Headlight Magazine : community

General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: Weetting ที่ มีนาคม 18, 2026, 09:57:52

หัวข้อ: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Weetting ที่ มีนาคม 18, 2026, 09:57:52
จากสงครามอิหร่าน 

ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ในด้านราคาที่สูงขึ้น (แม้เราจะใช้ราคาที่เพิ่้มขึ้นเล็กน้อย)

หันไปดูหลายๆประเทศที่พยายามลดการนำเข้าพลังงาน

- จีน  เตรียมการ Solar Panel + BEV  สำหรับการลดการนำเข้าน้ำมัน
- อินเดีย เบนซินเป็น E20 ล้วนไปแล้ว  ลดการนำเข้าได้ปีละ 1.4 แสนล้านรูปี 
- อินโดนีเซีย ตอนนี้ใช้ดีเซล B40 (เพราะผลิตปาล์มเองได้)

ไทยเองก็ต้องพึ่งการนำเข้า 
เราในมุมคนรักรถ  มีกระทู้เถียงกันมากมาย ระหว่าง Gasohol 95  กับ E20 

E20 และ B15 ควรเป็นเป้าหมายหลักของ ประเทศเราไหมในการลดการนำเข้า   
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Floppy-T ที่ มีนาคม 18, 2026, 10:17:21
ผมใช้ LPG ครับ

เข้าใจว่า LPG ประเทศไทยเราผลิตเอได้ และเหมือนจะผลิตได้มากกว่าความต้องการบริโภคในประเทศด้วยนะครับ

ถ้าจะให้ช่วยประหยัด ก็คงจะหันไปใช้การเดินทางที่ประหยัดมากขึ้น เช่น เดิน มอเตอร์ไซ ปั่นจักรยาน หรือใช้รถไฟฟ้าคันเล็กๆ ขับขี่ให้ช้าลง

เรายังคงไม่พร้อมสำหรับโซลาร์เซลล์ ตราบใดที่การไฟฟ้ายังเอาเปรียบประชาชนแบบเช่นทุกวันนี้
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: PaPaMan ที่ มีนาคม 18, 2026, 11:10:46
หันมาเติม E20 หรือ E85
รัฐควรเปลี่ยนดีเซลพื้นฐานเป็น B10
เดินทางให้น้อยลง ใช้การสื่อสารอย่างอื่นทดแทน
ถ้าต้องเดินทางก็ขับให้ช้าลง หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่การจราจรคับคั่ง
ซื้อรถไฟฟ้าคันเล็กๆมาใช้แทนรถน้ำมันถ้าจำเป็นหรือกำลังจะเปลี่ยนรถ แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขที่ว่า ก็กลับไปใช้มาตรการข้างบน เพราะการออกรถใหม่จะใช้เงินมากกว่าเดิมอีก
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: DiKiBoyZ ที่ มีนาคม 18, 2026, 11:31:00
ผมตอบแบบกำปั้นทุบดินเลย  ::) ::)

ในเมื่อ น้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่า จริงไหม..!

เลิกกลั่นเอง นำเข้า จากมาเลเซีย ราคาถูกกว่าครึ่งนึง กับ ราคาไทย ง่ายกว่าหรือป่าว?

ต่อให้บอกว่า นำเข้ามาแล้ว จะมีภาษีสรรพสามิต หรือ ภาษีอื่นๆ ก็ไม่น่าจะทำให้ราคาน้ำมัน แพงขึ้นเท่าตัว ได้นะ (ยกเว้นว่า ตั้งใจ ทำให้มันแพงแบบนั้น)

วงการนี้ มันเหมือนรายใหญ่ กินรวบ ค่าการกลั่น ต้นทุนน้ำมัน อธิบายเป็นตรรกะ ยังไม่ได้เลย บอกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ (ทั้งที่ไม่ได้นำเข้าจากสิงคโปร์)

เวลาชดเชยราคา โรงกลั่นยังได้ราคาเท่าเดิม(เพราะเงินชดเชย) เขาไม่แม้จะยอมลดราคา หรือ ขาดทุนแม้แต่น้อย

คนที่บอกว่าให้ประหยัดยังนั้น ประหยัดยังงี้ ทำไร่ใช้คูโบต้า เติมดีเซล เติมน้อยลง ประหยัดลง มันจะไถเสร็จไหมละ(ตอนนี้ ฤดูเริ่มทำไร่ ทำนาแล้วด้วย)

คนที่บอกให้ประหยัด ยังนั่งรถประจำตำแหน่ง ค่าน้ำมันเบิกหลวง อยู่เลย นี่แหละเขาเรียกอะไร ......งาช้างๆ นะ :'( :'(
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Stwois ที่ มีนาคม 18, 2026, 12:02:20
ตอบเม้นบนครับ
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: apinui ที่ มีนาคม 18, 2026, 12:05:28
ว่าจะตั้งกระทู้ชวนคุยเรื่องพลังงานพอดีเลยครับ เอาเป็นว่า ใส่กันในกระทู้นี้เลยละกัน ...

เรื่องนำเข้า ผมว่ายังไงไทยก็ต้องนำเข้าครับ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงได้

แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้คือการ"อุ้มราคา" นั่นแหละที่ผมมองว่า ไม่โอเค ....

ต่างประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา ราคาน้ำมันดีดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆแล้ว แต่เรายังนิ่งจนมาถึงวันที่ 16 นี้

ส่วนการอุ้มราคา ที่ผมไม่เห็นด้วยคือการอุ้มราคาน้ำมันดีเซล ที่คนใช้เบนซินต้องมาจ่ายด้วย และ ต้องอุ้มให้กับรถยนต์เครื่องดีเซลหรู รถคนรวย

ผมเคยคิดว่มาตลอดว่า ทำไม รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จดทะเบียนป้ายดำ เครื่องดีเซล ถึงได้ประโยชน์จากตรงนี้ ทำให้มันเป็นภาระ มันอาจจะน้อยถ้านับเป็น % แต่ถ้าตัดไปได้มันก็ลดภาระไปได้มากเลย

ผมเคยคิดว่า รัฐควรขึ้นภาษีสรรสามิตรถยนต์พวก PPV SUV  อย่างกระบะ 4 ประตู ที่เก็บอยู่ 10-13% ควรเก็บไปเลย 30-40% สำหรับรุ่นที่เป็นเครื่องดีเซล  และ SUV PPV จากเดิมที่เก็บ 20-30% ก็เริ่มต้นที่ 50% ไปเลย และเค้าจะมาใช้ดีเซลที่รัฐอุดหนุนก็ให้ใช้ไป เพราะเค้าจ่ายภาษีชดเชยไปแล้ว

ประเทศในยุโรปหลายประเทศพยายามลดการใช้รถยนต์เครื่องดีเซล แต่เราไม่มีมาตราการใดๆเลย คนก็ซื้อมาใช้กันเต็มถนน คนที่แบกชดเชยก็คนขี่มอไซด์ ชาวบ้าน ชาวนา  รถยนต์เครื่องดีเซล ควรมีใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: sukhontha ที่ มีนาคม 18, 2026, 12:07:49
ผมตอบแบบกำปั้นทุบดินเลย  ::) ::)

ในเมื่อ น้ำมันมาเลเซีย ถูกกว่า จริงไหม..!

เลิกกลั่นเอง นำเข้า จากมาเลเซีย ราคาถูกกว่าครึ่งนึง กับ ราคาไทย ง่ายกว่าหรือป่าว?

ต่อให้บอกว่า นำเข้ามาแล้ว จะมีภาษีสรรพสามิต หรือ ภาษีอื่นๆ ก็ไม่น่าจะทำให้ราคาน้ำมัน แพงขึ้นเท่าตัว ได้นะ (ยกเว้นว่า ตั้งใจ ทำให้มันแพงแบบนั้น)

วงการนี้ มันเหมือนรายใหญ่ กินรวบ ค่าการกลั่น ต้นทุนน้ำมัน อธิบายเป็นตรรกะ ยังไม่ได้เลย บอกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ (ทั้งที่ไม่ได้นำเข้าจากสิงคโปร์)

เวลาชดเชยราคา โรงกลั่นยังได้ราคาเท่าเดิม(เพราะเงินชดเชย) เขาไม่แม้จะยอมลดราคา หรือ ขาดทุนแม้แต่น้อย

คนที่บอกว่าให้ประหยัดยังนั้น ประหยัดยังงี้ ทำไร่ใช้คูโบต้า เติมดีเซล เติมน้อยลง ประหยัดลง มันจะไถเสร็จไหมละ(ตอนนี้ ฤดูเริ่มทำไร่ ทำนาแล้วด้วย)

คนที่บอกให้ประหยัด ยังนั่งรถประจำตำแหน่ง ค่าน้ำมันเบิกหลวง อยู่เลย นี่แหละเขาเรียกอะไร ......งาช้างๆ นะ :'( :'(

คิดได้ครับ  แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะคิด  น้ำมันที่เห็นรัฐอุดหนุนอยู่  ถ้าเราซื้อ ก็ได้ราคาสิงขโปร์อยู่ดี ซื้อโรงกลั่นไทย ก็ได้ราคาเดียวกัน...ทุกอย่างมีแหล่งอ้างอิงครับ
หรือคิดแบบนักการเมืองบางท่าน  น้ำมันนำเข้าเมื่อสองเดือนก่อน ก็ต้องใช้ราคาเมื่อเดือนก่อน  ก็ไม่ได้อยู่ดี  เพราะน้ำมันปัจจุบันน้ำมันขึ้นเขาซื้อราคานี้  พอน้ำมันลง  ก็จะมีประเด็นน้ำมันโลกลง แล้วทำไมน้ำมันเราขึ้น

มันจึงจำเป็นต้องมีแหล่งอ้างอิงเสมอครับ
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: wesborland ที่ มีนาคม 18, 2026, 13:25:12
ปรับราคาขึ้นทีละ 10-50สตางค์ ให้เบนซินอยู่ที่ 32-35บาท
ดีเซล 33-34บาท

ภาคประชาชนกระทบไม่ได้เยอะมาก คิดเป็นต้นทุนชีวิต 500บาท/เดือน
ภาคการขนส่งส่วนใหญ่เป็นระบบ fuel matrix อยู่แล้ว จ่ายตามราคาน้ำมัน

เจอกันอีกทีคือเงินเฟ้อ ราคาของแพง

แต่ตรึงไว้แบบนี้ ประชาชนรวมถึงตัวผมเองที่ใช้เบนซิน ไม่ได้รู้สึกเลยว่านี่คือยุคสงคราม ยุคข้าวยากหมากแพง มีที่ไหนภาวะแบบนี้ แต่ E20 ราคา 27-28บาท โคตรถูกเลยสำหรับผม เติมเต็มถังขับเที่ยวเล่นสบายใจเฉิบ
เมื่อราคามันขึ้น คนก็จะลดการใช้ลดโดยปริยาย ลดน้อยก็ยังดีกว่าไม่ลดเลย พอราคามันถูกคนไม่ลดการใช้ลง แถมยังมีข่าวร้ายจากทั่วโลกกระหน่ำใส่ ก็ยังเกิด panic เติมกันจนขาดแคลน ภาคการขนส่ง-อุตสาหกรรมเสียหายไปด้วย

ปรับราคาขึ้นเถอะ ในเมื่อภาวะตลาดโลกมันเป็นแบบนี้
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Weetting ที่ มีนาคม 18, 2026, 15:12:47
ว่าจะตั้งกระทู้ชวนคุยเรื่องพลังงานพอดีเลยครับ เอาเป็นว่า ใส่กันในกระทู้นี้เลยละกัน ...

เรื่องนำเข้า ผมว่ายังไงไทยก็ต้องนำเข้าครับ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงได้

แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้คือการ"อุ้มราคา" นั่นแหละที่ผมมองว่า ไม่โอเค ....

ต่างประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา ราคาน้ำมันดีดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆแล้ว แต่เรายังนิ่งจนมาถึงวันที่ 16 นี้

ส่วนการอุ้มราคา ที่ผมไม่เห็นด้วยคือการอุ้มราคาน้ำมันดีเซล ที่คนใช้เบนซินต้องมาจ่ายด้วย และ ต้องอุ้มให้กับรถยนต์เครื่องดีเซลหรู รถคนรวย

ผมเคยคิดมาตลอดว่า ทำไม รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จดทะเบียนป้ายดำ เครื่องดีเซล ถึงได้ประโยชน์จากตรงนี้ ทำให้มันเป็นภาระ มันอาจจะน้อยถ้านับเป็น % แต่ถ้าตัดไปได้มันก็ลดภาระไปได้มากเลย

ผมเคยคิดว่า รัฐควรขึ้นภาษีสรรสามิตรถยนต์พวก PPV SUV  อย่างกระบะ 4 ประตู ที่เก็บอยู่ 10-13% ควรเก็บไปเลย 30-40% สำหรับรุ่นที่เป็นเครื่องดีเซล  และ SUV PPV จากเดิมที่เก็บ 20-30% ก็เริ่มต้นที่ 50% ไปเลย และเค้าจะมาใช้ดีเซลที่รัฐอุดหนุนก็ให้ใช้ไป เพราะเค้าจ่ายภาษีชดเชยไปแล้ว

ประเทศในยุโรปหลายประเทศพยายามลดการใช้รถยนต์เครื่องดีเซล แต่เราไม่มีมาตราการใดๆเลย คนก็ซื้อมาใช้กันเต็มถนน คนที่แบกชดเชยก็คนขี่มอไซด์ ชาวบ้าน ชาวนา  รถยนต์เครื่องดีเซล ควรมีใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น
เอาแค่ถ้าอุดหนุนเฉพาะ สายขนส่ง โลจิสติกส์   มันช่วยได้บ้าง บางส่วนซิครับ

พ่อค้า แม่ค้าก็ต้องใช้กระบะเติมดีเซลไปขายของตลาดอยู่ดี  หรือ ช่างล้างแอร์ ช่างติดเคเบิ้ล ก็ต้องใช้ดีเซล ไม่อุ้มก็โดนทั้งระบบ      ซึ่งหลายประเทศก็อุ้ม อุ้มมากอุ้มน้อย อุ่้มผ่านกลไกใดก็แล้วแต่ประเทศนั้น

มองภาพใหญ่ขึ้นไปอีก อุตสาหกรรมรถยนต์ในบ้านเรา เป็นแหล่งพัฒนาและส่งออก "กระบะดีเซล"  ถ้าประเทศอย่างเราที่เป็นกลางน้ำ-ปลายน้ำ ไม่ใช้ดีเซล  บรรดาผู้ผลิตจะมาตั้งโรงงานในไทยทำไมกันครับ    อุตสาหกรรมรถที่เสาหลักของภาคเศรษฐกิจเลยนะ


หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: axister ที่ มีนาคม 18, 2026, 16:45:15
เป็นไปได้ยากครับ เบื้องหลังมันมีดีเทลมากกว่านั้นอีกเยอะเชิงโครงสร้าง พูดแบบกำปั้นทุบดินเลยคือผู้ใหญ่ในวงการเค้ายอมไม่ได้ครับเพราะเค้ากินหัวคิวจากตรงนั้น ลองไปทำงานร่วมกับองค์กรนี้ซัก โปรเจกต์ดูจะรู้เลยครับ E10 E20 ก็ไม่ช่วยต่อให้บังคับไป มันก็จะนำเข้าเยอะอยู่ดี

ถัดมาถ้าจะมองทางเลือกพลังงานต้องไปทั้ง eco system เรื่อง bev มาเป็นไปไม่ได้ใน 5ปีนี้แน่นอน ขนาด passenger cars ยังมีปั้มไม่พอ การที่จะ power รถขนส่งจะต้องหา สถานีที่มีแรงชาร์จเยอะมากๆๆ เพื่อให้เพียงพอ หลักๆก็ต้องมีแบตสำรองไว้อย่างน้อย 1-2Gwh ลงทุนสูงมากครับ

ต่อให้มี mega charge กระจายตัวทั่วแล้ว หรือแค่ super charge แบบ 200kwh+ ย้อนกลับมาที่รถที่เป็นตัวขนส่งหลัก ในไทยก็รู้ๆกันว่ากระบะซงซ้อคือเมนหลักในการขนส่งของประเทศ product ที่เป็นกระบะ ตอนนี้มีแค่ JAC / dongfeng ที่ทำมาเป็นหัวลาก ซึ่งวิ่งได้น้อยมากถ้าบรรทุกเต็ม แปลว่าต้องชาร์จบ่อยมากต่อให้ทำ on board charger มา 200+ ก็เถอะ ไม่เป็นผลดีต่อคนขับรถขนส่งเลย

ทีนี้แล้วทำไมประเทศอื่นทำได้? กระบะประเทศอื่นไม่ใช่รถขนส่งเป็นหลักครับ มันคือรถแพงด้วยซ้ำ อย่าง EU ก็ใช้รถตู้เป็นหลัก (ใน BEV มีการใช้แล้วเครือ geely มี farizon วิ่งได้พอสมควร)  แต่พอมาไทยด้วยต้นทุนรถ ทำราคาสู้กระบะที่ได้สิทธิทางภาษีไม่ได้ เลยไม่เกิดในไทยครับ ส่วนถ้าจะเทียบในจีนเลย ขนส่งระยะสั้นเค้าใช้รถมอไซพ่วงกัน ในชนบทใช้เป็นบรรทุกเล็ก ข้ามเมืองใช้เป็น HGV และ HGV ก็ใช้ใน EU/NA เช่นกัน

ฉะนั้นไทยสเปคแปลก ไม่มีใครลงมาเล่น product นี้จริงจังนอกจาก toyota/izuzu ที่ไม่ได้เน้นเรื่อง NEV ฉะนั้นรอไปเถอะครับไม่มีทางเกิด

ปัจจัยภายนอกอีกอย่างคือวัยรุ่นซงซ้อที่เป็นกำลังหลักเรื่องขนส่งในไทยเนี่ย เค้ามีรสนิยม ควันดำ อยู่ๆไปบอกให้เค้าใช้ EV คงยาก ข้อแรกบัดเจทเค้าไม่ได้พอซื้อ พอซ่อมแน่น่อนครับ persona เค้าหาเช้ากินค่ำ มี 100 ใช้ 200 เวลาเป็น BEV มันมีการ maintenance เรื่องแบต เสียทีก้อนใหญ่ ถ้ายังแก้ปัญหาเรื่องประกันหรือ subsidy เรื่องนี้ให้เป็น term payment ถูกๆได้ก็ยากครับ ต้องให้รัฐมาคุมอย่างเดียว เอกชนที่ไหนจะยอมเสียตังตัวเองเพื่อมาเปิด segment ใหม่ และค่านิยมควันดำ ท่อดัง ไฟวิบวั้บ ที่มันฝังรากกันมาตั้งแต่เป็นวัยมอไซทรงแง้น มันต้องปรับกันอีกเยอะครับ แค่ตัดต่อสายไฟไปทำไฟไอติม กระพริบวิบวั้บ ก็มีสิทธิ์โดน void ประกันแล้ว

สรุปเลยคือถ้าไม่ได้ กม.​ บีบบังคับให้ใช้งาน เป็นไปไม่ได้เลยครับ แค่แรงจูงใจที่มีในพวก sme ตอนนี้คือ รับเงินสนับสนุนทำ solar ต้องเข้าไปอบรม ร่วมกิจกรรมอีก 10กว่า events เพื่อเงินกู้แค่ 1-2ล้าน คนที่จะสร้างยอด logistic sme ได้เยอะๆ ก็ต้องมีแรงจูงใจเยอะกว่านี้

ส่วนตัวผมทำโรงงานใช้ทั้ง farizon / riddara และใช้ byd ให้ sales วิ่งด้วย แต่สุดท้ายเวลาขนส่ง load ก็ต้องใช้ toyota อยู่ดีครับ ต่อให้ปั้มไฟเพียงพอ reliablity ของรถจีนก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เวลาเสียทีมันไม่ได้แก้ไวเหมือน toyota ซึ่งในมุมธุรกิจ มันสะดุดครับ

ทีนี้ถ้ามาเจาะแค่น้ำมัน E10 E20 ก็วนไปข้อแรกเรื่องกองทุนกินเปล่าพวกนั้นมีแต่ผู้มีอำนาจได้รับผลประโยชน์ ทำน่ะมันทำได้แต่ต้องบังคับให้ค่ายรถออก E20 เป็นมาตรฐาน ให้สิทธิ์เค้าเพิ่ม บีบให้คนใช้อย่างเดียว ถ้าไม่ออกเป็น กม.​ ก็ทำไรไม่ได้ครับ และถ้ายังหาช่องทางกินเปล่าให้กับธุรกิจไฟฟ้าไม่ได้ ก็ยากจะเปลี่ยนครับ เพราะ solar มันเก็บได้ทุกบ้าน
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: apinui ที่ มีนาคม 18, 2026, 17:49:29
ว่าจะตั้งกระทู้ชวนคุยเรื่องพลังงานพอดีเลยครับ เอาเป็นว่า ใส่กันในกระทู้นี้เลยละกัน ...

เรื่องนำเข้า ผมว่ายังไงไทยก็ต้องนำเข้าครับ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงได้

แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้คือการ"อุ้มราคา" นั่นแหละที่ผมมองว่า ไม่โอเค ....

ต่างประเทศ ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา ราคาน้ำมันดีดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆแล้ว แต่เรายังนิ่งจนมาถึงวันที่ 16 นี้

ส่วนการอุ้มราคา ที่ผมไม่เห็นด้วยคือการอุ้มราคาน้ำมันดีเซล ที่คนใช้เบนซินต้องมาจ่ายด้วย และ ต้องอุ้มให้กับรถยนต์เครื่องดีเซลหรู รถคนรวย

ผมเคยคิดมาตลอดว่า ทำไม รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จดทะเบียนป้ายดำ เครื่องดีเซล ถึงได้ประโยชน์จากตรงนี้ ทำให้มันเป็นภาระ มันอาจจะน้อยถ้านับเป็น % แต่ถ้าตัดไปได้มันก็ลดภาระไปได้มากเลย

ผมเคยคิดว่า รัฐควรขึ้นภาษีสรรสามิตรถยนต์พวก PPV SUV  อย่างกระบะ 4 ประตู ที่เก็บอยู่ 10-13% ควรเก็บไปเลย 30-40% สำหรับรุ่นที่เป็นเครื่องดีเซล  และ SUV PPV จากเดิมที่เก็บ 20-30% ก็เริ่มต้นที่ 50% ไปเลย และเค้าจะมาใช้ดีเซลที่รัฐอุดหนุนก็ให้ใช้ไป เพราะเค้าจ่ายภาษีชดเชยไปแล้ว

ประเทศในยุโรปหลายประเทศพยายามลดการใช้รถยนต์เครื่องดีเซล แต่เราไม่มีมาตราการใดๆเลย คนก็ซื้อมาใช้กันเต็มถนน คนที่แบกชดเชยก็คนขี่มอไซด์ ชาวบ้าน ชาวนา  รถยนต์เครื่องดีเซล ควรมีใช้เพื่อการพาณิชย์เท่านั้น
เอาแค่ถ้าอุดหนุนเฉพาะ สายขนส่ง โลจิสติกส์   มันช่วยได้บ้าง บางส่วนซิครับ

พ่อค้า แม่ค้าก็ต้องใช้กระบะเติมดีเซลไปขายของตลาดอยู่ดี  หรือ ช่างล้างแอร์ ช่างติดเคเบิ้ล ก็ต้องใช้ดีเซล ไม่อุ้มก็โดนทั้งระบบ      ซึ่งหลายประเทศก็อุ้ม อุ้มมากอุ้มน้อย อุ่้มผ่านกลไกใดก็แล้วแต่ประเทศนั้น

มองภาพใหญ่ขึ้นไปอีก อุตสาหกรรมรถยนต์ในบ้านเรา เป็นแหล่งพัฒนาและส่งออก "กระบะดีเซล"  ถ้าประเทศอย่างเราที่เป็นกลางน้ำ-ปลายน้ำ ไม่ใช้ดีเซล  บรรดาผู้ผลิตจะมาตั้งโรงงานในไทยทำไมกันครับ    อุตสาหกรรมรถที่เสาหลักของภาคเศรษฐกิจเลยนะ

ผมหมายถึง

รถ SUV ดีเซล รถหรู รถยุโรป PPV ครับ มีใครเอา PPV SUV ไปขนผัก ไปล้างแอร์บ้าง กระบะ 4 ประตู จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ป้ายดำ ถ้าเอาไปทำการค้าก็ใช้รถผิดประเภทตั้งแต่จดทะเบียนแล้ว 

ส่วนกระบะ แค๊ป กระบะ หัวเดียว รถบรรทุกเล็ก ก็เหมือนเดิม รถพวกนี้ พ่อค้าแม่ค้าชาวนา เค้าใช้ขนของไม่ต้องไปยุ่งกับเค้า

แต่ 520D E220D ฟอร์จูนเนอร์ เอเวอร์เรส Mu-x รถพวกนี้ ได้ใช้น้ำมันราคาถูกที่คนส่วนใหญ่ต้องจ่ายอุ้มครับ

ไม่ได้ห้ามขายครับ แค่เก็บภาษีแพงขึ้น
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: helloweentz ที่ มีนาคม 18, 2026, 18:48:02
E85 ทำให้ ราคาถูก เหมือนสมัยก่อน ผลดีเยอะ  8)
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: GOBBS ที่ มีนาคม 18, 2026, 19:56:31
ฝั่ง logistic ไปไฟฟ้าเยอะแล้วนะครับโดยเฉพาะ บ. หรือ องค์กรใหญ่ อย่างไปรณีย์ไทยก็มีรถขนส่งเป็น EV เยอะขึ้นมาก DHL ก็มี IKEA Decathlon ก็ใช้รถไฟฟ้าหมดแล้ว
และถ้าต้นทุนไฟฟ้า มันดีกว่าน้ำมันไปเรื่อยๆ มันก็ไปตามธรรมชาติเองละครับ ยิ่งสายสร้างตัวชอบทำตัวเองแบบนี้(ล่าสุดจะประท้วงหยุดวิ่ง) ขนส่งที่เป็นองค์กรแล้วใช้ EV ยิ่งได้เปรียบ
อนาคตระบบรางสมบูรณ์ การขนส่งจะไม่ได้ลากยาวเหมือนเมื่อก่อน แค่ไปรับส่งของตามสถานีกระจายสินค้า ซึ่ง EV ก็ได้เปรียบอีก...ถ้าขนส่งสร้างตัวยังทำตัวแบบนี้ต่อไปก็ตายเองละครับ
ส่วนเรื่องน้ำมัน B10 E85 20 ...ปัญหาคือ ถ้าหมดวิกฤตแล้ว จะยังสนับสนุนกันต่อรึเปล่า หรือจะทิ้งไปเหมือนเมื่อก่อน
เพราะตอนน้ำมันมันถูก น้ำมันมันถูกกว่า Bio เอทานอล นะ พอเอาพวกนี้มาผสมมากๆ แล้วน้ำมันแพง คนใช้น้ำมันก็ด่ากันอีก
จะให้คนทำ เอทานอล เขาทำๆ หยุดๆ เขาก็ตายพอดีครับ น้ำมันถูกเลิกทำ น้ำมันแพงให้ทำเยอะๆ ไม่มีใครเขาอยากลงทุนหรอกครับ
ผมว่าก็ปล่อยไปแบบนี้ละ น้ำมันขาดก็ประหยัดกันหน่อย นี่ยังเห็นจอดรถไม่ดับเครื่องกันหน้า 7-11แถวบ้านอยู่เลย...แก้ที่นิสัยคนใช้รถ ง่ายกว่านโยบายนะ
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Consolez ที่ มีนาคม 19, 2026, 09:59:05
ตอนนี้เริ่มมีความคิดอยากไปไฟฟ้าแล้ว
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: S6 ที่ มีนาคม 19, 2026, 14:58:44
โดนไป 2 รอบ ตอนบอกให้มาเติม NGV เราก็ไปซื้อรถ NGV ตอนนี้หาปั้มเติมไม่ได้แล้ว หลายปั้มใกล้บ้านปิดหมด
อีกรอบ บอกให้มาเติม E85 ก็เอารถไปจูน E85 ตอนนี้บอกยกเลิก หาปั้มไม่ได้อีก ต้องเอารถไปจูนกลับ 95 เหมือนเดิม  >:(
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Weetting ที่ มีนาคม 20, 2026, 09:08:40

ผมหมายถึง

รถ SUV ดีเซล รถหรู รถยุโรป PPV ครับ มีใครเอา PPV SUV ไปขนผัก ไปล้างแอร์บ้าง กระบะ 4 ประตู จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ป้ายดำ ถ้าเอาไปทำการค้าก็ใช้รถผิดประเภทตั้งแต่จดทะเบียนแล้ว 

ส่วนกระบะ แค๊ป กระบะ หัวเดียว รถบรรทุกเล็ก ก็เหมือนเดิม รถพวกนี้ พ่อค้าแม่ค้าชาวนา เค้าใช้ขนของไม่ต้องไปยุ่งกับเค้า

แต่ 520D E220D ฟอร์จูนเนอร์ เอเวอร์เรส Mu-x รถพวกนี้ ได้ใช้น้ำมันราคาถูกที่คนส่วนใหญ่ต้องจ่ายอุ้มครับ

ไม่ได้ห้ามขายครับ แค่เก็บภาษีแพงขึ้น
ภาพนี้น่าสนใจครับ  ถ้ายึดแค่ว่าให้ป้ายดำเติมดีเซล ราคานึงเลย  ก็สามารถได้ทันทีไม่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลใดๆเลย สถานีบริการก็พร้อมซะด้วย แต่ส่วนต่างต้องไม่ห่างกันมากไปครับ  ไม่งั้นจะเจอปัญหาอีกหลายจุด 


เป็นไปได้ยากครับ เบื้องหลังมันมีดีเทลมากกว่านั้นอีกเยอะเชิงโครงสร้าง พูดแบบกำปั้นทุบดินเลยคือผู้ใหญ่ในวงการเค้ายอมไม่ได้ครับเพราะเค้ากินหัวคิวจากตรงนั้น ลองไปทำงานร่วมกับองค์กรนี้ซัก โปรเจกต์ดูจะรู้เลยครับ E10 E20 ก็ไม่ช่วยต่อให้บังคับไป มันก็จะนำเข้าเยอะอยู่ดี

ถัดมาถ้าจะมองทางเลือกพลังงานต้องไปทั้ง eco system เรื่อง bev มาเป็นไปไม่ได้ใน 5ปีนี้แน่นอน ขนาด passenger cars ยังมีปั้มไม่พอ การที่จะ power รถขนส่งจะต้องหา สถานีที่มีแรงชาร์จเยอะมากๆๆ เพื่อให้เพียงพอ หลักๆก็ต้องมีแบตสำรองไว้อย่างน้อย 1-2Gwh ลงทุนสูงมากครับ

ต่อให้มี mega charge กระจายตัวทั่วแล้ว หรือแค่ super charge แบบ 200kwh+ ย้อนกลับมาที่รถที่เป็นตัวขนส่งหลัก ในไทยก็รู้ๆกันว่ากระบะซงซ้อคือเมนหลักในการขนส่งของประเทศ product ที่เป็นกระบะ ตอนนี้มีแค่ JAC / dongfeng ที่ทำมาเป็นหัวลาก ซึ่งวิ่งได้น้อยมากถ้าบรรทุกเต็ม แปลว่าต้องชาร์จบ่อยมากต่อให้ทำ on board charger มา 200+ ก็เถอะ ไม่เป็นผลดีต่อคนขับรถขนส่งเลย

ทีนี้แล้วทำไมประเทศอื่นทำได้? กระบะประเทศอื่นไม่ใช่รถขนส่งเป็นหลักครับ มันคือรถแพงด้วยซ้ำ อย่าง EU ก็ใช้รถตู้เป็นหลัก (ใน BEV มีการใช้แล้วเครือ geely มี farizon วิ่งได้พอสมควร)  แต่พอมาไทยด้วยต้นทุนรถ ทำราคาสู้กระบะที่ได้สิทธิทางภาษีไม่ได้ เลยไม่เกิดในไทยครับ ส่วนถ้าจะเทียบในจีนเลย ขนส่งระยะสั้นเค้าใช้รถมอไซพ่วงกัน ในชนบทใช้เป็นบรรทุกเล็ก ข้ามเมืองใช้เป็น HGV และ HGV ก็ใช้ใน EU/NA เช่นกัน

ฉะนั้นไทยสเปคแปลก ไม่มีใครลงมาเล่น product นี้จริงจังนอกจาก toyota/izuzu ที่ไม่ได้เน้นเรื่อง NEV ฉะนั้นรอไปเถอะครับไม่มีทางเกิด

ปัจจัยภายนอกอีกอย่างคือวัยรุ่นซงซ้อที่เป็นกำลังหลักเรื่องขนส่งในไทยเนี่ย เค้ามีรสนิยม ควันดำ อยู่ๆไปบอกให้เค้าใช้ EV คงยาก ข้อแรกบัดเจทเค้าไม่ได้พอซื้อ พอซ่อมแน่น่อนครับ persona เค้าหาเช้ากินค่ำ มี 100 ใช้ 200 เวลาเป็น BEV มันมีการ maintenance เรื่องแบต เสียทีก้อนใหญ่ ถ้ายังแก้ปัญหาเรื่องประกันหรือ subsidy เรื่องนี้ให้เป็น term payment ถูกๆได้ก็ยากครับ ต้องให้รัฐมาคุมอย่างเดียว เอกชนที่ไหนจะยอมเสียตังตัวเองเพื่อมาเปิด segment ใหม่ และค่านิยมควันดำ ท่อดัง ไฟวิบวั้บ ที่มันฝังรากกันมาตั้งแต่เป็นวัยมอไซทรงแง้น มันต้องปรับกันอีกเยอะครับ แค่ตัดต่อสายไฟไปทำไฟไอติม กระพริบวิบวั้บ ก็มีสิทธิ์โดน void ประกันแล้ว

สรุปเลยคือถ้าไม่ได้ กม.​ บีบบังคับให้ใช้งาน เป็นไปไม่ได้เลยครับ แค่แรงจูงใจที่มีในพวก sme ตอนนี้คือ รับเงินสนับสนุนทำ solar ต้องเข้าไปอบรม ร่วมกิจกรรมอีก 10กว่า events เพื่อเงินกู้แค่ 1-2ล้าน คนที่จะสร้างยอด logistic sme ได้เยอะๆ ก็ต้องมีแรงจูงใจเยอะกว่านี้

ส่วนตัวผมทำโรงงานใช้ทั้ง farizon / riddara และใช้ byd ให้ sales วิ่งด้วย แต่สุดท้ายเวลาขนส่ง load ก็ต้องใช้ toyota อยู่ดีครับ ต่อให้ปั้มไฟเพียงพอ reliablity ของรถจีนก็อาจจะยังไม่เพียงพอ เวลาเสียทีมันไม่ได้แก้ไวเหมือน toyota ซึ่งในมุมธุรกิจ มันสะดุดครับ

ทีนี้ถ้ามาเจาะแค่น้ำมัน E10 E20 ก็วนไปข้อแรกเรื่องกองทุนกินเปล่าพวกนั้นมีแต่ผู้มีอำนาจได้รับผลประโยชน์ ทำน่ะมันทำได้แต่ต้องบังคับให้ค่ายรถออก E20 เป็นมาตรฐาน ให้สิทธิ์เค้าเพิ่ม บีบให้คนใช้อย่างเดียว ถ้าไม่ออกเป็น กม.​ ก็ทำไรไม่ได้ครับ และถ้ายังหาช่องทางกินเปล่าให้กับธุรกิจไฟฟ้าไม่ได้ ก็ยากจะเปลี่ยนครับ เพราะ solar มันเก็บได้ทุกบ้าน

ผมเข้าใจว่า เราก็นำเข้าเยอะ และกลายเป็นผู้ส่งออกได้อยู่ดีครับ เพราะปกติเราก็ส่งออกให้เพื่อนบ้านอยู่แล้ว ในหลายประเทศ 


ฝั่ง logistic ไปไฟฟ้าเยอะแล้วนะครับโดยเฉพาะ บ. หรือ องค์กรใหญ่ อย่างไปรณีย์ไทยก็มีรถขนส่งเป็น EV เยอะขึ้นมาก DHL ก็มี IKEA Decathlon ก็ใช้รถไฟฟ้าหมดแล้ว
และถ้าต้นทุนไฟฟ้า มันดีกว่าน้ำมันไปเรื่อยๆ มันก็ไปตามธรรมชาติเองละครับ ยิ่งสายสร้างตัวชอบทำตัวเองแบบนี้(ล่าสุดจะประท้วงหยุดวิ่ง) ขนส่งที่เป็นองค์กรแล้วใช้ EV ยิ่งได้เปรียบ
อนาคตระบบรางสมบูรณ์ การขนส่งจะไม่ได้ลากยาวเหมือนเมื่อก่อน แค่ไปรับส่งของตามสถานีกระจายสินค้า ซึ่ง EV ก็ได้เปรียบอีก...ถ้าขนส่งสร้างตัวยังทำตัวแบบนี้ต่อไปก็ตายเองละครับ
ส่วนเรื่องน้ำมัน B10 E85 20 ...ปัญหาคือ ถ้าหมดวิกฤตแล้ว จะยังสนับสนุนกันต่อรึเปล่า หรือจะทิ้งไปเหมือนเมื่อก่อน
เพราะตอนน้ำมันมันถูก น้ำมันมันถูกกว่า Bio เอทานอล นะ พอเอาพวกนี้มาผสมมากๆ แล้วน้ำมันแพง คนใช้น้ำมันก็ด่ากันอีก
จะให้คนทำ เอทานอล เขาทำๆ หยุดๆ เขาก็ตายพอดีครับ น้ำมันถูกเลิกทำ น้ำมันแพงให้ทำเยอะๆ ไม่มีใครเขาอยากลงทุนหรอกครับ
ผมว่าก็ปล่อยไปแบบนี้ละ น้ำมันขาดก็ประหยัดกันหน่อย นี่ยังเห็นจอดรถไม่ดับเครื่องกันหน้า 7-11แถวบ้านอยู่เลย...แก้ที่นิสัยคนใช้รถ ง่ายกว่านโยบายนะ

การสื่อสารดูจะเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันนะครับ  ถ้า รัฐบาลส่งสารได้ดีพอ พร้อมจะเดินไปทิศเดียวกัน ลดการนำเข้ากับซื้อของในประเทศที่แพงกว่า(นิดหน่อย) มันมีความคุ้มค่าในเชิงตัวเลขที่ไม่เหมือนกันอยู่ครับ
ส่วนภาพการบอกให้ประหยัด   ในยุคที่เน้นความสะดวกสบายกันขนาดนี้  ผมเห็นทิศทางแล้วยากครับ

โดนไป 2 รอบ ตอนบอกให้มาเติม NGV เราก็ไปซื้อรถ NGV ตอนนี้หาปั้มเติมไม่ได้แล้ว หลายปั้มใกล้บ้านปิดหมด
อีกรอบ บอกให้มาเติม E85 ก็เอารถไปจูน E85 ตอนนี้บอกยกเลิก หาปั้มไม่ได้อีก ต้องเอารถไปจูนกลับ 95 เหมือนเดิม  >:(
   

เจ็บปวด รถผมจูน E20 ตั้งแต่ E85 ยังหาเติมง่ายกว่า(ตอนนี้)   ตอนนั้นใจก็ไป E85 เห็นม้าต่างกันเครื่อง  1.8ลิตร N/A สิบกว่าม้า 
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: GOBBS ที่ มีนาคม 20, 2026, 10:27:11
ฝั่ง logistic ไปไฟฟ้าเยอะแล้วนะครับโดยเฉพาะ บ. หรือ องค์กรใหญ่ อย่างไปรณีย์ไทยก็มีรถขนส่งเป็น EV เยอะขึ้นมาก DHL ก็มี IKEA Decathlon ก็ใช้รถไฟฟ้าหมดแล้ว
และถ้าต้นทุนไฟฟ้า มันดีกว่าน้ำมันไปเรื่อยๆ มันก็ไปตามธรรมชาติเองละครับ ยิ่งสายสร้างตัวชอบทำตัวเองแบบนี้(ล่าสุดจะประท้วงหยุดวิ่ง) ขนส่งที่เป็นองค์กรแล้วใช้ EV ยิ่งได้เปรียบ
อนาคตระบบรางสมบูรณ์ การขนส่งจะไม่ได้ลากยาวเหมือนเมื่อก่อน แค่ไปรับส่งของตามสถานีกระจายสินค้า ซึ่ง EV ก็ได้เปรียบอีก...ถ้าขนส่งสร้างตัวยังทำตัวแบบนี้ต่อไปก็ตายเองละครับ
ส่วนเรื่องน้ำมัน B10 E85 20 ...ปัญหาคือ ถ้าหมดวิกฤตแล้ว จะยังสนับสนุนกันต่อรึเปล่า หรือจะทิ้งไปเหมือนเมื่อก่อน
เพราะตอนน้ำมันมันถูก น้ำมันมันถูกกว่า Bio เอทานอล นะ พอเอาพวกนี้มาผสมมากๆ แล้วน้ำมันแพง คนใช้น้ำมันก็ด่ากันอีก
จะให้คนทำ เอทานอล เขาทำๆ หยุดๆ เขาก็ตายพอดีครับ น้ำมันถูกเลิกทำ น้ำมันแพงให้ทำเยอะๆ ไม่มีใครเขาอยากลงทุนหรอกครับ
ผมว่าก็ปล่อยไปแบบนี้ละ น้ำมันขาดก็ประหยัดกันหน่อย นี่ยังเห็นจอดรถไม่ดับเครื่องกันหน้า 7-11แถวบ้านอยู่เลย...แก้ที่นิสัยคนใช้รถ ง่ายกว่านโยบายนะ
การสื่อสารดูจะเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันนะครับ  ถ้า รัฐบาลส่งสารได้ดีพอ พร้อมจะเดินไปทิศเดียวกัน ลดการนำเข้ากับซื้อของในประเทศที่แพงกว่า(นิดหน่อย) มันมีความคุ้มค่าในเชิงตัวเลขที่ไม่เหมือนกันอยู่ครับ
ส่วนภาพการบอกให้ประหยัด   ในยุคที่เน้นความสะดวกสบายกันขนาดนี้  ผมเห็นทิศทางแล้วยากครับ
........
ไม่อยู่ที่การสื่อสารครับ คนเข้าใจหมด...แต่ไม่อยากเข้าใจ ถ้าคนเน้นสะดวกสบาย เอาแต่ได้ส่วนตัว เขาไม่เอาของแพงกว่าหรอกครับ จำได้ในบอร์ดนี้เนี่ยละ ช่วงนั้นยังด่าอยู่เลยว่าเอาเอทานอลมาผสมทำไม เอื้อนายทุนเอทานอลหรือสวนปาล์มรึเปล่า...ลองไปขุดโพสเก่าๆดูก็ได้ครับ
และช่วงน้ำมันถูก กับปาล์มแพงนี่ส่วนต่างสูงมากครับ ดูน้ำมันปาล์มก็ได้ว่าช่วงพีคราคาเท่าไหร่ ขนาดตอนนี้ราคาไม่ต่างกันมาก ยังไม่เริ่มเอาสูตร B10 กลับมาทำเลยครับ ยังยืน B5-7 กันอยู่เลย ถ้าจะแก้จริงๆคือ รัฐยอมโดนด่า แล้วครั้งหน้าไม่มีใครเลือกเข้ามา ถามว่าระบบประชาธิปไตยจะมีนักการเมืองคนไหนกล้าทำไหมครับ(และสุดท้ายก็โดนรัฐบาลใหม่ที่เน้นประชานิยมแก้นโยบายอยู่ดี)
ผมถึงบอกว่า เป็นไปตามธรรมชาติหนะดีแล้ว ใครไม่ปรับตัว ไม่ลดการใช้ก็ให้มันตายไป คนที่เขามองไปข้างหน้าปรับตัวได้ก็รอด ก็เท่านั้น คนใช้น้ำมันถ้าอยากรอดก็ต้องปรับตัว ฝั่งเบนซินเขาเติม E20/E85 ได้ถ้าน้ำมันมันขาดจริงๆ ตอนนี้ปั้มแถวบ้าน บางบ่อ ดีเซลขาด(เพราะสายสร้างตัวแถวนี้เยอะ) เบนซินเหลือปั้มโล่ง ซึ่งมันก็ดีนะ อนาคตค่ายรถน่าจะกล้าๆทำกระบะไฟฟ้าขายได้เยอะขึ้น ผมยังอยากได้ Hilux Champ ไฟฟ้ามาขนของเลย(ถ้ามันต่ำกว่าล้านนะ)
...อีกอย่างคือ ถ้าเทียบจริงราคาดีเซลตอนนี้ยัง 30ต้นๆ สมัยโหดๆนี่ 35 แต่ที่ขาดน่าจะเพราะแห่ตุนกัน(โดยเฉพาะปั้มบัตรแดง ดีเซลขาดเกือบหมด) ถ้าเลิก panicกัน ใช้แต่พอดี ดูทิศทางสงครามมันจบเร็วกว่าสมัยสงครามอ่าวเสียอีกครับ(ไม่รู้ว่าคนที่panicสมัยนี้ทันกันรึเปล่านะ) มันก็พอไปได้ครับ แย่ตรงที่ว่าสมัยนี้การใช้น้ำมันเยอะมากและสื่อโซเชียลมันปล่อยข่าวให้คนตื่นเต้นกันง่ายขึ้นก็เท่านั้นเองละ
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Devil13 ที่ มีนาคม 20, 2026, 10:54:24
โดนไป 2 รอบ ตอนบอกให้มาเติม NGV เราก็ไปซื้อรถ NGV ตอนนี้หาปั้มเติมไม่ได้แล้ว หลายปั้มใกล้บ้านปิดหมด
อีกรอบ บอกให้มาเติม E85 ก็เอารถไปจูน E85 ตอนนี้บอกยกเลิก หาปั้มไม่ได้อีก ต้องเอารถไปจูนกลับ 95 เหมือนเดิม  >:(

เรื่อง NGV เป็นเรื่องตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว
ตอนนั้นผมถามรุ่นพี่ ที่ใช้รถ เค้าบอกว่า LPG ดีกว่า เพราะอนาคต NGV รัฐอาจไม่อุ้มต่อ

ส่วน E85 มันไม่คุ้มที่จะเอาไปจูนอยู่แล้วครับ
E20 ก็ประหยัดเหลือแล้ว มันบิดเบี้ยวเพราะโครงสร้างภาษีน้ำมันล้วนๆ

ผมว่าถ้าคุณใช้รถเยอะจริงๆ ไป LPG ดีกว่าครับ
หัวข้อ: Re: แนวทางการ ลดการนำเข้าพลังงาน
เริ่มหัวข้อโดย: albacore ที่ มีนาคม 20, 2026, 12:20:34
  Ngv เหมือนตอนนั้นจำเป็นต้องนำเข้าจากแหล่งเจาะร่วมกับฝั่งพม่าตามสัญญา
 ตอนแรกจะเอามาใช้กับโรงไฟฟ้า แต่ค่าความร้อนหรืออะไรซักอย่างไม่เหมาะกับเครื่องผลิตไฟฟ้า เลยต้องเอามาให้รถยนต์ใช้
  แต่ด้วยประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าและความยุ่งยากมากกว่าlpg คนเลยไม่ค่อยใช้
รัฐบาลจึงออกกฎหมายบังคับให้taxiต้องใช้ngvแทน เพราะภาคประชาชนบังคับไม่ได้
  ตอนหลังไม่รู้ยังไงหรืว่าหาที่ใช้ได้แล้วก็ทิ้งngvภาคขนส่งไปเลย