Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: FlyMe ที่ เมษายน 30, 2017, 19:49:33
-
เครื่องยนต์ตัวเดียวกันเช่น BMW B47 ดีเซล 1995 cc 4 สูบ ติดตั้งในรถรุ่นต่างๆ เช่น 320d F30, 520d F10/G30, 525d F10, X1 F48 1.8d, X3 2.0d, X5 2.5d, Mini Countryman F60, etc. แต่ให้กำลังไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 150 hp, 190 hp, 218 hp, 231 hp
การจูนเครื่องให้กำลังต่างกันมาก จะมีผลต่างกันอย่างไรบ้าง กับ การกินน้ำมัน และความคงทนของเครื่อง และหัวฉีด และเทอร์โบ
-
ถามว่าต่างไหม ยังไงก็ต่างครับ
-
จูนแรง กินน้ำมัน มลพิษสูง ความทนทานลดลง
ตรงกันข้าม จูนประหยัด มลพิษต่ำ เครื่องทนทาน
-
ลองคิดถึงร่างกายคน คนนึงวิ่งช้า คนนึงวิ่งเร็ว
เหนื่อยทั้งคู่ ล้าทั้งคู่ แต่ไอ้คนวิ่งเร็ว พรุ่งนี้เช้าอาจจะต้องเดินเขย่งๆไปทั้งวัน
แต่วันสองวันก็หายเพราะคนเรามีการฟื้นฟู แต่รถไม่เหมือนคน ชิ้นส่วนที่สึกหรอมันฟื้นฟูตัวเองไม่ได้
แต่...ถ้าชิ้นส่วนออกแบบมาทนทานดี จะเค้นบู๊สเพิ่มซักหน่อย มันก็ไม่พัง
อย่างพวกกระบะดันรางทั้งหลาย บางคันเป็นรุ่น low power
จับใส่ดันราง วิ่งมา 7-8 ปี ก็ยังไม่พัง แต่ต้องไม่เค้นชิ้นส่วนมากจนเกินไป
ยังไม่นับอัตราทดเกียร น้ำหนักตัว ยางแท่นเครื่อง
ที่สำคัญคือ ยุคนี้น้ำมันเครื่องพัฒนาไปไกล
เครื่องที่เค้นหนักๆหน่อย ถ้าเปลี่ยนถ่ายของเหลวบ่อยๆ ก็ใช้กันจนลืม
-
แรงม้าเยอะก็เค้นเยอะครับ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องใช้งานหนักกว่า
แต่สิ่งนึงที่ทางยุโรปทำออกมาแบบนี้คือ มลพิษที่ออกมาในการไปคำนวนภาษี เครื่องเดียวกัน แรงม้าน้อยกว่า จะมีมลพิษที่ออกมาน้อยกว่า เสียภาษีต่ำกว่า
ยิ่งเดี๋ยวนี้มีคิดภาษีที่น้อยกว่า 100 น้อย เคยเข้าไปอ่านรถบางรุ่นทำแรงมาออกมานิดเดียว 100 แรงม้า เพื่อให้ผ่านค่ามลพิษซึ่งออกมา 99 ได้คำนวนภาษีอีกแบบนึง
-
เครื่อง เกียร์ มันรับได้สบายอยู่แล้วครับ แรงบิดแรงม้าที่เราใช้ๆกันยังไม่ใช่ กำลังสูงสุดที่เครื่องสเป็คไว้
โดนตอนไปเยอะครับ