ผู้เขียน หัวข้อ: แค่อัตราเร่งกับอัตราสิ้นเปลืองไม่พอแล้วสำหรับรถ Plug in Hybrid  (อ่าน 3528 ครั้ง)

ออฟไลน์ ลุง

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 80
    • อีเมล์
ผมอ่านวารสารรถและโบรชัวร์บริษัทรถหลายแห่งรู้สึกว่าวิธีการวัดอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองแบบเดิมไม่เหมาะแล้วสำหรับรถ Plug in Hybrid ปรากฏว่าอัตราเร่ง 5-6 วินาที กินน้ำมัน 30-40 กม/ลิตร ซึ่งเป็นการวัดตอนแบตเต็ม ไม่มีใครวัดตอนแบตหมด ว่าเมือต้องแบกน้ำหนักมอเตอร์และแบตจำนวนหลายร้อยกิโลแล้วอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเป็นอย่างไร
การวัดอัตราสิ้นเปลืองโดยไม่วัดค่าไฟที่ Charge กันข้ามคืนนั้นไม่เหมาะสม และผมอยากรู้ด้วยว่าถ้ากด EV Mode แล้วรถจะวิ่งได้กี่ กม.
ถ้าเป็นไปได้ไม่ทราบว่าทาง Headlight Mag พอจะวัดอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองตอนแบตหมดได้ไหมครับ และวัดว่า Pure EV mode วิ่งได้กี่ กม.

ออฟไลน์ lexus

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,135
plug in hybrid ก็เหมือนระบบhybridที่มีแบตใหญ่ขึ้น ชาจไฟบ้านได้
มันไม่ปล่อยให้ตัวเองแบตหมดหรอกครับ มันใช้เครื่องยนต์ชาร์จไฟกลับเข้าไปเมื่อแบตอ่อน

อัตราสิ้นเปลืองใช้งานจริงเว็บนี้ก็มีทดสอบอยู่ ได้ไม่ถึงที่แต่ละค่ายโฆษณาหรอกครับ
...

ออฟไลน์ Nerdys

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 517
ในส่วนของ plug in อาจจะยากตรงที่รถพยายามที่จะชาร์ทไฟเข้าแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้ไฟหมดครับ
จึงหาโอกาสทดสอบอัตราเร่งขณะที่แบตหมดยาก

แต่ถ้าเป็นรถ Hybrid ก็เคยมีคนทดสอบอัตราเร่งไว้ เช่นในคลิบนี้

ทดสอบอัตราเร่ง Lexus NX 300h ขณะที่มีไฟเหลือในแบตเตอรี่ 7 ขีด เปรียบเทียบกับ 2 ขีด
คนขับใช้วิธีเร่งเครื่องติดต่อกัน 6 ครั้ง ขณะเร่งเครื่อง มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเร่งความเร็วตลอด ทำให้ไม่มีการชาร์ทไฟกลับเข้าแบตเตอรรี่

ผลก็คือ ขณะที่แบตเกือบเต็มอัตราเร่งจะดีแตกต่างจากตอนที่เเบตเกือบหมดอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติเเบตเตอรี่เต็ม รถจะมีอัตราเร่งพอๆกับ D-seg 2.5 พอแบตใกล้หมดสมรรถนะจะเหลือประมาณ C-seg เครื่อง 1.8

จากคลิปเป็นที่น่าสังเกตว่า สำหรับ NX300h นั้น เร่งเครื่องต่อกัน 3 ครั้ง อัคราเร่งยังใกล้เคียงกันอยู่ แต่ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป สมรรถนะเริ่มด้อยลง
แต่ในชีวิตจริง เหยียบคันเร่งมิดเพื่อเร่งแซงติดต่อกันมากกว่า 3 ครั้ง อาจจะไม่ค่อยเกิดขึ้น
ยกเว้นตอนที่ขึ้นเขาที่มีทางชันติดต่อกันยาวๆ เช่น อ่างขาง อินทนนท์ ที่ต้องเยียบคันเร่งแช่นานๆ

ออฟไลน์ ลุง

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 80
    • อีเมล์
แค่นี้ผมก็ OK แล้ว คืออยากให้มีข้อมูลอัตราเร่งช่วง 7 ขีดกับ 2 ขีด

ออฟไลน์ sukhontha

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,238
ผมเดานะครับ

  เดินทางไกล  ไฮบริด ประหยัดกว่าตัวธรรมดาราว ๆ 2 กม./ลิตร แค่นั้น

  แต่ค่าไฟบ้านก็น่าจะเพิ่มขึ้นแบบเห็นชัดเจน

ออฟไลน์ palma

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 653
    • อีเมล์
ในส่วนของ plug in อาจจะยากตรงที่รถพยายามที่จะชาร์ทไฟเข้าแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้ไฟหมดครับ
จึงหาโอกาสทดสอบอัตราเร่งขณะที่แบตหมดยาก

แต่ถ้าเป็นรถ Hybrid ก็เคยมีคนทดสอบอัตราเร่งไว้ เช่นในคลิบนี้

ทดสอบอัตราเร่ง Lexus NX 300h ขณะที่มีไฟเหลือในแบตเตอรี่ 7 ขีด เปรียบเทียบกับ 2 ขีด
คนขับใช้วิธีเร่งเครื่องติดต่อกัน 6 ครั้ง ขณะเร่งเครื่อง มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเร่งความเร็วตลอด ทำให้ไม่มีการชาร์ทไฟกลับเข้าแบตเตอรรี่

ผลก็คือ ขณะที่แบตเกือบเต็มอัตราเร่งจะดีแตกต่างจากตอนที่เเบตเกือบหมดอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติเเบตเตอรี่เต็ม รถจะมีอัตราเร่งพอๆกับ D-seg 2.5 พอแบตใกล้หมดสมรรถนะจะเหลือประมาณ C-seg เครื่อง 1.8

จากคลิปเป็นที่น่าสังเกตว่า สำหรับ NX300h นั้น เร่งเครื่องต่อกัน 3 ครั้ง อัคราเร่งยังใกล้เคียงกันอยู่ แต่ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป สมรรถนะเริ่มด้อยลง
แต่ในชีวิตจริง เหยียบคันเร่งมิดเพื่อเร่งแซงติดต่อกันมากกว่า 3 ครั้ง อาจจะไม่ค่อยเกิดขึ้น
ยกเว้นตอนที่ขึ้นเขาที่มีทางชันติดต่อกันยาวๆ เช่น อ่างขาง อินทนนท์ ที่ต้องเยียบคันเร่งแช่นานๆ

แบบนี้ก็ไปบู๊ยาวๆ กับเครื่อง Turbo ลำบากสิครับ  ถูกไหมครับ
2017 : NSP170R-2NR-FE+CVT
2015 : B17-MR16DDT+CVT-M6
2014 : L33-QR25DE+CVT-8
1994 : AE101-4AFE+MT

ออฟไลน์ (ノ ´ ▽ ` )ノ

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 57
ในส่วนของ plug in อาจจะยากตรงที่รถพยายามที่จะชาร์ทไฟเข้าแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้ไฟหมดครับ
จึงหาโอกาสทดสอบอัตราเร่งขณะที่แบตหมดยาก

แต่ถ้าเป็นรถ Hybrid ก็เคยมีคนทดสอบอัตราเร่งไว้ เช่นในคลิบนี้

ทดสอบอัตราเร่ง Lexus NX 300h ขณะที่มีไฟเหลือในแบตเตอรี่ 7 ขีด เปรียบเทียบกับ 2 ขีด
คนขับใช้วิธีเร่งเครื่องติดต่อกัน 6 ครั้ง ขณะเร่งเครื่อง มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเร่งความเร็วตลอด ทำให้ไม่มีการชาร์ทไฟกลับเข้าแบตเตอรรี่

ผลก็คือ ขณะที่แบตเกือบเต็มอัตราเร่งจะดีแตกต่างจากตอนที่เเบตเกือบหมดอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติเเบตเตอรี่เต็ม รถจะมีอัตราเร่งพอๆกับ D-seg 2.5 พอแบตใกล้หมดสมรรถนะจะเหลือประมาณ C-seg เครื่อง 1.8

จากคลิปเป็นที่น่าสังเกตว่า สำหรับ NX300h นั้น เร่งเครื่องต่อกัน 3 ครั้ง อัคราเร่งยังใกล้เคียงกันอยู่ แต่ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป สมรรถนะเริ่มด้อยลง
แต่ในชีวิตจริง เหยียบคันเร่งมิดเพื่อเร่งแซงติดต่อกันมากกว่า 3 ครั้ง อาจจะไม่ค่อยเกิดขึ้น
ยกเว้นตอนที่ขึ้นเขาที่มีทางชันติดต่อกันยาวๆ เช่น อ่างขาง อินทนนท์ ที่ต้องเยียบคันเร่งแช่นานๆ

แบบนี้ก็ไปบู๊ยาวๆ กับเครื่อง Turbo ลำบากสิครับ  ถูกไหมครับ

ผมไม่มีความรู้ด้านเทคนิคของระบบวิศวกรรม hybrid แต่เพราะใช้ X5 40e อยู่ เลยจะขอเล่าลักษณะตอนใช้งานแบบคร่าวๆ เท่าที่รับทราบเองตอนขับครับ

เรื่องประหยัดเนี่ย ถ้าขับรถทางไกล ในระยะทางที่เกินกว่าประจุไฟฟ้าใน battery ที่ charge เต็ม 100% จะช่วยสนับสนุนได้ แม้จะขับใน auto mode (ให้สมองกลของเครื่องยนต์สับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเอง) ก็ตาม วิ่งได้อย่างมากก็แค่ประมาณไม่เกิน 100 กม. ขึ้นกับวิธีการขับ แล้ว battery จะเหลือแค่ 1 ขีด (ถ้าใช้ EV mode ก็ได้แค่ 20 กม. กว่าๆ) เครื่องยนต์สันดาปก็จะขึ้นมาทำงานแทบตลอดเวลา ยกเว้นตอนที่รถหยุดเพราะการจราจรเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่ช่วงที่ battery เหลือ 1 ขีด นี่ล่ะครับ ที่เลิกคิดถึงเรื่องความประหยัดน้ำมันไปได้เลย คือใช้น้ำมันเหมือนขับรถธรรมดา

ผมเปรียบเทียบกับรถที่ขับประจำอีกคันคือ 525D เครื่อง 6 สูบ เติม V Power Diesel เต็มถัง สามารถวิ่งจาก ตจว. เข้า กทม. (350 กม./รอบ) แล้ววิ่งกลับได้ (อีก 350 กม.) ในการเติมน้ำมันรอบเดียว (ความจุถังน้ำมัน 70 ลิตร) ประมาณ 2,000 บาทถ้วนๆ  แต่ถ้าขับ X5 40e ในเส้นทางเดียวกัน ผมต้องเติมน้ำมัน 2 รอบ (ความจุถังน้ำมัน 85 ลิตร) ถ้าเติม V Power 95 ก็ค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 กว่าบาทกลางๆ แม้ว่าขนาดกับน้ำหนักรถจะต่างกันเยอะก็ตาม แต่ก็พอมองเห็นภาพว่ามันไม่ได้ช่วยในเรื่องความประหยัดแต่อย่างใด สิ่งที่เครื่องยนต์แบบ plug-in hybrid จะช่วยจริงๆ คือการปล่อยมลพิษจากควันไอเสียที่ลดลงอย่างมาก แบบคนละเรื่องกับเครื่องยนต์ทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ diesel ครับ

ในเรื่องอัตราเร่ง อันนี้ผมไม่แน่ใจนะ ว่า low battery ของ plug-in hybrid มันจะส่งผลให้อัตราเร่งช้าลงหรือเปล่า แยกไม่ออกจริงๆ เพราะระบบการ charge ไฟฟ้าของรถแต่ละ brand แต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ของ X5 นี่ก็จะ regenerate power ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะถ้าเปิด save mode ที่ให้เครื่องยนต์สันดาปทำงานเป็นหลัก วิ่งไปไม่นาน ก็จะได้ battery กลับมาแล้ว 1 ขีด ซึ่งก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าใน save mode จะตัดการทำงานเสริมอัตราเร่งของ motor ไฟฟ้าไปเลย หรือว่ายังคงช่วยด้านอัตราเร่งอยู่ เพียงแต่ไม่ใช้ช่วยในการขับเคลื่อนตัวรถเหมือนใน auto mode

ถ้าจะเอารถยนต์ plug-in hybrid ไปแข่งกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป turbo ทั่วไป โดยที่เครื่องยนตฺ plug-in hybrid มีกำลังรวมทั้งระบบเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ turbo ยังไงก็เสียเปรียบฝั่ง turbo ครับ เพราะน้ำหนักรถยนต์ turbo น้อยกว่า และกำลังขับเคลื่อนค่อนข้างคงที่ ไม่ต้องคำนึงถึงกระแสไฟฟ้าคงเหลือ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2018, 12:50:10 โดย (ノ ´ ▽ ` )ノ »

ออฟไลน์ Nerdys

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 517
ในส่วนของ plug in อาจจะยากตรงที่รถพยายามที่จะชาร์ทไฟเข้าแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้ไฟหมดครับ
จึงหาโอกาสทดสอบอัตราเร่งขณะที่แบตหมดยาก

แต่ถ้าเป็นรถ Hybrid ก็เคยมีคนทดสอบอัตราเร่งไว้ เช่นในคลิบนี้

ทดสอบอัตราเร่ง Lexus NX 300h ขณะที่มีไฟเหลือในแบตเตอรี่ 7 ขีด เปรียบเทียบกับ 2 ขีด
คนขับใช้วิธีเร่งเครื่องติดต่อกัน 6 ครั้ง ขณะเร่งเครื่อง มอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเร่งความเร็วตลอด ทำให้ไม่มีการชาร์ทไฟกลับเข้าแบตเตอรรี่

ผลก็คือ ขณะที่แบตเกือบเต็มอัตราเร่งจะดีแตกต่างจากตอนที่เเบตเกือบหมดอย่างชัดเจน
เปรียบเทียบง่ายๆ สมมติเเบตเตอรี่เต็ม รถจะมีอัตราเร่งพอๆกับ D-seg 2.5 พอแบตใกล้หมดสมรรถนะจะเหลือประมาณ C-seg เครื่อง 1.8

จากคลิปเป็นที่น่าสังเกตว่า สำหรับ NX300h นั้น เร่งเครื่องต่อกัน 3 ครั้ง อัคราเร่งยังใกล้เคียงกันอยู่ แต่ครั้งที่ 4 เป็นต้นไป สมรรถนะเริ่มด้อยลง
แต่ในชีวิตจริง เหยียบคันเร่งมิดเพื่อเร่งแซงติดต่อกันมากกว่า 3 ครั้ง อาจจะไม่ค่อยเกิดขึ้น
ยกเว้นตอนที่ขึ้นเขาที่มีทางชันติดต่อกันยาวๆ เช่น อ่างขาง อินทนนท์ ที่ต้องเยียบคันเร่งแช่นานๆ

แบบนี้ก็ไปบู๊ยาวๆ กับเครื่อง Turbo ลำบากสิครับ  ถูกไหมครับ
ถ้าบู้แบบไม่ถอนคันเร่งเลย Hybrid เสียเปรียบเครื่อง turbo ครับ
เพราะเครื่องยนต์กับมอเตอร์จะร่วมแรงกันส่งกำลังไปที่ล้ออย่างเดียวแบบถวายชีวิตเลย 555+ ช่วงนี้เครื่องยนต์ก็จะไม่ชาร์ทไฟเข้าแบตเตอรี่ด้วย
ขณะที่มอเตอร์กับเครื่องยนต์ทำงานร่วมกันจะรู้สึกว่ารถ Hybrid แรงมาก
แต่มอเตอร์จะช่วยได้ขณะหนึ่งเท่านั้น พอแบตเตอรี่ใกล้จะหมด กำลังเครื่องยนต์บางส่วนจะถูกแบ่งไปปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่ครับ

ช่วงต้นๆ ไม่เกิน 160 km/H รถ Hybrid อาจตีคู่มากับรถ turbo แบบสูสี
แต่พอความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ แบตเตอรี่ลดลง กำลัง้ครื่องยนต์ก็จะถูกแบ่งไปปั่นไฟ ทำให้ตอนนี้แหละที่รถ hybrid เริ่มเสียเปรียบ

อันนี้เป็นคลิปของ NX300h อีกเช่นกันครับ ทดสอบเร่งความเร็วจาก 0 ไปจนถึงความเร็วสูงสุด
สังเกต ตรงกลางหน้าปัทม์ มี battery monitor บอกระดับขีดแบตเตอรี่สีฟ้าๆ


ที่ความเร็ว 100 แบตเตอรี่เริ่มหายไป 1 ขีด (ในคลิปนาทีที่ประมาณ 0.25)
ที่ความเร็ว 140 แบตเตอรี่เริ่มหายไปอีก 1 ขีด
ที่ความเร็ว 160 แบตเตอรี่เริ่มหายไปอีก 1 ขีด
ที่ความเร็ว 180 แบตเตอรี่เริ่มหายไปอีก 1 ขีด
ที่ความเกือบๆ 200 เครื่องยนต์แบ่งกำลังมาปั่นไฟเข้าแบต และแบตเตอรี่หยุดจ่ายไฟให้มอเตอร์ ตอนนี้แหละที่รถ hybrid เสียเปรียบรถสันดาปทั่วๆไป
อันนี้เป็นระบบ Hybrid ของ Toyota/Lexus เครื่องยนต์ก็ตัวเดียวกับ Camry Hybrid
ส่วนของญี่ห้ออื่น ไม่รู้ว่าเขาตั้งการทำงานใว้แบบไหน แต่ก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2018, 19:26:39 โดย Nerdys »

ออฟไลน์ palma

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 653
    • อีเมล์
ขอบคุณทุกท่านครับ

ผมก็เดาว่าประมาณนั้นๆเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ใช้หรือมีประสบการณ์ตรง

สรุป เราก็เกรง ได้เป็นพักๆ นะ หลอกบู๊ยาวน่าจะเห็นผลบ้าง
2017 : NSP170R-2NR-FE+CVT
2015 : B17-MR16DDT+CVT-M6
2014 : L33-QR25DE+CVT-8
1994 : AE101-4AFE+MT