Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: basboths ที่ มิถุนายน 29, 2012, 03:37:41
-
ecocar 17
B-Segment 30 หัก e20 ไป 5 เหลือ 25
โดยเฉพาะ Swift ครับ ที่เทพมาก ดีกว่า B-Segment 1.5 ลิตร ทุกคัน ทั้งด้านวัสดุ และการขับขี่ (ผมไม่เคยลองนะฟังเขามา)
ป.ล. ที่บ้านเพิ่งถอย mazda 2 ครับ เหอๆๆ มีแต่คนถามทำไมไม่ถอย Swift รถมันดีมาก..... ฯลฯ (นึกตอบในใจว่าเรื่องของกรู กรูชอบ หุๆๆๆ)
แต่มันก็ทำให้ผมสงสัยครับว่า suzuki ทำได้ไง
Swift
รุ่น GLX 559,000 บาท keykess + air auto + พวงมาลัย เกียร์ หุ้มหนัง
รุ่น GL 507,000 บาท
รุ่น GA 469,000 บาท
mazda 2
Groove AT 585,000 บาท
Spirit AT 654,000 บาท
Maxx Sports 705,000 บาท
ส่วนต่าง
ต่ำ 116000
กลาง 147000
สูง 146000
-
ตอบแบบมึน ๆ หลับอิตาลีชนะเยอรมัน 2-1 นะครับ
ส่วนหนึ่งที่ได้ภาษีถูกกว่า B-Segment ทั่วไปก็อาจเป็นเพราะโครงการของรัฐบาลที่รณรงค์ให้ประชาชนใช้ eco car อะไรประมาณนี้ ตามคำพูดเก่า ๆ ที่เคยอ่านเจอ
"ในสภาวะที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มการไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ผลิตในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างพากันคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตรถยนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค แม้ว่าเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างจะยังไม่สามารถผลิตเพื่อจำหน่ายอย่างแพร่หลายได้จริง ณ ขณะนี้ เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยก็ได้เล็งเห็นปัญหานี้ล่วงหน้า จึงได้กำหนดโครงการ อีโค่ คาร์ Eco Car เมื่อหลายปีก่อน โดยได้กำหนดคุณสมบัติของรถอีโค่ คาร์ ที่นอกจากประหยัดน้ำมันแล้วยังช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศได้ในระดับที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศอีกด้วย"
ผิดถูกประการใด ขออภัยด้วย ง่วง มึน งง และเบลอ ๆ กับบอล
-
ที่จะถามนี่คือ ทำไมสวิฟ ซึ่งเป็น อีโค่คาร์ ถึงทำออกมาได้ดีกว่า บี เซกเมนท์ ?
หรือถามว่า อีโคคาร์ทำไมทำออกมาได้ดีกว่า b เซกเมท์แต่ราคาถูกกว่ามาก ครับ
เอาความคิดผมนะ. อีโค่คาร์ อย่าง สวิฟ มันเป็นบี คลาสอยู่แล้ว. เค้าเอามาจับหั่นๆ
ความจ ุกระบอกสูบ อื่นๆ เพื่อให้เข้าเงื่อนไข อีโคคาร์ ในบ้านเรา
ลดต้นทุน โดยใช่วัสดุด้อยลง กว่าตัวต่างประเทศ และเน้นปริมาณเข้าว่านะครับ ภาษีก็ช่วยด้วยส่วนหนึ่ง
-
ถ้าดูจากรุ่นต่ำสุดของแต่ละยี่ห้อ
VIOS, Mazda 2 MT ตอนเปิดตัวผมจำได้ว่า 499,000
MARCH เปิดราคามา 375,000
ส่วนต่างราคาอยู่ที่ 122,000
ห่างกัน ราว ๆ 20%
ถ้าคิดง่าย ๆ ผมลงทุนของ 100 บาท ต้องการกำไรสมมติว่า 30% ผมต้องขายของนั้น 130 บาท
ดังนั้น ถ้าของที่ผมลงทุน 150 บาท ผมจะต้องขาย ๅ195บาท
จะเห็นว่าส่วนต่างราคาทุน 50 บาท ทำให้ราคากำไรต่างกันถึง 15 บาท มองกลับไปทีี่ไอ้ของ 100 บาท มันคืออีก 15%เลยทีเดียว
เช่นกัน ภาษีก็เป็นต้นทุนที่เขาต้องคิดรวมมาในราคารถครับ ไม่ต้องมองพวกoption หรอกครับ เพราะพวกนั้นเป็นของต้นทุนต่ำกำไรสูงเอามาเทียบไม่ได้
ต้นทุน ECO ค่อนข้างจะหนักในส่วนเครื่องยนต์ด้วยเพราะต้องขึ้นบล็อกใหม่ที่ไม่มีต้องทำวิจัยใหม่ อย่าง March ไม่ใช่ว่าหั่นสูบออก1สูบไม่ต้องใช้บล็อกใหม่นะครับ เขาก็ต้องทำบล็อกหล่อเครื่องยนต์ใหม่ ทำ Software ใหม่ ทำวิจัยในส่วน3 สูบใหม่ให้มันสมดุลย์อีก ไม่ง่ายนะครับแน่แง่การผลิตให้ใช้ได้จริง
สรุป ของแพงกว่า ต้องทำกำไรเยอะว่าถึงคุ้มการขายครับ
-
13% ไม่น้อยเลยนะครับ
ลองเคาะราคาก่อนภาษีของ b-seg รุ่นต่ำสุดกับ eco รุ่น top ดู
eco car บางรุ่นน่าจะแพงกว่า b-seg เสียอีก
ที่ทำราคาได้แบบนี้เพราะเสียภาษีถูกล้วนๆ
ส่วนตัวผมว่ามันควรจะถูกได้กว่านี้ด้วยซ้ำ
-
"ส่วนตัวผมว่ามันควรจะถูกได้กว่านี้ด้วยซ้ำ"<-- ที่ค่ายรถทำไม่ได้ เพราะเหตุผลด้าน positioning ในตลาดด้วยสินะครับ
-
เทียบเฉพาะ Swift เก่าตัว Top ที่ 650,000 บาท กับ Swift ใหม่ตัว Top ที่ 559,000 บาท ราคาต่างกัน 91,000 บาท
ถ้า Swift ใหม่ เพิ่มอีก 13% = 72,670 บาท ไม่รวมขนาดเครื่องที่ลดลง จาก 1,490cc. เป็น 1,242cc. นะครับ
คาดว่าถ้าไม่ได้ลดภาษี ECO Car ราคา Swift ใหม่น่าจะอยู่ที่ประมาณ 600,000~630,000 ซึ่งก็ไม่ต่างจากเดิมครับ
ส่วนถ้าเทียบราคาข้ามยี้ห้อ อาจหาเหตุผลยากนะครับ
-
ส่วนตัวมองว่าชิ้นส่วนที่เอามาประกอบ มันถูกกว่ารถ 1500 ด้วยหรือเปล่า
บ. อาจจะไปบีบคอ รายย่อยที่รับผลิตชิ้นส่วนว่า
ชิ้นส่วนนี้เอาไปทำอีโคคาร์นะ ต้องขายได้แสนคันใน 5 ปี ดังนั้น จะซื้อเยอะและยาวนาน ขอราคาถูกๆให้ชิ้นส่วนนี้หน่อย
ถ้าผมมี รง.ผลิตชิ้นส่วน มีคนมาติดต่ออย่างนี้ ผมก็คงขายให้ถูกๆละครับ เพราะซื้อกันเยอะและนาน ความมั่นคงในการผลิตมันสูงกว่ารับจ้างผลิตชิ้นส่วนให้รถ 1500 ที่ไม่บังคับขาย
-
ผมว่า eco car ปัจจุบันราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ ความจริงราคามันน่าจะถูกได้กว่านี้อีกแยอะ
-
Swift ในตลาดโลกก็ใช้เครื่อง 1200cc. นะ ไม่ได้มาหั่นลดซีซีเพื่อทำตลาดในไทย
คอนเซ็ปท์เขาคือเครื่องเล็กลง+ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
-
ผมว่าแพงไปด้วยซ้ำเเล้วมันก็ไม่ได้ดีกว่า b seg ทุกคัน
-
ิB-SEGMENT ตั้งราคาไว้สูงเพื่อให้ SEGMENT ต่ำกว่ามีช่องว่างให้ยืดหยุ่น ทำราคา และทำเงินง่ายกว่า
-
รถเมืองไทยมันก็แพงเกินราคาทุก segment อ่ะครับ
ออพชั่นห่วย เครื่องอ่อน ถุงลมไม่มี traction-control ไม่ให้ วัสดุกากๆ
ขำขำนะครับ ;D ;D ;D ;D
-
รถเมืองไทยมันก็แพงเกินราคาทุก segment อ่ะครับ
ออพชั่นห่วย เครื่องอ่อน ถุงลมไม่มี traction-control ไม่ให้ วัสดุกากๆ
ขำขำนะครับ ;D ;D ;D ;D
อันนี้เอาเรื่องจริงมาพูดเล่นหรือเปล่าครับ :D
แต่ว่าผมเห็นด้วยนะ เพราะค่าครองชีพคนไทยน้อยกว่าคนญี่ปุ่น แต่คนไทยซื้อรถแพงกว่าคนญี่ปุ่น :'(
-
ECO Car เสียภาษี 17% ไม่มีลดหย่อนเพิ่ม
B Segment E20 เสียภาษี 25%
ต่างกัน 8% ครับ
-
ECO Car เสียภาษี 17% ไม่มีลดหย่อนเพิ่ม
B Segment E20 เสียภาษี 25%
ต่างกัน 8% ครับ
ครับ ผมขอแก้หัวข้อตามนี้ เป็น 8% ;D ;D
-
คนละเกรด คนละกลุ่ม
-
"ส่วนตัวผมว่ามันควรจะถูกได้กว่านี้ด้วยซ้ำ"<-- ที่ค่ายรถทำไม่ได้ เพราะเหตุผลด้าน positioning ในตลาดด้วยสินะครับ
ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
-
รถเมืองไทยมันก็แพงเกินราคาทุก segment อ่ะครับ
ออพชั่นห่วย เครื่องอ่อน ถุงลมไม่มี traction-control ไม่ให้ วัสดุกากๆ
ขำขำนะครับ ;D ;D ;D ;D
อันนี้เอาเรื่องจริงมาพูดเล่นหรือเปล่าครับ :D
แต่ว่าผมเห็นด้วยนะ เพราะค่าครองชีพคนไทยน้อยกว่าคนญี่ปุ่น แต่คนไทยซื้อรถแพงกว่าคนญี่ปุ่น :'(
เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องจริง
ที่ใช้ๆอยู่นี่เหมือนโดนต่างชาติดูถูกยังไงไม่รู้
ห่วยๆ เห่ยๆ ทำเหมือนชีวิตคนไทยไม่ค่อยมีค่า
จะเอาของดีเช่นรถยุโรปหรือรถนำเข้าสเป็กเมืองนอกก็แพงหูฉีก
แพงกว่ารายได้เฉลี่ยคนไทยต่อเดือนประมาณล้านเท่า
;D ;D
-
รถเมืองไทยมันก็แพงเกินราคาทุก segment อ่ะครับ
ออพชั่นห่วย เครื่องอ่อน ถุงลมไม่มี traction-control ไม่ให้ วัสดุกากๆ
ขำขำนะครับ ;D ;D ;D ;D
;D ใช่ครับเรื่องจริง
-
ก่อนจะไปกันใหญ่
1. ต้นทุน รถ ECO Car กับ B-Segment 1.5 และ C-Segment ไม่ได้แตกต่างเยอะเลยครับ
มันต่างที่ภาษีด้วย และการวางตำแหน่งทางการตลาดด้วย อย่างที่เข้าใจหนะถูกแล้ว
2. รถเล็ก กำไรต่อคันจะน้อยมาก สมัยก่อนเราอาจะได้ยินว่า 15% แต่วันนี้ มันเหลือไม่ถึงแล้ว
ต่ำกว่านั้นมาก เหลือเลขตัวเดียว
3. อันนี้ขอยกคำพูดน้องรอบตัวมาคนนึงแล้วกัน
ใครจะไปเชื่อละว่า เห็นตังราคากันอย่างนี้ สมัยก่อน รถอย่าง TIIDA และ Navara
ตั้งราคาขายที่ดูเหมือนกลางๆ แต่เอาเข้าจริงแล้ว Nissan แทบจะบริจาคทานให้ลูกค้าเลยทีเดียว
เพราะ TIIDA แต่ละคันที่ทำขาย ขาดทุนคันละ 6,000 บาท ! นี่ว่ากันที่ไม่มีส่วนลด
และตั้งราคาขายปลีกอย่างเดียว และนี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก่อนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
แปลก แต่จริง จ้ะ
-
ก่อนจะไปกันใหญ่
1. ต้นทุน รถ ECO Car กับ B-Segment 1.5 และ C-Segment ไม่ได้แตกต่างเยอะเลยครับ
มันต่างที่ภาษีด้วย และการวางตำแหน่งทางการตลาดด้วย อย่างที่เข้าใจหนะถูกแล้ว
2. รถเล็ก กำไรต่อคันจะน้อยมาก สมัยก่อนเราอาจะได้ยินว่า 15% แต่วันนี้ มันเหลือไม่ถึงแล้ว
ต่ำกว่านั้นมาก เหลือเลขตัวเดียว
3. อันนี้ขอยกคำพูดน้องรอบตัวมาคนนึงแล้วกัน
ใครจะไปเชื่อละว่า เห็นตังราคากันอย่างนี้ สมัยก่อน รถอย่าง TIIDA และ Navara
ตั้งราคาขายที่ดูเหมือนกลางๆ แต่เอาเข้าจริงแล้ว Nissan แทบจะบริจาคทานให้ลูกค้าเลยทีเดียว
เพราะ TIIDA แต่ละคันที่ทำขาย ขาดทุนคันละ 6,000 บาท ! นี่ว่ากันที่ไม่มีส่วนลด
และตั้งราคาขายปลีกอย่างเดียว และนี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก่อนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
แปลก แต่จริง จ้ะ
เข้าใจล่ะครับ :D :D :D :D
-
ส่วนตัวมองว่าชิ้นส่วนที่เอามาประกอบ มันถูกกว่ารถ 1500 ด้วยหรือเปล่า
บ. อาจจะไปบีบคอ รายย่อยที่รับผลิตชิ้นส่วนว่า
ชิ้นส่วนนี้เอาไปทำอีโคคาร์นะ ต้องขายได้แสนคันใน 5 ปี ดังนั้น จะซื้อเยอะและยาวนาน ขอราคาถูกๆให้ชิ้นส่วนนี้หน่อย
ถ้าผมมี รง.ผลิตชิ้นส่วน มีคนมาติดต่ออย่างนี้ ผมก็คงขายให้ถูกๆละครับ เพราะซื้อกันเยอะและนาน ความมั่นคงในการผลิตมันสูงกว่ารับจ้างผลิตชิ้นส่วนให้รถ 1500 ที่ไม่บังคับขาย
ใช่แล้ว มียอดออเดอร์การันตีให้ supplier 100,000 คันใน 5 ปี จึงสามารถทำราคาถูกลงมาได้นิ๊ดดดดดดนึง