ผู้เขียน หัวข้อ: 2014 Facelifted KIA Sorento (XM) เสือหนุ่มเกาหลีมาดเข้มลูกครึ่งเยอรมัน  (อ่าน 7167 ครั้ง)

ออฟไลน์ Ishida

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 729
→ ถามว่าเพราะอะไรถึงตัดสินใจเลือกคันนี้
   อันดับหนึ่งเลยคือ สมรรถนะช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัย ขับแล้วสนุก มั่นใจ ประทับใจมาก (ยกเว้นเสียที่ไม่มีระบบควบคุมสเถียรภาพการทรงตัว)
   อันดับสอง สมรรถนะและอัตราการสิ้นเปลืองเทียบกับขนาดรถ เนื่องจากเป็นรถขับหน้าเครื่องยนต์ดีเซล ได้ครบหมดทั้งกำลังสูงสุด 200ม้า และอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 13 km/l แบบ combined City 40%, HWY 60% (มีคนใช้อยู่เล่าให้ฟัง) ออกต่างจังหวัดทางเรียบสามารถแตะระดับ 17 km/l ได้สบาย

→ ก่อนอื่น ทำไมเสือตัวนี้ต้องเป็นลูกครึ่งเยอรมัน เพราะตั้งแต่ 2006 ที่ Peter Schreyer มาเป็น chief design Officer (ผลงาน Audi TT) เขาได้เปลี่ยนแปลงจากการออกแบบที่สะเปะสะปะให้เป็นหนึ่งโดยสร้างเอกลักษณ์ของยี่ห้อขึ้น ก็คือกระจังหน้าแบบ Tiger Nose ที่เห็นกันอยู่นี่แหละ



→ ในด้านการออกแบบตัวรถ ตัวที่จะนำเสนอในวันนี้คือตัว Facelifted ปี 2014 ซึ่งมีอายุแค่ 2 ปีก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเป็นรหัส UM ผมคิดว่าด้วยการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีทางการออกแบบและถึงเวลาที่รถคันนี้จะต้องก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ทั้งของ KIA และแนวโน้มของโลก การออกแบบจึงถูกขัดเกลาให้ดูเรียบ คม เข้มแข็ง แต่ไม่ดุดันแบบ SUV ขนานแท้แบบตระกูล Land โดยรวมความรู้สึกไม่ต่างกับมองรถจากเยอรมันในช่วงเวลานั้น ๆ เลย แต่ต่างกับ Pre-Facelift ที่ดูแข็งทื่อ และไม่สมส่วน

→ ในด้านของระบบไฟส่องสว่างมีระบบ corner light คือหากความเร็วต่ำว่า 40 kph แล้วเปิดไฟเลี่ยวในทิศทางไหนจะมีไฟส่องสว่างไปในทิศทางนันเพื่อสำรวจพื้นเพื่อความปลอดภัยช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้อย่างมาก
   
  - ระบบส่องสว่าง ไฟหลัก (ด้านบน) ในโคมจะแบ่งเป็นสี่ส่วน
   ส่วนด้านบนสุด = ไฟหรี่เป็น LED
   ส่วนล่างตรงกลาง = ไฟต่ำ หลอด Halogen ขั้ว H7 แบบรถยุโรปพิมพ์นิยม
                             รุ่นสูงในตลาดนอกจะมี AFS มาให้
   ส่วนล่างด้านติดกระจัง = ไฟสูง หลอด Halogen ขั้ว H7
   ส่วนล่างด้านนอกตัวรถ = ไฟเลี้ยวเป็นหลอด P21W มีการใช้พลาสติกนำแสง
                                   ทำให้ด้านข้างรถเห็นด้วย
                                   ไฟเลี้ยวข้างรถอยู่ในกระจกมองข้างตั้งแต่ต้น
  - ระบบไฟส่องสว่างรอง (ด้านล่าง) ในโคมจะแบ่งเป็นสองส่วน
   ส่วนบน = ไฟ corner light ขั้ว 881 ไว้ช่วยเวลาออกจากสถานที่มืด ๆ โดยจะทำงานพร้อมไฟหน้าและไฟเลี้ยว
   ส่วนล่าง = ไฟตัดหมอด ขั้ว H8 ไม่แยงตา



  - ระบบไฟสัญญาณส่วนท้ายสังเกตได้จากด้านท้ายที่ก่อนหน้าจะเรียบ ๆ เป็นสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่หลังจาก Facelifted ใส่รอยหยักส่วนโค้งส่งให้ตัวรถดูมีความไหลลื่นมากขึ้น
  แถมคราวนี้ยนตรกิจเกียเลือกไฟท้าย LED (เหมือนกับจะใส่มาประชดเพราะสว่างมากๆ) แทนที่โคมหลอดไส้ ธรรมดาทำให้รถดูครบขึ้นไปอีก ไฟเลี้ยวและไฟถอยหลังยังเป็นหลอดไส้ ขั้ว P21W พิมพ์นิยม
  ส่วนด้านล่างคือที่อยู่ของไฟตัดหมอกหลัง แต่สำหรับรถตลาดไทยนั้นไม่มีมาให้ เป็นแค่แผงทับทิมธรรดา

  - สำหรับภายใน จุดเปลี่ยนที่มากที่สุดในครั้งนี้คือ การออกแบบภายใน แทบจะยกตัวคอนโซลใหม่เกือบทั้งหมดเลยเพื่อให้ทั้งยี่ห้อเป็น design language แบบใหม่ให้เหมือนกัน เปลี่ยนโดยการเปลี่ยนจากโครเมี่ยมเงาสะท้อนเป็นSatin Chrome ด้าน ๆ เพิ่มมุมโค้งมนมากยิ่งขึ้นเพื่อทำให้ดูเรียบและหรูหราขึ้นตามสมัย แถมด้วย mood lighting สีแดง จะว่าไปตัวแทนของความล้าสมัยนั้นให้จินตนาการเทียบกับ Hyundai H-1 โฉมปัจจุบัน




→ ระบบปรับอากาศ,ความบันเทิงและข้อมูล

  - ระบบปรับอากาศเป็นแบบ HAVC (Heating, ventilation, and air conditioning) จะพูดง่าย ๆ คือมีระบบทำความร้อนมาด้วยนั่นเองซึ่งจะช่วยสามารถปรับอุณหภูมิได้ละเอียดและปรับความชื้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารได้เป็นอย่างดีตัวระบบเป็นแบบแยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวา (Dual Zone) พร้อมระแบบฟอกอากาศ (ทำงานคล้าย ๆ กับ nanoe กับ plasmacluster)
  - รถคันนี้ถูกติดตั้งเครื่องเล่น CD/DVD USB AUX iPod หน้าจอขนาด 6.1นิ้ว ของ NGS Flyaudio พร้อมระบบนำทางของ Hyundai Speednavi ซึ่งใช้งานได้ดีมากเลย ไม่ค่อยทำตัวงงเวลาอยู่บน-ใต้ทางด่วนสักเท่าไหร่ มาพร้อมกับลำโพง 6 ตัว ด้านหน้าเป็นแยกชิ้น ส่วนแถวกลาง เป็นแกนร่วมตัวเครื่องเล่นได้แค่ไฟล์ตระกูล Lossy ประเภท mp3 m4a aac คุณภาพเสียงพอฟังได้เรื่อย ๆ ไม่เด่นแต่อย่างใด
PS. หลังจากรถอายุหนึ่งปีกว่า software เริ่มรวน เสียงหายบ้าง โทรศัพท์ตัดเองบ้าง ไม่ได้ยินเสียงบ้าง
 -  ระบบแสดงข้อมูลของตัววรถ (มาตรวัด) นั้นสำหรับตัวขายไทยจะเป็นแบบอนาล็อคธรรมดา พื้นไฟ LED สีขาว เข็มสีแดง วัดรอบข้างซ้าย วัดความเร็วตรงกลาง วัดสถานะอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (ไม่มีตัวเลขบอกอุณหภูมิ โดยตำแหน่งกลางเมื่อเทียบกับ ระบบ OBD แล้วมีอุณหภูมิ ประมาณ 88 องศา) วัดปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิงในถัง ด้านล่าง มีจอ LCD ขนาด 3 แถว บอกภุณภูมิภายนอก ตำแหน่งเกียร์ ODO อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในเที่ยว อันตราสิ้นเปลืองปัจจุบัน ระยะเวลาในเที่ยว ความเร็วเฉลี่ย ระยะทางที่แล่นได้จนน้ำมันหมดมีความสามารถในการกระพริบไฟเลี้ยวสามครั้งได้ในการโยกก้านครึ่งทาง
※เนื่องจากตัวตลาดนอกมีชนิดแบบขอ LCD ขนาดใหญ่ตรงกลางที่สามารถแสดงรายละเอียดตัวรถได้เยอะและตั้งค่าต่าง ๆ ได้มากมาย ผนวกกับทำงานร่วมกันกับจอกลางเพื่อแสดงข้อมูลของตัวรถเกือบทั้งหมด




→ อรรถประโยชน์ภายใน
  - การเก็บของภายในนั้นเนื่องจากเป็นรถพื้นฐาน D-Segement (KIA Optima) ทำให้ตัวรถค่อนข้างกว้างจึงสามารถสร้างที่เก็บของเป็นจำนวนมากประตูทุกบานจะมีที่วางขวดน้ำและเก็บของเล็กๆ น้อย ๆ ตามขนาดประตูเปิดได้กว้างขวาง เข้า-ออกได้อย่างสะดวกสบายรวมถึงแถวสามด้วย มีไฟส่องสว่างภายในสามตำแหน่ง คือ ผู้โดยสารแถวหน้าแถวกลาง และประตูท้าย ตัวรถมีกระจกไม่ตัดแสงและไม่เก็บเสียงทั้งสี่บาน มีแค่ประตูคนขับเท่านั้นที่ลงอัตโนมัติ นอกนั้นทั้งคันขึ้นอันตโน มืออออออ!!! นี่เป็นสิ่งที่รบกวนชีวิตตอนเข้า-ออก ที่จอดรถมากที่สุด >:(




  - การจัดรูปแบบตัวรถ ตัวรถเป็นแบบ 7 ที่นั่ง สามแถว (ในต่างประเทศมีแบบ 5 ที่นั่งขายด้วยนะ)เบาะนั่งเป็นแบบหนังแท้ มีรูระบายอากาศทั้งหมด นำมาหุ้มตัวเบาะประเทศไทย ด้านคนขับปรับไฟฟ้า
8 ตำแหน่ง พร้อมดันหลัง ด้านคนนั่งปรับได้แค่ เอน และ หน้า-หลัง เบาะแถวสองและสามปรับเอนได้ แต่เลื่อนหน้า-หลังไม่ได้ ตัวเบาะค่อนข้างจะหนักและอาจไกลเอื้อมสำหรับสาวไทยมาตรฐานไปสักหน่อยอาจมีต้องขึ้นไปบนรถเพื่อจัดการ สำหรับแถวสุดท้ายขึ้นได้แค่ทางซ้ายเท่านั้น (ด้านของฟุตบาท) ท้ายรถ ด้วยเบาะแถวสามที่ถูกพับลงไป ทำให้มาพื้นที่เก็บของมหาศาลเลยทีเดียว หากดึงเบาะแถวสามขึ้นมา ก็จะเหลือพื้นที่เก็บของตามพื้นที่สีน้ำตาลที่เห็นกันนี่แหละ ผมคิดว่าพอเพียงสำหรับการไปเที่ยว 1คืน สำหรับ 7 คนเลย (ถ้าไม่ใช้กระเป๋าใหญ่เกินขนาด) แถวสามด้านขวาใส่ขวดน้ำและเก็บสมาร์ทโฟนได้



- พื้นที่จัดเก็บสิ่งของ ตรงกลางบริเวณใต้เครื่องปรับอากาศมีถาดไว้วางของและเป็นที่อยู่ของ USB AUX และ, หัวจ่ายไฟ 12V ถัดลงมาตรงฐานคันเกียร์มีหลุมวางแก้วขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นสองส่วนด้วยพลาสติกคั่น
มีสวิชที่เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนอยู่ (active ECO mode, เปิด/ปิด Parking Assist Sensor) หลังสวิชมีช่องเก็บของขนาดเท่ากุญแจรถและนี่คือหน้าตาของกุญแจรถ เมื่อซื้อรถทางยนตรกิจจะมอบซองหนังแท้งาม ๆ มาให้ใส่กุญแจด้วยนะ แต่เมื่อใส่แล้ว ช่องนี้จะเล็กเกินไปทันที ฮ่า ฮ่า ฮ่า (ไม่มีพวงกุญแจลายการ์ตูนแถมให้นะ) ขยับต่อมาตรงช่องเก็บของ/ที่วางแขน เมื่อเปิดออกมาจะมีความลึกสองระดับ ภายในใช้เก็บของอย่างเดียวไม่มีขั้วต่ออะไรให้เลยความลึกของช่องคือประมาณ 1 แผ่น Blu-Ray + 15 ซม. ดังที่จะเห็นกล่องสีน้ำเงินที่ในภาพนั่นแหละ ข้างใต้มีแผ่นผ้าเล็ก ๆ ก็พอเพียงที่จะทำให้ของที่เก็บไว้ไม่กระแทกกระพลาสติกเป็นเสียงน่ารำคาญเวลาขับรถไปไหนมาไหนได้ด้านหลังมีช่องต่อไฟ 12V และที่วางสมาร์ทโฟน ไว้ตอนชาร์จไฟได้ และแผงตาข่ายเก็บของหลังเบาะทั้งสองข้างเลย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! สิ่งที่ไม่มีคือช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง….. เพราะมันอยู่ที่เสา B ครับส่วนตัวผมคิดว่า มันสร้างการไหลเวียนอากาศได้ดีกว่าตรงกลางนะครับ แต่อย่างว่าต้นทุนอาจจะสูงสำหรับการวางท่อรุ่นต่อมา เลยย้ายช่องมาตรงกลางให้เหมือนรถ mass ทั่วไปครับ  ด้านซ้ายมีแค่ที่เก็บสม์ทโฟน สุดท้ายคือบนเพดานมีกล่องใส่แว่นบุผ้ากำมะหยี่ตรงสวิชไฟกลางหนึ่งต่ำแหน่ง
※จะว่าไปเวลาที่ผมขับรถไปไหนแล้วมีคนชมว่ารถสวย อายุของคนนั้น 30+ ทุกคน 5555 บางครั้งทำให้ผมคิดว่าผม 30 แล้วหรือนี่ !?


เรื่องวิศวกรรม ไว้ติดตามต่อไปนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 13, 2017, 22:46:58 โดย Ishida »
พระเจ้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา เพียงแต่ทำได้ในสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราทำไม่ได้

ออฟไลน์ ps000000

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7,814
พื้นฐาน D SEG ใหญ่แน่นวล

ออฟไลน์ bingoman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,077
สวยมากๆ ครับ

น่าใช้มากมายรถ Kia ยุคใหม่ๆ  สวยๆ ไปหมด 

ผมหลงไหล Kia Rio มากๆ   แต่รถรุ่นอื่นอย่าง Carnival ก็สวยงาม น่าใช้ สมรรถนะดีกว่าญี่ปุ่นเจ้าตลาดทั้งหลาย

Sorento นี่ก็สุดๆ เหมือนกัน

ออฟไลน์ V221

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,478
Re: 2014 Facelifted KIA Sorento (XM) เสือหนุ่มเกาหลีมาดเข้มลูกครึ่งเยอรมัน
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2018, 08:16:32 »
เคยลองขับยาวๆ ประทับใจกับช่วงล่างและความรู้สึกในการขับขี่ที่ใกล้เคียงรถเก๋งมากที่สุดคันนึงครับ