ผู้เขียน หัวข้อ: Review Honda HR-V 1.8 E Limited MY2016 พลิกโผมาเป็นคันนี้ แบบที่ไม่ทันตั้งตัว!!!  (อ่าน 16485 ครั้ง)

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
Review Honda HR-V 1.8 E Limited MY2016 พลิกโผมาเป็นคันนี้ แบบที่ไม่ทันตั้งตัว!!!!!



           กราบสวัสดีพี่ๆและเพื่อนๆ ชาว Headlightmag ทุกท่านครับ หลังจากครั้งที่แล้วผมได้รีวิว Honda Jazz หรือ "เจ้าถุงทอง" ของผมไปเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ยังไม่ทันจะเข้าเช็ค 10,000 กิโล ก็มีสมาชิกใหม่เข้าบ้านอีกแล้ว แถมคราวนี้มาแบบที่พลิกโผสุดๆ เพราะไม่เคยคิดว่าจะมาจบกับคันนี้ และไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้ เล่นเอาคนรอบข้างนี่ตั้งตัวกันไม่ทันเลย แต่ไหนๆก็ถอยมาแล้ว และผมเอามาใช้เป็นมือแรกของบ้าน ก็เลยจับมา Review เอาฤกษ์เอาชัย ให้พี่ๆและเพื่อนๆ ได้รับชมกันครับ ซึ่งกว่าผมจะทำเสร็จก็ปาเข้าไป 3 เดือนพอดี เพราะพึ่งเริ่มงานใหม่และยุ่งมากๆ  :D

*ภาพใน Review ผมถ่ายโดยใช้ iPhone 7 Plus โหมดกล้องปกติและกล้อง Cannon 600D โดยที่ปรับอะไรไม่ค่อยเป็น เพราะฉนั้น มันจะไม่ได้เรื่องสักเทาไหร่นะครับ *


ขอเริ่มต้นด้วยการท้าวความของชื่อ Review เช่นเคยนะครับ (ใครไม่อยากอ่าน สามารถข้ามตัวอักษรสีเขียวไปได้เลย)

          จุดเริ่มต้นของการซื้อรถคันนี้ มาจากวันที่ผมมาเซ็นเอกสารไฟแนนท์ของรถ Jazz เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2016 ที่ศูนย์ ระหว่ารอเจ้าหน้าที่มา คุณแม่ผมเกิดไปถูกใจกับเจ้า Honda BR-V SV 7 ที่นั่ง อย่างแรง ถึงขนาดจะให้ถอนจอง Jazz มาเอา BR-V แทน โชคดีที่ผมเบรกไว้ทัน ก็เลยวางแผนไว้ว่า จะขาย Honda Stream คันเก่า มาซื้อ BR-V  ให้พ่อใช้หลังหมดสัญญาต่ออายุงานและต้องคืนรถคันที่ใช้อยู่ให้บริษัท ตอนสิ้นปี 2017 เป็นอย่างเร็ว



          ระหว่างนั้น นอกจาก BRV SV แล้ว ก็มีตัวเลือกอื่นๆเข้ามาประปราย อย่าง Toyota Sienta 1.5 V ซึ่งเข้ามาให้ผมลังเลอยู่สักพัก ซึ่งผมได้มีการตั้งกระทู้ถามถึง 2 ตัวนี้ ใน Web board อยู่บ้าง แต่ด้วยหน้าตาอันแสนจะอวกาศหลุดโลกของ Sienta ซึ่งขัดใจคุณพ่อ คุณแม่ผมอย่างแรง ก็เลยค่อยๆหลุดหายไป นอกจากนั้นยังมี Honda Mobilio MC ที่จะเปิดตัวในครึ่งหลังของปีนี้ เตรียมมาเป็นตัวเลือกอีก แต่ว่า............

          พอช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมกับคุณแม่ก็ไปเดินห้างกันตามปกติ แล้วมีงาน Mini Motors show จัดอยู่ บูธ Honda มี HR-V EL จอดโชว์อยู่ ผมก็เลยชวนแม่เข้าไปดู เพราะใจจริงผมอยากได้ HR-V มานานแล้ว แต่คุณแม่ไม่ชอบเลย เผอิญคันที่โชว์อยู่เป็นสีเทา Ruse Black Metallic ดันไปโดนใจคุณแม่ ก็เลยเริ่มชอบขึ้นมานิดนึง


 
          หลังจากนั้น คุณแม่ก็เอาไปปรึกษาลูกน้องที่สนิทเช่นเคย (กลุ่มเดียวกับที่เคยเชียร์ให้ซื้อ Jazz นั่นแหละ 555) ทุกคนช่วยกันยุ ช่วยกันเชียร์ให้ขยับไปเอารถเครื่อง 1.8 ดีกว่า เพราะมี Jazz 1.5 อยู่แล้วจะเอา 1.5 อีกคันเพื่อ? แล้ว 7 ที่นั่งก็แทบจะไม่ได้ใช้เลย เอามาทำไม ? แถมคุณพ่อน่าจะได้ต่ออายุไปถึงสิ้นปี 2018 ถ้าซื้อช่วงนี้ ก็จัดไฟแนนท์ไปเลย จะได้ไม่ต้องใช้เงินก้อนตอนคุณพ่อเกษียณ คุณแม่ก็เลยเริ่มเปลี่ยนความคิด

          ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ ระหว่างที่นั่งรถอยู่แล้วเห็น BR-V ขับผ่าน แม่ก็ลองถามพ่อเรื่องซื้อรถใหม่ ปรากฎว่า คุณพ่อก็เห็นด้วย แต่ไม่เอา BR-V เพราะไม่ชอบแอร์บนหลังคา มีคนมาบอกว่าแอร์มันมีน้ำหยด (ไปเอามาจากไหนก็ไม่รู้ !!) โอเค ตัด BR-V ออกจากสารระบบไป ส่วน HR-V และตัวเลือกอื่นๆก็ค่อยๆไปดูแล้วกัน แล้วก็ให้ผมประกาศขาย Stream ด้วย



          ไม่กี่วันต่อมา ผมเอา Jazz เข้าไปเคลมน้ำรั่ว เลยไปคุยกับเซลล์คนเดิม ถึงข้อเสนอของ HR-V ณ ตอนนั้น ซึ่งเซลล์ให้ดอกเบี้ยถูก โปรช่วยผ่อน ของแถมน่าสนใจ และถ้าเอา Stream ไปเทิร์นก็จะได้ข้อเสนอพิเศษเพิ่มอีก แต่ต้องจองรถก่อน 31 มีนาคม 2560 เท่านั้น ถ้าสนใจ เซลล์จะล็อคคิวรถไว้ให้ก่อน ผมเลยมาบอกคุณพ่อคุณแม่ให้ตัดสินใจ ซึ่งคุณแม่เอาแน่ๆ แต่คุณพ่อยังคิดดูก่อนและให้รอไปก่อน

          พอสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม ผม คุณแม่ น้องสาว เริ่มกดดันคุณพ่อ 555 จนยอมในนาทีสุดท้าย ผมก็รีบไปจองทันที พร้อมคุยราคาตีเทิร์นของ Stream รอทำเอกสารยื่นเรื่องไฟแนนท์ รอไฟแนนท์อนุมัติ รอรถมาจากโรงงาน รอตกแต่งรถ รอฤกษ์ และรอศูนย์เปิดหลังหยุดสงกรานต์ จนกระทั่ง เช้าวันพุธที่ 19 เมษายน 2560 "น้องช่อม่วง" คันนี้ก็เข้ามาเป็นสมาชิกคันใหม่ของบ้านผมในที่สุด




ว่าแต่ “ทำไมถึงมาจบกับ HR-V หละ” มาทราบเหตุผลกันก่อนนะครับ

เริ่มจาก Spec รถที่ครอบครัวผมต้องการก่อน ซึ่งมีดังนี้

1.   เป็นรถ Honda หรือ Toyota เท่านั้น (คุณพ่อไม่ยอมเอายี่ห้ออื่น)
2.   ขนาดตัวรถอยากให้ใหญ่กว่า Jazz GK
3.   นั่งกัน 2 – 4 คนเป็นส่วนใหญ่
4.   ผู้ใหญ่ – ผู้สูงอายุ ขึ้น – ลงได้สบาย ลุก – นั่งได้ง่าย และตัวรถไม่สูงหรือเตี้ยเกินไป
5.   เครื่องยนต์มีกำลังมากกว่า Jazz GK แต่ไม่เอา Hybrid และ Turbo (พ่อไม่ชอบ)
6.   ประหยัดน้ำมันกว่า Stream และ Camry 2.0 ปี 2007
7.   อุปกรณ์ที่จำเป็นและอุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน เพราะไม่ตกแต่งอะไรเพิ่มเติมมาก
8.   ใช้ยาวๆ ชนิดที่ไม่มีกำหนด (อย่างต่ำๆก็ 10 ปี)
9.   ราคาไม่เกินควร 1 ล้านบาท

สำหรับโจทย์การใช้งานหลักของรถคันนี้

1.   ช่วงแรกผมจะเอาไปใช้เป็นหลัก แล้วเอา Jazz ให้น้องสาวใช้ ส่วนคุณพ่อใช้รถประจำตำแหน่ง
2.   หลังจากพ่อคืนรถให้บริษัทแล้ว คุณพ่อจะเอาไปใช้เป็นหลัก ผมจะเอา Jazz กลับมาใช้ ส่วนน้องสาวให้ใช้กับพ่อ
3.   ถ้าไปไหนทั้งบ้าน เอาคันนี้ไปโดยที่ผมขับ
4.   เวลามีใครไปต่างจังหวัด ให้เอาคันนี้ออกต่างจังหวัด

พอลองดูรถที่จะเข้าข่ายเป็นตัวเลือก ก็มีอยู่ 4 รุ่น ดังนี้



Honda HR-V 1.8 E limited MY2016

          ได้เปรียบตรงที่เป็น Crossover เลยขึ้น – ลงได้สบายกว่า และขับง่ายกว่าเพราะท้ายรถมันสั้น ดูอเนกประสงค์กว่า และ Design ก็พอรับได้กันทั้งบ้าน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่เสียดาย Option ที่ถูกตัดออกในตัว MY2016 และคุณพ่อไม่ชอบมือจับประตูหลัง และเกินงบไป 50,000 บาท

Honda Civic 1.8 EL

          รถสวยมากๆ ได้ความสดใหม่ สี Cosmic Blue โดนใจ อุปกรณ์ติดรถดูดี แต่รถมันเตี้ยมากๆ พอคุณแม่ลองนั่งแล้วลุกไม่ขึ้น ไม่ผ่านอย่างแรง ไม่เอาแล้ว ตัดออกเลย

Honda Civic Hatchback 1.5 Turbo

          โผล่มาเป็นตัวเลือกก่อนจะตัดสินใจเพียงวันเดียว เนื่องจากคุณพ่อเห็นว่ามันพึ่งออกมาใหม่ ตัวรถสวยมากๆ แต่พอไปลองนั่งแล้ว ก็ลงเอยแบบเดียวกับ Civic 1.8 เพราะเบาะเตี้ยเกินไป เบาะหลังผมนั่งแล้วหัวติด แถมคุณพ่อไม่ชอบรถเครื่อง Turbo เท่าไหร่และราคาเกินงบไป 169,000 บาท ตัดออก

Toyota Corolla Altis Minor Change 1.8 Esport Option

          คันนี้ไม่ได้ไปดูอะไรมาก เพราะคุณแม่ไม่ค่อยจะชอบ แต่ตัวรถโดยรวมถือว่าโอเคดี อัตราเร่งดี อุปกรณ์ความปลอดภัยเยอะ แต่เบาะหลังก็ยังจมๆไปหน่อย เก็บไว้เป็นตัวเลือกก่อนละกัน


          เมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริงๆ HR-V ดูตอบโจทย์มากกว่า Altis Esport และบ้านผมเป็นแฟน Honda อยู่แล้ว ประกอบกับได้ข้อเสนอที่ดีจากเซลล์คนเดิมที่ผมออก Jazz เมื่อปีที่แล้วและศูนย์บริการก็คุยได้ไม่ยากเท่าไหร่ ก็เลยมาลงเอยกับเจ้า HR-V ในที่สุด


เอาหละครับ สาธยายข้อมูลที่ออกจะไร้สาระมาเยอะแล้ว 5555 สมควรแก่เวลา ที่จะเริ่มดูตัวรถกันนะครับ



             "น้องช่อม่วง" คันนี้คือ Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 สี Ruse Black Metallic หรือ สีเทารูสแบล็ค (ผมเรียกสีเทาอมม่วง) ซึ่งเป็นสีโปรโมทตอนที่เปิดตัว ที่เลือกสีนี้เพราะคุณแม่กับน้องสาวชอบและทุกคนรับได้ ส่วนรุ่นย่อยนั้นเลือกเป็นตัว E Limited เพราะได้อุปกรณ์ครบเท่าตัว EL ยกเว้น Panoramic Roof กับไฟในห้องโดยสารแบบ LED แค่นั้น ซึ่งคุณพ่อกับคุณแม่ไม่ชอบ (แต่จริงๆผมกับน้องอยากได้นะ ช่างเถอะ)

ภายนอก

ด้านหน้า



          HR-V มาพร้อม กระจังหน้าแบบ Piano Black ลักษณะคล้ายกับตัว X โดยออกแบบบให้เชื่อมต่อกับไฟหน้าทั้ง 2 ข้าง มีการตกแต่งแถบโครเมียมคาดเป็นแถวแนวนอนอยู่ตรงกลางพร้อมโลโก้ H โครเมียมขนาดใหญ่แปะอยู่ที่กลางกระจังหน้า

           กันชนหน้าที่แบ่งเป็น 2 ชั้น โดยรุ่น E Limited จะพ่นสีเดียวกับตัวรถทั้งหมด สำหรับกันชนใหญ่นั้นจะมีการตกแต่งด้วยแถบพลาสติกแนวนอนบริเวณที่ติดป้ายทะเบียน ถัดลงมามีการติดตั้งไฟตัดหมอกหน้าแบบวงรีตกแต่งด้วยกรอบพลาสติกทึบวงรีสีดำ ส่วนกันชนหน้าด้านล่างนั้น ติดตั้งมาในลักษณะของสเกิร์ตหน้ามากกว่า มีช่องพลาสติกแบบรังผึงตกแต่งบริเวณตรงกลาง





          ไฟหน้าของ HR-V นั้นถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของรถอย่างหนึ่ง โดยรุ่น E Limited นั้น จะได้ไฟหน้าแบบ LED Projector Lens คู่ มาพร้อมระบบเปิด – ปิด อัตโนมัติ และระบบปรับระดับสูง – ต่ำ อัตโนมัติ แต่ไฟสูงยังคงใช้หลอด ฮาโลเจน ความสว่างนั้นถือว่าโอเคมาก มีการ Cut off ที่ชัดเจร ลำแสงพุ่งไปได้กว้างและไกลพอสมควร มองนานๆผมไม่รู้สึกปวดตาแต่อย่างใด (คันนี้เป็นรถแสงไฟสีขาวคันแรกที่ผมใช้งาน)

          นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟ LED Day Time Running Light ดวง/ข้าง บริเวณของด้านล่างของโคม ซึ่งผมว่ามันดูสวยกว่าการใช้เส้นนำแสงแบบ Civic FC หรือ City MC ซึ่งดูเหมือนมันสว่างอยู่จุดเดียว

ด้านข้าง





          เส้นสายด้านข้างยังมีความโค้งมนค่อนข้างมาก ทั้งแนวหลังคา กรอบหน้าต่างและแนวเส้นคาดประตู เลยทำให้มีกลิ่นอายคล้ายๆรถสปอร์ตอยู่เล็กน้อย บนหลังคามีการติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลามมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน กระจกหน้าต่างมีขนาดค่อนข้างใหญ่แต่คู่หลังจะมีความเทลาดลงมาค่อนข้างมากเลยทำให้คนนั่งหลังจะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจะโปร่งเท่าไหร กระจกมองข้างติดตั้งอยู่บริเวณเสา A-Pillar มีขนาดที่กำลังพอเหมาะมาพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และรถคันนี้มีการติดตั้ง คิ้วกันสาดของ Honda Access แท้มา เลยทำให้บริเวณขอบกระจกจะดูไม่โล้นจนเกินไป

          ในรุ่น E Limited นั้นจะตกแต่งชายล่างและขอบซุ้มล้อด้วยการรพ่นสีเดียวกับตัวรถ ซึ่งให้อารมณ์ดูเรียบหรูมากกว่ารุ่น S กับ E ที่ใช้พลาสติกสีดำซึ่งจะให้ความรู้สึกลุยๆมากกว่า นอกจากนี้มือจับประตูคู่หน้าจะตกแต่งดวยโครเมียม พอมาอยู่บนรถสีเข้มก็ดูตัดกันสวยดี

   

          จุดเด่นสำคัญของ HR-V คือการย้ายมือจับประตูคู่หลังไปอยู่ที่เสา C-Pillar แถมแนวเส้นของขอบหน้าต่างประตูหลังมีความเทลาดลงมาค่อนข้างเยอะ เลยทำให้เวลามองผ่านๆแล้ว มันเหมือนกันรถ 2 ประตู ถึงแม้จะเป็น Crossover ก็ตาม แต่ตัวมือจับคู่หลังดันใช้วัสดุเป็นพลาสติกแข็งสีดำ ซึ่งส่วนตัวผมว่ามันไม่ค่อยจะแข็งแรงมากเท่ไหร่ หากใช้งานไปนานๆอาจจะเกิดการแตกหักหรือชำรุดได้

ด้านหลัง





          ด้านหลังออกแบบมาให้รถดูมีความเป็นเหลี่ยมมากกว่าส่วนอื่น สังเกตได้จากขอบล่างของฝาท้าย ซึ่งมีการตัดมุมในลักษณะเหลี่ยมๆตรงๆ ทำให้ตัวขอบฝาท้ายมีขนาดกว้างและขนของขึ้นลงได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงความโค้งมนด้วยแนวเส้นบนฝาท้ายที่ลากเชื่อมต่อกันระหว่างไฟท้ายทั้ง 2 ข้าง

          ด้านบนสุดของฝาท้ายมีการติดตั้งสปอย์เลอร์ขนาดไม่ใหญ่มากพร้อมไฟเบรกแบบ LED มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มีการซ่อนหัวฉีดน้ำล้างกระจกไว้บริเวณใต้ตัวสปอยเลอร์ ถัดลงมาเป็นกระจกบานหลังขนาดค่อนข้างใหญ่มาพร้อมที่ปัดน้ำฝนด้านหลังซึ่งมีระยะการปัดแบบครึ่งวงกลมพอดี ถัดลงมาอีกเป็นไฟท้ายและที่อยู่ของที่เปิดประตูหลัง กล้องมองหลัง และที่ติดป้ายทะเบียน และด้านล่างสุดจะเป็นกันชนหลังและชายล่างสีเดียวกับตัวรถ พร้อมแถบสะท้อนแสงสีแดงที่มุมทั้ง 2 ข้าง



          ไฟท้ายของ HR-V รุ่น E Limited นั้น จะได้เป็นแบบ LED Tube คือ มีแถบแนวไฟสีแดง 2 แถบ จะติดขึ้นเมื่อไฟหน้าทำงาน ใต้แถบ LED Tube นั้นจะเป็นไฟเบรค LED ซึ่งมันค่อนข้างเล็กไปหน่อย ไฟเลี้ยวจะอยู่ที่จงอยทรงสามเหลี่ยมคว่ำด้านล่าง ส่วนไฟถอยหลังทั้ง 2 ดวง จะแปะอยู่ระหว่างเส้น LED Tube บนฝาท้าย และ HR-V ไม่มีไฟตัดหมอกหลังมาให้ (ซึ่งดีแล้วแหละ)

ล้อและยาง



          HR-V MY2016 ทุกคัน จะมาพร้อมกับ ล้ออัลลอยด์แบบ 5 ก้าน ลายสปอร์ตขัดเงาพร้อมตกแต่งด้วยสีดำ ขนาด 17 นิ้ว หน้ากว้าง 7.0 สวมยาง Yokohama BluEarth E70 ขนาด 215/55 R17 ทั้ง 4 ล้อ ส่วนยางอะไหล่ จะใช้เป็นล้อแบบ Compact สวมยาง Maxxis ขนาด T135/90D16

การล็อค-ปลดล็อค



          HR-V ทุกคันติดตั้ง ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Honda Smart Key System ไว้ที่มือจับประตูคู่หน้า หากต้องการปลดล็อครถ เพียงสัมผัสที่บริเวณด้านในของมือจับประตู รถจะปลดล็อคพร้อมส่งเสียงเตือนและกระพริบไฟเลี้ยว 1 จังหวะ และหากต้องการจะล็อครถ เพียงกดที่ปุ่มสีดำบนมือจับประตู รถจะล็อคพร้อมส่งเสียงเตือนและกระพริบไฟเลี้ยว 3 จังหวะ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมผ่านกุญแจรีโมทพร้อมดอกกุญแจที่ซ่อนอยู่ภายในได้ เช่นเดียวกับรถยนต์ทั่วไป โดยตัวกุญแจรีโมทนั้น จะมีหน้าตา ขนาด รูปร่าง น้ำหนักและวัสดุ เหมือนกับกุญแจของ Jazz GK เปี๊ยบ

          หากเปิดสวิทซ์ไฟหน้าไว้ในตำแหน่ง Auto แล้วรถอยู่ในบริเวณที่เซนเซอร์วัดแสงตรวจจับว่ามืดจนไฟหน้าทำงาน เมื่อกดปุ่มปลดล็อคที่รีโมทหรือสัมผัสที่บริเวณด้านในของมือจับประตู ไฟหน้าและไฟท้ายจะสว่างขึ้นนานตามที่เราตั้งค่าไว้ ส่วนการล็อครถจะไม่มีผลต่อการทำงานของไฟหน้า เพียงแต่เมื่อคุณปิดประตูฝั่งคนขับ ไฟหน้าและไฟท้ายจะสว่างขึ้นนานตามที่เราตั้งค่าไว้เท่านั้นและจะดับไปเองเมื่อหมดเวลาที่ตั้งไว้

          ในรุ่น E Limited มีการเพิ่มฟังก์ชั่น ควบคุมการพับ – กางกระจกมองข้าง ผ่านรีโมทและระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะได้ โดยที่กดปุ่มสีดำ 2 ครั้ง หรือปุ่มล็อคบนรีโมทครั้งที่ 2 ค้างไว้ 3 วินาที กระจกมองข้างจะพับเก็บเอง และเมื่อปลดล็อคและเปิดประตูฝั่งคนขับ กระจกมองข้างจะกางออกเองอัตโนมัติ

การเข้า – ออกรถ



          การเข้า – ออก ของประตูคู่หน้านั้น ถือว่าทำได้ดีทั้งความกว้างและความสูงของตัวรถ ผู้ชายสูง 175 หนัก 100 โล อย่างผมเข้าออกได้สบาย หัวยังไม่ชน ยังติดแต่อย่างใด ส่วนคุณแม่วัย 51 ของผม ที่มีปัญหากับการเข้า – ออก Civic FC นั้น Happy กับการนั่งรถคันนี้มากๆ แม่บอกว่า ขึ้นลงสบาย ไม่ปวดเข่า ไม่ต้องหย่อนก้นลงไปมาก

          ส่วนการเข้า – ออกประตูคู่หลังนั้น ก็ทำได้ดีไม่ต่างจากประตูคู่หน้า ตั้งแต่ออกรถมา คนที่ขึ้นมานั่งคันนี้ยังไม่มีใครบ่นว่า ขึ้น – ลงยาก มีเพียงปัญหาเดียวคือ “บางคนหามือจับประตูหลังไม่เจอ” (อันนี้เรื่องจริงนะ ผมเจอมากับตัวและบ่อยๆด้วย)

ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย



          การเปิดฝาท้ายนั้น จะต้องเปิดผ่านสวิทซ์กลอนไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่บริเวณขอบฝาท้ายเหนือป้ายทะเทียนรถ ซึ่งทำงานร่วมกันระบบ Smart Key หากรถล็อคอยู่ เมื่อกดปุ่มเปิดแล้วรถจะปลดล็อคประตูทุกบานเอง ถ้าจะล็อครถให้กดปุ่มวงกลมเล็กทางด้านขวาเพื่อล็อคประตูทุกบาน



          ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย มีขนาดที่ใหญ่ (ใหญ่กว่า Jazz ชัดเจน) สามารถขนจักรยานได้ประมาณ 2 คัน แบบสบายๆ แต่ต้องถอดล้อหน้าออก และด้วยขอบประตูที่กว้างทำให้การขนของเข้า – ออก ทำได้อย่างง่ายได้ แต่บริเวณแผงด้านข้างทั้ง 2 ข้างนั้น ยังคงถูกลดต้นทุนโดยการใช้วัสดุขึ้นรูปแทนพลาสติกแข็งและไม่มีที่บังสัมภาระด้านท้ายเหมือนกับ Jazz และรถคันนี้ติดตั้งถายท้ายรถของ Honda Access แท้มาด้วย

          เมื่อยกพื้นของห้องสัมภาระที่ทำจากแผ่นไม้อัดขึ้น จะเจอกับถาดเก็บอุปกรณ์ประจำรถ ซึ่งทำจากโฟม และมีพื้นที่เล็กๆสำหรับซ่อนของมีค่าไว้ได้ และเมื่อยกถาดโฟมขึ้นจะเป็นที่เก็บยางอะไหล่ของรถ
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
ภายใน

การติดและดับเครื่องยนต์



          สำหรับการติดและดับเครื่องยนต์ HR-V ทุกคัน ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องแบบอัจฉริยะ One Push Ignition System โดยปุ่ม Engine Start – Stop ติดตั้งอยู่บริเวณข้างแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีวิธีการใช้งานดังนี้
               - การติดเครื่องยนต์ ให้เหยียบเบรค และกดปุ่ม Engine Start – Stop 1 ครั้ง  ในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P หรือ N
               - หากไม่เหยียบเบรค กดปุ่มครั้งที่ 1 ชุดเครื่องเครื่องจะทำงาน กดปุ่มครั้งที่ 2 จะเปิดระบบไฟทั้งหมด และ กดปุ่มครั้งที่ 3 เป็นการปิดระบบทั้งหมด
               - การดับเครื่องยนต์ ให้กดปุ่ม Engine Start – Stop 1 ครั้ง
               - สำหรับการดับเครื่องยนต์และการปิดระบบทั้งหมดนั้น เกียร์ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หากอยู่ในตำแหน่งอื่น เครื่องเสียงจะยังทำงานอยู่และไม่สามารถล็อครถได้

เบาะนั่งและพื้นที่ในห้องโดยสาร



          เบาะนั่งของ HR-V รุ่น E-Limited นั้น หุ้มด้วยหนังสีดำ ให้ผิวสัมผัสที่โอเคสำหรับผม ตัวเบาะดูจะหนาว่า Jazz GK นิดนึง เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ซึ่งผมชอบมากเพราะมันปรับได้ละเอียดดี พอปรับได้ตำแหน่งดีๆแล้วขับนานๆ ไม่ค่อยรู้สึกเมื่อยเท่าไหร่ เสียดายน่าจะมี Memory มาให้สักหน่อย ตัวปีกเบาะจะค่อนข้างโอบเกินไปนิดนึงสำหรับคนอ้วนอย่างผม ส่วนพนักศีรษะนั้น ดันหัวไปนิดนึง ต้องปรับเบาะเอนช่วยนิดนึงถึงจะรู้สึกสบาย ถ้าเทียบกับเบาะของ Jazz GK แล้ว ผมรู้สึกเบาะ HR-V นั่งสบายว่า เพียงแต่มันโอบตัวผมเยอะไปหน่อย ซึ่งเบาะ Jazz จะโอบน้อยกว่านิดนึง ทำให้รู้สึกอึดอัดสีข้างน้อยกว่าหน่อย

          ส่วนเบาะตำแหน่งอื่นๆ ผมเคยลองนั่งแค่ตอนรถจอดแค่นั้น เลยไม่ได้จับ Feeling เท่าไหร่ แต่เท่าที่ฟังจากคนที่นั่งประจำ เขาบอกว่า เบาะหลัง ถ้าปรับเอนลงไป 1 Step แล้วเอาพนักผิงศีรษะขึ้น มันนอนสบายมากๆ แต่เข็มขัดนิภัยคู่หลังจะรู้สึกค้ำคอไปหน่อย ซึ่งแก้โดยไปซื้อปลอกเข็มขัดแบบที่เป็นหมอนนิ่มๆมาใส่ก็หลับได้สบายแล้ว ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้านั้น ขาประจำอย่างคุณแม่ผมก็บอกว่านั่งสบายดี ไม่บ่นอะไร ล่าสุดไปซื้อปลอกเข็มขัดแบบที่เป็นหมอนนิ่มๆ มาใส่และหลับสบายบนรถทุกวัน

          สำหรับพื้นที่ในห้องโดยสาร ก็ตามสไตล์ของ Honda ครับ “Man Maximum Machine Minimum” กว้างสบายทุกตำแหน่งจริงๆ จะมีก็แค่ เวลาถอยเบาะคู่หน้าไปจนสุดแล้ว เวลานั่งขาอาจจะโดนพื้นตัวรถที่นู้นขึ้นมา เนื่องจากถังน้ำมันรถมันอยู่ตรงนั้น (ใต้เบาะคู่หน้า) ซึ่ง Jazz GK ก็เป็นครับ

แผงประตู



          แผงประตูของทั้ง 4 บานนั้น ช่วงครึ่งบนเล่นบุนุ่มและหุ้มหนังมาให้แทบจะทุกส่วน นุ่มแบบที่รู้สึกว่ามันโอเค ส่วนครึ่งล่างยังคงไว้ซึ่งพลาสติกแข็งสีดำเพื่อความทนทาน มีช่องเก็บของมาให้ทั้ง 4 บาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่วางแก้วด้วย โดยขนาดพอใส่ขวดน้ำ 7 บาทได้ ส่วนแก้วกาแฟ ใส่ได้แต่จะหยิบลำบากนิดนึง

          ที่วางแขนของแผงประตูแต่ละข้างนั้น ตำแหน่งของมันถือว่าโอเคอยู่ วางได้แต่อยากจะไม่สบายมากนัก ขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละบุคคล ส่วนช่องใส่ของเล็กๆบนที่วางแขนนั้น พอจะใส่ของจุกจิกได้ ยกเว้นบัตรต่างๆ จริงมันใส่ได้นะ แต่อย่าใส่มันในแนวนอน เพราะขนาดช่องมันเท่ากับขนาดบัตรพอดี ดังนั้นถ้ามันนอนลงไปแล้ว การหยิบมันขึ้นมาจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ยิ่งถ้าเป็นคนเล็บไม่ยาวแบบผมนี่ หมดสิทธิ์เลย (แนะนำให้มีเทปใสไว้ในรถ มันช่วยคุณได้จริงๆ ผมผ่านมาแล้ว 555)



          สำหรับชุดสวิทซ์ควบคุมฝั่งคนขับนั้นจะประกอบด้วย บนสุดเป็นแผงควบคุมการปรับ – พับกระจกมองข้างด้วยไฟฟ้า ถัดมาเป็นสวิทซ์ล็อคกระจกไฟฟ้าและสวิทซ์ล็อค – ปลดล็อคประตู ล่างสุดเป็นแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน พร้อมระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติและ Jam Protection ในคู่หน้า

คอนโซลหน้า



          คอนโซลหน้านั้น ตรงเป็นด้วยโทนสีดำเพียงอย่างเดียว มีโครเมียมแซมอยู่เล็กน้อย ขอไล่จากซ้ายสุดมา เริ่มต้นจากตรงหน้าผู้โดยสาร คุณจะพบช่องแอร์ 3 ช่องติดกัน อันเป็น Design ที่แปลกตามากๆ ซึ่งตามทฤษฏี Honda ระบุว่า แต่ละช่องจะปล่อยลมแอร์ไม่เท่ากัน เอาเข้าจริงก็คนที่มานั่งรถผมก็บ่นว่ามันหนาวทุกช่องอยู่ดี รอบกรอบช่องแอร์นั้นจะตัดขอบด้วยแถบโครเมียม ตัดกับสีดำแล้วสวยดี คอนโซลฝั่งผู้โดยสารนั้นตกแต่งด้วยแผงวัสดุบุนุ่มที่ไม่ค่อยจะนุ่มขนาดใหญ่ ด้านล่างมีกล่องเก็บของขนาดปานกลางไว้สำหรับเก็บคู่มือและเอกสารต่างๆของรถ

          ตรงกลางของคอนโซลหน้านั้นออกแบบเรียบๆ โดยบนสุดจะเป็นชุดเครื่องเสียง ซึ่งล้อมกรอบด้วยแผงวัสดุบุนุ่นที่ต่อเนื่องมาจากฝั่งผู้โดยสาร ด้านขวาของเครื่องเสียงจะมีช่องแอร์อยู่หนึ่งช่อง ใต้ช่องแอร์เป็นที่อยู่ของ สวิตซ์ไฟฉุกเฉิน และปุ่ม Start Stop Engine ตามลำดับ ส่วนถัดลงมาจากเครื่องเสียงนั้นจะชุดสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศ

          สุดท้ายคอนโซลหน้าฝั่งคนขับ ก็เหมือนรถทั่วไป คือมีชุดมาตรวัดและพวงมาลัย ด้านขวาสุดจะมีช่องแอร์อยู่ 1 ช่อง ถัดจากช่องแอร์เป็น สวิตช์ Econ และ สวิตช์เปิด – ปิด ระบบ VSA และด้านล่างสุดบริเวณที่วางขาก็จะมีสวิตช์เปิดฝาถังน้ำมัน

มาตรวัตและจอ MID





          มาตรวัดของ HR-V รุ่น E Limited จัดวาง Lay Out มาแบบเดียวกับ Jazz แต่ดีไซน์ การตกแต่งและฟังก์ชั่นจะต่างกัน โดยชุดมาตรวัตคันนี้ เป็นแบบ 3 วงกลม พื้นหลังสีดำ ตัวเลขและเข็มไมล์เรืองแสงสีขาว มีไฟวงแหวนที่กรอบมาตรวัตทั้ง 3 วง โดยวงแหวนด้านซ้ายและขวาจะใช้ไฟสีขาว ส่วนวงแหวนตรงกลางสามารถเปลี่ยนสีได้ 7 สี และปรับเปลี่ยนตามระบบ Eco Coaching หากขับได้ประหยัดไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวแนวรักษ์โลก
การจัดวางรายละเอียดของมาตรวัดนั้น วงใหญ่ตรงกลางนั้น เป็นมาตรวัตความเร็ว แบบ 3 มิติ ซึ่งสวยงามมาก (แต่กล้องจะถ่ายไม่เห็น) ตรงกลางมีไฟวงแหวนสีฟ้าตกแต่งไว้ จะเห็นเมื่อเปิดไฟหรี่หรือไฟหน้า ด้านล่างนั้นจะเป็นจุดศูนย์รวมของไฟเตีอนต่างๆ ไฟเลี้ยว ไฟสูง วงด้านซ้ายสุดจะเป็นมาตรวัดรอบ Redline ที่ 6,750 รอบ มีไฟเตือนความร้อนและไฟ Econ ไฟแสดงสถานะของระบบ Brake Hold และไฟเตือนขึ้นเบรคมืออยู่ใกล้ๆ Redline และมีจอบอกตำแหน่งเกียร์อยู่ด้านล่าง (P R N D S S1-S7) ส่วนวงขวาสุดนั้นจะเป็น จอ MID

          จุดที่ผมรู้สึกว่ามันออกจะแปลกๆหน่อย ก็คือ ความสว่างของมาตรวัตนั้น ไม่สัมพันธ์ กับไฟหน้า กล่าวคือ รถยนต์ปกติทั่วไปที่เป็นมาตรวัดเรืองแสง เมื่อเราเปิดไฟฟ้าหรือไฟหน้าเปิด Auto แสงของมาตรวัดมันและจอวิทยุจะหรี่ลง ให้เราสบายตามากขึ้น แต่กับ HR-V คันนี้ เหมือนมันจะมี Sensor วัดแสงแยกออกต่างหาก เพราะบางทีไฟหน้ามันติดแล้ว แต่มาตรวัดกลับไม่หรี่ลง พอขับไปสักพัก ฟ้ามืดลงกว่าเดิมมันก็หรี่ลงเอง ตอนใช้รถใหม่ๆผมนึกว่ามันเสีย แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้ว

          มาต่อกันกันที่จอ Multi Information Display หรือ MID ครับ ซึ่งรุ่น E Limited นั้น สามารถแสดงผลได้หลายรูปแบบมาก แต่จะแสดงปริมาณน้ำมันในถัง อุณหภูมิภายนอกและนาฬิกาค้างอยู่ตลอดทุกฟังก์ชั่น ควบคุมผ่านปุ่มควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่พวงมาลัย โดยมีฟังก์ชั่นหลักๆของจออยู่ 3 แบบ




          เริ่มจากหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่กันก่อนเลย เหนือแถบวัดปริมาณน้ำจะแสดงอุณหภูมิภายนอกและเลขไมล์หรือ Trip A / B (แล้วแต่จะตั้งไว้) ค้างไว้ตลอด ส่วนบริเวณกลางจอนั้นปรับเปลี่ยนได้หลายแบบ ได้แก่
               1. แถบวัดอัตราการสิ้นเปลืองแบบ Real Time คู่กับ อัตราการสิ้นเปลืองเฉลี่ยของ Trip A / B (แล้วแต่จะตั้งไว้)
               2. ระยะทางที่วิ่งได้ที่เหลือ คำนวนจากปริมาณน้ำมันในถัง คู่กับ เลขไมล์ของรถ หรือ Trip A / B
               3. ระยะเวลาในการขับขี่ของ Trip A / B หลังจาก Reset Trip A / B ครั้งล่าสุด (แล้วแต่จะตั้งไว้)
               4. อัตราความเร็วเฉลี่ยหลังของ Trip A / B หลังจาก จาก Reset Trip A / B ครั้งล่าสุด (แล้วแต่จะตั้งไว้)
               5. เข้าฟังก์ชั่นการตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถ
               6. หน้าจอว่าง




          หน้าจอแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ จะแสดงข้อความต่างๆตามแต่ละสถานการณ์ เช่น วิธีการ Start รถ, ปลด – ขึ้นเบรคมือ, เปิด – ปิด ระบบ Brake Hold , เปิด – ปิด Econ Mode,  เตือนคาดเข็มขัดนิรภัย, เตือนเปิดประตู ฯลฯ หากเป็นข้อความเตือนที่สำคัญ จะแสดงด้วยสีเหลือง และมีไฟสัญลักษณ์ตัว I ขึ้นมาบนจอ เช่น เปิดประตูเปิดอยู่ ฟ้อง Error ต่างๆ (ไม่ขึ้นมาก็จะดีมาก ไม่อยากเห็นเลย ;D)

   สุดท้ายหน้าจอแสดงการตั้งค่าต่างๆของรถนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่ง P หากอยู่ในตำแหน่งคือ จอจะปฏิเสธการเข้าสู่ฟังก์ชั่นนี้เพื่อความปลอดภัยระหว่างขับขี่ สำหรับการตั้งต่าต่างๆนั้นมีอยู่ด้วยกัน 7 เมนูหลัก ดังนี้



1. Clock Setup ตั้งค่านาฬิกา มี  เมนูย่อยดังนี้
          - Adjust Time ตั้งเวลานาฬิกา
          - Clock Display ตั้งค่าให้รูปแบบการแสดงผลของนาฬิกา (12H / 24H / OFF)
          - กลับสู่เมนูหลัก




2. Meter Setup ตั้งค่ามาตรวัด มี 6 เมนูย่อย ดังนี้
          - Adjust Outside Temp Display ปรับค่าอุณหภูมิภายนอกให้ตรงกับความเป็นจริง
          - Trip A Reset Timing ตั้งค่าให้ Trip A Reset ค่าอัตโนมัติได้ (หลังเติมน้ำมัน / ดับเครื่อง / Manual)
          - Trip B Reset Timing ตั้งค่าให้ Trip B Reset ค่าอัตโนมัติได้ (หลังเติมน้ำมัน / ดับเครื่อง / Manual)
          - Fuel Efficiency Light Color ปรับสีของไฟวงแวนตรงกลางได้ 7 สี (ฟ้า ม่วง ชมพู แดง ส้ม เหลือง และ Radom Mode)
          - Fuel Efficiency Backlight ตั้งค่าให้ไฟวงแหวนเป็นเปลี่ยนสีเขียว เมื่อขับได้ประหยัดเชื่อเพลิง
          - กลับสู่เมนูหลัก



3. Keyless Access Setup ตั้งค่าระบบกุญแจ Keyless มี 3 เมนูย่อย ดังนี้
          - Keyless Access Beep Volume ตั้งค่าความดังของเสียงเตือนตอนล็อค – ปลดล็อคผ่านระบบ Keyless
          - Keyless Access Beep ตั้งค่าเปิด – ปิด เสียงเตือนตอนล็อค – ปลดล็อคผ่านระบบ Keyless
          - กลับสู่เมนูหลัก



4. Light Setup ตั้งค่าระบบไฟของรถ ทั้งภายนอกและภายใน มี 4 เมนูย่อย ดังนี้
          - Interior Light Dimmer Duration ตั้งเวลาดับไฟในห้องโดยสาร (15 / 30 / 60 วินาที)
          - Headlight Auto OFF Timer ตั้งค่าไฟหน้าดับอัตโนมัติหลังจากดับเครื่องยนต์ (0 / 15 / 30 / 60 วินาที)
          - Auto Light Sensitivity ตั้งค่าความไวของ Sensor ไฟหน้าอัตโนมัติ (Min / Low / Mid / High)
          - กลับสู่เมนูหลัก




5. Door Setup ตั้งค่าระบบล็อค – ปลดล็อค ประตู มี 5 เมนูย่อย ดังนี้
          - Auto Door Lock ตั้งค่าการล็อคประตูอัตโนมัติ (เมื่อออกตัว / เกียร์ออกจาก P / OFF)
          - Auto Door Unlock ตั้งค่าการปลดล็อคประตูอัตโนมัติ (เข้าเกียร์ P / ดับเครื่องยนต์ / OFF)
          - Keyless Lock Notification แจ้งเตือนการใช้กุญแจล็อครถ (ON / OFF)
          - Security Relock Timer ตั้งค่าระยะเวลาล็อคอัตโนมัติหากปลดล็อคแล้วไม่เปิดประตู (15 / 30 /60 วินาที)
          - กลับสู่เมนูหลัก

6. Default All เป็นการ Reset การตั้งค่าทั้งหมด ให้คืนค่าเดิมจากโรงงาน

7. กลับสู่หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่

พวงมาลัยและปุ่มควบคุม



          พวงมาลัยของ HR-V เป็นแบบ Multi-Function 3 ก้าน สามารถปรับระยใกล้ – ไกล และระดับสูง – ต่ำ ได้(เหมือนกับ Jazz GK แต่ตกแต่งไม่เหมือนกัน) โดยรุ่นใน E Limited พวงมาลัยจะหุ้มด้วยหนังและตกแต่งด้วยแถบสีดำ Piano Black ตรงกลางเป็นแป้นแตรติดโลโก้ H สีโครม ภายในบรรจุระบบถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับไว้ ด้านหลังของพวงมาลัยมีการติดตั้งแป้น Paddle Shift ที่พ่นสีดำเงาไว้ โดยปุ่มลบอยู่ด้านซ้าย ส่วนปุ่มบวกอยู่ด้านขวา



          บนก้านพวงมาลัยด้านซ้าย ติดตั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงแบบวงกลมตกแต่งด้วยวงแวนสีโครม โดยปุ่มบน-ล่าง ใช้ปรับความดัง ปุ่มซ้าย-ขวา ใช้เปลี่ยนเพลงและคลื่นวิทยุ วงกลมตรงกลางเป็นปุ่ม Source สำหรับเปลี่ยน Mode
 
         บนก้านพวงมาลัยด้านขวา ติดตั้งปุ่มควบคุม ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ตกแต่งด้วยวงแวนสีโครม โดยปุ่มด้านบนเหนือปุ่มวงกลม ใช้ เปิด – ปิด ระบบ ส่วนปุ่มวงกลมนั้นใช้ควบคุมการทำงานของระบบ โดยเมื่อเปิดระบบแล้ว ให้กดปุ่ม SET เมื่อได้ความเร็วที่ต้องการ พร้อมปล่อยเท้าออกจากคันเร่งและเบรค กด + เพิ่มความเร็ว กด – ลดความเร็ว เหยียบเบรคหรือกดปุ่ม Cancel เพื่อยกเลิกระบบ หากต้องการกับไปใช้ระบบที่ความเร็วที่ตั้งไว้ให้กดปุ่ม RES
 
   

          ที่ก้านพวงมาลัยด้านล่าง ฝั่งซ้ายจะติดตั้งปุ่มควบคุมโทรศัพท์ โดย HR-V MY2016 จะตัดปุ่ม Siri Eyes Free ออก เหลือแค่ปุ่มรับสายและวางสายเท่านั้น ส่วนฝั่งขวา ติดตั้งปุ่มควบคุมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ โดยจะมีเฉพาะรุ่น E Limited และ EL

ก้านควบคุมระบบปัดน้ำฝนและก้านควบคุมระบบไฟหน้าและไฟเลี้ยว



          ก้านควบคุมระบบปัดน้ำฝน ติดตั้งบริเวณคอพวงมาลัยด้านซ้าย มาพร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ การควบคุมนั้นมีดังนี้ MISS < OFF > AUTO > LO > HI และยกก้านเข้าหาตัว = ฉีดน้ำ ที่ก้านจะมีวงแวนปรับระดับความเร็วของการปัด สำหรับโหมด Auto  ส่วนใบปัดน้ำฝนหลังจะปรับที่สวิทซ์หมุนปานกลาย จะมี OFF > INT > ON และก็ฉีดน้ำเท่านั้น และเหมือนเข้าเกียร์ถอย ขณะที่ระบบปรับน้ำฝนด้านหน้าทำงานอยู่ ใบปัดน้ำฝนหลังจะทำงานอัตโนมัติ 2 ครั้ง

          ก้านควบคุมระบบไฟหน้าและไฟเลี้ยว ติดตั้งบริเวณคอพวงมาลัยด้านขวา ใช้งานเหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยสวิทซ์ควบคุมไฟหน้าเป็นแบบหมุนที่ตัวปลายก้าน (OFF > ไฟหรี่ > Auto > ไฟต่ำ)  ถัดเข้ามาเป็นสวิทซ์ไฟตัดหมอก ส่วนตัวก้าน ดึงเข้า = เปิดไฟสูง / ผลักออก = เปิดไฟสูงค้าง / ยกขึ้น – กดลง เปิดไฟเลี้ยว มีการติดตั้งระบบไฟเลี้ยวกระพริบ 3 ครั้ง สำหรับเปลี่ยนเลนมาให้ด้วย (ยังเรียกชื่อไม่ถูกเหมือนเดิม)

ชุดเครื่องเสียงและลำโพง





          HR-V MY2016 ทุกรุ่นเปลี่ยนมาใช้ชุดเครื่องเสียงแบบเดียวกับ BRV SV จากเดิมที่ใช้ จอ Advance Touch 7 นิ้ว (รุ่น E / E Limited / EL) หรือ เครื่องเล่น CD (รุ่น S) โดยเครื่องเสียงรุ่นนี้มีการตัดฟังก์การทำงานออกไปหลายๆอย่างจากเดิม ได้แก่ ขนาดจอเล็กลงเหลือ 6.1 นิ้ว / ไม่มีนาฬิกา / ไม่มีช่องใส่ CD / USB เหลือ 1 ช่อง / Siri Eyes Free หายไป / จอแสดงข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองหาย / Menu การตั้งค่าระบบอื่นๆในรถ ก็หายไป เฮ้อ..หายไปเยอะจัง….  แถม Interface ของจอรุ่นใหม่นี้ก็ต่างจากเดิม ซึ่งของเดิมดูดีกว่า ถึงกระนั้น Function การทำงานหลักๆก็ยังอยู่เหมือนเดิมได้แก่
 
               - วิทยุ FM สามารถบันทึกช่องได้ อย่างละ 12 สถานี และ วิทยุ AM บันทึกได้ 6 สถานี
               - การเชื่อมต่อโทรศัพท์ ผ่านBluetooth ที่ดึง Phonebook ของโทรศัพท์ขึ้นมาเลย (ลองกับ iPhone 7 Plus )
               - ช่องต่อ USB ย้ายมาอยู่ที่ขอบจอ สามารถต่อกับ iPhone เพื่อเล่นเพลง แสดงข้อมูลของเพลง และควบคุมผ่านจอได้
               - ช่องต่อ HDMI ย้ายมาอยู่ที่ขอบจอ สามารถต่อ Smart Phone ขึ้นจอภาพได้ แต่ต้องเข้าเกียร์ P และดึงเบรคมือไว้
               - ช่องต่อ AUX อยู่ที่ขอบจอ สามารถต่อสาย AUX 3.5 mm. ได้
               - กล้องมองหลัง ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (มุมกว้าง 180 องศา / มุมตรงปกติ / มุมดิ่งลงพื้น)
               - ปุ่มควบคุมอยู่ที่ขอบจอภาพ เป็นลักษณะของปุ่มแบบกด มี 2 ปุ่ม ได้แก่ Back กับ Home

          คุณภาพของจอชุดนี้ วันแรกที่ออกรถมา ผมนี่อยากถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่เป็นจอ After Market อะไรก็ได้ แต่พอใช้ไปสักพักก็เริ่มปลงๆกับมันและเสียดาย Mode กล้องมองหลังปรับ 3 มุม ซึ่งถ้าเปลี่ยนจอมันจะหายไป ก็เลยยังใช้มาเรื่อยๆ แต่เอาเข้าจริง Logic จากใช้งานของจอทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่สะดวกเท่าไหร่ หลายๆอย่างมันต้องทำขณะขึ้นเบรคมือ โดยเฉพาะ Mode ของการโทรศัพท์ ไม่เข้าใจว่าทำไม ไม่ให้กดแป้นตัวเลขระหว่างเอาเบรคมือลง แต่ให้ไล่หาในประวัติการโทรได้  ไปๆมาๆกดที่โทรศัพท์ยังง่ายกว่านะ

          อีกเรื่องนึงที่ผมงงมากๆ คือ จริงๆจอตัวนี้มีฟังก์ชั่นแสดงนาฬิกา ใน Menu ก็มีให้ปุ่มให้เข้าไป Setting และในคู่มือก็มีวิธีใช้ แต่กลับปิดไม่ให้ใช้ฟังก์ชั่นนี้ เพื่อ!!!!!!! ไม่เข้าใจจริงๆ แต่ท้ายที่สุดผมก็จะเปลี่ยนเครื่องเสียงอยู่ดี (แล้วเปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้วด้วย) เพราะฉนั้น ข้ามๆมันไปเถอะครับ 5555

          สำหรับลำโพงนั้น รุ่น E Limited ติดตั้งลำโพงมาให้ 6 จุด (ประตูทั้ง 4 บาน และบนคอนโซลหน้าอีก 2 จุด) คุณภาพเสียงนั้น บอกก่อนว่าหูผม ถ้าไม่เจอลำโพงที่แย่จริงๆ ก็ Enjoy ไปกับมันได้อยู่นะ ซึ่งคราวนี้ผมมองว่าเสียงมันดีกว่า Jazz Gk SV ตัว 2016 ที่มีลำโพงเท่ากัน แถมติดตั้งในตำแหน่งเดียวกันด้วย เลยไม่แน่ใจว่าใช้ชุดเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งถ้าใช่ลำโพงชุดเดียวกัน แสดงว่าน่าจะเป็นผลมาจากจอ หรือไม่ก็มีการเปลี่ยนสายลำโพงหรืออะไรสักอย่าง เพราะเสียงที่ออกมา ให้ความรู้สึกแน่นมากกว่า

แผงควบคุมระบบปรับอากาศ



          ติดตั้งอยู่บริเวณใต้ชุดเครื่องเสียง เป็นแบบอัตโนมัติแรงลม ควบคุมผ่านระบบ Touch screen ตกแต่งด้วยแถบสีเงิน สามารถปรับตั้งอุณภูมิได้ แต่ไม่แยกฝั่ง โดยปุ่มปรับพัดลมจะอยู่ด้านซ้าย ปุ่มปรับอุณหภูมิอยู่ด้านขวา ตรงกลางเป็น จอแสดงอุณหภูมิและแถบแสดงทิศทางลมพร้อมปุ่ม Mode สำหรับปรับทิศทาง ส่วนแถบด้านล่าง มี 7 ปุ่ม ได้แก่ ไล่ฝ้ากระจกหน้า, ไล่ฝ้ากระจกหลัง, อากาศหมุนเวียน, เปิดรับอากาศภายนอก, A/C Off, เปิด-ปิดระบบปรับอากาศ, และ Auto

คันเกียร์ เบรคมือไฟฟ้า และ Brake Hold



          คันเกียร์ของ HR-V เป็นแบบรางตรง ตัวหัวเกียร์หุ้มหนังมาพร้อมปุ่ม Shift Lock สีโครเมียมที่ข้างของหัวเกียร์ ที่คันเกียร์และรางเกียร์นั้นมีการบุหนังมาให้ สำหรับตำแหน่งของเกียร์นั้นมีอยู่ 5 ตำแหน่ง คือ P R N D S

          ถัดลงมาเป็นอุปกรณ์ที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของตัวรถ เพราะ HR-V ถือเป็นรถ Honda ประกอบในรุ่นแรกที่ติดตั้ง เบรคมือไฟฟ้า และฟังก์ชั่น Brake Hold มาให้ สำหรับวิธีการใช้งานนั้นมีดังนี้
               - เบรคมือไฟฟ้า : ดึงสวิทซ์ดึงเพื่อขึ้นเบรคมือ กดสวิทซ์ลงเพื่อปลดเบรคมือ หากออกตัวโดยที่ลืมปลดเบรคมือ ระบบจะทำการปลดเบรคมือให้อัตโนมัติ และสำหรับการจอดรถให้เข็นได้นั้น
               - Brake Hold : ขณะใช้งานต้องอยู่ในเกียร์ D โดยกดที่ปุ่ม Brake Hold เพื่อเปิดระบบ เมื่อเบรครถจนหยุดนิ่ง ให้เหยียบเบรคจนสุด ไฟแสดงสถานะบนมาตรวัดจะติดขึ้น ก็สามารถยกเท้าออกจากเบรคได้เลย รถจะหยุดอยู่นิ่งๆ หากต้องการออกรถก็แค่แตะคันเร่ง

คอนโซลกลาง และกล่องเก็บของ



          คอนโซลกลางของรุ่น E-Limited เป็นแบบ 2 ชั้น ซึ่งออกแบบมาสวยเลยทีเดียว โดยชั้นบนนั้น ของบทั้ง 2 ข้างจะหุ่มด้วยวัสดุบุนุ่ม ส่วนตรงกลางจะตกแต่งด้วย Piano Black ทั้งแผงซึ่งเป็นรอยง่าย มากๆ การจัดวางอุปกรณ์นั้นไล่จากหน้ารถมา จะเจอชุดคันเกียร์ เบรคมือและเบรค Hold ถัดลงมาเป็นที่วางแก้ว 2 ช่อง ซึ่งสามารถปรับระดับได้ 2 ขั้น โดยหากเป็นแก้วทรงยาวแบบกระบอกน้ำ ก็แค่ยกชั้นรองแก้วขึ้นจะได้ช่องลึกขึ้น แต่ถ้าเป็นกระป๋องน้ำอัดลมทั่วไป ก็เอาชั้นรองแก้วลง ก็จะวางได้ไม่ลึกจนเกินไป

          ที่ปลายสุดของคอนโซลติดตั้งที่วางแขนและกล่องเก็บของมากให้ โดยที่วางแขนหนักสามารถเลื่อนหน้า-หลังได้ ผิวสัมผัสของวัสดุโอเคดีแต่ แข็งมากๆ บุอะไรนุ่นๆมาให้หน่อยแบบแผงประตูก็ไม่ได้ ส่วนกล่องเก็บของนั้นขนาดค่อนข้างเล็ก มี 2 ช่อง ช่องเล็กนั้นทำมาเหมือนกะไว้ให้ใส่เหรียญ ส่วนช่องใหญ่ถึงจะลึกแต่แคบ ผมใส่ที่วางโทรศัพท์มือถือติดกระจกอันเดียวก็เต็มแล้ว



          คอนโซลชั้นล่างนั้น ถือได้ว่าเป็นช่องเก็บของได้เลย เพราะช่วงตรงกลางนั้นมันสามารถวางของได้เยอะอยู่ ปกติผมจะวาง iPhone 2 เครื่องกับกระเป๋าตังผู้ชายแบบยาวได้สบาย ที่สำคัญมีไฟส่องสว่างมาให้ด้วย ซึ่งจริงๆในตัวปี 2015 มันจะมีช่อง USB 2 ช่อง กับ HDMI 1 ช่อง อยู่ แต่มาตัวปี 2017 ตัดเหลือแค่ Power Outlet แค่อย่างเดียว และถัดจากช่องใหญ่ตรงกลางลงมาทั้ง 2 ด้าน จะมีช่องขนาดเล็กขนาบบล็อคของชุดเกียร์อยู่ ซึ่งสามารถใส่พวก บัตรเติมน้ำมัน บัตรเข้าคอนโดน บัตรผ่านที่จอดรถได้ แต่ควรหากระเป๋าใส่บัตรเล็กๆมาใส่ เพราะหากตกลงไปข้างเบาะมันจะหยิบออกยาก)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 18, 2017, 16:22:13 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง



          HR-V ประกอบในประเทศทุกรุ่น จะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินรหัส R18Z1 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 1,798 ซีซี (1.8 ลิตร) พร้อมระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC และระบบควบคุมการเปิด – ปิด ลิ้นปีกผีเสื้อแบบอิเล็คทรอนิค (Drive By Wire) ให้พละกำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตันเมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ซึ่งก็คือเครื่องยนต์เดียวกับ Civic FD FB และ FC รุ่น 1.8 นั่นแหละครับ เพียงแต่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพมาเรื่อยๆตามกาลเวลาแค่นั้น

          ส่วนระบบส่งกำลังของ HR-V นั้น ส่งกำลังผ่าน เกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน CVT พร้อมระบบ Shift Control of Cornering Gravity และ G Design Shift ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dream นอกจากนี้ในรถ MY2016 ทุกคัน จะติดตั้ง Paddle Shift มาให้ ทำให้สามารถอัตราทดของล็อคพู่เลย์ได้ 7 Speed แบบเดียวกับ Honda Jazz SV (ผมไม่มั่นใจว่า Jazz กับ HR-V ใช้เกียร์ลูกเดียวกันรึป่าว)

          การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์นั้น อัตราเร่งเรียกว่าเหยียบเป็นมา แต่ไม่ได้ดึงแบบหลังติดเบาะ เอาเป็นว่ามาเพียงพอสำหรับคนขับรถไม่เร็วมากอย่างผม  ใช้ในเมืองสบายๆ ส่วนตัวยังไม่ได้ลองซัดเร็วๆยาวๆ ไว้หลัง 3,000 โล จะหาโอกาสไปลองอยู่ ส่วนเกียร์ของคันนี้ ผมรู้ว่ารอบมันค่อนข้างต่ำ ขับ 100 รอบอยู่ที่ ประมาณ 1,800 รอบ ซึ่งผมว่ามันคงช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น สำหรับการใช้ Paddle Shift นั้น ก็เหมือนๆกับ Jazz Gk แต่คันนี้ เวลาขับอยู่แล้วจะลดเกียร์ลง จะมีแรงกระชากมากกว่า Jazz ชัดเจน ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าใช้ Paddle Shift เท่าไหร่ กลัวว่าเกียร์จะไปก่อนวัยอันควร

อุปกรณ์ความปลอดภัย



          HR-V รุ่น E Limited มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยที่ค่อนข้างจะเต็ม สู้กับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันได้สบายๆ (ผมว่ามันเป็นรองแค่ CX-3 2.0SP กับ 1.5XDL แค่นั้น) ซึ่งสิ่งที่ให้มานั้น มีดังต่อไปนี้
                - ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง (ถุงลมด้านคนขับอัจฉริยะ / ถุงลมด้านนผู้โดยสารตอนหน้า / ม่านถุงลมนิรภัย 2 ฝั่ง /
ถุงลมด้านข้างคู่หน้าแบบอัฉจริยะ)
                - ระบบป้องกันล้อล็อค (ABS)
                - ระบบกระจายแรงเบรค (EBD)
                - ระบบช่วยควบคุมการบังคับเลี้ยวพวงมาลัย (MA-EPS)
                - ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (VSA)
                - ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)
                - สัญญานไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรคกะทันหัน (ESS)
                - ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย คู่หน้า
                - ระบบกุญแจ Immobilizer พร้อมสัญญาณกันขโมย

ทัศนวิสัย





          ทัศนวิสัยของ HR-V นั้น สำหรับผมมันจัดอยู่ในระดับที่ดี แต่ไม่ถึงกับดีมาก เพราะรู้สึกว่ารถมีมุมอับค่อนข้างเยอะ แต่ข้อดีหลักๆของมันคือ ในบรรดารถที่ผมขับประจำ HR-V เป็นคันเดียวที่ผมมองเห็นฝากระโปรงหน้า ทำให้การกะระยะด้านหน้ามันค่อนข้างง่าย เอาจริงๆมันง่ายกว่า Jazz GK นะ เทียบกันเวลาเอาเข้าบ้าน HR-V กะได้พอดีกว่า ส่วน Jazz มักจะเหลือพื้นที่ด้านหน้าเยอะว่า ส่วนทัศนวิสัยด้านหลัง ก็ไม่รู้สึกว่าอึดอัดแต่อย่างใด



          สิ่งที่ผมมีปัญหากับมันนิดหน่อยคือ ทัศนวิสัยด้านข้าง แม้เวลาเปลี่ยนเลนไม่มีปัญหาอะไร แต่เวลามีมอเตอร์ไซด์อยู่ข้างๆรถ เสาประตูคู่หลังมันจะบังเยอะไปหน่อย ปัญหานี้ Jazz ก็มีบ้าง แต่ Stream ซึ่งตัวรถยาวที่สุด กลับไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ซึ่งคิดผมว่ามาจากการออกแบบกระจกมองข้าง ที่ Stream มันจะกว้างๆหน่อย ส่วน HR-V กับ Jazz จะแคบกว่านิดนึง

การขับขี่


** ใน Part นี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองล้วนๆนะครับ ซึ่งบางคนอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โดยผมจะเปรียบเทียบกับรถคันที่ผมขับบ่อยๆ ได้แก่ Jazz Gk , Accord G9 2.0 และ Stream 2.0 นะครับ ***



          สิ่งที่ผมประทับใจมากๆคือ น้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้า ที่เซ็ตมาได้แบบพอดีมากๆ ไม่หนักเกินไปในช่วงความเร็วต่ำและไม่เบาโหวงในย่านความเร็วสูง น้ำหนักหน่วงกลางโอเคมากๆสำหรับผม การตอบสนองในการหักเลี้ยวก็ทำได้ดี ไม่รู้สึกไว้มาก ดีกว่าพวงมาลัยไฟฟ้าของ Jazz GK ซึ่งภาพรวมจะเบากว่า และ Accord G9 ที่พวงมาลัยออกจะเบาและไวไปจนแอบหลอนๆในบางครั้ง ส่วน Stream พวงมาลัยแบบไฮดรอลิค เลยจะไม่นำมาเปรียบเทียบ
 
          การขับขี่ในเมือง เส้นทางประจำของผมคือ สีลม – สาธร – สาธุประดิษฐ์ ซึ่งรถค่อนข้างติดมาก ทำให้ต้องออกตัว – เบรก อยู่บ่อยๆครั้ง ดีที่ HR-V มี Brake Hold นั้นมีความสบายมากขึ้น การออกตัวนั้นผมจะแตะคันเร่งให้เบาๆเพื่อในรถไม่พุ่งมาก เพราะนิสัยเกียร์ตัวนี้ออกจะพุ่งอยู่ ส่วนเบรกนั้นไว้ใจได้และไม่จิกจนหน้าทิ่มเกินไป แต่อย่าเบรกแรงๆหรือกะทันหันติดกันบ่อยๆนะ บางทีก็รู้สึกว่ามันออกอาการไหลๆมากไปหน่อย

          อีกเส้นทางที่ผมใช้บ่อยๆเลยคือ ทางด่วน ซึ่งผมจะใช้ความเร็วระหว่าง 100 – 130 กม./ชม. เลยได้ลองอัตราเร่งกับอาการของช่วงล่างอยู่บ้าง โดยอัตราเร่งสำหรับผมถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแบบสบายๆ เหยียบก็มา เวลาเร่งแซงก็ไม่รู้สึกหวาดเสียว ส่วนอาการของตัวรถรวมๆผมชอบนะ ถ้าขับแบบธรรมดาๆไม่โหดมาก ก็ไปได้แบบสบายๆ ทั้งการเก็บอาการตามรอยต่อถนน การใช้ความเร็ว การเข้าโค้ง การเปลี่ยนเลน แต่จะชัดโค้งแรงๆ เปลี่ยนเลนกระทันหันแบบเหวี่ยงๆ หรือเจอพื้นถนนที่เป็นลูกคลื่น อาการของรถจะออกมาค่อนข้างหวาดเสียว และควรจะหาวิธีปรับปรุงช่วงล่างให้ดีขึ้น

          โดยสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะปรับปรุงหลักๆเลยก็คือ โช๊คอัพ ผมรู้สึกว่าโช๊คมันมีระยะยึดตัว – หดตัว มากเกินไปหน่อย ทำรถเวลาขับเร็วๆผ่านถนนที่มันไม่ค่อยจะเรียบ หรือเหวี่ยงโค้งแรงๆ รถมันจะออกอาการยวบๆย้วยๆแบบรู้สึกได้เลย ซึ่งจะคล้ายๆกับ Stream คันเก่าตอนที่ขับคนเดียว แต่ถ้าเทียบกับ Jazz รายนั้นช่วงล่างจะเฟิร์มกว่าแต่จะกระเด้งกว่ามากๆ ถ้าเอา HR-V ไปเปลี่ยนช๊อคอัพให้ดีกว่านี้ การขับขี่คงได้มั่นใจมากขึ้น แต่ของเดิมก็ถือว่ายังรับได้

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน



          Honda HR-V ติดตั้งถังน้ำมันขนาด 50 ลิตร บริเวณใต้เบาะคู่หน้า โดยสามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดได้ถึง E85 มาพร้อมระบบช่วยประหยัดน้ำมันอัจฉริยะ ECON Mode จากการใช้งานจริง ช่วงออกรถมาใหม่ๆ ผมเติม E20 ของ Shell หรือ ESSO แล้วแต่สะดวก ขับในเมืองปกติทั่วไปผสมกับขึ้นทางด่วน ก็จะได้ประมาณ 9 – 10 โลลิตร

        แต่มาช่วงหลัง เส้นทางที่ใช้รถทุกวันก็มี ไป-กลับ สาธุประดิษฐ์ – นราธิวาส – สาทร – สีลม ในช่วง Rush Hour ซึ่งรถติดมาก และไป-กลับ สีลม – พลับพลาไชย ซึ่งรถค่อนข้างว่าง ผมเลยลองเติม E85 เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย อัตราการสิ้นเปลืองก็จะอยู่ประมาณ 7 – 8 โล/ลิตร (ถ้าติดหนักๆเคยลงไปที่ 5.5 โล/ลิตร) เติมน้ำมันเต็มถังทุกวันอาทิตย์ เฉลี่ยอยู่ 500 – 700 บาท จากนั้นก็กลับมาเติม E20 ดู เมื่อเทียบกันแล้ว E20 จะมีอัตราสิ้นเปลืองดีกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 8.5 - 9.5 โล/ลิตร แต่เมื่อเทียบเป็นค่าน้ำมันต่อสัปดาห์แล้ว เติมน้ำมันเต็มถังทุกวันอาทิตย์ เช่นกัน ก็จะอยู่ที่ 600-750 ซึ่งพอๆกัน ปัจจุบันผมเลยเลือกเลยเติม E20 เป็นหลักครับ

        ส่วนการเดินทางไกลนั้น ตอนนี้ยังไม่มีโอกาส แต่เร็วๆนี้มีเดินทางไป-กลับ กรุงเทพ - หัวหิน ผมจะลองเติม แก๊สโซฮอล์ 95 แล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ

        เมื่อนำมาเทียบกับรถคันอื่นในบ้าน จะพบว่า HR-V ที่เติม E20 ประหยัดน้ำมันกว่า Stream 2.0 และ Camry 2.0 ที่เติม แก๊สโซฮอล์ 95 อย่างเห็นได้ชัดทั้งระยะทางที่วิ่งได้และค่าน้ำมัน แต่ถ้าเทียบกับ Jazz GK 1.5  แล้ว HR-V จะกินกว่านิดหน่อย เฉลี่ย 1 – 2 กิโลเมตร/ลิตร  ซึ่งในการใช้งานจริง น้ำมัน 1 ถัง ทั้ง 2 คันจะวิ่งได้พอๆกัน แต่ Jazz จะเติมกลับน้อยกว่า เพราะถังน้ำมันเล็กกว่าประมาณ 10 ลิตร



สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และสิ่งที่อยากได้เพิ่มเติม

สิ่งที่ชอบ

     - Design ทั้งคันของตัวรถ ส่วนตัวผมชอบมากๆ
     - Brake Hold อันนี้ชอบมาก ให้ความสบายเวลารถติด
     - ไฟหน้า LED Projector Lens ให้ความสว่างที่ดีมากๆ
     - ไฟ Daytime Running Light แบบ LED ที่ผมคิดว่าสวยกว่าแบบเส้นนำแสงใน Civic FC และ City MC
     - ไฟท้ายแบบ Tube มันสวยมาก โดยเฉพาะเวลาที่เปิดไฟหรี่
     - ระบบ Keyless Entry และ Push Start ใช้งานสะดวกมาก เหมาะกับคนที่ของในกระเป๋าเยอะแบบผม
     - น้ำหนักพวงมาลัย มันกำลังพอดีในแบบที่ผมต้องการเลย แทบจะทุกช่วงความเร็วก็ว่าได้
     - ระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็มทั้ง Airbag 6 ลูก / ABS / EBD / MA-EPS / ESS / HSA / VSA
     - ระบบควบคุมการพับกระจกมองข้าง ผ่าน Smart Key มันสะดวกดี แล้วไม่ต้องไปติดตั้งเพิ่มเองภายหลัง
     - Paddle Shift 7 Speed ทำให้ขับรถเกียร์ CVT ได้สนุกขึ้น แต่ยังไม่กล้าใช้บ่อยๆอยู่ดีและคันนี้เวลา Shift Down จะกระตุกแรงไปหน่อย
     - กล้องมองหลังปรับ 3 มุมมอง ผมใช้ใน Jazz จนติดแล้ว เวลาผมถอยออกจากบ้านมันมองได้กว้างมาก
     - ระบบไฟเลี้ยวกระพริบ 3 ครั้ง (ก็ยังเรียกชื่อไม่ถูกเหมือนเดิม)
     - เสียงแตรคันนี้ ผมชอบมาก ผมว่าเสียงมันให้ความรู้สึกหนักแน่นกำลังดี พอกลับไปขับ Jazz แล้วเจอเสียงแตร มิ้บๆ อันแสนตะมุตะมิของมัน นี่หมดอารมณ์เลย

สิ่งที่ไม่ชอบ

     - ไฟเบรคในรุ่น E Limited กับ EL มันเล็กมากๆ ทำให้รู้สึกว่า มันมองยากเวลาขับตาม
     - สีรถ Honda สมัยนี้มันบางมากๆ ไม่ชอบมาตั้งแต่ Jazz แล้ว โดนกระเด็นนิดเดียว มันก็มีรอยแล้ว (ล่าสุด Jazz ผมโดนหินดีดที่เสา A จนเป็นรอยบุบ 555)
     - ไม่ค่อยชอบ Design ของช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า ส่วนตัวรู้สึกว่ามันดูแปลกๆ
     - ตำแหน่งของช่องจ่ายไฟ 12 V ผมว่ามันติดตั้งในตำแหน่งที่ใช้งานค่อนข้างลำบาก
     - เข็มขัดนิรภัยเบาะหลังตรงกลาง ทำไมให้มาแค่แบบ 2 จุดยึดเอง ขนาด Jazz ยังให้แบบ 3 จุดยึดทั้ง 3 ตำแหน่งเลย
     - แท่นวางแบตเตอรี่ ฟิวเจอร์บอร์ด!!!  อันนี้ผมไม่ชอบอย่างแรง จะลดต้นทุนไปถึงไหน ใน Jazz ก็ทีนึงแล้วนะ
     - กล่องเก็บของที่คอนโซลกลาง ขนาดมันเล็กไปหน่อย และฝาปิดที่ทำเป็นที่วางแขน ถึงแม้จะหุ้มหนังมาให้ แต่มันแข็งมากๆ น่าจะบุอะไรให้มันหนานุ่มกว่านี้
     - ชุดเครื่องเสียง ผมไม่เข้าใจว่าจะเปลี่ยนทำไม ตัวเดิมก็น่าใช้อยู่แล้ว พอมาใช้ตัวนี้ ฟังก์ชั่นรวมๆกับคุณภาพเสียงผมพอรับได้นะ แต่ผมเจออาการค้างเวลาเปิดเพลงจาก iPhone บ่อยมากๆ เจอแทบจะทุกวันก็ว่าได้ แถม Logic ของการใช้งานจอก็ออกจะแปลกๆ และฟังก์ชั่นนาฬิกา ที่มีแต่ไม่ยอมเปิดมาให้ ทั้งๆที่ในคู่มือมีการอธิบายวิธีการใช้งานไว้อย่างครบถ้วน จนไปๆมาๆผมกลับรู้สึกว่าจอใน Jazz 2016 (รุ่นที่เปลี่ยนจอแล้ว) ถึงจะมีฟังก์ชั่นน้อยกว่า แต่ใช้งานได้ง่ายและดูโอเคกว่า แถมจอใหญ่กว่าด้วย

สิ่งที่อยากได้เพิ่มเติม

     - ที่บังสัมภาระด้านท้าย  Jazz ไม่มียังพอรับได้ แต่ HR-V เนี่ย มันควรจะมีมาให้ได้แล้วนะ รู้ว่าสั่ง Honda Access ได้ แต่ก็ควรจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานป่ะ เฉพาะ E Limited กับ EL ก็ได้ เอาแบบที่ติดตั้งใน Civic Hatchback เลย
     - อยากได้การเซ็ตช่วงล่างที่มั่นใจกว่านี้ โดยเฉพาะช๊อคอัพ ผมรู้สึกว่ามันยวบๆย้วยๆไปหน่อย แต่ก็พอรับได้ ในอนาคตอาจจะต้องหาทางยุคุณพ่อให้ทำอะไรกับช่วงล่างเพิ่มนิดๆหน่อยๆ
     - อยากได้พวก Blind Spot / Lane Watch เพิ่ม (แต่ราคาคงไปไกลว่านี้)
     - อยากให้ปรับทัศนคติของเซลล์ ผมเคยเจอทั้งเซลล์ที่ดีและแย่ ถึงขั้นแย่มากๆมาแล้ว อยากให้ปรับปรุงเรื่องนี้จริงๆนะ ทำให้ลูกค้าประทับใจ มันไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับบริษัทเลยนะครับ
     - อยากได้คุณภาพของการประกอบรถที่ดีกว่านี้ และการแก้ไข Defect ต่างๆให้ชัดเจนและรวดเร็วกว่านี้ คัน Jazz ผมเจอเรื่องน้ำซึมเข้ารถ มาคันนี้ ผมเจอไฟส่องป้ายทะเบียนหลุดจากตัวล็อค เบาะนั่งคนขับมีเสียงดังเหมือนไม้ลั่นระหว่างขับขี่ และมุมกันชนหน้าอ้าเอง ยังดีที่ศูนย์ Honda ที่ผมออกรถมา ค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องการแก้ Defect ให้ลูกค้า (เคลมง่าย) เลยคิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่ Honda ก็ควรจะพัฒนาให้ดีขึ้นนะ



สรุป

          Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 สีเทา Ruse Black Metallic คันนี้ เป็นรถยนต์คันนึงที่ผมคิดว่า เฮ้ย!!! มันตอบโจทย์ตามที่ครอบครัวผมต้องการได้จริงๆหวะ เพราะมันตอบสนองทั้งด้านอารมณ์และความอยาก ที่ผมเคยอยากได้มากๆตั้งแต่มันเปิดตัวเมื่อ 2014 แล้ว ตอบสนองเรื่องการใช้งานได้แทบจะทุกอย่างทั้ง ไปทำงาน ขนของ ท่องเที่ยว โดยเฉพาะการพาผู้สูงอายุในบ้านไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบายโดยที่ไม่มีปัญหาหรือเสียงบ่นเลย และตอบสนองลักษณะการขับรถของคนที่ขับรถไม่เร็วมากแต่ก็สนุกได้แบบผมในแบบที่มันโอเคเลยหวะ ขอเพิ่มแค่ช่วงล่างที่หนึบกว่านี้หน่อยและ QC การประกอบให้มันดีกว่านี้ ถึงมันจะเครมได้ไม่ยากก็เถอะ ผมขอแค่นี้ก็พอแล้ว

         และตัวผมเองก็คิดว่า การที่ครอบครัวตัดสินใจซื้อ น้องช่อม่วง คันนี้มานั้น ถือว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เลยจริงๆ และรู้สึกว่า 1 ล้านกว่าบาทที่จ่ายไป มันให้ ความคุ้มค่า กลับมาได้จริง แต่ความคุ้มค่าของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ดังนั้น หากคุณจะมองหาความคุ้มค่าจากการใช้รถคันนึง ในแบบที่ HR-V จะมอบให้คุณได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แบบที่ครอบครัวผมได้รับแล้วละก็  HR-V ก็เป็น 1 ในตัวเลือกที่ไม่ควรจะมองข้ามครับ



          ท้ายที่สุด เหมือนเช่นเคย รถยนต์ 1 คัน สำหรับผม มันเป็นมากกว่าเครื่องจักรกลชิ้นหนึ่ง มันไม่ใช่แค่พาหนะที่พาเราจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ซื้อมาแล้วใช้ พอเบื่อหรือพังก็ทิ้งก็ขายไป แต่ผมมองรถยนต์ของผมเหมือน “เพื่อน” คนหนึ่ง เป็นที่ไปไหนไปกันทุกที เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกันไปไหน เพื่อนที่ทำให้เรามีความสุขเวลามองดู เพื่อนที่สามารถระบายความทุกข์ได้ เพื่อนที่สามารถบ่งบอกความเป็นตัวเราได้

          ดังนั้น ผมจะต้องดูแลเพื่อนคันนี้ให้ดีที่สุด ดูแลเอาใจใส่และรักษาให้ดีเท่าที่จะทำได้ ให้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้กับเพื่อนคันนี้ เสมือนเป็นคนในครอบครัวของเรา ดังนั้นผมจึงตั้งชื่อให้กับรถที่ผมใช้ทุกคัน เพื่อให้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญของผม นี่แหละครับ เรื่องราวของ “ น้องช่อม่วง ” สมาชิกใหม่ของครอบครัวผม



ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ

** Review นี้สงวนสิทธิ์สำหรับ www.headlightmag.com เท่านั้นนะครับ ห้ามนำไปเผยแพร่ที่อื่นโดยเด็ดขาด **
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
ช้าก่อน...................... อย่าเพิ่งรีบไปไหน ถ้ามันจะจบแค่นี้ ก็ธรรมดาเกินไปสิครับ

รีวิวครั้งที่แล้วมีอะไร ......................... มารีวิวครั้งใหม่ก็จะขาดมันไปไม่ได้ มาเริ่มกันเลยกับ...............


ภาคผนวก

** Honda HR-V MY2016 มีการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆดังนี้ **

-   เปลี่ยนเครื่องเสียงจาก จอ Advance Touch 7 ในรุ่น E / E limited / EL และเครื่องเล่น CD ในรุ่น S เป็น จอขนาด 6.1 ในทุกรุ่นย่อย (จอรุ่นเดียวกับ BRV SV และ Mobilio RS MC)
-   ตัดช่องใส่ CD ออก ทุกรุ่น
-   ตัด USB ออก 1 ช่อง ในรุ่น E / E limited / EL
-   ตัด Siri Eyes Free ออกในรุ่น E / E limited / EL
-   ตัดสัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง 4 จุด พร้อมแสดงผลบนเครื่องเสียงออก ในรุ่น S
-   เพิ่มเบาะนั่งคนขับ ปรับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ในรุ่น E / E limited / EL
-   เพิ่มช่องต่อ HDMI ในรุ่น S (รุ่น E / E limited / EL มีตามเดิม)
-   เพิ่มช่องต่อ AUX ในรุ่น E / E limited / EL (รุ่น S มีตามเดิม)
-   เพิ่มระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift ในรุ่น S (รุ่น E / E limited / EL มีตามเดิม)
-   เพิ่มระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ในรุ่น S (รุ่น E / E limited / EL มีตามเดิม)
-   เพิ่มกล้องมองภาพขณะถอยจอด ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ ในรุ่น S (รุ่น E / E limited / EL มีตามเดิม)
-   ในรุ่น S / E เปลี่ยนล้อเป็น ล้ออัลลอยด์ ขนาด 17 นิ้วลายสปอร์ต (เหมือนรุ่น E limited / EL)
-   เปลี่ยนโทนสีเงิน จากสีเงินอลาบาสเตอร์ เป็น สีเงินลูน่าร์ (เข้มกว่าเดิม)


ของแถม

          ตอนผมรีวิว Jazz ก็มีของแถมมาให้ พอมาถึงตาของ HR-V จะขาดไปได้ยังไง รอบนี้ขอรีวิวทั้งอุปกรณ์ที่ไปทำเพิ่ม และของแถมชิ้นสำคัญๆที่ผมได้มาละกันครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ รวมๆแล้วมันมีอยู่ 8 อย่าง (และจะคอย Update ไปเรื่อยๆ) มาเริ่มกันเลยครับ

1. เคลือบ Ceramic Pro แบบ Full Spay System



          หลังจากที่ผมเจอความบางของสีใน Jazz ไป ผมเลยเอาไปทำเคลือบแก้วระบบทามา แต่หลายคนบอกว่ามันออกมาไม่ดีเท่าที่ควร และล่าสุดปิดร้านหนีไปแล้ว!!!!!!! มาคราวนี้ผมเลยหาข้อมูลเพิ่ม เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีกว่าเดิมในงบประมาณที่จ่ายไหว สุดท้ายก็มาจบที่ Ceramic Pro ครับ

          โดยคันนี้ผมเลือกทำ Ceramic Pro กับร้าน Shine Club Ceramic Coating Service ตรงถนนเสรีไทย เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ทางร้านดูมีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือค่อนข้างมาก และReview ของลูกค้าหลายๆคนก็ดูพอใจกันหมด พอผมกับคุณแม่เข้าไปคุยราคาที่ร้าน ก็ประทับใจเจ้าของร้าน (คุณเอ็ม) ที่ให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา แนะนำ Package ให้ตรงตามการใช้งานของรถ และพาชมขั้นตอนการทำและผลงานที่ออกมา ก็เลยตัดสินใจเลือกและจอง Package กับร้านนี้ครับ



           สำหรับ Package ผมเลือกเป็น เคลือบ Ceramic Pro 9H Warranty & Service 5 ปี เนื่องจากบ้านผมใช้รถกันยาวๆ ก็เลยเลือกแบบที่มี Service เยอะหน่อยครับ โดยราคาถือว่าค่อนข้างจะสูงอยู่ แต่ก็แลกมาด้วย บริการระดับ VIP จริงๆๆครับ  ซึ่งรถผมได้รับบริการดังนี้

               - พ่นเคลือบ Ceramic Pro 9H Full Spay System 7 Layer พร้อมปรับสภาพผิวเต็มระบบ และสมุดรับประกัน
               - พ่นเคลือบขอบประตูด้านใน และใต้ซุ้มล้อ
               - พ่นเคลือบกระจกรอบคัน ไฟหน้า / ไฟท้าย / ไฟตัดหมอก ด้วยน้ำยา Ceramic Pro
               - พ่นเคลือบล้อแม็กและคาร์ลิเปอร์เบรก 4 วง ด้วยน้ำยา Ceramic Pro
               - ทำความสะอาดเบาะ + พ่นเคลือบ Ceramic Pro Interior Package ภายในห้องโดยสารทั้งหมด โดยชุดน้ำยา Ceramic Pro สำหรับภายในโดยเฉพาะ
               - Warranty 5 ปี ทุกรายการ และ ฟรี Re-Coating Service เต็มระบบ 10 ครั้ง โดยใช้ขั้นตอนเดียวกันกับการเคลือบครั้งแรก (เข้า Service 6 เดือน / ครั้ง)
               - ฟิลม์กันรอย The Premium Guard 9 ชิ้น (หลุมมือจับประตูคู่หน้า + ขอบชายประตูทั้ง 4 บาน + ขอบประตูคู่หลัง 2 บาน + ขอบกันชนท้าย) รับประกัน 1 ปี





          หลังจาก 9 ชั่วโมงแห่งการอคอยผ่านไป ผมพอใจกับผลงานที่ออกมากๆ รถเงางามแบบสุดๆ ส่วนตัวรู้สึกคุ้มค่าครับ ที่สำคัญน้ำไม่เกาะรถเลย เวลารถเปียกแล้วขับเกิน 80 น้ำไหลออกไปหมด รถแห้งเองแบบไม่มีคราบ เวลาฝนตกหนักๆ รถไม่สกปรก แต่ถ้าปรอยๆก็จะมีแค่คราบน้ำที่ดีดมาจากล้อ ซึ่งผมเอาน้ำฉีดเฉยๆมันก็ออกนะ แต่ประตูท้ายมันจะสกปรกง่ายที่สุดเพราะเหมือนละอองน้ำมันดีดเข้าท้ายรถอะ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของรถ 5 ประตู

          สำหรับการเข้า Service นั้น ปกติผมจะเข้าไปล้างรถกับที่ร้านตลอด แล้วถ้าพี่เจ้าของร้านเห็นว่าตรงไหนไม่สมบูรณ์ เค้าก็จะแก้ให้ตลอด อย่างกระจกหลังมีคราบน้ำเกาะเยอะ ก็ลงน้ำซ้ำให้เลย  ล่าสุด ฟิล์มกันรอยที่แถมให้ มีรอยขูดประมาณ 3 ซม. พี่เค้าจะติดให้ใหม่ตอนเข้า Service เต็มระบบ 

          ส่วนการ Service เต็มระบบ ทุก 6 เดือนนั้น ยังไม่ถึงกำหนดที่รถผมต้องเข้า แต่เท่าที่คุยกับพี่เจ้าของร้านมา ต้องขัดลบรอยบนผิว Ceramic ทั้งคัน และพ่นตัว Top Layer ใหม่ เคลือบส่วนอื่นๆใหม่ แล้วก็พ่นภายในใหม่หมด ซึ่งแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 5 – 7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสภาพของรถ



          ไม่แน่ใจว่าผิดกฎที่นี่รึเปล่านะครับ แต่ผมอยากแนะนำท่านที่กำลังมองหาร้านเคลือบแก้วหรือเคลือบ Ceramic รถ อยากให้เอาร้านนี้ไปเป็นตัวเลือกนึงขอท่าน เพราะส่วนตัวผมเห็นว่า ผลงานเค้าดีจริง เอาใจใส่ลูกค้าดีจริง ผมเจอลูกค้าพี่เค้าหลายคนเวลารอล้างรถ ก็พอใจกันทุกคนนะ ไม่มีใครบ่นเลย ดังนั้นใครสนใจก็ลองไปดูนะครับ (เอาชื่อร้าน ไป Search ก็เจอครับ)

2. ชุดเครื่องเสียงของ Honda CR-V Gen4 MC ตัว 2.4EL



          ตอนแรกกะจะเครื่องเสียงเอาไปแค่ปลคล็อคให้ดูภาพได้ตอนรถวิ่ง แล้วคุณพ่อซึ่งเคยลั่นวาจาไว้ตั้งแต่ก่อนรับรถ “ออกมาแล้ว เปลี่ยนจอก็ดีนะ”  ก็เคยบอกว่าเปลี่ยนไปเลยเถอะ ผมก็เลยหาข้อมูลจนเจอว่า ถ้าอยากได้ฟังก์ชั่นกล้อง 3 ระดับอยู่ครบ ให้เอาจอ CR-V Gen4 MC ตัว 2.4 EL ใส่ได้เลย แล้วจะได้ฟังก์ชั่นเต็มๆของโรงงาน ผมก็เลยเอาไปเสนอคุณพ่อแล้วก็ได้รับคำสั่งและงบประมาณให้ไปจัดมาเลยครับ



          จอตัวนี้ ผมสั่งและติดตั้งกับร้าน Thai Car Shop พร้อมกับแผง USB HDMI Port แบบ HR-V 2015 เลยครับ สนนราคาทั้งชุดพร้อมติดตั้งอยู่ที่ 22,500 บาท รับประกันทั้งระบบให้ 1 ปี  เป็นจอ Touchscreen ขนาด 7 นิ้ว ความไวของจอนั้นก็พอประมาณ ออกจะเป็นจิก Screen ไปสักหน่อย Interface ต่างๆก็เหมือนๆกับจอ Honda ยุค 2014-2015 ก่อนจะตัด สเป็คจอลง ตัวจอมีฟังก์ชั่นต่างๆดังนี้

ระบบนำทาง Navigation ของ Gamin พร้อมตัวรับสัญญาณ GPS ติดที่กระจกหน้ารถ





          เท่าที่ผมลองใช้งานดู ก็ทำงานได้ค่อนข้างดีนะครับ เพียงแต่ต้องระบบจุดหมายให้ชัดเจนหน่อย เช่น ลาดพร้าว 101 แยก ประมาณนี้ สามารถบันทึกจุดหมายที่ต้องการได้โดยแยกได้อีกเป็นผู้ขับขี่ 1 -2   แล้วก็มีพวกปั๊ม โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าอยู่  การนำทางก็แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบทั้ง 3 มิติ / บอกเส้นทางล่วงหน้า / แผนที่อย่างเดียว ส่วนเสียงบอกทางนั้นชัดเจนดี (แอบหลอนเล็กๆ) ส่วนการอัพเดตแผนที่นั้น ไม่แน่ใจว่าทำอย่างไร กำลังหาข้อมูลอยู่ครับ แต่โดยรวมถือว่าใช้ประโยชน์ได้ แต่พวก Google Maps จะใช้งานง่ายว่า มีฟังก์ชั่นเยอะว่า ครับ

(ปล. คันนี้เป็นรถที่มี Navi คันแรกในชีวิต อาจจะรู้สึกเห่อมากกว่าปกติหน่อยนะครับ)

ระบบโทรศัพท์



          ระบบโทรศัพท์ของจอรุ่นนี้ใช้งานง่ายมากๆ (ง่ายกว่าจอเดิมเยอะ) ตั้งโทรด่วนได้ 12 หมายเลข เรียก Phonebook และ Update ให้อัตโนมัติทุกครั้งที่ Start รถ สามารถควบคุมด้วยปุ่มรับ-วางสายได้ ดีกว่าเดิม ที่สำคัญ ไม่ต้องมีปัญหากับการล็อคนู้น นั่น นี่ หากไม่ได้ดึงเบรคมือ (ผม Happy มาก) เสียดายที่ผมไม่ได้ให้เปลี่ยนสวิทซ์บนพวงมาลัย ไม่งั้นมันจะใช้งาน Siri Eyes Fee ได้ แต่ทั้งบ้านมีผมใช้ iPhone อยู่คนเดียว เพราะฉนั้น ช่างมันเถอะ 5555

ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่



          เป็นฟังก์ชั่นที่ได้เพิ่มมา (จอตัว 16 ไม่มี) แสดงข้อมูลต่างๆได้เยอะพอสมควร พวกอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เก็บได้ค่อนข้างละเอียด โดยมัน Link ข้อมูลมาจากหน้าจอที่มาตรวัด (ยกเว้นนาฬิกา ช่างบอกว่าตัว 2017 มันไม่ Link กัน กำลังหาทางแก้ให้อยู่)

ระบบ Audio




     จากเดิมที่มี FM, AM, USB 1 ช่อง, HDMI 1 ช่องและ BT Audio พอมาเป็นจอตัวนี้ ฟังก์ชั่นเดิมอยู่ครับ และเพิ่มเติมมาอีก อย่าง ได้แก่
          - ช่องใส่ CD: ใส่ได้ 1 แผ่น แต่อ่านได้เฉพาะ CD Mp.3 ส่วน DVD นั้นอ่านได้เฉพาะไฟล์เสียง ไม่สามารถดูหนังได้
          - USB: จากเดิมมี 1 ช่อง อ่านไฟล์เพลงกับเล่นผ่าน iPhone iPod ได้ ตอนนี้มีมาให้ 2 ช่อง อ่านไฟล์เพลงกับ iPhone ได้ และอ่านไฟล์ VDO ได้แต่ขนาดต้องไม่เกิน 640p
          - โทรศัพท์: (อันนี้ยังไม่ได้ลอง)
          - Video In: สามารถนำไปต่อกับกล่อง Digital TV หรือ Mirror Box Car Wi-Fi ได้โดยผ่านสาย AV (หัวสีขาว แดง เหลือง)
          - ระบบปรับเพิ่ม-ลดเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Speed Volume Control : SVC):  จอเก่าไม่มี พอมาจอนี้ ตอนแรกๆผมก็ไม่รู้ว่ามีจนลองเล่นไปเรื่อยๆถึงเจอว่ามันมีแล้วเราเลือกได้ว่าจะให้มัน Sensitive ขนาดไหน หรือปิดมันทิ้งก็ได้
          - คุณภาพของเสียงที่ออกมา รู้สึกว่าดีขึ้นมานิดหน่อย รู้สึกแน่นๆขึ้น เดี๋ยวลองปรับ Equalizer อาจจะช่วยให้ดีขึ้นอีกนิด

ระบบกล้องมองหลัง



          อันนี้แหละคือความต้องการหลักๆของผมเลย ภาพจากกล้องมองหลังชัดเจนขึ้นมาก มองง่ายขึ้นเพราะจอใหญ่กว่าเดิม ยังคงปรับได้ 3 มุมมองเช่นเดิม ซึ่งผมจำเป็นต้องใช้บ่อยมากๆ โดยเฉพาะตอนถอยออกจากบ้าน ที่สำคัญ แนวเส้นกะระยะมันเลี้ยวตรงพวงมาลัยได้ ช่วยผมได้เยอะเลยเวลาถอยหลัง

ระบบการตั้งค่าของจอ



   จอตัวนี้สามารถตั้งค่าฟังก์ชั่นต่างๆได้หลายฟังก์ชั่นและลงรายละเอียดขึ้นได้มากกว่าจอเดิมค่อนข้างเยอะเลยที่เดียว ทั้ง โทนสี Wallpaper นาฬิกา โทนเสียงเตือน โหมดกลางวัน-กลางคืน และอื่นๆอีกมากมาย อันที่จริงก็ไม่ได้เข้าไปทำอะไรกับมันบ่อยหรอกครับ แต่ถือว่าเยอะจอกว่าเดิมมาก


    บรรยายสรรพคุณอันดีงามมากซะเยอะแล้ว มันก็ต้องมีข้อเสียกันบ้าง ตอนนี้ผมเจอหลักๆเลย 3 ข้อใหญ่คือ
           - อ่านแผ่น DVD ไม่ได้  อันนี้แอบเซ็งๆอยู่
           - นาฬิกาบนจอ กับบนมาตรวัดเดินไม่ตรงกัน เหลื่อมกันประมาณ 40 วินาที (ช่างกำลังหาข้อมูลให้อยู่ เผื่อทำได้)
           - เนื่องจากรถผมไม่ได้เปลี่ยนสวิทซ์ครบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยให้เป็นแบบตัว 2015 ทำให้มันไม่สามารถใช้เครื่องเสียงได้เต็มประสิทธิภาพ เช่น เปลี่ยนโหมดจอผ่านพวงมาลัยไม่ได้ ใช้งาน Siri Eyes Free ไม่ได้ ใช้ Voice Command ไม่ได้ เป็นต้น



          สุดท้าย เรื่องของติดตั้งและงานประกอบนั้น ตอนแรกผมตกใจเพราะรถต้องรื้อค่อนข้างเยอะอยู่ แต่ตัวช่างซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ก็อธิบายว่า มันมีปลั๊กหลายตัวที่ต้องต่อเข้าระบบ เลยรื้อเยอะหน่อยแต่รับประกันงานประกอบให้เต็มที่ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงนิด ในการติดตั้งและ Set ระบบ โดยมีผมสังเกตการอยู่ข้างรถตลอด งานออกมาน่าพอใจมาก ทุกส่วนที่รื้ออกประกอบกัยสนิทดี (เผลอๆดีกว่าโรงงานด้วย) สายไฟต่างๆถูกพันเทปอย่างดีและปราณีต เจ้าของร้านค่อยแนะนำเรื่องงานประกอบและการใช้งานต่างๆอย่างเป็นกันเอง โดยรวมถือว่าฝีมืออยู่ในระดับที่ดีถึงดีมากครับ

3.กล่อง Mirror Box for Car Wi-Fi 5G 2 เสา (รุ่นกล่องสีทอง)



          ผมติดจากร้าน Thai Car Shop พร้อมกับจอ CR-V เลยครับ ค่าเสียหายอยู่ที่ 4,500 บาท จริงๆผมอยากติดกล่อง Digital TV มากกว่า แต่ด้วยราคาที่แพงกว่าตัวนี้เกือบ 3 เท่าตัว (ของ AZUKA) แล้วถ้าเข้าจุดอับสัญญาณหรือวิ่งต่างจังหวัดที่ไม่มีสัญญาณ มันก็จะดูไม่ได้ เลยหันมามองเจ้านี่ แล้วเอาส่วนต่างมาจ่ายค่า Internet มือถือสำหรับดู TV ผ่านเน็ตดีกว่า 

          การติดตั้งนั้น ผมให้ช่างติดซ่อนไว้บริเวณด้านในคอนโซลตรงเข่าขวาของฝั่งคนขับ เนื่องจากหากต้อง Service จะถอดง่ายและได้ไม่ต้องรื้อรถมาก และทางร้านได้เพิ่มสวิทซ์เปิด/ ปิด และช่อง USB สำหรับเสียบ Flash Drive ไว้เล่นไฟล์ Video มาให้ โดยติดตั้งตรงข้างๆ สวิทซ์ เปิด/ปิด VSA ครับ ส่วนการแสดงนั้น เราสามารถเลือกติดตั้งให้ภาพและเสียงเข้าจอผ่าน HDMI หรือ AV Input ได้ โดยคันนี้ผมเลือกให้เข้าผ่าน AV Input เนื่องจากสามารถซ่อนสายไว้หลังจอได้ และยังมีช่อง HDMI ไว้ต่ออย่างอื่นใช้งานได้ แต่คุณภาพของภาพและเสียงนั้น หากต่อผ่าน HDMI จะคมชัดมากกว่า AV ครับ



          สำหรับการใช้งานนั้นง่ายมาก สำหรับตระกูล Apple ให้เชื่อมต่อ Wifi เข้ากับ ตัวกล่อง แล้วเปิด Airplay ให้สะท้อนขึ้นไปบนจอก็ใช้งานได้แล้ว ส่วนตระกูล Samsung นั้น แค่กด Screen Mirror ปุ่มเดียว เป็นอันเสร็จ (Samsung ตัวล่างๆ บางรุ่นใช้ไม่ได้นะครับ) การส่งข้อมูลทำได้ลื่นไหลไม่มีกระตุกหรือล่าช้ากว่าจอโทรศัพท์เลย ทุกเช้าผมเปิดดูข่าว ดู YouTube ระหว่างขับรถได้ชัดเจนดี แต่ก็ขึ้นอยู่สัญญาณ Internet ของโทรศัพท์ด้วยนะ ซึ่งข้อดีของมันคือ ไม่ต้องค่อยต่อสาย HDMI ให้มันยุ่งยาก ไม่ต้องซื้อตัวแปลงทั้งของ Apple และ Samsung ที่สำคัญช่อง HDMI ของรถไม่รองรับโทรศัพท์บางรุ่นด้วย (เอา Note 5 มาต่อแล้วใช้ไม่ได้) แต่ข้อเสียหลักๆเลยคือ มันกินแบตโทรศัพท์ ควรจะเสียบชาร์จไว้ก็จะดีครับ

          สุดท้าย การเปิดไฟล์ผ่าน Flash Drive เท่าที่ช่างสาธิตให้ดูก็ทำได้ไม่ยาก แค่เสียบ Flash Drive รอให้มันอ่าน แล้วใช้รีโมทควบคุมก็จบแล้ว รู้สึกว่าจะรองรับถึง 720p HD นะครับ (1080p ยังไม่ได้ลอง)

4. กล้องบันทึกภาพหน้ารถ Transcend Drivepro 200



          ยกชุดเดิมที่ติดอยู่ใน Stream มาติดตั้งใหม่ใน HR-V โดยติดตั้ง Built – in เข้ากับระบบไฟของรถโดยที่ไม่มีการตัดต่อสายใดๆ พร้อม Update Software เป็น Version ล่าสุด ดังนั้น คุณสมบัติและความดีงามก็ยังเหมือนกันเดิม ตัวกล้องให้คุณภาพการบันทึกภาพและเสียงที่คมชัดระดับ Full HD บันทึกได้ 2 ชั่วโมงหากใส่ Memory 16GB แล้วจะบันทึกทับคลิปเดิมๆต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ตัวกล้องมาพร้อม G – sensor สำหรับล็อคคลิปภาพเป็น Emergency Mode สูงสุด 15 คลิป ซึ่งจะลบได้ก็ต่อเมื่อเชื่อมต่อผ่าน Smartphone หรือ Computer เท่านั้น

5. ชุดพรมดักฝุ่นไวนิลแบบใย 11 ชิ้น



          ผมสั่งจากร้าน Autocover เนื่องจากเพื่อนสนิทผมเคยใช้บริการก็เลยแนะนำมาให้ เป็นพรมดักฝุ่นไวนิลแบบใย ตัดเข้ารูปของ HR-V โดยเฉพาะ พื้นสีเทาตัดขอบด้วยสีดำ เพื่อให้เข้ากับตัวรถ มีทั้งหมด 11 ชิ้น ราคารวมติดตั้งอยู่ที่ ชุดละ 2,990 บาท คุณภาพของตัวพรมนั้นเป็นที่พอใจ ตัวพรมตัดเย็บมาค่อนข้างดีมากทั้งตัวใยและขอบพรม ทุกชิ้นสามารถใว่ได้พอดีตามขนาดและขอบของตัวรถ พื้นตัวใยมีความหนากำลังดี  ส่วนการยึดตึดพรมนั้นเป็นแบบปุ่มหนามเล็กๆและเสริมด้วยตีนตุ๊กแตในบางจุด ใช้งานไปนานๆคงจะมีการเสื่อมภาพบ้าง (จริงๆผมอยากได้พรม 6D แต่ที่บ้านไม่ชอบเลย ต้องเอาแบบใยเท่านั้น)
 
6. Smart Gauge Pro V.2 OBD2




          ตอนแรกผมไม่รู้จักอุปกรณ์ชิ้นนี้เลย จนกระทั้งออกรถมาได้ 1 สัปดาห์ เจ้า Camry ของคุณพ่อผม เกิดอาการความร้อนเริ่มขึ้นโดยสังเกตเห็นจากเกจ์วัดความร้อนในรถ เลยรีบเอาไปอู่ที่ใกล้ที่สุด สรุปเจออาการหม้อน้ำแตกร้าว โชคดีที่รถยังไม่ฮีต ทีนี้ทั้ง HR-V และ Jazz ไม่มีเกจ์วัดความร้อนมาให้ มีแต่ไฟเตือน คุณพ่อเลยสั่งให้ไปหาอะไรก็ได้มาติดให้มันแสดงอุณหภูมิของเครื่องโดยเร็วที่สุด ผมเลยเริ่มหาข้อมูล จนพี่สมาชิกในนี้ แนะนำให้ติด Smart Gauge ไปเลย สุดท้ายจัดมาเรียบร้อยครับ ติดตั้งง่ายดีและไม่ต้องตัดต่อสายไฟอะไรทั้งสิ้น

          ตัวนี้เป็นรุ่น Pro V.2 จะสามารถแสดงข้อมูลได้ค่อนข้างเยอะ เช่น อุณหภูมิของเครื่อง กำลังไฟ ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ อัตราสิ้นเปลือง โดยสามารถตั้งค่ามีเสียงเมื่อค่าเกินกำหนดได้ โดยคันนี้ ผมตั้งเตือนอุณหภูมิไว้ที่ 102 องศา (ค่าปกติของรถอยู่ที่ 92 – 98 องศา) ตั้งเตือนกำลังไฟเมื่อต่ำกว่า 10 โวล์ต (ค่าปกติอยู่ที่ 13 – 14 โวล์ต) เตือนความเร็วเมื่อเกิน 120 กม./ชม. และเตือนรอบเครื่องที่ 5000 รอบ และนอกจากนี้ตัว Pro V.2 ยังสามารถวัด 0 – 100, วัดระยะทางเบรก ได้ รวมถึงการสแกนค่าผิดปกติเบื้องต้นและลบโค๊ตต่างๆได้ แต่ผมยังไม่เคยลองใช้อะไรเลย


7. แผ่นบังสัมภาระด้านท้าย แบบ Lift Up



           ผมสั่งจากอินเตอร์เน็ตมา ราคาอยูที่ 2,600 บาท ติดตั้งโดยเสียบเข้าที่ทางที่ติดมากับรถอยู่แถว ฟังก์ชั่นรวมๆของมันก็ไม่มีอะไรมาก ช่วยปิดไม่ให้เห็นของที่อยู่ท้ายรถ กันกลิ่นได้ระดับนึง

           แต่รุ่น Lift Up จะมีความพิเศษตรงที่มีแผ่นโลหะเสริมอยู่ทำให้รองรับน้ำหนักการวางของด้านบนได้ประมาณ 30 กิโลกรัม และจุดที่เด่นที่สุดคือมันสามารถเปิดฝาขึ้นมาได้ครึ่งนึง ทำให้การหยิบของไม่ได้ก้มและช่วยให้หยิบชิ้นใหญ่ของได้สะดวกขึ้น วัดจากการใช้งานจริงที่ปกติผมจะต้องขนกระเป๋าเดินทางขึ้นรถทุกสัปดาห์ เวลาจะยกขึ้น – ยกลง ต้องเปิดฝาขึ้นตลอด ไม่งั้นหยิบลำบากหรืออาจมีโอกาสที่กระเป๋าขูดกับรถได้

8. ชุดไฟส่องสว่างบริเวณที่วางเท้าคู่หน้า ของ Honda Access แท้



          อันนี้ผมสั่งติดตั้งเพิ่มจากศูนย์ในวันที่รับรถ เพราะความสวยงามและความอยากได้ล้วนๆ ไฟเป็นแสงสีฟ้าให้ความสว่างที่กำลังพอดี ไม่แยงตาในเวลากลางคืน ราคาอยู่ที่ 1,928 บาท (รวม Vat) คุณภาพโดยรวมถือว่าดีในระดับที่น่าพอใจ แถมยังช่วยให้เวลาหาของที่ตกอยู่ที่พื้นตอนกลางคืนได้ง่ายขึ้น ส่วนการทำงานนั้นจะสัมพันธ์กันไฟห้องโดยสาร คือ สว่างปลคล็อคหรือเปิดประตู ดับเมื่อปิดประตูหรือล็อครถ นอกจากนี้ หากไฟหน้าทำงาน ตัวไฟก็จะสว่างค้างตลอดเวลา แต่แสงจะอ่อนกว่าตอนเปิดประตูประมาณ 50% เพื่อไม่ให้แยงตาขับขณะรถ

9. ผ้าคลุมรถ ของ Honda Access แท้

          อันนี้ผมสั่งเพิ่มจากศูนย์ในวันที่รับรถ ราคาอยู่ที่ 1,712 บาท (รวม Vat)  คุณภาพโดยรวมถือว่า ตอนแรกไม่ได้อยากได้เลย พอก่อนจะออกรถไม่ถึงสัปดาห์ น้องหมาที่บ้านก็เริ่มตะกุยรถ คุณพ่อคุณแม่เลยให้ผมสั่งเพิ่ม ของ HR-V และ ของ Jazz (ราคา 1,605 บาท รวม Vat) ด้วยเสียดายผมน่าจะขอเป็นของแถม แต่ไม่ทันซะแล้ว

10. จักรยานพับของ Modulo

          อันนี้............................ยังไม่ได้ของเลย เพราะฉะนั้น To be Continue นะครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ

** Review นี้สงวนสิทธิ์สำหรับ www.headlightmag.com เท่านั้นนะครับ ห้ามนำไปเผยแพร่ที่อื่นโดยเด็ดขาด **
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 18, 2017, 16:39:05 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
สุดท้ายจริงๆแล้วนะ

ไหนๆผมก็ Review รถคันนี้ไปแล้ว และหลายๆคนก็ทราบกันว่า Defect ของรถรุ่นนี้มีค่อนข้างเยอะอยู่ ดังนั้นผมจะขอใช้กระทู้อันนี้ บันทึก Defect ที่ผมเจอกัน "น้องช่อม่วง"ละกันนะครับ ]

ก่อนอื่นเลย เท่าที่ทราบมา Honda HR-V คันที่ผมใช้นี้ พึ่งจะผลิตออกมาช่วงเดือนเมษายน 2017 นี้ เพราะตอนจองรถ เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เซลล์แจ้งว่า ศูนย์มีโควต้ารถที่ผลิตใหม่สดๆเลย ซึ่งเป็นล็อตที่ผมจะได้รับ และเมื่อดูจากยางแล้ว ยางผลิตช่วงมีนาคม 2017 ครับ

ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 (รถผมพึ่งจะครบ 3 เดือนพอดี) รถคันนี้เข้าไปแก้ Defect มาแล้ว 4 รายการ ดังนี้

1. ไฟส่องป้ายทะเบียน หลุดออกจากเบ้า เป็นหลังออกรถมา 1 สัปดาห์ แก้ไขเรียบร้อยแล้ว

2. เบาะนั่งคนขับมีเสียงเหมือนไม้ลั่น เวลาขับขี่ ศูนย์ที่ผมออกรถได้ปรับตั้งรางเบาะให้ใหม่ และใส่วัสดุซับเสียงเพิ่มครับ อาการก็หายไป แต่ผ่านมา 3 เดือน เริ่มีเสียงนิดๆแล้ว

3. มุมกันชนหน้าขวาอ้าออกมาเองเล็กน้อย อันนี้เป็นปัญหายอดฮิตครับ ให้ศูนย์ปรับตั้งได้ครับ

4. ขอบไฟหน้ายื่นออกมาเล็กน้อย เป็นปัญหาที่ลามมาจากข้อ 3 ให้ศูนย์ปรับตั้งได้ครับ แต่ตอนนี้รถผมปรับมายังไม่เนียนเลย รอเช็ค 6 เดือน จะให้ศูนย์แก้ใหม่อีกรอบครับ

ขอบคุณที่ติดตามนะครับ  ::)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 19, 2017, 06:47:15 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออฟไลน์ punn

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 606
  • may the force lead your way ...
สุดยอด ยาวมาก แต่เดี๋ยวกลับมาอ่านละเอียดอีกที ขอบคุณครับผม  :-*

ครบเครื่องตั้งแต่เลือกซื้อ ปกป้องรถ ยันลูกเล่นที่ใช้กันสมัยนี้เลย ละเอียดสุดๆดีครับ
เป็นคนโลกปกติธรรมดา :)
ไม่โลกสวย และไม่โลกมืด อยู่กับความเป็นจริงและพลังงานบวก ..

ออฟไลน์ TNN

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 128
ละเอียดยิบเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
Accord H22 2.2 VTi-S
Benz C220 Elegance W202
Cefiro A33 3.0 V6
Vios sporty 2006 1.5s
Jazz GE 2008 1.5 SV VTEC
Mazda 2 sedan 2009 Maxx Sport 1.5
Pajerosport 3.2 GT 2010
HRV 1.8 EL

ออฟไลน์ escudaeza

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 231
ขอบคุณครับ

ของแฟนผมรุ่น e-limitedเหมือนกัน แต่ออกมาจะ2ปีแล้วครับ
ข้อเสียอย่างเดียวในการขับขี่ที่ผมเจอคือ กระจกมองข้างมุมมองมันแคบแปลกๆอ่ะครับ
ปรับยังไงก็หามุมที่ให้ความรู้สึกในการมองได้ไม่ถนัด  :'(

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
สุดยอด ยาวมาก แต่เดี๋ยวกลับมาอ่านละเอียดอีกที ขอบคุณครับผม  :-*

ครบเครื่องตั้งแต่เลือกซื้อ ปกป้องรถ ยันลูกเล่นที่ใช้กันสมัยนี้เลย ละเอียดสุดๆดีครับ

ขอบคุณครับ

ละเอียดยิบเลยครับ
ขอบคุณมากครับ

ขอบคุณมากๆครับ

ขอบคุณครับ

ของแฟนผมรุ่น e-limitedเหมือนกัน แต่ออกมาจะ2ปีแล้วครับ
ข้อเสียอย่างเดียวในการขับขี่ที่ผมเจอคือ กระจกมองข้างมุมมองมันแคบแปลกๆอ่ะครับ
ปรับยังไงก็หามุมที่ให้ความรู้สึกในการมองได้ไม่ถนัด  :'(

ขอบคุณมากๆครับ เรื่องกระจกคิดเหมือนกันครับ
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออฟไลน์ โบตั๋น

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 104
ของผมออกมาปีกว่าๆ เป็น EL ข้อเสียคือเสียงดังจุบจิบ เล็กๆน้อยๆให้ศูนย์แก้ก็หายแต่เสียเวลา ถ้าฮอนด้าใส่ใจการประกอบให้มากกว่านี้ให้ลูกค้ารอรถเพิ่มเดือนสองเดือนแต่ไม่มีเสียงกวนใจก็ยอม จำได้ว่าออกวันแรก มีเสียงเพราะไฟหน้าขันน็อตไม่แน่น แต่โดยรวมแฮปปี้ดีครับ
ปล.เห็นเจ้าของรถขอบไฟแอมเบี้ยนน้ำเงิน ลองเบิกไฟเพดานของฮอนด้าซิตี้ตัวใหม่ มันจะมีช่องใส่ไฟแอมเบี้ยน 2 รูอยู่แล้วก็จะเหมือนรุ่นที่ขายที่ญี่ปุ่นละครับ

ออนไลน์ ps000000

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7,549
รีวิวละเอียดและตรงๆดีครับชอบๆ


ผมอยากได้รุ่นนี้นะ แต่อ่านใน เว็บพันดริฟต์ช่วงนี้แล้วหลอนไปเลอ

ออฟไลน์ Stereodome

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 47
    • อีเมล์
อ่านเพลิน  ข้อมูลดี  ขอบคุณมากครับ ที่สละเวลาเขียนรีวิว 

อ่านข้อมูลตัว MY2016 รู้สึกอยากได้ 1.8 S

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
ของผมออกมาปีกว่าๆ เป็น EL ข้อเสียคือเสียงดังจุบจิบ เล็กๆน้อยๆให้ศูนย์แก้ก็หายแต่เสียเวลา ถ้าฮอนด้าใส่ใจการประกอบให้มากกว่านี้ให้ลูกค้ารอรถเพิ่มเดือนสองเดือนแต่ไม่มีเสียงกวนใจก็ยอม จำได้ว่าออกวันแรก มีเสียงเพราะไฟหน้าขันน็อตไม่แน่น แต่โดยรวมแฮปปี้ดีครับ
ปล.เห็นเจ้าของรถขอบไฟแอมเบี้ยนน้ำเงิน ลองเบิกไฟเพดานของฮอนด้าซิตี้ตัวใหม่ มันจะมีช่องใส่ไฟแอมเบี้ยน 2 รูอยู่แล้วก็จะเหมือนรุ่นที่ขายที่ญี่ปุ่นละครับ

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ถ้า QC เรื่องการประกอบดีกว่านี้ จะรู้สึก Perfect กว่านี้ครับ ส่วนไฟ Ambient น่าสนใจครับ รู้สึก Honda Access ของ HR-V ก็มีให้สั่งครับ (รอ Make Money สักพัก) ส่วนที่ติดไฟส่องสว่างที่เท้า เพราะจริงผมติดไว้ส่องเวลาทำของชิ้นเล็กๆพวกเหรียญหรือของกระจุกระจิกหล้นบริเวณนั้นครับ ปกติถ้าขับคนเดียว ผมจะวางของไว้บนเบาะข้งๆตลอด เบรคที่ กลิ้งลงไปบ้างก็มี รวมๆถือว่ามีประโยชน์กับผมมากครับ

รีวิวละเอียดและตรงๆดีครับชอบๆ


ผมอยากได้รุ่นนี้นะ แต่อ่านใน เว็บพันดริฟต์ช่วงนี้แล้วหลอนไปเลอ

ขอบคุณครับ ผมก็หวังว่า คงไม่เจอ Defect หนัก แค่นั้นก็พอแล้วครับ พวก Defect การประกอบผมยังรับได้ครับ เสียเวลาเข้าไปเคลมนิดหน่อย จนมองมันเป็นเรื่องสนุกไปแล้ว ที่สำคัญ ปาท่องโก๋ตอนเช้าของศูนย์ที่ผมเข้า อร่อยมากๆ กินบ่อยจนติดใจ  ;D ;D ;D

อ่านเพลิน  ข้อมูลดี  ขอบคุณมากครับ ที่สละเวลาเขียนรีวิว 

อ่านข้อมูลตัว MY2016 รู้สึกอยากได้ 1.8 S

ขอบคุณมากครับ ส่วนตัวมองตัว S ก็ดูคุ้มค่านะครับ เสียดายตรงไฟหน้าฮาโลเจนธรรมดา ซึ่งถ้าจะขยับมา E ผมว่าไป E Limited หรือ EL ไปเลยดีกว่า
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออนไลน์ ยิ้มละไม

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 927
ละเอียดดีครับ ชอบครับเวลาที่มี Review แบบนี้ ชัดเจนมาก ๆ

ขอบคุณครับ

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
ละเอียดดีครับ ชอบครับเวลาที่มี Review แบบนี้ ชัดเจนมาก ๆ

ขอบคุณครับ

ขอบคุณมากๆครับ  :)
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออฟไลน์ kiwiwi

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,776
ตอน 2009 ผมใช้แจ๊สสีดำ

ยอมรับเลย มันบางสุดๆ
แต่ 2013 ผมเอาแจ๊สไปเทิร์นฟรีดสีน้ำตาล(เกือบดำ)

คือ โรงงานอินโดพ่นสีมาอย่างหนา แถมเหล็กก็หนากว่าแจ๊ส

2015 ผมออก honda odyssey คือ สีมันหนาพิเศษที่ประตู 4 บาน ส่วนชิ้นอื่นๆ พอๆกะฟรีด

สรุปโรงงานฮอนด้าไทย ทำสีได้บางมากจริงๆ

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 12,755
ขอบคุณมากครับ

ละเอียดดีมากๆๆเลยครับ  ::) ::) ::) ::)

ออฟไลน์ Jay s.bradshaw

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 47
อ่านตั้งแต่ต้นจนจบเลยครับ
เขียนได้ละเอียดดีมากครับ เล่าเรื่องได้น่าสนใจ

ปล. ยินดีกับรถใหม่ด้วยครับ :)

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
ตอน 2009 ผมใช้แจ๊สสีดำ

ยอมรับเลย มันบางสุดๆ
แต่ 2013 ผมเอาแจ๊สไปเทิร์นฟรีดสีน้ำตาล(เกือบดำ)

คือ โรงงานอินโดพ่นสีมาอย่างหนา แถมเหล็กก็หนากว่าแจ๊ส

2015 ผมออก honda odyssey คือ สีมันหนาพิเศษที่ประตู 4 บาน ส่วนชิ้นอื่นๆ พอๆกะฟรีด

สรุปโรงงานฮอนด้าไทย ทำสีได้บางมากจริงๆ

เห็นด้วย 100% ครับ Stream คันเก่าประกอบ อินโดฯ สีโอเคมากๆ อยู่กันมา 11 ปี ขัดลบรอยตอน 10 ปี กลับมาเงาเหมือนออกจากศูนย์เลยครับ

พอมาเป็น Jazz GK อุตส่าห์เลือกสีเหลืองมุก เสียค่าสีเพิ่มไปอีก 6,000 ขับวนไปมาในกทม. โดนหินกนะเด็นใส่ฝากระโปรงหน้านี่เป็นรอยกะเทาะชัดมากๆครับ ตอนนี้ผมลงทุนเคลือบแก้วเลย

พอได้คันนี้มาปุ๊บ เลี้ยวเข้าร้านเคลือบ Ceramic เป็นอย่างแรกเลย

ขอบคุณมากครับ

ละเอียดดีมากๆๆเลยครับ  ::) ::) ::) ::)

ขอบคุณครับ ;D

อ่านตั้งแต่ต้นจนจบเลยครับ
เขียนได้ละเอียดดีมากครับ เล่าเรื่องได้น่าสนใจ

ปล. ยินดีกับรถใหม่ด้วยครับ :)

ขอบคุณครับ รู้สึกดีใจจังที่มีคนมาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ  ;D ;D
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออฟไลน์ CHANOM

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 399
อ่านเพลินตั้งแต่ต้นจนจบเลย ยินดีกับรถใหม่ด้วยนะคะ  :)

ปล. อยากทราบว่า ถ้าสมมุติซื้อตัว MY2017 แล้วว เราสามารถติดตั้งเครื่องเสียงของตัว MY2015 รวมถึงช่อง USB เข้าไปได้ไหมคะ แอบชอบรุ่นนี้นะ แต่เห็นเครื่องเสียงแล้วเพลียใจจัง  :-\
In My Garage

2007 MB A180 CDI W169
2007 MB C220 CDI W203
2016 MAZDA 2 SKYACTIV-D SEDAN

ออฟไลน์ NETGEAR98

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 18
 ดีงามคับ รีวิว ละเอียดดี

ตอนที่ถอย Jazz ก็ลังเลว่าจะถอยตัวนี้เหมือนกัน ที่ชอบ เพราะรถสูง ออปชั่นเพียบ เรียกได้ว่า ดีกว่า Jazz ทุกอย่าง
พอมานั่งคิดไป คิดมา ส่วนต่างราคาค่อนข้างเยอะไปหน่อย เอา Jazz ก่อนละกัน





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 29, 2017, 17:59:00 โดย NETGEAR98 »

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
อ่านเพลินตั้งแต่ต้นจนจบเลย ยินดีกับรถใหม่ด้วยนะคะ  :)

ปล. อยากทราบว่า ถ้าสมมุติซื้อตัว MY2017 แล้วว เราสามารถติดตั้งเครื่องเสียงของตัว MY2015 รวมถึงช่อง USB เข้าไปได้ไหมคะ แอบชอบรุ่นนี้นะ แต่เห็นเครื่องเสียงแล้วเพลียใจจัง  :-\

ขอบคุณครับคุณ CHANOM  เรื่องเครื่องเสียง เปลี่ยนเป็นของ MY2015 ได้ครับ แต่อยากจะหายากกว่าของ CRV หน่อย แถมราคาไม่หนีกันเท่าไหร่ ครับ เนื่องจากจอของ CRV มันแปลงใส่ได้หลายรุ่น เท่าที่ผมเห็น ก็มี HRV, Jazz GK, City ตัวปัจจุบัน ,Civic FB , CRV G4 ครับ ส่วนแผงข้างล่างน่าเบิกศูนย์มาใส่ได้ครับ อันนี้ร้านเค้าทำมาให้ผมเลย

ดีงามคับ รีวิว ละเอียดดี

ตอนที่ถอย Jazz ก็ลังเลว่าจะถอยตัวนี้เหมือนกัน ที่ชอบ เพราะรถสูง ออปชั่นเพียบ เรียกได้ว่า ดีกว่า Jazz ทุกอย่าง
พอมานั่งคิดไป คิดมา ส่วนต่างราคาค่อนข้างเยอะไปหน่อย เอา Jazz ก่อนละกัน


ขอบคุณครับ จริงๆพี่คิดแบบที่บ้านผมตอนจะออก Jazz เลยครับ เอาจริงๆ 2 คันนี้มีดีคนละด้านนะ

 เวลาผมขับ Jazz จะรู้สึกคล่องตัวกว่า มุดได้โอเค พวงมาลัยเบา ใช้ในเมืองที่โอเคมากๆ แต่ถ้าขับนานๆจะเมื่อยเร็วกว่า เพราะขาผมยาวแล้วมันต้องงอเยอะกว่า

ส่วน HRV นั่งขับสบายมากๆ มี Brake Hold ช่วยเวลารถติด น้ำหนักพวงมาลัยกำลังดี  Happyมากๆ เวลาขับทางไกล หรือบนทางด่วนยาวๆ แต่ถ้าเข้าในเมือง จะรู้สึกอุ้ยอ้ายอยู่ พอสมควร บวกกับน้ำหนักของพวงมาลัยที่หนักว่า Jazz ทำให้เวลาลัดเลาะไปตามซอย ต้องออกแรงมากกว่า Jazz หน่อยครับ

 ;D
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0

ออฟไลน์ K_kabbb

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 40
10 10 10 ไปเลยครับ
รีวิวได้ดีมากเลยครับ  ภาพถ่ายก็ชัดเจน สวยงาม

ปล.ของผมพลิกโผจาก HR-V เป็น FC สลับกันเลยครับ เพราะไปลองขับ FC แล้วชอบมากจริงๆ ผมขายาวและส่วนมากขับคนเดียวครับ

ออฟไลน์ yongyugo

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 25
รีวิวจัดเต็มมากๆครับ ขอบคุณสำหรับรีวิวนะครับ
รถสวยมว๊ากกกก

ออฟไลน์ Kui

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 15
 รีวิวได้ครบ สนุก อ่านเพลินเลยครับ :)

ออนไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,078
10 10 10 ไปเลยครับ
รีวิวได้ดีมากเลยครับ  ภาพถ่ายก็ชัดเจน สวยงาม

ปล.ของผมพลิกโผจาก HR-V เป็น FC สลับกันเลยครับ เพราะไปลองขับ FC แล้วชอบมากจริงๆ ผมขายาวและส่วนมากขับคนเดียวครับ

รีวิวจัดเต็มมากๆครับ ขอบคุณสำหรับรีวิวนะครับ
รถสวยมว๊ากกกก

รีวิวได้ครบ สนุก อ่านเพลินเลยครับ :)

ขอบคุณครับมากครับ  :) :) :) :) :)
My Car = My Friend

2017 Honda HR-V 1.8 E Limited CVT MY2016 Ruse Black Metallic (น้องช่อม่วง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=60163.0
2016 Honda Jazz 1.5 SV CVT MY2016 Attract Yellow Pearl (เจ้าถุงทอง) ---> http://community.headlightmag.com/index.php?topic=54765.0