Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: edward ที่ พฤศจิกายน 01, 2010, 13:26:26
-
ได้ติดตามอ่าน Review ของคุณ Jimmy มาสักพักแล้ว
และก็สนใจ Bmw 320D แต่เท่าที่อ่านและศึกษาดู จะบอกกันเป็นเสียงเดียวว่า สุดยอดมากก แต่งบต้องถึง และ ค่าซ่อมโหดมากถ้าครบ 5 ปี หมด BSI
เลยอยากถามว่า ถ้าเราคิดจะซื้อรถรุ่นนี้ ควรจะมีรายได้ต่อเดือนอยู่ประมาณเท่าไร
และถ้าคิดจะใช้ยาวๆ เช่น สิบปี ไปเลย (ไม่ได้เป็นคนเปลี่ยนรถบ่อย) หลังหมด BSI ค่าบำรุงรักษา น่าจะตกอยู่ปีละเท่าไร
รวมถึงค่าประกันฯ ...ส่วนตัวใช้รถค่อนข้างน้อย รถในบ้านทุกคัน วิ่งเฉลี่ยปีละหมื่นโลเอง ส่วนมากขับกลางคืน วันธรรมดา
เพราะทำงานที่บ้านอยู่แล้ว และก็เสาร์อาทิตย์ไว้ไปต่างจังหวัดแค่นั้นเอง
ตอนนี้รถที่ใช้อยู่ที่บ้าน ก็รถญี่ปุ่นธรรมดา มี 3 คัน
1.Vios ตัวแรก - น้องชายคนรองใช้ ,
2.Wish - รถสาธารณะในบ้านที่คนนู้นคนนี้ใช้ และ ตัวเองใช้
3.Fortuner เบนซินโฉมแรก ตัวนี้กำลังจะขายทิ้งให้ญาติเอาไปติดแก๊ส เพราะกินน้ำมันเหลือเกิน จะติดแก๊สก็ไม่ได้วิ่งเยอะมากมาย
เลยกะว่าถ้าขาย fortuner ทิ้งเอาไปดาวน์ series 3 มันจะเว่ิอร์ไปมั้ยเนี่ย ส่วนตัวชอบขับรถเร็วพอสมควร คือถ้าโล่งพอให้เยียบได้ก็เหยียบ เลยอยากได้ 320D มากกก
ถามว่าผ่อนไหวก็น่าจะพอไหวนะครับ แต่ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายหลังหมดประกัน และ ความจุกจิกของรถยุโรป เพราะเรื่องรถเพิ่งจะเริ่มศึกษา ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง
เท่าไร ประมาณว่า ขับอย่างเดียวก็ว่าได้ :P แต่ก็พร้อมที่จะอ่านและศึกษาเพิ่มเติม
สรุปคำถามอีกทีละกัน เขียนไปเขียนมาชักวน :P
ถามผู้ที่ใช้อยู่และทุกๆท่านครับ
1. พอหมด BSI ค่าบำรุงรักษา ประมาณเท่าไร แพงกว่ารถญี่ปุ่นสักกี่เท่า (ถ้าเข้าศูนย์อย่างเดียว)
2. ความจุกจิก ที่พูดๆกัน เนี่ยมันเป็นทุกคันแน่นอน หรือว่าแล้วแต่ดวงครับ
3. หรือว่าซื้อเป็น Ford fucus ดีหว่า? ถูกกว่า ใหญ่กว่านิดนึง (แต่ชอบ BMW อ่าา มันสวยจังเลย)
4. หรือรอมือสองดี แต่ถ้ามือสองก็ต้องเป็นรถที่หมด BSI แล้ว และคงผ่านการเหยียบมาไม่น้อย (อย่างว่าก็ BMW นี่เนอะ)
5. ถ้าเข้าอู่นอก ค่าใช้จ่ายประหยัดไปได้เพียงใดครับ
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกข้อคิดเห็นครับ
-
อยากรู้เหมือนกันครับ แต่ผมคงไม่มีไว้ประดับความรู้เฉยๆ ;)
-
อยากรู้ด้วยคนครับ
-
มาปูเสื่อรอด้วยคนครับ :)
-
ความเห็นส่วนตัวน่ะครับ
เพราะยังไม่หมด บีเอสไอ แต่ไม่ได้ใช้ตัว 320D น่ะครับ ใช้ 320I เบนซินครับ
จุกจิกหรือเปล่า ผมว่าแล้วแต่คันน่ะ ของผมเรียกว่าโครตจุกจิก เข้าศูนย์ทุก 3-4 เดือน แถมอะหลั่ยตัวที่เสีย ชอบเป็นอะหลั่ยที่ไม่มีในประเทศ ต้องสั่งจากสิงคโปร์บ้าง เยอรมันบ้าง
สั่งสิงคโปร์ก็รอสัปดาห์เดียว สั่งจากเยอรมันก็เดือนนึงเห็นจะได้ (ไม่รวมเวลาซ่อมอีกน่ะ)
อะหลั่ยแต่ละตัว ถ้าซ่อมศูนย์ ผมว่าทำใจได้เลย แพงทุกเรื่อง เข้าทีออกมอเตอร์ไซด์ญี่ปุ่นคันเล็กๆ ได้คันเลยล่ะ
ของผมนี่ เริ่มจากน้ำมันเครื่องเป็นโคลน ตอนวิ่งไปประมาณ สองหมื่นกว่ากิโล ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร ไฟเตือนให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องก็ยังไม่ขึ้น สุดท้ายเพิ่งรู้พี่แกเซ็ตไฟไว้ที่สองหมื่นห้าพันกิโล ค่อยเปลี่ยน (น้ำมันเครื่องขั้นเทพเลยน่ะนั่น) ถอดเครื่องมาล้างน้ำมัน รอไปสัปดาห์นึงเห็นจะได้
ถ้าเปลี่ยนเอง ลิตรละ 1,200 บาท ใช้ 6 ลิตรมั้ง จำไม่ได้แล้ว รวมค่าแรง ค่าน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนทีนึ่งประมาณ หมื่นกว่าบาทครับ
ต่อมาก็เป็นเรื่องแอร์เสีย คอมฯแอร์มี แต่วาล์วไม่มีนำเข้าเยอรมัน รอเดือนนึง รื้อคอนโซล พวงมาลัยออกหมด เพื่อเปลี่ยนอะหลั่ยตัวนี้ สนุกครับ สนุก รอนานดี รอบนี้รอประมาณ เดือนกว่าๆ กว่าจะเสร็จ หลังรับรถ ก็ต้องเข้าไปตั้งพวงมาลัยใหม่ 2-3 รอบ เพราะตั้งไว้ไม่ตรงเท่าไร หมุนทีเสียงดังเลย ค่าใช้จ่ายรอบนี้ไม่เสีย แต่ตรวจสอบดูว่าเท่าไร ตอนเซ็นต์รับ สี่หมื่นกว่าบาทครับ
ต่อมาท่อน้ำมันเครื่องรั่ว อันนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะปัจจุบัน เปลี่ยนมา 3-4 รอบแล้วก็ยังไม่หาย รั่วตรงโน้นมั้ง ตรงนี้มั้ง เฮ้อ
ต่อมาผ้าเบรคหมด เปลี่ยนผ้าเบรคพร้อมอุปกรณ์ไม่รู้อะไรน่ะ ทั้ง 4 ล้อ ค่าใช้จ่าย ห้าหมื่นกว่าบาทครับ แต่ไม่เสียอยู่ในประกัน
เปลี่ยนยางรันแฟลต แรกๆ โง่ ไม่รู้ ไปถามร้านทั่วไป เปลี่ยนไม่ได้สักร้าน สุดท้ายกลับมาเปลี่ยนกลับศูนย์บีเอ็ม 4 ล้อ โดนไป ร่วมหกหมื่นบาท ตอนหลังเริ่มฉลาดล่ะ รอบต่อมาเข้าแอ๊คเปลี่ยนเป็น จีอาร์90 เหลือสองหมื่นเอง แต่ก็เสี่ยงกับการไม่มียางอะหลั่ย เพราะรุ่นนี้ไม่มีที่เก็บยางอะหลั่ย ถ้าจะซื้อที่เก็บยางอะหลั่ยได้ครับ จ่ายเพิ่มอีกสี่หมื่นบาทได้เป็นออฟชั่น
ยังมีอีกเยอะน่ะ เล่าไม่หมด มีอะไรถามหลังไมค์ได้เลย
-
ผมว่าควรจะมีธุรกิจเป็นของตนเองหรือมีหุ้น/หุ้นกู้พันธบัตร ซึ่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสน บ. กรณีโสดนะครับ
ไม่มีภาระอะไรเลย ถึงควรจะขับรถ BMW / Benz ครับ
และควรจะมีรถสำรอง 1 คันด้วยครับ
-
เห็นค่าน้ำมันเครื่องลิตรละ 1,200 ก็ช๊อคล่ะครับ
เท่ากับรถผม 5 ลิตรเลย แพงกว่าด้วยซ้ำ น้ำมันอะไรของมันเนี่ย
ถ้าค่าบำรุงขนาดนี้ คบญี่ปุ่นดีกว่า -*-
-
เห็นค่าน้ำมันเครื่องลิตรละ 1,200 ก็ช๊อคล่ะครับ
เท่ากับรถผม 5 ลิตรเลย แพงกว่าด้วยซ้ำ น้ำมันอะไรของมันเนี่ย
ถ้าค่าบำรุงขนาดนี้ คบญี่ปุ่นดีกว่า -*-
1200 บ. นี่ผมเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ปตท.semi ได้ 3 ครั้ง(ซื้อ 2 เเกลอน ๆ ละ 5 ลิตร รวม 10 ลิตร รถผมใช้ 3 ลิตร) พร้อมกรองเทียม 3 ลูก ได้เลยนะครับ
-
เห็นค่าน้ำมันเครื่องลิตรละ 1,200 ก็ช๊อคล่ะครับ
เท่ากับรถผม 5 ลิตรเลย แพงกว่าด้วยซ้ำ น้ำมันอะไรของมันเนี่ย
ถ้าค่าบำรุงขนาดนี้ คบญี่ปุ่นดีกว่า -*-
ยี่ห้อน้ำมันเครื่องที่บีเอ็มแนะนำอยู่บนฝาเครื่องเลยคือคาสตรอล
ผมยังเคยแกล้งพูดกับทางศูนย์เลยว่า สงสัยน้ำมันเครื่องเกรดรถแข่งเลยนะเนี่ย แพงดี
แต่ แต่ BSI ครอบคลุมน่ะครับ ยกเว้นคุณจะเปลี่ยนเองในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งผมเปลี่ยน เพราะจากประสบการณ์น้ำมันเครื่องเป็นโคลน ผมขอเปลี่ยนก่อนตอนหมื่นโลต้นๆ แล้วไม่ให้เซ็ตไฟ ทิ้งไว้อย่างนั้นล่ะ แล้วค่อยเปลี่ยนอีกทีตามที่เขาประกันไว้ จะเสียค่าใช้จ่ายรอบเดียวครับ
-
เพิ่มเติมครับ เผื่อคนสนใจ แต่รถดีน่ะครับ การเกาะถนน นิ่งหนึบมาก แต่จะกระด้างนิดหน่อยสำหรับรุ่นนี้เพราะออกแนวสปอร์ตซีดาน
ขอบอกว่าใช้คันนี้มาปีที่ 4 แล้ว ถือว่าดีมาก สำหรับการขับขี่ เพราะเท่าที่เคยขับทั้งแคมรี่ ทั้งแอคคอร์ด เทียบไม่ได้ คนละเรื่องจริงๆ แต่เทียน่า ถือว่าใกล้ที่สุด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเทียบได้โดยตรง (ความเห็นส่วนตัวครับ)
ถ้าจะซื้อก็ซื้อได้ครับ พอจะครบบีเอสไอ ก็ขายครับ เพราะหลังจากนั้น ราคามันจะตกเพราะต้องซ่อมเยอะพอตัว
ผมก็กำลังคิดๆ จะเปลี่ยนอยู่นี่ล่ะ
อัตราการกินน้ำมันประมาณ 10-11 กิโลต่อลิตร อัตราเร่งก็ดีมากครับ
ที่สำคัญตั้งแต่ซื้อมาไม่เคยผิดหวัง เรื่องที่จอดรถ ขับไปที่ไหนก็หาที่จอดง่ายครับ เมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครใช้ เห็นน้อยบนถนน ตอนนี้เริ่มเห็นเยอะแล้ว
ถ้าคิดจะซื้อก็ไม่ผิดหวังครับ ถ้าไม่เจอจุกจิก ผมว่ารถดีน่ะ
-
เกิดสงสัย ราคาอะไหล่มันแพงจริง หรือศูนย์โอเว่อร์เอง?
-
เกิดสงสัย ราคาอะไหล่มันแพงจริง หรือศูนย์โอเว่อร์เอง?
ราคาค่าบริการ ค่าอะหลั่ย ที่เห็นจริงๆ เขาไม่ได้ให้ลูกค้าดูครับ
เขาจะรีบๆ ให้เซ็นต์แล้วก็รับรถเลย บริการดีครับ
แต่ที่เห็นเพราะผมขอเขาดูแล้วเปิดทีละใบ จากเอกสารเป็นปึกๆ เพื่อดูรายละเอียดคร่าวๆ ว่าค่าใช้จ่ายแต่ละอย่างเป็นเท่าไร
แล้วเอกสารชุดนี้ก็ไม่ต่างจากการเข้าศูนย์ปกติที่เขาจะพิมพ์รายละเอียด และอื่นๆ รวมอะหลั่ย ค่าแรงไว้ เพียงแต่เราไม่ต้องจ่าย เขาจะเอาไปเบิกกับทางบริษัทแม่
เพราะฉะนั้น ศูนย์ไม่ได้บอก แต่ผมเห็นจากเอกสารเองครับ
อ้อ BSI ครอบคลุมแทบทุกเรื่องยกเว้น ยางน่ะครับ อันนี้ไม่รวม
ไหน ไหน ก็บอกมาเยอะแล้ว นึกออกอีกเรื่อง ใบปัดน้ำฝนของบีเอ็มจะเป็นยางทั้งชิ้นเวลาเปลี่ยน เปลี่ยนทั้งชิ้น คู่ละ เกือบๆ ห้าพันบาทได้ครับ เคยเห็นราคา เพราะเขาจะเปลี่ยนให้ตอนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครับ
-
พอเห็นรายละเอียดของคุณ Sman ลดความอยากลงไปเยอะเลยครับ ผมว่าปล้นกันเลยดีกว่าครับ
แล้วถ้า นอกศูนย์หล่ะครับ จะแพงไหมครับ
-
ช่วยครับ....
ที่บ้านใช้รถเยอรมันยี่ห้อหนึ่ง...ครับ..ซื้อสดมา ล้านห้ากว่าๆ
ใช้ไปประมาณปีนึงศูนย์แถวบ้านเจ๊งไป(แถวบ้านที่ว่านี่วิ่งไปกลับ200กว่าโลนะ)
ต้องไปเข้าที่เชียงใหม่หนักกว่าเดิมไปกลับ 600 กว่าโลไปเช็คตามระยะทีนึงก็กำตังส์ไปอย่างต่ำ2-5หมื่นบาท
ใช้ไปเพียง5ปี เอาบิลค่าซ่อมโน่นนี่มาดู ลมแทบจับหมดไปจะ 4แสนแล้ว....5ปีวิ่งยังไม่ถึงแสนเลย
เปลี่ยนเกียร์ไป2ลูกแล้ว นี่ขนาดตอนหลังมาทำอู่ข้างนอก....เดือนก่อนสลักในกลอนประตูพังโทรไปเช็คที่ศูนย์ 12000 บาทสลักตัวเดียว
เลยไปซื้อบานประตูเชียงกงมาทั้งบานเลย 8000 เอง..แล้วมางัดเอาสลักมาใช้ตัวเดียว ประตูก็กองทิ้งไว้ข้างบ้าน....
จะเอาไปขายมือ2 มีคนมาขอซื้อ แสนสอง...แม่เลยบอกว่าจอดไว้เป็นอนุสรณ์แบบนั้นแหละ.....
ตอนนี้รถที่บ้านมีแต่รถญี่ปุ่น...เพียวๆเลย 7 คัน..ซ่อมที หลักร้อยถึงพันเอง....สบายใจโคตรๆ
รถดีครับนิ่งมันคง...ดีกว่ารถญี่ปุ่นเยอะ..แต่ถ้าเสียละก็ขายเลยครับ..อย่ารอซ่อมเป็นไปได้ 2-3ปีขายเลยครับ...(ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ)
-
ช่วยตอบอีกคนครับ
ผมใช้ 320i SE เช่นกัน แต่ของผมไม่จุกจิกเท่าไหร่นะ ที่เสียก็เป็นอาการทั่วๆ ไปของรุ่นนี้เช่น มอเตอร์ central lock เสีย, console ลอก แต่เคลม BSI ได้หมด
ส่วนเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผมจะเปลี่ยนทุกๆ 15,000 หรือ 10,000 กิโล โดยศูนย์จะตั้งให้เปลี่ยนทุก 25,000 แต่ผมใช้ไป 15,000 ก็เปลี่ยนเลย ยอมเสียเงินเอง แล้วใช้ไปอีก 10,000 ค่อยเปลี่ยนอีกรอบ คราวนี้เปลี่ยนฟรีโดยใช้ BSI เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทีก็ค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000-5,000 ไม่ถึงหมื่นนะครับ แต่ตอนนี้ 320i SE ขายไปแล้ว จอง 320d Sport แทน จะรับรถประมาณอาทิตย์หน้า ถ้ามีโอกาสจะมารีวิวให้ดูครับ
-
ดาว์น 25% มีรายได้ 5 หมื่นขึ้นไปกำลังดีมั้งครับ ผ่อนเดือนนึง 35,000-40,000 บาท
เข้าใจว่า Fortuner ขายน่าพอถึง 25% ครับ
ส่วนผมชอบรถราคาประมาณนี้เหมือนกัน แพงกว่านี้อีกนิดหน่อย
แต่เป็นรถญี่ปุ่น แถมนำเข้าอีก ซ่อมน่าจะอ้วกแน่ๆ
คงได้แต่เก็บเงินต่อไปครับ ฝันต่อไปครับ
;D ;D ;D
-
ถ้าไม่มายด์เรื่องน้ำมัน และรถไม่จุกจิกเท่า ค่าซ่อมไม่แพงเว่อร์ มีอะไรค่อนข้างเยอะทั้งของแต่งและของศูนย์และของมือสอง
ผมว่าเอาตังค์ไปหา เลกาซี่ ซีดานตัวเทอร์โบขับดีกว่า ไม่ก็อิมตัวเทอร์โบขับดีกว่า ก็สองกว่าๆ ครับ แรง เกาะ ขับสนุก
และไม่ค่อยจะงอแงด้วย
-
ผมว่า Focus TCDI ก็พอมั้งครับ ได้ฟิลเดียวกัน (ดีเซลเหมือนกัน) แต่ราคาต่างกันครึ่งๆ
-
โอ้ ฟังคุณ Sman แล้วความอยากได้ลดลงไปเยอะเลย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นทุกคัน แล้วท่านอื่นๆเจออะไรอย่างนี้บ้างมั้ยครับ
น่าแปลกที่มันจุกจิกขนาดนี้ แล้วคนก็ยังถวิลหา ไอ้เรื่องซ่อมแพงพอเข้าใจได้ว่าต้องนำเข้าอะไหล่ แต่ถ้าซ่อมแล้วจบมันก็พอไหว
...ถามต่ออีกนิดครับว่ารถยุโรปทำไมต้องเสียจุกจิกอย่างนี้ล่ะ จะว่าระบบไฟฟ้าเยอะ
รถญี่ปุ่นมันก็เยอะนี่ครับ อย่างนี้ ถ้าเป็นรถระบบเดียว
อย่างนี้ไปเล่น Lexus มันจะจุกจิกเหมือนกันมั้ยครับ
แล้ว Ford Focus จุกจิกมั้ย (ถือเป็นรถยุโรปมั้ยเนี่ย)
-
3. หรือว่าซื้อเป็น Ford fucus ดีหว่า? ถูกกว่า ใหญ่กว่านิดนึง (แต่ชอบ BMW อ่าา มันสวยจังเลย)
จริงๆ ผมก็อยากได้ 320d เหมือนกันแต่ ปัญหาหลักคือเงิน งั้นต้องมาข้อ 3 เหมือนผมทันที อิอิ
เทห์ไม่เท่า BMW แต่ก็ได้ แรง เร็ว ประหยัด ปลอดภัย ไม่แพ้กันแน่นอนครับ
เก็บเงินเอามาแต่ง ล้อ แต่งแรง แต่งสี แล้วแต่ชอบเลย
ใครว่า Focus ไม่มีของแต่ง จริงๆ ของแต่งหน่ะมี สั่งนอกสั่งหิ้วได้ทั้งนั้น (ถ้ามีตังค์)
ชอบของน้องท่านนี้ในคลับ เอารูปเค้ามา
(http://i212.photobucket.com/albums/cc33/tanseer/Ford%20Focus%20ZX3/67368_1650830508386_1165701796_31821368_2548353_n.jpg)
http://www.fordfocusclub.com/forum/index.php/topic,9698.0.html (http://www.fordfocusclub.com/forum/index.php/topic,9698.0.html)
แนว Focus RS
(http://i212.photobucket.com/albums/cc33/tanseer/Ford-Focus-RS-Le-Mans-Classic-1.jpg)
-
อ่านแล้วหายอยากไปเลยครับ อะไรมันจะจุกจิกปานนั้น
ที่ปัดน้ำฝน ถ้ามันแพงขนาดนั้น ยอมซื้อของปลอมที่วรจักรก็ได้ครับ คู่ละห้าร้อยก็เอา
พี่sman อาการจุกจิกเหล่านี้ เิริ่มเป็นตอนใช้ไปได้กี่ปี สองปีรึสามปี
แล้วvolvo กับbenz หละ
-
โอ้ ฟังคุณ Sman แล้วความอยากได้ลดลงไปเยอะเลย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นทุกคัน แล้วท่านอื่นๆเจออะไรอย่างนี้บ้างมั้ยครับ
น่าแปลกที่มันจุกจิกขนาดนี้ แล้วคนก็ยังถวิลหา ไอ้เรื่องซ่อมแพงพอเข้าใจได้ว่าต้องนำเข้าอะไหล่ แต่ถ้าซ่อมแล้วจบมันก็พอไหว
...ถามต่ออีกนิดครับว่ารถยุโรปทำไมต้องเสียจุกจิกอย่างนี้ล่ะ จะว่าระบบไฟฟ้าเยอะ
รถญี่ปุ่นมันก็เยอะนี่ครับ อย่างนี้ ถ้าเป็นรถระบบเดียว
อย่างนี้ไปเล่น Lexus มันจะจุกจิกเหมือนกันมั้ยครับ
แล้ว Ford Focus จุกจิกมั้ย (ถือเป็นรถยุโรปมั้ยเนี่ย)
Lexus ไม่จุกจิกครับ ที่บ้านใช้ IS250 2-3 ปีแล้ว ไม่เคยรวน ไม่เคยซ่อม ถึงเวลาก็เปลี่ยนของเหลวอย่างเดียว
เอาเข้าศูนย์ครั้งล่าสุด ค่าแรงยังฟรีอยู่เลย ให้คูปองเซอร์วิสไป เค้าก็ไม่เอา งงๆ
น้ำมันเครื่องผมเอาไปเอง จำได้ว่าจ่ายเงินแค่กรองน้ำมันเครื่องหลักร้อยบาท :-[ (เอาเข้าศูนย์โตต้าครับ)
เสียอย่างตรงยังไง IS250 ฟิลไม่สปอร์ทเท่าซีรีย์3
และก็ไม่รู้ว่าถ้าเสียขึ้นมา อะไหล่จะแพงเท่ายุโรปรึเปล่า
คิดว่าคงพอกัน
-
เหอะๆ เคยคิดไว้ว่าเป็นความใฝ่ฝัน ถ้ามีตัง จะซื้อ(อนาคตอีกยาววววววววว.........ไกล)
อ่านจบ ขับรถญี่ปุ่น ต่อไปดีกว่า
-
โอ้ ฟังคุณ Sman แล้วความอยากได้ลดลงไปเยอะเลย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นทุกคัน แล้วท่านอื่นๆเจออะไรอย่างนี้บ้างมั้ยครับ
น่าแปลกที่มันจุกจิกขนาดนี้ แล้วคนก็ยังถวิลหา ไอ้เรื่องซ่อมแพงพอเข้าใจได้ว่าต้องนำเข้าอะไหล่ แต่ถ้าซ่อมแล้วจบมันก็พอไหว
...ถามต่ออีกนิดครับว่ารถยุโรปทำไมต้องเสียจุกจิกอย่างนี้ล่ะ จะว่าระบบไฟฟ้าเยอะ
รถญี่ปุ่นมันก็เยอะนี่ครับ อย่างนี้ ถ้าเป็นรถระบบเดียว
อย่างนี้ไปเล่น Lexus มันจะจุกจิกเหมือนกันมั้ยครับ
แล้ว Ford Focus จุกจิกมั้ย (ถือเป็นรถยุโรปมั้ยเนี่ย)
Lexus ไม่จุกจิกครับ ที่บ้านใช้ IS250 2-3 ปีแล้ว ไม่เคยรวน ไม่เคยซ่อม ถึงเวลาก็เปลี่ยนของเหลวอย่างเดียว
เอาเข้าศูนย์ครั้งล่าสุด ค่าแรงยังฟรีอยู่เลย ให้คูปองเซอร์วิสไป เค้าก็ไม่เอา งงๆ
น้ำมันเครื่องผมเอาไปเอง จำได้ว่าจ่ายเงินแค่กรองน้ำมันเครื่องหลักร้อยบาท :-[ (เอาเข้าศูนย์โตต้าครับ)
เสียอย่างตรงยังไง IS250 ฟิลไม่สปอร์ทเท่าซีรีย์3
และก็ไม่รู้ว่าถ้าเสียขึ้นมา อะไหล่จะแพงเท่ายุโรปรึเปล่า
คิดว่าคงพอกัน
จริงๆก็ยังมอง IS250 ไว้เหมือนกันครับ เคยลองขับดูภายในดูแคบแต่ก็นั่งสบายกว่า 320D แฮะ
แต่แอบจ่ายมากกว่าแต่ option น้อยกว่า แถม เรื่องประหยัดน้ำมันก็สู้เครื่องดีเซลไม่ได้
สงสัยอยู่ว่าทำไมเล็กซัสไม่เอาตัวดีเซลเข้ามาขาย
-
เหอะๆ เคยคิดไว้ว่าเป็นความใฝ่ฝัน ถ้ามีตัง จะซื้อ(อนาคตอีกยาววววววววว.........ไกล)
อ่านจบ ขับรถญี่ปุ่น ต่อไปดีกว่า
จริงๆผมก็เหมือนกันแหละครับ เป็นความใฝ่ฝัน ก็เลยนั่งอ่าน นั่งหาข้อมูลไปเรื่อย ไม่ได้ซื้อสักกะที :P
-
BMW คิดค่าแรงเป็น ชม. ครับ ยิ่งเข้านาน ยิ่งแพง (ในกรณีหมด BSI)
แต่คิดดูนะครับ คุณจะใช้รถ 10 ปี แต่ 5 ปีแรก คุณไม่ต้องจ่ายอะไร แต่(ผมแนะนำ ให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ระหว่างรอบที่ 15000)
คิดว่า ถ้าใช้รถปีละ 25000 กม. ปีนึงจ่ายเพิ่มค่าน้ำมันเครื่อง เอง 5 ครั้ง หมดประมาณ 10,000 บาท ยางอีกชุดนึง
ซึ่งแนะนำให้ไปเอายางธรรมดาแทน รันแฟท 5 ปี เปลียน 2 ครั้ง ครั้งละ 25,000 รวม 50,000
สรุป 5 ปี คุณจ่ายเพิ่ม 60,000 บาท ตกปีละ หมื่นนิดๆ
หลังจากนั้น ปีที่ 6-10 เข้าศูนย์ปีละ 2 ครั้ง เตรียมไว้ครั้งละ หมื่น รวม 100,000 บาท
ค่ายาง 50,000 น้ำมันเครื่องเปลี่ยนเองอีก 10,000
รวม 160,000 บาท อาจมีค่าอื่นๆ ให้รวมเป็น 200,000 น่าจะได้
สรุป 5 ปีหลัง จ่าย ตกปีละ 20,000 บาทครับ
รวม 10 คุณจ่ายไม่น้อยกว่า 260,000 บาทครับ
อ่อลืมเรื่อง ค่ารถเลย
ราคารถ ถ้าเอารุ่น 320d หรือ 320d sport ละครับ ตีว่า 2,800,000 แล้วกันน่ะ
ดาว์ ไม่ต้องมีคนค้ำ ก็ 25% 700,000 คุณขาย ฟอร์จูนเนอร์ ก็ไม่พอครับ เพิ่มอีกหน่อย
เรื่องการผ่อนต่อ มี ผ่อนปกติ หรือ บอลลูน ถ้าปกติ 4 ปี ดอกประมาณ 2.25% ถ้า 5 ปี ก็ 2.35%
แต่ถ้าบอลลูน ก็ดอกประมาณ 5-6.5% แต่ยอดต่อเดือนลดลง และเหลือยอดปีที่ 6 อีก 40% 1.1 ล้านบาท
คุณเหลือยอดจัก 980,000 บาท แต่ดอก 5.5% 48 งวด ดอกปีละ 49,0000x4 = 196,000 + 980,000 = 1,176,000 / 48
= 24,500 บาท ต่อเดือน และคุณเหลือค่ารถที่ต้องจายเมื่อครบอีก ล้านกว่าบาท
แต่ถ้าคุณผ่อนปกติ ดอก 2.25
คุณเหลือยอดจัด 2.1 ล้าน บาท x 2.25% 47,250 x 4 = 189,000 + 2,100,000 = 2,289,000 / 48
= 47,687.50 บาทต่อเดือน โอย คุณเลือดตากระเดนครับ ต้องลอง 60 งวด
2.1 x 2.35% 49,350x5 = 246,750 + 2.1 = 2,346,750 / 60 = 39,112.50 อืมอันนี้พอรับได้ ครับ
หรือถ้า 72 งวด ดอก 2.55% 53,550 x 6 =321,300 + 2.1 = 2,421,300 / 72 = 33,629.25 บาท อืม สบายขึ้นอีกหน่อย
ดูแล้ว 5 ปี น่าจะดีสุด เดือนละ 39,112.50 เพราะฉะนั้น เงินเดือนคุณต้องมีไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ก็คือ 58,669 บาท
แต่บางที่ ถ้าคุณมีเงินในธนาคารทิ้งไว้เกิน 6 เดือน ไม่นอ้ยกว่า ล้านบาท อาจจะทำให้แค่มีเงินเดือนเท่าเงินผ่อนน่าจะพอครับ
-
ไม่น่าเชื่อ 320i E90 ยังจุกจิกอีก ของที่บ้าน E39 ตัวแรก จุกจิกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกครับ
เมื่อเทียบกับตัว minor change
-
ส่วนตัว ถ้าใช้บ่อยๆ คุ้มค่าครับ
รถที่ผมซื้อ ซื้อตอนตัวแรก ไม่มี BSI น่าปวดหัวกว่าไหมหล่ะ( 525 ISE ปี 2004)
ฺBMW เป็นรถที่น่าใช้่มาก มากกว่า BENZ (ในความรู้สึกส่วนตัว)
จุกจิกไหม.... ใ้ช้น้อย...เสียบ่อย ค่าซ่อมไม่ค่อยแพง
ใช้มาก ไม่ค่อยเสีย แต่้เวลาเสีย ไม่อยากจะดูค่าซ่อม
ยกตัวอย่าง เป็นรายการเสีย ที่ผมยังไม่อยากจะซ่อมครับ
ของผม เป็นพวงมาลัยไฟฟ้า Active อะไรสักอย่าง ตอนนี้มันมีเสียง กุกๆ
เอาไปประเมินค่าซ่อมมา ตามรายการเลยนะครับ สรุปดังนี้ครับ
1. 3200590 ตรวจเช็คศูนย์ล้อ KDS จนถึงน้ำหนักบรรทุก 1,275.00
2. 3200630 ปรับช่วงล่างหลัง และช่วงล่างหน้า 825.00
3. 3213066 เปลี่ยนกระปุกพวงมาลัยเพาเวอร์, ระบบ 3,150.00
4. 32 10 6 777 495 กระปุกพวงมาลัย 116,144.00
5. 32 41 1 093 596 แหวนอลูมิเนียม 20.00
6. 32 41 1 093 597 แหวนอลูมิเนียม 24.00
7. 83 29 0 429 576 น้ำมันไฮดรอลิกสังเคราะห์ 896.00
รวมยอด 122,334.00
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 8,563.00
รวมยอดสุทธิ ====>>> 130,897.38 <<<=====
ส่วนรายการข้างล่างเป็นรายการที่เจอเอกสาร ที่เคยเปลี่ยนแล้ว ลองดูนะครับ(ยังไม่รวมภาษี และ ค่าแรงนะครับ)
1. 11 28 1 706 545 สายพานไดชาร์ท 1,815.00
2. 11 51 7 527 910 ปั๊มน้ำ 4,180.00
3. 81 22 9 407 454 น้ำยาเติมหม้อน้ำ 320.00
4. 24 11 7 571 217 อ่างน้ำมันเกียร์ 9,643.00
5. L83220142518 น้ำมันเกียร์ 6,835.00
-
เห็นค่าซ่อมแล้ว :(
-
BMW คิดค่าแรงเป็น ชม. ครับ ยิ่งเข้านาน ยิ่งแพง (ในกรณีหมด BSI)
แต่คิดดูนะครับ คุณจะใช้รถ 10 ปี แต่ 5 ปีแรก คุณไม่ต้องจ่ายอะไร แต่(ผมแนะนำ ให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ระหว่างรอบที่ 15000)
คิดว่า ถ้าใช้รถปีละ 25000 กม. ปีนึงจ่ายเพิ่มค่าน้ำมันเครื่อง เอง 5 ครั้ง หมดประมาณ 10,000 บาท ยางอีกชุดนึง
ซึ่งแนะนำให้ไปเอายางธรรมดาแทน รันแฟท 5 ปี เปลียน 2 ครั้ง ครั้งละ 25,000 รวม 50,000
สรุป 5 ปี คุณจ่ายเพิ่ม 60,000 บาท ตกปีละ หมื่นนิดๆ
หลังจากนั้น ปีที่ 6-10 เข้าศูนย์ปีละ 2 ครั้ง เตรียมไว้ครั้งละ หมื่น รวม 100,000 บาท
ค่ายาง 50,000 น้ำมันเครื่องเปลี่ยนเองอีก 10,000
รวม 160,000 บาท อาจมีค่าอื่นๆ ให้รวมเป็น 200,000 น่าจะได้
สรุป 5 ปีหลัง จ่าย ตกปีละ 20,000 บาทครับ
รวม 10 คุณจ่ายไม่น้อยกว่า 260,000 บาทครับ
อ่อลืมเรื่อง ค่ารถเลย
ราคารถ ถ้าเอารุ่น 320d หรือ 320d sport ละครับ ตีว่า 2,800,000 แล้วกันน่ะ
ดาว์ ไม่ต้องมีคนค้ำ ก็ 25% 700,000 คุณขาย ฟอร์จูนเนอร์ ก็ไม่พอครับ เพิ่มอีกหน่อย
เรื่องการผ่อนต่อ มี ผ่อนปกติ หรือ บอลลูน ถ้าปกติ 4 ปี ดอกประมาณ 2.25% ถ้า 5 ปี ก็ 2.35%
แต่ถ้าบอลลูน ก็ดอกประมาณ 5-6.5% แต่ยอดต่อเดือนลดลง และเหลือยอดปีที่ 6 อีก 40% 1.1 ล้านบาท
คุณเหลือยอดจัก 980,000 บาท แต่ดอก 5.5% 48 งวด ดอกปีละ 49,0000x4 = 196,000 + 980,000 = 1,176,000 / 48
= 24,500 บาท ต่อเดือน และคุณเหลือค่ารถที่ต้องจายเมื่อครบอีก ล้านกว่าบาท
แต่ถ้าคุณผ่อนปกติ ดอก 2.25
คุณเหลือยอดจัด 2.1 ล้าน บาท x 2.25% 47,250 x 4 = 189,000 + 2,100,000 = 2,289,000 / 48
= 47,687.50 บาทต่อเดือน โอย คุณเลือดตากระเดนครับ ต้องลอง 60 งวด
2.1 x 2.35% 49,350x5 = 246,750 + 2.1 = 2,346,750 / 60 = 39,112.50 อืมอันนี้พอรับได้ ครับ
หรือถ้า 72 งวด ดอก 2.55% 53,550 x 6 =321,300 + 2.1 = 2,421,300 / 72 = 33,629.25 บาท อืม สบายขึ้นอีกหน่อย
ดูแล้ว 5 ปี น่าจะดีสุด เดือนละ 39,112.50 เพราะฉะนั้น เงินเดือนคุณต้องมีไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ก็คือ 58,669 บาท
แต่บางที่ ถ้าคุณมีเงินในธนาคารทิ้งไว้เกิน 6 เดือน ไม่นอ้ยกว่า ล้านบาท อาจจะทำให้แค่มีเงินเดือนเท่าเงินผ่อนน่าจะพอครับ
โอ้สุดอยดเลยครับคุณ Nineklao มานั่งคิดๆ คงอย่างที่หลายๆคนบอกใช้ครบ 5 ปีก็เตรียมขายทิ้งเลย ว่าแต่ราคามือสองน่าจะอยู่ประมาณเท่าไรครับตอนนั้น
-
อ่านแล้วหายอยากไปเลยครับ อะไรมันจะจุกจิกปานนั้น
ที่ปัดน้ำฝน ถ้ามันแพงขนาดนั้น ยอมซื้อของปลอมที่วรจักรก็ได้ครับ คู่ละห้าร้อยก็เอา
พี่sman อาการจุกจิกเหล่านี้ เิริ่มเป็นตอนใช้ไปได้กี่ปี สองปีรึสามปี
แล้วvolvo กับbenz หละ
สวัสดีน้องโอ๊ค สบายดีหรือเปล่า เป็นอย่างไรบ้าง รถใหม่น่าจะไม่มีปัญหาแล้วใช่หรือไม่
นี่ล่ะเหตุผลของพี่ว่าทำไม วี 50 ที่จองไว้ เมื่อมีปัญหาถึงคิดหนัก และถอนจองคันที่ 2 ทันที หลังจากรับคันแรกมาแล้ว เพราะกลัวปัญหาแบบนี้อีกน่ะสิ
ส่วนคำถามขอบอกว่า ใบปัดน้ำฝนของเขาเป็นของเยอรมันเลยแพงมั้ง
ส่วนเรื่องว่าจุกจิกเริ่มเมื่อไร ก็ประมาณปีแรกก็เป็นแล้วล่ะ แต่เป็นปลายๆ ปีน่ะ
ส่วนความเห็นข้างบนบอกเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งละ 5,000 บาท ไม่แน่ใจเปลี่ยนนอกศูนย์หรือเปล่า
เพราะที่ผมไปเปลี่ยนอยู่ 2 เจ้า คือ ย กับ พ น่ะ ราคาเดียวกัน ลิตรละพันสอง ค่าแรงยังไม่คิด อะหลั่ยอื่นๆ ยังไม่คิดเลย
-
แล้ว Volvo ล่ะครับ จุกจิกแบบนี้หรือเปล่าครับ มองๆ S80 เหมือนกัน
เห็นรุ่นน้องว่าก็มีบ้าง แต่ซ่อมแล้วจบ ข้อเท็จจริงเป็นประการใดครับ
-
แล้ว Volvo ล่ะครับ จุกจิกแบบนี้หรือเปล่าครับ มองๆ S80 เหมือนกัน
เห็นรุ่นน้องว่าก็มีบ้าง แต่ซ่อมแล้วจบ ข้อเท็จจริงเป็นประการใดครับ
เอส 80 รุ่นใหม่ เดี๋ยวรอน้องโอ๊คมาตอบให้ดีกว่า เพิ่งรับรถไปไม่นานเท่าไรครับ
ถ้าเป็น เอส 80 กับ เอส 60 รุ่น 3-4 ปีก่อน พอดีมีพี่ๆ น้องๆ ใช้กันอยู่ครับ
เมื่อก่อน ไม่มีฟรีอะหลั่ย ค่าแรงภายใน 3 หรือ 5 ปี หว่า แบบปัจจุบัน
เข้าซ่อมทีก็แพงเหมือนกันน่ะครับ อะหลั่ยก็แพง ค่าแรงก็แพง (ถ้าเข้าศูนย์) จุกจิกหรือเปล่า ก็มีบ้าง แต่ซ่อมแล้วจบกว่าที่เจอปัจจุบันครับ ความเห็นส่วนตัวผมว่าฟิลลิ่งการขับขี่ ผมชอบบีเอ็มมากกว่าน่ะ รองลงมาก็เมอร์ซิเดส วอลโว่ก็ดี แต่เป็นลำดับรองๆ ลงมาครับ
-
ขอบอกอย่างนึงว่า ถ้าเงินยังไม่หนา อย่าแตะต้องเลยจ้า รถราคา 2 ล้านกว่า มันจะลำบากตัวเอง+ไม่มีความสุขนะ เพราะ รถมันก็คือ ลด นะครับ อยู่กับเราไม่กี่ปี มันก็เสื่อมค่าเสื่อมราคารอเปลี่ยนคันใหม่อีกละ
-
ขอบอกอย่างนึงว่า ถ้าเงินยังไม่หนา อย่าแตะต้องเลยจ้า รถราคา 2 ล้านกว่า มันจะลำบากตัวเอง+ไม่มีความสุขนะ เพราะ รถมันก็คือ ลด นะครับ อยู่กับเราไม่กี่ปี มันก็เสื่อมค่าเสื่อมราคารอเปลี่ยนคันใหม่อีกละ
จริงครับ จะว่าเงินไม่พอก็ไม่เชิงแต่รู้สึกเสียดายเงินมากกว่า เลยต้องมาหาข้อมูลให้เยอะๆก่อนว่าคุ้มค่ามั้ย กับการสนองกิเลสตนเอง :P
-
ขอบอกอย่างนึงว่า ถ้าเงินยังไม่หนา อย่าแตะต้องเลยจ้า รถราคา 2 ล้านกว่า มันจะลำบากตัวเอง+ไม่มีความสุขนะ เพราะ รถมันก็คือ ลด นะครับ อยู่กับเราไม่กี่ปี มันก็เสื่อมค่าเสื่อมราคารอเปลี่ยนคันใหม่อีกละ
จริงครับ จะว่าเงินไม่พอก็ไม่เชิงแต่รู้สึกเสียดายเงินมากกว่า เลยต้องมาหาข้อมูลให้เยอะๆก่อนว่าคุ้มค่ามั้ย กับการสนองกิเลสตนเอง :P
ประมาณคนในอยากออก คนนอกอยากเข้าน่ะครับ
สำหรับผม ผมกลับเลือกซื้อรถเล็กใช้งานน่ะ ตอนนี้ก็ออกสวิฟท์ มาแล้ว เอาไว้ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ แต่กำลังหารถอเนกประสงค์สักคัน ก็ตอนแรกก็มองวอลโว่แวน แต่มีปัญหาที่ทราบๆ กัน ก็เลยเปลี่ยนเส้นทาง มองหาคันอื่นต่อไป แต่จบปลายปีนี้แล้วล่ะ
ส่วนเจ้าอี 90 ก็คงใช้งานเฉพาะจำเป็นครับ เพราะมันสิ้นเปลืองมากไปจริงๆ
-
E90 320d เคยเห็นขายมือสอง ในบีเอ็มมือสองอยู่ ล้านปลายๆ ครับ
แต่ดอกแพงมากกว่ารถใหม่มาก ไม่ค่อยน่าเล่น ยกเว้นซื้อสด
ตามโชว์รูม BMW จะมี BMW มือสองอยู่ ถ้ายังไม่เกินอายุ BSI ก็รับประกันต่อได้เลย
ราคาน่าสนใจดีเหมือนกันครับ
แต่ปัจจุบัน ผมใช้เงินแค่ล้านครึ่ง ก็ได้ เทียน่าใหม่ ขับสบายใจกว่า ใหญ่กว่า
แต่กินน้ำมันนั้นมันปกติ ครับ ต้องทำใจ
-
สำหรับวอลโว่s80 ตอนนี้ใช้ไ้ด้สามพันกว่าโลแล้วครับ
ถ้าเทียบกับE90แล้ว การเข้าโค้งคงสู้ไม่ได้เลยครับ แต่s80 เป็นรถที่ตอบโจทย์ผมได้ครับ ต้องบอกว่าช่วงล่างนุ่มจิงครับ เหมาะมากสำหรับถนนเมืองไทย เบาะนั่งสบายจิงครับ สบายกว่าs40 มาก พาผู้ใหญ่ไปกินข้าวก็สะดวกดีครับ กว้างขวาง
ผมใช้รถวันละเฉลี่ยประมาณ65กม. เติมE85 เติมถังก็ประมาณ 1200 (ไม่เกิน) ก็เต็มถังแล้วครับ อยู้ได้อาทิตย์นึง เดือนนึงค่าน้ำมันไม่เกินห้าพัน
อัตราเร่งถือว่าใช้ได้นะครับ สนุกได้ครับ ผมขับรถไซส์ขนาดกลางมันหลายรุ่นนะ พอมาใช้คันใหญ่ รู้สึกว่ารถมันนิ่งมากกว่าไซส์กลางนะครับ ไม่รู้คิดไปเองป่าว แต่ถ้าเทียบกับs40แล้ว ความนิ่งในความเร็วสูง ดีกว่ามาก รู้สึกได้ชัดเจน
ที่สำคัญราคาถูกกว่าด้วยครับ ถ้าเทียบกับ ซีรีย์3 หรือจะเป็น5 ก็ตามครับ ใครจะว่าสู้บีเอ็มหรือเบนซ์ไม่ได้
แต่สำหรับผม ผมพอใจแล้วครับ ตอบโจทย์ได้ (นั่งสบาย เครื่องแรงพอได้ เสียงเครื่องมีเสน่ห์เวลากดคันเร่ง เติมe85ได้ ช่วงล่างนุ่มนิ่มเวลาขับในเมือง จะให้ซิ่งเข้าโค้งแรงแบบวัยรุ่นเท้าหนักก็คงไม่ไหวนะ เริ่มแก่ละ)
ถ้าหมดmaintainace 5ปี ก็ไม่กล้วครับ เพราะเท่าที่ลองศึกษาอู่นอก ค่อนข้างมีความชำนาญสูงมาก ไม่แพ้ช่างศูนย์ครับ คิดว่าราคาคงไม่แรงเท่าศูนย์
-
ดีใจด้วยน่ะ น้องโอ๊ค ได้รถถูกใจแล้ว
ว่าแต่ว่า คันเอส 40 เขารับซื้อคืนราคาเดิมหรือต้องหักการใช้งานครับ ว่าจะถามลืมไปเลย
-
ถ้าถามถึงรายได้ เอาวิธีคำนวนง่ายๆสำหรับรถทุกยี่ห้อนะครับ
รายได้ต่อปีแบบไม่หักค่าใช้จ่าย = ราคารถที่สมฐานะเรา
สมมุติ bmw ราคา 3 ล้าน รายได้คุณควรเป็น สองแสนห้าหมื่นบาทต่อเดือน หรือสามล้านบาทต่อปี แล้วคุณจะสบายใจ ไม่ว่าจะซ่อมแพงแค่ไหน
-
รายได้ต่อปี ผมต่อให้หักค่าใช้จ่ายแล้วด้วย ผมไม่กล้าซื้อจริงๆนะ
ตอนนี้ผมใช้รถ 4เดือนของรายได้ ยังกังวลเลยครับ ดีที่มันยังคงเป็นญี่ปุ่นอยู่ ถ้าเป็นยุโรปจากที่เห็นค่าใช้จ่ายข้างบน ผมว่าผมเอาเงินค่าซ่อมไปใช้จ่ายสุรุยสุร่ายได้เยอะเลย
บางครั้งผมว่าคิดไปคิดมา ผมอาจจะเข้าข่ายจากสูงสุดคืนสู่สามัญก็ได้ ;D ถ้าไม่ได้ติดว่าเดินทาง ตจว ประจำ ไกลๆ แล้วกลัวตาย ผมขับในกทม คงjazz น่าจะลงตัวสุด
-
ผมเป็น คนนึงครับที่พึ่งซื้อรถ BMW 320d Sport มาได้ 1 เดือนแล้วครับ ปัญหาเยอะมากครับ
ผิดหวังมากครับ ภาพรวมรถก็แรงดีครับ แต่ปัญหาจุกจิกเยอะครับ ตอนนี้ปัญหากระจกมองข้าง
เวลาพับมีเสียงดังมากครับ ทั้ง 2 ข้างเลยครับ เอาเข้าศูนย์มาดันทำแค่เอาเจลนํ้ามันฉีดให้ครับ
นํ้ามันเลอะรถทั้งคันเลยครับ ผมไปรับรถแทบซ็อครถเป็นคราบนํ้ามันทั้งคันแถมเป็นรอยผ้าเช็ดรถ
อีกครับ ซึ่งผมต้องเอาไปขัดสีอีกครับ ซึ่งปัจจุบันทางศูนย์ก็ยังไม่รับผิดชอบครับบอกว่ารอผู้ใหญ่พิจจารณาอยู่
แถมเคลมกระจกรถไปจะ 3 อาทิตย์แล้วก็ยังไม่ได้ทำเลยครับศูนย์บอกรออย่างเดียวครับ เซ็งมากครับ
ไปโวยมาหลายรอบครับก็ยังเหมือนเดิมครับ ศูนย์อยู่แถว 5 แยกลาดพร้าวครับ
ถ้าผู้ใหญ่ท่านใดที่อยู่ BMW Thailand ได้อ่านกระทู้นี้แล้ว รบกวนช่วนดำเนินการให้ด้วยครับ เสียความรู้สึกมากครับ
เพราะเคยส่ง Mail ไปที่ทาง BMW Thailand แล้วก็เงีบยครับ
-
อ่านกระทู้นี้ละหวั่นไหวเลยครับ ว่าจะออก Volvo S60 ใหม่ซะหน่อย จะเจอซ่อมอานมั้ยครับเนี่ย ไม่ใช้ใช้รถยุโรปด้วย
ขอถามผู้รู้ด้วยเลยแล้วกันนะครับ ว่าถ้าจะขายต่อ ควรจะขายตอนไหนถึงจะดี แล้วราคาจะเป็นไงมั่งครับ เช่น ควรขายก่อนหมดประกัน หรือหลัง 5 ปี (หมดประกัน) หรือใช้ไปซัก 7-8 ปีก่อน