Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: solo ที่ เมษายน 25, 2026, 09:11:37
-
จาก Facebook ของคุณแบงค์ ชยานนท์
ปีที่แล้ว...
Wang Chuan-Fu CEO ของ BYD ที่ถูกขนานนามว่า "Henry Ford ของจีน" เคยน้ำตาคลอกลางงานพบปะนักลงทุน เพราะทนแรงกดดันของสงครามราคา EV ไม่ไหว
และล่าสุด ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2025 Wang เขียนประโยคที่หลายคนเอาไปตีความอย่างจริงจังว่า แกกำลังบอกอะไรเรา?
แกเขียนแปลเป็นไทยว่า "อุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังเข้าสู่ Brutal Knockout Stage แล้ว" นี่คือ ขั้นตอนที่โหดเหี้ยม เพราะผู้แพ้จะถูกคัดออก
ในจังหวะเดียวกันนั้น Motor Show 2026 ที่ไทย เพิ่งปิดฉากด้วยสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.3 แสนคัน
แน่นอนว่า ค่ายรถจีนเป็นตัวเอกของงานนะครับ
2 เหตุการณ์นี้ ดูเผินๆ เหมือนสวนทางกันนะครับ จีนขาดทุน แต่ไทยแห่ซื้อสนุกสนาน
แต่ผมลองปะติดปะต่อ แล้วเอามาเล่าให้คุณจะเห็นภาพอีกมุมมองหนึ่ง
และนี่คือเรื่องเล่าของ สงครามราคาที่แลกมาด้วยกำไรของผู้ผลิตจีน และเทขายใส่ประเทศฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เต็มๆ โดยมีไทยเป็นเป้าหลัก
รู้ไหมครับว่า ตัวเลขล่าสุดของ BYD น่ากังวลขนาดไหน?
ส่วนลดเฉลี่ยเดือนมีนาคม 2026 แตะ 10% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ยอดขายในจีนลดลงติดต่อกัน 7 เดือน
แถมกำไรปี 2025 ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดเลยทีเดียว
ที่น่าตกใจสุดคือเรื่อง Net debt ครับ จากบริษัทที่เคยมีเงินสดสุทธิ (Net Cash) มาตลอด 4 ปี ตอนนี้กลายเป็นมีหนี้สุทธิ 25% ของส่วนผู้ถือหุ้น
สาเหตุหลักคือ รัฐบาลจีนสั่งให้ BYD "จ่ายเงิน Supplier ให้เร็วขึ้น" (ไม่ใช่ติดไว้หลายเดือนแบบเดิม) ทำให้ BYD ต้องไปออกตราสารหนี้ที่มีต้นทุนเพิ่ม คือดอกเบี้ย เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน
สรุปคือ ราคาขายลด ยอดขายตก กำไรหาย แถมหนี้เพิ่มอีก 4 เด้งเลย
ที่จริง ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ BYD แต่อยู่ที่ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม EV จีนเลย ลองดูตัวเลขนี้กัน
กำลังการผลิตรถยนต์ของจีน: 55.5 ล้านคัน/ปี
ยอดขายในประเทศปี 2025: แค่ 23 ล้านคัน
Capacity Utilization = ~50% เท่านั้น!
นี่คือสภาพที่โรงงานเร่งการผลิต แต่ไม่มีใครซื้อ สถานะแบบนี้ มองจากดางอังคารก็รู้ว่า ไม่ยั่งยืนในระยะยาวแน่นอน
ปัญหาคือ ถ้าผู้ผลิตจีนยอมรับสภาพและ "ปิดโรงงาน" คนจะตกงานมหาศาล ซ้ำวิกฤตอสังฯ ที่เจอมาก่อนหน้านี้
ผลที่ตามมา รัฐบาลจีนจะเจอแรงกดดันทางการเมืองที่รับไม่ได้
พอเป็นแบบนี้ รัฐบาลเลยต้องอุ้มต่อไปด้วย Subsidies หลายชั้น ซึ่งตราบใดที่ยังอุ้ม .... เดาได้เลยว่า สงครามราคาจะยังไม่จบครับ
Yale Zhang นักวิเคราะห์ของ Automotive Foresight ให้มุมมองว่า "สงครามราคาจะยังอยู่ต่อไป ไม่หายไปในปีนี้ และไม่หายในปีหน้าด้วย"
รัฐบาลจีนเรียกประชุม CEO ค่ายรถทั้งหมด 3 ครั้งในปีนี้ (นี่เพิ่งผ่านมา 4 เดือน) เพื่อขอให้หยุดสงครามราคา
... แต่ไม่มีใครเชื่อครับ เพราะทุกรายรู้ดีว่า ถ้าหยุดลดราคา ก็จะเสีย Market Share ให้คู่แข่ง
เมื่อเดือนมีนาคม ผมไปเซี้ยงไฮ้ มีโอกาสไปดูโชว์รูมรถของ Xiaomi
บอกเลยว่า ชอบ SU7 ตัวใหม่มากๆ โคตรสวยเลย แล้วเพิ่งมาเห็นในข่าวว่า รุ่นนี้ Xiaomi ใส่ฟีเจอร์เพิ่มมูลค่าราวๆ 20,000 หยวน แต่ขึ้นราคาแค่ 4,000 หยวน!!
แปลว่า Xiaomi ยอมกินขาดทุนเพิ่ม 16,000 หยวน/คัน เพื่อเอา Market Share แทน
ผลิตล้น ทางออกคือ "เทขายออกนอกประเทศ"
นี่คือจุดที่ไทยเข้ามาในเกมครับ
การส่งออก EV จากจีนเดือนมีนาคม 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทำ New High
ไปปลายทางไหนบ้าง? บราซิล, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, แคนาดา และไทย
สหภาพยุโรปและบางประเทศในละตินอเมริกา ตอบโต้ด้วยการ ขึ้นภาษีนำเข้า เพื่อป้องกันอุตสาหกรรมในประเทศ
แต่ไทยเราเปิดประตูกว้าง เพราะอยากเป็น EV Hub ของภูมิภาค
และพอเปิดประตูปั๊บ ก็นี่ไง มาที่ Motor Show เลยทันที
Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน สูงสุดในประวัติศาสตร์
ฟังดูน่าฉลองใช่ไหมพวกเรา?
แต่ SCB EIC ชี้ให้ดู "ความจริง" อีกด้านไว้ 3 ข้อ
กับดักที่ 1: จริงๆ แล้ว จะส่งมอบจริงแค่ 70% หรือ ~91,000 คัน
ค่าเฉลี่ยของการส่งมอบจริงปี 2022-2025 เคยอยู่ที่ 75-80% ปีนี้ ลดลงมาเหลือ 70% แปลว่ามีความไม่แน่นอนมากขึ้น
สาเหตุหลักคือ สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ
โดยเฉพาะ EV ที่ต้องการเงินดาวน์สูง ผ่อนสั้น เพราะกลัวมูลค่ารถเสื่อมเร็วจากสงครามราคา
แถมฝั่งคนซื้อก็มียกเลิกการจองตามมาด้วย เพราะรถรุ่นใหม่ออกเร็วเกิ๊น ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้เห็นรุ่นที่ดีกว่าในราคาเท่ากัน แบบที่ผมไปเห็น SU7 มานั่นแหละ
มีการรวบรวมข้อมูล พบว่า อัตราส่งมอบของ EV ต่ำกว่ารถสันดาปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่ายจีนกำลังพยายามแก้ปัญหา
กับดักที่ 2: อานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยจำกัดมาก
1 ใน 3 ของยอดจองในงาน มาจาก ค่ายใหม่ที่เพิ่งเข้าไทยไม่เกิน 2 ปี (ส่วนใหญ่คือค่ายจีน)
ปี 2025 ไทยนำเข้า EV สูงถึง 60,000 คัน และผลิตในประเทศ 70,000 คัน (+800% YoY ฟังดูเยอะ) แต่เทียบกับความต้องการรวม 1.3 แสนคัน อุปทานภายในยังไม่พอ ต้องพึ่งนำเข้าเกือบครึ่ง
ที่ร้ายกว่านั้นคือ สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วน/วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ของ EV ในไทยเฉลี่ยแค่ 40% (เมื่อเทียบกับรถสันดาป/ไฮบริด ใช้สูงถึง 80%)
แปลว่าทุกคัน EV ที่ผลิตในไทย มี "คนจีน" ได้ประโยชน์ 60% (จากชิ้นส่วน แบตเตอรี่ มอเตอร์ ฯลฯ ที่นำเข้า)
นี่คือเหตุผลที่ผมกล้าพูดว่า ในระยะยาว ผลประโยชน์ของการที่ไทยเราตั้งตัวเองเป็น EV Hub จะตกกับจีนมากกว่าไทย ครับ
กับดักที่ 3: ต้นทุนแฝงของการเป็นเจ้าของ EV ในไทย
นี่คือเรื่องที่คนซื้อไม่ได้คิดกัน
อย่างแรก อะไหล่ EV นำเข้าเกือบทั้งหมด - ไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มากกว่า 4,000 ราย แต่เข้าสู่ EV Supply Chain ได้น้อย ทำให้การซ่อมรถ EV ใช้เวลานานกว่ารถสันดาป
อย่างที่สอง สถานีชาร์จแออัดกว่าที่คิดนะ บอกเลย - ไทยมี 4,600+ สถานี
เหมือนเยอะเนอะ แต่อัตราส่วนจริง มันคือ 1 สถานีชาร์จ ต่อ EV 20 คัน นะครับ!!
เทียบกับจีน สิงคโปร์ เวียดนาม ที่ 1:10-15 ยังถือว่าแน่นเกินไปเลย
ลองนึกภาพ สงกรานต์ปีหน้า ที่ EV เพิ่มเป็น 430,000 คัน แต่สถานีชาร์จขยายช้ากว่า คิวที่สถานีพักรถจะยาวแค่ไหน? ใครคิดจะซื้อ EV ต้องคิดเรื่องนี้ด้วยนะ
อย่างที่สาม ค่าประกัน EV แพงเกือบ 2 เท่าของรถสันดาป - ค่าเบี้ยประกันชั้น 1 เฉลี่ย 26,000 บาท/ปี ขณะที่รถสันดาประดับเดียวกันอยู่ที่ 13,000-15,000 บาท
สาเหตุเพราะ บริษัทประกันกังวลเรื่อง มูลค่าหลักประกันที่เสื่อมเร็วจากสงครามราคา และต้นทุนซ่อมแพงนั่นเอง
แล้วในฐานะนักลงทุน / ผู้บริโภค เราควรทำอะไร?
1. ถ้าคุณเป็นผู้บริโภคที่กำลังจะซื้อ EV
ยังคงคำแนะนำเดิมครับ อย่าเพิ่งรีบซื้อ - รอสัก 6-12 เดือน ค่ายจีนจะแข่งราคากันดุขึ้น แถมรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ครบกว่าจะออกตลอด
ระวังแบรนด์ที่เพิ่งเข้าไทยน้อยกว่า 2 ปี - บริษัทแม่ที่จีนกำลังอยู่ใน Knockout Stage (รอบแพ้คัดออก) บางค่ายอาจไม่รอดถึงปี 2028
และถ้าจะซื้อ ให้ลองคิดต้นทุนรวม 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ราคารถ รวมค่าประกัน ค่าซ่อม ค่า Depreciation ด้วย
2. ถ้าคุณลงทุนในหุ้น BYD หรือหุ้น EV จีน
ราคาตอนนี้อาจดู "ถูกจัง" แต่ต้องแยกระหว่าง Value กับ Value Trap นะ
BYD จะยังคงเป็น Market Leader แต่ Margin จะถูกบีบต่อเนื่อง จนกว่าสงครามราคาจะจบ
ให้มองหาค่ายที่มี Balance Sheet แข็งแกร่ง + กระจายตลาดต่างประเทศดีที่สุด (ซึ่งก็ยังเป็น BYD และรวมถึง Geely) แทนค่ายเล็กที่อาจถูก Knockout ออกก่อน
สรุปมุมมองผมนะ
สงครามราคา EV จีน ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็น การ Consolidation ที่กินเวลายาว 3-5 ปี เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ผลิตล้น 100%
ในระยะสั้น ผู้บริโภคไทยดูเหมือนเป็น "ผู้ชนะ" ได้รถถูก ได้เทคโนโลยีใหม่
แต่ถ้ามองไปอีก 5 ปี ไทยอาจจบด้วย...
อุตสาหกรรมยานยนต์เดิมของไทยที่เคย Strong กำลังถูกเจาะ
คนไทยเป็นเจ้าของ EV ที่บริษัทแม่ที่จีนหายไป (ปัญหาอะไหล่ ประกัน)
ไม่ได้มีส่วนใน Supply Chain อย่างที่ฝันไว้
ประโยคของ Wang Chuan-Fu ที่ว่า "Brutal Knockout Stage" ผมว่าจริงครับ
แต่ผู้ที่จะถูก Knockout ไม่ได้มีแค่ค่ายรถจีน อาจจะรวมถึง ผู้เล่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่ปรับตัวทันด้วย
และคนไทยที่ดันไปซื้อ EV จีน ที่บริษัทดันปิดตัวเองไป ปล่อยให้เราหาอะไหล่ไม่เจอ ต้องขายซากทิ้ง ขาดทุนยับ
-
อ่านแล้ว ก็พอตีความได้ว่า ค่ายรถจีนหนีตาย มาเทขายที่ไทยแทน
รถจีนนำเข้าอะไหล่ ตรงนี้น่าจะทราบกันดีและก็เห็นกันอยู่ล่าสุดว่า ฉางอันคันนึงรออะไหล่ 9 เดือนยังไม่ได้ซ่อม นี่ยังไม่รวมยี่ห้ออื่นๆที่อยู่ตามกลุ่มอีก กระจกบานหน้าบานเดียวรอกัน 6 เดือน
คนซื้อรถจีน ต้องทำใจแล้วว่าใช้แล้วทิ้ง รับได้ก็เป็นเหยื่อ ..เอ่ย เป็นลูกค้าได้ ;D ;D
-
ขอถามผู้รู้ ในแง่ของการลงทุนทำธุรกิจสร้างสถานีชาร์ต
เหมือนจะลงทุนสูง คืนทุนช้า และเทคโนโลยีเปลี่ยนไว ไม่น่าสนใจใช่ไหมครับ?
-
ขออนุญาตตอบจากมุมมองคนที่ไปพำนัก Argonne lab มา และ อบรมการใช้ AI บริหารพลังงานให้ภาคเอกชน อย่างอัตโนมัติ นะครับ
ใช่ครับ อีกหน่อย Voltage และ Power จะสูงขึ้น
ถ้าจะทำ ผมเห็นหลัก ๆ ดังนี้ครับ
1. ทำตัว Voltage สูงสุด ณ ตอนนี้
2. อย่าขายแค่ที่ชาร์จ แต่ขาย "ประสบการณ์" ระหว่างรอชาร์จ เช่น Cafe/Lounge ที่ทำงานได้จริง หรือ Wellness Hub คล้าย Starbucks หนะครับ
3. เลือกเครื่องชาร์จแบบ Modular ที่สามารถอัปเกรด Power Module ได้บางระดับ เพื่อลดความเสี่ยงจากเทคโนโลยีเปลี่ยน แต่ต้องยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ายังเป็นข้อจำกัดหลักนะครับ (เข้ามาหลายคัน 800 V อันนี้คือคอขวดเลยครับ)
หากมองเป็นการ "ต่อยอดธุรกิจเดิม" (เช่น คุณมีที่ดิน มีร้านอาหาร หรือมีธุรกิจโรงแรม) การติดที่ชาร์จจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพย์สินเดิมและดึงลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (EV Users) เข้ามาในพื้นที่ครับ
ส่วนตัว ผมเคยไปโรงแรม เขายอมให้ชาร์จแรงดันไฟบ้านปกติ แต่คิดชั่วโมงละ 100 บาท
สมมติผมชาร์จ ห้าชั่วโมง สามคืน รวม 1,500 บาท ผมว่าไม่ไหวครับ
-
อ่านแล้วก็คุ้น เหมือนข้อมูลใน Facebook :-X
-
จาก Facebook ของคุณแบงค์ ชยานนท์