ผู้เขียน หัวข้อ: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้  (อ่าน 16353 ครั้ง)

ออฟไลน์ Tan Int

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,628
    • อีเมล์
Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 22:35:34 »
กลับมารีวิวเบาๆอีกครั้งกับรถในดวงใจผมตั้งแต่เด็กๆ รถซิ่งในตำนานอีกคันของบ้านเราอย่าง Civic 3 ประตูคันนี้ ที่วันนี้ได้มาแบบไม่ตั้งใจ ส่วนตัวชอบมาตั้งแต่สมัย ม.ต้นแล้ว ตอนนั้นเป็นรถยุค 90 ไม่กี่คันที่ผมรู้สึกว่ายังสวย ราคายังสองแสนกว่ากันอยู่เลยแต่มาวันนี้ร่วงซะจนมอเตอร์ไซค์ยังแพงกว่า




ไหนๆกระแส Civic Hatchback ก็มาแล้ว ก็เอาหน่อยละกันเนาะ 55555

เพราะตอนนั้นผมจะหารถมาใช้แทน Corolla AE101 ที่ผม(แอบ)ใช้มาตั้งแต่ปี 58 แต่รำคาญเสียงคอนโซลดังของมันและอยากเปลี่ยนรถที่แรงกว่า ขับดีกว่าอยู่แล้ว แต่ผมยังนึกไม่ตกว่าจะเอารุ่นไหนดีในงบหนึ่งแสน ประกอบกับไปเจอคันนี้จอดเด่นเป็นสง่าหน้าเต็นท์รถปุ๊บ....อืม รถรุ่นที่ชอบตั้งแต่เด็ก สภาพสวยๆเดิมๆ ก็เลยลองลงไปถามราคาดู ได้มาห้าหมื่นปลายๆ ก็ถือว่าน้อยกว่างบที่ผมตั้งไว้มาก แผนก็เลยกลายเป็นออกคันนี้แล้วค่อยมาตัดสินใจว่ารถใหม่คันนั้นจะเป็นอะไร อารมณ์เอามาคั่นเวลาก่อน ถ้าหารถใหม่เจอก็คงเอาคันนี้กับสามห่วงไปเทิร์นรวดเดียว หรือถ้าไม่รู้จะซื้อคันไหนอีกดีก็อาจจะเอาคันนี้มาแต่งไปเลย 55555




เอาตามจริง ผมรู้แล้วว่ารถคันนี้มันโลว์เทคมาก และความแรงก็ไม่ได้ดีไปกว่าสามห่วงเดิมเท่าไหร่เลย แต่แล้วไง ก็ชอบอ่ะครับ สุดท้ายก็ออกคันนี้หลังจากลองขับได้ไม่ถึงสิบกิโล
พูดถึงลองขับ ตอนที่ผมขับครั้งแรกรู้สึกว่าเฮ้ย พวงมาลัยเพาเวอร์มันตอบสนองดีนะเนี่ย น้ำหนักต้านมือหนักดี ชอบๆ เหมือนไม่มีเพาเวอร์เลย จนมาสำนึกตัวเองทีหลังว่า EG 3 ประตู MT เดิมไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์อยู่แล้ว  = = เออว่ะ ก็ว่าทำไมมันหนักๆ แล้วพอขับๆไป อ้าว เครื่องก็ไม่ถึงกับอืดหนิ แถมช่วงล่างถึงจะมีเสียงดังหน่อยๆแต่มันขับดีนะเฮ้ย เข้าโค้งไม่เหวี่ยง เล่นโค้งพอได้ ขนาดว่ายางสภาพแย่มากละนะ เบรกก็ดีอยู่ถึงระยะแป้นเบรกจะลึกจนน่ากลัว พอกลับมาที่สามห่วงเดิม คันนี้ไม่เต็มใจเข้าโค้ง หน้าแถออกๆ เบรกก็แข็ง ระยะเบรกเยอะ ก็เลยเกิดอาการเปลี่ยนใจและออกคันนี้ทันที(ส่วนสามห่วงก็รอวันปลดระวาง)

รถเป็นรถมือเดียว วิ่งไปแสนสี่หมื่นเก้าพันโลในวันที่ผมออกรถซึ่ง........นี่พี่ท่านไม่เคยไปไหนเลยเหรอ? ปรากฎว่าเจ้าของบอกว่าไม่ไปไหนเลยนอกจากไปทำงาน ไม่เคยออกต่างจังหวัดเลยด้วย โปรไฟล์รถเป็นรถบ้าน ขับแค่บ้าน-ที่ทำงานมาตลอด 22 ปี ก็อืม ใช้ได้




ภายนอก เอาสภาพเดิมๆก็สวยนะ สวยกว่ารถเล็กป้ายแดงสมัยนี้อีก ไม่มีใครกล้าออกแบบสไตล์ไร้กระจังหน้าแบบนี้แล้ว(ไม่ใช่กล้าไม่กล้าหรอก มันตกยุคแล้วนี่แหละ 55555) และไม่มีสามประตูทรงเฉี่ยวๆราคาบ้านๆแบบนี้อีกแล้วด้วย




ชอบมุมมองนี้สุดละ




ท้ายอวบๆอ้วนๆ ดีที่ตัวรถเตี้ยเลยพอดูได้

ความจริงอย่างหนึ่งคือรถคันนี้ยาว 4070mm นะครับ แปลว่ามันยาวกว่า B-seg Hatchback ทุกคันยกเว้นยาริส ถึงแม้ดูแล้วมันจะยาวไม่ถึงขนาดนั้นก็เถอะ
ความกว้าง 1695mm ก็เท่าซิตี้ใหม่ตอนนี้ ความสูง 1350mm! นี่พี่จะเตี้ยแข่ง BRZ เหรอ ส่วนฐานล้อ 2570mm ยาวกว่ายาริส 20mm

เนื่องจากคอนเซปต์ของรุ่นนี้ในไทยคือเกิดมาเป็นซิตี้คาร์ราคาถูก รุ่นประกอบไทยมันจึงมีแต่เครื่องคาร์บูนะครับ รุ่นย่อยตอนนั้นมีแค่ 1.5 คาร์บูเกียร์ธรรมดากับออโต้เท่านั้น ไม่มีหัวฉีดในตัวสามประตู แต่ทีนี้มันมีคนคันไม้คันมือนำเข้าตัวญี่ปุ่นเครื่องหัวฉีดก็มี รถเหล่านั้นรหัสตัวถังจะขึ้นต้นว่า EG4 ในขณะที่เวอร์ชั่นประกอบไทยจะขึ้นว่า CVC อันนี้ผมรู้จากกระทู้หนึ่งในเว็บนี้แหละ
http://community.headlightmag.com/index.php?topic=53318.msg923861#msg923861
และแน่นอน พวก EG4 ของแท้ราคาแสนอัพ


(บางรูปสีอาจจะแปลกๆเพราะผมลดแสงนะครับ ตอนถ่ายแดดแรงมากและรูปมันดูสว่างเกิน 555555)




ด้วยความตัวรถเตี้ยมากทำให้ตำแหน่งการขับขี่ เบาะรถ พื้นรถเตี้ยไปด้วยกันหมด แต่ผมชอบตำแหน่งการนั่งมากเลยนะ ใกล้เคียงกับรถสปอร์ตยุคนี้เลย เคยไปนั่ง BRZ มันก็เตี้ยพอกันเลย
อารมณ์คงเหมือน Scirocco เวอร์ชั่นราคาถูกและเก่ามั้ง 55555


สิ่งที่ผมแปลกใจคือพื้นที่กระจกกว้างมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก คือกระจกหน้ามันใหญ่จริงๆ แถมแนวคอนโซลก็เตี้ย ทัศนวิสัยเลยโปร่งตา และแนวเส้นประตูด้านข้างก็เตี้ยมาก อารมณ์รถยุคเก่าจริงๆแหละอันนี้ เพราะรถใหม่ทัศนวิสัยจะตีบๆตันๆ

เรื่องออปชั่นภายในอย่าถามครับ นอกจากแอร์ วิทยุเทป กระจกไฟฟ้า กระจกมืองข้างปรับพับอัตโนมือแล้วผมก็ยังไม่เจออะไร = =




หน้าปัดสไตล์ไม่ใช่รถบ้าน แต่จะบอกว่ารถสปอร์ตมั้ย? ก็ไม่ค่อย 555555 เอาเป็นว่าดูมีอะไรอยู่
เห็นเลขไมล์นั่นมั้ย? ผมเช็กประวัติมาก็เท่านั้นจริงๆไม่กรอไม่อะไรด้วยนะ




พวงมาลัยดีไซน์ยังสวย ยูรีเทนล้วน จับแล้วลื่นๆหน่อยๆ แต่วงพวงมาลัยดีมากๆ มันไม่กลมเหมือนรถทั่วไปนะ จะออกเหลี่ยมๆ คล้าย Camry ACV50 แต่รายนั้นเหลี่ยมจัดจนต้องปรับตัวพอสมควร คันนี้เหลี่ยมในระดับให้จับกระชับ วงพวงมาลัยก็หนาพอดีๆ ไม่บางเกินไปอย่างที่รถยุคนั้นชอบเป็น




คอนโซลกลางก็โอเค ดูรู้ว่ามีอายุแต่ก็ดูดีมีสไตล์นะ จะออกแนวเล่นเส้นแนวนอนเพื่อให้รถดูกว้าง ซึ่งก็ได้ผล มีการเล่นระดับเกิดขึ้นเพราะส่วนบนตรงช่องแอร์กับมาตรวัดจะถูกกดลงไป แต่ช่องแอร์กลางจะอยู่ไกลไปเพื่อ? แอร์ก็ไม่ใช่จะเย็นด้วยนะ 555555
แอบมีความทันสมัยตรงที่ช่องแอร์ทั้งสี่ล็อกตายตัว ปรับการเป่าได้ที่คันปรับตรงกลาง ไม่เหมือนรถยุคเดียวกันหลายๆคันที่เวลาจะปรับขึ้นลงต้องปรับที่ตัวช่องแอร์
แต่รุ่นนี้ปัญหาประจำตัวคือแอร์ไม่ค่อยเย็น สู้พวก Toyota ไม่ได้ ต้องปรับน้ำยาแอร์เยอะหน่อยแล้วค่อยมาลดตอนหลังเอา อ้อ พัดลมแอร์ก็ไม่แรงด้วย ถ้าจอดตากแดดมานานๆกลับมาเปิดเบอร์ 4 ยังแทบจะเอาไม่อยู่เลย

วิทยุเทปเดิมติดรถ โอ้ววววววววว ยังอยู่อีกเหรอ แล้วใช้ได้ด้วยนะ ถึงจะมีบางทีกดไม่ติดก็เถอะ




สิ่งที่เด่นคือคอนโซลตัดแค่ตรงนี้ ไม่ลากยาวมาเชื่อมถึงเกียร์ ทำให้บรรยากาศดูโปร่งดูโล่งดี

คันเกียร์หน้าตาซื่อบื้อๆ แต่สัมผัสหัวเกียร์ดีนะ ไม่เป็นยูรีเทนแข็งๆเหมือนคู่แข่งยุคนั้น(เช่นสามห่วง)
เบรกมือก็ตามนั้น ใหญ่ยาวได้ใจไซส์อเมริกัน
ไม่มีที่พักแขนไม่ว่า แต่ไม่มีที่วางแก้วน้ำเลยคือปัญหา ผมเป็นคนชอบกินน้ำไง 55555




เบาะ อื้อหืม ไวนิลล้วนไปดิ ใครบอกเบาะหนังนี่วานไปบอกเค้าใหม่นะครับว่านี่คือไวนิล 55555 (มันชอบมีคนลงประกาศรถมือสองว่าเบาะหนัง)
เบาะหนาใช้ได้ นั่งสบายดี ไม่ต้องดูแลมากด้วย ไม่ขาดง่ายๆหรอก แต่เสียอย่างคือเวลาจอดตากแดดนานๆแล้วมานั่งนี่เหมือนโดนลวก ก็ไวนิลมันอมความร้อนนี่
สังเกตแผงประตู ตรงนั้นคือผ้าจุดเดียวที่รถรุ่นนี้มีให้นะครับ แต่ถ้าเป็นรุ่นเกียร์ออโต้จะมีผ้าบุให้ตรงกลางเบาะด้วย




เบาะหลังก็ประมาณนี้ ถามว่านั่งจริงได้มั้ย นั่งได้ สบายกว่ากระบะแค็ปแน่ๆแต่ถ้านั่งนานๆก็ไม่ไหว อารมณ์เป็นเบาะ 2+2 นั่นแหละ
พื้นที่ขาน้อยมากตามสไตล์ ขนาดผมสูง 168 ยังทนนั่งไม่ได้เลย
เบาะหลังพับได้แต่ต้องพับรวดเดียวหมดนะ แต่ก็ดีกว่าพับไม่ได้เลย

สิ่งที่ผมชอบมากของรถรุ่นนี้คือตำแหน่งการขับ มันแอบคล้าย BRZ ที่ผมไปลองนั่งเลย เบาะเตี้ยๆ แทบจะนอนขับ แล้วผมเป็นคนเตี้ยแต่ขายาวเลยถอยเบาะออกมาเยอะได้ แถมแป้นคันเร่ง เบรกต่างๆก็เตี้ยตาม ผมเลยไม่ต้องงอขามากและขาไม่ชนคอพวงมาลัยเหมือนสามห่วง ตำแหน่งที่เหมาะกับผมเลยกลายเป็นว่าถอยเบาะไปจนพนักพิงเบาะมันเกือบเสมอกับเสา B เลย ซึ่งรุ่นนี้เสา B ไกลมาก
ผมเป็นคนชอบถอยเบาะให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว เพราะความเชื่อบ้าๆที่ว่าถ้าโดนชนท้าย หน้าจะได้ห่างพวงมาลัยที่สุด = = อีกอย่างมันรู้สึกผ่อนคลายดี

เสริมนิดหน่อย เพราะประตูหน้ามันยาวมาก การจอดแนบรถคันอื่นมากๆจะเป็นหายนะแก่เราเองเพราะลงไม่ได้ 55555
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2017, 22:50:19 โดย Tan Int »
1995 Civic EG (3Dr) 1.5LX
1998 Civic EK 1.6VTi-E Special Edition

ออฟไลน์ Tan Int

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,628
    • อีเมล์
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 22:39:54 »
ลืมถ่ายรูปเครื่องยนต์ให้ เอาเป็นว่าเสิร์ชๆเอาละกันนะครับ 555555
มาถึงการขับขี่บ้าง เนื่องจากรถผมเป็นแบบเดิมๆ(ซึ่งทุกวันนี้ก็หายากเหลือเกิน ส่วนใหญ่ไปลงหัวฉีดกันหมด) เลยเป็นคาร์บูเรเตอร์ 1.5L 91 แรงม้า ก็ถือว่าน้อยนะถ้าเทียบกับซีซี แต่กับรถน้ำหนัก 950kg มันเลยดูเพียงพอ




อัตราเร่งในรอบต่ำดีดเบาๆแบบน่ารักๆ ก็คงเป็นนิสัยของเครื่องคาร์บูมั้ง ผมขี่มอไซค์คาร์บูก็รู้สึกรอบต่ำๆรถดูเหมือนจะมีแรง ถ้าเทียบกับเครื่องหัวฉีดยุคไม่มีวาวล์แปรผัน อันนั้นรอบต่ำคือนรกมาก ไม่มีแรงเลย แต่คันนี้ดูมีแรงกว่า แต่แน่นอนมันก็จะไปแผ่วตอนปลายๆหลังห้าพันรอบตามสไตล์ฮอนด้าคาร์บูและยังไม่มีวีเทค

การเร่ง 0-100 ไม่ได้ลองจับเวลาแต่ขึ้นไวพอสมควรถ้าคิดว่าเป็นรถยี่สิบกว่าปี 91 แรงม้าน่ะนะ และเร่งไปต่อถึง 130 140 ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องสับเกียร์ลงเพื่อช่วยด้วย ไปเรื่อยๆเดี๋ยวถึงเอง และไม่ได้ลองความเร็วสูงกว่านั้น กลัวใบสั่ง 55555

แต่เพราะความท้ายสั้น น้ำหนักเบา เวลาวิ่งเร็วๆจะเหมือนส่าย ก็เป็นปกติของรถประเภทนี้

เรื่องช่วงล่าง จำประเภทไม่ได้แต่น่าจะปีกนกคู่ทั้งหน้าทั้งหลัง มันก็เอาอยู่นะ ไม่รู้ว่าเซ็ตมายังไงแต่ผมเข้าโค้งได้แบบไม่ยวบไม่โยนและเร่งในโค้งได้อย่างสบายใจ ผิดกับสามห่วงที่อันนั้นเจอโค้งทีเบรกกันตั้งแต่สามร้อยเมตร แต่พอเป็นคันนี้พื้นฐานดีอยู่แล้ว ประกอบกับตำแหน่งการนั่งขับที่เตี้ยหมอบราบคาบพื้น ถ้าขับช้าอีกแปลว่าคุณไม่มีปฏิสัมพันธ์กับรถเลย มันก็เลยเชื้อเชิญให้ผมขับเร็วอยู่พอประมาณ 
แต่ก็จะมีปัญหาเมื่อวิ่งทางตรงด้วยความเร็วสูงอย่างที่บอก รถจะวูบวาบๆให้เสียวเล่น แต่เอาจริงๆถ้าสภาพช่วงล่างสมบูรณ์มันก็เอาอยู่แน่ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมนิยมเอาไปแข่งในสนาม


พวงมาลัยที่ไม่มีเพาเวอร์กลายเป็นจุดเด่นของรถคันนี้ไปซะงั้น ตอนถอยเข้าจอดอาจจะหนักนิดนึง แต่ถ้ารถได้แล่นออกไปหน่อยแล้วน้ำหนักพวงมาลัยจะกำลังดี ตึงมือ และไม่ไร้ชีวิตชีวาเหมือนเพาเวอร์ไฟฟ้า การตอบสนองเป็นธรรมชาติ(ก็แหงดิ มันไม่มีอะไรมาขัดขวางเลยจากล้อถึงพวงมาลัยนี่)  ระยะฟรีค่อนข้างน้อย บนความเร็วสูงน้ำหนักดี ไม่โหวง ความไวก็พอได้ ที่แน่ๆไวกว่าพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าในอีโค่คาร์หลายรุ่นแน่ๆ และพอประกอบกับน้ำหนักที่เยอะในความเร็วต่ำจึงไม่เหมาะสำหรับมือใหม่ แนะนำไปหารุ่นเกียร์ออโต้ดีกว่า รายนั้นให้เพาเวอร์มาแล้ว
และเพราะมันไม่มีเพาเวอร์ เวลายูเทิร์นแล้วปล่อยพวงมาลัยเลยมันดีดกลับแรงมากนะครับ ลองมาแล้ว คือปล่อยปุ๊บมันพร้อมตั้งตรงทันที ไม่ได้ค่อยๆคืนแบบเพาเวอร์นะ อันนี้ก็ทำผมตกใจไปรอบนึงละ 55555
แต่โดยรวมผมชอบและผู้ชายน่าจะชอบ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆมาขับผมว่าเดือดร้อนกับคันนี้แน่ โดยเฉพาะการขับลัดเลาะตรอกซอกซอยในเมือง
จุดเด่นอีกอย่างคือไม่ต้องกลัวแร็คเพาเวอร์อะไรจะรั่วด้วย ตัดปัญหาการดูแลรักษาได้อีกหนึ่งอย่าง 5555



(รูปไม่เกี่ยวแต่ไม่รู้จะเอาไรลงละ 555555)

เบรก ด้วยความหน้าดิสก์หลังดรัมทำให้ระยะแป้นเบรกจะลึกกว่าพวกดิสก์สี่ล้อ แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แถมข้อดีอีกอย่างของเบรกประเภทนี้คือเวลาใช้ในเมือง จะเลี้ยงแป้นเบรกและชะลอให้รถหยุดได้นิ่มนวลกว่าด้วย แต่บางทีก็ไม่เข้าใจว่าระยะแป้นเบรกลึกเกินไปมั้ย ต้องเหยียบมากกว่า 60-70% ทุกครั้งนี่ก็ไม่ไหวมั้ง

สิ่งที่แย่ของคันนี้คือการเก็บเสียง ก็เป็นไปตามสังขารรถด้วย เครื่องคาร์บูมันก็ดังพอประมาณแล้ว ยิ่งเก็บเสียงไม่อยู่อีกนี่ก็ดังไปใหญ่ ขับแค่ 30-40 เสียงเครื่องก็กระหึ่มชัดเจน แต่ไม่เป็นไร ผมชอบ ผมอยากได้ยินเสียงเครื่องเสียงยางอยู่ละ 555555
เทียบกับสามห่วงเดิมผม รายนั้นเก็บเสียงดีกว่ากันมาก ถ้าให้คะแนนผมคงให้สามห่วง 7/10 แต่คันนี้เอาไป 4/10

ข้อควรระวังอีกอย่างคือเวลาเครื่องเย็นและรถอยู่ในตำแหน่งหยุดอยู่กับที่ แต่หน้าทิ่มลงพื้น(ทางชันลงอ่ะ ไม่รู้จะพูดยังไง 5555)
ถ้าน้ำมันน้อยๆ แล้วเลี้ยงคลัตช์ออกตัวไม่ดี รถมีสิทธิ์ดับได้ง่ายๆ เพราะผมดับมาแล้วหลายรอบ




อัตราสิ้นเปลืองไม่ได้วัดอย่างจริงจัง แต่เท่าที่เติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 200 บาท (ได้ประมาณ 7 ลิตร) ก็วิ่งในเมืองได้ 60 กิโลสบายๆ โดยที่ไฟเตือนน้ำมันหมดไม่ขึ้น จะขึ้นได้ไงเพราะรถคาร์บูมันไม่มีไฟเตือนนี่ 55555 ล้อเล่นครับ แต่ก็จำสูตรว่า 7 ลิตร 60 โลได้ แบบนี้ละกัน ก็ได้ 8.5 โลลิตร ก็ดีแค่ไหนแล้ว
ส่วนการวิ่งทางไกล จำไม่ได้แต่ก็ราวๆ 12-13 กิโลลิตรนี่แหละ ได้ดีสุดเท่าที่เทคโนโลยีเครื่องจะทำได้ละครับ (ผมวิ่ง 90-110 และเผลอกดคันเร่งลึกบ้างนานๆทีนะ) ตอนนั้นเติมแก๊ส 95 300 บาทจากน้ำมันขีดแดง(ตอนนั้นลิตรละ 23-24 บาท) ก็วิ่งได้ 140-150 กิโลเมตรนะ




สรุป: รถที่ตามใจคุณ อยากได้เดิมๆหรือซิ่งก็ได้หมด แต่ก็ทำใจนะเพราะพี่เก่าแล้ว อย่าหวังมาก
มันเป็นรถที่ผมสัมผัสได้ว่าในอดีตมันต้องเป็นรถที่ดีมากแน่ๆ(ถ้าไม่นับเครื่องที่ล้าสมัยนะ) ถ้าสภาพสมบูรณ์ด้วยนี่รถใหม่คงมีร้อนๆหนาวๆได้เหมือนกัน
เพราะ Civic 3 ประตูดันเป็นรถที่พื้นฐานการขับดี น้ำหนักเบาแบบนี้ ก็คงอดไม่ได้ที่คนจะนำไปแต่งเป็นรถแข่งสนามบ้าง หรือแต่งสวยๆ แรงแค่ไว้ตอกหน้าเก๋งเล็กสมัยนี้บ้าง หรือแค่เปลี่ยนเครื่องเป็นหัวฉีดเพราะเครื่องเดิมกลับบ้านเก่าบ้างก็ตามแต่ แต่ทั้งหมดทำให้รถสภาพเดิมๆกลายเป็นของหายากไปทันที ยิ่งถ้าเดิมๆสภาพดีประดุจถูกเก็บในห่อผ้า(?)ยิ่งยากไปใหญ่ แต่มันก็ใช่ว่าไม่มี
ผมเจอซีวิคสามประตูเดิมๆหลายคันและส่วนมากเจ้าของไม่ค่อยขาย ก็เห็นวิ่งอยู่อย่างนั้น ฉะนั้นรถรุ่นนี้ก็คงมีเสน่ห์บางอย่างที่เจ้าของตัดใจขายไม่ลงบ้างแหละ(หรือว่ามันขายไม่ได้ราคาแล้วเลยไม่ขายก็ไม่รู้ 55555)

แต่ทีนี้ ตัดภาพมาที่คันที่สภาพไม่เดิมบ้าง ราคาก็จะแปรผันไปตามของในรถ อย่างเช่นผมเคยไปเจอคันหนึ่งแต่งเลียนแบบ SiR ตัวญี่ปุ่น แต่งเหมือนเป๊ะ(แม้กระทั่ง B16A VTEC ก็ด้วย)ยกเว้นเพลตตัวถังใต้ฝากระโปรงนั่นแหละ เค้าขายสามแสน
คนทั่วไป: Eบ้า ขายแบบนี้ชั้นไปซื้อรถใหม่ดีกว่ามั้ย
คนชอบรถ: เอ่อ แพงจัง แต่ก็อยากได้นะ
คนชอบรถญี่ปุ่นอีกที: กรี๊ดตั้งแต่ยังไม่รู้ราคาแล้ว

เอาเป็นว่ามันเป็นรถที่แล้วแต่ตัวเจ้าของเองว่าจะให้มันไปในทิศทางไหน จะเดิมก็ได้จะแต่งก็ดี จะแต่งแนวไหนด้วย จะ flush จะสไตล์แข่งในสนาม แต่งเลียนแบบ US Version JDM Version ของแต่งมีให้ทุกแนว และตอนแรกผมกะจะเอามันมาแต่งเบาๆนี่แหละ กะจะทำสี ใส่ชุดแต่งเบาๆล้อแม็กอีกชุด ทำภายในสวยๆ วางหัวฉีดซะ แต่พอมาศึกษาดีๆถึงค่าชุดแต่งแล้ว......แพงกว่ารถอีก 55555

รุ่นนี้เป็นรุ่นที่บ้าบอคือราคาอะไหล่โดยเฉพาะพวกชุดภายในตัวนอกราคาไม่ต่ำลง มีแต่จะแพงขึ้นๆ เช่นเซ็ตภายในสีม่วงแบบตัว SiR ญี่ปุ่น หกเจ็ดปีก่อนราคาเต็มเซ็ตอยู่ที่ 12000-15000 แต่สมัยนี้สองหมื่นอัพ อีกอันก็แผงประตูผ้าสีดำ คู่ละหลายพันไปจนถึงเฉียดหมื่นถ้าหายากจริงๆ และบ้าไปกว่าคือขายได้ เพราะคนเล่นรถรุ่นนี้มีมาเรื่อยๆ ถึงจะมีบางส่วนที่เบื่อและขายทิ้งบ้าง และกลุ่มคนเล่นรุ่นนี้เริ่มน้อยลงมาก แต่ก็ไม่หายไปจากบ้านเราซะที
แต่ส่วนตัวผม ผมพับโปรเจกต์แต่งไปแล้ว สิ่งที่จะทำคงเหลือแค่ทำสีใหม่ให้กลับมาสภาพเดิมที่สุดแล้วก็เก็บมันไว้ทั้งเดิมๆอย่างนั้นแหละ เพราะเสียดายความเดิมๆของรถด้วย อยากให้มันเป็นอย่างนี้ต่อไปดีกว่า


อีกห้าปีมันคงเป็นสภาพที่หายากมากๆ ผมคิดว่างั้นนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 02, 2017, 00:01:03 โดย Tan Int »
1995 Civic EG (3Dr) 1.5LX
1998 Civic EK 1.6VTi-E Special Edition

ออฟไลน์ บุญเท่ง

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 42
    • อีเมล์
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 01, 2017, 23:15:39 »
เป็นรถเก่ารุ่นที่ผมอยากได้มากที่สุด และชอบมากๆ มันมีเสน่ห์ในตัวของมัน เคยนั่งแค่ของรุ่นพี่ เป็นเครื่องเดิมคาบูเหมือนกันเกียร์โอโต้ เบาะเตี้ยจริงครับ เวลาลงจะรู้สึกลำบากมาก แล้วรถก็โหลดเตี้ยอีก แต่ผมก็ชอบนะ555 เห็น3ประตูทุกคันผมต้องมองตลอด ยิ่งแต่งซิ่งยิ่งโดนเลย
 สำหรับคนที่เล่น3ประตู แต่งเป็นตัวนอก eg6 เบาะแขนเดี่ยว ถือว่าต้องมี ยิ่งb16aด้วยผมอยากมีไว้ขับเล่นสักคัน

ออฟไลน์ ps000000

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6,896
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มีนาคม 02, 2017, 07:05:31 »
แหล่มมาก สมัยนั้นพิมพ์นิยม

ออฟไลน์ NS

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,507
  • การเดินทางครั้งใหม่
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มีนาคม 02, 2017, 07:36:34 »
ถ้ามองแค่รูปทรงผมว่าสวยและไม่ตกยุคเลย เเต่เครื่องยนต์มันโบราณมากแล้วบวกกับสภาพที่หาสวยๆยากแต่ก็ยังดูสวยอยู่ดี
จะเลือกรถหรือเมีย....

...รถสิคร๊าฟ

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 10,894
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มีนาคม 02, 2017, 08:21:51 »
หายากมากแบบนี้ ตอนนี้ถ้าจะเห็น ก็จัดชุดแต่งกันมาแล้วทั้งนั้น

ออฟไลน์ tozmania

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 207
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 04, 2017, 21:49:59 »
ขอบคุณมาก รถสวยเดิมมากครับ
สมัยก่อนจำได้ว่าเคยลูบๆ คลำๆ ตอนเอามาโชว์ในงานอะไรสักอย่าง
รู้สึกว่าเล็กและเตี้ยมาก

ออฟไลน์ Tan Int

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,628
    • อีเมล์
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มีนาคม 05, 2017, 17:43:49 »
เป็นรถเก่ารุ่นที่ผมอยากได้มากที่สุด และชอบมากๆ มันมีเสน่ห์ในตัวของมัน เคยนั่งแค่ของรุ่นพี่ เป็นเครื่องเดิมคาบูเหมือนกันเกียร์โอโต้ เบาะเตี้ยจริงครับ เวลาลงจะรู้สึกลำบากมาก แล้วรถก็โหลดเตี้ยอีก แต่ผมก็ชอบนะ555 เห็น3ประตูทุกคันผมต้องมองตลอด ยิ่งแต่งซิ่งยิ่งโดนเลย
 สำหรับคนที่เล่น3ประตู แต่งเป็นตัวนอก eg6 เบาะแขนเดี่ยว ถือว่าต้องมี ยิ่งb16aด้วยผมอยากมีไว้ขับเล่นสักคัน

ก็ถูก แต่ราคาเบาะแขนเดี่ยวก็ปาไปครึ่งหมื่นแล้ว 55555 และผมกลัวถ้ามันมาชิ้นนึงแล้วจะคันไม้คันมืออยากได้เพิ่มนะสิครับ
ส่วน B16A ราคาก็เท่ารถเดิมๆอีกคัน ก็คงยังไม่สู้ ไว้ว่ากันใหม่โอกาสหน้า

แหล่มมาก สมัยนั้นพิมพ์นิยม
สิบปีก่อนยังเห็นเยอะแต่ทุกวันนี้ก็มีบ้าง นานๆที 55555

ถ้ามองแค่รูปทรงผมว่าสวยและไม่ตกยุคเลย เเต่เครื่องยนต์มันโบราณมากแล้วบวกกับสภาพที่หาสวยๆยากแต่ก็ยังดูสวยอยู่ดี
คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ

หายากมากแบบนี้ ตอนนี้ถ้าจะเห็น ก็จัดชุดแต่งกันมาแล้วทั้งนั้น
ยากจริงๆแต่คันนี้เจอโดยบังเอิญก็เลยเอามา 55555 เสียดายรถอะ

ขอบคุณมาก รถสวยเดิมมากครับ
สมัยก่อนจำได้ว่าเคยลูบๆ คลำๆ ตอนเอามาโชว์ในงานอะไรสักอย่าง
รู้สึกว่าเล็กและเตี้ยมาก

เรื่องเล็กคันนี้ไม่เล็กมาก แต่เตี้ยนี่ใช่แน่ๆ 55555
1995 Civic EG (3Dr) 1.5LX
1998 Civic EK 1.6VTi-E Special Edition

ออฟไลน์ Tan Int

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,628
    • อีเมล์
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มีนาคม 05, 2017, 18:16:35 »

ปัญหาที่เกิดขึ้น.....


เกิดเป็นรถก็ย่อมมีการดูแลรักษาและปัญหาแน่ๆ ไม่ว่าจะรถใหม่รถเก่า ไม่งั้นเราคงไม่เห็นรถบางยี่ห้อขึ้นยานแม่กันเป็นว่าเล่น 55555
ถามว่าเกี่ยวอะไรกับยี่ห้อนั้น ไม่เกี่ยวอะครับผมพูดไปงั้นแหละ ตอนนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า

เนื่องจากเป็นรถมือสองคนบางส่วนเลยไม่กล้าจะซื้อเพราะกลัวปัญหาการซ่อมที่จะตามมา ตอนแรกผมก็กลัว แต่จากประสบการณ์ที่ใช้มา 1 คันและซ่อมมันทุกส่วนของรถ(ยกเว้นเกียร์กับพวงมาลัย) แล้ว ผมว่าผมพอจัดการกับปัญหาพวกนี้ได้ ถ้ารถมันไม่ได้เน่าในมาและย้อมแมวมาน่ะนะ
และผมจะลองเขียนอะไรนิดหน่อยถึงการดูแลรักษารถคันนี้ ถ้ามันมีอะไรเพิ่มเติมก็คงจะมาเขียนเรื่อยๆ แต่หวังว่าจะไม่มี 55555

คันนี้โปรไฟล์เดิมเป็นรถผู้หญิง(เอาละเว้ยตู ผู้หญิงแบบไหนล่ะ) คุณหมอ ใช้ไปทำงานทุกวัน ไปกลับแค่ที่ทำงานตามสไตล์คำโฆษณานั่นแหละ
ผมก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว(อ้าว?) แต่เท่าที่ดูสภาพรถมันก็น่าเชื่อถือนะ

ถ้าไม่ติดที่ว่าสีรถมันเป็นแบบนี้.....


ตอนแรกผมก็กะจะทำสีแค่ส่วนนี้แต่เอาเข้าๆ ตอนปรึกษาช่าง ช่างบอก 'รถน้องโป๊วสีมาแบบไม่ลอกสีพื้นเดิม นานๆเข้าสีเดิมก็โป่งแบบนี้แหละ'
อ้าวซวยละดิ แล้วหลังจากนั้นช่างก็ชี้รอยสีบวมรอบคัน ย้ำว่ารอบคันแต่มันเล็กมากๆจนมองไม่เห็น ผมก็ไมไ่ด้สังเกตเพราะตอนนั้นรถอยู่ในร่มด้วย
อ้าว พลาดเรื่องสีรถไปแล้วอย่างนึง แต่เอาเถอะ เวลานี้มันจะมีรถที่สีเดิมอยู่อีกเหรอ คิดปลอบใจตัวเองไปแบบนั้น

ผมไม่ซีเรียสเรื่องที่ไม่ส่งผลกับการขับขี่อยู่แล้ว ฉะนั้นอันนี้ก็เอาไว้ก่อน ถ้าอารมณ์ดีก็จะทำให้รอบคันเลย

ประการต่อมาคือประตูซ้ายปิดแล้วไม่สนิทแปลกๆ ช่องไฟระหว่างประตูกับตัวถังแปลก ให้เดาคงผ่านการรื้อถอนหรือชนมาบ้าง แต่ไม่หนัก
เพราะส่วนอื่นผมก็นั่งมอยืนมองก็ไม่เจอรอยเชื่อมอะไรแปลกๆ อยู่ดี

ต่อมาคือน้ำเข้าห้องโดยสารและอ่างล้ออะไหล่ เคยจอดตากฝนสี่วันติดแล้วมาเปิดดูยางอะไหล่ทีแทบช็อก คือน้ำขังแบบขังจริงจังเลยครับ
แถมน้ำเข้าตรงเบาะคนนั่งหน้าด้วย แต่อันนั้นไม่หนักมาก ปรึกษาช่าง ช่างบอกว่าคิ้วยางในรถคงเสื่อมสภาพเลยกั้นน้ำไม่อยู่
อ้าว หาเรื่องให้กันอีกแล้ว 55555 ทุกวันนี้ทางออกคือเลี่ยงการจอดกลางแจ้ง


จอดตากแดดกันแบบนี้เลยทีเดียว

ซื้อมาได้สิบเอ็ดวันปัญหาแรกคืออยู่ๆสตาร์ทไม่ติด เสียงมอเตอร์สตาร์ทเนือยๆก็คงเป็นที่แบตไม่ก็มอเตอร์นี่แหละ แต่จะว่าแบตก็ไม่น่าใช่เพราะแบตเปลี่ยนมาปี 58
ผมเลยลองสลับแบตกับสามห่วงอีกคันดู มันก็ติด แบตคันนี้ที่ยกไปใส่สามห่วงก็ติด แรงกว่าเดิมด้วย ก็เริ่มงง
เลยลองสลับแบตคืนร่างเดิม ติดเฉย หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร

เดือนมกราปีนี้ อยู่ๆไฟต่ำกับไฟสูงไม่ติด ก็ไปโดนรีเลย์ไฟอีก 450 ของ Bosch

ล่าสุดวันนี้(5/3/60) ด้วยความคันมือเลยเอาออก ตจว เล่น(คือเหงาด้วยอะ ไม่มีไรทำ) ไปลำปาง ไปไหว้พระธาตุลำปางหลวงซะหน่อย พระธาตุปีเกิดผม
ระหว่างนั้นก็ลองอัด 0-100 เล่น แต่หลายรอบไปหน่อย ได้ตัวเลขดีสุดก็ 12.2-13.6 วิเนี่ยแหละ ทำไป 3 รอบแล้วดับเครื่อง เพราะกลิ่นผ้าคลัตช์เริ่มมา
ตอนทำครั้งแรกจับสังเกตว่ารอบตื้อที่ 5500 และไม่ขึ้นเลย ผมก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร อาจจะเพราะในชีวิตนี้รถไม่เคยไปถึงรอบเครื่องนั้นด้วย

แล้วก็ทำต่ออีก 3 รอบ ก่อนจะไปจอดพระธาตุลำปางหลวง ผมกะจะทำบุญแต่ไม่มีแบงค์ 20 50 เลยออกไปแลกแบงค์พร้อมเติมน้ำมัน
ตอนแรกขี้เกียจแล้ว ว่าจะกลับเชียงใหม่เลย แต่อะไรดลใจให้ผมกลับไปวัดก็ไม่รู้

พอกลับไปวัดปุ๊บได้เรื่องเลยครับ ตอนจอดรถอยู่ๆก็กระตุกดับ และหลังจากนั้นก็สตาร์ทไม่ติดเลย
อาการคือสตาร์ทเสียงไม่เนือย ไม่ใช่แบตหมด แต่ทำยังไงก็ไม่ติด ลากยาวไปเรื่อยๆ แถมพอเข็นแล้วใส่เกียร์แบบรถ MT ทั่วไปก็ไม่ติด
ชาวบ้านแถวนั้นเลยเข้ามาช่วย และแนะนำใหผมไปถามลุงตำรวจที่ป้อม ลุงตำรวจแกก็ช่วยตามช่างให้ แต่วันนี้วันอาทิตย์ส่วนใหญ่เลยปิดหมด
แต่จนแล้วจนรอด็หาช่างมาได้ และก็ลากรถไปอู้ในตัวเมือง ช่างบอกวันนี้ซ่อมไมไ่ด้เพราะไม่มีอะไหล่ ร้านอะไหล่ปิด



ก็ต้องขอบคุณลุงตำรวจคนนั้นและชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าที่ช่วยเหลือผมตรงนั้นด้วย ทำให้ผมเห็นว่าคนไทยเรามีน้ำใจจริงๆ

ข้อสันนิษฐานของช่างคือคอยล์เจ๊งซึ่งผมก็ว่าใช่ เพราะแบตยังปกติดี ไฟฟ้าในรถทำงานได้หมดเว้นการสตาร์ท แต่ผมก็เดาไปเองว่าอาจจะเกี่ยวกับคาร์บู
หรือตัวจ่ายน้ำมันก็ได้ เพราะผมอัดหนักต่อเนื่องมันอาจจะมีรวนมีเสียบ้างแหละ
จะว่าไปผมก็เก่งเรื่องช็อตคอยล์รถเนอะ สามห่วงคันก่าก็ซื้อมาได้ไม่ถึงครึ่งปีก็คอยล์เจ๊งแบบนี้เลย 555555

เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า ถ้ารถเก่าและมีโปรไฟล์ไม่เคยออกต่างจังหวัด กรุณาอย่าซัดหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ
เพราะมันอาจจะนำมาซึ่งความเกือบหายนะแบบนี้
ก็ยังดีที่ผมตัดสินใจวกกลับมาตรงวัดก่อน อย่างน้อยก็มีคนช่วย ถ้าเกิดผมกลับเชียงใหม่เลยป่านนี้ผมอาจจะนั่งอยู่กลางดอยก็ได้ คิดในแง่ดีสุดๆละนะ



ให้สองตัวท้ายละกันเผื่อออก 55555


===== Update 7/3/60 =====




ผลสรุปว่าไอ้ที่เสียคือจานจ่ายจริงๆด้วยครับ ผมไม่แน่ใจว่าเพราะผมกระแทกคันเร่งหนักรึเปล่าแต่นั่นคงมีส่วน เพราะได้ยินมาว่าถ้ามันเริ่มเสื่อมแล้วพอเจอความร้อน หรือปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ อีกอาจจะไปบ้านเก่าได้ง่ายๆแบบนี้ จากที่เริ่มรวนเล็กๆ ก็เลยเป็นเจ๊งโดยสมบูรณ์เลย
แถมพวกฮอนด้าเวลาจะเสียก็เสียไม่มีอาการล่วงหน้าแบบนี้ อันหลังไม่รู้จริงมั้ยนะ

ค่าซ่อมทั้งหมด 7,100 บาท(!) คำแรกที่อุทานคือ Here นั่นแหละครับ ถึงมันจะแพงยังไงก็ไม่ควรเกินห้าพันนะเอาจริงๆ
เขาบอกว่าค่าจานจ่ายยกเซ็ต(เชียงกง ไม่ใช่ของเทียบ) 4,800 คือแพงเต็มที่ยังไงก็ไม่ควรเกิน 4,000 ป่ะ ถึงของจะหายากก็เถอะ
ค่าแรง 1,500 เป็นไปได้? ฟันกันหัวแบะเลยอันนี้
ค่าลากรถวันอาทิตย์ 800 อันนีไม่เถียงละกัน ไปเรียกเขานอกเวลาเอง
สงสัยช่างเห็นว่ายังไงก็ต้องซ่อมกับเราเลยล่อซะเต็มที่ ก็ตามนั้น ผมก็คงไม่กลับไปที่น่นอีกอยู่ดีนี่เนอะ

ประเด็นสำคัญคือขับกลับจากลำปางมาเชียงใหม่มีอาการรวนเกิดขึ้น คือกระตุกดับเหมือนเดิม เป็นหลังจากจอดทิ้งไว้แล้วมาสตาร์ท แต่รอบนี้สตาร์ทติดเลย
ก็นะ อะไหล่เก่าทำพิษแล้วมั้ยน่ะ หวังว่าจะรวนไม่หนักนะ ไม่มีตังค์ซ่อมละ 55555

สรุปว่า ถ้าใช้รถเก่า กรุณาเช็คก่อนออกเดินทางก็ดี ไม่งั้นอาจจะพบกับความหายนะทางการเงินแบบนี้
หรือไม่ก็ควรมีอะไหล่สำรองที่สามารถทำให้รถสตาร์ทติดและวิ่งลากชีวิตไปได้ อย่างเช่นพัดลมหม้อน้ำและคอยล์ เหมือนพี่แพนเคยกล่าวในบทความไหนซักอัน ผมก็ขออ้างอิงมาในตรงนี้ละกันเนอะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2017, 23:58:27 โดย Tan Int »
1995 Civic EG (3Dr) 1.5LX
1998 Civic EK 1.6VTi-E Special Edition

ออฟไลน์ birdblerza

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 16:28:33 »
เมื่อก่อนซ่อมทุกวันจำรำคาญ จนขายมันไปเพื่อซื้อคันใหม่ ทุกวันนี้ยังคิดถึงมันอยู่เลย

ออฟไลน์ paeybu

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 349
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มีนาคม 06, 2017, 21:18:49 »
เคยใช้อยู่สักพักเหมือนกันครับ เดี๋ยวมีตังต้องหาอีกคันละ

ออฟไลน์ 1437KRT

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 38
  • I LOVE SEDAN
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 11:16:50 »
สวยมากครับเป็นรถที่เด็กมัธยมสมัยนี้ก็ยังอยากขับกัน  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 55555

ออฟไลน์ Tan Int

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,628
    • อีเมล์
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 23:54:57 »

เมื่อก่อนซ่อมทุกวันจำรำคาญ จนขายมันไปเพื่อซื้อคันใหม่ ทุกวันนี้ยังคิดถึงมันอยู่เลย

รถพี่เหมือนรถผมหลายอย่างเลยเนอะ สีเหมือน กันชนหลังไม่สนิทแบบเดียวกันเลย นึกว่าเป็นคันเดียว 555555 ผมก็หวังว่าคันนี้จะไม่มีอะไรเสียเยะนะ เพราะไม่ได้ใช้เยอะเลย

เคยใช้อยู่สักพักเหมือนกันครับ เดี๋ยวมีตังต้องหาอีกคันละ
คิดดีๆนะครับ 55555 ขนาดเอาคันเดิมๆที่สุดมา เจอค่าจานจายเวอร์ชั่นโดนฟันนี่แทบเป็นลม

สวยมากครับเป็นรถที่เด็กมัธยมสมัยนี้ก็ยังอยากขับกัน  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น 55555
เจอรถเด็กสาธิตคันนึง ยกเครื่องใหม่(ของอะไรไม่รู้) ทำท่อ ชุดแต่ง สปอยเลอร์คือสูงท้าทายอีโวมาก ตัดภาพมาที่รถเด็กมหาลัยสภาพเดิมๆ 55555
รุ่นนี้ก็ชอบมานานละครับ อยากได้มาก ก็เลยมาสนองตัวเองตอนนี้แหละ
1995 Civic EG (3Dr) 1.5LX
1998 Civic EK 1.6VTi-E Special Edition

ออฟไลน์ ์nov00758

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 142
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 10:38:37 »
ต้องหา K20A ยัดโบ มาลง แข่งกับ 1.5 RS

ออฟไลน์ No Trespassing

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,151
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มีนาคม 15, 2017, 09:32:38 »
จานจ่าย 4000 บาท โห ... กำไร 100% เลยครับ

เพราะจานจ่ายเต็มที่ทั้งชุด ก็ไม่เกิน 2000 บาท โอริงอีกร้อยนิดๆ + ค่าแรง และต้องตั้งไฟจุดระเบิดอีก ยังไงก็ไม่ถึง 7100 บาทแน่นอน

แต่อย่างว่าครับ ถึงมือเชือดแล้ว ถ้าไม่จ่ายรถก็ออกมาไม่ได้ น่าเห็นใจครับ

---------------------------------------

เรื่องประตูปิดยาก ลองเช็คพวกบูชประตูครับ หลายคันมักจะมีปัญหาเรื่องบูชหลวม เพราะ 3D ประตูยาวและน้ำหนักมาก

แต่ฮอนด้าลดต้นทุน ยังใช้บูชของรุ่น 4D ซึ่งเป็นประตูสั้น ตัวบูชไม่ได้รองรับประตูยาวขนาดนี้

นานๆเข้าเลยเกิดอาการบูชหลวม ลองตรวจสอบตรงนี้ดูครับ
Fly boutique .. Feel unique .. Asia's boutique airline

ออฟไลน์ Trafalgar

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 262
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: เมษายน 14, 2017, 22:37:40 »
เป็นรถที่ผมจะต้องมีไว้ในครอบครองให้ได้  ;D

ออนไลน์ Dark Overlord

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,228
  • Hail to the darkside
Re: Review Civic EG 3 door MT: The real minimal ไม่ง้อไฟฟ้าก็ได้
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: เมษายน 14, 2017, 23:30:30 »
สวยจริงๆ ครับ แต่กลัวเรื่องซ่อมจริงๆ