Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: rtong ที่ มิถุนายน 19, 2016, 19:39:26
-
สงสัยครับ คือเคยได้ยินมาว่าเครื่องดีเซล ทนทาน
บำรุงรักษาง่ายมาตลอด
แต่พอมาปัจจุบันที่ต้องทำรถให้แรงขึ้น ประหยัดขึ้น
น้ำหนักเบาขึ้น และมลพิษต้องต่ำลงมาก
เทียบกับดีเซลระหว่างปัจจุบัน กับ ดีเซลยุคปี 2000
คิดว่าพอๆกันไหมครับ
แบบว่าเทียบยี่ห้อเดียวกันไปเลย เช่น toyota กับ toyota / isuzu กับ isuzu ยี้ห้ออื่นด้วยครับ
อยากฟังจากผู้ที่ใช้จริงๆ
-
ผมว่าไม่เท่าครับ
ตัวเครื่องมันทนแหละครับ แต่อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ มันอาจจะเสียได้ตามระยะเวลา โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า และอัดอากาศ
ลองเทียบ Dragon eye ตัวสุดท้าย กับ Dmax 1.9 ละกัน ความแตกต่างของอุปกร์ต่อพ่วงมันต่างกันเยอะเลย
หรือ Ranger ตัวแรก เครื่องมันไม่มีระบบไฟฟ้าเลยมั้ง (มีปัญหาวาล์วน้ำตาย ความร้อนขึ้น) กับ ตัวปัจจุบัน มีปัญหาให้ได้ยินเรื่อยๆ
แต่ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ยาวๆ
-
ถ้าดูแลรักษาตามปกติ ผมว่ามันก็ใ้ช้ได้จนขายรถทิ้งนะครับ
-
ผมว่าทนไม่ทนอยู่ที่คนใช้มากกว่าครับ ถ้าใช้อย่างเดียวไม่ดูแลตามคู่มือหรือตามกำหนดเวลาอะไรก็ไม่ทน อีกอย่างเครื่องยนต์สมัยใหม่มันมีอุปกรณ์ไฟฟ้าเยอะขึ้นพอมีอะไรเสียนิดหน่อยคนก็อาจจะว่ามันไม่ทนเหมือนเครื่องสมัยเก่าที่ชิ้นส่วนน้อยกว่าก็เป็นได้
-
ทนเหมือนเดิม ขึ้นอยู่ว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างอื่นจะเสียก่อน ตัดพวกนั้นไปก็ไม่มีไร
-
ผมว่ายังไงก็น่าจะทนกว่าเครื่องเบนซิน
แต่คงไม่เท่าดีเซลสมัยยังไม่มีเทอร์โบ
ว่าแต่ เมื่อก่อนดีเซลวิ่งไปสามสี่แสนโล ต้องมีไปทำเชคหรือเทสปั๊มหัวฉีด ร้านเทสปั๊มหัวฉีดมีเพียบเลย
แต่ตอนนี้ เหมือนจะไม่เห็นใครพูดถึงอีกแล้ว
เพราะอะไรครับ เกี่ยวกับเรื่องความทนทานรึป่าว
-
ยังบอกไม่ได้ครับ
แต่น่าจะทนทานขึ้นตามเทคโนโลยีโลหะ
กว่าจะบอกได้ เทคโนโลยีใหม่ก็มาแทนแล้ว
-
ใช้ปกติไม่ค่อยต่าง แต่รุ่นใหม่ๆมีจุดให้เสียเยอะกว่า และจุดนี้จะทำให้พังแบบซ่อมใหญ่
แต่ถ้าใช้แบบไม่ปกติรุ่นเก่าทนกว่าแน่ๆ
4ja1มังกรทอง พ่อเคยเปลื่ยนน้ำมันเครื่องเองขันกรองน้ำมันเครื่องปืนเกลียวน้ำมันเครื่องหายไป4ลิตรเครื่องดับ2รอบ ยังไม่พัง!
-
KD ของวีโก้ ก็ขึ้นชื่อเรื่องความเหนียวอยู่นะ
-
ไม่มีทางครับ
ผมมี มิดซูL200รุ่นแรกๆ ฟอร์จูนเนอร์ที่ขายไปแล้ว กับ ford ranger
L200 เครื่องมันไม่มีอะไร จนไม่รู้ว่าจะเสียตรงไหนครับ ห้องเครื่องก็โล่งๆ ::)
-
ผมว่าในทางกลอาจจะทนกว่าเดิมด้วยครับ เพราะเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ดีขึ้น
แต่ในทางไฟฟ้า จะไม่ทนเท่าครับ และอะไหล่หลายๆอย่างก็เริ่มกลายเป็นระบบไฟฟ้าเข้ามาแทนที่
ถ้าที่ท่านว่าหมายถึงค่าซ่อมที่เกิดขึ้นหลัง 5 ปี ผมเชื่อว่าเครื่องดีเซลรุ่นใหม่ยังไงก็ต้องจ่ายค่าซ่อมมากกว่าและอาจจะบ่อยกว่าแน่นอนครับ
แต่ประสิทธิภาพ แรงม้า แรงบิด กับการประหยัดน้ำมันก็ทำได้ดีกว่าเครื่องดีเซลแบบเก่ามากนะครับ เงียบกว่าด้วย
-
ระยะ 7 ปี ไม่น่ามีอะไรมากนะครับ ปัจจุบันคนเปลี่ยนรถเร็วขึ้น
-
ต้องดูระยะ 10 ปี หรือ 3 แสนกิโลเมตรขึ้นไป
-
รุ่นพี่ผมขับ BMW n47 diesel มาส่มแสนกว่าโลยังไม่เคยมีปัญหานะครับ เปลี่ยน้ำมันเครื่อง/เกียร์ตลอด
-
ขึ้นอยู่กับว่าลดต้นทุนเยอะไหม
-
บำรุงรักษาดูแลตามระยะ เครื่องยนต์ทนทานเหมือนเดิม แต่เพิ่มระบบเทอร์โบ ระบบอิเล็กทรอนิกส์และสายไฟ และอุปกรณ์พลาสติกเข้าเกี่ยวข้องเยอะกว่าเดิม
ไวต่อสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอม เมื่อเจอความร้อนมีผล เสียตามระยะเวลาของมัน
แต่จะสู้ความทนทาน ถึก แบบพวกเครื่องดีเซลระบบไดเร็คอินเจคชั่นกับระบบสเวิร์ลแชมเบอร์ ไม่ได้เท่านั้นเองครับ
ต้องดูระยะยาวๆ 5 - 10 ปีขึ้นไป
-
รถกระบะรุ่นพ่อรุ่นแม่ วิ่งกันเกินล้านกิโล ทนทานมากครับ ;D ;D ;D
-
ผมว่าอยู่ที่บริษัทรถอะ ถ้าจะทำให้ทนก้อทำได้แหละ...แต่จะทำหรือป่าว
ถ้าทนมาก อะไหล่ก้อขายไม่ได้
ถ้าทนมาก รุ่นใหม่ก้อขายไม่ได้
ไม่รู้จริงไหม.....
-
อีกปัจจัยนึงคือ เครื่องดีเซลยุคเก่ายังไม่มีหอยครับ..
สมัย 4JA 2L BD25 WL25 4D56(ยุคแรก) ทุกวันนี้ยังวิ่งกันสบายๆเกินล้านแล้วก็มี
แต่เครื่องดีเซลปัจจุบันนี้ติดหอยทุกตัว..
ตัวเครื่องคงไม่มีปัญหาอะไรมาก ทนทานตามเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่
แต่อุปกรณ์ต่อพ่วงอย่างเทอร์โบ ระบบไฟฟ้า
พวกนี้แหล่ะที่จะมีปัญหากวนใจ
-
มีแต่ช่างที่เคยลื้อใส้ในมาดูจะรู้ดี เครื่อง4ja1ของมังกรทอง
กับของ ออนิวดีแม็ก ใส้ในต่างกันเยอะ หลักๆก้านสูบเล็กบางลงมากๆ
-
ผมว่าอยู่ที่บริษัทรถอะ ถ้าจะทำให้ทนก้อทำได้แหละ...แต่จะทำหรือป่าว
ถ้าทนมาก อะไหล่ก้อขายไม่ได้
ถ้าทนมาก รุ่นใหม่ก้อขายไม่ได้
ไม่รู้จริงไหม.....
ผมก็ว่างั้น.....เวลาจะเป็นคำตอบว่ามันทนจริงไหม :-X ถ้าคิดในแง่ดีคือวัสดุเหล็กเดี๋ยวนี้คงทนมากกว่าเมื่อก่อนเครื่องเล็กๆก็ใช้งานยาวนานทนทานไม่ต่างจากเครื่องใหญ่ๆได้......แต่ระบบทุนนิยมสมัยนี้สินค้าทุกชนิดเน้นให้ใช้งานทนทานเฉพาะช่วงเวลา5-7ปีจนกว่ารถจะเปลี่ยนโฉมใหม่เท่านั้น นานกว่านั้นให้มาซื้ออะไหล่ไปซ่อมเอา.... :-\ สินค้าต่างๆแนวนี้มันมาแนวเน้นซ๋อมเอาเสียด้วยไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ช่างมันยังไม่ทนเลย :'(
-
คนเดี๋ยวนี้ฉาบฉวย รถก็เช่นเดียวกัน
เพราะใช้คนออกแบบและทำ
ผมไม่เข้าใจอยู่อย่างว่าทำไมของที่เคยดีไม่เคยคงไว้ คิดแต่เปลี่ยนไปเรื่อยๆขอแค่ได้เปลี่ยน ทั้งที่เดิมมันมีจุดเด่น ทำไปทำมา ข้อดีที่เคยมีหายไปจับจุดอื่นมาแทนกลายเป็นดีด้อยสลับกันไป สุดท้ายภาพรวมอยู่ที่เดิมแถมบางรุ่นแย่ลงยังมี
-
ไม่มีทางหรอกครับ ด้วยเรื่องการตลาด
รถยนต์เดี๋ยวนี้คนดูแลกันดีจะตาย เอะอะเข้าศูนย์บริการรถมันยังจะมีปัญหาคาใจ
เมื่อก่อนรถพ่อรถญาติใช้กัน พังค่อยซ่อม มันไม่เห็นจะพัง 55+
-
ผมว่าทนครับ
แต่อุปกรณ์ส่วนควบมักจะไปก่อน ระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ โดยเฉพาะสายไฟ
พวกนี้มีกรอบก่อนแน่ๆ ระบบแอร์ ครัช ถ้าน้ำไม่ขาดน้ำมันไม่ขาด
เปลี่ยนถ่ายตามระยะ ใช้กันยาวๆ ครับ
-
ไม่ทนคับ ชิ้นส่วนซับซ้อนมากขึ้น กำลังอัดสูงขึ้นตลอด :) ไหนจะตัววัดอากาศ อัดอากาศ ระบบไอเสีย ไหนจะตัวโกงไอเสียอีก lol
-
แค่จะฝากข้อคิดก่อนตัดสินใจว่าทนไม่ทน
ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้คำตอบอะไรชัดเจน
คงต้องคำนึงก่อนว่ามีอะไรที่เป็นตัววัด เป็นมาตรฐานที่จะใช้เปรียบเทียบเหมือนๆกัน
หรือใกล้เคียงกัน ว่าอันไหนทน/ไม่ทนกว่ากัน
วัดเฉพาะเรื่องตัวเครื่องยนต์ก็ได้ ไม่ต้องไปพิจารณาระบบไฟฟ้าอำนวยความสะดวกอื่นๆ
เรื่องระยะเวลาที่ใช้งานของรถ ผมว่าข้อมุลอันนี้ใช้เปรียบแล้วคลาดเคลื่อนเอามากๆ เป็นตัววัดที่ไม่ค่อยแม่นยำเอาเสียเลย
เช่น แต่ละคนบอกปากต่อปากบอกว่ารถคันนั้นใช้ทนกี่ปีที่แตกต่างกันไป แต่ตัวแปรแตกต่างกันแต่ละคันมากมาย
บางคันบอกว่าทนเพราะใช้มาเป็นสิบกว่าปีแต่วิ่งไม่ถึงแสนโล
โดยเฉพาะในอดีต การจะออกรถไปใช้งานแต่ละครั้ง มักคุ้มค่าที่จำเป็นมากกว่า
ถนนหนทางก็ไม่มากมายสะดวกเท่าปัจจุบัน
การนิยมขับรถไปท่องเที่ยวง่ายๆแบบปัจจุบันก็ยังไม่นิยมเท่าในตอนนี้ จะไปแต่ละทีต้องเตรียมการก่อนเป้นเรื่องใหญ่ไป
ที่จะออกไปหาเพื่อนฝูงญาติพี่น้องง่ายๆแบบในปัจจุบันก็ไม่ใช่
สมัยนี้แค่จะออกไปซื้อมาม่าร้านเซเว่นปากซอยหน้าบ้านก็แทบจะไม่ได้เดินกันแล้ว หยิบกุญแจสตาร์ทรถออกไปแทนกันแล้ว
โดยทั่วไปโอกาสที่จะใช้รถแต่คันย่อมมากกว่าสมัยก่อนหากเปรียบเทียบกันปีต่อปี
ยิ่งถ้าเทียบกับสมัยเก่าก่อน ราคารถยนต์เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนไทย ยังราคาสูง โอกาสที่คนหาซื้อรถกันได้น้อยกว่านี้
รถแต่ละคันเสียก็ซ่อมๆ ทนใช้งานกันไป บางคันซ่อมใช้จนเจ้าของตายก่อนเสียอีก โอกาสเปลี่ยนคันใหม่ยากกว่า
ผิดกับปัจจุบันหากรถที่ใช้งานเสียบ่อย ก็ขายทิ้ง ซื้อออกคันใหม่ง่ายกว่าสมัยก่อน
ดังนั้นเรื่องเวลาใช้งานจึงวัดไม่ได้ดีนักในการเปรียบเทียบถึงความทนทาน
คงต้องไปเอาระยะทางที่ใช้งานจริงมาเปรียบเทียบกันแทน จะได้เข้าใจตรงกันดีกว่า(แน่ล่ะ คงไม่ถูกต้อง100%)
ในความคิดผมถ้าเทียบเฉพาะตัวเนื้อวัสดุและการออกแบบคิดว่า ทนทานขึ้น
รถปิกอัพสมัยก่อนแรงม้าไม่ถึงร้อย รถสมัยปัจจุบันประสิทธิภาพกำลังสูงกว่าเดิมเยอะ
เครื่องต้องทนต่อภาระต่างๆมากขึ้นเยอะกว่าเดิม
ส่วนจะทนแค่ไหน(คร่าวๆ)ก็ต้องวัดระยะทางเทียบการใช้งานดูเอาครับ รอข้อมูลประสบการณ์จากผู้ใช้ครับ
-
ถ้าตัวเครื่องคงพอๆ กัน แต่ถ้าระบบโดยรวม แน่นอนว่ากระบะเก่าทนกว่า เพราะมันไม่มีอะไรให้เสียเลย
-
Dragon eye 3.0 รุ่นสุดท้ายก่อนโฉม Dmax พ่อผม 14-15 ปีล่ะ
เสียง่ายสุดน่าจะเป็น บัลลาสต์ไฟซีนอน นอกนั้นยังไม่มีอะไรเสียเลย เกี่ยวกับตัวรถและเครื่องยนต์นะ
เครื่องนี่โคตรทน ไม่จุกจิกเลย เสียอย่างเดียวมัน 120hp ตามพวกรุ่นใหม่ๆไม่ทัน