Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: Peter Wen ที่ พฤศจิกายน 26, 2016, 11:09:54
-
ถ้าญี่ปุ่นจะปรับราคาลงเพื่อดึงลูกค้าคเพื่อนๆสมาชิกคิดว่าจะเกิดขึ้นภายในกี่ปีครับ?
-
คงอีกนานในความคิดผม เพราะถ้าเทียบขนาดตัวรถเซคเม้นเท่าๆกัน รถญี่ปุ่นยังราคาถูกกว่ารถยุโรปเยอะ และศูนย์บริการรถยุโรปยังน้อยอีกอย่างค่าบำรุงรักษายังต่างกันอยู่หลายเท่าตัว คนที่ใช้รถส่วนใหญ่บ้านเราก็มีรายได้ไ่ม่มากมาย คนที่ใช้รถยุโรปก็คนรายได้สูง หรือเจ้าของธุรกิจ
-
เห็นมีแต่สวนทางกันนะครับ
ยุโรป ปรับลงๆ
ญี่ปุ่น ขึ้นเอาๆ
-
มีโอกาศนะ
ตอนนี้ต้องจับตามองคลื่นลูกใหม่ รถจีนให้ดีๆ
พวกนี้มีเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมาก และราคาถูก
วันนึงมาถล่มตลาดไทยมากๆ ผมว่าญี่ปุ่นก็ต้องปรับราคาสู้
-
บางคนเกิดไม่ทันนะสมัย BMW ราคาขายเท่า Toyota
ประวัติศาสตร์อาจซ้ำได้
-
เมื่อก่อนเปอร์โย เรโนลด์ โฟล์ค ก็ราคาพอๆกับรถญี่ปุ่นนะ
-
ขึ้นราคา แต่ยอดขายยังเพิ่มอยู่
จะลดราคาทำไม เอากำไรดีกว่า
-
ครับ Peugeot 305 - 1985
ป้าแดงออกศูนย์ 348,000 บาท ยุคนั้นราคาสูสีรถเอเชีย
ขับดีเครื่องดี หนึบมาก ยุคทองเลยทีเดียว
ตามมาด้วย 405GR@735,000 , [email protected] ล้าน รถดีมากราคาคบหาได้
แต่สุดท้าย หายหมด
ปีนั้น 316i - 4 ประตู @ 580,000 บาท
บทสรุป ตลาดไทยกลุ่มใหญ่ เน้นราคาเป็นหลัก ถ้ารถดีราคาไม่ดีก็ขายยาก
กลับกันรถยุโรปดีราคาดี ก็พร้อมจะลองซื้อลองใช้ แบบในอดีต
-
มันจะขึ้นไปเรื่อยๆสิครับลดญี่ปุ่น ลงไม่ได้แล้ว
-
รถญี่ปุ่น ขึ้นเอาขึ้นเอา
-
ครับ Peugeot 305 - 1985
ป้าแดงออกศูนย์ 348,000 บาท ยุคนั้นราคาสูสีรถเอเชีย
ขับดีเครื่องดี หนึบมาก ยุคทองเลยทีเดียว
ตามมาด้วย 405GR@735,000 , [email protected] ล้าน รถดีมากราคาคบหาได้
แต่สุดท้าย หายหมด
ปีนั้น 316i - 4 ประตู @ 580,000 บาท
บทสรุป ตลาดไทยกลุ่มใหญ่ เน้นราคาเป็นหลัก ถ้ารถดีราคาไม่ดีก็ขายยาก
กลับกันรถยุโรปดีราคาดี ก็พร้อมจะลองซื้อลองใช้ แบบในอดีต
ขออนุญาตเพิ่มเติมนะครับ พอดีเขียนไม่ชัดเจนครับ ผมหมายถึงพวกรถเบนซ์-บีเอ็มอะครับ รุ่นล่างๆราคามันแทบจะชนกับรุ่นบนๆของแบรนด์ญี่ปุ่นอยู่แล้วอะครับ ผมไม่อยากเทียบกับพวกเปอโยต์ครับ เพราะการตลาดเหมือนไม่ได้อยากขาย(ทั้งๆที่รถดี) ส่วนโฟล์คก็ติดเรื่องราคา ถ้าการตลาดเปอโยต์,โฟล์คอยู่ในระดับพอพึ่งพาได้ประมาณมาสด้า ผมก็อยากเล่นครับ
-
ครับ Peugeot 305 - 1985
ป้าแดงออกศูนย์ 348,000 บาท ยุคนั้นราคาสูสีรถเอเชีย
ขับดีเครื่องดี หนึบมาก ยุคทองเลยทีเดียว
ตามมาด้วย 405GR@735,000 , [email protected] ล้าน รถดีมากราคาคบหาได้
แต่สุดท้าย หายหมด
ปีนั้น 316i - 4 ประตู @ 580,000 บาท
บทสรุป ตลาดไทยกลุ่มใหญ่ เน้นราคาเป็นหลัก ถ้ารถดีราคาไม่ดีก็ขายยาก
กลับกันรถยุโรปดีราคาดี ก็พร้อมจะลองซื้อลองใช้ แบบในอดีต
ขออนุญาตเพิ่มเติมนะครับ พอดีเขียนไม่ชัดเจนครับ ผมหมายถึงพวกรถเบนซ์-บีเอ็มอะครับ รุ่นล่างๆราคามันแทบจะชนกับรุ่นบนๆของแบรนด์ญี่ปุ่นอยู่แล้วอะครับ ผมไม่อยากเทียบกับพวกเปอโยต์ครับ เพราะการตลาดเหมือนไม่ได้อยากขาย(ทั้งๆที่รถดี) ส่วนโฟล์คก็ติดเรื่องราคา ถ้าการตลาดเปอโยต์,โฟล์คอยู่ในระดับพอพึ่งพาได้ประมาณมาสด้า ผมก็อยากเล่นครับ
รุ่นล่างๆราคามันแทบจะชนกับรุ่นบนๆของแบรนด์ญี่ปุ่นอยู่แล้ว ////// เป็นแบบนี้มานานแล้ว ไม่มีผลต่อราคารถญี่ปุ่นครับ
-
ยี่ปุ่นมีแต่ขึ้นกับขึ้นครับ ตอนนี้ราคาบางsegment จะชนกันกับยุโรปแล้ว ผมคนนึงแหล่ะกำลังจะเปลี่ยน d seg ญี่ปุ่นไป c seg ยุโรป เพราะราคา
-
ไม่มีทาง มีแต่เพิ่มขึ้นๆ ยกตัวอย่าง Jazz เปิดตัวครั้งแรกเลยนู้นนนนนน ตัวท้อป ไม่ถึง 7แสนด้วยซ้ำ
แต่มาดูตัวปัจจุบันดิ ท้อปสุด 7.49 แสน แต่ก็ได้ความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย
-
ไม่มีทางครับ มีแต่จะหาอะไรมายัดแล้วขายแพงขึ้น อิๆ
-
ผมว่าแพงขึ้นเพราะส่วนหนึ่งoption ที่ดีๆ เพิ่มขึ้นนะครับ
-
thailand only หรือเปล่าครับ?
-
ต่อให้ราคาพอกัน รถญี่ปุ่นยังเป็นตัวเลือกดีกว่าในบ้านเราเพราะรถยุโรปค่าซ่อมแพงมากกกก ศูนย์บริการก็น้อยกว่า จุกจิกมากกว่า พอรถอายุเก่าขายมือ 2 ราคาตกกว่ากันมาก สรุปมีโอกาสที่รถญี่ปุ่นราคาจะขึ้นไปได้อีกแต่คงไม่แพงเท่ายุโรป และรถยุโรปไม่น่าจะกดราคาลงงต่ำได้มากกว่านี้แล้ว
-
ครับ Peugeot 305 - 1985
ป้าแดงออกศูนย์ 348,000 บาท ยุคนั้นราคาสูสีรถเอเชีย
ขับดีเครื่องดี หนึบมาก ยุคทองเลยทีเดียว
ตามมาด้วย 405GR@735,000 , [email protected] ล้าน รถดีมากราคาคบหาได้
แต่สุดท้าย หายหมด
ปีนั้น 316i - 4 ประตู @ 580,000 บาท
บทสรุป ตลาดไทยกลุ่มใหญ่ เน้นราคาเป็นหลัก ถ้ารถดีราคาไม่ดีก็ขายยาก
กลับกันรถยุโรปดีราคาดี ก็พร้อมจะลองซื้อลองใช้ แบบในอดีต
ขออนุญาตเพิ่มเติมนะครับ พอดีเขียนไม่ชัดเจนครับ ผมหมายถึงพวกรถเบนซ์-บีเอ็มอะครับ รุ่นล่างๆราคามันแทบจะชนกับรุ่นบนๆของแบรนด์ญี่ปุ่นอยู่แล้วอะครับ ผมไม่อยากเทียบกับพวกเปอโยต์ครับ เพราะการตลาดเหมือนไม่ได้อยากขาย(ทั้งๆที่รถดี) ส่วนโฟล์คก็ติดเรื่องราคา ถ้าการตลาดเปอโยต์,โฟล์คอยู่ในระดับพอพึ่งพาได้ประมาณมาสด้า ผมก็อยากเล่นครับ
สมมุติเทียบ Accord Hybrid Tech, Camry Hybrid Premium กับ BMW 116i ตัวธรรมดา
ราคาเท่าๆกันแต่ขนาดและคุณสมบัติตัวรถต่างกันเยอะมากเลยนะครับ BMW ได้รถทั้งเล็ก แคบ ไม่แรง
ออพชั่นน้อย แต่ได้ภาพลักษณ์จากยี่ห้อ และขับสนุกเท่านั้น
ไม่มีทาง มีแต่เพิ่มขึ้นๆ ยกตัวอย่าง Jazz เปิดตัวครั้งแรกเลยนู้นนนนนน ตัวท้อป ไม่ถึง 7แสนด้วยซ้ำ
แต่มาดูตัวปัจจุบันดิ ท้อปสุด 7.49 แสน แต่ก็ได้ความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย
หรือ Camry 2.4Q ปี 2003 สมัยก่อนราคา 1,479,000 ตอนนี้รุ่นเทียบเท่ากันคือ 2.5G 2016
ราคา 1,599,000 แพงขึ้นแสนสองในช่วงเวลาสิบกว่าปี แต่ออพชั่นอกนวยความสะดวก ออพชั่นความปลอดภัย ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา
-
คิดว่ารถญี่ปุ่นคงไม่ลดราคาลงอ่ะครับ เดาว่าจะอัดออฟชั่นมาสู้แทน
-
ไม่ลดหรอกครับและไม่จำเป็นต้องลดครับ ไม่มีผลอะไรเท่าไหร่
-
ออพชั่นของรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่ปัจจุบัน ให้มาคุ้มค่ากับราคาแล้วล่ะครับ ฉนั้นรถญี่ปุ่นก็มีสิทธิ์แพงขึ้นได้ ไม่ใช่ออพชั่นเหี้ยนเต้ แต่อัพราคาเพลิน แบบนี้ไม่สมเหตุสมผล ก็โดนอัด ด่าทอ เลิกอุดหนุนกันตามระเบียบ
อีกอย่าง รถญี่ปุ่น โดยเฉพาะเจ้าตลาด ก็ยังมีความทนทานกว่าพวกเยอรมัน หรือยุโรปภาคอื่นๆ อยู่พอสมควร ไม่ใช่เอะอะสำออยเจ๊งบ้ง เสียบ้าบอก่อนเวลาอันควร อีกทั้ง สมรรถนะก็ดีขึ้นตามราคา ลดช่องว่างจากรถเยอรมันลงมาพอตัว ไม่เชื่อลองเทียบซีวิค FC 1.5t RS กับซีวิค EF (เตารีด) และ 3-Series E30 กับ F30 ดูสิครับ แล้วเทียบสัดส่วนราคา ตามภาวะเงินเฟ้อ สภาพการณ์ปัจจัยต่างๆ กับสมรรถนะที่ได้ ออพชั่นที่เพิ่ม ผมว่าน่าจะชัดเจนอยู่นะ หรือถ้าระยะห่างมันไกลไป นึกไม่ออก ก็ลดช่องว่างของรุ่นลงมา แล้วเปรียบเทียบอีกทีครับ
-
ราคาน่าจะประมาณนี้แหละครับ เพราะถ้ารถญี่ปุ่นขึ้นอีก คงไม่ไหวแล้ว แพงไปแล้ว
ส่วนรถยุโรป ก็คงไม่ต่ำลงมากว่านี้ครับ มันจะเสีย brand image ด้วย
แต่อย่าแค่เปรียบเทียบราคานะครับ เพราะรถที่เราคิดว่าราคาใกล้กัน มันคนละ segment กันเลย
-
รถยุโรปราคารถใหม่ถูกลงเอื้อมถึงง่ายขึ้นพอพ้น5ปี ดูแลต่อไม่ไหวขายมือสอง
รถญี่ปุ่นราคาไม่ได้ถูกซักเท่าไหร่แต่พ้น5ปี โอกาศที่มันจะยังใช้ต่อไปได้แบบไม่รู้สึกกังวลอีกซัก1-2ปี
ฉะนั้นผมว่ารถญี่ปุ่นไม่ต้องปรับราคาลงเค้าก็ยังอยู่ได้แหละครับ เพราะจุดแข็งคืออะไหล่ตอนซ่อมนี่แหละที่อย่างน้อยราคาก็ยังรับได้
-
รถญี่ปุ่นก็เคยลดราคาแล้วนี่ครับ จำ Camry 2.0g my 2014 ตัวปรับอุปกรณ์ก่อน mc กันได้มั้ยครับ
ลดจาก 1.299 เป็น 1.799 แถมอัดอุปกรณ์มาเพิ่มอีกเยอะเลย
ก่อนจะขึ้นราคาไปล้านสามกว่าๆตอน mc
-
รถญี่ปุ่น คงไม่ลดง่ายๆครับ คนเห่อรถป้ายแดง Demand มันสูง และค่า maintanance ก็ต่ำกว่ารถยุโรป เหมือนเป็นรถใช้งานจริงๆ
รถยุโรป ราคาคงไม่ลงไปกว่านี้แล้วละครับ แต่รุ่นใหม่ๆ ไฟฟ้าทั้งคัน เสียทีเตรียมอึ้งได้เลยครับ กับค่าอะไหล่
-
ในต่างประเทศ (เช่นอเมริกานะครับ) รถญี่ปุ่น D segment ออฟชั่นเต็มๆก็ราคาไม่ห่างรถยุโรปแบรนพรีเมี่ยมที่คันเล็กกว่าและออฟชั่นพื้นๆ ในไทยผมว่ามีช่วงนึงที่ราคารถญี่ปุ่นกับยุโรปทิ้งกันมากๆแต่ตอนนี้รถยุโรปปรับราคาลงมาทำให้ราคาใกล้กันมากขึ้นเหมือนในตลาดอื่นๆ
-
ไม่น่ามีผลหรออกครับเพราะรถคนละ Segment กันครับที่มีนราคาใกล้ๆกันอ่ะนะ เพราะปกติคนที่มองพวก Camry Accord ตัวท๊อปมักจะไม่มองรถที่คันเล็กกว่าครับ
-
รอดูแคมรี่ ราคา 2 ล้านเลยครับ หลังๆรถยี่ปุ่นตัวท้อป จะ 2 ล้าน ทั้ง 2รุ่นเลย ทั้งแคมรี่ ฟอจูนเนอ ส่วนตัวว่าถ้าไหว ก็ซื้อรถยุโรปดีกว่า
คุณภาพตามราคา
-
รถคนละsegment กัน เทียบยากครับ
รถญี่ปุ่นไอ้ที่ว่าราคาแตะๆสองล้าน มันก็มีตั้งแต่ราวๆ 1.4 ล้านให้เลือก เผลอๆตัวที่ว่า 1.4 ล้านยังจะมีออพชั่นเยอะกว่าตัวเริ่มต้นของแบรนด์ยุโรปเลยครับ
-
ซื้อรถ ไม่ใช่มองแค่วันที่ซื้อครับ ต้องมองไปถึงอนาคตด้วย
ค่า Maintenance ระหว่างรถญี่ปุ่นและรถยุโรป ถือว่ายังต่างกันมากโข
ฝั่งยุโรปลดค่าตัวลงมา แต่ค่า Maintenance ไม่ลด เผลอๆอาจจะไป + ส่วนนั้นเอาด้วยซ้ำ
ส่วนตัวที่บ้านมีทั้งรถญี่ปุ่นและยุโรป
E250 W212 หลัง 50000 กิโล มีเรื่องรบกวนจิตใจตลอดเวลาแทบจะทุกๆหมื่นกิโล จนที่บ้านไม่กล้าเอาขับไปต่างจังหวัดไกลๆ เพราะกลัวเสียกลางทาง จนก่อนหน้านี้ขายไปได้ราคา 1.8 ล้าน (ซื้อมา 5 กว่าๆ)
Camry Hybrid ACV40 ขับไป 100000 กว่ากิโล ระบบเตือนให้เปลี่ยนแบตไฮบริด (อยู่ในประกัน ไม่มีค่าใช้จ่าย) ขับไปจนตอนนี้ 300000 กิโล เข้าเชคระยะตามกำหนด ไม่เคยมีเรื่องอะไรจุกจิกให้ปวดหัวครับ
C200 W204 ขับไปได้ประมาณ 60000-70000 กิโล ระบบคอม On demand รวนไปหมด เตือนนู่นนี่มั่ว ทั้งๆที่ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรกับตัวรถ แถมด้วยคอมแอร์พังอีก
Prius Top Grade ขับไปได้ 150000 กิโล เช็คระยะตามกำหนด ไม่เคยมีปัญหาอะไรรบกวนจิตใจ ขับไปไหนมาไหนก็มั่นใจว่ารถเราไม่เสียกลางทางแน่นอน
จนตอนนี้ที่บ้านผมปฏิญานตัวเองเลยว่า เจ้า C200 คงเป็นรถยุโรปคันสุดท้ายที่จะใช้ครับ เพราะเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น
-
ซื้อรถ ไม่ใช่มองแค่วันที่ซื้อครับ ต้องมองไปถึงอนาคตด้วย
ค่า Maintenance ระหว่างรถญี่ปุ่นและรถยุโรป ถือว่ายังต่างกันมากโข
ฝั่งยุโรปลดค่าตัวลงมา แต่ค่า Maintenance ไม่ลด เผลอๆอาจจะไป + ส่วนนั้นเอาด้วยซ้ำ
ส่วนตัวที่บ้านมีทั้งรถญี่ปุ่นและยุโรป
E250 W212 หลัง 50000 กิโล มีเรื่องรบกวนจิตใจตลอดเวลาแทบจะทุกๆหมื่นกิโล จนที่บ้านไม่กล้าเอาขับไปต่างจังหวัดไกลๆ เพราะกลัวเสียกลางทาง จนก่อนหน้านี้ขายไปได้ราคา 1.8 ล้าน (ซื้อมา 5 กว่าๆ)
Camry Hybrid ACV40 ขับไป 100000 กว่ากิโล ระบบเตือนให้เปลี่ยนแบตไฮบริด (อยู่ในประกัน ไม่มีค่าใช้จ่าย) ขับไปจนตอนนี้ 300000 กิโล เข้าเชคระยะตามกำหนด ไม่เคยมีเรื่องอะไรจุกจิกให้ปวดหัวครับ
C200 W204 ขับไปได้ประมาณ 60000-70000 กิโล ระบบคอม On demand รวนไปหมด เตือนนู่นนี่มั่ว ทั้งๆที่ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรกับตัวรถ แถมด้วยคอมแอร์พังอีก
Prius Top Grade ขับไปได้ 150000 กิโล เช็คระยะตามกำหนด ไม่เคยมีปัญหาอะไรรบกวนจิตใจ ขับไปไหนมาไหนก็มั่นใจว่ารถเราไม่เสียกลางทางแน่นอน
จนตอนนี้ที่บ้านผมปฏิญานตัวเองเลยว่า เจ้า C200 คงเป็นรถยุโรปคันสุดท้ายที่จะใช้ครับ เพราะเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น
ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ครับ ผมก็เคยลังเลระหว่างว่าจะเลือกรถยุโรปกับญี่ปุ่นดี ฝั่งที่เชียร์ยุโรปก็บอกว่าใช้ดี ค่า maintenance แพงกว่าแต่คุ้ม แถมได้ความภูมิใจขับไปไหนมาไหนก็ [เหมือนจะ] มีคน "ให้เกียรติ" ส่วนฝั่งที่เชียร์ญี่ปุ่นก็บอกว่ารถญี่ปุ่นยุคนี้ก็ไม่ได้แย่กว่ายุโรป แถมจุกจิกน้อยกว่า ใช้ยาวๆก็ไม่ต้องลุ้นว่ากระเป๋าจะแห้งเวลามีไฟอะไรขึ้นเตือน ผมต้องการมีรถใช้เพราะต้องการใช้รถ (อย่างสบายใจ) ไม่ใช่ให้รถมาใช้เรา และเรื่องใครให้เกียรติอะไรนั่น มันก็กลวงมากๆ (คนที่ "ให้เกียรติ" เราโดยดูแค่ว่าเราใช้รถอะไร มันกลับน่ารังเกียจด้วยซ้ำ) สงสัยฝั่งญี่ปุ่นจะได้ใจผมมากกว่าแฮะ