Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: Nugolfka ที่ ตุลาคม 03, 2012, 01:03:23
-
ขอถามความแตกต่าง ระหว่าง เครื่องดีเซลกับเบนซิน หน่อยค่ะ ไม่ทราบว่ามีความต่างกันมากไมค่ะ แล้วเครื่องตัวไหน ดีกว่ากัน ใน suv อ่ะค่ะ ไม่รวมเรื่องค่าน้ำมันน่ะค่ะ
-
ต่างกันครับ.. ดีเซลให้แรงบิดในรอบต่ำได้ อัตราเร่งดี อัตราสิ้นเปลืองก็ทำได้ดีกว่า
ยิ่งถ้าอยู่ใน SUV เครื่องดีเซลจะให้สมรรถนะในการขับขี่ที่ดีกว่าครับ..
ปล. ตั้งกระทู้ติดกันสองกระทู้มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ..
-
ขอโทษมากๆเลยน่ะค่ะ กลัวถามรวมกัน แล้วมันจะสับสนอ่ะค่ะ
-
ทั่วๆไปเลยคือเครื่องเบนซินต้องเร่งหนักๆ กำลังถึงจะมา ส่วนดีเซลจะมาตั้งแต่ต้น
ขับง่าย ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขับกระบะออกตัวเกียร์สองยังได้เลย
เบนซินต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อยกว่า
เครื่องยนต์เบนซินมีขนาดเล็กกว่า เบากว่า ในพิกัดเท่ากัน
สมัยก่อนเครื่องดีเซลสตาร์ตติดช้า เครื่องเย็นต้องรอเผาหัว
เครื่องดีเซลไม่มีหัวเทียน เขม่าเยอะ มีควันดำเป็นเรื่องปกติ
เบนซินเหมาะกับรถเล็ก น้ำหนักเบา ดีเซลเหมาะกับรถขนาดใหญ่ที่ต้องการกำลังลากเยอะๆ
ถ้าชั้นพวก SUV กระบะ ผมให้ดีเซลครับ
เครื่องดีเซลเหมือนนักยกน้ำหนัก กำลังเยอะ แต่ช้ากว่า เครื่องเบนซินเหมือนนักยิมนาสติก กำลังน้อยกว่า แต่คล่องแคล่วว่องไวกว่า
-
เด๋วนี้ไม่ต่างกันเลยครับ เลือกเครื่อง เลือกรถให้ถูกตามการใช้งานของคุณก็พอ
คิดง่ายๆว่า
เครื่องดีเซล คือ นักกล้าม เข้ายิม แรงเยอะ ยกของหนัก ลากของหนักได้่ดี
เครื่องเบนซิน คือ นักวิ่ง ตัวเบา กล้ามน้อยๆ แต่วิ่งได้เร็ว
ถ้าจะเอานักกล้ามมาวิ่งให้เร็ว หรือจะเอานักวิ่งมาลากของ มันก็เทียบกันไม่ได้
แต่สมัยนี้ นักกล้ามวิ่งเร็วขึ้น นักวิ่งก็กล้ามโตขึ้น
ดังนั้น จะเห็นว่าดีเซล แรงบิดเยอะ วิ่งเร็วๆก็ได้ กระบะวิ่ง 160-200 ได้สบายๆครับ
ส่วนเบนซิน ก็แบกของได้ เพราะการเซตแรงบิดมาช่วย และแรงบิดมาต่อเนื่อง
เครื่องเป็นแค่ส่วนนึงครับ
จะเห็นว่า ดีเซล มีการเซตอัตราทดเกียรสุดท้ายไว้ต่ำ ทำให้วิ่งได้เร็วขึ้นและวิ่งทางไกลประหยัด
ส่วนเบนซิน จะเซตอัตราทดเกียรต้นๆไว้สูง ทำให้บรรทุกได้ดีขึ้น
สรุปคือ ตอนนี้ เบนซินกับดีเซล แทบไม่แตกต่างครับ
ด้านความทนทาน เด๋วนี้่ดีเซลระบบเยอะขึ้น ความทนทานของเครื่องเท่าเดิม แต่จุกจิกขึ้น
แต่การันตีว่า เบนซินหรือดีเซล ใช้ได้เกิน 5 แสนโลแน่นอนครับ
-
ไม่รวมเร่องค่าน้ำมัน
ก็ต้องเบนซิน V6 สิครับ ;D
-
ไม่รวม่าน้ำมันก็ V6 ด้วยคน
;D ;D
-
ดีเซลเวลาลุยมันทนกว่าเบนซิน (ไม่แน่ใจ). :-*
-
แทบไม่ต่างหรอกครับ
ดีเซลมันมาไว แรงบิดเยอะ
SUV ยังไงผมก็เชียร์ดีเซลนะ
-
หลายๆท่านอาจจะชอบและติดใจในแรงบิดอันมหาศาลของดีเซล แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่อ่ะครับ ต้องไปลองขับเองว่ามันตอบโจทย์การใช้่งานของท่านรึป่าว
-
เครื่องเบนซิน แรงอัดอากาศในช่วงจังหวะอัดน้อยการเครื่องดีเซลครึ่งหนึ่ง มีหัวเทียนสำหรับการจุดระเบิด ในช่วงจังหวะดูด จึงมีทั้งอากาศและน้ำมันอยู่ในห้องเผาไหม้
เครื่องดีเซล แรงอัดอากาศในช่วงจังหวะอัดจะมีมากกว่า เมื่อมีการฉีดน้ำมันเข้าไปก็จะจุดระเบิดทันที ในช่วงจังหวะดูดจึงมีการดูดอากาศเข้าไปอย่างเดียวและเกิดการจุดระเบิดเมื่อมีการฉีดน้ำมันเข้าไป
-
เครื่องดีเซล ราคาแพงกว่าเครื่องเบนซิล
-
ขับเก๋งdiesel แล้วไม่กลับไปเบนซินอีก ไม่รู้ความต่าง เท่าไรแต่ชอบ
จนทำให้ผมเลือก525d แทน528I
-
หลังจากนั่งแท๊กซี่ในยุโรปหลายประเทศหลายครั้ง กลับมาเลยซื้อ 320d มาให้แฟนใช้เป็นเก๋งดีเซลคันแรก
หลังจากนั้น..................................
รถที่ใช้เองทุกคันแฟนสั่งมาว่าให้เป็นเครื่อง ดีเซลเท่านั้น เลยงอกมาอีกทั้ง Fortuner, Focus TDCi
:D :D :D :D :D :D :D
-
ถ้าเครื่องมี turbo เหมือนกัน ผมว่าไม่ต่างกันมาก แรงบิดสูงในรอบต่ำเหมือนกัน (เช่น Q5 TFSI กับ Q5 TDi)
แต่ความทนทานผิดกัน ดีเซลทนกว่าเยอะครับ ลุยน้ำดีกว่าเยอะครับ
ความประหยัด ดีเซลทำได้ดีกว่าครับ
จะ modify ต่อ ดีเซล จ่ายเงินน้อยกว่า แต่ แรงกว่าเบนซิน
ผมว่ามาว่ากันเรื่องข้เสียดีกว่า
เสียงดัง ควันดำ ติดแก้สไม่ดี
สรุป ถ้าคิดว่าจะซื้อรถ suv แล้วกลัวจ่ายค่าน้ำมันเยอะ ขับไม่เร็ว ก็ เลือก เบนซิน ติด gas ครับ
ถ้าต้องการรถที่ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ ไม่ติด gas แน่ แนะนำไปที่ดีเซลเลยครับ
หรือไม่ถ้านึกไม่ออกว่าต่างกันขนาดไหน เปรียบเทียบที่ง่ายสุดคือ ไปที่ ศูนย์ BMW ลองขับ X1 เบนซิน 2.0l ไม่มี turbo กับ ดีเซล 2.0 ดูครับ แล้วจะตอบได้เลยว่า เบนซินธรรมดา กับ ดีเซลturbo ในรถรุ่นเดียวกัน อัตราเร่งต่างกันอย่างไร ขับแล้ว ตัวเบนซินเราพอใจในอัตราเร่งไหม ถ้าพอ ผมว่าออกเบนซินครับ
-
ดีเซล แรงบิดมาในรอบต่ำ ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดาจะเลี้ยงครัชง่ายกว่าเบนชิน แต่เบนซินจะขับมันส์กว่า
เพราะรอบเครื่องมันสูงกว่า เสียงเพราะกว่า แรงม้ามีให้เยอะกว่า (รอบมันจัด)
ราคาน้ำมันดีเซลถูกกว่า ดีเซลเสียงดังกว่า มีควันมากกว่า เครื่องยนต์หนักกว่า แต่อุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องน้อยกว่าเบนซิน
(เครื่องดีเซลมันต้องใช้แรงอัดในการทำงาน เครื่องมันเลยต้องทำมาหนาๆ ใหญ่ๆ เพื่อนให้ทนแรงอัดสูงๆ ได้)
การทำงานของดีเซล เป็นระบบ กลไกมากกว่าเบนซินที่ต้องมีไฟฟ้ามาร่วมด้วย
(จุดสังเกต Mighty X สมัยก่อนที่ใช้เบนชินพอถอดแบตออกแล้วเครื่องดับ แต่ Kb2200 ของผม ติดเครื่องอยู่แล้วถอดแบต มันไม่ดับ)
รอบเครื่องต่ำกว่า ทำให้การสึกหรอของระบบต่างๆ น้อยกว่าเพราะรอบต่ำ ส่งผลให่ประหยัดน้ำมันมากกว่า
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลมากกว่าเบนซิน
ถ้าเป็นเครื่องสมัยเก่า มันติดยาก (มันต้องเผาหัว ถ้าเครื่องเย็น)
แต่ก็ดับยากเหมือนกัน ในขณะที่เครื่องเบนชินสมัยเก่า ติดง่าย แต่ก็ดับง่ายเหมือนกัน :P
สรุป ถ้าเทียบกัน จะจะ! ดีเซลดีกว่าทุกอย่าง ยิ่ง ดีเซล สมัยใหม่ มันมี Turbo นั่นหมายความว่ามันสามารถทำให้รอบเครื่องพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วเหมือนเบนซิน
เรื่องเสียง ถ้าเทียบ ดีเซล ที่อยู่ใน Vigo หรือ BMW ถ้าเทียบกันจะจะ อีก บางที อาจจะเงียบกว่า เบนซิน ของเบนซ์ บางรุ่นอีกนะครับ
ถ้าใน SUV ดีเซล ดีกว่าแน่นอนครับ :D (SUV ที่เห็นได้ทั่วไปในท้องตลาดนะครับ อิอิ)
แต่ถ้า งบประมาณของจขกท ไม่ใช่อุปสรรคในการซื้อรถ หน่อย และ SUV คันที่ว่า ราคามันหลายล้าน......
ผมก็ว่า เบนซินมันก็ยังดีกว่าอยู่ดี ผมเคยลอง คาดิเลค เอสกาเลด น่ะครับ โอ้วว สุดจะบรรยาย เหยียบอย่างเดียวจริงๆ หรือแม้กระทั้งง่ายๆ hyundai tucson นี่แหบะครับ ตัวเบนซินขับ 4 ให้ความรู้สึกดีกว่าดีเซลขับ 4 ครับ 8)
-
ดีเซลเทอร์โบแรงบิดสูงๆ อาจจะไม่ใช่ไสตล์ผู้หญิงก็ได้นะครับ อาจจะชอบเหยียบแล้วมา เสียงเครื่องเงียบหน่อย ไม่ดึงมากนัก เป็นเครื่องยนต์เบนซินไป
-
ฟันธงว่า ถ้าเป็นรถขนาดค่อนข้างใหญ่น้ำหนักตัวมาก ล้อโตๆ เครื่องดีเซลเหมาะกว่า เช่นพวก SUV เป็นต้น
แต่ถ้าเป็นรถเก๋ง ขนาด C เซ็กเม้นลงมา เครื่องเบนซินเจ๋งกว่าครับ โดยอีกสัก 3-5 ปีข้างหน้า เครื่องเบนซินฉีดตรง เทอร์โบ หรือไม่โบก็แล้วแต่ จะมาครองเมืองแน่นอน
หมายเหตุ จากที่เอาเก๋งดีเซลไปติดๆอยู่ในเมือง มันก็ไม่ได้ประหยัดกว่า เบนซินสักเท่าไหร่ (วัดกันแบบ กม/ลิตร) ดีแค่น้ำมันถูกกว่าเท่านั้นเอง
-
ผมได้ลองเทสไดรฟ์ จากกรุงเทพฯไปพัทยา ขาไป BMW 528i ขากลับ 525D
กลับมาก็เลือกดีเซลเลยครับ ถ้าไม่เคยขับดีเซลมาก่อน จะหลงรักเลย สำหรับแรงบิดที่มารอบต่ำ ผมว่าขับในเมืองสนุกมากเลยครับ มันปรู๊ดปราด ไม่ต้องรอรอบ
ขับทางไกลก็เพลินมาก เหยียบเบาๆ ไม่ได้เค้น แป๊บเดียวไป 120 km/h แล้ว
เมื่อวานไปสุวรรณภูมิ ตอนตีห้า ได้อัตราสิ้นเปลืองที่ 19.8 km/l เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอ นี่ถ้าวิ่งยาวอีกนิด คงได้ 20 km/l
ระยะยาว รถดีเซล จะจุกจิกน้อยกว่า เพราะโดยเทคโนโลยีแล้ว มันทนกว่า เครื่องเบนซินอยู่แล้ว
รออยู่ว่าใครจะทำ ดีเซล ไฮบริด ออกมาดูบ้าง
-
ผมได้ลองเทสไดรฟ์ จากกรุงเทพฯไปพัทยา ขาไป BMW 528i ขากลับ 525D
กลับมาก็เลือกดีเซลเลยครับ ถ้าไม่เคยขับดีเซลมาก่อน จะหลงรักเลย สำหรับแรงบิดที่มารอบต่ำ ผมว่าขับในเมืองสนุกมากเลยครับ มันปรู๊ดปราด ไม่ต้องรอรอบ
ขับทางไกลก็เพลินมาก เหยียบเบาๆ ไม่ได้เค้น แป๊บเดียวไป 120 km/h แล้ว
เมื่อวานไปสุวรรณภูมิ ตอนตีห้า ได้อัตราสิ้นเปลืองที่ 19.8 km/l เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอ นี่ถ้าวิ่งยาวอีกนิด คงได้ 20 km/l
ระยะยาว รถดีเซล จะจุกจิกน้อยกว่า เพราะโดยเทคโนโลยีแล้ว มันทนกว่า เครื่องเบนซินอยู่แล้ว
รออยู่ว่าใครจะทำ ดีเซล ไฮบริด ออกมาดูบ้าง
N47 เรื่องประหยัดน้ำมัน เรื่องจิ้บๆ(ตัวจริง)
-
ดีเซลในยุคนี้คือดีเซลเทอร์โบ ถ้าจะบอกว่าดีเซลกับเบนซินที่คุณภาพไม่ต่างกันจริงๆนั้นต้องเป็นดีเซลเทอร์โบกับเบนซินเทอร์โบ(แบบใช้งานทั่วไปไม่ใช่ในรถสปอร์ต)เหมือนกันอย่างในBMW320Dกับ320Iรุ่นล่าสุดที่
ที่คนชอบดีเซลกันเพราะว่าเหยียบคันเร่งลงไปนิดเดียวแรงม้าแรงบิดก็มาเร็วและไวกว่าเบนซินมาก ยิ่งเป็นเบนซินที่ไม่มีเทอร์โบช่วยต้องรอให้รอบสูงพอที่แรงม้าสูงสุดจะมาถึงแต่ ณ จุดนั้นดีเซลทำความเร็วได้สูงกว่าและใช้น้ำมันน้อยกว่าแล้ว(เพราะใช้รอบต่ำกว่า)
เรื่องของความทนทานนั้นดีเซลจะทนทานกว่าเบนซินที่ไม่มีเทอร์โบเพราะว่าแรงอัดแรงระเบิดที่เกิดขึ้นในห้องเครื่องของดีเซลนั้นมันแรงและมากกว่าเบนซินธรรมดามากทำให้วัสดุที่นำมาใช้สร้างตัวเครืื่องและการอกกแบบนั้นต้องทำออกมาให้ทนทานรองรับเรี่ยวแรงของดีเซลในระยะยาวได้ แต่ถ้าเป็นเบนซินเทอร์โบก็จะแข็งแรงกว่าเบนซินไม่มีเทอร์โบแต่อาจจะน้อยกว่าดีเซลอยู่ เรื่องของความทนทานนั้นอยู่ที่การดูแลรักษาของเจ้าของมากกว่า เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะทุกๆหมื่นกิโลหรือ6เดือน ไม่ขับรถแบบทรมานเครื่องยนต์จะเครื่องแบบไหนก็อยู่ถึง20ปีได้สบายๆ ประเด็นเรื่องความทนทานจะเข้ามาเกี่ยวของในกรณีที่เจ้าของเอารถบ้านๆมาขับอัดเหยียบเต็มที่บ่อยๆ ลากรอบเครื่องทำความเร็วสูงเป็นระยะยาวนาน งกไม่ยอมเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะหรือใช้คุณภาพที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ เรื่องพวกนี้ต่างหากที่มีผลทำให้เครื่องยนต์พังเร็ว
-
ไม่รู้สิคับ แต่ถ้า SUV ผมว่าดีเซลก็ดีนะ แต่ต้องเป็นเทอโบดีเซลรุ่นใหม่ๆที่แรงๆหน่อยนะ เช่น ของ BMW รุ่นปี 2008 ขึ้นไป
ไม่นับดีเซลในรถกระบะเก่าๆ ผมไปขับมา พึ่งรู้ว่ามันอืดได้ขนาดนั้น