Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: wesborland ที่ กันยายน 14, 2026, 14:00:45
-
เอาระยะทางอย่างเดียวเลยน่ะครับ WLTP
Benz - BMW มาระดับ 700-800กม. หมดเลย
แต่ของจีนที่ว่าแน่ๆด้านแบตเตอรรี่ ยังอยู่ในเลข 600กม. เหมือนมีบาร์กั้นอะไรสักอย่างไว้ มันเป็นเพราะกฎหมายหรือข้อจำกัดทางเทคนิดอะไรไหมครับ
เพราะเราเข้าใจว่ารถจีนคือสุดยอดเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ แต่ตัวเลขกลับแพ้รถยุโรป
ส่วนญี่ปุ่น-เกาหลี-อเมริกัน(ที่ไม่ใช่เทสลา) ยังป้วนเปี้ยน 550กม. ไม่เกินไปกว่านี้
หรือทั้งหมดคือการบาลานซ์ด้านต้นทุน ราคาขาย และเทคโนโลยี ครับ
หรือว่ายุโรปยังคงรักษาสถานะผู้นำเทคโนโลยีไว้ได้มากกว่าจริงๆ
-
ไม่ว่าจะ เมกัน เยอรมัน เกาหลี จีน ญ๊่ปุ่น ทำรถระดับ 7-8 km/kwh ได้หมดแหละครับ
ต่างกันแค่ขนาด battery ที่ใส่เข้าไปอะคับ (ซึงมันก็คือราคาขายด้วยแหละ)
จะให้ได้ 700-800 km ก็คือต้องใส่แบต ขนาด 100+ kwh นุ้นเลย ซึ่งในตลาด รถจีนใส่กันอยุ่แถว 50-80 kwh เองครับ ถ้าตัว top ๆ ถึงจะใส่มาเกินร้อย (แต่พอตัว top ก็จะใส่ high power motor มาอีก ก็จะเหลือแถว 6 km/kwh เองมั้งคับ)
-
ส่วนตัวมองว่าวิศวกรรมพื้นฐานทางด้านรถยนต์ของทางฝั่งยุโรปเค้าดีกว่า รถ EV จะวิ่งไกลได้ นอกจากแบ๊ตที่ใหญ่แล้ว ยังมีเรื่องของการลดการสูญเสียพลังงานในระบบส่งกำลัง การออกแบบโครงสร้างรถลดแรงเสียดทาน ระบบมอเตอร์ที่ฉลาด ระบบการจัดการความร้อน ซอร์ฟบริหารพลังงาน ระบบรีเจนพลังงานที่แม่นยำ อีกมากมายที่สามารถนำความรู้มาจากรถสันดาบทั่วไปมาประยุกต์ใช้ในระบบ EV อย่าง Benz, Audi & Porsche เค้าใช้ระบบ 2 เกียร์ทำให้สามารถขับได้ไกลขึ้นแม้ความเร็วที่สูง
-
ไปทาง Position ของแบรนด์และตลาดมากกว่าครับ
คนจีน mindset ทั่วไปใช้รถประมาณ 3-4 ปีเปลี่ยน 5-6 ปีนี่สุดๆแล้ว
ครอบครัวเพื่อนคาดิลแลคเองก็ไม่เว้นเลย 3 ปีเปลี่ยน ::)
ยิ่งรถตลาดเน้นถูก การใส่แบตเยอะก็แข่งราคาลำบาก
รถยุโรปแนวโน้มการใช้งานนานกว่า ราว 10ปี+ ใส่แบตเยอะแพงกว่า
แต่อีกมุมข้อดีที่ถึงเสื่อมก็ยังเหลือใช้งานพอเพียงตลอดอายุใช้งาน
กับแนวโน้มเฉลี่ยเครื่องชาร์จ ที่กำลังเฉลี่ยสูงขึ้น 100-300 kW
มาดูแบตขนาด 100+kWh ชาร์จ 300kW ก็แค่ 3c เองแม้แบตจะรับได้ 4-5c แล้ว ถนอมแบตด้วย
-
รูปทรงงานออกแบบ น้ำหนัก สภาพภูมิอากาศ เย็นจนติดลบหรือร้อนจัด ก็มีผลต่อระยะทาง ของรถยนต์ไฟฟ้า และไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่ (kWh) เพียงอย่างเดียว
การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) ซอฟต์แวร์ระบบต่าง ๆ ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ก็มีส่วนสำคัญ
ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ทำหน้าที่เก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อให้ระบบรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวและสถานะของรถ
เซ็นเซอร์อุณหภูมิ (Temperature Sensors) 3 จุดสำคัญ ได้แก่ อุณหภูมิแบตเตอรี่, มอเตอร์ และห้องโดยสาร เพื่อนำข้อมูลไปปรับระบบ Thermal Management ให้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม
เซ็นเซอร์ความเร็วและระบบเบรก (Wheel Speed & Brake Sensors) ตรวจจับการหมุน เพื่อควบคุมระบบ Regenerative Braking
เซ็นเซอร์ ADAS เรดาร์ กล้อง และ LiDAR เก็บข้อมูลเพื่อนำไปคำนวณ ระบบ Adaptive Cruise Control รักษาความเร็วและเว้นระยะ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง
ซอฟต์แวร์ ตัวกลางในการนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์และสั่งการ ควบคุมต่าง ๆ
ระบบควบคุมมอเตอร์ (Motor Control Algorithms) และ (Inverter Software) ควบคุมการจ่ายกระแสไฟจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน ให้มีความแม่นยำสูงเสียพลังงานน้อยที่สุด
ระบบจัดการความร้อน (Smart Thermal Management) ซอฟต์แวร์จะคำนวณและบริหารความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) จากมอเตอร์หรือแบตเตอรี่ นำกลับมาใช้
ระบบคาดการณ์การเดินทาง (Predictive Energy Routing) ซอฟต์แวร์นำทาง (Navigation) วิเคราะห์เส้นทาง เพื่อคำนวณอัตราการใช้พลังงานล่วงหน้า และปรับการจ่ายไฟให้เหมาะสมตลอดทาง
รถรุ่นใหม่ ๆ ซอฟต์แวร์ระบบต่าง ๆ ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ฉลาดมาก สั่งหยุดซอฟต์แวร์ระบบบางตัว หรือลดการทำงาน ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ เพื่อประหยัดพลังงาน ได้ระยะทางเพิ่มขึ้น
-
ไม่รู้ ไปดูช่องคุณตาม ที่รีวิว IX3 50 xDrive ที่เค้าทดสอบวิ่งได้ 700 กว่าโลมาหรือเปล่า
คือถ้าใช่เนี่ย มันก็ตัวแปลมากมายครับ แต่ถ้าเอาเข้าใจง่ายผมคิดว่า ถ้าจัดวางงบประมาณรถ 1 คัน ให้จีนสร้างในงบ เท่ากับ iX3 ผมว่าทางจีนก็ทำได้ไม่ต่างกันหรอกครับ
แต่ที่ค่ายจีนมีขายแต่ละคันที่วิ่งได้สั้นกว่า ก็ต้องดูด้วยว่า ราคารถคันนั้น เท่ากับ IX3 หรือ EQS 450 หรือเปล่า
ถ้างบประมาณเท่ากัน ผมว่าจีนทำได้ไม่ต่างกันหรอกครับ และก็ต้องเที่ยบความจุแบตที่เท่ากันด้วย
และก็ ที่คุณตามรีวิวเนี่ย เป็นถนนในนอร์เวย์ ทางโล่งๆ ยิงยาวๆ เลี้ยงความเร็ว 90 กับ 120 ผลลัพท์มาเที่ยบกับการใช้งานจริงในเมือง มันน่าจะต่างจากรถจีนไม่มากเท่าไร ก็ได้
-
ที่วิ่งได้ไกล เพราะแบตลูกใหญ่ครับ Efficiency - kWh/Km ผมไม่ได้รุสึกว่าทำได้ดีกว่าขนาดนั้น นอกจาก tesla ที่ทำได้ดีจริงๆ
ถ้าจีนทำ ทำได้ครับ แต่การยัดแบตลูกใหญ่
แต่ต้นทุนก็มากขึ้น สู้ใส่ขนาดที่ลูกค้ารับได้ แล้วกดราคาให้ถูก อาจได้ยอดขายที่สุงกว่า
Trend ในช่วงหลังๆ เริ่มมาทาง แบตขนาดกลางๆ แต่ทำให้ชาร์จเร็วขึ้น สุดท้ายแล้ววิ่งได้ 700km คนขับก้ขับรวดเดียวยิงยาวไม่ไหว
-
เบนซ์เริ่มใช้มอเตอร์ axial flux (yasa) ที่พัฒนาให้แรงได้ในขนาด(น้ำหนัก)ที่เบาลง ขณะที่จีนก็ยังยึดติดกับ radial flux