Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: nobody123 ที่ เมษายน 21, 2026, 10:12:49
-
วมเคสไฟไหม้รถในไทย (ไม่เอาเคสมีผู้เสียชีวิตนะครับ) ไล่ ICE → HEV → PHEV → BEV
ช่วงนี้เห็นข่าวรถไฟไหม้ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ถูกแชร์กันเป็นระยะ
เลยลองรวบรวม เคสรถยนต์นั่งไฟไหม้ในไทยย้อนหลัง 10 ปี
แยกตามประเภท
ICE (รถน้ำมัน)
HEV (Hybrid)
PHEV (Plug-in Hybrid)
BEV (รถไฟฟ้า)
จุดประสงค์ของกระทู้นี้ ไม่ใช่เพื่อโจมตีรถประเภทใด
แต่เพื่อให้เห็นว่า
รถทุกประเภทมีโอกาสเกิดไฟไหม้ได้
และช่วยให้ผู้ใช้รถตระหนักเรื่อง
การดูแลรถ
การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน
การชาร์จอย่างถูกต้อง
การตรวจเช็กสภาพรถสม่ำเสมอ
ถ้ามีเคสตกหล่น เชิญช่วยเติมได้ครับ
จะได้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ใช้ในไทย
🔥 กลุ่มที่ 1 ICE (รถน้ำมัน)
ลักษณะเหตุที่พบในไทย เช่น
ไฟไหม้ห้องเครื่องขณะขับ
จอดแล้วเกิดไฟลุก
สายไฟลัดวงจร
น้ำมันรั่วหรือความร้อนสะสม
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
รถอายุมาก
การดัดแปลงระบบไฟ
การบำรุงรักษาไม่สม่ำเสมอ
การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเสริม
(จะทยอยใส่เคสจริงพร้อมลิงก์ด้านล่าง)
⚡ กลุ่มที่ 2 HEV (Hybrid)
ลักษณะเหตุที่พบ เช่น
ระบบไฟฟ้าเกิดปัญหา
ห้องเครื่องเกิดความร้อนสะสม
หรือเกิดหลังอุบัติเหตุ
ในหลายกรณี จุดเริ่มต้นมักเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า 12V หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น
🔌 กลุ่มที่ 3 PHEV (Plug-in Hybrid)
ลักษณะเหตุที่พบ เช่น
เกิดระหว่างจอด
เกิดระหว่างชาร์จ
หรือเกิดจากระบบไฟฟ้า
PHEV มีทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่
จึงมีแหล่งพลังงานหลายระบบ
🔋 กลุ่มที่ 4 BEV (รถไฟฟ้า)
ลักษณะเหตุที่พบ เช่น
เกิดระหว่างชาร์จ
เกิดขณะจอด
หรือเกิดจากอุบัติเหตุ
แม้จำนวนเหตุการณ์ยังไม่มากเท่ารถน้ำมัน
แต่เมื่อเกิดเหตุ มักได้รับความสนใจสูง
🔥 เคสที่น่าสนใจ ไฟไหม้โกดังรถหรูหลายสิบคัน
กรณีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจ
เพราะมีรถเสียหายจำนวนมากในครั้งเดียว
รายละเอียดโดยสรุป
เกิดไฟไหม้โกดังเก็บรถ
รถเสียหายประมาณ 4050 คัน
มีทั้งรถหรูและรถไฟฟ้า
ไฟลุกลามรวดเร็วในอาคาร
ลิงก์ข่าว
https://www.dailynews.co.th/news/5347732/
เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า
ความเสี่ยงไฟไหม้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะรถประเภทใดประเภทหนึ่ง
📌 สรุปท้ายกระทู้
จากที่ลองรวบรวมข้อมูล จะเห็นว่า
รถทุกประเภทมีโอกาสเกิดไฟไหม้ได้
ไม่ว่าจะเป็น
รถน้ำมัน
รถ Hybrid
รถ Plug-in Hybrid
หรือรถไฟฟ้า
สิ่งที่สำคัญที่สุด น่าจะเป็น
การดูแลรักษารถ
การใช้อุปกรณ์มาตรฐาน
และการใช้งานอย่างระมัดระวัง
หากท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติม
เชิญช่วยเติมได้ครับ
จะได้เป็นข้อมูลให้ผู้ใช้รถในไทยตระหนักเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น
-
🔥 ICE Case 1 รถเก๋งไฟไหม้ห้องเครื่อง ขณะจอดในห้าง
ปี: 2024
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกจากห้องเครื่องขณะจอด
สาเหตุเบื้องต้น: คาดว่าไฟฟ้าลัดวงจร
ความเสียหาย: รถเสียหายทั้งคัน ไม่มีผู้เสียชีวิต
🔥 ICE Case 2 รถเก๋งไฟไหม้ขณะขับบนถนน
ปี: 2023
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกจากฝากระโปรงหน้า ขณะขับ
สาเหตุเบื้องต้น: ความร้อนสะสมในห้องเครื่อง
ความเสียหาย: รถเสียหายหนัก ไม่มีผู้เสียชีวิต
🔥 ICE Case 3 รถจอดหน้าบ้านแล้วเกิดไฟไหม้
ปี: 2022
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกจากตัวรถขณะจอด
สาเหตุเบื้องต้น: ระบบไฟฟ้าภายใน
ความเสียหาย: รถเสียหายทั้งคัน ไม่มีผู้เสียชีวิต
🔥 ICE Case 4 รถเก๋งไฟไหม้ในลานจอด
ปี: 2021
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกระหว่างจอด
สาเหตุเบื้องต้น: ระบบไฟฟ้า
ความเสียหาย: รถเสียหาย ไม่มีผู้เสียชีวิต
🔥 ICE Case 5 รถเก๋งไฟไหม้หลังติดตั้งอุปกรณ์เสริม
ปี: 2020
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกหลังติดตั้งระบบไฟเสริม
สาเหตุเบื้องต้น: การดัดแปลงระบบไฟ
ความเสียหาย: รถเสียหาย ไม่มีผู้เสียชีวิต
🔥 ICE Case 6 รถเก๋งไฟไหม้กลางถนน
ปี: 2019
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกจากห้องเครื่อง
สาเหตุเบื้องต้น: น้ำมันรั่ว
ความเสียหาย: รถเสียหายทั้งคัน ไม่มีผู้เสียชีวิต
จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า
รถน้ำมัน (ICE) ก็มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นเป็นระยะ
โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น
ระบบไฟฟ้า
ความร้อนสะสม
การดัดแปลงอุปกรณ์
อายุการใช้งานของรถ
-
⚡ HEV Case 1 รถ Hybrid ไฟไหม้ขณะจอดในบ้าน
ปี: 2022
ลักษณะเหตุ: รถจอดอยู่ในบ้านแล้วเกิดไฟลุกจากตัวรถ
สาเหตุเบื้องต้น: คาดว่าเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า
ความเสียหาย: รถเสียหายทั้งคัน ไม่มีผู้เสียชีวิต
⚡ HEV Case 2 รถ Hybrid ไฟไหม้ระหว่างใช้งาน
ปี: 2021
ลักษณะเหตุ: ไฟลุกจากห้องเครื่องระหว่างขับ
สาเหตุเบื้องต้น: ความร้อนสะสมในระบบเครื่องยนต์
ความเสียหาย: รถเสียหาย ไม่มีผู้เสียชีวิต
⚡ HEV Case 3 รถ Hybrid เกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้า
ปี: 2019
ลักษณะเหตุ: รถเกิดไฟลุกขณะจอด
สาเหตุเบื้องต้น: ระบบไฟฟ้าภายใน
ความเสียหาย: รถเสียหาย ไม่มีผู้เสียชีวิต
จากตัวอย่างกลุ่ม Hybrid จะเห็นว่า
สาเหตุส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า หรือความร้อนในห้องเครื่อง
ลักษณะเหตุที่พบโดยรวม เช่น
เกิดขณะจอด
เกิดระหว่างใช้งาน
ระบบไฟฟ้าเป็นจุดเริ่มต้น
-
ต่อด้วยกลุ่ม PHEV (Plug-in Hybrid)
ซึ่งมีทั้งเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าแรงดันสูง รวมถึงระบบชาร์จไฟ
จำนวนข่าวในไทยยังไม่มาก
แต่ก็มีเคสให้เห็นเป็นระยะ
🔌 PHEV Case 3.1 รถ PHEV จอดเฉย ๆ แล้วเกิดไฟไหม้ (ไม่ได้ชาร์จ)
ปี: 2568
ลักษณะเหตุ:
รถจอดอยู่หน้าบ้าน
ไม่ได้เสียบชาร์จ
เกิดเสียงปะทุ แล้วไฟลุกไหม้ทั้งคัน
ไม่มีผู้เสียชีวิต
ข้อสังเกต:
เคสนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก เพราะรถไม่ได้ชาร์จในตอนเกิดเหตุ
ข่าวระบุว่า รถ PHEV คันดังกล่าว จอดนิ่งหน้าบ้านกลางดึก ก่อนเกิดไฟลุกอย่างรวดเร็ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุในเวลานั้น
🔌 PHEV Case 3.2 เคสไม่ใกล้เคียงกัน เพราะอันนี้จอดชาร์จในโรงรถเก่า
ปี: 2568
ลักษณะเหตุ:
เป็นเคสจอดชาร์จ
มีการวิเคราะห์จุดเสี่ยงที่อาจเป็นต้นเหตุ
ข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ:
จุดที่อาจเป็นต้นเหตุในรถ PHEV มีได้ เช่น
แบตเตอรี่ 12V
แบตเตอรี่แรงดันสูง
ระบบไฟฟ้าใต้ท้องรถ
ข่าวระบุว่า ยังไม่สามารถสรุปจุดเริ่มต้นของไฟได้แน่ชัด และต้องตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนยืนยันสาเหตุ
จากตัวอย่างในกลุ่ม PHEV จะเห็นว่า
จำนวนเคสในไทยยังไม่มาก
แต่มีเกิดขึ้นจริง
และหลายกรณี ต้องรอการตรวจสอบสาเหตุอย่างเป็นทางการ
ลักษณะเหตุที่พบ เช่น
เกิดขณะจอด
เกิดโดยไม่ได้ชาร์จ
เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าหลายจุด
-
🔋 BEV Case 4.1 รถไฟฟ้าเกิดควัน/ไฟขณะชาร์จ
ปี: 2566
ลักษณะเหตุ:
รถเกิดควันระหว่างชาร์จ
เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์
ไม่มีผู้เสียชีวิต
ผลตรวจเบื้องต้น:
พบว่า สายไฟช็อตและน้ำยาแอร์รั่ว เป็นสาเหตุหลัก ไม่ใช่เซลล์แบตโดยตรง
🔋 BEV Case 4.2 รถไฟฟ้าไฟไหม้ระหว่างชาร์จ
ปี: 2566
ลักษณะเหตุ:
เกิดไฟไหม้ระหว่างชาร์จ
บริษัทส่งวิศวกรเข้าตรวจสอบ
ไม่มีผู้เสียชีวิต
ข้อสังเกต:
เป็นหนึ่งในเคสแรก ๆ ของ EV ที่ถูกพูดถึงในไทยอย่างกว้างขวาง
🔋 BEV Case 4.3 เคสที่มีภาพเหตุการณ์จริง (โกดัง/พื้นที่จอด) ไฟวาบจากรถคันนึง
ปี: 2568
ลักษณะเหตุ:
กล้องวงจรปิดจับภาพไฟวาบจากรถ
ลุกลามไปยังรถคันอื่น
ไม่มีผู้เสียชีวิต
ข้อสังเกต:
บทสรุปโกดังวอด 4050 คัน
ลิงก์ข่าว
https://www.dailynews.co.th/news/5347732/
(เคสนี้สำคัญมาก เพราะเป็น เหตุลุกลามหลายคัน)
จากตัวอย่างในกลุ่ม BEV จะเห็นว่า
มีทั้งกรณีเกิดจาก
ระบบไฟฟ้า
การชาร์จ
หรืออุปกรณ์เสริม
และบางกรณี ไม่ใช่แบตแรงดันสูงโดยตรง
ซึ่งคล้ายกับรถประเภทอื่นที่ใช้ระบบไฟฟ้า
-
ใครไหม้เยอะกว่ากันอันนี้ ก็คงไม่น่าใช่จุดพิจารณาสำหรับผมเท่าไรนะ
แต่จุดที่ควรพิจารณากันหนักๆเลยคือ ถ้าไหม้ขึ้นมา เราหนีทันไหม ...
รถน้ำมัน ไม่ว่าจะไหม้กี่คัน มันเริ่มที่ห้องเครื่องครับ คนขับเห็นควัน รถจะค่อยๆไหม้ช้าๆลามไปเรื่อยๆ แบบไฟไหม้วัสดุทั่วไป
แล้วรถ EV ล่ะ ถ้ามันไหม้ มันเริ่มไหม้ตรงไหน เรามองเห็นก่อนไหม และหนีทันหรือเปล่า .. ซึ่งตรงนี้เชื่อว่าหลายท่านก็เห็นหลายๆเคสแล้วว่า มันไหม้จากใต้ท้องรถและเปลวไฟพุ่งแรงมาก ไม่ใช่ค่อยๆลามแบบการไหม้ไฟทั่วไป
รถทุกคันมีโอกาสไฟไหม้ได้หมด ไม่ว่าจะไหม้ตอนเกิดอุบัติเหตุ หรือ อยู่ๆก็ไหม้ แต่ ไหม้แบบไหนเราเตรียมตัวได้ ดับได้ และไหม้แบบไหนที่ทำได้แค่ยื่นมอง ฉีดรถน้ำหมดเป็นคันไฟยังไม่ดับเลย
แบบเคสรถที่ไหม้ในบ้านล่าสุดคลิปนี้ สักเกตุว่าฉีดน้ำยังไงก็ไม่ดับ และไฟเริ่มไหม้ที่ตัวถังด้านล่าง ไม่ใช่ฝากระโปรงหน้า ประเด็นคือ ถ้าเกิดเหตุขณะใช้งานหรือวิ่งอยู่ เราหนีทันไหม
https://www.youtube.com/shorts/AQafA9jvVcM
-
รถ EV ทุกค่ายมีระบบปลดล็อกประตูแบบ mechanical redundancy เมื่อไฟฟ้าขัดข้องอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างหลักจะอยู่ที่การออกแบบ UX ว่าผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายเพียงใดในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นจุดที่แต่ละค่ายมี design philosophy ต่างกันพอสมควร
โดยภาพรวม ผู้ผลิตจากยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีหลายรุ่นมักให้ความสำคัญกับความชัดเจนของกลไกสำรองและการออกแบบที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วรายละเอียดจริงจะขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นมากกว่าภูมิภาคครับ
-
เพิ่งดูคลิปที่รถเกิดอุบัติเหตุ และ เปิดประตูไม่ออกและรถไฟไหม้
ดีที่ทุบกระจกทัน คนที่อยู่ในรถเลยรอดหวุดหวิด
ผมว่าเรื่อง Safety ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดมากกว่าเรื่องไหนทั้งหมด รถไฟฟ้าโดยธรรมชาติมัน น่ากลัวมากเวลาไฟไหม้ เพราะเร็วและดับยากมาก ฉะนั้นกลไกประตูนี่ผมมองเป็นอันดับต้นๆเลย
ถ้าสังเกตุ รถฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี ค่อนข้างใส่ใจในความชัดเจนของกลไก ให้ใช้ง่ายและเห็นได้ชัด ถึงแม้ทางจีนจะมีระบบแบบแมนนวล แต่ความชัดเจนในการใช้ยังดูยากกว่า ยิ่งสำหรับผู้โดยสารบางคนที่ไม่ได้รู้กลไกมาก่อนจะค่อนข้างยาก
เรียกได้ว่าเป็นความใส่ใจของแต่ละเจ้าเลยจริงๆ ผมเชื่อว่าในอนาคต จีน จะเรียนรู้ความใส่ใจตรงนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
-
ผมเห็นด้วยครับว่าเรื่องไฟไหม้ในรถไฟฟ้าเป็นประเด็นที่คนกังวลกันเยอะ เพราะลักษณะของแบตเตอรี่แบบลิเธียมมันมีความรุนแรงเฉพาะตัว เวลามีปัญหาจะลุกลามเร็วและจัดการยากกว่ารถน้ำมันจริงๆ
แต่ถ้ามองในภาพรวม อุบัติเหตุ + หนีออกจากรถให้ได้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทพลังงานอย่างเดียวครับ สิ่งที่สำคัญมากคือ
* การออกแบบกลไกประตูในกรณีไฟฟ้าดับ
* ความชัดเจนของ manual override
* และที่สำคัญคือ ผู้โดยสารรู้วิธีใช้หรือเปล่า
ตรงนี้ผมเห็นคล้ายกันว่า รถบางแบรนด์ โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี จะออกแบบให้เข้าใจง่ายและสื่อสารชัดกว่า ซึ่งช่วยได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉินที่คนไม่มีเวลาคิด
ส่วนรถโซนอื่น บางรุ่น ว่าไม่ได้ว่า ไม่มี แต่บางรุ่นอาจยังสื่อสารไม่ดีพอ หรือคนทั่วไปไม่เคยถูกทำให้รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ต้องทำยังไง ซึ่งจุดนี้สำคัญมาก เพราะต่อให้มีระบบ แต่ใช้ไม่เป็นก็แทบไม่มีความหมาย
สุดท้ายผมมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ค่ายรถอย่างเดียวครับ
ผู้ใช้เองก็ควรรู้ basic safety ของรถตัวเองด้วย เช่น
* เปิดประตู manual ยังไง
* มีจุดทุบกระจกตรงไหน
เพราะเวลาเกิดเหตุ มันไม่มีเวลามานั่งหาคู่มือจริงๆ
ผมว่าถ้าอุตสาหกรรมไปในทิศทางที่ ทำให้ใช้ง่าย + สื่อสารชัด + educate ผู้ใช้ มากขึ้น ไม่ว่าจะค่ายไหนก็ปลอดภัยขึ้นหมดครับ
-
อีกอย่างหนึ่งที่อยากแนะนำ คือควรมี ค้อนทุบกระจกขนาดเล็ก (เฉพาะทาง) ติดไว้ในรถ ในตำแหน่งที่เอื้อมถึง และไม่กลิ้งไปมา
เวลาจำเป็นให้ทุบที่ มุมหรือขอบกระจกข้าง ใช้แรงสะบัดข้อมือให้ปลายค้อนกระแทก ไม่จำเป็นต้องง้างแขนแรง เพราะหัวค้อนถูกออกแบบให้รวมแรงไว้ที่ปลายครับ
อุปกรณ์แบบนี้มีขายทั่วไปตามร้านอุปกรณ์รถยนต์หรือห้างโฮมอิมพรูฟเมนต์ครับ เช่น โฮมโปร
(https://img2.pic.in.th/10072021_1150555Imagec6.jpg)
-
อ้อ ควรเลือกแบบที่มี มีดตัดเข็มขัดนิรภัย ในตัว จะช่วยได้มากในกรณีเข็มขัดติดหลังอุบัติเหตุ
-
นอกจากนี้ เคยมีคำแนะนำจากกู้ภัยบางรายการว่า ในกรณีฉุกเฉินและไม่มีค้อนทุบกระจก อาจใช้ ขาหัวหมอนเบาะ ถอดออก แล้วสอดเข้าไปบริเวณระหว่างกระจกกับขอบประตู เพื่อใช้แรงงัดที่ขอบกระจก ซึ่งในบางรุ่นสามารถทำให้กระจกแตกได้
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ขึ้นกับการออกแบบรถแต่ละรุ่น หากกระจกอยู่ลึกและมีช่องให้สอดได้พอ วิธีนี้มักได้ผลดี แต่ถ้าขอบแน่นหรือช่องแคบ อาจทำได้ยาก ดังนั้นการมี ค้อนทุบกระจกเฉพาะทาง ติดรถไว้ ยังเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือกว่าครับ
-
ศูนย์พี่โตก็มีขายครับ แบบสไลด์ออกมา จิ้มและตัด ในตัว 950 บาท
(https://img2.pic.in.th/IMG_029890ae129b7bb30457.jpeg)
-
ค้อน กับ ตัดเข็มขัด น่าสนใจ