมิดหลักสันปันน้ำอันเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ยังไม่ได้เป็นหลักกฎหมายเด็ดขาด แต่กลับได้ความชอบธรรมตามหลักกฎหมายปิดปาก (Estoppel) ให้ไทยเสียเขาพระวิหารไป ยิ่งกว่านั้น ไทยยังได้ส่งกองกำลังไปประจำการตามเขตพื้นที่ตามทื่ฝรั่งเศสว่ามาเป๊ะ ถือเป็นการยอมรับกลาย ๆ แต่นักวิชาการสายประวัติศาสตร์มองว่ามันมีการข่มขู่ (Coercion) โดยฝรั่งเศสให้ลงนาม มิฉะนั้นฝรั้งเศสจะบุกไทย แต่หลักฐานยังใหม่และยังต้องรอการพิสูจน์อีกพอสมควร  แต่กระนั้นมันก็ยังเห็นชัดพอสมควรว่าฝรั่งเศสหน้าไม่อาย

แต่อังกฤษนี่สิ แม้ว่าอังกฤษจะไม่ได้ปฏิบัติการอย่างโจ่งแจ้งและแข็งกร้าวเท่าฝรั่งเศส แต่อังกฤษก็เล่นแบบนิ่ม ๆ และวางยาพิษให้ไทยมากกว่าฝรั่งเศส สนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับอังกฤษนั้นเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสันปันน้ำเป๊ะ ๆ แต่ก็อย่าลืมว่าอังกฤษเองก็วางยาพิษให้ไทยตายไปทีละช้า ๆ ในข้อตกลงปักปันเขตแดนที่ทำในสมัยรัชกาลที่ 1 ในช่วงที่ไทยแย่งชิงดินแดนมลายูกับอังกฤษแล้วพ่ายแพ้จึงต้องทำข้อตกลงแบ่งเขตแดนกัน แต่อังกฤษแบ่งเขตแดนทางภาคใต้ของไทยโดยไม่คำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทั้ง ๆ ที่อังกฤษเองยึดครองดินแดนแถบนั้นและรู้ซึ่งถึงความเป็นมาในดินแดนแถบนั้นอย่างดี ทำให้ต้องแบ่งไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิสให้กับไทยส่วนใต้ลงไปจนถึงสิงคโปร์ อังกฤษครอบครอง ก่อนที่จะยึดเมืองดังกล่าวอีกในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่การยึดและกดดันให้ไทยปักปันเขตแดนนั้นไม่ได้คำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมอยู่ดี เพราะ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังอยู่กับเรา ซึ่งคนในพื้นที่นั้นมักถือเสมอว่าตนไม่ได้เป็นคนไทย ทั้งวัฒนธรรม ภาษา และศาสนา สุดท้ายก็มีการก่อความวุ่นวายเรื่อยมาเป็นร้อยปี และจะยังวุ่นวายต่อไปเรื่อย ๆ

ยิ่งกว่านั้นในประเทศอื่น อังกฤษก็วางยาให้ประเทศอื่น ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่พม่า อังกฤษนั้นเคยสัญญาเอาไว้ตามสนธิสัญญาปางหลวง (Treaty of Panglong) ว่าหลังให้เอกราชพม่าไปแล้ว 10 ปี จะเป็นตัวกลางในการเจรจาให้เอกราชแก่ชนกลุ่มน้อยในการตั้งเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง แต่พอถึงเวลา อังกฤษชิ่ง พม่าเลยมีปัญหาจนทุกวันนี้

ที่อินเดีย อังกฤษสุดแสบมาก ๆ เพราะก่อนหน้าเข้ายึดครองอินเดีย อังกฤษได้สร้างความแตกแยกให้สังคมอินเดียโดยการสร้างความแตกแยกทางศาสนา ทำให้ฮินดู มุสลิม และซิกข์แตกคอกัน พอเข้ายึดครอง ก็ทำให้แตกคอกันหนักขึ้นไปอีก อย่างเช่น ชนชั้นปกครองก็ให้ฮินดูปกครองส่วนมุสลิมไม่มีสิทธิรับราชการหรือทำงานตำแหน่งสูง ๆ ขณะที่ซิกข์เป็นทหารอารักขาขณะที่ฮินดูก็ให้ออกรบท่ามกลางห่ากระสุน อีกทั้งยังกำหนดเขตแดนแคชเมียร์ที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้เมื่อมีการแบ่งแยกอินเดีย (Indian Partition) เป็นปากีสถาน ทั้ง 2 ประเทศนี้ก็มีข้อพิพาทกันเรื่อยมาไม่จบสิ้น

ที่ตะวันออกกลางก็เป็นผลงานสุดแสบของอังกฤษ เพราะยุคล่าอาณานิคม เกิดลัทธิไซออนนิสม์ ที่สนับสนุนให้ชาวยิวเดินทางกลับไปยังดินแดนแห่งพันธะสัญญา (คะนาอัน) ก็คือประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน โดยการสนับสนุนของนักการเมืองอังกฤษ และพื้นที่นั้นก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้ชาวอาหรับที่อยู่อาศัยบนดินแดนนั้นต้องถูกขับไล่และอพยพออกไป พอตะวันออกกลางได้เอกราชจากอังกฤษ ปัญหาก็เกิดตามมาอย่างไม่จบสิ้น อีกทั้งอิสราเอลเองก็หนุนหลังและอยู่เบื้องหลังนโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่เอื้อประโยชน์แก่อิสราเอล เพราะว่านายทุน พ่อค้าอาวุธ สื่อ และนักการเมืองของสหรัฐอเมริกาเป็นคนยิวซะส่วนใหญ่

พวกประเทศล่าอาณานิคม มักจะไม่ยอมให้อาณานิคมเดิมของตนก้าวหน้ามาทัดเทียม อีกทั้งต้องตกภายใต้กรอบของตนตลอดไป จึงต้องวางยาดินแดนเหล่านี้ ซึ่งเจ้าพ่ออาณานิคมที่ไหนก็เป็นทั้งนั้น แต่อังกฤษจะหนักกว่าเพื่อน

ขออนุญาตโพสนอกเรื่องซักหน่อยแล้วกันครอบ เพื่อจะได้เข้าใจ ความเห็นถัด ๆ ไปจะได้ไม่ต้องมาโพสนอกเรื่องอีก  


ออฟไลน์ hs7qbt

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 35
ถึงจะนอกเรื่อง แต่มันก็น่าคิดครับ.....




ออฟไลน์ traveller

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 266
เอาน่า นอกเรื่อง บ้าง แต่ได้ความเห็นหลายมุม ก็ดีนะ
อังกฤษ มี นโยบาย แบ่งแยก แล้ว ปกครอง มานานแล้ว จริงตามที่คุณ Duke ว่าไว้ทุกอย่าง ครับ
คูเวต ก็ แยกมาจาก อิรักเดิม เป็นเชื่อไฟ ให้ ซัดดัม พลาด ก่อเรื่อง ให้ ตะวันตก ถล่มอิรัก
บรูไน ก็  เป็น เจ้าของ เกาะนั้นเกือบทั้งหมด แต่ อังกฤษ กลับ ยกให้ มาเลย์ ได้มาก เหลือให้ บรูไนนิดเดียว
ทุกวันนี้ ทหารอินโด กับ ทหารมาเลย์ ยังเล็งปืน จ้อง ชิงดินแดนบนเกาะ กันอยู่เลย

ออสเตรีย ก็ เหลือเล็กนิดเดียว หลัง สงครามโลกครั้งที่ 1
โลกนี้ ใครใหญ่ ก็ ได้ส่วนแบ่งมากกว่า
แต่ ยุคสมัย เจริญขึ้นเรื่อยๆ ข่าวสารฉับไว
การเสแสร้ง ทำดี แบบ ที่ จักรวรรดิอังกฤษ ริเริ่ม ความเป็นผู้ดีไว้ เป็น บรรทัดฐานของมหาอำนาจ อันดับ 1
แบบ ลูกอมหวาน เคลือบยาพิษ ก็ ยังดีกว่า แบบ หมาป่ากับลูกแกะ ที่ฝรั่งเศส ชอบใช้ นะครับ

มหาอำนาจอันดับ 1 ในปัจจุบันคือ อเมริกา ยังคง ยึดหลัง เสแสร้งทำดี มีหลักการ ผสม หลักกู เป็นระยะผสมกันไป
มหาอำนาจอันดับ 1 ในอนาคต คือ จีน ก็มีท่า จะ ใช้หลัง เสแสร้ง ทำดี ใช้ หลักการ ผสม หลักกู เช่นกัน

รัฐบาลฝรั่งเศส ยุคนี้ ตรงไป ตรงมา แบบ กู จะเอา จึง เป็น ความคิด ล้าหลัง ของ มหาอำนาจ ชั้น 2 ครับ

คนอ่าน ได้ประโยชน์ ครับ
ไม่ต้อง ตรงประเด็นนัก แบบเวลา ขึ้นศาล ก็ได้นะ

ออฟไลน์ J!MMY

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15,594
    • www.headlightmag.com
    • อีเมล์
นอกเรื่องกันเรื่องนี้ ผมปล่อยครับ

เพราะผมก็อยากรู้อยากอ่านเรื่องพวกนี้ด้วยเหมือนกัน

ตามสบายเลยครับทุกท่าน ถกกันต่อได้ครับ ชอบอ่าน

ออฟไลน์ P_Wut

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 866
  • My Sporty Innova
    • อีเมล์
กระทู้นี้ ต้องเซฟ