ผู้เขียน หัวข้อ: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT  (อ่าน 52765 ครั้ง)

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #30 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2018, 09:45:13 »
มีคนรู้จักกัน และเป็นสมาชิกเวบนี้ด้วย โทรมาคุยกับผมเรื่อง DMAX คันนี้ เพราะ เขาสนใจจะ Remap บ้าง เลยมาขอข้อมูล
เป็นการส่วนตัว แต่เห็นว่าเป็นความรู้เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง คำถามๆ ว่า

210 กม/ชม นี่ คือ สุดแล้ว ไม่ไหลเพิ่มขึ้นแล้ว ใช่ไหม
- ไม่ใช่มันยังไหลได้อีก แต่แบบช้าๆ แต่ตัวผมพอแล้ว คือ มันไล่ 520d F10 ไม่ทันหรอก ไม่รู้จะกดต่อไปเพื่ออะไร
   แต่ความเร็วที่มันขึ้นมาก่อน 210 นั้นขึ้นได้ดี เมื่อปิดแอร์ช่วย บอกเลยมันมีผลมาก สำหรับเครื่องรุ่นเก่าแบบนี้

ถามเรื่อง boost ที่ 210 นั้น boost มาเท่าไร ใช่ 22psi เต็มแมค หรือเปล่า
- ไม่รู้ครับ ไม่ได้ดู รู้แค่เพียงว่า ช่วง 180 กว่าๆ นั้นมา 20psi

หวิวไหม โคลงไหม
- แน่นอน ช่วงล่างเดิมๆ ทั้งคัน แถมยังไปยกขึ้นอีก 2" ยกแบบง่ายๆ ไม่ใช่ชุดยกชั้นดีอะไรเลย งบไม่กี่พัน

สภาพหลังอัด และโดยรวม
- ก็ปกติดี น้ำหล่อเย็นก็ไม่พร่อง, ความร้อนตอนอัดสุด ก็อยู่ในระดับปกติ,
  ตอนช่วงอัด ผมดูกระจกหลังควันก็ไม่มี และมาดูที่กันชนและฝาท้าย ก็ไม่มีคราบเขม่า, เสียงเครื่องในรอบเดินเบาก็ยังปกติ

แรงกว่านี้ได้ไหม
- ได้แน่นอน แล้วแต่เจ้าของรถพอใจที่ระดับไหน บอกแล้วว่า รถผมจูน step อนุบาล ขนาดท่อไอเสียและระบบต่างๆ ยัง STD เลย 
   เลือกใน step ที่พอใจเลย แต่บอกเลยว่า ยิ่งแรงมาก โอกาสพังไวก็มาก ยกเว้นจะทำส่วนต่างๆ ให้มันสมดุลไปด้วย

มีอะไรแนะนำเพิ่มเติมไหม
- ถ้าจะ Remap (หรือไม่รี ถ้ารถมี turbo) ควรติดวัด boost ยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่มันได้มาตรฐาน และติดมันอยู่แถวๆ เรือนไมล์
  ถ้าจะเน้นเร็ว ยางรถควรเลือกเกรดที่รองรับความเร็วสูงได้ ยางต้องดี ยี่ห้อมาตรฐาน โนเนมราคาถูกๆ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยดี
  ขนาดที่แนะนำสำหรับรถรุ่นสูง 265/60-18 หรือ 265/50-20 หน้าหลังเท่ากัน ไม่ควรใหญ่กว่านี้ มันจะอืด
  และเมื่อใส่แล้ว ล้อ+ยาง ไม่ควรจะยื่นออกจากแนวโป่งล้อ เพราะมันจะทำให้ต้านลมมาก
  และเอารถเข้าเช็คศูนย์ตามระยะ เปลี่ยนถ่ายตามที่เขากำหนดเสมอ นมค.ที่ศูนย์แนะนำ semi-syn ก็พอ หรือเงินเหลือก็ fully-syn
  แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ

"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #31 เมื่อ: สิงหาคม 14, 2018, 11:49:33 »
ไอ้คราวที่แล้ว ลัมโบ กับ กระบะดันราง ดังแปปๆ เพราะมันไม่ชน
แต่คราวนี้ Mclaren720s กับ กระบะคอกแต่งซิ่ง มันดันมี "สะกิด"
เห็นทั้งใน social world และ ในเวบนี้พูดกันมากมาย

ก็บอกแล้ว ในข้างบนว่า
"รถประเภท Supercar ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเหนือกว่า car ธรรมดา
กระบะมันไม่ใช่ car แต่เป็น truck ดันจะไปไล่ Supercar ซะงั้น
ต่อให้กระบะทำเป็นล้าน ก็เป็นได้สูงสุด คือ Supertruck ไม่ได้เป็น Supercar อยู่ดี"

"กระบะ ต่อให้ทำหมดเป็นล้าน แรงได้มากสุดก็ทางตรง ในโค้งเข้าเร็วมากก็ไม่ไหว ต่อให้ใจเกินร้อย แต่รถไปไม่ไหวก็หลุด
สมมุติกระบะแต่งเต็มในทุกๆ อย่าง แต่ถ้าแช่ความเร็วสูงๆ ยาวๆ นานๆ ก็ไม่ไหว เพราะ หลายอย่างมัน overload ตามลักษณะที่มันควรเป็น"

ขยายความคำว่า Supercar มันจะเป็น "SUPER" ได้
มันไม่ใช่แรงแค่เครื่อง แต่มันรวมถึงทุกอย่าง ที่มันแพง เพราะ มันมีเหตุให้ต้องแพง
คือ รถมันต้องสุดในทุกๆ ด้าน สำหรับ technology ในยุคนั้นๆ สมัยนั้นๆ
ทั้งอัตราเร่ง, การยึดเกาะถนนทั้งตรงและโค้ง, ความปลอดภัยทั้ง pre-safe + post-safe, ระยะเบรค
นี่ไม่รวมถึงรูปโฉมต่างๆ ที่ super aerodynamic นะ

คนที่จะเป็นเจ้าของ Supercar ได้ ก็ต้องเป็น Superman!!!
พูดจริงๆ ต้องเป็น Superman เพราะไม่ว่าจะซื้อสด ซื้อผ่อน คนธรรมดาก็ไม่สามารถทำได้ง่ายนัก
ถึงแม้เงินนั้นมาจากธุรกิจสีเทาหรือสีดำ ก็ต้องยอมรับในการโกงหรือจะด้วยเล่ห์กลอันใดสำหรับบางคน บางธุรกิจที่หามาได้เช่นกัน

ส่วนคนที่หาเงินได้โดยบริสุทธิ์มาซื้อก็มี แต่ส่วนใหญมักไม่ใช่รุ่นบุกเบิก มักเป็น Gen ที่สบายแล้ว (ลูกหลาน Superman ที่อยู่บนโลก)
 
Supercar ทั้งระบบเบรคและช่วงล่าง ล้อและยาง รวมถึงระบบช่วยเหลือและการทรงตัวต่างๆ คัดมาอย่างดีเลิศ
ระบบเบรค ก็เป็น Superbrake เท่าที่ดูมาคร่าวๆ 200-0 ไม่กี่วิ ระยะทาง ร้อยกว่าเมตรต้นๆ!!!
ล้อและยาง หน้ากว้าง นน.เบา ยี่ห้อดีเยี่ยม บางทีอาจจะเป็นรุ่นพิเศษ spec เหนือมาตรฐาน
Spec ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยวิศวกรและคำนวนอย่างละเอียดถึงความเหมาะสมในทุกๆ ด้านโดยไม่เกี่ยงราคา

กลับมาที่กระบะเชิงพาณิชย์ ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยต้นทุนและราคาขาย (แต่ก็ค่อนข้างแพงนะ)
กระบะรุ่นยกสูง ยางติดรถส่วนใหญ่จะใช้ 265/60-18 265/50-20
กระบะเตี้ย ยางติดรถส่วนใหญ่ 205/70 หรือใหญ่กว่านี้นิดหน่อย (ไม่ได้ดู spec)
กระบะแต่ง หน้า 235, 245 /40 หลัง 265, 275 /40, 35 -18 แล้วแต่นิยม ยางจีน หรืออะไรก็ได้ เป็นยี่ห้อที่ไม่มาตรฐาน
ที่รถจากโรงานไม่เลือกใช้  แต่ถ้าคนมีตังค์ก็ใช้ของดีเว่อร์ๆ นะ
กระบะคอกแต่ง หน้า 225, 235 /40, 45 - 17, 18 แล้วแต่นิยม ยางจีน หรืออะไรก็ได้ เป็นยี่ห้อที่ไม่มาตรฐานที่รถจากโรงานไม่เลือกใช้
แต่หลังนี่ มักจะเป็น กะทะเหล็กขอบ 15 ยางมิชลิน XCD 205/70 หรือ 225/70 นะ

ระยะเบรคติดรถ อยู่ในระดับปลอดภัย ถ้าวิ่งตามกฎหมาย หรือเกินไปแค่พอสมควร แต่ต้องไม่เบรคถี่และ ต่อเนื่องนะ
ระบบช่วยเหลือ การทรงตัว ช่วยเพิ่มแรงดันเบรค ฯลฯ ตามยี่ห้อ ตามรุ่น ส่วนใหญมีในรุ่น Top และยกสูง รุ่นเตี้ยมักไม่ค่อยมี!!!
ระยะทางในการเบรคไม่ต้องพูดถึง ใช้เวลาเยอะ และระยะทางยาว

ตามคลิป 720s เขาก็มาเร็ว แต่ความเร็วน่าจะแค่ ร้อยกว่าๆ ไม่น่าเกิน 130 เมื่อเห็นข้างหน้ารถติดจึงเบรค
เดาใจเขาดู เขาคงอยากจะหักออกซ้าย แต่ MB ที่ตามมาโยกออกมาก่อน และอาจจะด้วยที่ไม่ชินรถ หรือไม่ค่อยได้ใช้
และในบางครั้ง รถ sport หรือ Supercar ในหลายรุ่น ทัศนวิสัยด้านข้าง หรือด้านหลังค่อนข้างแย่นะ เลยต้องติดอยู่อย่างนั้น

ไม่ใช่ MB อ่านไลน์เก่งนะ แต่อาจจะเป็นเพราะ มี ปสก.มาพอควร และอาจจะเป็นเพราะ ใช้คันนี้ทุกวันเลย กะง่าย

ส่วนกระบะดำ ขับมาเร็วและไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพในรถตัวเองเลย เน้นแค่อย่างเดียว "มันทุกเม็ด" เพราะ "จัยมันรัก"
เห็นว่าเขาเบรคแล้วล่ะ กูก็เบรค กระทืบจนยางชั้นดีเท่าที่ตนเองมีความสามารถซื้อได้หน้าขวาแทบระเบิด!!
ระบบล้อก็ล็อคไปเรียบร้อยทั้งคัน เหลือแต่ความสามารถจากยางชั้นดีเท่าที่ตนเองมีความสามารถซื้อได้ สไลด์เข้าไปจนสะกิด 720s
นี่ยังโชคดีที่ มันไม่หมุน หรือขวางทั้งลำนะ ไม่งั้น "มันทุกเม็ด" มากกว่านี้อีก

กระบะดำ คุณยังโชคดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ที่มาเจอ Superman ที่เป็นเจ้าของ Supercar ที่ใจดีเช่นนี้
เรื่องจึงจบง่ายและสวย
แต่อาจจะมีภาคต่อ สำหรับกระบะดำกับบริษัทประกันภัย อันนี้เนื้อเรื่อง เดาไม่ยากและน่าจะถูกใจคนดู

คนขับรถ "นิยมแรง" + "ปากเก่ง" เกินแรงรถ + เกินความสามารถทางครอบครัวไปมากพวกนี้ คุณต้องระวังตัว
เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของหรือครอบครัวของ Supercar เหล่านั้น จะเป็นคนประเภทไหน เย็น หรือ ร้อน?? ธรรมดา หรือ อิทธิพล?? ฯลฯ
เพราะถ้าไปเจอ คนหรือครอบครัวที่ครบเครื่อง บู้ล้างผลาญ เรื่องหน้าฉากอาจจะจบอีกแบบ
แต่ผ่านไปซักพัก อาจจะจบอีกแบบ อาจจะตายเพราะอุบัติเหตุ ที่มีเหตุอุบัติขึ้นก็เป็นได้!!

ทางที่ดี ขับตามดูสวยๆ ห่างๆ ดีกว่า เพราะ นิดหน่อยก็เป็นแสน เบาหน่อยก็เป็นล้าน หนักๆ ไม่ต้องคุย!!

อย่าอิน Fast&furious มาก
"รถอะไรไม่สำคัญ มันสำคัญว่าใครขับ" จริงส่วนหนึ่ง ไม่จริงอีกหลายส่วน
ประโยคนี้ "ได้ใจ" คอรถเก่า รถใหม่บ้าน รถใหม่ไม่แรง รถกระบะ รถคอก รถแต่ง ฯลฯ เยอะ และน่าจะ พาไปตาย มาหลายศพ
ในหนัง คือ การแสดง  แสดงผิด แสดงใหม่ได้อีก
แต่ในชีวิตจริง มันจะทำได้ไหม

ก่อนจาก กลับมาที่ DMAX ที่รีวิว
ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเบรคแล้ว
DMAX หัวจรวดปี 2012 ที่ผมใช้นี่ ถ้าไม่มีรถในรุ่นๆ ปีเดียวกันมาเปรียบเทียบ ผมก็ว่ามัน ใช้ได้อยู่นะ
แต่พอมี New PJS 2015 โฉมปัจจุบัน มาเปรียบเทียบ ต้องยอมรับว่า มันเหมือนรถคนละยุคกันจริงๆ

DMAX เบรคจะทื่อๆ แข็งๆ ไม่คม  เบรคเหมือนจะไม่อยู่ แต่ก็อยู่นะ คือ ให้ความรู้สึกเบรคไม่มั่นใจซักเท่าไรนัก
แต่ตั้งแต่ใช้มา ก็ยังไม่เคยมีครั้งไหน ที่มี ปห.นะ ไม่ว่าจะเจอฝนหนัก หรือ บรรทุกหนักมากก็ตาม ยังเอาอยู่
เพียงแต่ถ้ามีตัวมาเปรียบเทียบก็ให้ความรู้สึกไม่มั่นใจเท่า New PJS เท่านั้นเอง

แต่ส่วนเบรคที่ไม่ค่อยดีเลย คือ เบรคที่ติดรถมากับ Vigo 3.0 4x4 DBC Top 2005 อันนี้เบรคลื่นง่ายมาก
วิธีแก้เปลี่ยนผ้าเบรคดีๆ ซักชุด อาการที่ว่าก็หายครับ

รถแรงมากแค่ไหน เบรคต้องแรงกว่า  :D

"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ sizemy29

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
  • "ถ้าใจไม่หยุด ก็หาที่สุดไม่เจอ"
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #32 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2018, 09:51:46 »
สนใจเรื่อง remap กับ อ.ว. บอย ขอทราบที่อยู่หรือ website ได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ
1998 - Nissan NV
2005 - Toyota Collora 3 ห่วง
2007 - Honda Jazz iDSL
2009 - Mitsubishi Triton Plus 4 Door

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #33 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2018, 09:05:37 »
สนใจเรื่อง remap กับ อ.ว. บอย ขอทราบที่อยู่หรือ website ได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ

เข้าไปใน FB ค้นหาชื่อ วรพล สิงห์เขียวพงษ์ แล้ว msg คุยได้เลยครับ

ยินดีครับ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ sizemy29

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 2
  • "ถ้าใจไม่หยุด ก็หาที่สุดไม่เจอ"
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #34 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2018, 15:13:02 »
สนใจเรื่อง remap กับ อ.ว. บอย ขอทราบที่อยู่หรือ website ได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ

เข้าไปใน FB ค้นหาชื่อ วรพล สิงห์เขียวพงษ์ แล้ว msg คุยได้เลยครับ

ยินดีครับ

ขอบคุณมากครับ
 ::)
1998 - Nissan NV
2005 - Toyota Collora 3 ห่วง
2007 - Honda Jazz iDSL
2009 - Mitsubishi Triton Plus 4 Door

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #35 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2018, 11:05:23 »
มีคนถามมาว่า ก่อน Remap ควรเตรียมตัวยังไงบ้างครับ

- Step ที่ต้องการทำ
นึกไปเลยว่าเรา ต้องการแรงแค่ไหน
"แรงมากไม่ทน  ทนมากก็ไม่แรง" เอาทนกลางๆ แต่แรงพอสมควรก็น่าจะดี แล้วแต่บุคคลครับ
เมื่อทำตามนั้นแล้วเราจะพอใจไหม คิดให้ดี คิดให้รอบด้าน
จะเอา เบิ้ลตัด สับโดด รอบเครื่องกระเส่า ควันไม่ควัน คุยไปเลย

- โทรคุย ไลน์คุย ฯลฯ
คุยเรื่อง step ที่ต้องการทำ และ option ต่างๆ ถามราคา ให้เรียบร้อย ให้โดนใจ

- เลือกผู้จูน
ที่ไหนดี ที่ไหนแจ๋ว Google ช่วยได้ในระดับหนึ่ง จากนั้นต้องคิดเอาเอง ถ้ามีอาการกล่องหลับ จะรับผิดชอบยังไง คุยด้วย

- ถ้ารถมี Turbo จะให้ดีควรติดวัด Boost ไปก่อน
ส่วนเกจ์วัดอย่างอื่นแล้วแต่ความอยากส่วนบุคคล!!

อย่างที่เคยบอกไปในข้างบนแล้ว

ที่แนะให้ติดวัดบูสถ์เพิ่ม เพราะ ถ้า Remap มาแล้ว โดยมาก boost จะสูงขึ้น ส่วนจะสูงขึ้นเท่าไร ก็ตามที่ผู้จูนเห็นว่าเหมาะสมกับ Step ที่ทำ
เช่น รถผมเดิมๆ ก่อน Remap boost สูงสุดอยู่ที่ 19psi  แต่พอ Remap แล้ว boost สูงสุดอยู่ที่ 22psi ตามที่เกจ์วัดบูสถ์ได้แสดง

ต่อไปไม่ว่าจะอัดแค่ไหน boost ก็ไม่ควรจะมากไปกว่า 22psi ถ้ามากกว่านี้ ควรจะต้องเอารถเข้าตรวจเช็คหาสาเหตุว่าเพราะอะไร
อาการที่ว่านี้ เขาเรียกว่า "บูสถ์ไหล"
เมื่อบูสถ์ไหลรถก็จะแรงขึ้น!! แต่อีกไม่นานนัก ความชิบหายก็จะมาเยือน เพราะ boost เพิ่มขึ้น แต่น้ำมันไม่เพิ่มตาม!!

การติดเกจ์วัดบูสถ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบ เพราะมันจะทำให้เรารู้อาการที่ว่า เหมือนกับเกจ์วัดความร้อนที่รถมี
ตำแหน่งที่ติดตั้ง ควรอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่ต้องละสายตาจากถนนมานัก คือ อยู่แถวๆ เรือนไมล์นั้นแหละ

การติดเป็นพืด ที่กระจกหน้าด้านซ้าย ฝั่งคนนั่งแบบที่เห็นนิยมติดกัน
อันนั้น จะสร้างความเร้าใจให้กับคนนั่งเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับคนขับซักเท่าไร รู้ตัวอีกทีก็คงพังไปแล้ว

ที่สำคัญ เกจ์วัดบูสถ์ที่จะติดนั้น ต้องเลือกของดี ยี่ห้อที่มันไว้ใจได้ อย่า เน้น แต่ถูก หรือก็อปเกรด AAA เปลี่ยนสีได้
แต่แท้ไม่แท้ก็ไม่เป็นไร ขอแต่ว่าให้มันวัดได้แม่นยำและต้องไม่รั่วด้วย!!

- จูนเสร็จแล้วต้องลอง
เจ้าของต้องลองขับเองด้วย ว่ามันถูกจริตไหม ลด-เพิ่ม ยังไงคุยกับคนจูนดู
ลองตอนแรก อย่า! เพิ่งห้าว!! ใช่มันรถชินมือ  แต่มันจะผิดจากเดิมไปพอสมควรนะ
วัด boost ที่บอกให้ติดมา ดูด้วยว่ามัน มากขึ้นเท่าไร  มากไปก็น่ากลัวพังเร็ว

นอกนั้นก็เหลือใช้งานจริงแล้ว ดูเรื่องความร้อน และอื่นๆ ด้วยว่ามันปกติไหม

Enjoy krub!!
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #36 เมื่อ: กันยายน 25, 2018, 12:28:59 »
Remap มาได้ 1ปีนิดๆ
เพิ่งวิ่งไป 2 หมื่น กม. ตอนนี้ที่เรือนไมล์แจ้ง 7 หมื่น กม.แล้ว เลยนำไปเช็คตามระยะ

ตอนเช็คระยะ ผมให้เพื่อน เป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรร (เจ้าของ Dmax1.9 ที่มาแลกล้อกันกับผม) มารับ ไปหา "ฆ่าเวลา"
พอดีมันเพิ่งถอย สุดยอดกระบะมา....
ใช่แล้ว เดาไม่ผิด Ford Raptor

ไปลองนั่งมา เออ... ผมว่ามันไม่ถึงกับที่เขา "อวย" กันเท่าไรนักนะ
ทางดำ ลาดยางและ คอ-นก-รีต ไม่ได้รู้สึกว่าต่างจาก Ford ตัว Wildtrack เท่าไรนัก
และไม่ได้ดีกว่า Dmax ของผม แบบเยอะมากมาย แต่ก็รู้สึกได้ว่าดีกว่าจริงๆ
งงไหม คือ Feel ดีกว่า Dmax ของผม แต่ไม่ถึงกับร้อง Wow สำหรับทางเรียบ (Raptor วิ่งความเร็วไม่เกิน 140)

แต่พอเป็นทางลูกรัง มีลอนต่อเนื่อง มีหลุมเล็กน้อยบ้าง
เออ อันนี้ยอมรับว่า Dmax ของผม ไม่สามารถเทียบได้เลย แม้แต่น้อย มันซับแรงได้ดีมาก
ช่วงล่างแบบวิ่งรูดในทางวิบากหน่อยๆ นี้ ต้องยกให้เขาเลยจริงๆ

แต่ในด้านกำลังเครื่องยนต์ ผมรู้สึกโดยรวมว่า "ไม่แรง" แต่ก็ไม่ได้จับเวลาหรืออะไรมานะ
ใช้ความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะแรงก็ได้ เพราะ รถมันค่อนข้างนิ่ง

โดยรวมแล้ว แต่ชอบครับ 1.7ล้าน โดยส่วนตัวผมว่ามันก็ดี แต่ราคาสูงไปนิด เฉพาะช็อคอัพก็ "แสน" แล้ว
อาจจะแพงเพราะภาษี ที่ช่วงล่างหลังเป็นสปริง อีกก็เป็นได้

หา "ฆ่าเวลา" กันเสร็จ ก็กลับมาส่งผมที่ศูนย์ Isuzu
กลับมารับ Dmax แก่ๆ คันเดิมกลับบ้าน หมดค่าเช็คระยะไป พันห้ากว่าๆ
สภาพโดยรวม ทุกอย่างปกติดี ไม่มีเขม่าควันดำ แต่อย่างใด ทุกอย่างยังเหมือนรถ STD จากโรงงาน
(ที่ศูนย์ยังไม่รู้ว่า รถผมไป Remap มา)

แต่ช่างบอกว่าช็อคอัพด้านหลังไม่ค่อยดีเท่าไรแล้วนะ คราวหน้ามา ควรเปลี่ยน!!

ผมนึกในใจ เดี๋ยวไปถอย Fox เลยดีกว่า 555

แต่เดี๋ยวถามช็อคอัพของแท้ที่ศูนย์ดูดีกว่า ว่าเท่าไร
ช่าง : 6500 ครับ
ผม : เฉพาะคู่หลังใช่ไหม?
ช่าง : ไม่ครับ ทั้ง 4ต้น รอบคัน รวมค่าแรงใส่แล้ว
ช่าง : หน้าคู่ละ 3000 หลังคู่ละ 2000 ค่าแรงใส่รวม vat ประมาณ 1500 ยังไม่หักส่วนลดครับ
ผม : อูยยยย  ครับ

ผมคิดในใจ คราวหน้ามาซื้อช็อคอัพศูนย์เหอะ 6500 จบทั้งคัน
อย่า! ไปเอามันเลย Fox เฉพาะช็อคอัพ Fox สี่ต้น ก็ซื้อช็อคเดิมใส่ Dmax ได้ 20คัน!!!
ยอมเด้งหน่อย ไม่หนึบเท่า แต่นี่มัน feel original truck นะ

สมชื่อจริงๆ Shock Up!!!
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ YAmodels

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,014
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #37 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2018, 13:10:50 »
อ่านทุกตัวอักษรครับ  :-*
รออัพเดทในอนาคตครับ

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #38 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2018, 12:37:13 »
แหม รู้สึกดีจริงๆ ที่มีคนอ่านและคอยติดตาม

จริงๆ จะมา "เล่าให้ฟัง" ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่ต้องจัดการงานให้เข้าที่ก่อน

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผม, ครอบครัว และพ้องเพื่อน 12 คน ได้ไปสนุกที่ Japan ทริป Osaka-Tokyu
ไปกันเองรึ?  ไม่เด็ดขาด ผมไม่เก่งกาจขนาดนั้น  ไปกับทัวร์ดีที่สุด จะถูกแพงไม่ว่า ขอให้สบายไม่ลำบาก เป็นใช้ได้
ทัวร์ที่กลุ่มผมไปร่วมรวมกับคนอื่นที่มีมากันเป็นคู่ เป็นกลุ่มเขาบ้าง รวมแล้วประมาณ 34 คน

ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่า สะอาดและเป็นระเบียบ การขับขี่รถมีวินัยมาก
ครั้งนี้ที่ผมไป รถประจำทริปนี้ คือ Hino ขนาดประมาณ 40 ที่นั่ง รุ่นอะไรไม่รู้ สภาพค่อนข้างใหม่ มีพลขับชื่อ ฮาเซกาว่า

แต่พลขับผมนี่ "ไม่ธรรมดา" ผมสังเกตุตั้งแต่วันแรกที่มาถึง (ผม, ครอบครัว และพ้องเพื่อน นั่งแถวหน้าสุด)
คือ ออกจากสนามบินคันไซ พลขับผม เห็นไฟเขียว มาเหลือง ซักระยะ แทนที่จะเบรค แต่กลับส่งคันเร่งต่อเลย ในช่วงไฟแดง
เอ๊ะ อาการอย่างนี้มันคุ้นๆ กับ Thailand เลยนะ สงสัยจะเห็นเป็นไฟสีชมพู ยังไม่แดงเต็มตัว!!!  ???

รถที่นู่น ส่วนใหญ่จะเป็นรถขนาดเล็ก 660cc. รถขนาดกลาง-ใหญ่ มีแต่ก็ไม่เยอะมาก
ถนนของเขาตามเขตเมืองและชานเมือง จะเป็นแบบทันสมัย Size S Slim Fit
ส่วนถนนระหว่างเมือง motorway ทางด่วน ก็ยังคงทันสมัยแต่ Size M Slim Fit เช่นเดิม
มีไหล่ทางด้านซ้าย ไว้เพื่อฉุกเฉิน ไม่มีรถคันไหนใช้เลนนี้ แม้รถติดมากเพียงใดก็ตาม คือ ชะโงกดูก็เห็นว่ามันโล่ง เท่าที่ตาจะมองเห็น!!!
สู้ Thailand ไม่ได้ ฉุกเฉินตลอด มีทางว่างให้วิ่ง ไฉนเลยเจ้าจะไม่ไป!!??

การขับรถบนนทางด่วนเขา ต่อให้ถนนโล่ง ผมก็เห็นเขาก็วิ่งแค่ 80-100 (หน่วยเป็น กม. ไม่ใช่ ไมล์ นะ ;D )
ขนาดรถตัวแรงๆ MB GLS63AMG, P Cayenne Turbo, L Aventador ก็เห็นวิ่งอยู่ประมาณ 100 ไม่เร็วกว่านี้ แซงเสร็จก็วิ่งชิดซ้าย
เป็นพี่ไทย........

ตอนอยู่ที่นู่น สิ่งที่ไม่เห็นเลย คือ "รถปลาหมึก"
รถที่นู่นไม่มีควันดำ และไม่มีท่อไอเสียที่เสียงดัง 
เสียงท่อที่ได้ยินมา  ดังที่สุดในทริปนี้ คือ เสียงท่อแต่งจาก HD แต่ก็ส่วนน้อย  HDส่วนมากก็ท่อเดิมติดรถทั้งนั้น

รถกระบะที่นู่น เขาจะเป็นกระบะตอนเดียวคันเล็ก คล้ายพวก Suzuki carry แต่โดยมากมักจะเป็นยี่ห้อ Daihutsu ซะมากกว่า
จะมาเป็น DMAX, Revo ล้อยื่น คอกใหญ่ล้นตัวถัง ควันดำ เสียงดัง ไฟไอติม ไม่ติดป้าย มันทุกเม็ด จัยมันรัก รถไม่ซิ่งวิ่งแช่ขวา เป็นไม่มี

ทริปนี้ ตารางเที่ยวค่อนข้างแน่น เวลาต้องกระชับ แต่คนในกลุ่มทัวร์ที่กลุ่มผมไปร่วมนี้
บางคนมีความเป็น "ไทยแท้" ที่นัดเวลาอะไร มักแสดงให้รู้ว่าเป็น "ไท" มันก็เลย ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อน

ทริปนี้ไกด์ก็ดี, พลขับก็ดี โดยเฉพาะพลขับนี่ แกกลัวลูกทัวร์ได้เที่ยวไม่ครบ (ทั้งๆ ที่จริงแกก็ไม่เดือดร้อนอะไรนะ ยังไงก็ได้ค่าจ้างครบอยู่แล้ว)
พลขับฮาเซกาว่านี่ แกจะขับฝ่าไฟ "ชมพู" บ่อยมากๆ ขับซิ่งแต่มีลิมิต พาไปทางลัด เข้าซอกซอย เพื่อเอาเวลากลับมาคืน
(อันนี้ไกด์อธิบายให้ฟังนะ คือ แกว่าทริปนี้ คนไม่รักษาเวลากัน แต่แกก็อยากจะให้เห็นสิ่งสวยงามที่สำคัญของญี่ปุ่นได้ครบๆ เลยต้อง
over limit มาหน่อย  :D )

จบทริปนี้โดยรวมก็ประทับใจ และสนุกกันมาก เพราะไปกับครอบครัวและเพื่อนที่โคตรสนิท จะทำอะไรมันก็ไปในทิศทางเดียวกันหมด
คือ เอาไงเอากัน, กินไงกินกัน, ถูกแพงไม่ใช่ ปห. เพราะมัน "กากี่นั้ง"


กลับจากญี่ปุ่น คืนสู่นิวาสสถาน
พี่เมียอยากลองขับ รถ Remap ดูบ้างว่ามันเป็นไง ขอเอาไปใช้ซักสัปดาห์นะ
โดยเอา Triton 2.4 4Drs. 5AT โฉมปัจจุบัน มาสลับให้ใช้ และบอกว่า ลองขับ ลองกดดูให้หน่อยนะว่ามันเป็นไง มาเล่าให้ฟังบ้าง

เอามาจอดได้เกือบสัปดาห์ เมื่อวานเพิ่งว่างได้เอาไปใช้
ในใจก็คิดว่า มันก็คงคล้ายกับ PJS ตัวปัจจุบันที่ผมมีอยู่นั้นแหละ ต่างกันนิดหน่อยที่เกียร์
ในเมื่อพี่เมียอยากรู้สมรรถนะ ก็ไปลองให้รู้ซะเลย

ข้อจำกัด
- รถ Mitsubishi Triton Plus 2.4 4Drs. 5AT เดิมๆ ทั้งคัน ไม่มีอะไรแต่งเติม วิ่งมาประมาณ 25,000 กม.
- ยาง BS 245/65-17 สัปดาห์ 4216 เติมลม 34psi
- CASIO G-Shock จับเวลา กดจับพร้อม kickdown
- ผู้ทดสอบ 2 คน นน.ประมาณ 155 กก.
- อุณหภูมิภายนอก 35c
- แอร์เปิด auto ที่ 25c

0-100 ใช้ 10.6 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 7.4 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 4.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.0 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)

รถ DMAX Hi-Lander 2.5 4Drs. 5AT REMAP Step อนุบาล Boost สูงสุดที่ 22PSI
0-100 ใช้ 10.2 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 6.6 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 3.7 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.1 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)

เมื่อเอา Triton เดิมๆ เทียบกับ Dmax Remap ตัวเลขก็ยังถือว่าใกล้เคียงกัน
แต่ถ้าเป็นตัวเลข ตอนรถเดิมๆ นี่มันรถคนละยุคเลยนะ เอาไปดู

ก่อน REMAP (ล้อแท้ขอบ 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ปลายปี2011)
0-100 ใช้ 15.01 วิ (VBOX Race Logic)
100-120 ใช้ 5.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 13.0 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)

ช่วงล่าง รวมถึง handling  Triton ดีกว่า Dmax เยอะพอควร
แต่ยัง "ติ" นิดๆ ว่า เหมือนหน้าเบาไปหน่อย เบากว่า PJS พอควร แต่ความคมของพวงมาลัยเหมือนขับรถเก๋ง ขนาด Civic, Altis เลย
วิธีแก้ง่ายๆ เปลี่ยนยางใหญ่ขึ้นนิดเป็น 265/65-17 หรือไปเอาชุดล้อที่ใส่ใน PJS 265/60-18 มาใส่แทน อาการนี้น่าจะหาย

ตอนออกตัว 0-100 มันจะรอรอบหน่อย พอรอบเครื่องมาเกิน พันปลายนี่เรี่ยวแรงจะมาอย่างต่อเนื่อง
ถ้าอยากออกตัวให้เร็วกว่านี้ เท้าซ้ายเหยียบเบรคไว้ เท้าขวาเลี้ยงรอบไว้ซัก "สองพัน" แล้วปล่อยเบรค น่าจะได้มาอีก "เกือบวิ"
แต่นี่เป็นการทดสอบแบบตามจริง ไม่ใช่แข่ง Quarter Mile และนี่มันรถส่วนตัวด้วย เลยไม่ทำ  เดี๋ยวจะอยู่ไม่ยาว!!!

สรุป Triton ดีมากนะ สมรรถนะดีกว่า DMAX คันของผมในทุกๆ ด้าน
ถ้าเอาขับขี่สบาย สมรรถนะเลิศและไว้ใจได้ ไม่ต้องขับไปลุ้นไป เลือกไป Triton ได้เลย
แต่ถ้าสมรรถนะพอควร ไว้ใจได้แน่นอน เจอฝนตกจะไม่พาลงเล่นน้ำได้ง่ายๆ มองถึง ยี่ห้อ และราคาขายต่อ Dmax ก็ไม่ผิดหวัง
ศูนย์บริการตาม ตจว. แบบที่ผมอยู่ Isu ไม่ได้เหนือกว่า Mitsu นะ บริการดีพอๆ กัน กินกันไม่ลง

หวังว่าคงจะเป็นที่พึงพอใจ สำหรับผู้ที่ติดตามรออ่านนะ
ครั้งหน้ามีอะไรดีๆ จะมา "เล่าสู่กันฟัง" เพิ่มเติมครับ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #39 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2018, 14:05:44 »
เย็นเมื่อวานไปกินแชร์มา
ก่อนกินเจ้าของหมู่บ้านได้นัดล่วงหน้าว่าให้มาก่อนเวลาซักหน่อย
จะได้ไปลองรถคันล่าสุดของเขา Ford Raptor !!

เข้าทางเลย อยากลองขับอยู่เหมือนกัน แต่ไม่อยากไปลองที่ศูนย์ เพราะ "เกรงใจ" น้องเซลล์
คือ ไปลองได้ก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว!! (รถผมยังดีอยู่ ยังไม่อยากจะเสียเงินอีก)

แต่ในเมื่อเพื่อนมันชวนให้ลอง  ก็ต้องไปลองดูซิว่ามันจะดีจริง แรงจริงแบบที่เขา "อวย" กันไหม
เขาให้ผมขับเอง และบอกว่าใส่เลย ไม่ต้องเกรงใจ ที่มันนั่งอยู่ข้างๆ พังมาจะได้เคลมเลยยย!!

จัดไปครับ

ทางเรียบรถนิ่งดีมาก เมื่อเทียบกับ Dmax คันของผม
ผมรู้สึกได้เลยว่า Raptor เหนือกว่าเยอะ และยังนิ่งกว่า Triton ที่ผมได้ลองขับล่าสุดอีกด้วย

ลองทางวิบากกันบ้าง หลุมทั่วไปไม่ลึก แบบรถทั่วไปวิ่งได้ ไม่ใช่ "ปลักควาย"
อันนี้ Raptor ยิ่งแสดงความเหนือชั้นเข้าไปอีก มันเหนือกว่า Dmax ช็อคอัพ 4ต้นทั้งคัน 6500 บาทไปเยอะ  :-[
เหมือนรถคนละยุค เหมือนขับเก๋งชั้นดี กับรถกระบะเลย
ส่วนกับ Triton ไม่สามารถบอกได้ เพราะ คันนั้นผมไม่ได้ขับทางวิบากเลย ลองแค่ทางเรียบอย่างเดียว
แต่เข้าใจเองว่าไม่เหนือกว่า Raptor เป็นแน่แท้

ต้องยอมรับในเรื่องช่วงล่างและการ set handling ของ Raptor จริงๆ ว่ามัน "ยอดเยี่ยม" จริงๆ  8)

คือ ช่วงล่างและ handling มันดีจริง และยิ่งโดดเด่นสำหรับทางวิบาก
ช็อคอัพดีเลิศ วิ่งรูดทางวิบากได้ดี เก็บรายละเอียดได้เยี่ยม
แต่ไม่ได้หมายความว่า วิ่งรูดหลุมต่างๆ บ่อยๆ เร็วๆ แล้วช็อคอัพ, ลูกปืน, ลูกหมาก รวมไปถึงจุดยึดต่างๆ ไม่เสียเร็วนะ
ยิ่งมันเก็บอาการรูดได้ดี ทำให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น ช่วงล่างอื่นๆ ก็พังเร็วขึ้นเช่นกัน

แต่รถกระบะช่วงล่างแบบรถกระบะ  เราก็ไม่กล้ารูดเร็ว เพราะ มันจะสะเทือนมาก จึงต้องช้า ก็ทำให้ช่วงล่างไม่กลับบ้านเร็วก่อนวัยอันควร

มาถึงสิ่งที่ทุกท่านน่าจะอยากรู้ คือ เรื่องความเร็ว
ข้อจำกัด
- รถ Ford Raptor เดิมๆ ทั้งคัน ไม่มีอะไรแต่งเติม วิ่งมาประมาณ 3,000 กม.
- ยาง BF285/70 R17 เติมลม 34psi
- CASIO G-Shock จับเวลา กดจับพร้อม kickdown
- ผู้ทดสอบ 2 คน นน.ประมาณ 160 กก.
- อุณหภูมิภายนอก 28c
- แอร์เปิด auto ที่ 25c

0-100 ใช้ 10.6 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 7.5 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 2 ครั้ง หาค่า AVG)

การขึ้น ช่วง 80-160 ทำได้ดีขึ้นค่อนข้างเร็ว
ตอน 160 ยังคิดว่ามันน่าจะไปได้อีกเยอะ (ใจคิดว่าน่าจะถึงช่วง 190 กว่านะ)
แต่พอ 160 กว่าขึ้นไป ไหงเข็มความเร็วกลับไม่ค่อยเดิน คือ ขึ้นช้าๆ แต่ตัวรถยังนิ่งดีมาก
รถเดิมๆ ไปได้สุดแค่ที่ 170 กม./ชม. ตามไมล์ติดรถ ที่กล้าทดสอบ เพราะรถมันนิ่งค่อนข้างมาก
ตอน 170 มันน่าจะไปได้อีกนิดๆ นะ (ไม่น่าเกิน 175) แต่พอแล้วเพราะ รถยังใหม่มาก และยังไงมันก็ไม่น่ามากไปกว่านี้เยอะ
ปล.ไม่ได้จับ 100-120 และ 120-140 มานะ เพราะเวลาไม่พอแล้ว
แต่เข้าใจว่า น่าจะ "เกาะกลุ่ม" แต่ไม่น่าดีกว่า Triton 2.4 ที่ผมเพิ่งลองมา

เอาเวลาของ Mitsubishi Triton Plus 2.4 4Drs. 5AT เดิมๆ ทั้งคัน ไม่มีอะไรแต่งเติม วิ่งมาประมาณ 25,000 กม. ไปเทียบกันดู
0-100 ใช้ 10.6 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 7.4 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 4.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.0 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
ตีนปลายไม่ได้ลองมานะ แต่เข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า 180

รถ DMAX Hi-Lander 2.5 4Drs. 5AT REMAP Step อนุบาล Boost สูงสุดที่ 22PSI
0-100 ใช้ 10.2 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 6.6 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 3.7 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.1 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
ตีนปลายประมาณ 210 เพราะได้ปลดข้อจำกัดหลายอย่างออก แต่จะเป็นอะไรบ้าง "ไม่รู้ครับ" เพราะไม่ใช่ผู้จูน

สรุป
Raptor เทียบกับ Dmax คันที่ผมใช้ (ไม่เทียบกับรุ่นใหม่ หรือรุ่นอื่น เพราะ ผมไม่เคยใช้ ไม่เคยขับ)
- มาจะ "ขยี้" ให้ฟัง
ทางเรียบ Raptor นิ่งกว่า ทุกช่วงความเร็ว รู้สึกมั่นใจกว่า
ถ้าวิ่งความเร็วแบบคนปกติ คือประมาณ 120 Dmax ก็ใช้ได้

ทางวิบาก Raptor กินเช็ด ในทุกช่วงความเร็ว
คือ Raptor เหมือนรถเก๋งชั้นดี  Dmax ก็เป็นรถกระบะธรรมดาทั่วไป

ภายนอก-ภายใน option ต่างๆ Raptor กินขาด

แต่สิ่งเดียวที่ Raptor ณ ตอนนี้ ไม่สามารถเหนือกว่า Dmax ได้ คือ ความ "ไว้ใจได้"
เมื่อใช้ Dmax เชื่อใจ มั่นใจได้ว่า มันจะไม่พาไปกินข้าวลิง หรือ ต้องขึ้น "ยานแม่" ค่อนข้างแน่

เรื่อง "0" ไม่รู้ เพราะยังไม่เคยมี Ford
แต่เข้าใจว่า Isuzu น่าจะเหนือกว่า

ถ้าถามผมว่า Ford Raptor 1.7ล. น่าซื้อไหม?
- น่าซื้อ ถ้าเงินไม่ใช่ ปห. รถเดิมๆ ออกมาหล่อเลยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ยิ่งถ้าทางแถวบ้านไม่ดี มันทำให้นั่งสบายขึ้น "เนียนตูด" กว่ารถกระบะเชิงพาณิชย์ที่มีขายในไทย ณ ตอนนี้ทุกรุ่น
กำลังเครื่องเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับคนปกติ มันไม่ได้แรงเว่อร์แบบที่ใครคิดกัน แต่ช่วงล่างดีเว่อร์ตามที่คุย
 
Raptor เป็นรถที่ดี แทบไม่มีข้อติอะไร นอกจากราคากับความไว้ใจได้
ถ้า Ford TH ดูแลลูกค้าดีๆ เคลมเร็ว เคลมง่าย พยายามแก้และลด ปห. ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดี
เชื่อว่าผู้บริโภคจะมองเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ครับ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2018, 13:26:54 »
ทุกเดือนผมจะมีกินแชร์กับพ้องเพื่อน
ในกลุ่มแชร์ก็จะมีแต่เพื่อนสนิทกันเท่านั้น ไม่ได้ขยายกลุ่มเพิ่ม เพราะเป็นแชร์กิน ไม่ใช่แชร์เอาดอกเบี้ย

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เจ้าของหมู่บ้านเพื่อนสนิทคนเดิม (เจ้าของ Raptor) มันคุยกับผมตั้งแต่จับเวลาเสร็จในครั้งที่แล้วว่า "ตัวเลขที่จับมันน่าจะผิด" นะ น่าจะลองใหม่
ก่อนกินแชร์ 1 วัน มันโทรมาคุยอีก ในเรื่องนี้ (ไอ้ผมน่ะ ลืมไปแล้ว...)
เพื่อนผม : กูว่าเวลามันผิดนะ เท่าที่กูลองวิ่ง ลองจับกดดูเองเหมือนมันแค่ 10 วิต้นๆ แต่ตีนปลายมันล็อค มันได้แค่นั้นจริงๆ
ผม : กูก็กดจับแบบนี้ ในทุกที ที่ทดสอบน่ะแหละ คลาดเคลื่อนมันต้องมีบ้าง เพราะไม่ใช่นักทดสอบมืออาชีพ แต่ไม่มากแน่นอน"
เพื่อนผม : กูว่ามันเร็วกว่านั้นน่ะ อยากลองใหม่
ผม : วิ่งกดลองอีกทีเหรอ
เพื่อนผม : จับเช่งเป็นไง ลองกับ Dmax มึงเลย ถ้า Raptor กูเร็วกว่า แสดงว่ามึงจับผิด แต่ถ้า Dmax มึงยังเร็วกว่า แสดงว่าตามนั้น
ผมคิดในใจ ว่างมากรึไง ถึงมาหาลองอัดรถกัน
แต่ไม่ใช่ว่าไม่เอา ก็เลยตอบตกลงไป
ผม : โอเค หนึ่งมื้อน่ะเพื่อน

เงื่อนไข
- ห้ามปิดแอร์ ต้องเปิดไว้ที่ 25 C เหมือนตอนทดสอบครั้งที่แล้ว
- ตอนอัดรถ ใช้สื่อสารผ่านมือถือ เปิด speaker phone เอา ให้เพื่อนนับ 3 2 ไป
- พอบอก ไป ปุ๊ป กด ให้ระบบเกียร์เปลี่ยนเอง เหมือนทดสอบ ไม่ชิพเอง
- ใช้เท้าขวาอย่างเดียว ห้ามใช้เท้าซ้ายช่วย
- ทาง “จับเช่ง” เป็นทางปิด พื้นคอนกรีต เป็นทางตรงยาวประมาณ 1.5 กม. ค่อนข้างเรียบ
- ระยะทางทดสอบประมาณ 1.0 กม. +- นิดหน่อย ตามระยะทางที่แสดงบนเรือนไมล์
- จุดสิ้นสุด เสาระยะที่เราปักกันเอาไว้ด้านข้าง เมื่อถึงเสานั้น คือ ระยะประมาณ 1.0 กม. แล้วเบรค
- เวลาประมาณ 16.00น. อุณหภูมิ 36
- ลมยาง 34 ทั้ง 2 คัน
- ทดสอบ 2 รอบ รอบแรกขับรถใคร รถมัน, รอบสองสลับกันขับ

เริ่มกันเลย
รอบแรก ผมขับรถผม, เขาก็ขับรถเขา
ผมอยู่เลนซ้าย, เขาอยู่เลนขวา กะเอาว่าหน้ารถเสมอๆ กัน เป็นใช้ได้
ฟังเสียง speaker phone  (ตอนนี้ตื่นเต้นดีเหมือนกัน รู้สึกเหมือนสมัยแข่ง bracket ตอนนู่นเลย)
ให้เพื่อนนับ 3 2

ไป
ผมไม่ได้กดคันเร่งมิดในตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่า ถ้ากดมิดมันจะฟรีทิ้งเยอะ แล้วระบบกันลื่นจะเข้ามาช่วย จึงดีดออก
จึงกดแบบอมๆ ไว้ เมื่อออกไปนิดๆ แล้วจึงกดมิดคันเร่ง รถผมมีการฟรีเล็กน้อย
ดูด้านข้าง รู้สึกว่า Raptor ไม่ได้นำ แต่ผมก็อยู่ล้ำมาแค่นิดหน่อย
เกียร์ 1 ไป 2 มีฟรีอีกนิดๆ แล้วคราวนี้กดมิดตลอดให้เกียร์เปลี่ยนเองตามหน้าที่ของมัน
เกียร์ 4 ไป 5 น่าจะเปลี่ยนอยู่ประมาณ 130-140 แต่ตอนนี้ Dmax นำ Raptor มาคันรถกว่าๆ เห็นจะได้
มาถึงระยะ เกือบ 1.0 กม. ตามไมล์ Dmax จะอยู่ที่เกือบ 180
สรุปรอบแรก นำขาดตั้งแต่ต้น

ผม : เหมือนกดออกช้าไปนิดๆ นะ
เพื่อนผม : ไม่รู้เหมือนกัน ลองต่อดีกว่า

รอบสอง
ผมขับ Raptor, เพื่อนผมขับ Dmax
Raptor เลือก Sport Mode ขับ 2 ไว้ นอกนั้นทุกอย่างตามเงื่อนไข

3 2 ไป
เอี๊ยดๆ เสียงยางฟรีดังขึ้น แต่ไม่ได้มาจาก Raptor แต่มาจาก Dmax ของผม ดังยาวพอควร
ส่วน Raptor ไม่มีเสียงยางดัง และออกตัวได้ดีแทบไม่รอรอบ
Dmax ไม่ได้นำ Raptor ดูๆ น่าจะเท่าๆ กัน หรือ Raptor นำหน้าอยู่นิดๆ ปลายจมูก
 เกียร์เปลี่ยนได้ดีมาก “Smooth as Silk”
ความเร็วประมาณ 120 เกียร์อะไรไม่รู้ แต่รู้ว่ามันเปลี่ยนเร็ว ขึ้นเร็วดีมาก ตัวรถนิ่งกว่า Dmax เยอะ
แต่ตอนนี้ Dmax ขึ้นนำแล้วประมาณ ครึ่งคัน และค่อยๆ ขึ้นไปอีก
ระยะเกือบ 1.0 กม. Raptor วิ่งได้เกือบ 170 ขณะที่ Dmax ขึ้นนำเต็มคันก่อนเข้าเส้นชัย
สรุปรอบสอง ก็เหมือนๆ รอบแรก แต่รอบสอง Dmax วิ่งได้แย่ลง น่าจะมาจาก ความไม่ชินรถ แค่นั้นเอง เลยไม่รู้จังหวะในการออกตัว
เช่นเดียวกับผมที่ขับ Raptor มีเท่าไรก็กดไปให้หมด แต่มันไม่ฟรีทิ้ง เพราะ ขนาดล้อและยางที่ใหญ่

สรุปโดยรวม
เวลาที่จับมันไม่ผิด เพียงแต่ความรู้สึก มันอาจจะโดนหลอก
1.7 ล้าน Raptor นี่จะว่าแพงมันก็แพง จะว่าไม่แพงก็ว่าได้ เพราะเดิมๆ มันก็ไม่ใช่เล่น
ถ้าจับเอา Dmax ผมมาใส่ล้อและยางของ Raptor รับประกันได้เวลาผิดจากนี้ เป็น “ วิ ”
และที่ต้องยอมรับในเรื่องความ “ Firm “ ของมันในทุกช่วงความเร็วจริงๆ มันผิดกันเยอะ
ยกความดีความชอบให้ผู้ที่ “ปรุงแต่ง” Raptor ครับ

พอลองเสร็จ ผมบอกเจ้าของหมู่บ้านว่า : เวลามันไม่เคยหลอก แต่หนึ่งมื้อดีๆ ต้องไม่ลืมนะ 555”

แค่ลองอัดระยะสั้น รู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกัน นึกถึงสมัยวัยเยาว์เลยจริงๆ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2019, 15:07:36 »
เรื่องมลพิษตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนในเมืองหลวง ในเมืองใหญ่
จริงๆ มันก็เป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ ทั้งโลก

รถดีเซล ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวการ
ใช่ มันอาจจะสร้างมลพิษมากกว่ารถเบนซิน แต่ถ้าเจ้าของรถดูแลมันให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การสร้างมลพิษมันก็อยู่ในระดับที่มันควรจะเป็น

ในหลายครั้งที่ผมไปงานมอเตอร์โชว์ หรือไปดูร้านแต่งรถต่างๆ ผมได้ยิน ได้ฟัง ได้พูดคุยกับร้านรับแต่งรถ
หรือการพูดคุยของลูกค้าที่เอารถไปแต่ง

ยังมีความเชื่อที่ "ผิด" ที่ว่า ดีเซล จูนให้แรงต้องมีควัน!!!
เพราะนั้น หมายถึง น้ำมันที่พอเพียง

แต่จริงๆ ควันดำที่ออกมามาก ถ้าไม่ใช่จากชุดหัวฉีด หรือแรงดันในรางจ่ายชำรุด ก็เกิดจาก น้ำมันที่เกินพอ (ดี)

การปรับแต่งจูนเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น ไม่ว่าจะ Remap หรือกล่องแต่ง
ถ้าจูนได้ดี จูนได้เหมาะสม น้ำมันกับอากาศพอดีกัน จะไม่มีควันดำ และกลิ่นไอเสีย จะยังคงเหมือน STD
แต่ทั้งนี้มีข้อแม้ว่า "ต้องไม่ไปตัด ไปอุดระบบกำจัดไอเสียต่างๆ ด้วยนะ ทั้ง EGR, Catalytic ฯลฯ"

สมมุติ
รถเดิมๆ เต็ม 10, อากาศเข้า 5, น้ำมันอาจจะเลือกจ่ายแค่ 3, Turbo boost 18psi
เพื่อความแรงพอควร แต่เน้นประหยัดและทนทาน

พอ Remap ในสเตปเริ่มต้น เต็ม 10, อากาศเข้า 5 เพราะไม่ได้ไปปรับแต่ง, น้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 4, Turbo boost เพิ่มขึ้นเป็น22psi
ความแรงก็จะเพิ่มขึ้นพอควร น้ำมันอาจจะกินเท่าเดิมหรือใกล้เคียงเดิมหรืออาจประหยัดขึ้น
เพราะ Boost มากขึ้นอีกหน่อย ทำให้ความเร็วช่วงกลางรถมาเร็วขึ้น คนขับก็ไม่ต้องกดคันเร่งเพิ่ม น้ำมันก็ไม่เปลือง
ความทนทานอาจจะลดลงอีกนิด แต่แบบนี้ไม่มีควันดำ เพราะน้ำมันไม่ Over
แต่บางคนก็เล่น step นี้ แต่บอกคนจูน หรือคนจูนเลือกเอง ว่าปรับน้ำมันให้หนาอาจจะเป็น 6 เพื่อให้มีควันดำ!!
เพราะ "มัน" บอกว่า "ดูแรง"

Step เพิ่มขึ้น เต็ม 10, อากาศเข้า 5 ยังใช้ของเดิม หรือเข้า 7 พวกกรองเปลือย,
น้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 9-10, Turbo boost เพิ่มขึ้นเป็น28psi 
Boost เยอะ 28psi น่าจะเยอะสุด เท่าที่ Turbo เดิมๆ จากโรงงานรับไหว สำหรับทุกรุ่น ทุกยี่ห้อในรถกระบะ
ความแรงก็จะเพิ่มขึ้นเยอะ น้ำมันกินมากขึ้นแบบคันละคันเลย,
ความทนทานตาม "ตีน" ที่กด, ควันดำไม่ต้องพูดถึง เพราะน้ำมันมัน Over เพราะคนจูนก็กลัว "น้ำมันไม่พอ" เช่นกัน

ความแรงระดับนี้ ทุกอย่างที่ติดมาจากโรงงาน ก็พร้อมจะกลับสู่โรงงานได้ทุกเมื่อ
ทั้งเครื่องยนต์, ระบบจ่ายน้ำมัน และระบบส่งกำลัง

Step นี้ สังเกตุได้ง่ายๆ พวกนี้มันชอบเล่นแค่สั้นๆ ไม่กล้าแช่ยาว ไม่งั้นพัง และเท่าที่เจอส่วนใหญ่ มักขับ "กวนตีน"

แล้วถ้าอยากแรงสุด เล่นยาวได้ ควันไม่ดำ ทำได้ไหม?
ได้ แต่หมดอีกเยอะมากๆๆๆๆ เพราะ ต้องเล่นตั้งแต่ไส้ใน-นอก คือ ทั้งเครื่องจะเหลือแค่เปลือกนอก
นอกนั้นต้องเปลี่ยนทั้งหมด ต้องใช้ที่มันทนรอบสูง, แรงอัดสูงได้

น้ำมัน-อากาศ-boost-ขนาด Turbo ต้องได้สัดส่วนที่พอดี จึงจะแรงและไม่มีควันดำ
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2019, 11:23:28 »
มี "จดหมาย" จากทางบ้านถามมา สรุปคร่าวๆ ได้ว่า
"อยากจะแรง แต่ควันไม่ดำและอยากได้สเตปที่แรงกว่าอนุบาล แต่ยังคงความทนทานและไม่ต้องจ่ายเยอะได้ไหม?"

- อยากได้แยะและเงื่อนไขเยอะ ข้อจำกัดอีกเพียบ!!
ได้ซิ ทำไมจะไม่ได้ แต่มันไม่มีอะไร ได้มาอย่างเดียว โดยที่ไม่เสียอะไรไปหรอก...

"ได้อย่าง เสียอย่าง"

ถ้าเอาจากรถผมเป็นรูปแบบ
รถผมทำสเตปอนุบาล boost เพิ่มจากเดิม 19 มาเป็น 22 psi คิดเป็น boost ที่ปรับขึ้นมาเพิ่มขึ้นเพียง 13.64%
การที่จะแรงกว่าสเตปอนุบาลได้ ต้องเพิ่ม boost ให้มากกว่า 13.64%

รถเดิมๆ ที่ "ผมเห็น" เขาทำกันกับ turbo เดิมๆ ได้สูงสุดไม่เกิน 28psi
อัด boost เพิ่มเพื่อให้ turbo หมุนได้เร็วขึ้น เพื่อสร้างกำลังได้มากขึ้น
คือ "เค้น" เพิ่ม สร้างภาระเพิ่มให้กับ turbo, ส่วนต่างๆ เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังอีก 32.14%
เรียกว่าค่อนข้าง "หนักหนาสาหัส"

เท่าที่ผม "คิดเอง" ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป!!
เพิ่มเต็มที่แบบพอให้ใช้งานได้สบายแต่แรงกว่าอนุบาล ก็ต้องเป็นพี่ประถม!!
Boost จะให้ดีไม่ควรเกิน 20% - 25% จาก STD คือประมาณไม่เกิน 23-24 psi แค่นั้น

ที่สำคัญต้องเพิ่มน้ำมันเข้าไปด้วย
จะให้ดีค่า A/F Ratio สำหรับดีเซล ควรจะต้องให้ได้ 14.6 (สำหรับเบนซิน 14.7) ถึงจะดีที่สุด เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์
แต่จะเพ่ิ่มอะไรแค่ไหน ต้องคุยกับ "คนจูน" ที่เป็นมวย!!
ไม่งั้น เขาก็จะมักจูนน้ำมันให้หนา เพื่อป้องกัน "ตัวร้อน" และอย่างอื่นที่มันมีโอกาส "ฉิบหาย"
แต่พอน้ำมันหนา ก็จะเป็นที่มาของ "ควันดำ"

ดูเหมือนง่าย ก็ไม่ง่าย, ดูเหมือนยาก แต่ก็ไม่ยาก

อาจจะ "แย้ง" ว่า boost น้อยไปไหม
- boost เยอะแล้วไม่ทนเอาไหม

อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า
ถ้าอยากแรงสุด เล่นยาวได้ ควันไม่ดำ ทำได้ไหม?
ทำได้ แต่หมดอีกเยอะมากๆๆๆๆ เพราะ ต้องเล่นตั้งแต่ไส้ใน-นอก คือ ทั้งเครื่องจะเหลือแค่เปลือกนอก
นอกนั้นต้องเปลี่ยนทั้งหมด ต้องใช้ที่มันทนรอบสูง, แรงอัดสูงได้

อยากแรงมาก แต่งบน้อย หรืออยากจ่ายไม่มาก
- มันก็จะได้ประมาณนี้
แรงมากกว่านี้ ระบบส่งกำลังเดิมเอาไม่อยู่, ระบบจ่ายเชื้อเพลิงรับไม่ไหว, แคมหรืออย่างอื่นไปไม่ถึง ก็ต้องเปลี่ยนต้องทำอีก หมดอีก!!!

คงเคยได้ยินกันว่า "แรงตามตังค์ พังตามตีน"

ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มาทุกยุค ทุกสมัย
ยุค 90 บ้านเรา ที่นิยมแข่ง Drag, Quarter Mile กัน "รถที่ขึ้นแท่น" ประเภท Unlimited
นั้นก็ คือ โชว์รวย + ความบ้า + ความถึง ในรูปแบบของความแรง
พอเขียวปุ๊ป ก็ "เขี่ยน" ไปเต็มที่เลย ขับยังไงก็ได้ ให้มันตรง ให้รถมันอยู่บน "Track" เป็นใช้ได้
ที่เหลือก็เป็น "อำนาจเงิน" ใช้เงินมาก ความแรงก็จะมาก ไม่ได้แปลว่า ความทนจะมากด้วยนะ
ส่วนใหญ่มักจะแปรผกผันกัน!!


พวกมีเงินน้อย มีข้อจำกัดทางการเงิน ก็ไปลง Bracket กัน เพราะต้อง "เพียงพอ" และ "พอเพียง" ตามความแรงที่รถไปไหว!!
กลุ่มนี้จะมันกว่า unlimited แต่อาจจะไม่สะใจเท่า เพราะ "ไม่อลังการงานสร้าง"
กลุ่มนี้ต้องนึกถึงประโยคที่คุ้นหูกันดี “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” 
ซึ่งเป็นข้อคิดเชิงปรัชญาจากซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม

เพราะแข่ง 16 วิ จะเอารถวิ่งเกินกว่า 16 มาแข่งไม่ได้
ต้องใช้รถที่วิ่งได้ดีกว่า 16 แต่ผู้ขับก็ต้องรู้รถ ว่าจะยก-รอ-อัด-ส่ง-เบรค แค่ไหนถึงจะพอดี
แข่งแบบนี้ยากกว่า อัดอย่างเดียวเยอะ!! เพราะต้องคุยกันเป็น "เสี้ยวของวินาที"!!

ผมก็เป็นหนึ่งในพวกหลังนี้ อยากจะ "จึกเดียวจบ" เหมือนเขา แต่ไม่มี "อัฐ" แบบใครเขาเลยมาบ่นมาเล่าให้ฟัง

สรุป "แรงตามตังค์ พังตามตีน"
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: เมษายน 04, 2019, 12:13:36 »
เรื่องเล่า เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา
ช่วงนี้เด็กๆ ปิดเทอม ผมและกลุ่มเพื่อนสนิท ได้พาครอบครัวไปเที่ยวลุยป่า แช่น้ำ picnic เล็กๆ One-day trip
ไม่ลุยหนัก เน้นลุยแบบขำๆ

ไปกันครั้งนี้มี
- Ford Raptor เจ้าของหมู่บ้าน อยากจะเอารถไปลุยดู "คัน" ว่างั้น
- FTN TRD 4x4 ตัวปัจจุบัน
- PJS 4x4 ตัวปัจจุบัน
และรถผม ไม่ใช่ Dmax นะ ไม่เอาไปหรอก มันขับสอง เดี๋ยวติด!!
ครั้งนี้เอา PJS 4x4 ตัวปัจจุบันไปแทน
รวมไปกันทั้งหมด 4 คัน 16 ชีวิต รถเดิมๆ ทุกคัน ไม่เว้นแม้กระทั่งยาง
จะมีได้เปรียบกว่าใครเพื่อน คือ Raptor ที่มียาง AT มาจากโรงงาน

ที่ๆ ไป เป็นฝายน้ำล้นตามชนบท
ทางที่เข้าไปห่างจากทางหลักที่เป็นทางดำไป 4 กม. และเป็นทางดินลึกเข้าไปอีก 4 กม.
และก่อนวันที่พวกเราจะเข้าไป มีฝนตกหนักพอควร ทำให้วันที่เข้าไป เจอกับทางก็แฉะ ชื้น ลื่น แต่ดินข้างใต้ทางค่อนข้างแน่น

ในกลุ่มนี้ มือใหม่สุด จะเป็น FTN TRD ซึ่งเพิ่งเคย "ขับสี่" เป็นครั้งแรก
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะ เราได้เตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือมาพอควร และอุปกรณ์ picnic
รวมถึง "ถังน้ำแข็งแช่น้ำเกกฮวย" ใส่ในหลังกระบะ Raptor มาด้วย

เมื่อเข้าทางดิน ก็บอก "พลพรรค" ใส่ 4H ไว้นะ
ไอ้ FTN ก็ตะโกนบอกมา รถกูไม่มี 4H มีแต่ H4 ได้ไหม?
- เออ ไอ้นั้นแหละ มึงเลือกเลย!!!

และผมได้ตะโกนบอก PJS อีกคันว่า 4HL นะ
ส่วน Raptor ไม่ต้องบอกมัน เพราะมัน "เป็นมวย" อยู่แล้ว

รถผมเป็นคันนำ - FTN - PJS ปิดท้ายด้วย Raptor
เพราะฝนตกเมื่อคืน ทางก็เละ+ลื่นพอควร ยาง HT ที่มีมากับรถ + อายุใช้งานมา เจ็ดหมื่นกว่าโล ทำให้ดอกเหลือไม่ถึงครึ่ง
ดินก็เต็มหน้ายาง แต่มันก็ "ไถล่" ปัดๆ มาเรื่อยๆ จนมาถึงฝายน้ำล้น
ตรงฝายนี่เป็น "คอ-นก-รีต" ที่พวกเรา "ปิคนิค" และเล่นน้ำกัน

มาถึง "ฝาย" Raptor ก็บ่น พวกมึงทำไม ขับกันช้าจัง ไม่กดรูด มาเลย
- ใช่ซี้ มึงมัน ยาง AT แถมตัวสูงกว่าใครเพื่อนนี่..

เลยจากฝายไป ก็จะเป็นป่า มีทางไปได้ แต่อันนั้นค่อนข้างเละ และแย่!!
แต่ก็มี "คนบ้า" อยากไป...
ไม่ใช่ใคร "เจ้าของหมู่บ้าน Raptor" อยากลองของ...

มีใครไปด้วยไหม??
- ไม่!! ใครจะบ้า นั่ง "จิบวุ้น" กินเนื้อย่าง เล่นน้ำกับลูกกับเมียไปดีกว่า ขนาดเมียกับลูกมันยังไม่ไปเลย... 555

พวกผมก็นั่งแช่น้ำ "จิบวุ้น" ไป กินไป ผ่านไปเกือบครึ่ง ชม. เห็นจะได้
"คนบ้า" กลับออกมาจากป่า (ได้) ด้วยสภาพรถที่ "สุดเลอะ"
แถมด้วยคำคุย "กูเข้าไปแค่ ไม่ถึง 2 กม. แม่ง เกือบไม่รอด.. กูนึกว่า Raptor แม่งลุยได้สบาย..
รถแม่งติดหล่ม กูโยกตั้งหลายที กว่าจะหลุดมาได้ พวกมึงไม่ชม กูหน่อยเรอะ..??"
555 เสียงหัวเราะเต็มวง "มึงคิดว่า Raptor เป็นรถเทวดารึไง รถคานแข็ง ยาง38 เขายังไม่ลุยดุ่ยๆ เดี่ยวๆ แบบมึงเลย"

จากนั้น "พวกเรา" ก็นั่งกิน นั่งคุย เล่นน้ำกันไปถึงช่วงเย็น
แต่ก่อนกลับ ก็มีเรื่องให้ "ยืดเส้น"
ยางติดรถขอบ 20 ของ FTN TRD "แก้มฉีก"
สงสัยน่าจะ "โดนของ" ตั้งแต่ขามา เพราะ แก้มมันบาง
ก็ช่วยกันเปลี่ยนไป เป็นที่เรียบร้อย แล้วก็เดินทางกลับกันก่อนจะมืด

สรุป ก็จบทริป ไปแบบ "ฮาๆ"

ไอ้เพื่อนที่ไม่เคยใช้รถขับสี่ คือ เจ้าของ FTN TRD มันบอกว่า ถ้ามึงไม่บอกให้ใส่ "ขับสี่"
กูก็ไม่ใส่นะ เพราะ กูก็เห็นล้อมันหมุนสี่ล้ออยู่แล้ว จะใส่ขับสี่ทำไม!!??
- ถ้าไม่เลือกขับสี่ เพลาหน้า มันไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนด้วย มันจะมีแต่ล้อคู่หลังที่ช่วยตะกาย
และถ้ามึงลุยในทางเละแล้ว มึงจะมาใส่ที่หลัง ไอ้ชุดล็อคเพลาขับหน้า มันอาจจะล็อคไม่ได้นะ
และไอ้ทางที่เห็นเละๆ เมื่อกี้ ถ้าเป็นรถ "ขับสอง" อาจจะผ่านไม่ได้ ถึงได้ก็อาจลำบากมาก

งั้นกูใส่ขับสี่วิ่งตลอดเลยไม่ดีกว่าเรอะ มันจะได้เกาะๆ
- ไม่ได้เพราะ FTN ไม่มีตัวกระจายแรงของเพลาขับ วิ่งทางแห้ง ทางเรียบไม่ได้

แล้วของมึงวิ่งได้เรอะ
- ได้ เพราะของกูมีตัวกระจายแรงขับ ถ้าของมึงเอาไปวิ่งทางแห้ง ระบบมันจะฝืนๆ ยิ่งมึงวิ่งเร็ว ยิ่งพังเร็ว
ไม่เชื่อลองใส่ 4H แล้ว U-turn ดู

รถกูไม่มี 4H รถกูมีแต่ H4
- @#$#$#$%

จบทริป

แทรกเรื่อง Dmax นิดก่อนจาก
เป็นเทคนิคเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ รวมทั้งตัวผม (ที่เพิ่งรู้)
เอา Dmax บรรทุกคนงานไปทำความสะอาดสุสานเพื่อไหว้ "เชงเม้ง"
ปรากฏว่า "ติดหล่ม" เดินหน้า-ถอยหลังก็ยังไม่ขึ้น พอเร่ง หน้าปัทม์มันก็ขึ้นว่า "รถลื่น"
แรงก็ไม่มีเพราะ "ระบบกันลื่น" มันตัดเรี่ยวแรง

สังเกตุเลยนึกขึ้นได้ มันมี switch "OFF" กันลื่นนี้ด้วย
พอปิดเท่านั้นและ เร่งได้ถึงไหน ถึงกัน
จนโยกขึ้นมาจาก "หลุม" ได้

ตอนนี้เลยนึกถึงคำพูด "เจ้าของหมู่บ้าน"
รถแม่งติดหล่ม กูโยกตั้งหลายที กว่าจะหลุดมาได้ พวกมึงไม่ชม กูหน่อยเรอะ..??

 ;D ;D ;D
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ pound_nu

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 5
    • อีเมล์
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: เมษายน 08, 2019, 14:04:44 »
อ่านเพลินเลยครับ น่าสนใจเป็นแนวเดียวกับที่สนใจพอดี ขอบคุณที่แบ่งประสบการณ์ครับ

ออฟไลน์ the kit

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 765
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2019, 11:59:43 »
มี "ขาประจำ" ที่รออ่านบทความผม
"Inbox" มาถามว่า ไม่ส่งเรื่องเล่า ส่งบทความมาให้อ่านอีกเหรอ

ผมก็เลยตอบไป ถ้าเป็นเรื่อง Dmax ไอ้ผมเองก็ไม่รู้จะเล่าอะไร เพราะมันไม่มีอะไรจะให้เล่า!!
ก็มันไม่มีอะไรผิดปกติเลย ควันดำก็ไม่มี อย่างอื่นก็ไม่ปรากฎ..

"ขาประจำ" เลยบอกว่า พี่เขียนเล่าอะไรมาก็ได้ ผมชอบฟัง ผมชอบอ่าน ที่พี่เขียนมา มันได้ Feel !!

เออ คนแบบนี้ก็มีด้วย..
สงสัยติดจากยุค 90' ที่ชอบอ่านหนังสือรถรายเดือน
แต่ส่งมาให้ผมแบบนี้ ผมก็ "ปลื้มใจ" อยู่

ไอ้ผมเขียนนี่ ก็ไม่ได้เงินนะ แต่ถ้าว่างก็อยากเล่า
การพิมพ์บน keyboard มันดีนะ มันฝึกสายตา "ฒ.ผู้เฒ่า" ดี!!  ;D

วันนี้เล่าเรื่อง "ท่ออากาศกับหอย!!" ดีกว่า
ถ้าเคยเปิด "กระโปรง" หน้า ที่มีเครื่องยนต์อยู่
ในรถดีเซลยุคกลางๆ ขึ้นมา ก็จะมี "หอย" กันทุกคัน
แต่ในยุคกลาง "แรงดันหอย" จะไม่มาก ส่วนใหญ่จากโรงงานจะประมาณ 7-9 PSI
ซึ่งแรงดันขนาดนี้ มักไม่มีผลกระทบต่อท่ออากาศเดิมๆ เลยแม้แต่น้อย

แต่ในดีเซลยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่แรงดันหอยค่อนข้าง "สูง"
มักคุยกันอยู่ที่ 19-22 PSI สำหรับ รถเดิมๆ จากโรงงาน

ถึงแม้ไม่ไปโมฯ อะไรเลย ท่ออากาศที่เข้า-ออก จาก turbo หรือ inter ก็รับภาระค่อนข้างหนัก
ยิ่งตอน boost มาเต็ม กดกระแทกต่อเนื่อง ท่อพวกนี้จะ "ป่องกลาง" คล้ายๆ งูเหลือม "กลืน" หนูหรือแมว เข้าไปทีเดียว
ขยาย-หด-ขยาย ต่อเนื่องนานๆ บ่อยๆ ก็แตก ก็รั่ว

ยิ่งถ้ามีการไปโมฯ เพิ่มมา ไม่ว่าจะ Remap หรือ พ่วงกล่อง อันนี้แน่ๆ Boost ต้องเพิ่มมากขึ้น
เพียงแต่จะมาก จะน้อย ขึ้นอยู่กับ Step ที่เราแต่งลงไป

ยิ่ง boost สูง ท่ออากาศเดิมๆ ยิ่งแตกง่าย เพราะมันไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับ boost สูงกว่า STD มากมายนัก

วิธีป้องกัน ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ
งบมาก เปลี่ยนเป็น "เลส" หรือ "มิเนียม" หรือจะไปเอา "Titanium" แท้ๆ ก็ได้ ถ้ามัน "เหลือเยอะ"
บวกกับ ท่อต่อยางแรงดันสูงยี่ห้อดีๆ เข็มขัดรัดดีๆ แค่นี้ทุกอย่างจบ!!

แต่ถ้างบน้อย และเพิ่ม boost ไม่เยอะเกินไป
"Cable Tie" เป็นคำตอบที่ "ใช้ได้" เลือกเส้นที่มันหน้ากว้างหน่อย รัดห่างซัก 1" - 1 1/2" กำลังดี
แค่นี้ก็ช่วยป้องกันไปได้เยอะ  "แค่รัด ความรู้สึก (ตอน boost) มาก็เปลี่ยน"
boost จะ "ดีด" เร็วขึ้น เพราะมันไม่เสียไปในตอนที่ "ป่อง"

เบนซิน หรือ ดีเซล
จะโมฯ หรือ เดิมๆ ก็รัดได้
ขอให้เป็นประเภทมี "หอย"

ถ้าเป็นประเภท "ไร้หอย" ไม่ต้องไปรัดให้ "มือเปื้อน" เปล่าๆ  8)
"อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"