Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: DiKiBoyZ ที่ พฤษภาคม 15, 2024, 10:10:47
-
ผมไม่รู้ว่า การอุ่นเครื่องยนต์ หรือ warm up เครื่องยนต์ มาจากไหน เมื่อไหร่ ยังไง นะครับ
รู้สึกว่า ในการใช้งานรถ ของผมเอง โดยส่วนตัว (ในประเทศไทย) มันไม่จำเป็นเอาซะเลย และ ผมเอง ก็ไม่เคยทำ
เรียกว่าไม่เคยก็ไม่เชิง ก็มีบางสตาร์ทรถ แล้ว เปิดแอร์ เปิดวิทยุ เปิดเพลง ก่อนเข้าเกียร์ D ขับออกไป (น่าจะเรียกว่า warm up ได้มั้ง)
แต่ถ้าที่ต้องสตาร์ทรถไว้ 3-5 นาที ไรแบบนี้ ผมไม่เคยนะ
เพราะผมคิดว่า แค่สตาร์ถไม่ถึง 10-20 วินาที น้ำมันเครื่องมันก็ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ครบหมดแล้ว(ความคิดผมเองนะ) ถ้าบอกว่า น้ำมันไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ต้องใช้เวลา 3 5 10 นาที ผมว่าเครื่องยนต์พังไปนานล่ะ ถ้าจะขาดน้ำมันเครื่องนานขนาดนั้น
แล้วถ้าบอกว่า อุ่นเครื่อง = อุ่นอุณหภูมิ น้ำมันเครื่อง แล้วละก็ ผมไม่รู้ว่าใครสังเกตุเหมือนผมไหม ผมสตาร์ทรถ ขับไหลๆ ในซอย(รถติดๆ บ้าง) ออกจากคอนโด ออกไปถนนใหญ่(สุขุมวิท) ระยะทางประเมิน 1-2km ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที เกจวัดอุณหูมิ ยังไม่ขึ้นเลย(แทบจะอยู่ที่เดิม) ยกเว้นว่าใช้รอบเครื่อง หรือ เร่งเครื่องพอสมควร
ผมเลยไม่รู้ว่า แล้วถ้าต้อง warp up เครื่องยนต์ จำเป็นจริงไหม แล้ว ต้องใช้เวลานานแค่ไหน
คิดเห็นยังไงกันบ้างครับ
-
ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องจอดวอร์มเป็นหลายนาที แต่ตอนออกรถช่วงแรกๆใช้รอบเบาหรือปล่อยไหลหน่อยก็พอ อย่าเพิ่งเหยียบเร่งแรงๆ ซึ่งแบบนี้รอบมันก็จะไม่ต่างจากจอดวอร์มเฉยๆเท่าไหร่ (ต่างแบบไม่น่ามีนัยยะสำคัญ) ซักพักความร้อนขึ้นมาถึงปกติแล้วก็ค่อยขับปกติ แค่นี้ก็น่าจะพอโดยที่ไม่เสียเวลาเท่าไรครับ
-
สำหรับประเทศไทยที่ร้อนขนาดนี้ผมว่าไม่จำเป็นเลยครับ
ขับไปเรื่อยๆ จนไฟ cold engine สีฟ้าหายก็โอเคแล้วครับ
-
สมัยขับรถใหม่ สักเกือบ 30 ปีก่อน .. ตอนนั้น วอร์มจนเกจ์อยู่กลางเลย ถึงออกรถ
ปัจจุบันเหรอ ? .. สตาร์ทเครื่อง เปิดวิทยุ เปิดแอร์ ขับออกมาจอดหน้าบ้าน ลงมาปิดประตูรั้ว ขึ้นรถ คาดเข็มขัด แล้วก็ออกรถ ก็ไม่เคยเห็นปรอทสีฟ้าเลยครับ จากนั้นก็คลานออกไปหน้าหมู่บ้าน แล้วขับปกติ
-
ผมไม่ทำครับ อย่างมากคือ start รอให้แอร์เย็น
แต่พยายามจะไม่ขับรุนแรง เวลาเครื่องเย็น คือช่วงเครื่องเย็น รอบเดินเบามันจะสูงขึ้น เวลาเปลี่ยนเกียร์มันกระชากรุนแรงมากขึ้น
แต่ก็ไมไ่ด้คิดว่าจะทำให้เกียร์เสียเร็วขึ้นขนาดนั้น อย่างจังหวะยัด D>R เวลาถอยเข้าออกแบบรีบๆ อาจสร้างความเสียหายให่มากกว่า...
-
สิ่งที่เป็นอยู่แน่ๆคือเมื่อเครื่องเย็นจะมีความฝืดมากกว่า ประสิทธิภาพต่ำ สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และมีความสึกหรอสูงกว่า มีสิ่งที่ต้องระวังเยอะหน่อยสำหรับเครื่องยนต์ยุคใหม่ คือ clearance ของชิ้นส่วนจะน้อยลงมากด้วยเทคโนโลยีการผลิต..ถ้าอุณหภูมิทำงานยังไม่ถึง clearance ที่ออกแบบไว้จะยังไม่ได้ค่าที่เหมาะสม เรื่องประสิทธิภาพไม่เท่าไหร่ แต่ความสึกหรอถ้าโหลดสูงๆนี่คงไม่ดีนะครับ
-
ผมก็ไม่ค่อยจะสตาร์ททิ้งไว้ก่อนออกรถเท่าไหร่ครับ เก็บข้าวของเสร็จ ก็ขับย่องๆไปปากซอยเท่านั้น ยกเว้นว่ารถไม่ได้ใช้งานเลย ไม่ได้ขับไปไหน ก็มีบ้างที่สตาร์ททิ้งไว้ รอจนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นถึงอุณหภูมิทำงานสักแป๊บค่อยดับ ;D
-
เอากราฟมาให้ดูครับ รถมาสด้า2 1.3 ปี 2016 วิ่งมาแล้วประมาณ 210k km น้ำมันเครื่อง 5w-30
ต้องวอร์มเครื่องไหมไม่รู้ รู้แต่ว่ากว่าอุณภูมิจะไปอยู่ใกล้ๆกัน ใช้เวลาอยู่ แต่ที่ขึ้นเร็วสุดก็น้ำหล่อเย็น
(https://i.ibb.co/HTWZT55/1715746361587.jpg) (https://ibb.co/SwhSwFF)
-
รถสมัยนี้ เวลาสต๊าท รอบเครื่องมันก็ดีดไป 1000-1200 รอบแทบทุกคันอยู่แล้วนิครับ(ยกเว้นเครื่องดีเซล) ดังนั้น สิ่งที่ไม่ควรทำคือ สต๊าทปุ๊บ รอบเครื่องกำลังดีดสูงและเราใส่เกียร์ออกรถทันทีนี่แหละ
สิ่งที่ผมทำคือ ถ้ารอบเครื่องยังวอมอยู่ ผมก็จะรอจนกว่ารอบจะลดลงมาเป็นรอบเดินเบา ถึงค่อยเปิดแอร์ใส่เกียร์ออกรถ
และการไม่วอม มีผลกับอุณหภูมิทำงานของน้ำมันเกียร์นะครับ
-
พอพูดถึงประเด็นนี้ ผมก็มีความสงสัยว่าแล้วพวกรถยนต์ PHEV หรือ Hybrid จำเป็นต้องวอมเครื่องไหม เพราะตอนสตาร์ทตัวรถจะสตาร์ทด้วยไฟฟ้าและขับเครื่องด้วยไฟฟ้าจนถึงจุดนึงหรือแบตเตอรี่หมดก็จะติดเครื่องยนต์มาวิ่งต่อเลย ซึ่ง ณ จังหวะนี้รถยนต์เราอาจวิ่งด้วยไฟฟ้าตั้งแต่ออกจากบ้านมาด้วยความเร็วสูงพอสมควรแล้วเข้าเงื่อนไขบางอย่างจนทำให้เครื่องยนต์ที่ยังเย็นอยู่นั้นติดขึ้นมาขับต่อ รอบเครื่องไม่ต่ำกว่า 2000 รอบแน่นอน (เรากดคันเร่งอยู่) ปัจจุบันผมประสบปัญหาแบบนี้อยู่กับรถยุโรป ผมใช้วิธีพอเครื่องยนต์ติดจะผ่อนคันเร่งและเลี้ยงรอบไว้ไม้ให้เกิน 2000 รอบก่อน แล้วบางรุ่นถ้าไม่กดเข้าโหมด Sport จะดูอุณหภูมิน้ำมันเครื่องไม่ได้ด้วยนะ
-
ปกติผมจะรอให้อุณหภูมิน้ำมันเครื่องถึงประมาณ 80 องศาก่อน ค่อยหวด ถ้าต้องการใช้รอบสูง
ถ้าขับปกติก็ค่อยๆเร่งขับออกไปรอบต่ำเกียร์ค่อยๆเปลี่ยนไป ไม่ได้เร่งอะไรมากมาย ไม่ได้ติดเครื่องทิ้งไว้เป็นนาทีหรือว่ารอให้รอบเครื่องที่ดีขึ้นไปกลับลงมาปกติก่อน
-
ถ้าต้องสตาร์ททิ้งไว้ 3-5 นาที คงไม่ใช่ละครับ
ขอแค่ 10 วินาที หรือแค่รอบเครื่องลงมา ก็ออกรถได้แล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะออกรถแบบเหยียบมิดคันเร่งในทันทีนะครับ
-
ยังจำเป็นนิดๆ ใช้รถดีเซลอยู่ วอร์มอัพเครื่องยนต์+เทอร์โบ 1 นาที ก่อนออกจากบ้าน ลงไปปิดประตูรั้ว วิ่งเรื่อยๆ รอจนเกจความร้อนปกติ ถึงค่อยซัดตามปกติ ครับ
-
ไม่จำเป็นต้องวอร์มเครื่อง แค่สตาร์ทเครื่องรอรอบนิ่งแป๊บนึงซัก 5-10 วิ ก็ออกตัวปกติได้เลย เทคโนโลยีการขึ้นรูปเครื่องยนต์และน้ำมันเครื่องเดี๋ยวนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว
เมืองนอกอากาศเย็นๆ ฉ่ำๆ ที่ยังไม่ถึงกับหิมะตก เขาก็ติดเครื่องแค่ 5-10 วิ แล้วก็วิ่งเลย ไม่เห็นมีปัญหาอะไรกัน เมืองไทยเมืองร้อนก็ไม่จำเป็นต้องวอร์ม
-
นอกเหนือจากเรื่องการพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์ และการก่อมลพิษ ผมขอพูดถึงอีกแง่มุมนึงที่ "อาจจะ" เป็นข้อเสียของการ Warm up อยู่กับที่ (Idling)
นั่นก็คือ Fuel Dilution in engine oil หรือการปนเปื้อนของน้ำมันเชื้อเพลิงในน้ำมันเครื่อง ซึ่งทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดลง
ขอยกเคสหรือเหตุการณ์ดังนี้ (บางอันเป็น Fact, บางอันเป็นเรื่องเล่าตามเว็บบอร์ดฝรั่ง, บางอันก็มาจากบทความในอินเตอร์เน็ต รับฟังด้วยวิจารณญาณแล้วกันนะครับ)
1. ในคู่มือของรถ Hybrid ยุโรปค่ายหนึ่ง ผมเคยเห็นการพูดถึง Fuel Dilution ที่ทำให้ระดับน้ำมันเครื่องสูงเกินกว่าปกติเนื่องจากการทำงานแบบเดี๋ยวทำเดี๋ยวหยุดของเครื่องยนต์สันดาป น้ำมันเครื่องมีอุณหภูมิต่ำตลอดการขับขี่ น้ำมันเชื้อเพลิงจึงไม่มีโอกาสระเหยออกจากน้ำมันเครื่องได้เต็มที่
2. เคยมีฝรั่งที่ชอบ Warm up อยู่กับที่ 3-5 นาที เอาน้ำมันเครื่องของรถเขาไปส่ง Lab ตรวจ พบว่ามีน้ำมันเชื้อเพลิงปนเปื้อนจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นได้ทดลองเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ Warm up อยู่กับที่ แต่ใช้การสตาร์ทแล้วขับเลยแต่ขับเบาๆ หลังจากนั้นก็เอาน้ำมันเครื่องส่ง Lab ตรวจ พบว่ามีน้ำมันเชื้อเพลิงปนเปื้อนน้อยลง (เจ้าตัวไม่ได้แจ้งสภาวะ และตัวแปรควบคุมต่างๆในการทดลอง)
3. ช่วงที่เครื่องเย็น น้ำมันจะกลายสภาพเป็นไอได้น้อยลงใน Fuel + Air mixture (ส่วนผสมระหว่างไอดีและไอน้ำมัน) ทำให้ ECU จ่ายน้ำมันเพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยสภาพดังกล่าว (จ่ายหนา - Rich) ฟังๆดูแล้วก็มีความเสี่ยงมากขึ้นว่า ยิ่งหนาจะยิ่งทำให้เกิดน้ำมันเชื้อเพลิงตกค้างในน้ำมันเครื่องได้มากขึ้น
4. ถามว่าตอน Idle นานๆ น้ำมันเชื้อเพลิงมันปนเปื้อนไปอยู่ในน้ำมันเครื่องแล้วยังไง? พอเครื่องร้อนก็น่าจะระเหยออกหมดนี่ ไม่เป็นไรหรอกมั้ง? ผมก็เคยคิดแบบนั้นครับ ซึ่งผมก็ไม่มีความรู้ว่าจริงๆแล้วผล Lab เขาตรวจอะไรบ้าง แต่ผมคิดว่าการที่น้ำมันเชื้อเพลิงมันเข้าไปปนเปื้อน แม้มันจะระเหยออกไปแล้ว มันก็น่าจะสร้างความเสียหายหรือเร่งให้เกิดความเสื่อมในโมเลกุลน้ำมันบ้างแหละครับ
5. สตาร์ทอยู่กับที่ให้ถึงอุณหภูมิทำงานเลย พอออกรถจะได้หวดยัน Red line สบายใจ เอาจริงๆถ้าทำแบบนั้นน้ำมันเครื่องถึงอุณหภูมิทำงานพร้อมให้หวด แต่น้ำมันเกียร์และเฟืองท้ายอาจจะยังไม่ถึงอุณหภูมิทำงานนะครับ
-
สตาร์ทแล้ว สักพักวิ่งออกได้เลยครับ
ใช้ความเร็วต่ำ พออุณหภูมิถึง ก็ขับปกติ
ติดเครื่องอยู่กับที่ ไม่ควรทำครับ
มลพิษทั้งนั้น ยิ่งดีเซลไม่มีกรองไอเสีย
เหม็นสกปรกน่ารำคาญครับ หนวกหูด้วย
จะอ้างว่าชาร์ทแบต ซึ่งรอบต่ำแบบนั่นไม่ชาร์ทได้กระแสอะไรเลย ความคิดไม่มีเหตุผล
-
นอกเหนือจากเรื่องการพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์ และการก่อมลพิษ ผมขอพูดถึงอีกแง่มุมนึงที่ "อาจจะ" เป็นข้อเสียของการ Warm up อยู่กับที่ (Idling)
นั่นก็คือ Fuel Dilution in engine oil หรือการปนเปื้อนของน้ำมันเชื้อเพลิงในน้ำมันเครื่อง ซึ่งทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดลง
ขอยกเคสหรือเหตุการณ์ดังนี้ (บางอันเป็น Fact, บางอันเป็นเรื่องเล่าตามเว็บบอร์ดฝรั่ง, บางอันก็มาจากบทความในอินเตอร์เน็ต รับฟังด้วยวิจารณญาณแล้วกันนะครับ)
1. ในคู่มือของรถ Hybrid ยุโรปค่ายหนึ่ง ผมเคยเห็นการพูดถึง Fuel Dilution ที่ทำให้ระดับน้ำมันเครื่องสูงเกินกว่าปกติเนื่องจากการทำงานแบบเดี๋ยวทำเดี๋ยวหยุดของเครื่องยนต์สันดาป น้ำมันเครื่องมีอุณหภูมิต่ำตลอดการขับขี่ น้ำมันเชื้อเพลิงจึงไม่มีโอกาสระเหยออกจากน้ำมันเครื่องได้เต็มที่
2. เคยมีฝรั่งที่ชอบ Warm up อยู่กับที่ 3-5 นาที เอาน้ำมันเครื่องของรถเขาไปส่ง Lab ตรวจ พบว่ามีน้ำมันเชื้อเพลิงปนเปื้อนจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นได้ทดลองเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ Warm up อยู่กับที่ แต่ใช้การสตาร์ทแล้วขับเลยแต่ขับเบาๆ หลังจากนั้นก็เอาน้ำมันเครื่องส่ง Lab ตรวจ พบว่ามีน้ำมันเชื้อเพลิงปนเปื้อนน้อยลง (เจ้าตัวไม่ได้แจ้งสภาวะ และตัวแปรควบคุมต่างๆในการทดลอง)
3. ช่วงที่เครื่องเย็น น้ำมันจะกลายสภาพเป็นไอได้น้อยลงใน Fuel + Air mixture (ส่วนผสมระหว่างไอดีและไอน้ำมัน) ทำให้ ECU จ่ายน้ำมันเพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยสภาพดังกล่าว (จ่ายหนา - Rich) ฟังๆดูแล้วก็มีความเสี่ยงมากขึ้นว่า ยิ่งหนาจะยิ่งทำให้เกิดน้ำมันเชื้อเพลิงตกค้างในน้ำมันเครื่องได้มากขึ้น
4. ถามว่าตอน Idle นานๆ น้ำมันเชื้อเพลิงมันปนเปื้อนไปอยู่ในน้ำมันเครื่องแล้วยังไง? พอเครื่องร้อนก็น่าจะระเหยออกหมดนี่ ไม่เป็นไรหรอกมั้ง? ผมก็เคยคิดแบบนั้นครับ ซึ่งผมก็ไม่มีความรู้ว่าจริงๆแล้วผล Lab เขาตรวจอะไรบ้าง แต่ผมคิดว่าการที่น้ำมันเชื้อเพลิงมันเข้าไปปนเปื้อน แม้มันจะระเหยออกไปแล้ว มันก็น่าจะสร้างความเสียหายหรือเร่งให้เกิดความเสื่อมในโมเลกุลน้ำมันบ้างแหละครับ
5. สตาร์ทอยู่กับที่ให้ถึงอุณหภูมิทำงานเลย พอออกรถจะได้หวดยัน Red line สบายใจ เอาจริงๆถ้าทำแบบนั้นน้ำมันเครื่องถึงอุณหภูมิทำงานพร้อมให้หวด แต่น้ำมันเกียร์และเฟืองท้ายอาจจะยังไม่ถึงอุณหภูมิทำงานนะครับ
งงว่าติดเครื่องอยู่เฉยๆแล้วน้ำมันเชื้อเพลิงไปปนกับน้ำมันเครื่องได้ยังไง
-
สำหรับรถบางรุ่น ผมว่าควร warm สักหน่อยก่อนก็ดีคับ...
อย่างผมขับ Subaru xv ตอนเครื่องยังไม่ร้อนถ้าเหยียบออกไปเลยนี่อาการออกเลยว่าเครื่องยังไม่พร้อม
อาการที่ว่าเช่น เหยียบแล้วรอบจะพุ่งแต่รถไม่พุ่งตามเหมือนปล่อยฟรี หรือจังหวะจะเร่งแต่รถหน่วงผิดปกติ คือเราจะรู้ได้เลยว่ารถมันยังวิ่งไม่ปกติดี ต้องรอจนเครื่องเริ่มร้อนได้ที่ถึงจะดีขึ้น
แต่กรณีสตาร์ทเครื่องแล้วเคลื่อนรถไปเลยแต่ยังใช้รอบเครื่องเบาๆก่อน ผมว่าได้ และไม่น่ามีผลกระทบอะไร
-
ส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นครับ แบบ 3-5 นาที
แต่ผมไม่ออกทันทีนะ ของผมดูเข็มรอบ ตอนสตาร์ทใหม่ๆ เข็มพุ่งไป 1,200 รอบ
รอประมาณไม่เกิน 1 นาที รอบก็ลงมาประมาณ 1,000 ก็ขับแบบไหลๆ ออกจากหมู่บ้านประมาณ 500 เมตร
คิดว่าเหมือนวอร์มไปในตัวแล้วครับ
-
คิดเหมือนกัน แทบจะทุกคนเลย
ผมว่า จริงๆ แค่ขยับ หรือ ขับออกจากบ้าน มันก็เหมือน warm ในตัวแล้ว
-
ผมก็วอร์มนะ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่กว่าจะออกรถ มันต้องทำอีกหลายอย่าง เช่น ต่อมือถือ เปิดแผนที่ หาอะไรฟัง มันก็เหมือนจะวอร์มไปในตัว รอบเดินเบานิ่งแล้ว
-
คู่มือรถปกติทุกรุ่นมีเขียนอยู่ว่าไม่ต้องอุ่น
และก็มีหลายๆยี่ห้อเขียนเสริมว่าหลังจากติดเครื่องในช่วงแรกๆ ให้ใช้ความเร็วต่ำ
วิศวกรเขาคงคิดดีแล้ว
แต่ก็ใช่ว่าการอุ่นเครื่องเล็กน้อยจะไม่ดี
ตามที่ท่านและสมาชิกหลายๆคนเข้าใจน่ะก็ถูกหมด ขึ้นอยู่กับใจจะทำให้ดีขึ้นแค่ไหน หรือดีเกินความจำเป็น
ส่วนตัว ผมรอให้รอบเครื่องที่ดีเครื่องตก และแอร์เริ่มเย็นจึงขับ ประกอบกับผมอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแคบๆ เช้าได้ warm up โดยการขับช้าๆเล็กน้อย
ส่วนตอนกลับบ้านได้ warm down แถม ตรงนี้เอง ผมจะปิดแอร์ตอนเข้าหมู่บ้านไปด้วยเลย
-
- วอร์มเครือง เข้าใจว่ามีจุดประสงค์คือให้น้ำมันไปหล่อหลื่นทุกชิ้นส่วน และน้ำมันเครื่อง ถ้าของเก่าเป็น single grade (พวกไม่มี 0/5/10/15/20w นำหน้า) จะทำงานดีสุดที่อุณหภูมิหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้เป็น multigrade หมดแล้ว
- อย่างไรก็ตามความข้นหนืด (ที่ลงท้ายที่ 20 30 40 50) ก็ยังวัดที่อุณหภูมิ 100 นึงอยู่
- เข้าใจว่าน้ำมันเครื่องไฮบริด จะใสกว่าทั่วไป อย่าง hrv ที่เติม 20 มาเลย (รู้สึก accord ก็ 20)
แต่คงแล้วแต่คัน camry / 350e ก็ยัง 30
- ส่วนตัวคิดว่า วอร์ม ก็ยังดี ไม่งั้นเค้าคงไม่ทำระบบมา แต่คงไม่ได้ซีเรียสมาก เพราะไฮบริด เครื่องก็ติดดับๆ พรีอุสญาติปาไป 5 แสนกว่าโลแล้ว นอกจากแบตเสื่อม อินเวอร์เตอร์พัง เฉพาะเครื่องก็ยังไม่เป็นอะไร สบายดี
- ทุกวันนี้ ถ้าไม่ได้ขับ hybrid ใช้วิธีเข้ารถปุ๊ป กดสตาร์ทก่อน แล้วรอมือถือต่อ, รอประตูรั้วเปิด ก็พอดีไฟหาย
ปล เมืองนอกอากาศหนาวจะเริ่มมีปัญหา......เพราะว่าฮีตเตอร์ไม่ทำงานถ้ารถไม่ร้อนซะที ;D
-
คิดว่ารถเดี๋ยวนี้ไม่ต้องอุ่นเครื่องแล้วนะครับ ขอแค่สตาร์ทมาแล้วไม่เหยียบจนมิดแต่แรกก็น่าจะพอ
ในบรรดารถที่ผมใช้อยู่ มีแค่ KIA วางเครื่อง J 6 สูบ น้ำมันเครื่องเบอร์ 10W-40 สตาร์ทแล้วรอบสูงตอนแรก ผมจะวอร์มจนรอบตกลง ขับไหลๆถึงถนนใหญ่ แล้วค่อยเร่งปกติ เหมือน 6 สูบน้ำมันเครื่องจะไหลช้า เหยียบนิดหน่อยตอนเครื่องเย็นนี่รู้สึกได้เลยว่าอืด และเครื่องมีเสียงเขก
ส่วนคันอื่น สตาร์ท คาดเข็มขัด เปิดเพลง ขับไหลๆ จนถึงปากซอยแล้วค่อยเร่งปกติครับ
-
งงว่าติดเครื่องอยู่เฉยๆแล้วน้ำมันเชื้อเพลิงไปปนกับน้ำมันเครื่องได้ยังไง
มานั่งย้อนอ่านแล้วผมแก้ไขจากคำว่า น้ำมันเชื้อเพลิง เป็น "ไอน้ำมันเชื้อเพลิง" อาจจะเห็นภาพกว่าครับ
ไอน้ำมันเชื้อเพลิงในที่นี้ หมายรวมถึง ไอน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังปะปนอยู่ในไอเสียหลังจุดระเบิดด้วยครับ
จุดที่มีโอกาสรั่วเข้าไปปะปนในน้ำมันเครื่อง เช่น แหวนลูกสูบครับ ไม่ว่าแหวนจะมีกี่ชั้น มีแหวนกวาดน้ำมัน ป้องกันแรงดันรั่ว หรือหันแหวนแต่ละชั้นให้ไม่ตรงกันแล้ว ยังไงก็มีโอกาสรั่วไปเจอกันได้ครับ
-
Subaru นี่ cold start ตลอดเวลา สตาร์ททีนึงดังไปทั้งซอย
-
ถ้าบ้านอยู่ในซอย เปิดประตู สตาร์ทรถถอยออก ลงมาปิดประตู ขับออกเลยคับ เพราะขับช้าๆมันก็วอร์มไปในตัว
ถ้าไปที่อื่นที่ออกรถแล้วต้องออกถนนใหญ่เลยจะวอร์ม ไม่เกิน1นาที ให้น้ำมันเครื่องมันกระจายหล่อลื่นให้ทั่วก่อน
มากสุดตอนไปดอยอากาศเย็นๆจอดข้ามคืน สตาร์ทรอรอบลง ก็ออกแล้วคับ เหม็นควัน เปลืองน้ำมัน เสียงดัง สารพัดเหตผล
-
ไม่เคยเลยครับ สตาร์ทเครื่องติดปุ๊บ ใส่เกียร์แล้วเหยียบออกตัวพุ่งไปเลย
-
มีความจำเป็นต้อง Warm Up และ Cool Down เฉพาะรถที่มี Turbo
ส่วนเครื่อง NA ไม่จำเป็นต้อง Warm Up ขับออกจากบ้านสบายๆ
-
มีความจำเป็นต้อง Warm Up และ Cool Down เฉพาะรถที่มี Turbo
ส่วนเครื่อง NA ไม่จำเป็นต้อง Warm Up ขับออกจากบ้านสบายๆ
ผมเคยใช้รถเทอร์โบรถปี 9X ถึงช่วง 2K
สมัยก่อน เทอร์โบ ยังเป็นเทคโนโลยีเก่า แล้ว รถก็ไปทำกันประมาณนึง
มีความเชื่อว่า ถ้าขับๆ มาแล้ว จอดดับเครื่องเลย น้ำมันเครื่องจะใหม้(ที่อยู่ในเทอร์โบ เพราะมันร้อน) ไม่รู้ความคิดนี้(ณ ตอนนั้น) มาจากไหน
ปัจจุบัน ผมใช้รถเทอร์โบคู่ ใช้งานไม่ได้ต่างจากรถปกติเลย สตาร์ท เปิดแอร์ เปิดเพลง แล้วขับออกตัวเลย พอกลับถึงบ้าน ก็แทบจะดับเครื่องทันที เก็บของ ขึ้นบ้านเลย
ซึ่งผมว่า ไม่รู้เรียกว่าจำเป็น ได้อีกต่อไป ได้อยู่ไหมนะ