Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: pierre ที่ สิงหาคม 23, 2025, 17:44:24
-
:'( สงสัยว่าทำไมรถ seqment d ถึงราคาโดนจากรถ seqment c เช่น altis civic ตั้ง ห้าแสน คือส่วนต่างนี้ในประเทศไทยเอาไปซื้อ ecocar ได้อีกคันเลยครับ
โครงสร้างมันดีขึ้นมากถึงส่วนต่างเงินระดับนั้นเลยหรอ
-
คู่แข่งน้อย มี 2 เจ้า ญี่ปุ่นปั่นกันเอง ปั่นไปปั่นมา ทำท่าจะแป๊กคู่ เจอพี่สี มาเสียบ
-
ราคารถของไทย มันผิดเพี้ยนมานานแล้ว
อ้างแต่ภาษีแพง อย่างcamry ที่จีนตัวท้อปขายประมาณ1ล้านนิดๆ
Lexus es300 ตัวท้อปเท่าราคาcamry บ้านเรา นำเข้าจากญี่ปุ่นเหมือนกัน
จีนก็ใช่ว่าไม่มีภาษีนำเข้า
ราคาที่ไทย อยู่ที่ผู้ขายเลย ก่อนหน้าไม่มีคู่แข่งตั้งขายเท่าไหร่ก็ได้
ล่าสุดbz4x ทำไมทำราคาได้ ทั้งๆที่ญี่ปุ่นก็ประมาณ5ล้าน ถึง6ล้านกว่าเยน
-
ถ้าคุณคิดว่าแพง แปลว่าเค้าไม่ได้ทำมาขายคุณครับ ;D ;D (ตามกระแสไข่เจียวปูซะหน่อย)
เรื่องราคาห่าง กับคุณภาพที่ได้เนี่ย ผมก็คิดแบบนี้มานานแล้วเช่นกันครับว่า ซื้อ D segment สู้เอา C segment ตัว TOP คุ้มกว่า
ดังนั้นผมจึงเลือกใช้ C segment ตัว TOP ใช้งานมาโดยตลอดไม่ว่าจะเมื่อก่อนจนถึงวันนี้ ก็ยังคิดว่า ยังไง D segment ก็ยังไม่คุ้มอยู่ดี
แต่ถ้าจะมองว่า ให้สมฐานะ อันนี้อีกมุมมองนึงนะ แต่ถ้าการใช้งาน ผมคิดว่าซื้อ Civic ตัว Top ยังไงก็ดีกว่าไปซื้อ accord ตัวเริ่มแน่ๆ (ในแง่การใช้งาน)
แต่ถ้าให้ขับ อัลตีสตัว Top กับ แคมรี่ตัวเริ่ม ผมเลือกแคมรี่นะ เพราะอัลตีสมันอืดเกินแกงจริงๆ ::) ::)
เค้าขายแพง ทั้งๆที่ option ด้อยกว่า เราเลือกได้ก็เลือกที่มันคุ้มค่ากับเราดีสุดแล้ว
-
ผมว่าราคาโดดประมาณนี้มานานแล้วครับ
จำได้ราคา Civic เตารีด สี่ประตู สี่แสนกว่า accord g5 ท้ายก้อนเดียว แปดแสนสี่
ก็ห่างกันประมาณสี่แสนนิดบวกลบ
ผ่านมา 30 ปี ก็คงราคาห่างประมาณนี้อยู่
-
มันขายได้น้อยไงครับ scale มันไม่ได้
ได้ข่าวว่า accord ตัวหน้า กำลังพิจารณากันอยู่ด้วยว่าจะทำตลาดในไทยต่อไหม
-
ผมว่าถ้าพิจารณาดีดี มันก็ต่างกันเยอะนะครับ คุณภาพวัสดุต่างกัน
แต่เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ หรือจะไปรถไฟฟ้าแทนก็ยังได้
อย่างราคา 1.4 ล้าน ก็มีหลายรุ่นในราคานี้
อย่างราคา 1.8 ล้าน ก็มีหลายรุ่นในราคานี้
แล้วอย่าง Seg B (6.99 แสน) กับ Seg C (1.19 ล้าน) ต่างกัน 5 แสนเช่นกัน ถือเป็นโจทย์เดียวกันไหมครับ
-
การเปลี่ยนแปลง ความรู้สึก
รถดีขึ้น รูดหรา ขึ้น นิ่มขึ้น
ทำมาขายตลาด vvip :-X
-
ผมว่าสิ่งที่ได้มาหลักๆมันต่างอย่างมีนัยยะนะครับ
D มันได้ขนาดที่ใหญ่ขึ้นชีดเจนซึ่งรวมถึงการเป็นตัวแบ่ง segment รถด้วย การเพิ่มขึ้นของราคาอย่างมีนัยยะจึงไม่เป็นเรื่องแปลก
ส่วนเปอร์เซ็นต์ราคาที่เพิ่มขึ้นกับสิ่งที่ได้กลับมาในทุกๆสินค้ามันไม่จำเป็นต้องเป็นอัตราส่วนคงตัวเสมอไปของบางอย่างเราจ่ายแพงขึ้นเป็นเท่าเพื่อต้องการประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นแค่ 5% ก็มีให้เห็นเยอะแยะครับ
-
สำหรับผม ผมว่า D-Seg ต่างกับ C-Seg พอประมาณเลยครับ ยิ่ง camry 2.5hev เทียบกับ Collora 1.8
เป็นรถที่ดูดี ออกงานได้ วิ่งยาวๆ สบายกว่ากันเยอะ
แต่ส้วนต่าง 5 แสน สูงครับ เห็นด้วย 5555
Camry เมื่อก่อนมี 2.0 ขาย พอตัวนี้ ไม่รู้จะมีมาไหม โดนบีบไป 2.5HEV หมดเลย
-
น่าคิดตรงที่ ส่วนต่างซื้อรถได้อีก 1 คันนี่แหละ :-\ :-\ :-\
-
ตามต้นทุน ไม่ใช่แน่ๆ
แต่ตามคุณค่าและความรู้สึกที่ผู้ผลิต/ลูกค้าคาดหวังและได้รับ รวมถึงภาพลักษณ์ ก็น่าจะตามนั้นครับ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ราคา C บน กับ D ล่าง ลงมาขี่ใกล้กันมาก คือช่วงประมาณ 2010
ตอนนั้น Altis 2.0V Navi 1.184 ล้าน ส่วน Camry 2.0E เบาะผ้า จำได้ว่า 1.219 ล้าน
-
:'( สงสัยว่าทำไมรถ seqment d ถึงราคาโดนจากรถ seqment c เช่น altis civic ตั้ง ห้าแสน คือส่วนต่างนี้ในประเทศไทยเอาไปซื้อ ecocar ได้อีกคันเลยครับ
โครงสร้างมันดีขึ้นมากถึงส่วนต่างเงินระดับนั้นเลยหรอ
ใช่ครับ มันดีขึ้นมากเลยครับ แต่มากถึงส่วนต่างเงินระดับนั้นมั้ย
แล้วแต่ความต้องการของคนซื้อเลยครับ
ในแง่ของผู้สร้าง มันเป็นเรื่องธรรมชาติอันนึงที่โดยทั่วไปแล้ว การจะทำอะไรให้ดีขึ้นอีกสัก 10%
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 10% นะครับ เช่น
สอบเทอมหน้า อยากได้คะแนนมากขึ้น 10% ท่ามกลางเนื้อหาที่ยากขึ้น
ไตรมาสหน้าอยากได้ยอดขายเพิ่มขึ้น 10% ในภาวะเศรษฐกิจและตลาดที่ยากลำบาก
ออกวิ่งจ๊อกกิ้งวันพรุ่งนี้ อยากวิ่งให้ได้รอบมากกว่าวันนี้สัก 10 %
เหล่านี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นแค่ 10% แล้วจะสำเร็จ
แต่ในแง่ของผู้บริโภค ถ้า C Seg ปัจจุบันมันก็ดีมาก มีเพียงพออยู่แล้ว
การเพิ่มเงินขึ้นไป D Seg แม้ว่ารถจะดีขึ้นมาก แต่ยอดเงินที่ต้องเพิ่มมันมากเกิน
ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อก็ได้
และปัจจุบันมันก็เป็นอย่างนั้น ผู้ผลิตเองก็ไม่ค่อยอยากผลิต D Seg ออกมาขายอยู่แล้ว
แต่คนซื้อนี่สิ ทั้ง ๆ ที่พูดว่า แพง ไม่คุ้ม แล้วไปเรียกร้องให้เอามาขายทำไมครับ
-
หลายปัจจัยนะครับ...และไม่คิดกันเหรอครับว่า จริงๆแล้ว C seg ก็แพงกว่า B seg 4แสนกว่าเหมือนกัน ไม่มีคนบอกว่า C seg ตั้งราคาโดดบ้างเหรอครับ
civic ตัวท็อป ซื้อ city ตัวถูกสุดได้ 2คันนะ
เพราะงั้น D seg ด้วยสเกลราคาที่แพงกว่า C seg 5แสนกว่า กลายเป็นส่วนต่างดูไม่เยอะไปเลย
การผลิตที่น้อยกว่าทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแพงกว่ามาก และพอผลิตน้อยกว่า ขายได้น้อยกว่า ค่า R&D ต่อหน่วยก็หนักกว่า ภาษีอีก
ขนาดขายกันราคาแบบนี้ ค่ายรองที่ขายได้น้อยก็ถอดใจ เลิกขายไปจะหมดแล้วนะครับ
-
หลายปัจจัยนะครับ...และไม่คิดกันเหรอครับว่า จริงๆแล้ว C seg ก็แพงกว่า B seg 4แสนกว่าเหมือนกัน ไม่มีคนบอกว่า C seg ตั้งราคาโดดบ้างเหรอครับ
civic ตัวท็อป ซื้อ city ตัวถูกสุดได้ 2คันนะ
เพราะงั้น D seg ด้วยสเกลราคาที่แพงกว่า C seg 5แสนกว่า กลายเป็นส่วนต่างดูไม่เยอะไปเลย
การผลิตที่น้อยกว่าทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแพงกว่ามาก และพอผลิตน้อยกว่า ขายได้น้อยกว่า ค่า R&D ต่อหน่วยก็หนักกว่า ภาษีอีก
ขนาดขายกันราคาแบบนี้ ค่ายรองที่ขายได้น้อยก็ถอดใจ เลิกขายไปจะหมดแล้วนะครับ
ห่างกันสามแสนได้แหะ
1.0 TURBO S CVT - 579,500
1.0 TURBO V CVT - 609,000
1.0 TURBO SV CVT - 665,000
1.0 TURBO RS CVT - 739,000
e:HEV รุ่น S AT - 599,000
e:HEV RS - 799,000 บาท
-
คุณภาพวัสดุ D segment อย่าง accord เทียบกับ C segment อย่าง civic
แทบทุกจุด มันดีกว่าเห็นๆเลย แค่นั่งยังชอบมากกว่าเลย
ส่วนส่วนต่าง 5 แสน สาเหตุนึงคือ ตำแหน่งทางการตลาดด้วย
ถ้าสมมุติ accord ตั้งราคา 1.3 ล้าน
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ไม่มีความชัดเจนในการแยก ระดับ civic & accord , project กำไรไม่คุ้ม เสียยี่ห้อ Honda ขนาดเรือธง topสุดในไทยและหลายประเทศ ยังราคาแค่นี้
บริษัท เขาตั้งใจให้อยู่จุดนั้นแต่แรกแล้ว
เราผู้บริโภค ก็คงได้แต่ตัดสินใจว่า เงินถึงถึงแล้ว
จะก้าวข้าม เป็นขั้นบันได จาก B C D segment ไปลำดับชั้นไหน
-
ผมว่า D-Segment บ้านเราแพงไปจริงๆครับ ซึ่งเห็นด้วยว่าไม่สะท้อนต้นทุนสักเท่าไร
ถามว่าทำไม มันยังขายได้ล่ะ ? เพราะ มันมีบาอย่างที่เปรียบเทียบตัวเลือกแล้วยังรถยังตอบโจทย์อยู่
ต้องการ รถซีดาน ที่ประหยัดน้ำมัน นั่งสบาย ทนทาน ภาพลักษณ์ดี มีระบบ ADAS มันก็กรองมาใกล้เคียงด้านล่าง
Altis Hybrid - เครื่อง 1.8 Hybrid, อัตราเร่ง 0-100 ประมาณ 11.xx, ภาพลักษณ์ ดูเป็นรถใช้งานทั่วไป ราคาเริ่ม 1.0
Civic Hybrid - เครื่อง 2.0 Hybrid, อัตราเร่ง 0-100 ประมาณ 8.xx, ภาพลักษณ์ เป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงานตอนต้น ราคาเริ่ม 1.1
Camry Hybrid - เครื่อง 2.5 Hybrid, อัตราเร่ง 0-100, ประมาณ 8.xx, ภาพลักษณ์ ดูเป็นรถพนักงานที่มาระดันกลางๆ ราคาเริ่ม 1.45
Accord Hybrid - เครื่อง 2.0 Hybrid, อัตราเร่ง 0-100, ประมาณ 8.xx, ภาพลักษณ์ คล้ายคันบนแต่ตอนนี้ดูแก่กว่าละ ราคาเริ่ม 1.47
ถ้าโจทย์นี้ ออฟชั่น ณ.ตอนนี้ ตัวเลือกที่เหลือ จะเป็น Civic และ Camry ตัด Altis เพราะ ภาพลักษณ์อัตราเร่ง ตัด Accord เพราะ Design และ ปัญหาคุณภาพ
สรุป ผมเพิ่ม 3.5 แสนไป Camry เพราะ ภาพรวมมันจบกว่า ในแง่ ดีไซน์ ภาพลักษณ์ นั่งสบาย และ ออพชั่น ถามว่าคุ้มไหม? ตอบยากนะ แต่ข้อที่ Camry ดีกว่า Civic ตอบโจทย์ไม่ได้จริง
ส่วนรถ j3k ผมตัดออกเพราะ รถไฟฟ้าไม่ตอบโจทย์คอนโด และ ปัญหาคุณภาพและอะไหล่
-
หลายปัจจัยนะครับ...และไม่คิดกันเหรอครับว่า จริงๆแล้ว C seg ก็แพงกว่า B seg 4แสนกว่าเหมือนกัน ไม่มีคนบอกว่า C seg ตั้งราคาโดดบ้างเหรอครับ
civic ตัวท็อป ซื้อ city ตัวถูกสุดได้ 2คันนะ
เพราะงั้น D seg ด้วยสเกลราคาที่แพงกว่า C seg 5แสนกว่า กลายเป็นส่วนต่างดูไม่เยอะไปเลย
การผลิตที่น้อยกว่าทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนแต่ละชิ้นแพงกว่ามาก และพอผลิตน้อยกว่า ขายได้น้อยกว่า ค่า R&D ต่อหน่วยก็หนักกว่า ภาษีอีก
ขนาดขายกันราคาแบบนี้ ค่ายรองที่ขายได้น้อยก็ถอดใจ เลิกขายไปจะหมดแล้วนะครับ
ห่างกันสามแสนได้แหะ
1.0 TURBO S CVT - 579,500
1.0 TURBO V CVT - 609,000
1.0 TURBO SV CVT - 665,000
1.0 TURBO RS CVT - 739,000
e:HEV รุ่น S AT - 599,000
e:HEV RS - 799,000 บาท
เกรดต่อเกรด city ehev rs 799 civic ehev 1.239 ... 4แสนกว่าก็ถูกแล้วนิครับ หรือตัวล่างเลย 1.0โบ กับ 1.5โบ el 579 / 1039 ก็สี่แสนกว่าอยู่ดีครับ
-
ถ้าซื้อใช้เอง c seg ตัวท๊อปก็น่าจะพอแล้ว
แต่ถ้าระดับผู้บริหารมีคนขับรถ แล้วต้องนั่งหลัง
เหลือตัวเลือกน้อยมากในราคา 1.5-2.0ลบ.
เว้นแต่จะไปตู้ไฟฟ้าเลย...
-
และที่ตลกร้ายอีกอย่างของค่ายฮอนด้าคืออะไรรู้ไหม
ทั้ง accord และ Civic ใครเครื่องยนต์ตัวเดียวกันคือ LFC2 แต่พอมันอยู่ใน accord ที่ตัวรถใหญ่ขึ้น ราคาดีดไปไกลเลย
ดังนั้นผมคิดว่า ถ้าไม่เน้นอีโก้และความภูมิฐานและจะซื้อฮอนด้า Civic คุ้มค่าที่สุด
-
ที่ออสเตรเลีย Camry ตัวล่างสุด (9.4 แสน) แพงกว่า Corolla ตัวบนสุด (8.3 แสน) ประมาณ 1.1 แสนบาท ครับ
ให้ผมเดา ก็คงเป็นเพราะว่า Volume การประกอบ Camry ในประเทศเราต่ำครับ พอจำนวนน้อยก็เอา Margin เข้าสู้ เพื่อรักษาระดับกำไรของบริษัท
จริงๆแล้วการเอามาประกอบในประเทศไม่ได้ทำให้รถราคาถูกครับ ถ้าประกอบน้อยมันแพงขึ้นอีกต่างหาก แต่อย่างว่าแหละ เพื่อจะเอาภาษีที่ถูกลงมันก็ต้องยอมแลก
-
ถ้าcivicมันเก็บเสียงดี ถ้าซื้อมาขับเองผมว่าไม่มีความจำเป็นที่จะขยับไปaccordเลยครับ
ติดอยู่เรื่องเดียวเลย
-
:'( สงสัยว่าทำไมรถ seqment d ถึงราคาโดนจากรถ seqment c เช่น altis civic ตั้ง ห้าแสน คือส่วนต่างนี้ในประเทศไทยเอาไปซื้อ ecocar ได้อีกคันเลยครับ
โครงสร้างมันดีขึ้นมากถึงส่วนต่างเงินระดับนั้นเลยหรอ
เทียบตัวไหน กับ ตัวไหนครับ ที่บอก 5 แสน
ถ้าเอาราคาตัวท๊อป C-Seg ก็ 1.2 ล้านแล้ว กับ ตัวเริ่ม D-Seg ก็ 1.45 ล้าน ราคาส่วนต่าง 1.5-2 แสน นะครับ
ถ้าคุณเทียบระหว่าง ตัวท๊อป กับ ตัวท๊อป
C-Seg ท๊อป ก็ 1.2 ล้าน กับ D-Seg ท๊อป ก็ 1.8 ล้าน อันนี้ต่างกัน 6 แสน
ผมว่าปกติ ในมุมส่วนตัวราคาของ Segment แต่ถ้าถามว่า รถแพงขึ้นไหม แพงขึ้นครับ
สมัยผมซื้อ Civic FD 2.0 ตัวทีอป ตอนนั้น ราคา 1,051,000 มั้ง ห่างจาก Accord ตัวเริ่มที่ 1,290,000 ล้าน ก็ต่างกัน 2.5 แสน ซึ่งส่วนต่างมันก็พอๆ กับปัจจุบันนั้นละ
แต่ทุกวันนี้ มันแพงขึ้นหมดเลย จะเรียกว่าเงินเฟ้อ หรือ ขยับตามกันหมด หรือ กลไกการตลอดหรือป่าว อันนี้ไม่แน่ใจ
-
และที่ตลกร้ายอีกอย่างของค่ายฮอนด้าคืออะไรรู้ไหม
ทั้ง accord และ Civic ใครเครื่องยนต์ตัวเดียวกันคือ LFC2 แต่พอมันอยู่ใน accord ที่ตัวรถใหญ่ขึ้น ราคาดีดไปไกลเลย
ดังนั้นผมคิดว่า ถ้าไม่เน้นอีโก้และความภูมิฐานและจะซื้อฮอนด้า Civic คุ้มค่าที่สุด
Accord เป็น LFC6 ครับ พื้นฐานเดียวกัน
แต่ม้ารวม 207
Civic LFC2 ไม่บอกม้ารวม แต่ม้า motor 184 เท่า accord
ข้อสังเกต hybrid Honda เป็นแบบ series ไม่มีเฟืองสุริยะ ที่รวมม้าจาก เครื่องดื่มเบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ accord ดันมีม้ารวม
และ hybrid Honda ใช้ motor ขับลงเพลาหน้าล้อหน้า เป็นหลัก ดังนั้นทั้ง accord and Civic น่าจะมีแรงม้าสูงสสุเท่ากันที่184 ตัว แต่แรงบิด accord มากกว่าอีก 20 นิวตันเมตร
ยกเว้น ความเร็วสูงที่ lock up clutch จะไปเกาะเครื่องยนต์เบนซิน
ตอนแรกผมก็คิดเยอะ แต่ยอมจ่ายอีกนิด เพื่อความเงียบ เลยเอา accord
-
ส่วนใหญ่มัน platform ใกล้ๆกันแหละ หลายๆค่าย ใช้ platform เดียวกันเปลี่ยนกระดอง มาปรับ option ใหม่
วัดจากอะไรอ่ะ ถ้าวัดจากรถญี่ปุ่น รถพรีเมียมเยอรมัน มันไว้สร้าง value กันเอง ใส่ของเพิ่มแล้วทำราคาแพงๆเพื่อให้คนคิดว่า ผู้บริหารเท่านั้นถึงใช้ไหว ส่วน c-b ก็ไว้เป็นรถไซส์ประหยัดของเน่าๆ
ดูอย่างของ byd seal-05/seal วาง segment ข้ามกัน 2 ขั้น แต่ราคาต่างกัน 2-3 แสน ถือว่าไม่เยอะ เพราะ option ภาคบังคับมันมีให้ครบอยู่แล้ว
ต้นทุนมันรวมอยู่ใน market segmentation ไม่ใช่แค่ขนาด เช่น c-seg อาจจะวัสดุพื้นผิวพลาสติก หนังเทียม พอ d-seg ต้องยกไปตาม segment ใช้ บุนุ่ม หนังแท้ พวกนี้ economy of scale มันไปด้วยกันหมด และที่ผ่านมาญี่ปุ่นก็กินมาจิ้นเยอะพิเศษกับรถกลุ่มนี้ เพราะว่ายอดขายน้อยเลยทำให้มันดูแพงทะลุฟ้า ให้คนพรีเมียม ผู้บอ คนเงินเหลือใช้กัน ส่วน c คือวัยกลางคนเริ่มมีตัง b ก็เป็น first jobber หรือคนเน้นประหยัด พวกนี้จะรวมถึงการ set character รถด้วย ประหยัดไหม นั่งสบายไหม เน้นขับขี่แค่ไหน บลาๆ
-
คันใหญ่กว่าก็ปลอดภัยกว่า
นั่งยาวๆสบายกว่า
ผมโดนชนหน้าหลัง D seq ลงมายืนงงๆสบายๆ ถ้าเป็น c คงยับกว่านี้
ถ้าเงินไม่ลำบากผมก็ใช้ D ไปเรื่อยๆละครับ แต่มันก็แพงขึ้นเรื่อยๆทุกgen เลยนะ
-
ที่ออสเตรเลีย Camry ตัวล่างสุด (9.4 แสน) แพงกว่า Corolla ตัวบนสุด (8.3 แสน) ประมาณ 1.1 แสนบาท ครับ
ให้ผมเดา ก็คงเป็นเพราะว่า Volume การประกอบ Camry ในประเทศเราต่ำครับ พอจำนวนน้อยก็เอา Margin เข้าสู้ เพื่อรักษาระดับกำไรของบริษัท
จริงๆแล้วการเอามาประกอบในประเทศไม่ได้ทำให้รถราคาถูกครับ ถ้าประกอบน้อยมันแพงขึ้นอีกต่างหาก แต่อย่างว่าแหละ เพื่อจะเอาภาษีที่ถูกลงมันก็ต้องยอมแลก
ขอบบคุณครับ ถ้าบ้านผมซื้อคงไปแค่ civic แต่ถ้าจะเพิ่มเงินคงกระโดดไปรถยกสูงขับสี่ไฮบริด = CRV 1.75 ล้าน