Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: Odrecranon ที่ สิงหาคม 27, 2026, 23:17:08
-
ผมเองชอบใช้รถสายรอง เพราะ ไม่ค่อยอยากซ้ำกับใคร และทำใจเรื่องราคาขายตั้งแต่ซื้อ และผมเองเข้าศูนย์ตลอด ยอมจ่ายแพงเพื่อความสบายใจ
ปีนี้ รถผมที่ใช้มาตั้งแต่เป็นนักศึกษา 2 คันคือ Ford Focus ปี 2007 กับ 2011 ช่วงล่างเริ่มไม่แน่ พอไปเข้าศูนย์ ต้องเปลี่ยนเพลาขับ ลูกหมาก และ shock absorber ปรากฏว่าไม่มีอะไร และสั่งไม่ได้แล้ว ผมเองก็อึ้งไป ว่าถึงเราพอจ่ายค่าซ่อมได้แต่ถ้าไม่มีอะไหล่ รถมันก็ขับต่อไม่ได้ โชคดีศูนย์แนะนำอู่เฉพาะ Ford ข้างนอก ถึงไม่ได่อะไหล่แม้ แต่ก็ถือว่าการขับขี่เป็นที่น่าพอใจ ทั้ง 2 คันต้องเปลี่ยนยางด้วย ผมหมดไปคันละ 6 หมื่นได้ กะว่าถ้าทั้ง 2 คันผ่านช่วง 4 ปีหลังจากนี้ไป ผมนะปล่อยน้อง ๆ ไปแล้ว
กลับมาดูรถอีก 2 คันที่ซื้อปี 2018-19 คือ V40 กับ Mazda 2 ผมเริ่มกังวลกับ V40 ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรเลย ปีหน้าต้องเปลี่ยน timing belt กับคงเก็บช่วงล่าง ช่วงนี้ในกลุ่มปล่อย V40 กันค่อนข้างมาก ผมเองเริ่มเอะในว่า หรือมันถึงเวลาแล้ว เรื่องค่าซ่อม ผม ok แต่ถ้าไม่มีอะไหล่ให้ซ่อม สำหรับ V40 น่าจะหาอะไหล่ใหม่ยากพอสมควร เพราะผมอยู่ต่างจังหวัดด้วย ส่วน Mazda 2 ไม่ค่อยห่วงครับ กะว่า CX3 ใหม่มาน่าจะ turn ไป
อีกล๊อทที่ผมกลัวสุด แต่ยังไม่ถึงเวลาคือ 2021 Q5 และ 2022 XC60 อันนี้ยังไม่ได้คิด แต่ในกลุ่มมีคนบอกว่าเตนท์ไม่รับซื้อ เพราะไม่รู้จะขายออกไหม ซึ่งผมว่าก็จริง
เลยเริ่มกลับมาคิดว่า จริง ๆ แล้ว สำหรับคนที่ชอบรถ และพอจะมีกำลังซื้อคันไหม ปีไหน ที่เราควรเริ่มคิดเรื่องที่จะขาย
ผมลองหาข้อมูล คร่าว ๆ คือ
1. รถแพง จุกจิก ปล่อยก่อนหมด waranty 5 ปี
2. รถญี่ปุ่น 5-8 ปี
3. รถราคาประหยัด 8 ปี
และควรเปลี่ยนก่อนรอบหนัก เช่น timing belt , ยาง หรือต่อประกัน
เพื่อน ๆ มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ
-
คิดว่าแต่ละคนมีเหตุผลในการขายรถที่ต่างกันครับ
ส่วนตัวก็ขับรถแบรนด์รอง ทราบถึงราคาขายต่ออาจไม่ดีนัก จึงเน้นขับให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างน้อย 10 ปี ถึงจะเริ่มพิจารณาขายออกหรือไม่ก็ให้ญาติที่อยากรับต่อฟรี ๆ เพราะขายไปได้ราคาต่ำมากก็เสียดาย
เก็บไว้ดีกว่าเพราะเป็นคนใช้รถที่รักษาสภาพดีระดับหนึ่ง
-
สำหรับผมถ้าไม่ใช่รถคันหลักที่ชอบจริงๆ แล้วมีกำลังเปลี่ยนรถบ่อย จะขายคันนั้นตอนระยะเกือบๆ 2 แสนโลครับ
เพราะหลัง 2 แสนโลอะไหล่ชิ้นหลักๆมันจะเริ่มเสียต้องเปลี่ยนแล้ว อาจจะต้องมีชุดใหญ่ชุดเล็กก็ว่ากันไป
แต่ถ้าจะใช้ยาวผมก็ซ่อมช่วงระยะสองแสนกว่าๆนี่แหละครับ โอเวอร์ฮอลเครื่องเกียร์ไปใช้ต่อยาวๆ
เรื่องปีรถของผมไม่ใช่หลักใหญ่ครับ บางคันผม 5 ปีวิ่งจะสองแสนโลแล้ว หมดระยะวารันตีตอนแสนเก้า
ที่บ้านอยากเก็บไว้ก็เลยไม่ได้ขายครับ
-
ถ้ามีงบเปลี่ยนเรื่อยๆก็ 5 ปี หมดประกันก็ขายเลย
แต่ถ้ารถที่ซ่อมได้เรื่อยๆแล้วยังไม่เบื่อก็ใช้ไปได้ตลอดละครับ
ที่ผ่านมาผมขายปีที่ 8 เพราะอยากได้ใหม่ เรื่องราคาไม่ได้เอามาคิดเลย ได้เท่าไหร่เท่านั้นแหละ
-
ผู้บริหารโตโยต้า เปลี่ยนรถทุก 3 ปี
ไม่ใช่ว่ามันใช้งานไม่ได้ แต่จากการคำนวณรอบด้านทุกมิติแล้ว ใช้ 3 ปี มูลค่าเสื่อม มูลค่าขายต่อ ถือว่าสูงที่สุด และใช้เวลาในการปล่อยง่ายที่สุด
-
ของผม
1. เมื่อราคาขายต่อมันเริ่มจะต่ำกว่าเงินที่เราต้องการเอาไปดาวน์คันใหม่ ผมไม่ต้องการควักเงินเพิ่ม ดังนั้นผมต้องได้เงินเอามาดาวน์คันใหม่ ... ผมวางเงินดาวน์คันใหม่ต้องไม่น้อยกว่า 400k ถ้าราคารถผมลงใกล้เลขนี้แล้วก็เตรียมขายครับ
2. เริ่มเสียจุกจิก เริ่มซ่อมมูลค่าซ่อมมากกว่า 10000บาท/ครึ่งปี อนาคตมันจะมาเรื่อยๆ ช่วงล่าง เกียร์ แร็คพวงมาลัย มันมาเป็นชุดๆ
3. เริ่มเสียอาการปัญญาอ่อน ชวนรำคาญใจ ถึงค่าซ่อมไม่แพง แต่มันน่ารำคาญ เช่น ล็อครถไม่ได้ ปลดล้อคไม่ได้ ปัดน้ำฝนติดๆขัดๆ หัวฉีดน้ำล้างกระจกเริ่มฉีดไม่ค่อยออก ลำโพงดังก๊อกๆแก๊กๆ คอนโซลแผงประตูเริ่มกรอบ
เบ็ดเสร็จจบที่ 8-10 ปี หรือ 200,000กม. ครับ
ตอนนี้ถึงอายุแล้ว แต่โชคดีข้อ3. ยังไม่มาให้รำคาญใจ เลยจะยื้อต่ออีกครึ่งปี รอรถใหม่ปลายปีนี้ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
-
สำหรับผม ที่ใช้รถไม่เยอะ ก็จะราวๆ 10 ปีหน่อยๆ ไม่เกิน 15 ปี ครับ เพราะ
1. อะไหล่เริ่มหายาก เริ่มไม่มีให้เบิก แล้ว
2. ชิ้นลึกๆ ชิ้นราคาสูง ทยอยมาเรื่อยๆ
3. ซ่อมตรงนี้จบ เดี๋ยวตรงนั้นก็มา หรือ ชิ้นที่ซ่อมตั้งแต่ปีที่ 7 ก็จะครบรอบวนมาอีกแล้ว
-
ผมมองที่สภาพกับการใช้งานคตรับ
เพื่อนผม วิ่งประมาณ ปีละ 100,000 ขับปริมณฑลเข้า ใช้รับส่งลูกติดต่องานต่างๆด้วย ก็เปลี่ยนทุก 2 ปี ประมาณ 200,000 km หลังจากนั้นจะเริ่มจุกจิก และต้องวิ่งทางไกลเกือบทุกวัน เลยให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์ของรถ
จะขายก่อนหมดประกันก็โดนกดราคาเพราะวิ่งเยอะอยู่ดี ครบ 2 แสนก็เริ่มดูคันใหม่ ถ้ามีอะไรน่าจะรอ ก็รอดู แล้วเทิร์นคันเก่าไป
ถ้าใช้น้อย ผมคิดว่าประมาณ 4-5 ปีก่อนหมดประกันก่อนรุ่นใหม่เปิดตัว ไม่งั้นก็ขยับไป 5-10 ปีเลย ก่อนรุ่นถัดไปจะเปิดตัว ส่วนตัวรุ้สึคกว่า ตัวใหม่ออก ตัวเก่าราคาจะลงครับ
ของผมคือใช้ไปเรื่อยๆ จนรุสึกว่าเริ่มมีปัญหาจุกจิกมากๆ ที่รบกวนการใช้งาน หรือมีรถที่อยากเปลี่ยน
ถ้าใช้รถนอกกระแส ราคขายแย่อยู่แล้วครับ ถึงจะเตรียใจไว้แต่เจอราครขายก็จุกตลอด..
ถ้าไม่ได้เฉพาะทางมากๆ ผมว่าทุกรุ่นมีคนสนใจครับ ถ้าราคาได้
-
สำหรับผม แล้วแต่ว่าเป็นรถคันหลักหรือคันรองในบ้านอะคับ
รถคันหลัก 5 ปี ก็จะขายแล้วเปลี่ยนคันใหม่แล้วคับ ผมไม่ได้สนใจว่าจะได้ราคาดีหรือป่าว ผมสนแค่ รถคันหลักในบ้าน ต้องห้ามเสีย ห้ามจุกจิก ห้ามงอแง ห้ามซ่อม เวลาจะใช้งานมันต้องใช้ได้ 100%
ส่วนรถคันรองนี่แล้วแต่เลยคับ คันไหนชอบก็ใช้งานหน่อย เกือบ 10 ปี ก็มีคับ แต่ถ้าต้องซ่อมเยอะ มีปัญหาเรื่องอะไหล่ ก็จะเข้ารอบขายออกละคับ
-
ถ้าเป็นรถที่คนไม่ค่อนนิยม อะไหล่มันจะหายาก
จะต้องปล่อยเร็วหน่อย
ใช้รถมา เน้น ใช้ให้คุ้ม เอายี่ห้อ ญี่ปุ่น
ที่ปล่อยๆขาย ก็มี
1. toyota soluna รุ่นแรก ปล่อยตอน อายุ 18 ปี
ไม่มีอะไร จุกจิกเลย นอกจาก ที่เปิดประตูแตกบ่อย
ปล่อยเพราะ ไม่มีที่จอด
2. Nissan tiida ปล่อยเพราะรำคาญ ตอน 6 ปี จุกจิก เดี๋ยว กลอนประตูหลังพัง เดี๋ยวเครื่องสั่น ซ่อมไม่หาย เลยปล่อยเทริน honda CRV gen 5 แทน ตอันนี้ ทนโคตร ยังใช้อยู่
ที่เหลือ ในมือ vios gen แรก20 กว่าปี อย่างทน ไม่งอแงเลย
Mitsu mirrage นี่ 10+ ปี ซ่อมราคาถูกสุดๆ อะไหล่เพรียบ
ยังไม่ขาย เพราะใช้ดีอยู่
ถ้าเบื่อๆ อาจจะขายก็ได้
-
ผมคิดว่าคำว่า ควร ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
ดังนั้นคงเอาเป็นตัวเลขระยะทาง หรือ จำนวนปี เป็นหลักคงไม่ได้
ผมคิดว่าหลักที่ดีที่สุดคือความรู้สึกของตัวเราเอง
ที่ว่า ขายตอนที่รู้สึกสบายใจ ไม่รู้สึกเสียดายถ้าต้องขาย
และรู้สึกไม่สบายใจหรือกังวลใจที่จะใช้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ
ที่ให้คำตอบแบบนี้เพราะ รถบางรุ่นแม้อายุเยอะ ใช้งานมาเยอะ
แต่อะไหล่ยังหาไม่ยากและไม่แพง แบบนั้นถ้ารถยังวิ่งดีอยู่
จะขายทิ้งก็คงรู้สึกเสียดายกัน กลับกันถ้าใช้ไปก็กังวลว่าจะไม่มีอะไหล่
ให้ใช้ แบบนั้นถ้าขายแล้วโล่งใจกว่าก็ขายครับ