Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: fishfinger ที่ พฤศจิกายน 02, 2014, 14:56:42
-
ปกติผมก็ขับรถญี่ปุ่น C segment เนี่ยแหละ พอดีได้ W211cdi มา จากคนในครอบครัว ซึ่งคันนี้เค้ารักกันมากๆ แถมเคยช่วยผมรอดจากรถชนได้อีก
ผมได้มาก็ขัดสีชวีวรรณ จนสวย และได้มาก็ใช้แทนรถเดิมไปเลย รถอะไร10กว่าปี ยังดีกว่ารถญี่ปุ่น ทั้ง C และ D seg เยอะะ
แต่ด้วยความที่ว่า วิ่งมา 4 แสนโลแล้ว ซ่อมไปเยอะเหมือนกัน ตอนนี้ปัญหาเริ่มเยอะมากขึ้น ขับ1เดือนซ่อม1เดือน
กำลังคิดว่าถึงเวลาของมันแล้วเหมือนกัน ทะเบียนก็สวย ( ถ้าขายแล้ว จะเอาทะเบียนไว้ไหน )
ถ้ารถวิ่งน้อยผมไม่ลังเลที่จะเก็บไว้เลยครับ แต่รถวิ่งมาเยอะ ถึงแม้แค่10กว่าปีทำให้คิดหนักๆครับ
เรื่องค่าซ่อมเรื่องรอง แต่เรื่องไปซ่อมบ่อยๆนี่คิดหนักครับ
-
ทะเบียน โอนให้คันใหม่ดีกว่าครับ ถ้าเลขสวย ส่วนผู้ที่มาซื้อต่อให้ออกทะเบียนใหม่ไปเลยครับ
-
รถมีมูลค่าทางใจ ประเมินราคาไม่ได้หรอกครับ
-
ถามเรื่องถอดใจเวลาซ่อมนะครับ
ส่วนตัวผม ถ้าค่าซ่อมใกล้เคียงราคาขาย ผมจะไม่ซ่อมแล้วคับ
ที่บ้านมี S280 W220 FL ตัวนำเข้า
ทุกวันนี้ใช้มา 10 ปีแล้ว ก็มีซ่อมตามระยะ
รายการอะไหล่ ก็เปลี่ยนมาพอสมควร แต่ยังรักมากอยู่ เพราะเป็นรถที่ดี วิ่งทางไกลไม่เหนื่อย นั่งสบาย ช่วงล่างดี
ตัวอย่างรายการอะไหล่ที่เปลี่ยนมานะคับ(ทุกอย่าง ทุกรายการเปลี่ยนอู่ทั้งนั้น)
-โช๊คถุงลม เปลี่ยนมาแล้ว 4 ตัว แต่ไม่เสียพร้อมกัน เปลี่ยนมาตั้งแต่ปีที่ 6-10 ปีล่ะต้น ครบ 4 ล้อแล้ว(เคยเช็คราคาในศูนย์ ต้นละเกือบแสน แต่ผมหาอะไหล่ข้างนอกครับป
-กลอนประตูดูด เปลี่ยนครบแล้วเหมือนกัน ตอนนี้กลึงเป็นโลหะ ไม่มีทางแตกอีกเลย
-ปั๊มลมที่อยู่กระโปรงหลัง ไว้สำหรับประตูดูด เคยเปลี่ยน 1 ครั้ง
-หม้อลม ABS เคยเปลี่ยน 1 ครั้ง
-ปะเก็นฝาครอบวาวล์ เปลี่ยนมาหลายรอยแล้ว เพราะรั่วบ่อย
-สายพานมูเล่ย์ 1 ครั้ง
นอกนั้นก็เปลี่ยนถ่ายตามระยะครับ
ส่วนตัวผมว่าถ้าเจออู่ที่ดี ที่ไว้ใจได้ รถยุโรปที่ใช้เอง ตั้งแต่เริ่มป้ายแดง น่าเก็บรักษาไว้ครับ
-
ผมยกเครื่องเก่า ถอดซ่อมเปลี่ยนแหวน ลูกสูบ เทอร์โบ หม้อน้ำ ลิสต์อะไหล่ที่เปลี่ยนประมาณ 2หน้าได้ หมดไปเยอะ ก็ยังใช้อยู่ครับ ลองหาอู่ที่ไว้ใจได้ดูทีเดียวสิว่าจะต้องหมดอีกเท่าไหร่ เวลาที่ต้องทิ้งมันไว้ไม่ได้ใช้อีก ปีๆถ้าทิ้งไว้เกิน 2 เดือนผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน
-
ของผมไม่ใช่รถเลิศหรูอะไรเลยด้วยครับ 555
Mitsubishi Lancer E-Car ปี1992 CBU เป็นตัวนำเข้ามาทั้งคัน ก่อนที่จะเริ่มประกอบในไทยครับ
ใช้มาตั้งแต่ป้ายแดง 22ปีละครับ ต่อภาษีจนเล่มเต็มไป1เล่มแล้ว
ทุกวันนี้ไม่ได้ใช้งาน แค่วิ่งรักษาสภาพ ยิ่งจอด ปัญหาก็ยิ่งมากครับ แต่ก็อยากเก็บไว้
ขายไปก็ได้ไม่กี่หมื่น เอาไปทำมาเยอะครับ Overhaulเครื่อง ทำสีใหม่เกรดBenz หมดเป็นแสนครับ 555
รถเดิมๆ
เกือบถอดใจไปหลายรอบละครับ แต่ยังสู้อยู่ ;D ;D ;D
-
.
.
.
ของผมเคยถอดใจตอนซ่อม volvo 850 ครับ
ซ่อมเดือนละ 15,000 ประมาณ 3-4 เดือนติด
เป็นรถใช้ต่อจากที่บ้านเหมือนกัน ตอนนั้นยังเด็ก
เพิ่งทำงานได้เดือนละ 15,000 เงินเดือนออกมาซ่อมรถ
หมดเลย เลยขอแม่เปลี่ยนเป็น MB คราวนี้รักเลย
ใช้จนซ่อมก็ราคาพอๆกับ toyota จากนั้นก็ MB ยาวๆ
-
ถ้ามีค่าทางจิตใจและไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทอง ผมว่าก็ปลดมาเป็นรถสำรองไว้ใช้ออกงานก็ได้ครับ ส่วนรถใช้ประจำวันก็จัดมาอีกคัน แล้วแต่ความเหมาะสมของท่านจขกท.
ส่วนเรื่องซ่อมแค่ไหนถึงถอดใจนี่บอกยากครับ รถสิบปีไมล์อีกสี่แสนนี่ผมว่าเสียได้ทุกจุด จะพูดว่าจุกจิกก็คงลำบาก
สำหรับผม ถ้าซ่อมด้วยอาการเดิมซ้ำๆ ก็คงต้องพิจารณาครับบ แต่หากซ่อมแพงแล้วจบ อันนี้ไม่ว่ากัน
เอาเป็นว่าหากตัวถังยังดี ไม่เคยชนหนัก เกียร์ ยังทำงานได้ปรกติ อื่นๆผมว่าซ่อมได้
-
ต้องถามว่า จขทกหรือเจ้าของรถมองรถคันนี้มีค่าแค่ไหนละครับ?
อย่างรถผม w202 นั่งมาตั้งแต่เกิดเลย จากของพ่อมาเป็นของลูก
ผมก็เข้าอู่ทุกเดือนละครับ วิ่งเข้าออกเองตลอด บางทีต้องจ้างรถ slide ก็ต้องไปตั้งแต่เช้ามืด เพราะจะติดเวลารถหกล้อ เป็นแบบนี้อยู่สองสามปีได้ครับ
ตอนนี้มาเรียนตปท ก็เอาไปฝากไว้กับลูกพี่ลูกน้อง (แต่พอฝากคนอื่นดูแลมันไม่เห็นจะงอแง = =)
ยังไม่เคยคิดจะปล่อย แล้วก็คงไม่ปล่อยด้วยครับ รถมันเหมือนโตมากับผมเลย
แถมปล่อยตอนนี้เต็มที่ก็ไม่เกินสี่แสน ทำใจไม่ได้ครับ น้อยกว่าค่าซ่อมค่าแต่งทั้งหมดอีก
ผมว่ามันอยู่ที่ใจละครับของแบบนี้ ถ้าจขทกคิดว่าไม่ไหวแล้ว ก็คงต้องปล่อยละครับ ใช้ไปก็ไม่มีความสุข คอยระแวงมันอีก
แต่ถ้าจขทกคิดว่ารถมันมีค่าเกินกว่าจะปล่อยออกไปได้ ก็ซ่อมกันต่อไปแบบผมเนี่ยแหละครับ แต่ต้องมั่นใจว่าซ่อมแล้วหายไม่ใช่โดนอู่หลอกนะครับ
ส่วนเรื่องทะเบียนสามารถโอนไปใส่รถคันอื่นได้ครับ ถ้ามีรถที่ทะเบียนไม่สวยก็จับสลับได้เลย
-
เมื่อค่าซ่อมโดยเฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับค่างวดรถใหม่ก็แสดงว่าถึงเวลาแล้วครับ
ซ่อมเท่าไหร่ๆรถเก่าก็ยังเป็นรถเก่าวันยังค่ำอยู่ดี เอาเงินที่ต้องซ่อมมาผ่อนรถใหม่แล้วใช้แบบวางใจได้สบายใจดี กว่า
-
เมื่อค่าซ่อมโดยเฉลี่ยต่อเดือนเท่ากับค่างวดรถใหม่ก็แสดงว่าถึงเวลาแล้วครับ
ซ่อมเท่าไหร่ๆรถเก่าก็ยังเป็นรถเก่าวันยังค่ำอยู่ดี เอาเงินที่ต้องซ่อมมาผ่อนรถใหม่แล้วใช้แบบวางใจได้สบายใจดี กว่า
+1
สำหรับผม รถคือวัตถุ ไม่ไปยึดติดครับ ค่าซ่อมรถเก่าใกล้เคียงผ่อนรถใหม่เมื่อไหร่ ผมปล่อยออกครับ ชีวิตยังมีอะไรที่ต้องทำอย่างอื่นอีกเยอะ(ความเห็นส่วนตัว)
-
ก่อนกดมาอ่านเนื้อหา ผมนึกถึง W211 cdi 03 ของน้าที่ขายไปหลายปีก่อน
พอมาเจอเนื้อหา คิดว่าอีกหน่อยคุณก็เข้าใจ
-
ต้องดูว่า -คุณรักหรือเปล่า
- ค่าเสียหาย(ซ่อม) ไม่เกินกว่าที่จะรับได้?
- คุณมีรถสำรองหรือเปล่า?
หากมีสามสิ่งนี้อยู่ในตัว เป็นผมใช้ต่อครับ
-
อยู่ที่ว่าคุณรักมันมากมั้ย ถ้ามากเก็บไว้
คุณรับค่าซ่อมมันได้หรือเปล่า ถ้ารับได้เก็บไว้ครับ
คุณพอใจราคาขายต่อหรือเปล่า ถ้าพอใจขาย ไม่พอใจเก็บไว้ครับ
สถานะทางการเงินเป็นอย่างไร ถ้าดีก็ซื้อคันใหม่เลยครับ
-
ถ้าจะ "ฟื้น" มันแบบสภาพเนี้ยบทุกกระเบียดจะใช้เงินเยอะครับ
ถ้าซ่อมแพงใกล้ๆราคาขายต่อ และถ้าไม่ไหว ก็ปล่อยครับ
ผมทำรถ E34 อายุ 24 ปี ไปเกินมูลค่าตัวรถ นึกๆไปก็ไม่น่าทำครับ ทุกวันนี้
ยังมีรายการอะไหล่เก่าติดรถ ทยอยเสียอยู่บ้าง
ล่าสุดไฟฉุกเฉินกดไม่ติด ปุ่มพัง
เหนื่อยทุกครั้งที่เข้าอู่ครับ แต่ลงไปเยอะ ใช้ต่อไปครับอย่างน้อย 5-6 ปี
-
พ่อผมเคยซื้อ ซีรีย์3 โฉมนกแก้วมือสองมาใช้ ด้วยความที่อยู่ต่างจังหวัด ทำให้อู่ที่ซ่อมเฉพาะไม่มี แล้วมันก็ชอบเสียจุกจิกอยู่บ่อยๆ แต่ด่วยความที่มันเป็นรถในฝันของพ่อ เลยทนซ่อม ทนใช้มาเรื่อยๆ ซื้อมา 3 แสน ค่าซ่อมอีก 1.5 แสน
ใครทัดทานยังไงก็ไม่สนใจ
จนมาถึงวันนึงแม่ผมเอาไปขับ ปรากกฎว่ารถดับกลางอากาศเพราะเครื่องน็อค
เบรกแข็งเพราะหม้อลมไม่ทำงาน ดีที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเพราะไม่ได้ขับเร็ว
หลังจากนั้นพ่อผมตัดใจขายทิ้งเลยครับ แล้วก็ยอมแพ้ให้กับลูกๆที่โน้มน้าวให้ซื้อรถใหม่ จะได้ไม่ทีปัญหาจุกจิก และก็เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเองด้วย
-
ผมจะยอมแพ้ก็ต่อเมื่อจัดซ่อมชุดใหญ่ไปแล้ว ใช้ได้แปบๆมันก็พังอีกครับ
-
ที่บ้านมีซีวิค ตัว 1995 EG ซ่อมนั่น ซ่อมนี่
ตอนนี้ไมล์ 170,000
เริ่มจาก หม้อน้ำรั่ว เปลี่ยนหม้อน้ำ
ECU เสีย เปลี่ยน
ปั้มตั้ก เสีย เปลี่ยน
แอร์ไม่เย็น เปลี่ยนคอมแอร์
สายคันเร่งไม่ดี เปลี่ยน
เปลี่ยนบู้ตยางเพลาขับ+เพลาขับ
เปลี่ยนหม้อแบต
เปลี่ยนปั้มเบรค
เปลี่ยนสายพาน ฯลฯ
เปลี่ยนมอเตอร์พัดลม
จดตัวเลขคร่าวๆ ซ่อม+เมนทีแนนท์ไป 6xxxx แล้ว
ตั้นปี เริ่มมาเสียทีละอย่างๆ เพราะไอ้ที่เปลี่ยนๆ มันมือสองทั้งน้าน
ไม่ไหวแล้วเพราะอาการเดิมๆ ที่เปลี่ยนไปมันไม่จบ
เลยไปถอย vios 1.5 G มาแทน
ตอนนี้ขับ EG ไปถามเต้นท์ เต้นท์ให้ 5 หมื่น
ไม่ขายครับ เก็บไว้ดูดีกว่า เพราะที่ซ่อมไป มันเกิน 5 หมื่นแล้ว
มันทำใจไม่ได้ครับ
-
ของผมเปลี่ยนเพราะประกันครับ
ประกันชั้น 3+ จะไม่รับทำแล้ว
ผมเลยเปลี่ยน ประกอบกับแลคน้ำมันผมใกล้จะรั่วอีกแล้ว เลยเปลี่ยนเลย
//อ่อ ลืมบอกไป Toyota Corolla AE100 ครับ
ล่าสุดผมเช็ค กรมขนส่ง ไม่เจอทะเบียนรถนี้ในสารบบ ครับ
สงสัยว่า ช่วงที่ผมขายไป ก่อนน้ำท่วม รถมันคงไปกับน้ำแล้ว เสียดายจริงๆ เฮ้อ :D
-
ทะเบียนย้ายมาไว้คันใหม่ได้ครับ (ถ้าซื้อคันใหม่มาแล้ว ก็ย้ายมาเลย)
ซ่อมบ่อยๆ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินครับ แถมมีให้ซ่อมเรื่อยๆ อีกครับ ถึงต้องขายทิ้ง ไม่รู้แบบนี้เรียกว่าถอดใจป่าวนะครับ
หลายปีมาแล้วครับ ตอนนั้นผมก็ได้รับมรดกมา เป็น W124 ใช้ดีมากๆ จนปะเก็นฝาสูบร้าวและรั่ว งานนี้ก็เลยโดนไปเยอะมากครับ ช่างเช็คไปๆ ดันเจอว่า กล่อง ECU เสียอีก ถ้าเปลี่ยนใหม่อีก ก็อีกเป็นแสนครับ โชคดี ช่างบอกว่า พอซ่อมให้ใช้งานได้ แต่ไม่รับประกันว่า นานแค่ไหน
ผมเลยต้องตัดใจขายทิ้งไปครับ หลังจากซ่อมออกมาได้ช่วงนึง
-
สู้จนเกือบจะถอดใจไปหลายรอบแล้วครับ
ซึ่งทั้ง 2 คันนั้นเป็น BMW E60 ทั้งคู่
คันแรก วิ่งไป 2 แสนกิโลเมตรก่อนขาย โดนค่าซ่อมไปทั้งหมดประมาณ 6 แสนหน่อยๆ ได้
คันที่สอง คันนี้พึ่งวิ่งครบ 2 แสนเมื่อวานนี้เองครับ โดนค่าซ่อมไปเกือบๆ 5 แสนบาทได้ แถมตอนนี้ไอเจ้า เซ็นเซอร์แอร์แบคเจ้ากรรมที่เคยเปลี่ยนอะไหล่ไปราคาเฉียดหมื่น(รวมค่าแรง) มันก็เด้งโชว์ขึ้นมาอีกละ ซึ่งรอบนี้คงไม่เปลี่ยนแล้วครับ ใช้ต่อสายไฟใหม่เอา bypass ไปเลยดีก่า
ส่วนอะไหล่ตัวอื่นๆ ที่เปลี่ยนไป ก็ถือว่าคุ้มราคาครับ วิ่งทางไกลทุกวัน ช่วงที่วิ่งหนักๆ วันนึงเฉลี่ยเนี้ยเกือบ 270 กิโลเมตรได้ ก็ไม่เคยตายกลางทางครับ
ใจจริงตอนนี้ก็ถอดใจไม่อยากจะใช้แล้วเหมือนกัน แต่ติดที่ราคาขายมันห่วยแตกสุดๆ ก็เลยทำใจขายไม่ได้ แต่เอารถไปแต่งเพิ่มอีกเกือบ 5 หมื่นซะเลย อิอิ (ถ้าปลี่ยนไฟใหม่ที่มันเก่าแล้วใหม่ซะ ก็โดนอีกเกือบๆ 6 หมื่น เลยยังทำใจเปลี่ยนไม่ได้เหมือนกันครับ)
-
ถ้ามีรถสำรองใช้อยู่แล้ว (หรือรถหลัก) สำหรับผม ผมจะซ่อมครับ เพราะมันมีค่าทางจิตใจ และรถยังเป็นครูของเราอีกด้วย ผมโชคดี รู้จักอู่ที่ไว้ใจได้ คุยกันถูกคอ ราคาไม่แพง เวลาไปซ่อมรถ ผมมักจะเป็นลูกมือช่างเสมอ เพื่อซ่อมรถตัวเองนี่แหละครับ ผมซ่อมมาตั้งแต่ Fiat 125 คันแรก (ไปโรงเรียนกับคันนี้) และ ก็ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเริ่มซ่อม ฟอร์ดเลเซอร์อีกคัน (รถหลักของบ้าน) ถ้ามีปัญหาก็แก้กันไปเรื่อยๆครับ สนุกดี ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นกับพื้นฐานความปลอดภัยที่ยังคงไว้ใจได้ของตัวรถด้วยนะครับ
-
ถ้าไม่ได้ผูกพันกับรถมากมาย ก็อาจจะขายเมื่อค่าซ่อมมัน
พอๆกับค่าใช้จ่ายในการผ่อนรถคันใหม่ครับ
อย่างน้อยก็เสียเงินเพื่อความปลอดภัย และ ความสบายใจ
แต่ถ้าผูกพันเนี่ย ถึงไหนถึงกันครับ
อย่างรถสองคันที่บ้านเนี่ย คุณแม่ประกาศไว้แล้วว่านางไม่ยอมขาย
ถ้าเก่ามาก ก็หาซื้อคันใหม่มาเพิ่ม และใช้สองคันนี้น้อยลงแทน
รถเบ้นซ์คันแรกในชีวิตของทั้งบ้าน ยังไงก็ต้องอยู่กันไปอีกนานครับ :)
-
รถญี่ปุ่น ถ้าซ่อม แพง ซ่อมเยอะ ซ่อมไม่จบ หาอู่ซ่อมยาก หาอะไหล่ใหม่เบิกศูนย์ไม่ค่อยได้แล้ว ส่วนมากผมจะถอดใจขายออกไปเลยครับเพราะมันไม่มีอนาคตแล้ว
ส่วนถ้าเป็นรถยุโรปไม่มีเป็นของตัวเองครับ เนื่องจากเป็นช่างมาก่อน ไม่เคยคิดจะซื้อรถยุโรปอีกเลยครับ ถ้าซ่อมถึงซ่อมดี ราคาค่าซ่อมเท่ากับรถญี่ปุ่นเก่า ๆ คันนึง อันนี้ค่าซ่อมน่ะครับ ราคาเท่ากับรถญี่ปุ่นเก่าคันนึง หรือไม่ค่าซ่อมเท่ากับราคาตัวรถยุโรปเก่าคันนึง เลยไม่คิดว่าจะซ่อมถอดใจตั้งแต่ยังไม่ซื้อแล้วครับ เรื่องซ่อมเลยไม่อยากเอามาคิดให้ปวดหัว
ขนาดรถเบนซ์ ตาถั่วซีคลาสราคาคตอนนี้รถเก่า 4 แสนกว่า คิดดูราคารถยังถูกกว่ารถญี่ปุ่นเก่า ๆ บางรุ่นบางปีเลย ทั้งที่เบนซ์ขับดีกว่ากันมาก แต่เห็นแบบนี้แล้วทำให้คุณค่าในการซื้อหรือ่อมรถเบนซ์เหล่านี้ผมไม่มีหลงเหลือเลย คือถอดใจไม่ซ่อมไม่ซื้อครับ
-
เรื่องค่าซ่อม ไม่ใช่ปัญหา ทำไม ไม่ซ่อมทีเดียว ให้จบเลยหล่ะครับ
ขับ 1 เดือน ซ่อม 1 เดือน .. แสดงว่า รอให้เสีย แล้วค่อยซ่อมหรือเปล่าครับ ..
อะไหล่ทุกชิ้นจะมีอายุการใช้งานของมัน ถ้ารอให้มันเสีย แล้วค่อยเปลี่ยน ก็จะไปเสียกลางทางได้ครับ
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมเคยเล่น bmw e34 อยู่ ... เครื่องเดิมหลวม วิ่งมา 3 แสนโล ..
ผมวางเครื่องใหม่ เป็น 2j ... วิ่งได้ยาวๆ 3-5 ปีสบายๆ ครับ แต่อะไหล่ทุกชิ้น ผมจดไว้หมดว่า เปลี่ยนตอนกีโล ถึงเวลาผมเปลี่ยนทันที ไม่รอให้มันเสียครับ
ถ้าจะเล่นรถเก่า ต้องดูแลเป็นด้วยครับ
รถของคุณ วิ่งมา 4 แสนโลแล้ว ... ผมว่า เครื่องหลวมหมดแล้วครับ น่าจะวางเครื่องใหม่นะครับ