ผู้เขียน หัวข้อ: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT  (อ่าน 12948 ครั้ง)

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
ผมซื้อ D-Max 2.5 4Doors Hi-Lander Z-Prestige A/T คันนี้มาตั้งแต่ป้ายแดง เป็น lot แรกๆ หลังจากโฉมนี้ออกมา
(ตอนเปิดโฉม คือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 54)
ตั้งแต่ซื้อมา ก็รู้สึกได้เลยว่ามันเป็นรถรูปร่างสวย แต่ค่อนข้างอืด เร่งไม่ทันใจแต่ก็ยังไม่อยากไปยุ่งกับเครื่องยนต์
เนื่องจากรถยังใหม่และยังอยู่ในรับประกัน
การตกแต่งเพิ่มเติมนั้นจึงมีเพียงแค่ ล้อแม็กแต่งของแท้ขอบ 16 Offset +10 กับยาง BF A/T 265/70-16
และยกขึ้นอีก 2” ด้วย Step บ้านๆ ช็อคอัพต่างๆ และทุกๆ อย่างยังคงเป็นไปตาม STD  8)

ช่วงใกล้หมดประกัน (ประมาณ 2 ปีที่แล้ว) ก็มองหาวิธีที่จะทำให้มันกระฉับกระเฉงขึ้น เน้นอัตราเร่งช่วงใช้งาน
(80-100, 100-120, 120-140) ไม่ได้เน้นความเร็วสูงสุด
ในช่วงนั้นจะมีเพียงแค่ กล่องแต่ง ก็มีอยู่ในใจแล้วอยู่ 2 รุ่น แต่ยังไม่มีเวลาทำและรถคันนี้ก็แทบไม่ค่อยได้ใช้

จนกระทั่งประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ดูแล้วว่าพอมีเวลาเล่นกับมันบ้าง เลยคิดว่าจะเอาไงดี ระหว่าง REMAP กับ กล่องแต่งพ่วง

หาข้อมูลมาพอสมควร
สรุปเลือก REMAP เพราะ ต้องการความเรียบร้อย ดูเดิมๆ จากโรงงาน, ปรับค่าได้ทั้งระบบที่กล่อง ECU รถมันทำได้
และเลือกปลดล็อคต่างๆ ที่เราต้องการได้
ผิดจากกล่องแต่งพ่วง ทำได้แค่เพิ่มแรงดันในราง กับ ยกหัวฉีดให้นานขึ้น แต่อีกหลายอย่างยังถูกจำกัดไว้จากกล่อง ECU

คือ ถ้าจะเน้นแรงสุดๆ คงต้อง REMAP เพื่อปลดล็อคระบบต่างๆ ใน ECU ก่อน จากนั้นมาพ่วงกล่องแต่ง เพื่อจูนแบบ Real Time อีกที
อันนี้ถึงจะสุดๆ  ;D ;D

เอาล่ะเมื่อคิดได้ว่าเลือก Remap แล้ว
ปัญหาเลยมีว่าจะทำที่ไหนดี อันนี้ล่ะ สำคัญ!! ตอนนี้มีเยอะมาก บางเจ้ามีไดโนฯ, บางเจ้าถูก, บางเจ้ามีชื่อจากสนามแข่ง,
บางเจ้าเป็นนักทดสอบรถ มีรายการรถเป็นของตัวเอง ฯลฯ
(ใครล่ะที่จะจูนดี ตอบสนองโจทย์ของลูกค้า ใส่ใจหลังการขาย เพราะ ได้แต่อ่านจากข้อมูล on-line แต่ไม่ได้รู้จักกัน :'()

ผมเลือกวิธี...
โทรคุย, ไลน์หา, msg คุย คุยถูกจริตคนไหน เอาคนนั้นล่ะ!!?? (ไม่เคยทำมาก่อนนี่หว่า เอาถูกจริตมาก่อนล่ะ จะเป็นไงว่ากันอีกที
พอๆ กันกับเลือกเนื้อคู่!! หน้าตาก็สำคัญ แต่สำคัญกว่า คือ เข้ากันได้ไหม :-[)

ผมเลือก นักทดสอบรถ อ.ว.เพราะ คิดว่า ค่าทำไม่กี่ตังค์ แต่ถ้าทำห่วยมา มันคงไม่คุ้มค่าชื่อเสียงของเขานะ
เพราะต้องพูดในรายการวิทยุแทบทุกวัน  ::) ::)

นัดกัน 12.00 เจอปุ๊ป คุยกันนิดหน่อย ว่ารถมีทำอะไรมาบ้าง เอา Step ไหน
ผมเลือก Step อนุบาล เน้นเหนียวๆ ทนๆ ควันไม่ดำ และผมจะไม่แต่งอะไรเพิ่ม ชอบท่อเดิมเงียบๆ แคตฯ ไม่เอาออก
ขออัตราเร่งช่วง 100-140 เพิ่ม ความเร็วปลายไม่สน แล้วเริ่มทำกันทันที (เพิ่งรู้ว่า อ.ว. นี่รุ่นๆ กันกับผม)

เริ่มต้นด้วยการ “ดูด” !!  ดูดของเก่าใน ECU ไปในคอมฯ เพื่อเอาข้อมูลไปปรุง ให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ  :-X








ก่อนติดตั้ง MAP ใหม่ ก็ต้องลองของเดิมก่อนว่ามันเป็นไง
เดี๋ยวจะกลายเป็นสติกเกอร์ติดแล้วแรง ติดแล้วประหยัดน้ำมัน 
เพราะการ REMAP นี่ ก่อนติดและหลังติด คือ จะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากรถเลย ถ้าไม่ได้ลองขับ และบันทึกค่าเอาไว้ก่อน
เพราะ มันไม่เปลี่ยนทั้งเสียงเครื่อง, เสียงท่อไอเสีย, รอบเดินเบา
อ.ว. ให้ลูกน้องติด VBOX racelogic ที่หนังสือรถชื่อดังหลายๆ หัว นิยมใช้ (เครื่องนี้ ตอนนี้อาจจะรุ่นเก่าไปนิด แต่ค่าเชื่อถือได้)
เพื่อหาค่าจริง ไม่ได้นั่งเทียนมาเล่า  :D

ข้อจำกัดในการทดสอบครั้งนี้
-  รถ D-Max 2.5 4Doors Hi-Lander Z-Prestige A/T โฉม All New ปี 2012 ใช้งานมาประมาณ 50,000 กม.
   ทุกอย่างอยู่ในสภาพ STD ยกเว้น ล้อขอบ 16 กับยาง BF A/T 265/70-16 และยกขึ้นอีก 2” ด้วยช็อคอัพ STD
-  เกจ์วัด Boost AutoMeter Phantom หน้าขาว
-  VBOX RACELOGIC อุปกรณ์จับเวลา เชื่อมต่อดาวเทียม
-  ผู้ขับทดสอบ อ.ว.
-  น้ำหนักผู้โดยสาร+ผู้ทดสอบ ประมาณ 225 กก. (3 คน)
-  แอร์ 25C auto











ไปลองวิ่งกัน  รถเดิมๆ มันจะได้เท่าไรนะ  ???








ตามตารางจะเห็นได้ว่า
รถคันนี้ 0-100 กม./ชม. วิ่งได้ 15.01 วิ ที่ระยะทาง 248.57 เมตร (ทดสอบนี้ใช้ 2Run เอาRun ที่ดีที่สุด)
โคตรช้าเลย อืดมาก เหมือนไม่ใช่ รถ พ.ศ.นี้  แต่ก็เอาน่า มันจะกลายเป็นอดีตในอีกไม่ช้านี้
และต้องบอกก่อนว่ารถคันนี้เดิมๆ ทั้งคันจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่อไอเสีย และอื่นๆ แถมมีหนักเพิ่มเติม
ที่ล้อและยาง + ความสูงที่ต้านลมเพิ่มขึ้นจากการยกขึ้นอีก 2”  >:(

คราวนี้มาถึงทีของ MAP ใหม่ที่ถูกปรุงมา ใช้เวลาปรุงใน “ฐาน16” ไป 3 ชม. ก็ได้ความกลมกล่อมรสนุ่มนวลออกมา
เอา MAP ใหม่ที่ถูกปรุงมาใน com link ผ่าน OBD ของรถ เพื่อเข้าไปเขียนทับ MAP เดิมใน ECU ติดรถประมาณ 10 นาที
แล้วออกไปลองของ โดยใช้ VBOX racelogic เป็นตัววัดค่าเช่นเดิม











ตามตารางจะเห็นได้ว่า
0-100 กม./ชม. วิ่งได้ 10.90 วิ ที่ระยะทาง 182.37 เมตร (ทดสอบนี้ใช้ 2Run เอาRun ที่ดีที่สุด)
ที่ boost 23 psi + น้ำมันที่เพิ่มขึ้น + อื่นๆใน ecu ที่เปลี่ยนไป  0-100 เร็วขึ้น  4.11วิ!!  :o :o :o
ค่อยเป็นรถในสมัยปัจจุบันหน่อย
เวลาดีขึ้นก็จริง  แต่ผมว่าแรงดึงเหมือนน้อยไปหน่อย
อ.ว. สงสัยว่าน้ำมันอาจจะน้อยไปนิด และอยากจะลด boost ลงมาหน่อย เผื่อเหนียว  :)

เพราะผมอยู่ “บ้านนอก” ผมจึงเลือก Step ที่เน้นทนทาน วิ่งแช่ยาวได้ และที่สำคัญ คือ ผมไม่นิยมควันดำ  :)

จึงต้องปรุงเพิ่มอีกนิด ลด Boost อีกหน่อย, เพิ่มน้ำมันอีกนิด
ใช้เวลาปรุงไม่นาน ประมาณ 30 นาที แล้วไปลองกัน










จากตารางจะเห็นว่า
0-100 กม./ชม. วิ่งได้ 10.98 วิ ที่ระยะทาง 183.97 เมตร (ทดสอบนี้ใช้ 2Run เอาRun ที่ดีที่สุด)
ที่ boost 22 psi + น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีกจากปรุง1 + อื่นๆใน ecu ที่เปลี่ยนไป  0-100 ช้าลง 0.08วิ
เวลาช้าลง 0.08 วิ Boost น้อยลง 1 psi แต่รู้สึกว่ารถกลับดึงมากขึ้น ช่วงกลาง 80-140 ขับง่ายขึ้น สนุกขึ้น และควันยังไม่ดำเหมือนเดิม  :)

ผมเลยเลือกสูตรการปรุงนี้ ใช้เวลาปรุง-ชิม-เสริฟ รวมๆ 5 ชม.ครึ่ง กับรถคันเดียว
นานมาก แต่ก็รู้สึกคุ้มค่ามากในการทำครั้งนี้  :) :) :)
 
แรงม้าได้เท่าไรไม่รู้ เพราะไม่ได้ขึ้นไดโนฯ แต่เท่าที่คุย  อ.ว. ว่าน่าจะ 50-60 ม้าที่เพิ่มขึ้น!!!  :o :o :o
แต่ส่วนตัวผมว่า น่าจะ 20-30 ม้า (จริงลงล้อ) นะ ::)

ผมจับเวลาต่างๆ ไว้ดังนี้
ก่อน REMAP
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ!! (พิมพ์ถูกต้อง สิบสามวินาที)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
รถเดิมๆ boost สูงสุดอยู่ที่ 19 psi

หลัง REMAP
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ เร็วขึ้น 6.6 วิ!!! เหลือเชื่อมาก!!!  ;)

(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
รถเดิมๆ ทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมมา นอกจาก Remap boost สูงสุดอยู่ที่ 22 psi

เมื่อเทียบจากตารางที่ HLM ทดสอบเพื่อนร่วมรุ่น





จะเห็นได้ว่า D-Max ผม
0-100  ในเวลา 10.89 วิ จะมาเป็นอันดับที่ 6 ในตาราง
เร็วกว่า Chev 4dr 2.8 4X4 6AT Duramax1, Revo 2.8G ตัว Top และเร็วกว่า 1.9 Bluepower รุ่นน้อง

80-120  ในเวลา 7.3 วิ จะมาเป็นอันดับที่ 3 ในตาราง!!!   
เป็นรองแค่ Navara 2.5VL กับ Triton Plus 2.4 MIVEC เท่านั้น

อัตราการกินน้ำมัน ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร!!  :D :D
ความประหยัด อยู่ที่ 3 ตามตาราง ที่ความเร็ว 110 Boost จะอยู่ที่ 6.2 psi (ก่อน remap ผมไม่ได้จับไว้)

แต่เท่าๆที่ลองอัตราการกินน้ำมัน เหมือนประหยัดขึ้นทุกช่วงความเร็ว แต่ไม่ยืนยัน 100% เพราะ จับมาแบบคร่าวๆ
ในความเร็วอื่นๆ เช่น 100 และ 120

ความเร็วสูงสุดไม่ได้ลอง แต่คิดว่า 180 ตามไมล์ติดรถถึงแน่ เพราะตอนลองบางช่วง กดเร่ง กดแซง ลืมๆ มองอีกที่ 170 กว่าๆ

ถ้าจะเอาให้แรงกว่านี้ ก็สามารถทำได้อีกเยอะ เท่าที่หาข้อมูลมา TURBO VG ของเครื่อง 2.5 จะรับ boost สูงสุดไม่เกิน 28 psi
คือ ใรถสภาพเดิมๆ ทุกอย่าง เอาแบบเค้นๆ จัดหนัก แต่เป็นไส้เดิมๆ นี่จะได้แรงม้าเพิ่มขึ้นจาก STD 100-140 แรงม้า
แต่อุปกรณ์ต่างๆ จะกลับบ้านเร็วมาก

แต่ถ้ามีการทำแบบครบๆ ทั้งไส้ใน-นอก, Turbo และอื่นๆ คือ ทำทั้งตัว แรงม้ารถดีเซลจากเครื่อง ISUZU
ตระกูล 4J สามารถไปได้ถึง 800 แรงม้าลงล้อ!!! ครับ  ??? ??? ???

กลับมาที่ Step อนุบาลที่ผมเลือก
เงินจำนวนต่ำหมื่น ทำได้มากกว่าที่คิด ถ้าเลือกที่จะใช้ถูก
-   ทำ header + ท่อ ม้างอกได้อย่างมากไม่เกิน 10% (DMAX รุ่นผม ม้าลงล้อจริง เดิมๆ น่าจะไม่เกิน 120 ตัว) ได้เสียงขู่คู่ต่อสู้
-   กล่องแต่ง ได้ม้าใกล้เคียง REMAP ราคาใกล้เคียงกัน
-   กล่องคันเร่ง ไม่มีแรงม้าเพิ่ม มีแต่ตัวช่วยหลอกคันเร่ง ให้มันกดคันเร่งเพิ่มขึ้นแทนเรา  รู้สึกกดเป็นมา คันเร่งเบาขึ้น

สรุป
การ REMAP สามารถตอบโจทย์ที่ผมต้องการได้เป็นอย่างดี
0-100 เร็วขึ้น 4.03 วิ
100-120 เร็วขึ้น 1.5 วิ
120-140 เร็วขึ้น 6.6 วิ
อัตราการกินน้ำมันที่ 110 กม./ชม. ประหยัดขึ้น 0.6 กม./ลิตร
 
อัตราเร่งแซงดีขึ้น คันเร่งเบาขึ้น ขับในเมืองง่ายขึ้น ไม่ต้องกดเยอะ ควันไม่ดำ ทุกอย่างๆ ยังเป็นไปตาม STD โรงงาน
รถกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเยอะ รอรอบน้อยลงเยอะ แรงขึ้น แต่กลับประหยัดมากกว่าเดิม  :D :D ;) ;) ;D ;D

ผมเข้าใจว่า กดคันเร่งน้อยกว่าเดิม แต่แรงมากกว่าเดิม รอรอบน้อยลง พุ่งมากขึ้น พอลอยลำ boost น่าจะเท่าๆ กับก่อน Remap
เลยทำให้ประหยัดขึ้น

ตอนนี้ D-Max 2.5 4Doors Hi-Lander Z-Prestige A/T ที่เคยอืด หลัง REMAP แล้ว ตอนนี้ก็อยู่ “แถวหน้า” ในเพื่อนร่วมรุ่นกับเขาเหมือนกัน ใครที่หาวิธีเพิ่มพลังให้รถ ลองมองแนวทางนี้ดูครับ จ่ายไม่มาก แต่ได้กลับมาคุ้มค่าทีเดียว  :D :D ;D ;D ;) ;) :) :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2017, 10:30:57 โดย the kit »
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ ps000000

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7,689
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 02, 2017, 18:03:30 »
รูปไม่ขึ้นเลยครับ หรือ เน็ตผมไม่ดี

ออฟไลน์ Trafalgar

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 366
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 03, 2017, 17:12:07 »
ไม่เห็นรูปเหมือนกันครับ

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 04, 2017, 12:04:34 »
ผมดูในเครื่องผม มันมองเห็นรูปนะ

แต่เพื่อนผมเขาดูในมือถือ รูปไม่ขึ้นเหมือนกัน

ผมพยายามแก้ไขให้แล้ว แต่มันก็ยังไม่ขึ้นเหมือนกัน (ไม่รู้จะทำยังไงแล้วล่ะ)
ทั้งๆ ที่ใน photobucket ก็ตั้งค่าเป็น public และไม่ได้ล็อคอะไรเลยนะ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 04, 2017, 12:21:22 »
ถึงผู้ที่มองไม่เห็นรูป

รูปส่วนใหญ่เป็นภาพ ยืนยันว่าได้มีการบันทึกค่าในการทดสอบรถผ่าน VBOX RACELOGIC

ค่าที่ได้ก็ ตามที่ระบุเป็นตัวอักษรเลยครับ

สรุปการ Remap ทำให้รถคันนี้ วิ่งดีขึ้นในทุกๆ ความเร็ว ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
ความร้อน ความเย็นแอร์ และอื่นๆ ทุกอย่างยังคงเป็นตามปกติของรถ STD ที่ควรจะเป็น

แต่ไม่ได้ หมายความว่า การ Remap จะทำให้ดีขึ้นในรถทุกๆ คันที่ได้ทำ เพราะ มันมีหลายปัจจัย เช่น
- คนจูน
- Step ที่เลือก
- ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์+ECU

ทั้งหมด เป็นแค่การเล่าสู่กันฟัง ซึ่งในระยะยาวก็ยังไม่รู้ว่าเป็นไง แต่ในเบื้องต้นคิดว่า น่าจะเหมือนเดิม เพราะ ผมเลือก step อนุบาลนะ

ปล. พอดีมีเวบอื่นที่ผมลงไว้ มีคนเข้าใจว่าผมรีแมพกับใคร
อ.ว ที่ว่า ชื่อเล่น บอย ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 18, 2017, 10:24:35 โดย the kit »
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 08, 2017, 10:35:15 »
แก้ไขเรื่องรูปให้แล้ว
รูปน่าจะมาแล้วนะครับ

มีข้อสงสัย สามารถพูดคุยได้ครับ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ chanvitjeab

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 170
    • อีเมล์
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 12:38:55 »
น่าสนใจมาก
ที่ว่าประหยัดขึ้น พอมีตัวเลขคร่าวๆใม้ครับ ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 13:15:12 »
น่าสนใจมาก
ที่ว่าประหยัดขึ้น พอมีตัวเลขคร่าวๆใม้ครับ ขอบคุณครับ

อัตราการกินน้ำมัน ใน step ที่ผม remap ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร

อัตราการกินน้ำมันที่ 110 กม./ชม. ประหยัดขึ้น 0.6 กม./ลิตร
 
อัตราเร่งแซงดีขึ้น คันเร่งเบาขึ้น ขับในเมืองง่ายขึ้น ไม่ต้องกดเยอะ ควันไม่ดำ ทุกอย่างๆ ยังเป็นไปตาม STD โรงงาน
รถกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเยอะ รอรอบน้อยลงเยอะ แรงขึ้น แต่กลับประหยัดมากกว่าเดิม

ยินดีครับ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2017, 13:02:11 »
รายงานภาคต่อ หลังจากรีแมพมา 1 เดือนกว่าๆ

การกินน้ำมันยังคงเป็นไปตามที่ได้บอกในข้างต้น

แต่ที่เป็นห่วง คือ เรื่องควันดำว่ามันจะมีเยอะไหม เพราะตอนที่ไปรีแมพนั้น ขับแบบกระแทก อัดตลอด มันใช้รอบสูงตลอดเวลา
ถ้ามาใช้งานจริงๆ ขับปกติ ไม่เกิน 120 วิ่ง ตจว. มีทั้งรถติดและปกติ จะเป็นไง  ;)

1 เดือนกว่าๆ ใช้รถคันนี้ไป สามพันกว่า กม. เท่าที่ดูจากฝากระบะท้าย ไม่พบคราบเขม่าแต่อย่างใด ยังเหมือนรถ std ทุกประการ
ตอนติดเครื่องรอบเดินเบา ก็ไม่มีควันไหลมากวนใจ  8)

ถ้าดูจากสภาพภายนอก ก็นึกว่าแค่ ยกสูงนิด เปลี่ยนยางใหญ่อีกนิด เพราะเสียงเครื่องและท่อยังคงเดิม
เพียงแต่ว่าถ้ากดสุดออกตัว มันจะฟรีทิ้งพอควรสำหรับถนนคอนกรีตแล้วดีดออก
ถ้าบนถนนลาดยางจะฟรีทิ้งจนกระทั่ง TCS เข้ามาตัดกำลัง จึงออกตัวได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่ามันแรงอะไรขนาดนั้น แต่ยาง BF ที่ใช้มันอายุค่อนข้างเยอะแล้ว (5ปีกว่า) มันค่อนข้างจะแข็งมากแล้ว
ต้นปีหน้า ก็จะถูกปลดระวาง 

สรุป หลังจากรีแมพมา ตลอดระยะเวลา 1 เดือนกว่าทุกอย่างยังคง "ปกติ"
ถ้าไม่บอก ก็ไม่มีใครรู้ว่า รถแต่งมา นี่ไม่ใช่รถเดิมๆ 2.5 อืดๆ คันเก่าแล้ว
ใครสนใจที่จะเพิ่มความแรง การรีแมพนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก
เพียงแต่ว่า เราต้องเลือกความแรงให้มันเหมาะกับที่เราต้องการครับ  8)


"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ O_o"

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,611
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2017, 15:09:30 »
ขอบคุณครับ ใช้เป็นแนวทางได้ครับ สำหรับหลายๆคนที่มองวิธีเพิ่มความแรง

ออฟไลน์ xman2029

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 958
    • อีเมล์
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2017, 15:24:49 »
มันจะมีผลเสียระยะยาวไหมครับ อยาก remap เหมือนกันแต่ก็กลัวว่าระยะยาวจะทำให้พวกอะไหล่หรือเครื่องยนต์เสื่อมไวก่อน std จากโรงงาน

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2017, 15:55:52 »
มันจะมีผลเสียระยะยาวไหมครับ อยาก remap เหมือนกันแต่ก็กลัวว่าระยะยาวจะทำให้พวกอะไหล่หรือเครื่องยนต์เสื่อมไวก่อน std จากโรงงาน


มีคนทำรถด้วย turbo เดิมๆ ได้ถึง 28psi โดยใช้งานได้และไม่พังในระยะเวลาอันสั้น

เมื่อก่อนผมมี Isuzu มังกรทอง 90HP ไม่มี turbo มา ยังเอาไปยัดเพิ่มที่ร้านแถวรามอินทรา
ใส่ Turbo Nissan Z18 มา boost 7psi ตั้งแต่สองหมื่นกว่าโล ยันขายไปเกือบ สามแสนโล
ท่อไอเสียตรงยิงหน้าเพลา ปั้มเดิมแต่งสปริง คลัทช์เดิม เฟืองท้ายเดิม
ล้อ Lorinser RSK2 ขอบ17"+ ยาง yokohama AVS 215/45-17 (ยางกับล้อ แพงมากกกกก ในสมัยนั้น)
เว้าแชสสีย์ หัวเพลา โขกกระบะท้าย หูแหนบกล่องฟิลม์แนวนอน (ลงหนังสือชื่อดังด้วยในสมัยนั้น  8) )
ขับโหด ไล่กับพวก 1G-GTE, 1G-GZE ได้สบาย แต่ถ้าเจอ 7M-GTE ต้องยอมให้เขา ยังไม่พังเลย

กลับมาพูดถึง DMAX หัวจรวดที่เอาไปรีแมพ อันนี้รถเดิมๆ มี turbo vg จากโรงงาน เดิมๆ boost มาก็ค่อนข้างสูง
รถกระบะดีเซลยุคใหม่ boost จากโรงงานมาค่อนข้างสูงทั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด Ranger 2.2 STD boost 22psi
 
รถผมเพิ่ม boost จากเดิม 19 มาเป็น 22 psi น่าจะทำให้ turbo สึกหรอมากกว่าเดิม
แต่ไม่น่ามาก เพราะ boost ที่ปรับขึ้นมาเพิ่มขึ้นเพียง 13.64% และมีการปรับน้ำมันเพิ่มขึ้นมาให้สมดุลด้วย เลยคิดว่าไม่น่าเป็นกังวลครับ

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา ว่าเราจะบอกคนจูนเขายังไง
และที่สำคัญ คนจูน พร้อมจะทำตามเราว่าหรือเปล่า !!???
(เพราะ ถ้าไม่แรงมาก ไปติดสำนักแต่งเขา แล้วโดนสวนจะเสียชื่อเขาได้ เขาอาจจะจูนสเตปกลางๆ แทน)

"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2017, 11:33:31 »
รายงานหลังจาก REMAP มา 3 เดือนกว่าๆ และใช้มาอีกเกือบ 7 พัน กม.

ทุกอย่างยังปกติเหมือนเช่นเดิม ควันไม่ดำ ควันไม่ไหล รอบเดินเบายังนิ่งเหมือนรถ STD อัตราการกินน้ำมันยังคงเดิมตามที่แสดงไว้ในข้างต้น

แต่วันนี้มีเสริมพิเศษ เอาใจคน "รถนิยมสูง"
จากที่รถผมตอนนี้คือมีการยกขึ้น 2"หน้าหลังมาแล้ว ผมใช้ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8ชั้น
ซึ่งยางเบอร์นี้รถ STD ไม่ยกก็สามารถใส่ได้ โดยไม่ติดเวลาเลี้ยว (ขึ้นอยู่กับ offset แม็กด้วยนะ)

ยางของผมมันหมดอายุแล้ว ต้นปีหน้าว่าจะเปลี่ยนเอาเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้มันเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
ผมได้ไปขอยืมล้อ+ยางของเพื่อนมาลองดูก่อนว่า feel มันเป็นไง
ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น มาลองใส่ดู

ผลที่ได้ดูเต็มซุ้มมากขึ้น เลี้ยวก็ไม่ติด
จากการใช้งานประมาณ 3 ร้อยกว่า กม. feel ในการเข้าโค้งโยนขึ้น เจอทางไม่เรียบเป็นลอน โยนมากขึ้นมาก
อาจเป็นเพราะ ช่วงล่างรถผม STD ทุกอย่าง เพียงแค่ยกสูงแบบบ้านๆ เข้าไป นน.ยาง ที่เพิ่มขึ้นพอควร
ตัวช็อคอัพที่มีอายุ 5ปีกว่าๆ (แต่ยังดีอยู่) ไม่สามารถเก็บอาการได้หมด

แต่ที่อยากบอก คือ รถอืดขึ้นเยอะพอควร และน้ำมันดูเหมือนจะกินมากขึ้นพอควรด้วย (ไม่ได้วัดมา)
แต่อัตราเร่งจับมาให้ ไปดูเวลากันครับ

ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 10.89 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น (31.7")
0-100 ใช้ 12.7 วิ (จับเวลาด้วย Casio G-Shock แบบ กดจับพร้อมตีนกดกระทืบ)
80-120 ใช้ 9.2 วิ
100-120 ใช้ 6.4 วิ ###แย่กว่ารถ STD ก่อน REMAP ซะอีก###
120-140 ใช้ 8.6 วิ

รถเดิมๆ ก่อน REMAP  ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 15.01 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
### ตีนปลายไม่ได้ลอง เพราะไม่ใช่ลักษณะการใช้รถของผม แต่คิดว่ายางใหญ่ขึ้นความเร็วต้องลดลง ###

สรุป การเปลี่ยนยางเบอร์ยอดนิยมในรถยก 2"
265/75-16 (31.7") เมื่อเทียบกับยางเบอร์ติดรถ 265/70-16 (30.6") ที่ใหญ่ขึ้น 1.1"
นี่มีผลต่ออัตราเร่งเป็นอย่างพอควรเลยทีเดียว ทั้งที่
ขนาดแม็กใกล้เคียงกัน นน.ต่อวงต่างกันไม่น่าจะเกิน 2kg.
ยางใหญ่ขึ้น ชั้นผ้าใบต่างกัน นน.ต่างกันไม่น่าเกิน 4kg. ต่อเส้น
นน.โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 kg. และเส้นรอบวงยาวขึ้น 8 cm.
แต่ทำให้รถอืดขึ้นเยอะ อืดขึ้นแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ดูตัวเลข ในการวิ่งนอกเมือง
แต่การวิ่งในเมืองรถติดๆ ขยับโยก ที่ไม่ใช่กดแยกชนแยก ยังเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ยาง 265/75-16 มีข้อดี คือ สวยขึ้น เต็มขึ้น ลุยได้มากขึ้นอีกนิด แค่นั้น
คุ้มไม่คุ้มลองให้ นน.ดูเอาเอง

แต่โดยส่วนตัวผมคงเลือก 265/70-16 เหมือนเดิม ดีกว่า สวยไม่เท่า แต่อัตราเร่งเร้าใจกว่าเยอะ ;D
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ punn

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 645
  • may the force lead your way ...
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2017, 12:37:27 »
รายงานหลังจาก REMAP มา 3 เดือนกว่าๆ และใช้มาอีกเกือบ 7 พัน กม.

ทุกอย่างยังปกติเหมือนเช่นเดิม ควันไม่ดำ ควันไม่ไหล รอบเดินเบายังนิ่งเหมือนรถ STD อัตราการกินน้ำมันยังคงเดิมตามที่แสดงไว้ในข้างต้น

แต่วันนี้มีเสริมพิเศษ เอาใจคน "รถนิยมสูง"
จากที่รถผมตอนนี้คือมีการยกขึ้น 2"หน้าหลังมาแล้ว ผมใช้ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8ชั้น
ซึ่งยางเบอร์นี้รถ STD ไม่ยกก็สามารถใส่ได้ โดยไม่ติดเวลาเลี้ยว (ขึ้นอยู่กับ offset แม็กด้วยนะ)

ยางของผมมันหมดอายุแล้ว ต้นปีหน้าว่าจะเปลี่ยนเอาเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้มันเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
ผมได้ไปขอยืมล้อ+ยางของเพื่อนมาลองดูก่อนว่า feel มันเป็นไง
ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น มาลองใส่ดู

ผลที่ได้ดูเต็มซุ้มมากขึ้น เลี้ยวก็ไม่ติด
จากการใช้งานประมาณ 3 ร้อยกว่า กม. feel ในการเข้าโค้งโยนขึ้น เจอทางไม่เรียบเป็นลอน โยนมากขึ้นมาก
อาจเป็นเพราะ ช่วงล่างรถผม STD ทุกอย่าง เพียงแค่ยกสูงแบบบ้านๆ เข้าไป นน.ยาง ที่เพิ่มขึ้นพอควร
ตัวช็อคอัพที่มีอายุ 5ปีกว่าๆ (แต่ยังดีอยู่) ไม่สามารถเก็บอาการได้หมด

แต่ที่อยากบอก คือ รถอืดขึ้นเยอะพอควร และน้ำมันดูเหมือนจะกินมากขึ้นพอควรด้วย (ไม่ได้วัดมา)
แต่อัตราเร่งจับมาให้ ไปดูเวลากันครับ

ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 10.89 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น (31.7")
0-100 ใช้ 12.7 วิ (จับเวลาด้วย Casio G-Shock แบบ กดจับพร้อมตีนกดกระทืบ)
80-120 ใช้ 9.2 วิ
100-120 ใช้ 6.4 วิ ###แย่กว่ารถ STD ก่อน REMAP ซะอีก###
120-140 ใช้ 8.6 วิ

รถเดิมๆ ก่อน REMAP  ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 15.01 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
### ตีนปลายไม่ได้ลอง เพราะไม่ใช่ลักษณะการใช้รถของผม แต่คิดว่ายางใหญ่ขึ้นความเร็วต้องลดลง ###

สรุป การเปลี่ยนยางเบอร์ยอดนิยมในรถยก 2"
265/75-16 (31.7") เมื่อเทียบกับยางเบอร์ติดรถ 265/70-16 (30.6") ที่ใหญ่ขึ้น 1.1"
นี่มีผลต่ออัตราเร่งเป็นอย่างพอควรเลยทีเดียว ทั้งที่
ขนาดแม็กใกล้เคียงกัน นน.ต่อวงต่างกันไม่น่าจะเกิน 2kg.
ยางใหญ่ขึ้น ชั้นผ้าใบต่างกัน นน.ต่างกันไม่น่าเกิน 4kg. ต่อเส้น
นน.โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 kg. และเส้นรอบวงยาวขึ้น 8 cm.
แต่ทำให้รถอืดขึ้นเยอะ อืดขึ้นแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ดูตัวเลข ในการวิ่งนอกเมือง
แต่การวิ่งในเมืองรถติดๆ ขยับโยก ที่ไม่ใช่กดแยกชนแยก ยังเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ยาง 265/75-16 มีข้อดี คือ สวยขึ้น เต็มขึ้น ลุยได้มากขึ้นอีกนิด แค่นั้น
คุ้มไม่คุ้มลองให้ นน.ดูเอาเอง

แต่โดยส่วนตัวผมคงเลือก 265/70-16 เหมือนเดิม ดีกว่า สวยไม่เท่า แต่อัตราเร่งเร้าใจกว่าเยอะ ;D

อันนี้น้ำหนักล้อกับยางต่างจากเดิม จะเรียกว่าแค่ 24 kg คงไม่ได้มั้งครับเนี่ย
น้ำหนักที่เกิดใต้สปริงรถเนี่ย สาหัสนะครับ บางคนบอกน้ำหนักใต้สปริงนี่ต้องคูณ 10 กันเลย

อย่างเคสนี้จะเทียบได้ว่ารถต้องเจอน้ำหนักเพิ่มราวๆ 240 kg เลยครัช

ผมเล็งธรรมดาๆ ขอแค่เบาลงบ้าง ขนาดเดิมๆพอแล้วครับ รถผมแรงน้อย
เปลี่ยนอะไรก็คงเบากว่าติดรถเดิมๆหละ คิดเล่นๆ คงลดได้สัก 12 โล น่าจะแจ่มขึ้นบ้างหละ  ;D
(พอดีมาจากสายอนุรักษ์ของเก่า จะทำแต่ละอย่างนี่ต้องตอบคนในบ้านเยอะครัช ปลดทีละข้อๆไป  :-[)
เป็นคนโลกปกติธรรมดา :)
ไม่โลกสวย และไม่โลกมืด อยู่กับความเป็นจริงและพลังงานบวก ..

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2017, 11:45:05 »
รายงานหลังจาก REMAP มา 3 เดือนกว่าๆ และใช้มาอีกเกือบ 7 พัน กม.

ทุกอย่างยังปกติเหมือนเช่นเดิม ควันไม่ดำ ควันไม่ไหล รอบเดินเบายังนิ่งเหมือนรถ STD อัตราการกินน้ำมันยังคงเดิมตามที่แสดงไว้ในข้างต้น

แต่วันนี้มีเสริมพิเศษ เอาใจคน "รถนิยมสูง"
จากที่รถผมตอนนี้คือมีการยกขึ้น 2"หน้าหลังมาแล้ว ผมใช้ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8ชั้น
ซึ่งยางเบอร์นี้รถ STD ไม่ยกก็สามารถใส่ได้ โดยไม่ติดเวลาเลี้ยว (ขึ้นอยู่กับ offset แม็กด้วยนะ)

ยางของผมมันหมดอายุแล้ว ต้นปีหน้าว่าจะเปลี่ยนเอาเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้มันเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
ผมได้ไปขอยืมล้อ+ยางของเพื่อนมาลองดูก่อนว่า feel มันเป็นไง
ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น มาลองใส่ดู

ผลที่ได้ดูเต็มซุ้มมากขึ้น เลี้ยวก็ไม่ติด
จากการใช้งานประมาณ 3 ร้อยกว่า กม. feel ในการเข้าโค้งโยนขึ้น เจอทางไม่เรียบเป็นลอน โยนมากขึ้นมาก
อาจเป็นเพราะ ช่วงล่างรถผม STD ทุกอย่าง เพียงแค่ยกสูงแบบบ้านๆ เข้าไป นน.ยาง ที่เพิ่มขึ้นพอควร
ตัวช็อคอัพที่มีอายุ 5ปีกว่าๆ (แต่ยังดีอยู่) ไม่สามารถเก็บอาการได้หมด

แต่ที่อยากบอก คือ รถอืดขึ้นเยอะพอควร และน้ำมันดูเหมือนจะกินมากขึ้นพอควรด้วย (ไม่ได้วัดมา)
แต่อัตราเร่งจับมาให้ ไปดูเวลากันครับ

ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 10.89 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น (31.7")
0-100 ใช้ 12.7 วิ (จับเวลาด้วย Casio G-Shock แบบ กดจับพร้อมตีนกดกระทืบ)
80-120 ใช้ 9.2 วิ
100-120 ใช้ 6.4 วิ ###แย่กว่ารถ STD ก่อน REMAP ซะอีก###
120-140 ใช้ 8.6 วิ

รถเดิมๆ ก่อน REMAP  ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 15.01 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
### ตีนปลายไม่ได้ลอง เพราะไม่ใช่ลักษณะการใช้รถของผม แต่คิดว่ายางใหญ่ขึ้นความเร็วต้องลดลง ###

สรุป การเปลี่ยนยางเบอร์ยอดนิยมในรถยก 2"
265/75-16 (31.7") เมื่อเทียบกับยางเบอร์ติดรถ 265/70-16 (30.6") ที่ใหญ่ขึ้น 1.1"
นี่มีผลต่ออัตราเร่งเป็นอย่างพอควรเลยทีเดียว ทั้งที่
ขนาดแม็กใกล้เคียงกัน นน.ต่อวงต่างกันไม่น่าจะเกิน 2kg.
ยางใหญ่ขึ้น ชั้นผ้าใบต่างกัน นน.ต่างกันไม่น่าเกิน 4kg. ต่อเส้น
นน.โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 kg. และเส้นรอบวงยาวขึ้น 8 cm.
แต่ทำให้รถอืดขึ้นเยอะ อืดขึ้นแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ดูตัวเลข ในการวิ่งนอกเมือง
แต่การวิ่งในเมืองรถติดๆ ขยับโยก ที่ไม่ใช่กดแยกชนแยก ยังเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ยาง 265/75-16 มีข้อดี คือ สวยขึ้น เต็มขึ้น ลุยได้มากขึ้นอีกนิด แค่นั้น
คุ้มไม่คุ้มลองให้ นน.ดูเอาเอง

แต่โดยส่วนตัวผมคงเลือก 265/70-16 เหมือนเดิม ดีกว่า สวยไม่เท่า แต่อัตราเร่งเร้าใจกว่าเยอะ ;D

อันนี้น้ำหนักล้อกับยางต่างจากเดิม จะเรียกว่าแค่ 24 kg คงไม่ได้มั้งครับเนี่ย
น้ำหนักที่เกิดใต้สปริงรถเนี่ย สาหัสนะครับ บางคนบอกน้ำหนักใต้สปริงนี่ต้องคูณ 10 กันเลย

อย่างเคสนี้จะเทียบได้ว่ารถต้องเจอน้ำหนักเพิ่มราวๆ 240 kg เลยครัช

ผมเล็งธรรมดาๆ ขอแค่เบาลงบ้าง ขนาดเดิมๆพอแล้วครับ รถผมแรงน้อย
เปลี่ยนอะไรก็คงเบากว่าติดรถเดิมๆหละ คิดเล่นๆ คงลดได้สัก 12 โล น่าจะแจ่มขึ้นบ้างหละ  ;D
(พอดีมาจากสายอนุรักษ์ของเก่า จะทำแต่ละอย่างนี่ต้องตอบคนในบ้านเยอะครัช ปลดทีละข้อๆไป  :-[)

ไอ้ นน.ใต้สปริงนี่ไม่มีความรู้เลย
แต่รู้แน่ๆ ว่า นน.ล้อ(ขนาดและส่วนประกอบ)+ยาง(ขนาดและส่วนประกอบ)+offset+หน้ากว้างของยาง ที่เปลี่ยนไป 
ส่งผลต่ออัตราเร่ง และ Handling โดยตรงเลย

MB C220 W202 ของผม ล้อเดิม 195/65-15 กระทะเหล็กมีฝาครอบพลาสติกตราดาว เปลี่ยนมาเป็น
BRABUS MONOBLOCK III 3ชิ้น หน้าตื้น 225/40-18 หลังลึก 265/35-18 โหลดด้วย Eibach+KONI เหลือง
นอกจากสวย เกาะถนนขึ้นแล้ว คือ อืด กินน้ำมันมากขึ้นเยอะ

และในคันอื่นๆ ที่ถูกเปลี่ยนล้อและยางให้ใหญ่ขึ้น ก็เจอ อืด และกินน้ำมันมากขึ้น เช่นเดียวกันทุกคัน
เพียงแต่จะมากกว่า STD แค่ไหนเท่านั้นเอง

แต่ก็แล้วแต่ว่าจะเลือก สวย เกาะมากขึ้น หรือเดิมๆ ดีกว่ากัน
"ได้อย่างเสียอย่าง"  8)
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2018, 11:09:59 »
รายงานเพิ่มเติม หลังจาก Remap ผ่านไป 10,000 กม.
ได้นำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อเช็คระยะ (รถหมดระยะประกันแล้ว) ที่ 6หมื่น กม. แต่เช็คใหญ่เหมือนทุกๆ 4 หมื่นกม.???

คือ รถคันนี้ใช้น้อยมาก ในระยะแรกๆ นี่ 1หมื่นโล 2 ปี
เช็คใหญ่ นี่คือ เปลี่ยนของเหลวทุกอย่างทั้งคัน รวมถึงมีการปรับตั้งวาว์ลให้อยู่ในค่ามาตรฐานด้วย

ตอนเอารถเข้าศูนย์ ผมมีหัวหน้าช่างประจำที่สนิทกันอยู่ เลยให้เขาช่วยดูเรื่อง
- ระยะห่างวาล์ว ว่ามันมากกว่า-น้อยกว่า รถคันอื่นที่เครื่องรุ่นเดียวกันไหม?
- ค่า CO2 ที่วัดโดยใช้ตัววัดแหย่ไปทางท่อไอเสีย?
- อื่นๆ ที่มันผิดจากคันอื่น
ว่ามันเป็นยังไง บ้างโดยไม่ได้บอกว่ารถผมไป Remap มา
โดยเขาก็ถามกลับว่าทำไมถึงสงสัย?
ผมบอกว่า รถใช้งานน้อย แต่ตอนหลังผมกดอัดบ่อยมาก กลัวเขม่ามันอุดตัน เลยอยากรู้ว่ามันจะสึกหรอผิดปกติไหม?
เขม่าเยอะไหม? ประมาณนี้

สรุป
ทุกอย่างยังคงปกติ ระยะวาล์วก็ทั่วไป, CO2 ก็ตามเกณฑ์ นอกนั้นก็ปกติดี

เลยชวนเขาคุยเรื่อง กล่องแต่งและ Remap เพื่อขอความรู้เพิ่มเติม ในมุมมองของช่างและศูนย์
กล่องแต่ง  นี่ใส่มาทางศูนย์เห็นก็จะถ่ายรูปและลงบันทึกไว้ในเครื่อง ตัดสิทธิ์การรับประกัน แต่ทางอีซูซุจะเลือกตัดเป็นส่วนๆ ตามเห็นสมควร
             โดยมากควันจะดำ และเจอ ปห. หัวฉีดและรางค่อนข้างมาก
Remap  พวกนี้ดูยาก แต่พอสังเกตุได้ โดยดูจากเขม่าท่อไอเสีย และกดเร่งดูที่เกียร์ว่าง ถ้ารถค่อนข้างใหม่ควันดำออกมามาก
            จะลงบันทึกไว้ว่า "น่าจะ" มีการปรับแต่ง ECU มา แต่ยังไม่ได้ระบุแน่นอนถึงการตัดสิทธิ์รับประกัน
            (นโยบายทางศูนย์ ถ้ารถปกติ แค่เช็คระยะ จะไม่มีการนำรถออกไป test บนถนนหลวง และห้ามอัดรถในศูนย์)
ท่อแต่ง  แค่เปลี่ยนหม้อพักหลังหรือปลายท่อ คือแค่ ทำให้ท่อมันสวยขึ้น บางคันทำให้มันดังขึ้น ส่วนใหญ่พวกนี้อีซุ ยังคงรับประกัน
          เพราะถือว่าเป็นความชอบส่วนตัว แต่ถ้าทำตั้งแต่ header เขาควายมา อันนี้จะไม่รับประกันเรื่อง Turbo

นี่คือ ความเห็นในมุมมองของหัวหน้าช่างของศูนย์อีซุซุแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกศูนย์จะมีนโยบายแบบเดียวกันนะ

จบรายงาน
การใช้รถหลัง Remap มา 1 หมื่น กม. ทุกอย่างยังคงปกติดี อัตราเร่ง การกินน้ำมันยังคงเหมือนตอน remap มาใหม่ๆ
ควันดำไม่ปรากฎ ท้ายรถยังคงขาวดี กันชนท้ายยังคงโครเมียมเงาไร้คราบเขม่าดี เช่นเดียวกับรถ STD โรงงาน

ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มครับ  8)

"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ Amnaj

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 14
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 09, 2018, 12:33:12 »
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2018, 10:41:21 »
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

ว่าแต่ว่า เมื่อ 6ปีที่แล้วมี remap ด้วยเหรอ และ 6ปีที่แล้วนี่เพิ่งส่งมอบรถกันเองนะ!!???

"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ Amnaj

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 14
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2018, 12:50:31 »
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

ว่าแต่ว่า เมื่อ 6ปีที่แล้วมี remap ด้วยเหรอ และ 6ปีที่แล้วนี่เพิ่งส่งมอบรถกันเองนะ!!???

เห็นด้วยครับ
ผมเลือก STEP 2  บูส 23 จากที่เค้ามี 3 ระดับ ที่อยากตั้งข้อสังเกตุคือ ความดันในรางหากมันสูงเกิน limit  มันจะระบายออกกลับ ที่ไม่ทำท้ายรางเพื่อ Safe ปั้มคอมมอลเรว แต่สุดท้ายก็แตกได้ ทั้งที่รถใช้งานไม่เยอะเลย แต่ยอมรับเท้าหนัก

ที่ผมไป remap เป็นที่แรกๆเลยที่ผมทราบว่าเค้าทำ ตัวย่อ S ได้ข่าวว่าตอนนี้มีคดีเรื่องนำเข้าของแต่งผิดกฏหมายอยู่เค้าโฆษณาว่าซื้อลิขสิทธ์Software จาก เยอรมันมา รถ 6 ปีกว่า ได้มาไม่กี่เดือนก็ไป remap

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 531
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2018, 12:57:46 »
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

ว่าแต่ว่า เมื่อ 6ปีที่แล้วมี remap ด้วยเหรอ และ 6ปีที่แล้วนี่เพิ่งส่งมอบรถกันเองนะ!!???

เห็นด้วยครับ
ผมเลือก STEP 2  บูส 23 จากที่เค้ามี 3 ระดับ ที่อยากตั้งข้อสังเกตุคือ ความดันในรางหากมันสูงเกิน limit  มันจะระบายออกกลับ ที่ไม่ทำท้ายรางเพื่อ Safe ปั้มคอมมอลเรว แต่สุดท้ายก็แตกได้ ทั้งที่รถใช้งานไม่เยอะเลย แต่ยอมรับเท้าหนัก

ที่ผมไป remap เป็นที่แรกๆเลยที่ผมทราบว่าเค้าทำ ตัวย่อ S ได้ข่าวว่าตอนนี้มีคดีเรื่องนำเข้าของแต่งผิดกฏหมายอยู่เค้าโฆษณาว่าซื้อลิขสิทธ์Software จาก เยอรมันมา รถ 6 ปีกว่า ได้มาไม่กี่เดือนก็ไป remap

ครับ
ผมเอาเรื่องนี้ไปสอบถาม คนจูนรถผม อ.บอย และคนทำรถอีก 2-3 คนแล้วได้คำตอบมาดังนี้
- จูนไม่หนัก บูสต์ไม่เยอะ ไม่ต้องไปยุ่งกับท้ายราง เพราะถ้าทำไม่ดี หรือช่างไม่ชำนาญ อาจรั่วได้
และเมื่อรั่วแล้วรื้อมาทำใหม่ มักไม่ค่อยดี

boost step เบาๆ ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 23 psi (สำหรับ DMAX นะ) Step II boost ไม่เกิน 28psi
เกินกว่านี้ต้องเปลี่ยน Turbo ทำอื่นๆ อีกพอควร

ถ้ากดหนัก อัดโหด ยกถอน ปล่อยคันเร่งแบบอมๆ ไว้ กดกระแทกๆ บ่อยๆ และต่อเนื่อง ปั้มคอมมอนเรล รถเดิมไม่แต่ง ก็แตกได้ 

การทำท้ายรางเป็นการทำให้สปริงกดวาล์วแข็งขึ้น ไปเพิ่มแรงดันให้สูงขึ้นกว่า STD เพื่อให้น้ำมันจ่ายมากขึ้นและแรงขึ้น เพื่อให้รถแรงขึ้น
แต่จะทำให้อายุการของปั๊มและหัวฉีดสั้นลง เพราะต้องรับแรงดันที่สูงขึ้น

การทำรถแบบจูนหนัก, Boost เยอะ, เปลี่ยนหัวฉีดใหญ่ พ่วงกล่องขยายเวลาในการฉีด จึงจะเหมาะกับการทำท้ายรางมาก
เพราะหัวฉีดใหญ่ แรงดันในรางจ่ายก็จะลดลง จึงต้องทำท้ายรางให้แรงดันมันเพิ่มขึ้น แต่จะแค่ไหนต้องขึ้นกับคนจูนว่าเท่าไรมันจะ
mix and match ครับ

โดยส่วนใหญ่มักจะ แรงขึ้น แต่มักต้องมีควันดำ จากการเผาไหม้ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แน่นอน และในบางครั้งวิ่งรอบต่ำมักสำลักหรือสะดุด
ไม่มีแรง เนื่องจากตัว turbo ที่มีขนาดใหญ่ รอ boost สูง เพื่อไปปั่น และน้ำมันที่หนาเพิ่มขึ้นครับ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"