Headlight Magazine : community

General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: nobody123 ที่ เมษายน 22, 2026, 23:20:12

หัวข้อ: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: nobody123 ที่ เมษายน 22, 2026, 23:20:12
ก่อนอื่นเลย ผมมี EV ใช้อยู่จริงนะครับ เป็นแบบแบตประมาณ 11.6 kWh
ตั้งใจเลือกแบตไม่ใหญ่ เพราะมองว่าเทคโนโลยีแบตยังพัฒนาเร็ว
ส่วนตัวอยากรอเทคโนโลยีอย่าง solid-state battery ในอนาคต ที่น่าจะถูกลง และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลง
ระหว่างนี้ เวลาขับในเมือง ผมใช้ EV เป็นหลัก
ถ้าต้องขับข้ามจังหวัด ผมเลือกคันที่มีระบบช่วยขับ (กึ่งอัตโนมัติ) เพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้าในการเดินทาง
แต่เวลาขับชานเมือง หรือวิ่งต่างจังหวัดล้วน
ผมก็ยังใช้รถอีกสองรูปแบบตามความเหมาะสม
หนึ่งในนั้น คือ รถ ICE มือสอง มาตรฐาน Euro 4
ซึ่งก็ยอมรับว่าไม่ได้สะอาดมาก
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเลือกใช้รถมือสอง
ไม่ได้ทำให้เกิดการผลิตรถใหม่เพิ่มขึ้น
ซึ่งในเชิงวงจรชีวิต (life cycle) การผลิตรถใหม่หนึ่งคัน
เป็นช่วงที่มีการปล่อย CO₂e จำนวนมาก
และด้วยลักษณะการใช้งานที่ใช้เป็นครั้งคราว
เช่น ช่วงเสาร์–อาทิตย์ที่การจราจรไม่หนาแน่น
ภาระต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้งานจริง
อาจไม่ได้สูงเท่าการใช้งานหนักทุกวัน
แล้วอะไรคือสิ่งที่สร้างภาระต่อโลก — หรือกับประเทศไทย — มากกว่าที่หลายคนคิด?
คำตอบส่วนหนึ่ง อาจไม่ได้อยู่ที่ “ตอนที่รถกำลังวิ่ง”
แต่อยู่ที่ ช่วงก่อนรถจะออกมาวิ่งเสียอีก
ถ้าท่านสนใจ ผมขอชวนอ่านต่อครับ
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: nobody123 ที่ เมษายน 22, 2026, 23:21:40
เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ ผมขอสรุปแนวคิดหลักที่อยากชวนคิดไว้สั้น ๆ ก่อนนะครับ
ประเทศไทยมีแผนส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์
โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตรวมประมาณ 40 GWh ภายในปี 2573
ในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่
จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลายชนิด ซึ่งรวมเรียกว่า CO₂e (Carbon dioxide equivalent)
เช่น
CO₂, CH₄, N₂O
รวมถึงก๊าซอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น
PFCs และ SF₆
ซึ่งบางชนิดมีศักยภาพกักเก็บความร้อนสูงกว่า CO₂ หลายพันเท่า
หากใช้ค่ากลางของอุตสาหกรรมโลก
การผลิตแบตเตอรี่จะปล่อยประมาณ
70–90 kg CO₂e ต่อ 1 kWh ของแบตเตอรี่
เมื่อเทียบกับแผนกำลังการผลิตของไทย
ตัวเลข CO₂e รวมจะอยู่ในระดับ
ประมาณ 10–11 ล้านตัน CO₂e (โดยประมาณ)
เพื่อให้เห็นภาพ
ต้นไม้ขนาดโตเต็มที่ 1 ต้น
ดูดซับ CO₂ ได้ประมาณ 20–25 kg ต่อปี
ดังนั้น CO₂e ในระดับนี้
จะเทียบได้กับ
ต้นไม้ระดับหลายร้อยล้านต้นที่ต้องเติบโตอยู่พร้อมกัน
เพื่อช่วยดูดซับ CO₂ ในระดับใกล้เคียงกัน
แม้ในอนาคต ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยจะค่อย ๆ สะอาดขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การลดการปล่อยมลพิษจากโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Mix) ของไทยทำได้ช้ามาก หากเราลดได้เพียงปีละไม่ถึง 1% หรือแทบไม่ขยับเลยในทศวรรษหน้า ตัวเลขภาระมลพิษสะสมก็ยังคงอยู่ในระดับที่ "ต้นไม้หลายร้อยล้านต้น" ก็ยังเอาไม่อยู่เช่นเดิม
สิ่งที่ผมอยากชวนคิด ไม่ใช่การบอกว่า
EV ดี หรือ ICE ดีกว่า
แต่คือ
การประเมินว่าอะไร “สะอาดกว่า” ควรมองทั้งวงจรชีวิต (Life Cycle)
ตั้งแต่
การผลิตวัตถุดิบ → การผลิตแบตเตอรี่ → การใช้งาน → การรีไซเคิล
ไม่ใช่มองเฉพาะช่วงที่รถกำลังวิ่งเท่านั้น
และในบริบทของประเทศไทย
ซึ่งระบบไฟฟ้ายังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่พอสมควร
เทคโนโลยีอย่าง
HEV หรือ PHEV
อาจมีบทบาทเป็น “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ได้ในบางลักษณะการใช้งาน
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการชวนคิดในเชิงระบบ
ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคนครับ
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: PaPaMan ที่ เมษายน 23, 2026, 09:34:19
แหม... พักนี้ท่าน "ไร้ตัวตน" ชักจะโพสถี่ๆนะครับ 5555


ผมว่า "ขับน้อย + ใช้นาน" น่าจะดีที่สุดครับ
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: nobody123 ที่ เมษายน 23, 2026, 10:18:51
คุณผู้ชายคุณพ่อพูดเรื่อง “ขับน้อย ใช้นาน” ผมเห็นด้วยครับ คำนี้เป็นแก่นสำคัญเลย

เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็น ICE หรือ EV หรือแบตแบบไหน “การใช้งานจริงระยะยาว” สำคัญกว่าสเปกบนกระดาษเสมอ ทั้งในมุมต้นทุน ความคุ้มค่า และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วนตัวผมเลยพยายามมองเรื่องพวกนี้ในเชิง “ระบบ” มากกว่าตัวเลขเดี่ยว ๆ เช่น range, charging time หรือ technology spec เพราะพอออกมาใช้งานจริง ปัจจัยมันจะเยอะกว่าที่ตัวเลขสะท้อนอยู่พอสมควร

เรื่องที่มีคนถามถึงบทบาทหรือการออกสื่อ จริง ๆ ผมไม่ได้อยากโฟกัสตรงนั้นครับ แค่มองว่าแต่ละคนก็มีมุมที่ถนัดต่างกัน และใช้มันแลกเปลี่ยนกันได้ในพื้นที่สาธารณะ
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: apinui ที่ เมษายน 23, 2026, 11:13:25
ประเด็นการปล่อย Co2 เนี่ย ผมเถียงกันมา 10ปี แล้วตั้งแต่สมัยที่ดีเซล เค้าอุด EGR และคนรักโลกบอกว่า ผมไม่รักโลก เพราะปล่อย Co2 ส่วนเขม่าควันดำที่เกิดจาก EGR เค้าไม่แคร์

สิ่งที่หลายคนพูดต่อกันมาตลอดว่า ต้องปล่อย Co2 น้อยที่สุดหรือไม่ปล่อยเลยและเอาประเด็นนี้มาพูดแนวรักโลกรักธรรมชาติ รักสุขภาพกัน

รู้ไหมครับ แหล่งดูดซัพ Co2 ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ มหาสมุทร ... แม้บนเปลือกโลก จะไม่มีต้นไม้เหลืออยู่สักต้น แต่ Co2 ก็จะถูกดูดจากมหาสมุทรอยู่ดี

และรู้ไหมครับ ว่า ถ้าบนโลกนี้ไม่มี Co2 เลย พูดง่ายๆเป็น 0 ต้นไม้ทุกต้นบนโลกนี้จะตายทั้งหมดรวมถึงพืชในน้ำ แพลงตอน ฯลฯ เพราะ Co2 คืออาหารหลักของต้นไม้และพืชทุกชนิด ....

เมื่อพืชตาย แหล่งผลิตออกซิเจนอย่างต้นไม้ก็จะหมดไป สิ่งมีชีวิตบนโลกที่ใช้ออกซิเจนก็จะตาย เพราะแหละผลิตออกซิเจนตายหมดแล้ว .....



ทีนี้ตามหลักวิชาการ เค้าก็บอกว่า โลกร้อน เพราะเราปล่อย Co2 มากเกินไป ให้ไปลดการปล่อย ... แต่เรากลับไม่สนใจตัวที่กำจัด Co2 เช่นป่า ที่เป็นตัวดูดซัพ Co2 และมันเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนกว่า ....

ปลูกป่ากันครับแค่นั้น ปลูกไม่ได้ก็อนุรักษ์ไว้ แต่ตอนนี้มีใครสนใจล่ะ เผากันอย่างเดียว
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: nobody123 ที่ เมษายน 23, 2026, 11:18:35
ผมเห็นด้วยกับคุณซามูไรหลายจุดครับ โดยเฉพาะเรื่องป่าและมหาสมุทรเป็นตัวดูด CO₂ หลักของโลกตามธรรมชาติ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญมาก และส่วนตัวก็คิดว่าเรื่องการอนุรักษ์ป่าเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญจริง ๆ

สิ่งที่กังวลกันไม่ใช่ “มี CO₂” แต่เป็น “มีมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะดูดกลับได้ทัน” เพราะปัจจุบันอัตราการปล่อยสูงกว่าอัตราการดูดซับ ทำให้ CO₂ สะสมเพิ่มขึ้นในบรรยากาศทุกปี

อีกจุดหนึ่งที่ผสานแต่แยกส่วน คือ CO₂ กับเขม่าดำจากดีเซล จริง ๆ แล้วทั้งสองตัวมีผลต่างกัน — เขม่าดำกระทบสุขภาพทันที ส่วน CO₂ กระทบภูมิอากาศระยะยาว ดังนั้นในทางปฏิบัติอาจต้องจัดการทั้งสองด้านไปพร้อมกัน

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับประโยคสุดท้ายมากครับ — ถ้าปลูกป่าเพิ่มได้ หรืออย่างน้อยหยุดการเผาได้จริง น่าจะช่วยลดทั้ง PM2.5 และ CO₂ ได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายทั้งการปล่อย การดูดซับ และการใช้พลังงาน เป็นระบบเดียวกันที่ต้องเดินไปพร้อมกัน
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Weetting ที่ เมษายน 23, 2026, 11:33:20
ผมสนใจระบบ ไฮบริดของ Ertiga  หรือ Fronx  มากนะครับ

แบต 1 ลูก อินเวอร์เตอร์ก็พร้อมกับไดร์ 1   ECU1  (นำมาคุมอินเวอร์เตอร์ไดร์)   

ถ้าระบบนี้ ทำเป็น KITs ให้ไปกระกอบกับเครื่องยนต์  NA อย่าง L15   

น่าขะช่วยในเมืองได้เยอะ  ยีดอายุรถด้วย
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: nobody123 ที่ เมษายน 23, 2026, 14:08:42
ไอเดียนี้น่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะระบบแบบใน Suzuki Ertiga Hybrid หรือ Suzuki Fronx ที่ใช้แนว mild hybrid (ผมเกือบได้เบนซ์ที่มีระบบนี้ครับ ถ้าผมซื้อช้านิดเดียว) — โครงสร้างไม่ซับซ้อนเท่า full hybrid และช่วยช่วงรถติดในเมืองได้จริง

ถ้ามี kit สำหรับเครื่อง NA อย่าง L15 ได้จริง ผมก็คิดว่าน่าจะช่วยยืดอายุรถเดิมได้พอสมควร โดยเฉพาะรถที่ยังสภาพดีแต่ใช้งานในเมืองเยอะ

แต่ในทางปฏิบัติ น่าจะติดเรื่องกฎหมายกับการจูนระบบมากกว่าครับ เพราะ hybrid ไม่ได้เป็นแค่เพิ่มแบตกับมอเตอร์ แต่ต้องผสานกับ ECU และระบบเบรกด้วย อีกเรื่องที่น่าคิดคือความคุ้มค่า ถ้า kit ราคาไม่ต่ำ การทำให้ผ่านการรับรองและใช้งานได้จริงในระยะยาว น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่เหมือนกัน

ถ้าวันหนึ่งมีระบบสำเร็จรูปที่ผ่านการรับรองได้จริง ผมว่ามันน่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับรถยุคก่อน EV เลยครับ โดยเฉพาะในเมืองที่รถติดหนักแบบบ้านเรา
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: Stwois ที่ เมษายน 24, 2026, 15:10:02
เหมือนทดลองใช้บอท AI ตอบคำถามเลย ;D
หัวข้อ: Re: ความสะอาดของรถ ไม่ได้เริ่มตอนวิ่ง แต่เริ่มตั้งแต่โรงงาน
เริ่มหัวข้อโดย: nobody123 ที่ เมษายน 24, 2026, 16:26:59
ก็ใช่ส่วนนึงครับ ใช้ AI ช่วยจัดรูปประโยคให้กระชับขึ้น แต่เนื้อหาหลักมาจากประสบการณ์งานที่ทำอยู่ครับ
ผมมีโอกาสทำงานกับโรงงานยานยนต์หลายแห่ง ทั้งติดตั้งและตรวจระบบในไลน์ รวมถึงทำงานด้านอบรมพลังงานกับการไฟฟ้า เลยต้องอ่านเอกสารเทคนิคค่อนข้างเยอะ
ส่วนตัวเลขหลายส่วนก็อ้างอิงจากแหล่งมาตรฐาน เช่นงานของ Argonne National Laboratory และแนวทางจากองค์กรญี่ปุ่นครับ