Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: mode ที่ พฤษภาคม 27, 2019, 23:17:00
-
มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ
ขอบคุณมากครับ
-
มันก็มีปัญหาทุกยี่ห้อ แต่มันก็ไม่ได้เป็นทุกคัน
มันอยู่ที่คุณจะรับได้แค่ไหน บางคนมองว่ารถแพงต้องไม่มีปัญหาเลย พอมีปัญหาก็ทุกข์
แต่ถ้าคิดว่าต้องเจอปัญหา แล้วทำใจรับได้ก็มีความสุขกับการใช้รถคันนั้น
-
กว่าประเทศไทยจะมีรถน่าใช้แบบนี้ในราคาแบบนี้ ถ้ามีตังแล้วชอบไม่มีเหตุผลที่จะไม่ซื้อเลยครับ
-
รถเบนซ์ช่วง 5 ปีแรกไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องรายการซ่อมใหญ่ๆนะครับ ถ้ามีก็จะเป็นปัญหาเล็กๆน้อยๆ ถ้าใช้สัก 5 ปีแล้วขายต่อราคาคงตกไม่มากเพราะรุ่นนี้เป็นของหายาก มีจุดเด่นในตัวเอง
-
เห็นปัญหาแล้วรับได้มั้ย ถ้ารับได้ก็จัดครับ รับไม่ได้ย้ายแบรนด์ เพราะตัวเลือกมันมีแค่นี้ละครับ คนอยากได้หลายๆคนรู้ปัญหา แต่รับได้เขาก็ซื้อเลย แต่บางคนเห็นปัญหาแล้วเบื่อ ขี้เกียจก็แบบผม หลังๆหารถที่มันไม่จุกจิกมาก เคลมง่ายๆผมโอเคละ ไม่อยากไปลุยกับศูนย์ เบื่อ
-
มีเพื่อนใช้ตัวคูเป้อยู่ ก็ไม่ได้บ่นปัญหาอะไรนะครับ
ขายคันc43 คันเดิมก็ไปซื้อc43รุ่นminor change ต่อเลย
เท่าที่ดูตามsocial ก็ไม่ค่อยติดโผ
โอกาสมีปัญหาน้อยกว่าhybrid เยอะครับ
แต่ที่น่ากังวลคือ ถ้าเอาไปวิ่งในที่ที่รถติดมากๆ อาจจะกินน้ำมันมากหน่อยเท่านั้นเอง
เดี๋ยวยังไงลองรอดูคำตอบจาก user จริงๆอีกที
-
ถ้ามีรถสำรองอยู่แล้ว ซื้อไว้ก็ไม่เสียหายครับ ถึงมีปัญหาจุกจิก ก็เอารถอีกคันมาสลับใช้ได้ครับ
เพราะยังไงรถป้ายแดงก็สามารถซื้อประกันเพิ่มเป็น 5 ปี ได้อยู่แล้วครับ
Benz ถ้าเป็นผม ผมจะใช้อย่างมากแค่ 5 ปี พอหมดประกันก็ขายเลยครับ
เพราะหลังจากนี้ก็คาดเดาไม่ได้ บางทีอาจจะมีปัญหาจุกจิกหลายๆอย่างตามมาครับ
-
รุ่นนี้เฉพาะมากครับ ถ้ามีงบถึงก็จัดเลย ปัญหาน้อยกว่าพวกไฮบริดเยอะครับ สบายๆ คำเดียวครับ ซื้อ
-
ตัดสินใจเองเลยครับ บอกได้เลยว่าประเทศไทยถ้าคุณเข้าไปอยู่กลุ่มรถยี่ห้อใด โอกาสน้อยมากที่คุณจะซื้อยี่ห้อนั้น เพราะตามกลุ่มมีแต่คนที่เจอปัญหามาโพสต์ คนที่เขาใช้งานปกติจะไม่มาโพสต์ให้กวนใจ
คุณ J!MMY เคยบอกในรายการวิทยุเองว่า ยี่ห้อนี้ตั้งค่าจากโรงงานมาให้ขี้ตกใจ ประมาณว่าเซ็นเซอร์ตรวจจับอะไรผิดปกติหน่อยก็ไฟเตือน Engine แล้วก็เข้าศูนย์เพื่อเก็บข้อมูลส่งเยอรมัน ถ้าเป็นเคสที่พบบ่อยๆ ผ่านไปสัก 2 ปีก็มีลุ้นอะไหบ่ตัวใหม่ที่แก้ไขออกมาแทนตัวเดิม
เวลาเอาข้อเสียมาตัดสินใจ อย่าเอาหลากรุ่นมากองรวมกัน เพราะปัญหาเลวร้ายสุดคือรหัส 300 ดีเซล Hybrid อันนี้เลวร้ายสุดๆ (แต่ก็ยินว่าอะไหล่ตัวใหม่แก้ไขแล้ว ศูนย์ดันไม่ Recall ใครยังเข้าศูนย์ก็ยังได้เปลี่ยน) ในขณะที่ 350e เบนซิน Plug-in ก็มีเนืองๆ แต่น้อยลงเยอะ ที่เจอบ่อยก็ระบบคอมแอร์ไฟฟ้ากับ Airmatic พัง
จริงๆ ปัญหาของรหัส AMG 43 นี่น้อยมากนะครับ เครื่องยนต์ล้วนๆ Mild Hybrid ก็ไม่มี ส่วนใหญ่จะไปเจอพวกชิ้นส่วนประกอบจุกจิก เช่น Airmatic มากกว่า ถ้าเป็นเครื่องยนต์ผมยังไม่เคยได้ยินปัญหาเลย แถมเบนซินไม่มี AdBlue ให้กวนใจอีก แต่ยังไงก็อย่าลุยน้ำนะ รถแนวนี้ท่ออากาศอยู่ต่ำแน่ๆ
ซื้อรถที่ระบบกลไกแทบพื้นฐาน vs รถที่ทุกอย่างควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เอาจริงๆ แค่ความคิดเริ่มต้นก็แตกต่างกันแล้วครับ เหมือนคุณใช้มือถือกดปุ่ม vs สมาร์ทโฟนนั่นแหละ ยิ่งรุ่นที่ออกใหม่ๆ ซิงๆ อัพเดตซอฟต์แวร์ระบบกันยิบ เพราะมันยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แถมอีกนิด เก็บข้อมูลศูนย์บริการใกล้บ้านหรือที่เราจะไปใช้บริการประจำก่อนตัดสินใจ เพราะศูนย์ใหญ่โตโก้เก๋ไม่ได้รับประกันว่า คุณภาพงานบริการจะดีเลิศเสมอไปครับ เลือกศูนย์ที่บริการดีสำคัญสุด ส่วนลดเซลเป็นเรื่องรอง สำหรับรถที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เยอะทั้งคันเช่นนี้ (มุมมองส่วนตัว)
-
จุกจิกหรือไม่ขึ้นกะดวง แต่ต้องทำใจว่ารถพวกนี้ค่าดูแล จะแพงกว่ารถเบนซ์ธรรมดาแน่นอน ไม่ว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ mct 9 speed หรือ ระบบช่วงล่าง ตัวนี้เป็น amg ride control ซึ่งต้องทำใจว่า มันมีอายุของมัน ต้นละ น่าจะสามหมื่นกว่าราคาอู่นอก
และเนื่องจากมันขับสี่ ก็ต้องมีชิ้นส่วนมากกว่ารถปกติ อีกเท่านึง เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายทีนึงก็ต้อง x2 นะ
-
ผมอยู่ในกลุ่มรถหลายกลุ่ม
โดยเฉพาะกลุ่ม MB
คำถามประจำว่ารุ่นนั้น รุ่นนี้จุกจิกไหม?
โดยสรุปคำตอบจะออกมาคร่าวๆ ประมาณนี้
ถ้าคนที่เพิ่งซื้อ MB เป็นคันแรกและเป็นรุ่นใหม่ จะบอกว่า "ซื้อเลย ดีกว่า Jap เยอะ"
ถ้าเป็นคนที่ใช้มาพอควร และผ่านมาหลายคันสำหรับ MB รุ่นกลาง-ใหม่ มักจะบอกว่า
"ขาย MB ไปใช้ Jap สบายใจ สบายตังค์กว่าเยอะ ใช้ตั้งแต่ป้ายแดง มีน้ำมัน ยางไม่แบน ไปไหนก็ไปกัน"
ไม่เหมือน MB ลุ้นตั้งแต่ป้ายแดงเหมือนกัน โชคดีก็แล้วไป แต่ยังไงค่าบำรุงฯ ก็ไม่เบาอยู่ดี
"คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า"
ไอ้ที่เข้าแล้วออกไม่ได้ ต้องทนอยู่ เพราะ "ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ"
หรือไม่ก็รับค่าตัวตอนปล่อยไม่ไหวเลยต้อง "อยู่บำรุง" กันต่อไป
-
รุ่นธรรมดาก็เจ็บตัวน้อยหน่อยครับ
เงินเหลือ จัด86 ดีกว่าครับ
รถพวกนี้ ถ้าไม่ได้ออกวิ่งตามสมรรถนะของมันบ้าง ก็น่าเสียดายครับ
แล้วเราจะคิดในวันหนึ่งว่า เราซื้อทำไม
เก็บก็ไม่ได้ มูลค่ามันไม่ใช่ ความพิเศษหาลำบาก นอกจากแรง
แต่รถแรงวิ่งในสนาม หรือว่าวิ่งเยาะๆ เหยียบสองร้อยกว่าบ้าง
แล้วไฟตัวได้ตัวหนึ่งโชว์ คุณจะรู้สักยังไง เห้ยวิ่งไม่เท่าไรไฟไรโชว์
เอามาใช้ทุกวัน รถแรง รถจ่ายกับข้าว มีปัญหาเหมือนกันทุกคัน
c63 w204 เบาะคู่หน้า ดูโหด ดูแล้วแตกต่างจากธรรมดามาก
เครื่อง ขายทิ้งยังได้ราคา
เพื่อนคนหนึ่ง ใช้ตากลมรุ่นแรก ทำเป็น e55 ขับกลับบ้านต่างจังหวัด
ไปกลับไม่แน่ใจจังหวัดไหน ที่อีสาน อุดร หรือ หนองคาย
น้ำมันหมดเป็นหมื่น เหยียบอย่างเดียว
-
สำหรับผมใช้ Prius มา แล้วก็ซื้อ W205 (Bluetech) ตอนนี้ ขอกลับไป Camry แล้วครับ.............
-
มีเงิน ชอบก็จัดเลยครับ รถใหม่มีประกันสามปีแรก เสียก็ยกเข้าศูนย์ฟรีด้วย ไม่โดนบ่อยหรอครับ อาจจะยังไม่ทันซ่อมเบื่อก็จะเปลี่ยนรถแล้ว
-
ที่บ้านมีอยู่คันนึงเป็นตัว coupe ก่อน FL ใช้มาเกือบปีแล้วก็โอเคไม่มีปัญหาอะไรครับ
แนะนำลองไปขับดูก่อนถ้าชอบก็จัดไปครับ
-
เงินถึง มีค่าดูแล เตรียมไว้
รถสำรอง พร้อมใช้ กรณีเข้าซ่อม
จัดไปครับ รถแบบนี้ สำหรับผมน่าลองครับ
-
สิ่งนี่น่ากลัวของรุ่นนี้ในอนาคตเมื่อใช้ยาวๆน่าจะเป็นระบบขับ 4 เสียมากกว่าครับ
ซึ่งสักวันมันต้องเสียแน่นอน ไม่ทนทานปัญหาน้อยเท่าขับ 2 ล้อหลัง
แล้วมักจะเสียตอนประกันหมดไปแล้วด้วยสิครับ ซ่อมก็ไม่ใช่ถูกๆแน่ๆครับ
แต่ถ้ามีตัง รับได้ก็จัดเลยครับ ถ้าผมมีเงินเหลือๆผมก็จัดครับ
-
สำหรับผม การใช้ MB ในไทย ขอแค่มี 3 ข้อ
1. เงินถึง
2. ใจถึง
3. มีรถสำรอง
ถ้าชอบรุ่นนี้พร้อมมี 3 ข้อด้านบน ผมลุยละครับ ;D
-
สำหรับผม การใช้ MB ในไทย ขอแค่มี 3 ข้อ
1. เงินถึง
2. ใจถึง
3. มีรถสำรอง
ถ้าชอบรุ่นนี้พร้อมมี 3 ข้อด้านบน ผมลุยละครับ ;D
ตามนี้ครับ
-
สนใจมาดาวลูกไก่ไหมครับ? ได้ดาวหลายดวง คุ้มกว่า
ขับ STI ก็ไม่เลวนะครับ
-
เคยฟังคุณจิมมี่ ว่ารุ่นนี้ปัญหาเพิ่งมีเข้ามาแค่ 1 คันนะครับ
-
สำหรับผม การใช้ MB ในไทย ขอแค่มี 3 ข้อ
1. เงินถึง
2. ใจถึง
3. มีรถสำรอง
ถ้าชอบรุ่นนี้พร้อมมี 3 ข้อด้านบน ผมลุยละครับ ;D
ข้อ 3 สำคัญสุด
-
ตัดสินใจเองเลยครับ บอกได้เลยว่าประเทศไทยถ้าคุณเข้าไปอยู่กลุ่มรถยี่ห้อใด โอกาสน้อยมากที่คุณจะซื้อยี่ห้อนั้น เพราะตามกลุ่มมีแต่คนที่เจอปัญหามาโพสต์ คนที่เขาใช้งานปกติจะไม่มาโพสต์ให้กวนใจ
คุณ J!MMY เคยบอกในรายการวิทยุเองว่า ยี่ห้อนี้ตั้งค่าจากโรงงานมาให้ขี้ตกใจ ประมาณว่าเซ็นเซอร์ตรวจจับอะไรผิดปกติหน่อยก็ไฟเตือน Engine แล้วก็เข้าศูนย์เพื่อเก็บข้อมูลส่งเยอรมัน ถ้าเป็นเคสที่พบบ่อยๆ ผ่านไปสัก 2 ปีก็มีลุ้นอะไหบ่ตัวใหม่ที่แก้ไขออกมาแทนตัวเดิม
เวลาเอาข้อเสียมาตัดสินใจ อย่าเอาหลากรุ่นมากองรวมกัน เพราะปัญหาเลวร้ายสุดคือรหัส 300 ดีเซล Hybrid อันนี้เลวร้ายสุดๆ (แต่ก็ยินว่าอะไหล่ตัวใหม่แก้ไขแล้ว ศูนย์ดันไม่ Recall ใครยังเข้าศูนย์ก็ยังได้เปลี่ยน) ในขณะที่ 350e เบนซิน Plug-in ก็มีเนืองๆ แต่น้อยลงเยอะ ที่เจอบ่อยก็ระบบคอมแอร์ไฟฟ้ากับ Airmatic พัง
จริงๆ ปัญหาของรหัส AMG 43 นี่น้อยมากนะครับ เครื่องยนต์ล้วนๆ Mild Hybrid ก็ไม่มี ส่วนใหญ่จะไปเจอพวกชิ้นส่วนประกอบจุกจิก เช่น Airmatic มากกว่า ถ้าเป็นเครื่องยนต์ผมยังไม่เคยได้ยินปัญหาเลย แถมเบนซินไม่มี AdBlue ให้กวนใจอีก แต่ยังไงก็อย่าลุยน้ำนะ รถแนวนี้ท่ออากาศอยู่ต่ำแน่ๆ
ซื้อรถที่ระบบกลไกแทบพื้นฐาน vs รถที่ทุกอย่างควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เอาจริงๆ แค่ความคิดเริ่มต้นก็แตกต่างกันแล้วครับ เหมือนคุณใช้มือถือกดปุ่ม vs สมาร์ทโฟนนั่นแหละ ยิ่งรุ่นที่ออกใหม่ๆ ซิงๆ อัพเดตซอฟต์แวร์ระบบกันยิบ เพราะมันยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แถมอีกนิด เก็บข้อมูลศูนย์บริการใกล้บ้านหรือที่เราจะไปใช้บริการประจำก่อนตัดสินใจ เพราะศูนย์ใหญ่โตโก้เก๋ไม่ได้รับประกันว่า คุณภาพงานบริการจะดีเลิศเสมอไปครับ เลือกศูนย์ที่บริการดีสำคัญสุด ส่วนลดเซลเป็นเรื่องรอง สำหรับรถที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เยอะทั้งคันเช่นนี้ (มุมมองส่วนตัว)
รถเบนซ์มีระบบเซ็นเซอร์หลายร้อยจุดนะครับ คิดว่าน่าจะมีเยอะกว่ารถญี่ปุ่นหลายเท่า ดังนั้นจึงมีการเตือนเยอะกว่ารถญี่ปุ่นหลายเท่า แต่การเตือนความผิดปกติเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ทำให้เราทราบความผิดปกติของรถ เช่น เราเขาโค้งแรงเกินไปทำให้ระบบป้องกันการสไลด์ทำงานก็มีไฟเตือนที่หน้าจอ ออกรถแรงเกินทำให้ล้อฟรีก็มีการเตือนที่หน้าจอ หลอดไฟขาดก็มีการเตือน ส่วนผสมของอากาศผิดปกติก็เตือน น้ำมันเครื่องมากไป น้อยไป ก็เตือน สรุปว่ามีการเตือนเยอะๆไม่ได้แปลว่ารถไม่ดีนะ
-
ที่ผมบอกไว้ก็ประมาณนั้นแหละครับ เพราะหลายเคสที่อ่านเจอจะเป็นไฟเตือนแล้วคนใช้ยังไม่ทันรู้เลยว่ามีปัญหาจริงๆ หรือแค่ไฟมันเตือนเพราะแค่เซนเซอร์ตรวจจับ ลูกค้าก็โวยวายบ้านแตกไปแล้ว หรือบางคนเข้าศูนย์เอาเครื่องวัดเก็บข้อมูลก็อ้างว่าศูนย์ไม่ทำอะไรบ้างล่ะ ศูนย์มักง่ายบ้างล่ะ ผมก็เลยยกคำกล่าวที่คุณ J!MMY มาบอกซะเลย ส่วนใครจะเชื่อหรือเปล่าก็ให้คิดกันเอง
บางเคสปิดกระจกแล้วมันดีดลงเหมือนมีอะไรหนีบติดขัดทั้งที่ไม่มี ทำความสะอาดสารพัดก็ไม่จบ สุดท้ายอัพเดตซอฟต์แวร์ทับลงไปหายเฉยเลย คือรถที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมมันเป็นแบบนี้ ถ้าลูกค้ารับไม่ได้เลยก็ไม่แนะนำให้ซื้อเหมือนกัน
ตัดสินใจเองเลยครับ บอกได้เลยว่าประเทศไทยถ้าคุณเข้าไปอยู่กลุ่มรถยี่ห้อใด โอกาสน้อยมากที่คุณจะซื้อยี่ห้อนั้น เพราะตามกลุ่มมีแต่คนที่เจอปัญหามาโพสต์ คนที่เขาใช้งานปกติจะไม่มาโพสต์ให้กวนใจ
คุณ J!MMY เคยบอกในรายการวิทยุเองว่า ยี่ห้อนี้ตั้งค่าจากโรงงานมาให้ขี้ตกใจ ประมาณว่าเซ็นเซอร์ตรวจจับอะไรผิดปกติหน่อยก็ไฟเตือน Engine แล้วก็เข้าศูนย์เพื่อเก็บข้อมูลส่งเยอรมัน ถ้าเป็นเคสที่พบบ่อยๆ ผ่านไปสัก 2 ปีก็มีลุ้นอะไหบ่ตัวใหม่ที่แก้ไขออกมาแทนตัวเดิม
เวลาเอาข้อเสียมาตัดสินใจ อย่าเอาหลากรุ่นมากองรวมกัน เพราะปัญหาเลวร้ายสุดคือรหัส 300 ดีเซล Hybrid อันนี้เลวร้ายสุดๆ (แต่ก็ยินว่าอะไหล่ตัวใหม่แก้ไขแล้ว ศูนย์ดันไม่ Recall ใครยังเข้าศูนย์ก็ยังได้เปลี่ยน) ในขณะที่ 350e เบนซิน Plug-in ก็มีเนืองๆ แต่น้อยลงเยอะ ที่เจอบ่อยก็ระบบคอมแอร์ไฟฟ้ากับ Airmatic พัง
จริงๆ ปัญหาของรหัส AMG 43 นี่น้อยมากนะครับ เครื่องยนต์ล้วนๆ Mild Hybrid ก็ไม่มี ส่วนใหญ่จะไปเจอพวกชิ้นส่วนประกอบจุกจิก เช่น Airmatic มากกว่า ถ้าเป็นเครื่องยนต์ผมยังไม่เคยได้ยินปัญหาเลย แถมเบนซินไม่มี AdBlue ให้กวนใจอีก แต่ยังไงก็อย่าลุยน้ำนะ รถแนวนี้ท่ออากาศอยู่ต่ำแน่ๆ
ซื้อรถที่ระบบกลไกแทบพื้นฐาน vs รถที่ทุกอย่างควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เอาจริงๆ แค่ความคิดเริ่มต้นก็แตกต่างกันแล้วครับ เหมือนคุณใช้มือถือกดปุ่ม vs สมาร์ทโฟนนั่นแหละ ยิ่งรุ่นที่ออกใหม่ๆ ซิงๆ อัพเดตซอฟต์แวร์ระบบกันยิบ เพราะมันยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แถมอีกนิด เก็บข้อมูลศูนย์บริการใกล้บ้านหรือที่เราจะไปใช้บริการประจำก่อนตัดสินใจ เพราะศูนย์ใหญ่โตโก้เก๋ไม่ได้รับประกันว่า คุณภาพงานบริการจะดีเลิศเสมอไปครับ เลือกศูนย์ที่บริการดีสำคัญสุด ส่วนลดเซลเป็นเรื่องรอง สำหรับรถที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เยอะทั้งคันเช่นนี้ (มุมมองส่วนตัว)
รถเบนซ์มีระบบเซ็นเซอร์หลายร้อยจุดนะครับ คิดว่าน่าจะมีเยอะกว่ารถญี่ปุ่นหลายเท่า ดังนั้นจึงมีการเตือนเยอะกว่ารถญี่ปุ่นหลายเท่า แต่การเตือนความผิดปกติเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ทำให้เราทราบความผิดปกติของรถ เช่น เราเขาโค้งแรงเกินไปทำให้ระบบป้องกันการสไลด์ทำงานก็มีไฟเตือนที่หน้าจอ ออกรถแรงเกินทำให้ล้อฟรีก็มีการเตือนที่หน้าจอ หลอดไฟขาดก็มีการเตือน ส่วนผสมของอากาศผิดปกติก็เตือน น้ำมันเครื่องมากไป น้อยไป ก็เตือน สรุปว่ามีการเตือนเยอะๆไม่ได้แปลว่ารถไม่ดีนะ
-
ตัว AMG C43 ไม่ค่อยน่าห่วง ที่ปัญหาเยอะๆคือตัว Hybrid ทั้งหลาย (ทั้งระบบ Hybrid + ช่วงล่างถุงลม)
ทั้งนี้ถ้าอยากอุ่นใจ ก็ซื้อประกันเพิ่มต่อได้เลยจาก 3 ปี เป็น 5 ปี ขับอุ่นใจ 5 ปี (จะซื้อทันที หรือ ก่อนหมดประกัน 3 ปีก็ได้)
สรุปซื้อเลย รถสวย กำลัง 390 แรงม้า ภายในทันสมัย หลังคาแก้ว เครื่องเสียง Burmester ล้อ 19 นิ้ว เบรค AMG กับราคาที่จับต้องได้กว่าสมัยก่อน 1 ล้านบาท ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ซื้อเลยครับ
ปล.Blind Spot Assist ติดเองที่หลังได้คับ มีร้านทำ Benz รับทำ (แต่ประกันระบบไฟอาจจะหลุด)
จุดติอันเดียว (ส่วนตัว) คือหน้าจอยังไม่ Touch Screen แค่นั้น
-
เล็งๆไว้อยู่เหมือนกัน และกำลังเกิดคำถามเดียวกับ จขกท เลยครับ
-
ขอขอบคุณทุกๆความเห็นมากๆนะครับ ขอขอบคุณอีกครั้งครับ
-
น่าใช้มากครับ ผมเองจอง 220 d AMG ไปแล้วแต่รถหมด ยังอยากขยับมาตัวนี้เลย แต่ติดที่ราคาสูงเกินงบไปมากเท่านั้นเอง