Headlight Magazine : community

General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: solo ที่ มกราคม 18, 2026, 21:07:21

หัวข้อ: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: solo ที่ มกราคม 18, 2026, 21:07:21
มันเข้าตัวเองหมด มีทั้งรถยุโรปและรถญี่ปุ่น

รถคือนามบัตรทางสังคม

ต้นทุนจริงๆ
 • รถญี่ปุ่นกลางๆ 800,000 → ค่างวด 12,000/เดือน 5 ปี = 720,000
 • รถยุโรป 3,000,000 → ค่างวด 45,000/เดือน 7 ปี = 3,780,000
ต่างกัน 3 ล้าน แต่พาคุณจากจุด A ไปจุดBเหมือนกัน

Mindset ที่ผิด:
“ถ้าไม่มีรถหรู แสดงว่าฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ”

คือคุณยอมให้รถเป็นคนขับชีวิตคุณ แทนที่จะเป็นเครื่องมือ(Tools)

วิธีแก้ (นักการเงิน):
 • ค่าผ่อนรถต้องห้ามเกิน 20% ของรายได้ สุดๆๆๆๆจริงๆคือ ได้แค่ 30% ไม่งั้นเจ๊ง
 • คิดเสมอว่ารถคือ “-ของเสื่อมค่า” ไม่ใช่ “การลงทุน”
 • เงินส่วนต่าง 30,000/เดือน ถ้าเอาไปลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศ 7% ต่อปี → 7 ปีได้เกือบ 3 ล้าน
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: akewizard ที่ มกราคม 18, 2026, 22:23:12
เป็นแค่มุมมองนึงของคนที่มองในแง่เรื่องเงินเป็นหลัก แต่ผมว่าก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงไปเสียทั้งหมดหรอกคับ

อย่างเช่น การเดินทางจากจุด A ไปจุด B ด้วยรถเก๋งธรรมดากับรถ Performance Car หรือเดินทางไปเที่ยวป่าเขาต่างจังหวัดด้วยรถเก๋งเครื่องเล็กเทียบกับการไปด้วยรถ Fulltime AWD หรือรถ SUV ชั้นดี.....
ไม่มีทางเหมือนกันแน่นอน........

หรือบางคนที่ประกอบอาชีพที่มีเดินทาง เช่น เซลล์แมน วิศวกร สถาปนิก ที่ต้องไปดูงานนอกสถานที่บ่อยๆ ยังไงก็ต้องลงทุนกับการมีรถส่วนตัว
ครั้นจะเอารถแบบประหยัดๆเลยพอแค่ขับได้จากจุด A ไปจุด B แต่ดันเป็นรถคันเดียวของบ้าน ไหนจะเดินทางไกล ไหนจะต้องขนของ ไหนจะไว้พาครอบครัวไปเที่ยววันหยุดอีก...  วิธีคิดแบบนี้บางทีมันก็ไม่ตอบโจทย์ความสุขของการใช้ชีวิตเหมือนกันนะ
หรือบางอาชีพ...รถที่ขับก็มีผลถึงหน้าตาและความน่าเชื่อถือด้วย

วิธีคิดให้รวยมันก็เรื่องนึง วิธีใช้ชีวิตในแบบที่เราจะมีความสุข มีความมั่นคง ก็อีกเรื่องนึง
มันไม่ได้ผิดหรือถูกไปเสียทั้งหมด แต่ต้องรู้จักเอาไปปรับใช้คับ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: Smith686 ที่ มกราคม 19, 2026, 00:40:17
          ความปลอดภัยก็เป็นเรื่องสำคัญ  คนที่เคยเกิดอุบัติเหตุจะเข้าใจสาเหตุที่เลือกซื้อรถยุโรป
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: Devil13 ที่ มกราคม 19, 2026, 07:18:34
วิธีแก้ (นักการเงิน):
 • ค่าผ่อนรถต้องห้ามเกิน 20% ของรายได้ สุดๆๆๆๆจริงๆคือ ได้แค่ 30% ไม่งั้นเจ๊ง
อันนี้ไม่เห็นด้วย ส่วนตัวมองว่าไม่เกิน 40% คือรอดแล้ว

 • คิดเสมอว่ารถคือ “-ของเสื่อมค่า” ไม่ใช่ “การลงทุน”
อันนี้จริง ถึงแม้ทีบางรุ่นที่ขับแล้วค่าเสื่อมลงน้อยมากๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเรียกว่าการลงทุน

 • เงินส่วนต่าง 30,000/เดือน ถ้าเอาไปลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศ 7% ต่อปี → 7 ปีได้เกือบ 3 ล้าน
อันนี้จริง แต่ก็แล้วแต่แหละ การลงทุนมีความเสี่ยง คนที่เล่นหุ้น ตปท.จะรู้ดี ตอนเข้าซื้อ ราคา ดอลละ 35-37 บาท ตอนนี้ 31 บาท สรุปแดงกันยงแผง
น้อยคนที่จะรอด พวกที่รอดคือรีบคัท แล้วซื้อใหม่ ตอนคัทไม่บอก เอาแต่พอร์ทเขียวๆมาอวด

เค้ามองเรื่องการลงทุน
เรามองเรื่องการใช้งาน และความสุนทรีย์ในการขับขี่ มันต่างกันอยู่แล้ว
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: Weetting ที่ มกราคม 19, 2026, 07:44:12
เปรียบเทียบกับ เฉพาะว่ามันเป็น พาหนะ ไม่ได้ครับ

พวกคนที่บอกแบบนั้นก็คือ
งั้นก็ขับ แอดทราจ  มาสด้า2  ก็ได้ครับ จะเพิ่มเงินไป 8แสนทำไม

สำหรับผมคนที่พ่นประโยคนั้นออกมาได้คือฉลาดน้อย

รถที่ Segment ที่ดีขึ้นใหญ่ขึ้น ในค่ายเดียวกัน คือความปลอดภัยที่มากขึ้น 
รถ 5 ที่นั่งหลายครอบครัว มันไม่ได้ตอบโจทย์


เงินเดือนเฉลี่ยของ ประเทศไทยอยู่ราวๆ 28,000   นั่นแปลว่า คุณผ่อนรถได้ราว 7 แสนบาทต่อคัน  เท่านั้นเองนะ


พวกเพจการเงิน อะไรก็เป็นเงินทองไปซะหมด  บางทีลืมสิ่งสำคัญอื่นๆในชีวิตอีกหลายข้อเลย

หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: tswift ที่ มกราคม 19, 2026, 09:24:32
ฟังไว้เฉยๆพอครับ เดี๋ยวนี้ใครก็เป็นนักลงทุนได้ แนะนำได้หมด

ใช้ชีวิตแบบทางสายกลาง เงินได้มาหลังหักค่าใช้จ่ายก็เก็บส่วนนึง ให้รางวัลชีวิตส่วนนึง ไปลงทุนส่วนนึง นักการเงินมักลืมบอกไปว่า ไอ้ที่คุณลงทุนในหุ้นไปวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าอีก 5 ปี มันจะโตนะ มันต้องผ่านการ leverage, cut-loss มามากกว่าจะ DCA จนได้เฉลี่ย 5% อันนี้คือเคสคนรอดด้วยนะ ถ้าคนไม่รอดคือแดงติดดอยอยู่ดี

ถ้าบอกค่าผ่อนรถต้องห้ามเกิน 20% ของรายได้... ถ้าดูค่าเฉลี่ยรายได้คนไทย คน 60-70% คงขับ city, yaris หมดแล้ว ถ้ายึด logic นี้ ::)
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: REX ที่ มกราคม 19, 2026, 10:00:09
นักการเงิน เขาก็ต้องพูด จุดศูนย์กลางคือการเงิน
แต่ทุกคนไม่ได้ ยึดเรื่องเงิน
ทุกคน ยึดการใช้ชีวิต ตามความต้องการของตัวเอง
เงินที่หามาได้  เกลี่ยๆกันไป แล้วแต่จะจ่าย

รถเล็ก 6 แสน กับ รถใหญ่ขึ้น อาจจะ 1.5 ล้าน หรือยุโรป 3 ล้าน
ถ้าเลือกได้  แม้การขับจาก A ไป B  จะเหมือนกัน
แต่คุณภาพชีวิต  ถนอมสุขภาพ ไม่ขับแล้วกินแรง
รถใหญ่ เหนื่อยน้อยกว่าเยอะ

ผมคงไม่ไปขับ B segment ข้ามจังหวัดแล้ว เหนื่อย
ติดใจ D segment แล้วหละ

รถมันไม่ไช่การลงทุนอยู่แล้ว
ที่บอกว่า ซื้อหุ้นต่างประเทศ กำไร 7 % ต่อปี
อยากจะเถียงครับ ไม่ไช่หรอก
ทั้งพอร์ท หุ้น เมกา เวียดนาม ผมติดลบครับ
มีหุ้นอินเดีย กำไรจิ๊ดเดียว ไม่พอคุ้มที่ขาดทุน
รู้งี้ ถ้ากลับตัวได้นะ ฝากแบ๊งค์เฉยๆ ยังเจ็บตัวน้อยกว่า
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: oryor ที่ มกราคม 19, 2026, 10:03:06
พูดเอาหล่อ เอาเท่
ใครๆก็พูดได้
สมัยนี้มันเน้น Engagement, เน้นยอดวิว ยอดไลค์

ชีวิตจริงเป็นยังไงคือคนละเรื่องกัน
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: apinui ที่ มกราคม 19, 2026, 10:44:51
ไปฟังนักการเงินคนไหนมาเนี่ย ....

"นักการเงิน" คนที่ใช้คำนี้กับตัวเองได้ ถามซิ้เค้าใช้รถอะไร ... เค้าคงไม่มี ยาริสครอสคันเดียวใช้ในบ้านหรอกจริงไหม ...

คนที่เค้ามีเงิน ... เค้าจะมองหาอำนาจและการยอมรับจากสังคมครับ มันก็เลยเกิดวัตถุราคาแพง นาฬิกาหรู รถหรู เกิดขึ้น เป็นเครื่องมือบ่งบอกฐานนะให้สังคมรู้ว่า "ฉันรวย"

และในโลกธุรกิจ และการค้า ไม่มีนักการเงินคนไหน ขับรถญี่ปุ่นคันละล้าน ไปเจรจาการค้ามูลค่าระดับ 100 ล้านหรอกครับ มันไม่น่าเชื่อถือ คู่ค้าจะมองคุณว่า ของมุลค่า 100 ล้าน คุณมีปัญญาซื้อหรือขายมันจริงๆหรอ ถ้าเจ้าของสินค้านั้นขับรถคันไม่ถึงล้านมาทำสัญญา

ปล.นักการเงินบางคนก็แปลกๆนะครับ ผมเจออยู่ เค้าทำคอนเท้นต์ถามตอบกัน ดังนี้

คนถาม - ให้เลือกระหว่าง เงินสด กับ ทองคำ เลือกอะไร
คนตอบ - เงินสดสิ
คนถาม - ให้เลือกระหว่าง เงินสด กับ หุ้น
คนตอบ - หุ้นสิ
คนถาม - ให้เลือกระหว่าง หุ้น กับ บิตคอยน์
คนตอบ - บิตคอยน์

คุณคิดว่า คำตอบแบบนี้คือยังไง ใครๆก็เรียกคนตอบว่า เป็นนักการเงินระดับประเทศนะ  ;D ;D
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: Drizzle ที่ มกราคม 19, 2026, 13:04:46
ยังมีพวก car guy ที่ชอบรถจากความชอบจริงๆด้วยครับ ถึงจะไม่ใช่ส่วนมากในสังคมก็เถอะ แต่ผมว่าในนี้น่าจะเยอะครับ 5555

รถที่ราคาเกินสักล้านนิดๆ หรือ สักล้านห้า ผมว่ามันมองในแง่ความคุ้มค่าไม่ค่อยได้อยู่แล้วครับ นอกเหนือจากเรื่อง ภาพลักษณ์ มันก็จะเหลือเรื่องความชอบส่วนตัวด้วยแหละ

ผมเคยคิดเล่นๆว่าถัาไปถาม carguy ว่า สมมุติคุณซื้อรถแพงๆ eg. m2 m3 แต่มีเงื่อนไขว่า ไม่โพสในsocial media เลย ห้ามใครรู้ว่าคุณขับรถอะไร ร้อยทั้งร้อยก็ซื้ออยู่ดีอ่ะครับ มันมีคนชอบ driving dynamic ชอบเสียงเครื่อง ชอบสาดโค้ง มีความสุขเล็กๆน้อยๆกับการตอบสนองไปกลับระหว่างคนขับกับรถยนต์

แต่เห็นด้วยว่าสำหรับสังคมไทย คนส่วนมากทุ่มสัดส่วนของรายได้ไปกับรถใน % ที่สูงกว่าค่าฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วมากๆ แต่อย่างว่า รถบ้านเราแพง และ เกือบๆจะเป็นสิ่งจำเป็นในที่ๆการคมนาคมยังไม่ค่อยดีครับ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: equinox ที่ มกราคม 19, 2026, 14:48:32
ยังมีพวก car guy ที่ชอบรถจากความชอบจริงๆด้วยครับ ถึงจะไม่ใช่ส่วนมากในสังคมก็เถอะ แต่ผมว่าในนี้น่าจะเยอะครับ 5555

รถที่ราคาเกินสักล้านนิดๆ หรือ สักล้านห้า ผมว่ามันมองในแง่ความคุ้มค่าไม่ค่อยได้อยู่แล้วครับ นอกเหนือจากเรื่อง ภาพลักษณ์ มันก็จะเหลือเรื่องความชอบส่วนตัวด้วยแหละ

ผมเคยคิดเล่นๆว่าถัาไปถาม carguy ว่า สมมุติคุณซื้อรถแพงๆ eg. m2 m3 แต่มีเงื่อนไขว่า ไม่โพสในsocial media เลย ห้ามใครรู้ว่าคุณขับรถอะไร ร้อยทั้งร้อยก็ซื้ออยู่ดีอ่ะครับ มันมีคนชอบ driving dynamic ชอบเสียงเครื่อง ชอบสาดโค้ง มีความสุขเล็กๆน้อยๆกับการตอบสนองไปกลับระหว่างคนขับกับรถยนต์

แต่เห็นด้วยว่าสำหรับสังคมไทย คนส่วนมากทุ่มสัดส่วนของรายได้ไปกับรถใน % ที่สูงกว่าค่าฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วมากๆ แต่อย่างว่า รถบ้านเราแพง และ เกือบๆจะเป็นสิ่งจำเป็นในที่ๆการคมนาคมยังไม่ค่อยดีครับ

ผมเองงงงงง ซื้อ GR86 มา แต่ไม่เคยโพสท์ลง Social เลย ก็มีใช้เรื่อยๆ แต่งเรื่อยๆ แต่ไม่ได้โพสต์ลงเลย

ถถถ คนชอบมันก็ชอบอ่ะครับ ไม่ได้จำเป็นต้องเอาไว้อวด ผมคิดแบบนั้นเสมอๆ นี่ว่าจะหา DC5 อีกคัน
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: punn ที่ มกราคม 19, 2026, 16:38:46
โลกนี้มีกฎ 80:20 ครับไม่ต้องเดาว่าสัดส่วน 80 นี่คือมักไปทางลบในทุกเรื่อง  :-X
คนรู้เรื่องการเงินร้อยคนก็จะทำไม่ได้สัก 80 คน 555

ทำได้หนะดี แต่ท่านบนๆตอบแล้วบริบทพื้นฐานคนในไทยทำได้ยากมากๆ
บางทีชีวิตมันแสนสั้น อะไรทำแล้วไม่เหลือบ่ากว่าแรงอยากลองอยากทำก็ทำเถอะครับ

ผมเห็นคนที่ secure เรื่องเงิน แต่เรื่องอื่นย่ำแย่แบบที่คนทั่วไปมองบน -- มีอยู่เยอะแยะเลย

ที่รู้จักมีคนรวยล้นฟ้า(ระดับหมื่นล.)แต่เหนียวแบบคุณภาพชีวิตด้อยกว่าคนปานกลางก็ยังมี  :'(
(แต่แน่นอนพวกของประดับบารมีไม่มีอ่อมอยู่แล้ว)
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: Tien.W ที่ มกราคม 19, 2026, 20:00:10
มันก็อาจจะจริง ในมุมของเค้า ที่มองว่า แค่รถวิ่งได้ ก็จบ เอาเงินไปลงหุ้น ลงกองทุน ได้ผลตอบแทนเยอะกว่า ดีกว่า อะไรแบบนั้น

แต่ ตัวอย่างที่เห็นบ่อยๆ จากคนรอบตัว

บางคน หน้าที่การงาน รายได้ ดีมาก ขับรถเล็ก eco car .. ก็ดีนะ แต่วันดีคืนดี กระบะข้ามเลนมาประสานงา ก็เรียบร้อยครับ คาที่เลย ทั้งที่ ถ้าเค้าลงทุนกับรถอีกสักหน่อย ใช้สัก C หรือ D Segment สักหน่อย ก็แค่ เคล็ดขัดยอกแล้ว

สำหรับผม รถมันไม่ใช่แค่ ยานพาหนะ แน่ ผมสนุกกับการขับขี่ การบังคับควบคุม การที่ขับมันไปไกลๆระดับพันกม. ถึงปลายทาง แล้วผม เที่ยวต่อได้เลย ซึ่งแน่นอนว่า รถเล็ก ราคาประหยัด มันให้ผมแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: boogie2020 ที่ มกราคม 20, 2026, 09:35:43
ก็เพราะ คนเรา  Happy กับสิ่งที่ต่าง ๆ กันไปละมั้งคับ


นักการเงินบางคน เขาอาจ enjoy กับการเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น เห็นกำไรจากการลงทุน  มากกว่าการทำกิจกรรมอื่น
บางคน Happy กับการแต่งรถ ซิ่งรถ
บางคน Happy กับการแค่ซื้อรถมาจอดไว้มองในโรงรถ ปีนึงขับทีสองที
บางคน enjoy กับนาฬิกาแพง ๆ  เอามาเช็ด ๆ ถุ ๆ ละเก็บเข้าเซฟ
บางคนซื้อ Yacht เสียค่าดูแลปีละเกือบล้าน สองปีใช้ที 
หลายคนใช้ชิวิตไปกับการท่องเที่ยว


แต่ละกลุ่มก็ต้องเห็นสิ่งที่ตัวเองชอบสำคัญกว่า ดีกว่าอยู่แล้วอะคับ   
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: marvel ที่ มกราคม 20, 2026, 09:55:24
เห็นคล้ายๆกันกับหลายๆความเห็น
และก็ตามนี้เลยครับ

ก็เพราะ คนเรา  Happy กับสิ่งที่ต่าง ๆ กันไปละมั้งคับ


นักการเงินบางคน เขาอาจ enjoy กับการเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น เห็นกำไรจากการลงทุน  มากกว่าการทำกิจกรรมอื่น
บางคน Happy กับการแต่งรถ ซิ่งรถ
บางคน Happy กับการแค่ซื้อรถมาจอดไว้มองในโรงรถ ปีนึงขับทีสองที
บางคน enjoy กับนาฬิกาแพง ๆ  เอามาเช็ด ๆ ถุ ๆ ละเก็บเข้าเซฟ
บางคนซื้อ Yacht เสียค่าดูแลปีละเกือบล้าน สองปีใช้ที 
หลายคนใช้ชิวิตไปกับการท่องเที่ยว


แต่ละกลุ่มก็ต้องเห็นสิ่งที่ตัวเองชอบสำคัญกว่า ดีกว่าอยู่แล้วอะคับ

สมัยก่อน ช่วงไม่บรรลุนิติภาวะ ผมก็มีเผลอ judge คนอื่นจากความชอบของตัวเองไปเหมือนกัน
ความคิดในปัจจุบัน คนเรามีความชอบที่ไม่เหมือนกัน ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า
ใครอยากซื้อหรืออยากขายอะไร ถ้าไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้เบียดเบียนใคร ฯลฯ ผมไม่ judge ครับ

รถ ก็วัตถุอย่างหนึ่ง
เงิน ก็วัตถุอย่างหนึ่ง
บางคนมีเงิน มีความสุขมากกว่ามีรถ
บางคนมีรถ มีความสุขมากกว่ามีเงิน

ใครอยากมีอะไร ถ้าไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ฯลฯ ไม่เดือดร้อนเบียดเบียนใคร
ผมขอให้มี ขอให้สมหวังครับ วันนี้ยังไม่มี วันหน้าก็มีได้ครับ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: AgentMolder ที่ มกราคม 20, 2026, 11:27:02
รถไม่ใช่การลงทุน
รถคือของฟุ่มเฟือย

ต่อให้คุณขับ eco car ขับไปกลับ จาก A ไป B มันก็ฟุ่มเฟือย ไม่งั้นคนไม่ต้องมีรถกัน ขึ้นขนส่งสาธารณะสิ

พวก "นักการเงิน" อุปโลก มโนทั้งนั้น โชคดีเล่นหุ้นถูกตัว โชคดีซื้อคริปโตถูกจังหวะ(แบบบังเอิญด้วยนะ) พอมีเงิน ก็ทำช่อง ออกมาแนะคนอื่นงั้นงี้ ไร้สาระ

รถเป็นตัวบอกฐานะ คนเห็นขับรถแพง ก็ตีไปก่อนแล้วว่ามีเงิน (ซึ่งจริงๆอาจจะฉาบฉวย หนี้เพียบก็ได้ แต่ใครจะรู้) ซึ่งเป็นทั้งโลก ไม่งั้นโรนัลโด้ คงไม่มีเฟอรารีเป็น 10 คันในบ้าน ขับเปอร์โยต์เก่าๆก็พอ

ดังนั้นขึ้นกับมุมมอง การใช้ชีวิต ไม่มีถูกผิด ไม่ต้องไปสอนเขา แนะนำได้ แต่อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: rtong ที่ มกราคม 20, 2026, 13:40:45
นักลงทุนการเงินที่พูด  รวยแล้วหรือยัง
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: Symphonic ที่ มกราคม 20, 2026, 17:35:46
ตอนแรกผมอ่านบทความนี้จากที่เจ้าของกระทู้เขียน
อ่านเสร็จก็มีความเห็นเหมือนทุกคนในนี้นะครับ
คือการจ่ายเงินซื้อรถที่แพงขึ้น มันได้อะไรมากกว่า
ที่จั่วหัวไว้ว่ามันก็พาไปถึงที่หมายได้เหมือนกัน

แต่

พอไปอ่านบทความเต็ม   จากต้นทาง
มันคนละบริบทเลยครับ

ในบทความเต็มฉบับ main focus มันอยู่ที่กลุ่มที่
ยังไม่พร้อมเรื่องการเงิน คือพูดง่ายๆ ว่า เป็นวัยที่
กำลังสร้างตัว มีเงิน มีรายได้ประมาณนึง แต่ไม่พอสำหรับ
เติมเต็มในทุกๆ ด้าน ยังต้องจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้ลงไปที่
ค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ  บทความนั้นจึงแนะนำว่า
ในภาวะที่ยังไม่ได้พร้อมเต็มที่ แต่จำเป็นต้องใช้รถ
จึงแนะนำให้ซื้อแค่พอใช้เดินทางได้ก่อน อย่าเพิ่งใช้
เงินส่วนเพิ่มเพื่อความพึงพอใจ หรือความมีหน้ามีตาในสังคมครับ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: InBkk ที่ มกราคม 20, 2026, 19:59:27
ถ้ามุมมองของคนพูดคือ "มนุษย์เรา ต้องมี Wealth เป็นร้อยล้าน พันล้าน ก่อน จึงจะเริ่มต้นใช้ชีวิตได้" หรือ "ในโลกนี้ มนุษย์ทุกคน มีหน้าที่ดูแลชีวิตตัวเองแบบ 100% ไม่มีคำว่าเดอะแบก ไม่มีคำว่าหัวหน้าครอบครัว"

ที่เขาว่ามา มันก็ถูกแหละครับ

แต่เขาลืมคิดไปว่า บริบทชีวิต ของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน

- มีครอบครัวแล้ว เดินทางเยอะ ก็ต้องการรถที่กว้าง และปลอดภัย
- ถ้าต้องรอมี 30 ล้านก่อน ค่อยซื้อรถ 3 ล้าน งั้นชาตินี้ก็คงไม่ได้ขับล่ะ ยอดขาย Benz+BMW ทั่วประเทศ ปีนึงคงได้ไม่เกิน 1-2 พันคัน
- ถ้าเขาต้องยอมเขย่งกับเรื่องรถ เขาก็อาจจะไปประหยัดเรื่องอื่นแทนก็ได้

คอนเท้นแนวนี้ มันดูฉลาด และเขาก็พูดถูกในมุมของเขา แต่พอพูดแบบไม่ได้ดูบริบทใดๆ ทั้งสิ้น จุดประสงค์ที่โพส มันก็หนีไม่พ้นเรื่อง การเรียก Attention หรือ ขายคอร์ส ก็แค่นั้น
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: S6 ที่ มกราคม 24, 2026, 10:30:24
ไม่เห็นกับการควบคุมทางความคิดแบบนี้
ส่วนตัวไม่ได้มองความหรูหรา แต่การขับขี่ที่ดีกว่า ตัวถังปลอดภัยกว่า
บางคันเราก็ซื้อด้วยความต้องการ ความสนุกจากมัน
ถ้าตรงๆ คือถ้าเงินไม่ถึงก็จะมองแบบเขา ถ้ามีกำลังพอก็จะมองอีกแบบ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: albacore ที่ มกราคม 24, 2026, 13:05:32
  ทางที่ดี ถ้าแนบลิ้งค์บทความต้นฉบับมาด้วยก็ดีครับ สมาชิกจะได้อ่านความเห็นที่แท้จริงของผู้เขียน 
  ซึ่งข้อความที่จขกท.สรุปมาอาจไม่ใช่เนื้อหาที่เจ้าของบทความตั้งใจจะสื่อ
 พอมีการแสดงความเห็นตามข้อความที่ย่อมา ก็อาจจะดูไม่เป็นธรรมกับเจ้าของบทความ และทำให้ความเห็นของสมาชิกไปกระทบกับเจ้าของบทความโดยไม่ได้ตั้งใจได้ครับ
หัวข้อ: Re: อ่านเพจทางการเงินพูดเรื่องรถแล้วเจ็บจึ๊ด
เริ่มหัวข้อโดย: harvard ที่ มกราคม 26, 2026, 09:02:21
แล้วแต่มุมมองครับ ส่วนตัวค่ารถผมเท่ากับ 1%ของเงินสดสุทธิ