Headlight Magazine : community

General => User's Voice => ข้อความที่เริ่มโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 01, 2016, 17:43:56

หัวข้อ: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 01, 2016, 17:43:56
(http://i.imgur.com/ZTKtYhd.jpg)

สวัสดีครับ ผมชื่อว่าแมวครับ วันนี้ผมจะมารีวิวรถส่วนตัวของผมเองครับ อาจจะไม่ใช่รถที่แพง อาจจะไม่ใช่รถที่พิเศษมีน้อยคันมากในประเทศ แต่ผมหวังว่าผู้อ่านจะมีความสุขกับการอ่านรีวิวนี้นะครับ เพราะผมมีความสุขกับการใช้รถคันนี้มาตลอด 2 เดือน และผมอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์การใช้รถยนต์คันนี้ให้ทุกคนได้รับอ่านนะครับ

ถามว่าความเป็นมาของรถคันนี้ มีอะไรยังไงอย่างไร บอกเลยสั้นๆว่า ไม่มีครับ ผมแค่ตื่นเช้ามาวันหนึ่ง แล้วผมก็ตัดสินใจว่า ผมอยากเป็นเจ้าของรถเบนซ์ ก็เท่านั้นเอง แต่ในเมื่อเงินในบัญชีผมมันมีอยู่เท่าจิ๋มมด ผมก็คงไม่ซื้อ เอสคลาส เอส350 ดับเบิ้ลยู222 บลูเทคไฮบริด เอเอ็มจีสปอร์ตแพ็ค พร้อมกับอ็อปชั่นเมจิกบอดี้คอนโทรล ป้ายแดงใหม่เอี่ยม ผมเอาเงินเท่าจิ๋มมดนี้มาซื้อรถคันนี้แหละครับ เมอร์ซิเดส เบนซ์ อี200 ดับเบิ้ลยู124

(http://i.imgur.com/hcYNGTJ.jpg)

เล่าประวัติรถรุ่นนี้กันนิดนึง รถเบนซ์ ดับเบิ้ลยู124 เปิดตัวครั้งแรกในตลาดโลก พ.ศ.2528 และเข้ามาทำตลาดในไทยไม่นานหลังจากนั้น โดยในช่วงแรกใช้เครื่องยนต์แคมเดี่ยวจับคู่กับหัวฉีดเจ็ตโทรนิคเก๋ๆ แต่ใช้ไดอาแฟรมตัวจ่ายน้ำมันที่ถ้าเอาแก๊สโซฮอลแช่ไว้นานๆทะลุแน่นอน รถเหล่านี้มีชื่อในวงการจริงๆว่า Code A และ Code B แต่ผมชอบเรียกว่า เบนซ์โลงจำปาแห่งการกดขี่ เพราะช่วงปี 1985-1992 เป็นช่วงเวลาที่ภาษีนำเข้ารถยนต์สูงทะลุเพดาน และคนจำพวกเดียวที่เหลือเงินไว้ซื้อเบนซ์ก็คือนักการเมืองที่ตั้งภาษีพวกนั้นมาแหละ และเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก เพราะถึงแม้ภาษีจะสูงลิ่วขนาดไหน คนก็ยังเอาเงินเป็นล้านบาท มาซื้อรถเบนซ์กันรัวๆ

(http://i.imgur.com/pJJDCI8.jpg)

แต่เบนซ์ดับเบิ้ลยู124 ของผมนั้น ไม่ใช่เบนซ์แห่งการกดขี่ครับ เพราะมันคือ Code C 1993-1996 โลงจำปาของโลกเสรี หลังจากที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในเดือนพฤษภาคมปี 1992 ไปได้ 3 เดือน ภาษีนำเข้ารถยนต์ก็ถูกลดลงจากมโหฬาร เหลือเพียงแค่ 100กว่าเปอร์เซ็นเท่านั้น และนั่นทำให้ยอดขายรถเบนซ์ที่จากเดิมสูงมากอยู่แล้ว พุ่งสูงทะลุเพดาน ซึ่งทุกคนคงจะได้ทราบเรื่องราวนี้กันไปแล้ว เหตุการณ์ที่ เบนซ์ 190อี ตกรุ่นจากยุโรปถูกส่งเข้ามาขายในประเทศไทย แล้วขายดีรัวๆจนชาวเยอรมันถึงกับงงว่า "เกิดอะไรขึ้นที่ประเทศไทยวะ"

เพียงแค่ชั่วข้ามคืน การกระจายความเป็นเจ้าของรถเบนซ์ก็ได้มาสู่สังคมประเทศไทย ก่อนหน้านี้ที่คนรวยมากเท่านั้นถึงจะเป็นเจ้าของรถเบนซ์ได้ ณ ตอนนี้ คนรวยเฉยๆ ก็เป็นเจ้าของรถเบนซ์ได้แล้ว และรถเบนซ์ของผม ก็เป็นตัวอย่างของประเทศไทยช่วงยุคสมัยปี 1992-1997 ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าเบนซ์ อี200 คันนี้เป็นรถนำเข้าทั้งคัน อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ของยุคสมัยนั่นเอง

(http://i.imgur.com/WgT2BBY.jpg)

Mercedes Benz E200 W124 ปี 1995 จดทะเบียนเมื่อต้นปี 1996 คันนี้ เจ้าของเดิมนั้นซื้อมันมาเมื่อตอนที่เขาอายุ 56 ปี จึงสันนิฐานได้ว่า มันคงเป็นรางวัลชีวิตของเขา รถยนต์หรูที่พากเพียรเก็บเงินมา มันคือรถเบนซ์ เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของใครหลายๆคน ผมไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมเป็นใคร ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงเลือกรถคันนี้ เพราะผมไม่เคยมีโอกาสได้เจอเขา เขาเสียชีวิตไปเมื่อต้นปี 2016 นี่ และเขาเก็บรถคันนี้เอาไว้จนกระทั่งวันสุดท้ายในชีวิตของเขาเอง

และในทันทีที่ลูกสาวของเขาได้รับรถคันนี้มาเป็นมรดก เธอก็ได้ประกาศขายในทันที

(http://i.imgur.com/Fp7LzKW.jpg)

ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผมกำลังตามหารถเบนซ์มาเติมเต็มความฝันของผม ในช่วงเวลานั้น ผมได้สืบเสาะตามหารถเบนซ์ ดับเบิ้ลยู124 ในทุกๆแหล่งที่ตามหาได้ เว็บตลาดรถ วันทูคาร์ ขายดี รวมไปถึงคลับรถเบนซ์ต่างๆและญาติซึ่งเป็นมืออาชีพในการตามหารถมือสอง ผมตามหามันไปทุกที ผมนัดเจอกับเจ้าของรถ อี280 ที่น่าสนใจคันหนึ่ง แต่ผมก็โดนเท และรถคันนั้นตอนนี้ก็ยังขายไม่ได้อยู่ดี ผมเกือบจะถอดใจแล้วตอนที่รถ อี200 ของผมปรากฎขึ้นในคลับรถเบนซ์แห่งหนึ่ง

มีหลายๆเหตุผลที่ผมไม่ควรจะไปสนใจรถคันนี้ อย่างแรกคือ เจ้าของไม่ได้ลงเบอร์โทรไว้ อย่างที่สองคือ รายละเอียดมีน้อยมาก และที่สำคัญที่สุดคือ มันเป็น อี200 ถ้าผมซื้อรถคันนี้มา ผมต้องยอมรับว่าอัตราเร่งจะต้องอยู่ในระดับภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกแน่นอน แต่มีหลายๆสิ่งที่ทำให้ผมสนใจรถคันนี้ เช่น มันเป็นรถที่มีความเดิมเป็นอย่างมาก รถที่ไม่ได้มีใครไปทำอะไรกับมันมาก เป็นเหมือนกับกระดาษขาวที่ว่างเปล่า ไม่จำเป็นต้องใช้ยางลบไปลบให้ยับ ก็สวยงามและบริสุทธิ์ อีกอย่างคือราคาที่เจ้าของตั้งมานั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ผมนัดเจอกับเจ้าของรถคันนี้ ซึ่งพาคุณแม่มาด้วย ที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งในแถบชานเมือง ในขณะที่ผมพาคนไปเต็มคันรถ เพื่อที่จะตรวจดูรถคันเดียว เมื่อดูผิวเผิน รถคันนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ สภาพนั้นนับว่าโอเค แต่ก็ไม่ได้ดีเลิศ สีคงถูกทำมาแล้ว มีร่องรอยน้ำมันและคูลแลนท์รั่ว แต่ตัวถังนั้นตรงแหน่ว จุดเชื่อมท้ายรถยังอยู่ครบ คานหน้าสภาพดี

ตอนนั้นเอง ทุกคนรอบข้างผมก็ตะโกนใส่หูผมว่า "เดินออกมาเหอะ" "อย่าซื้อเลย" "ไปหาใหม่ได้" ซึ่งนั่นทำให้ผมตัดสินใจไม่ได้ลองขับรถคันนี้ เพียงแต่ลองนั่งไปโดนให้เจ้าของขับเท่านั้นเอง เมื่อเสร็จสิ้น ผมก็บอกกับเจ้าของว่า ขอไปตัดสินใจซักพักนะครับ ผมกลับมาที่บ้าน นั่งคิดดูว่า รถคันนี้มันเป็นรถที่เหมาะสำหรับผมหรือยัง ในตอนนั้นเอง เจ้าของรถได้โทรมาหาผมและสอบถามถึงราคาที่ผมมีในใจ ผมบอกราคานั้นไป ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างจะต่ำกว่าตลาดอยู่พอสมควร โดยที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเสียเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วผมจะชอบรถคันนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เบนซ์ ดับเบิ้ลยู124 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวถัง และตัวถังของรถคันนี้ก็โอเค

ผ่านไปไม่นาน เจ้าของก็โทรกลับมา และตกลงที่จะขายรถคันนี้ไปในราคาที่ผมเสนอไป จนถึงตอนนี้ผมก็ยังงงๆอยู่ว่าแล้วผมมาเป็นเจ้าของรถนี่ได้ยังไง

เอาละ เวิ่นเว้อมามากพอแล้ว พูดถึงตัวรถได้ละ เบนซ์ อี200 ดับเบิ้ลยู124 ปี 1995

(http://i.imgur.com/0DXW9Df.jpg)

รถคันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ เอ็ม111 ขนาด 2.0 ลิตร กระบอกสูบกว้าง ชักสั้น ให้พละกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แบกตัวถังหนักประมาณ 1300 กิโล จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และระบบ ซีเมนส์ พีเอ็มเอส ฮึ่มมมม SIEMENS PMS ผมขอสารภาพตรงๆว่าตอนที่ผมซื้อรถคันนี้มา ผมไม่ทราบว่าอีรถนี่มันใช้หัวฉีด Siemens PMS ไม่ใช่ ECU Bosch เหมือนกับ อี220 ถามว่าอีระบบนี้มันดีไหม มันก็คือ Multi Point Fuel Injection พร้อมกับจุดระบบแบบไม่มีจานจ่ายปกตินี่แหละครับ แต่อีเจ้า Siemens PMS นี่เอง เป็นกล่อง ECU ที่ขึ้นชื่อว่า ซ่อมแพง หายาก ต้องขอขอบคุณพี่แพนนะครับที่เตือนผมให้ทราบในเรื่องนี้ ผมหวังว่าจะไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับกล่องนี้มากตลอดการใช้งาน

ถ้าถามว่าแล้วอัตราเร่งมันช้าเป็นสลอตอย่างที่คิดหรือไม่? ทำไมรถดับเบิ้ลยู124 แทบทุกคันบนท้องถนนถึงได้ขับช้ากันนัก? หลังจากที่ผมเป็นเจ้าของรถคันนี้ ผมก็ได้ข้อสรุปแล้วครับ ว่าตัวรถน่ะไม่ได้อืดหรอก อัตราเร่ง 0-100 นั้นผมไม่เคยจับ แต่ผมบอกได้ว่ามีเพียงพอ มีมากกว่า Mazda 2 Skyactiv เบนซินที่ขึ้นชื่อว่าเหยียบลึกๆนะคับไม่งั้นโดนคันหลังด่า เหตุผลที่ดับเบิ้ลยู124 ทุกคันมักจะขับช้า มีด้วยกัน 3 ข้อครับ
-คันเร่งมันหนัก ต้องใช้แรงเหยียบมากถึงจะออกตัวได้ แต่นั่นทำให้การขับขี่ระยะทางไกลมีความสบายมากกว่าคันเร่งที่เบา
-ผมได้ทำการทดสอบ ใช้งานรถคันนี้เหมือนกับใช้งานปกติ ซึ่งก็คือการเดินทางจากบ้านแถวพระรามสองไปสามย่านในช่วงเวลาเร่งด่วน ทุกๆวัน ไปกลับ โดยไม่ใช้รถไฟฟ้า ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ผมได้รับกลับมานั้นคือ 6 กิโลเมตรต่อลิตร ถึงแม้จะเครื่อง 2 ลิตร และไม่ได้ตัวหนักมาก รถรุ่นนี้แม่มแดกน้ำมันเป็นตำรวจแดกส่วยเลยครับ แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะสไตล์การขับรถของผมเอง ซึ่งในเส้นทางเดียวกัน Mazda 2 Skyactiv ผมทำตัวเลขได้ 14 กิโลเมตรต่อลิตร และ Toyota Altis ผมทำได้ 10 ครับ
-คนขับดับเบิ้ลยู124 มักจะเป็นคนแก่ครับ คนแก่สายตาไม่ดี ขับเร็วไม่ได้

(http://i.imgur.com/uYWJc7F.jpg)

ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อย เพราะในด้านของการขับขี่ ผมรักรถคันนี้มากๆครับ ช่วงล่างเบนซ์ที่ขึ้นชื่อในยุคสมัยนั้นนี่มันช่างอภิรมย์จริงๆ เข้าโค้งแฮร์พินสะพานตากสิน ที่ความเร็ว 70 Toyota Altis ยางจะร้องลั่นบอกว่า "กูไม่ไหวแล้วสาดดดด" ในขณะที่เบนซ์จะบอกว่า "แร้วงัยครัยแฆร์" และผ่านโค้งไปได้อย่างสบายๆ หลายๆคนอาจจะคิดว่า อุ้ยรถเบนซ์นี่คันใหญ่นะน่าจะไม่คล่องตัวอุ้ยน่าจะแฮนลิ่งไม่ดีไม่เป็นสปอร์ตซีดาน ผมขอบอกเลยครับว่า สำหรับรถเบนซ์ ดับเบิ้ลยู124 นี้ ตัวรถนั้นมีความคล่องตัวมากกว่าที่คิดเป็นอย่างมาก ช่วงล่างนั้นมีความเฟิร์ม ไม่ย้วยเป็นเรือ และพวงมาลัยนั้นคมมาก แม้ว่าจะเป็นเพียงระบบลูกปืนหมุนวนเท่านั้น พวงมาลัยกลับมีความคม และให้ความรู้สึกดีกว่ารถใหม่ที่ใช้ระบบแร็คแอนด์พิเนียนอย่าง Mitsubishi Mirage และ Toyota Altis ผมนี่อึ้งไปเลย

ผมสามารถที่จะพูดถึงรถคันนี้ได้เป็นวันๆ ไม่ว่าจะเรื่องการขับขี่ที่ดี ความสบายของการโดยสาร และอื่นๆอีกมากมายที่หลายๆคนคงจะทราบดีแล้ว เพราะว่ามันเป็นเบนซ์ ดับเบิ้ลยู124 เบนซ์รุ่นสุดท้ายที่การประกอบและวัสดุนั้นเทพระดับเบนซ์อย่างแท้จริง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะลองนำเสนอครับ เป็นเรื่องที่ทำให้หลายๆคนไม่กล้าที่จะมีรถแบบนี้ รถที่เก่าเสียหน่อย

ผมซื้อรถคันนี้มาในราคา 165,000 บาท
ค่ายาง Falken Ziex ZE912 7500บาท
ค่าของเหลวทุกอย่างที่มีอยู่ในรถคันนี้ 4000บาท
ค่าซ่อมแซมครั้งแรก 9500บาท (เปลี่ยนซีล คลัชพัดลม ซีลเฟืองท้าย อีกหลายอย่างเพื่อให้รถหยุดรั่ว)
ค่าซ่อมครั้งที่สอง 2200บาท (แท่นเครื่องและแท่นเกียร์ ให้หายสั่นเป็นเจ้าเข้า)
ค่าโอน 2000บาท

(http://i.imgur.com/ZiyvxEl.jpg)

โอเอ็มจี! ตั้งแต่ผมซื้อรถคันนี้มา ผมโยนเงินทิ้งไปยังไม่ถึง 200,000 เลย! ผมขอตั้งชื่อรถคันนี้ว่า เบนซ์ อี200 โอเอ็มจีอิดิชั่นเลยครับ ด้วยเงินเพียงแค่ 190,000 บาท ไม่ถึง 10% ของมูลค่ารถคันนี้เมื่อตอนป้ายแดง และนั่นหมายความว่า 2000 กิโลเมตรที่ผมใช้มาตลอด 2 เดือนนั้น ผมแทบจะไม่เสียเงินเลยซักบาท ผมสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่สามารถบรรทุกคนจำนวน 5 คน ไปได้ในความสบาย แอร์เย็น เพลงเพราะ ซึ่งมีความทนทาน และเชื่อถือได้ สตาร์ทติดแชะแรกทุกครั้ง และจัมป์แบต Altis ผมซึ่งจอดลืมไม่ได้ใช้เป็นเดือนได้ ในราคาเพียงเท่านี้เอง!

(http://i.imgur.com/Y5ST5Bc.jpg)

แต่ผมว่า สิ่งที่สำคัญจริงๆ สิ่งที่ทำให้ผมรักรถคันนี้ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่น้อยเท่าหนวดกุ้งหรอกครับ

(http://i.imgur.com/1KHyuBi.jpg)

ในช่วงเร็วๆนี้ มีข่าวที่ซึ่งหลากหลายประเทศนั้นกำลังมีนโยบายจำกัดการใช้รถยนต์เก่าในเขตเมือง ด้วยเหตุผลด้านมลพิษหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งก็คงจะมีเหตุผลที่ดีที่จะเป็นเช่นนั้นครับ เพราะคนหลายๆคนก็ยังคิดว่ารถยนต์เป็นแค่ยานพาหนะ เป็นกล่องเหล็กติดล้อที่เอาไว้ใช้ไปจากจุดเอ ไปจุดบี แค่นั้นเอง แต่สำหรับคนบางจำพวก อย่างเช่นผม ผมไม่ได้มองว่ารถยนต์เป็นเพียงแค่พาหนะ ไม่เลย รถคันนี้มันคือสะพาน สะพานที่เชื่อมโยงคนสองเจเนอเรชั่นเอาไว้

(http://i.imgur.com/iczP1Rw.jpg)

คุณตาเจ้าของรถคนก่อน เป็นคนที่เกิดมาในยุคที่คนเชื่อว่า ถ้าเกิดเรามีความตั้งใจ อะไรๆก็เป็นไปได้ ในขณะที่ตัวผมเองนั้นเกิดมาในยุคที่คนเริ่มตั้งคำถามกับความเชื่อของคนยุคก่อน ในเมื่อความสำเร็จที่พยายามทำมา อาจพังได้ในฉับพลัน ทำไมจึงต้องตั้งใจไปละ? สองเจเนอเรชั่นที่มีความคิดแตกต่างกันนั้น มันไม่สำคัญหรอกครับ ว่าแนวคิดจะเป็นอย่างไร จะเป็นคนจากยุคสมัยใด แต่สิ่งที่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้เคยพบเจอกันมาก่อน คือความรักที่มีให้กับรถคันนี้ เจ้าของเดิมนั้นดูแลรถคันนี้มาเป็นอย่างดี และผมจะตั้งใจดูแลรถคันนี้ต่อไปตราบเท่าที่ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่กับมัน

(http://i.imgur.com/y4aRMXZ.jpg)

ผมไม่ทราบหรอกครับ ว่าอีก 21 ปี ผมจะไปอยู่ที่ใด รถเบนซ์ อี200 คันนี้จะไปอยู่ที่ใด แต่ผมหวังว่ามันจะยังคงโลดแล่นอยู่บนถนน มอบความสุขให้กับเจ้าของไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

ไม่สำคัญหรอกครับว่ารถของคุณจะเป็นรถอะไร จะแพงหรือจะถูก ทั้งหมดล้วนแล้วมีความหมายทั้งสิ้น ผมรู้ว่ารถผมมี แล้วรถของคุณละครับ คุณผู้อ่าน?

ขอขอบคุณ
พี่แพนที่ให้คำแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อ W124
พี่นกผู้ช่วยไปดูรถ
คุณวันลูกสาวเจ้าของรถคนแรก
ช่างทวนอู่ช่างทวน
CH.TH ผู้เตือนให้ผมทำ User's Review นี้ขึ้นมาทั้งๆที่ผมลืมไปแล้ว
ร้านยางปากซอย
และที่สำคัญที่สุด ผู้อ่านทุกท่านที่ให้ความสนใจครับ

;D

ปล.ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำครับ แต่วันนี้ว่างเลยลองเขียนรีวิวขึ้นมาเล่นๆ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Arm ที่ สิงหาคม 01, 2016, 17:57:53
(อดีต)แอดแมว  ;D

คันนี้เดิมปั้นดีๆทำทุกจุดให้สมบูรณ์+detailing สีรับรองอยู่ไปอีกนาน
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 01, 2016, 18:02:35
(อดีต)แอดแมว  ;D

คันนี้เดิมปั้นดีๆทำทุกจุดให้สมบูรณ์+detailing สีรับรองอยู่ไปอีกนาน

อ้าวกรรมโดนจับได้เบย ;D
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: eHEV ที่ สิงหาคม 01, 2016, 18:32:54
ผมขอปรบมือให้เลยคับ

คำพูดของ จขกท ทรงคุณค่ามาก

ผมมองว่า W124 คันนี้ช่างทรงคุณค่าและควรเก็บรักษาให้ดีครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: OXYGEN2 ที่ สิงหาคม 01, 2016, 18:33:15
เดิมสนิท แบบนี้ดูคลาสสิคมากเลยครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 01, 2016, 18:45:14
ผมขอปรบมือให้เลยคับ

คำพูดของ จขกท ทรงคุณค่ามาก

ผมมองว่า W124 คันนี้ช่างทรงคุณค่าและควรเก็บรักษาให้ดีครับ

ขอบคุณครับ W124 คันนี้อาจจะไม่ใช่รุ่นที่พิเศษขนาดนั้น หรือมูลค่ามาก แต่สำหรับผมมองว่ารถธรรมดาแบบนี้ก็ยังมีความสำคัญนะครับ ยังบอกอะไรหลายๆสิ่งที่คนอาจมองข้ามไปได้

เดิมสนิท แบบนี้ดูคลาสสิคมากเลยครับ

เดิมเสียจนไม่อยากไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลยครับ แต่ผมอยากได้ล้ออัลลอยตรงรุ่นที่เป็นอ็อปชั่นตอนออกใหม่นะครับ ล้อเดิมเริ่มขึ้นสนิมแล้ว
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: pakojang ที่ สิงหาคม 01, 2016, 21:18:10
ขอบคุณสำหรับรีวิวดีๆอ่านเพลินครับ :)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: luxifer ที่ สิงหาคม 01, 2016, 21:53:34
ขอบคุณครับ รถมันเลือกเจ้าของจริงๆ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.Joe ที่ สิงหาคม 01, 2016, 23:00:55
W124 = The last real Mercedes
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: belkw202 ที่ สิงหาคม 02, 2016, 00:36:06
รถผม c180 พอได้ยินค่าซ่อมกล่องเข้าไป ผมจับวางเครื่องใหม่เลยครับ
พอวางเสร็จมาคิดดูอีกที ค่าซ่อมกล่องนี่แค่ประมาณ 10 เปอเซ็นของค่าวางใหม่ทั้งหมดเองนี่หว่า
จริงๆซ่อมกล่องไปมันก็จบ เจ็บนิดเดียวไม่บานปลาย แต่ติดตรงที่ว่าซ่อมแล้วไม่รู้ว่ามันจะพังอีกเมื่อไหร่
ไม่รู้ว่าคิดถูกคิดผิดแต่หายอยากสมใจเลย
แค่จะบอกว่าเรื่องกล่องถ้ามันพังก็ต้องซ่อม แต่มันไม่ได้น่ากลัวอะไร (คหสต.)
ดูแล้วจขกท.น่าจะชอบรถแนวเดิมสนิทด้วย
ขอให้มีความสุขกับรถใหม่ครับ

หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 02, 2016, 00:59:39
ขอบคุณสำหรับรีวิวดีๆอ่านเพลินครับ :)

ขอบคุณมากครับ :D

ขอบคุณครับ รถมันเลือกเจ้าของจริงๆ

ไม่แน่ใจว่าถ้าเลือกใหม่ได้ รถจะเลือกใหม่ไหมนะครับ ;D

W124 = The last real Mercedes

+99 ไปเลยครับ

รถผม c180 พอได้ยินค่าซ่อมกล่องเข้าไป ผมจับวางเครื่องใหม่เลยครับ
พอวางเสร็จมาคิดดูอีกที ค่าซ่อมกล่องนี่แค่ประมาณ 10 เปอเซ็นของค่าวางใหม่ทั้งหมดเองนี่หว่า
จริงๆซ่อมกล่องไปมันก็จบ เจ็บนิดเดียวไม่บานปลาย แต่ติดตรงที่ว่าซ่อมแล้วไม่รู้ว่ามันจะพังอีกเมื่อไหร่
ไม่รู้ว่าคิดถูกคิดผิดแต่หายอยากสมใจเลย
แค่จะบอกว่าเรื่องกล่องถ้ามันพังก็ต้องซ่อม แต่มันไม่ได้น่ากลัวอะไร (คหสต.)
ดูแล้วจขกท.น่าจะชอบรถแนวเดิมสนิทด้วย
ขอให้มีความสุขกับรถใหม่ครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ เท่าที่หาดู ราคาค่าซ่อมก็อยู่ที่ 15k ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากขนาดนั้นครับ แต่ก็คงจะเจ็บไปเป็นเดือนครับ ถ้าผมมีเงินผมอาจจะวาง M104 3.2 หรือ 2.8 ตอนที่กล่องเสียครับ ปัญหาคือผมไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ::)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: No.94 ที่ สิงหาคม 02, 2016, 01:46:01
รีวิวคุณ ผมอ่านแล้วโคตร Love เลย  คุณเขียนได้มีชีวิตชีวามากๆ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อมัน

เจ้าของเดิมเค้าคงยิ้มถ้าได้อ่านรีวิวคุณนะ  ;)

ปล.เคยเอาคันของคุณพ่อตัว 220 มาขับบ้าง มันเป็นรถเก่าแต่โอเคมากๆเลย

ขอบคุณครับสำหรับรีวิว
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: voyager ที่ สิงหาคม 02, 2016, 02:59:29
ถือว่าคลาสสิคน่าใช้ครับเบนซ์รุ่นนี้
แต่ไม่น่าจะหนักแค่ 1300 โลแน่ๆ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: SM. ที่ สิงหาคม 02, 2016, 07:51:27
คิดถึง .... :( :( :( :(
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: wittwat2123 ที่ สิงหาคม 02, 2016, 10:47:54
รีวิว ได้ซาบซึ้งดีครับผม อ่านแล้วอยากได้รุ่นนี้ขึ้นมาเลย แล้วก็รู้สึกรักรถตัวเองมากขึ้นเลย (ซื้อมือสองมาเหมือนกันครับ)

ผมขอถามหน่อยครับ ทำไมค่าซ่อมเบ็นซ์ลุงผมแพงจัง ซ่อมหมดไปเป็นแสนเลยครับ (ลุงขับ 300E)
ระหว่าง E นำหน้า กับ E ตามหลัง รุ่นมันต่างกันหรือมีอะไรที่แตกต่างกันอ่ะครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 02, 2016, 17:30:46
รีวิวคุณ ผมอ่านแล้วโคตร Love เลย  คุณเขียนได้มีชีวิตชีวามากๆ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุณมีต่อมัน

เจ้าของเดิมเค้าคงยิ้มถ้าได้อ่านรีวิวคุณนะ  ;)

ปล.เคยเอาคันของคุณพ่อตัว 220 มาขับบ้าง มันเป็นรถเก่าแต่โอเคมากๆเลย

ขอบคุณครับสำหรับรีวิว

ขอบคุณครับ ไม่แน่ใจเจ้าของเดิมจะยิ้มไหมนะครับ ;D

ถือว่าคลาสสิคน่าใช้ครับเบนซ์รุ่นนี้
แต่ไม่น่าจะหนักแค่ 1300 โลแน่ๆ

อาจจะยังไม่เป็นคลาสสิคครับ แต่หวังว่าซักวันคงจะเป็นคลาสสิค เรื่องน้ำหนักนี่ตามเล่มทะเบียนครับ จริงๆอาจจะมากกว่านั้น เผอิญว่าเป็นรุ่น E200 ไม่มีอ็อปชั่น เบาสุดแล้วละครับ (ลองขับดูมันก็เบากว่าที่คิดครับ)

คิดถึง .... :( :( :( :(

เป็นรถที่ชวนให้คิดถึงมากครับ ขับแค่ครั้งแรกก็ประทับใจแล้ว ;)

รีวิว ได้ซาบซึ้งดีครับผม อ่านแล้วอยากได้รุ่นนี้ขึ้นมาเลย แล้วก็รู้สึกรักรถตัวเองมากขึ้นเลย (ซื้อมือสองมาเหมือนกันครับ)

ผมขอถามหน่อยครับ ทำไมค่าซ่อมเบ็นซ์ลุงผมแพงจัง ซ่อมหมดไปเป็นแสนเลยครับ (ลุงขับ 300E)
ระหว่าง E นำหน้า กับ E ตามหลัง รุ่นมันต่างกันหรือมีอะไรที่แตกต่างกันอ่ะครับ

ขอบคุณมากครับ :D

รถเบนซ์นี่ผมมองแบบตาสีตาสา ไม่ได้รู้เรื่องมากว่า ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาของเจ้าของเก่าเป็นหลักเลยครับ ถ้าเกิดบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง จะเป็นรถที่ทนทาน ใช้งานได้ดี และค่าใช้จ่ายถูกมากด้วยการใช้อะไหล่เทียบคุณภาพดีแทนการเข้าศูนย์ครับ

ระหว่าง E หน้า กับ E หลังนี่ต่างกันพอสมควรครับ เครื่องยนต์ของ E หน้าจะเป็นแคมคู่ ใช้หัวฉีดแบบ Multi Point (M111, M104) ขณะที่เครื่องยนต์ของ E หลังจะเป็นแคมเดี่ยว ใช้หัวฉีด Mechanical ระบบ Jetronic (M102, M103) และมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะครับ ตัวรถ E หลังคุณภาพดีกว่าเยอะ แต่ตัวหัวฉีด Jetronic อาจจะจุกจิกกว่าถ้าใช้รถไม่ประจำ จอดบ่อยๆครับ

ปอลิง เสริมนิดนึงว่า มี E หลังบางคันใช้เครื่อง Multi Point แคมคู่ใหม่เหมือนกันนะครับ แต่หายากเพราะมีแค่ปีเดียว แล้วก็มี E หน้าบางคันเป็น E หลังแปลงด้วย จะเป็นเครื่องแบบเก่าครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: ps000000 ที่ สิงหาคม 02, 2016, 20:52:24
ดูภูมิฐานดีครับ รุ่นนี้
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: w212cdi ที่ สิงหาคม 03, 2016, 09:37:28
รถสวยดูเดิมๆ มาก ถ้าได้ล้อ 8 รู มาใส่ จะดูงามขึ้น

เจ้าของรถได้รถมาราคาดีมาก
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Artist ที่ สิงหาคม 03, 2016, 09:50:54
เขียนรีวิวสนุกดีครับ ไม่ใช่แค่รีวิวตัวรถ แต่มันมี passion ในการเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย อ่านแล้วอยากไปสอยรุ่นนี้มาซักคันจริงๆ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: checkmate ที่ สิงหาคม 03, 2016, 10:19:45
ปรบมือครับ ชอบบทความนี้ครับเขียนได้ดี ส่วนตัวผมก็เฝ้าฝันรอ E38 , E39 ซักคันมาเก็บงานเดิมๆให้กริ๊บๆ

สมัยวัยรุ่นก็อยากได้รถใหม่ พอแก่ตัว เริ่มอยากได้รถมีทรง
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: VORA ที่ สิงหาคม 03, 2016, 10:21:42
พูดตรงๆนะ...ตอนแรกเห็นไม่เคยกดเข้ามาอ่านเลย    แต่  หลังจากอ่าน reviewคุณแล้ว ...ขนลุก
น้ำตาซึมๆนะ  ไม่ใช่แค่ review รถแล้วนะ ลำดับเรื่อง คำพูด มุมมองชีวิต สำหรับผมที่กำลังพบเจอ
ปัญหาชีวิตบางอย่าง ได้อ่านแล้วถึงเป็นแบบนี้.....W124 คันนี้ในช่วงการใช้งาน ไปเที่ยว มาทำ
review เพิ่มนะครับ   ขอติดตามผลงาน......
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: yourturle ที่ สิงหาคม 03, 2016, 12:52:05
หนวดกุ้งมังกร รึเปล่า ;) ;) ;)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: tvm ที่ สิงหาคม 03, 2016, 13:49:05
เขียนได้ดี อ่านเพลิน สาระ มุมมอง ความรู้สึก ได้หมดเลย
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 03, 2016, 16:11:09
ดูภูมิฐานดีครับ รุ่นนี้

ใช่ครับ ผ่านมาตั้ง 20 ปี ก็ยังคงสวยภูมิฐานมากๆ

รถสวยดูเดิมๆ มาก ถ้าได้ล้อ 8 รู มาใส่ จะดูงามขึ้น

เจ้าของรถได้รถมาราคาดีมาก

กำลังคิดจะหาเลยครับ ติดตรงที่ล้อ 8 รู ต้องใช้น็อตใหม่ ตอนนี้เลยขอใช้ล้อเดิมไปก่อนนะครับ ;)

เจ้าของให้ราคามาดีมากจริงๆครับ เขาคงเห็นว่าเป็นคนซื้อใช้เอง ไม่ได้เอาไปทำกำไรต่อครับ

เขียนรีวิวสนุกดีครับ ไม่ใช่แค่รีวิวตัวรถ แต่มันมี passion ในการเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย อ่านแล้วอยากไปสอยรุ่นนี้มาซักคันจริงๆ

ขอบคุณครับ :) ผมมองว่าไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่มีความพิเศษ ก็เกิดความผูกพัน ความรักในการเป็นเจ้าของได้ครับ แต่สำหรับ W124 นี่เป็นรถที่พิเศษจริงๆครับ แค่ขับก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคนหลายๆคนถึงได้ชอบเบนซ์

ปรบมือครับ ชอบบทความนี้ครับเขียนได้ดี ส่วนตัวผมก็เฝ้าฝันรอ E38 , E39 ซักคันมาเก็บงานเดิมๆให้กริ๊บๆ

สมัยวัยรุ่นก็อยากได้รถใหม่ พอแก่ตัว เริ่มอยากได้รถมีทรง

ขอบคุณครับ ขอให้คุณทำตามความฝันได้สำเร็จนะครับ :D

พูดตรงๆนะ...ตอนแรกเห็นไม่เคยกดเข้ามาอ่านเลย    แต่  หลังจากอ่าน reviewคุณแล้ว ...ขนลุก
น้ำตาซึมๆนะ  ไม่ใช่แค่ review รถแล้วนะ ลำดับเรื่อง คำพูด มุมมองชีวิต สำหรับผมที่กำลังพบเจอ
ปัญหาชีวิตบางอย่าง ได้อ่านแล้วถึงเป็นแบบนี้.....W124 คันนี้ในช่วงการใช้งาน ไปเที่ยว มาทำ
review เพิ่มนะครับ   ขอติดตามผลงาน......

ขอบคุณครับ ผมดีใจนะครับที่รีวิวของผมทำให้เกิดความรู้สึกได้มากเช่นนี้ ผมไม่แน่ใจครับว่าจะได้อัพเดทบ่อยหรือไม่ เพราะการใช้งานประจำก็อาจจะไม่มีอะไรน่าสนใจมาก และผมไม่ใช่คนที่จะได้เที่ยวบ่อยครับ แต่ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจเพิ่มเติมผมจะคอยอัพเดทให้นะครับ ;)

หนวดกุ้งมังกร รึเปล่า ;) ;) ;)

หนวดกุ้งมังกรก็ยังเล็กอยู่ดีนะครับ ;D

เขียนได้ดี อ่านเพลิน สาระ มุมมอง ความรู้สึก ได้หมดเลย

ขอบคุณครับ :)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: J_Serie5 ที่ สิงหาคม 03, 2016, 23:13:43
เล่นรถรุ่นนี้อย่าลืมเกาะติด www.mercedesmania.com ไว้นะครับ บอกใบ้ให้นิดนึง ถ้าเบื่อที่จะซ่อมเครื่องและเกียร์ที่เก่าและจุกจิกตามอายุของมัน ให้ตามไปที่ Link นี้ http://www.mercedesmania.com/forum/index.php/topic,62728.0.html แล้วจะรู้ว่า benz ที่ซ่อมถูก อัตราเร่งสุดแรง และของเล่นเพียบมันเป็นยังไง
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Slipknot` ที่ สิงหาคม 04, 2016, 00:53:56
คุณปู่จอมเก๋า
 8) 8) 8)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: mongolias ที่ สิงหาคม 04, 2016, 11:40:35
อ่านแล้ว คันยุบยิบ อยากสอยมาเป็นเจ้าของสักคันครับ
เคยยื่นเรื่องไปที่ ผบ เมื่อสัก 2 ปีก่อน โดนปฏิเสธกลับมา ด้วยความที่อายุของรถเยอะไปหน่อย
ขอบคุณ จขกท ที่มาเล่า ปสก ให้อ่านด้วยครับ
ปล.เพิ่มอีกเวป Benzowner.net เวปนี้กูรู W124 เยอะ ลองหากระทู้เก่าๆอ่านดูครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: mairuna ที่ สิงหาคม 04, 2016, 13:29:50
อ่านเพลินเลย
ขอบคุณที่มารีวิวให้อ่านครับ  :) :) :)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.Boogie ที่ สิงหาคม 07, 2016, 23:14:09
ยินดีด้วยครับคุณแมว รถสภาพสวยมาก ;)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: WiNNz ที่ สิงหาคม 09, 2016, 13:42:43
อ่านแล้วอยากจะเป้นเจ้าของบ้างจังครับ รถพออายุเยอะขึ้น คันนี้อัตราบริโภคน้ำมันเป็นไงบ้างครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 09, 2016, 16:49:04
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านและแสดงความเห็นกันนะครับ :)

อ่านแล้วอยากจะเป้นเจ้าของบ้างจังครับ รถพออายุเยอะขึ้น คันนี้อัตราบริโภคน้ำมันเป็นไงบ้างครับ

ในเมือง 6 กิโลลิตรครับ แน่นอนว่าขับให้ช้าลงก็ประหยัดขึ้น แต่ขับในเมืองยังไงก็ต้องรีบหน่อยครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Trafalgar ที่ สิงหาคม 12, 2016, 20:29:45
ขอบคุณสำหรับรีวิวที่สุดยอดครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: localgame ที่ สิงหาคม 12, 2016, 21:02:04
สุดยอดครับ ปัจจุบันเป็นรถเบนซ์ที่ผมมองว่าช่วงล่างมันคือเบนซ์แท้ๆ ปัจจุบันเบนซ์ช่วงล่างไม่ได้นั่งสบายแบบนี้อีกแล้ว :'(
ส่วนM104 ถ้าคิดจะรีบวางก็ต้องรีบตัดสินใจนะครับ ปัจจุบันราคาเริ่มขึ้นเรื่อยๆแล้ว ต่างกับราคารถที่นับวันยิ่งลดลงเรื่อยๆ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: kenichi ที่ สิงหาคม 13, 2016, 11:48:58
ขอบคุณสำหรับรีวิวดี ๆ คับ ผมก็กำลังหา w124 มาเติมเต็มความฝันของผมอยู่เหมือนกัน และหวังว่าจะได้พบคันที่ถูกใจในเร็ววันนี้
   
   ปล.ผมชอบประโยตนี้มาก ๆ  "รถคันนี้มันคือสะพาน สะพานที่เชื่อมโยงคนสองเจเนอเรชั่นเอาไว้" โดนใจสุด ๆ เพราะ w124 มันไม่ใช่แค่ความฝันของผมคนเดียว แต่มันยังเป็นความฝันของบุพการีผมด้วย การได้ขับ w124 ให้บุพการีนั่งไปเที่ยวด้วยกัน จึงเป็นความฝันที่อยากจะทำให้ได้ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ.
 
 
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: sukhontha ที่ สิงหาคม 15, 2016, 09:34:41
....ขอบคุณครับ 

....อ่านแล้วคิดถึงคันของพี่แฟน....  คันนั้นจอดนิ่งสนิท มาร่วมหกเดือน ไม่ได้เสีย  แต่คันขับเบื่อ...  จอดจนแบตฯหมด 

....ถามเขา ไม่ขายไป  เขาบอก  เห็นราคาแล้วขายไม่ลง.ทิ้งไว้อย่างนี้แหละ..

....สำหรับผม  ลองขับแล้ว  ไม่ไหว  คันเร่งหนักจริงๆ  ....
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 30, 2016, 16:38:43
ขออภัยนะครับที่หายไปนาน ไม่ได้ตอบ ช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่งเล็กน้อย เพิ่งมีเวลาอัพเดทนะครับ นับตั้งแต่ผมทำรีวิว รายการซ่อมมีเพิ่มอีกเล็กน้อยครับ

เซนเซอร์อุณหภูมิน้ำ 460
เซนเซอร์แรงดันน้ำมันเครื่อง 980
เทอร์โมสแตด 850
ท่อน้ำตัวบน 450
ท่อน้ำไหลกลับ 300
กรองน้ำมันพาวเวอร์ 150
โอริงฝากระปุกน้ำมันพาวเวอร์ 100
(ค่าแรงทำหมดนี่ 400 ที่อู่เบนซ์ประชาอุทิศ)
สวิชต์ไฟฉุกเฉิน 400
ใบปัดน้ำฝน Bosch 500

และนับตั้งแต่ทำรีวิว เลขไมล์ก็ขึ้นมาอีก 1200 กิโลเมตรครับ ตัวรถยังไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มขึ้นมาครับ ผมก็ยังคงใช้อยู่ทุกวันครับ วันละประมาณ 40-50 กิโลเมตร และตราบใดที่น้ำมันยังราคาถูก ผมก็ยังจะคงใช้แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆแหละครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: vellcap ที่ กันยายน 04, 2016, 12:50:46
สภาพเดิมๆแบบนี้  ล้อลายนี้หายากมากเลยนะครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: supawit ที่ กันยายน 04, 2016, 14:53:18
ยินดีกับ จขกท กับรถใหม่ของเรา นะครับบ

ผมใช้ e280 code C อยู่เหมือนกัน เพิ่มเติมเป็นขุมพลัง LPG  พยายามเก็บสภาพตามกำลังทรัพย์ที่มีเพราะคุณพ่อห่วงมาก

(https://scontent.fbkk2-1.fna.fbcdn.net/v/l/t1.0-9/529170_3662400407021_1850688774_n.jpg?oh=2390e827746acdf2494a33afd1dd5602&oe=58540639)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ กันยายน 04, 2016, 20:07:37
สภาพเดิมๆแบบนี้  ล้อลายนี้หายากมากเลยนะครับ

ล้อลายนี้หายากสิครับ เพราะมันไม่สวย ;D ตอนนี้ผมได้ล้อใหม่มาแล้วครับ เร็วๆนี้คงได้ถ่ายภาพมาอัพเดท แต่ล้อเดิมก็จะยังคงเก็บเอาไว้นะครับ

ยินดีกับ จขกท กับรถใหม่ของเรา นะครับบ

ผมใช้ e280 code C อยู่เหมือนกัน เพิ่มเติมเป็นขุมพลัง LPG  พยายามเก็บสภาพตามกำลังทรัพย์ที่มีเพราะคุณพ่อห่วงมาก


รุ่นนี้เก็บไม่ยากและไม่แพงเลย ผมก็กำลังค่อยๆทำเช่นกันครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ กันยายน 06, 2016, 17:46:50
ตามที่ได้สัญญาไว้ครับ นี่คือล้อที่ผมนำมาใส่แทน 6.5x15 et48 W124 แท้ตรงรุ่น เป็นล้อลาย 15 ช่องครับ

รวมค่าล้อกับค่าน็อตและค่าเปลี่ยน จบลงที่ 5,600 บาทครับ

ส่วนล้อกระทะของเดิมนั้น ก็ยังคงเก็บเอาไว้เหมือนเดิมครับ ไม่ได้ทิ้งหรือขายแต่อย่างใด
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Super hornet ที่ กันยายน 11, 2016, 18:41:47
ก่อนอื่นต้องยินดีกับคุณเจ้าของกระทู้ก่อน ว่าคุณกำลังขับตำนานติดล้ออยู่ สมัยนั้นเป็นเบนซ์ในฝันของหลายๆคน บัดนี้ก็ยังมีคนมองหาตลอดw124 E200ถือว่าของหายากพอสมควรนะ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซนต์แล้วพวก E220 E280จะเยอะกว่ามาก

แล้วE200เดิมๆ เครื่องเดิมๆแบบนี้ผมไม่คิดว่าจะหลงเหลือแล้วนะ โชคดีจริงๆที่ได้เห็น
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ กันยายน 11, 2016, 19:08:18
ก่อนอื่นต้องยินดีกับคุณเจ้าของกระทู้ก่อน ว่าคุณกำลังขับตำนานติดล้ออยู่ สมัยนั้นเป็นเบนซ์ในฝันของหลายๆคน บัดนี้ก็ยังมีคนมองหาตลอดw124 E200ถือว่าของหายากพอสมควรนะ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซนต์แล้วพวก E220 E280จะเยอะกว่ามาก

แล้วE200เดิมๆ เครื่องเดิมๆแบบนี้ผมไม่คิดว่าจะหลงเหลือแล้วนะ โชคดีจริงๆที่ได้เห็น

ขอบคุณมากครับ :)

E200 เดิมๆเนียนๆ ใน Benz Classic Thailand ยังมีอยู่ประมาณ 4-5 คันครับ ถ้าเกิดจะให้เป็นตำนานและหายากกว่านี้ ก็คงต้องเป็น E200 Diesel แท๊กซี่สนามบินในตำนานครับ คันนี้ผมเคยเห็นบนถนนแค่ไม่กี่คันเท่านั้นเอง ส่วนมากจะพังไปหมดแล้วครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: JDM ที่ กันยายน 28, 2016, 18:18:29
อัตราบริโภคน้ำมันไม่แย่นะครับ 190e 2.0 ผมวิ่งในเมืองได้ 6km/l ส่วน Camry 2.0 2014 ได้ 8km/l ซึ่งเทียบกับเครื่องที่สดใหม่กว่ากัน 20 ปี
ผมเชื่อว่า Benz รุ่นเก่า ทรงเหลี่ยมๆจะสวย และทรงคุณค่าขึ้นเรื่อยๆครับ ถ้าได้รับการดูแลที่ดีจากเจ้าของ ต่อให้คุณมีเงินที่จะออกรถป้ายแดงมาขับ
ความประทับใจหลังพวงมาลัย ก็ไม่เหมือนกับรถเก่าที่เรา Build ขึ้นมาด้วยความตั้งใจแน่ๆครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ กันยายน 28, 2016, 18:47:03
อัตราบริโภคน้ำมันไม่แย่นะครับ 190e 2.0 ผมวิ่งในเมืองได้ 6km/l ส่วน Camry 2.0 2014 ได้ 8km/l ซึ่งเทียบกับเครื่องที่สดใหม่กว่ากัน 20 ปี
ผมเชื่อว่า Benz รุ่นเก่า ทรงเหลี่ยมๆจะสวย และทรงคุณค่าขึ้นเรื่อยๆครับ ถ้าได้รับการดูแลที่ดีจากเจ้าของ ต่อให้คุณมีเงินที่จะออกรถป้ายแดงมาขับ
ความประทับใจหลังพวงมาลัย ก็ไม่เหมือนกับรถเก่าที่เรา Build ขึ้นมาด้วยความตั้งใจแน่ๆครับ

ผมเพิ่งเอาไปซ่อมมาครับ วัดได้แย่สุด 5.1km/l ตอนที่คอมแอร์ตัดไม่ได้ ตอนนี้คอมแอร์ตัดได้แล้ว คาดว่าน่าจะได้ดีกว่าเดิมพอสมควรครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: Natta1842 ที่ พฤศจิกายน 24, 2016, 15:32:36
ล้อใหม่สวยมากครับ รีวิวละเอียดดีครับชอบๆ
เป็นเบนซ์ที่ผมชอบมากที่สุดเลย W124 ได้คลุกคลีกับรถเพื่อนพ่อมาตั้งแต่สมัยเด็กๆสองคัน 230E สีครีม กับ E220 (230Eแปลง) สีทอง เกียร์ 4spd M/T ทั้งคู่ ตอนเด็กๆชอบมาก โดยเฉพาะ 230E สีครีมเป็นอะไรที่สวยมากกกก อยากได้มาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ก็ยังอยากได้อยู่ เป็นเบนซ์ที่ไม่จุกจิกเลย ค่าซ่อมพอๆกับรถยุ่น แต่ฟิลลิ่งการขับดีกว่ามากๆครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ พฤศจิกายน 27, 2016, 13:38:13
ล้อใหม่สวยมากครับ รีวิวละเอียดดีครับชอบๆ
เป็นเบนซ์ที่ผมชอบมากที่สุดเลย W124 ได้คลุกคลีกับรถเพื่อนพ่อมาตั้งแต่สมัยเด็กๆสองคัน 230E สีครีม กับ E220 (230Eแปลง) สีทอง เกียร์ 4spd M/T ทั้งคู่ ตอนเด็กๆชอบมาก โดยเฉพาะ 230E สีครีมเป็นอะไรที่สวยมากกกก อยากได้มาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้ก็ยังอยากได้อยู่ เป็นเบนซ์ที่ไม่จุกจิกเลย ค่าซ่อมพอๆกับรถยุ่น แต่ฟิลลิ่งการขับดีกว่ามากๆครับ

ขอบคุณครับ ถ้าเกิดอยากได้จริง รออีกซักพักครับ ผมคิดว่าตัวรถยังเสื่อมมูลค่าได้อีกนิดหน่อย แต่อะไหล่คาดว่าจะยังหาได้ง่าย ซ่อมถูกไปอีกนานครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: tubtup ที่ ธันวาคม 07, 2016, 14:49:29
ชอบรีวิวนี้มากครับ เหมือน จขกท.เขียนความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจ เป็นรีวิวในรูปแบบของตัวเอง ลึกซึ้งครับ

ผมตอนนี้ก็ใช้รถตกทอดต่อมาจากรุ่นคุณพ่อครับ ขายตอนนี้ก็ได้ไม่กี่หมื่น แต่เวลาแต่งแต่ล่ะครั้งจัดเต็มเอาของดีใส่ตลอด ถึงคนอื่นจะมองว่า มันเก่าไม่มีคุณค่าอะไร แต่สำหรับผมมีคุณค่าทางจิตใจ

และตอนนี้อยากได้ BMW มือสองสักคัน เพราะตอนผมเด็กๆ แม่เคยพูดไว้ว่าอยากนั่งบีเอ็ม อยากซื้อมาพาคุณแม่ไปเที่ยวครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ ธันวาคม 09, 2016, 21:26:58
ชอบรีวิวนี้มากครับ เหมือน จขกท.เขียนความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจ เป็นรีวิวในรูปแบบของตัวเอง ลึกซึ้งครับ

ผมตอนนี้ก็ใช้รถตกทอดต่อมาจากรุ่นคุณพ่อครับ ขายตอนนี้ก็ได้ไม่กี่หมื่น แต่เวลาแต่งแต่ล่ะครั้งจัดเต็มเอาของดีใส่ตลอด ถึงคนอื่นจะมองว่า มันเก่าไม่มีคุณค่าอะไร แต่สำหรับผมมีคุณค่าทางจิตใจ

และตอนนี้อยากได้ BMW มือสองสักคัน เพราะตอนผมเด็กๆ แม่เคยพูดไว้ว่าอยากนั่งบีเอ็ม อยากซื้อมาพาคุณแม่ไปเที่ยวครับ

คุณค่าทางจิตใจ ต่อให้อธิบายยังไง คนที่ไม่ได้เคยมีประสบการณ์ก็อาจจะไม่เข้าใจครับ แต่ลึกๆแล้วผมเชื่อว่าความรู้สึกแบบนี้ต้องมีอยู่กับทุกคนครับ

ขอให้โชคดี มีโอกาสได้ทำตามความฝันที่จะมี BMW นะครับ :)

ผมถือโอกาสอัพเดทสถานการณ์นะครับ เพราะเห็นว่าเมื่อเร็วๆนี้มีคนตั้งกระทู้ถามถึงรถรุ่นนี้พอดี นับตั้งแต่อัพเดทซ่อมไปครั้งสุดท้าย 30 สิงหาคม ผมใช้รถไป 4,300 กิโลเมตร

ผมได้จัดการไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องมาครั้งหนึ่ง เป็น Shell Helix HX8 5W-40 ใช้ 6 ลิตร ผมซื้อแกลลอน+2ขวด ราคา 2,040บาท กรองน้ำมันเครื่องเทียบขาประจำ W124 ยี่ห้อ Mahle 150บาท แล้วก็ค่าแรงที่อู่เบนซ์แถวๆพระประแดง 250บาท ผมตัดสินใจเปลี่ยนจากของเดิม Valvoline 10W-40 กึ่งสังเคราะห์ เร็วนิดนึง จากปกติ 7,000 กิโล ผมเปลี่ยนที่ 6,000 เลขไมล์ตอนเปลี่ยนประมาณ 225,200 กิโลเมตร

ไม่มีรายการซ่อมอื่นๆครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: eHEV ที่ ธันวาคม 09, 2016, 22:56:20
สอบถาม จขกท ครับ

นอกจากรีวิวนี้ มีรีวิว W124 อันไหนแนะนำอีกบ้างครับ

กับ ที่ จขกท ต้องใช้น้ำมันเครื่องเบอร์หนาถ่ายบ่อย เพราะรถเริ่มกินน้ำมันเครื่องหรือเปล่าครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ ธันวาคม 09, 2016, 23:15:21
สอบถาม จขกท ครับ

นอกจากรีวิวนี้ มีรีวิว W124 อันไหนแนะนำอีกบ้างครับ

กับ ที่ จขกท ต้องใช้น้ำมันเครื่องเบอร์หนาถ่ายบ่อย เพราะรถเริ่มกินน้ำมันเครื่องหรือเปล่าครับ

ก่อนซื้อผมไม่ได้อ่านรีวิวอันไหนเจาะจงนะครับ ผมอาศัยถามพี่ๆเพื่อนๆเอา แล้วก็อาศัยเว็บไซต์อย่าง BenzOwner.net กับ PelicanParts ครับ

ส่วนที่ใช้น้ำมันเครื่องเบอร์หนา เป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆครับ ถ้ามี 50 ให้เลือก ผมก็คงเลือกไปแล้วครับ ผมเป็นคนขับรถลากรอบบ่อย (เพราะเครื่องเล็กด้วย) ถ้าเบอร์บางไปเครื่องจะสึกหรอมากกว่าที่อยากให้เป็น รถผมใช้มา 6,000 กิโล ไม่หายซักหยดครับ จริงๆใช้ 30 ก็ได้ ยังไม่หายครับ

ปล.ในเล่มคู่มือก็แนะนำว่าเมืองร้อนอย่างประเทศไทยควรจะใช้น้ำมันเบอร์ 50 ครับ เป็น 20W-50 ในตอนที่รถออกใหม่ ปัจจุบันมี 15W-50 แต่ผมไม่มีโอกาสไปซื้อครับ อาศัยสะดวกที่สุดเอา ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินเลือกเท่าไหร่
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ ธันวาคม 10, 2016, 22:44:21
อัพเดทสั้นๆครับ

(http://i.imgur.com/En5lEao.jpg)
(http://i.imgur.com/rPJNft0.jpg)
(http://i.imgur.com/XQk1oml.jpg)
(http://i.imgur.com/gFqBhNk.jpg)

วันนี้ผมไปเข้าร่วม Meeting กับกลุ่ม BENZ CLASSIC W124 THAILAND ครับ ได้พบเจอเพื่อนๆที่ใช้ W124 เยอะมาก ได้คุยเกี่ยวกับรถรุ่นนี้หลายๆอย่าง แฟนคลับของรถรุ่นนี้เยอะมากครับ ปัญหาอะไรที่มี ก็มีผู้ที่มีความรู้ให้คำตอบได้เสมอ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ W124 น่าใช้ครับ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ ธันวาคม 25, 2016, 00:58:36
อัพเดทอีกครั้งครับ

เมื่อวันที่ 21-23 ผมตัดสินใจที่จะไปเที่ยวเชียงใหม่ และผมตัดสินใจว่าทางที่ดีที่สุด ก็คงจะเป็นการขับรถไป การนั่งเครื่องบินไปอาจจะเร็วกว่า การนั่งรถไฟไปอาจจะถูกกว่า แต่สรุปสุดท้าย ผมเลือกที่จะขับรถไป ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างด้วยกัน อย่างแรกเลยคือจำนวนผู้เที่ยวมี 5 คน ค่าเครื่องบินนั้นจะสูงมาก และยังต้องเสียค่าเช่ารถอีก การมีรถขับทำให้การเดินทางไปยังที่เที่ยวต่างๆทำได้สะดวกมาก ในเวลา 72 ชั่วโมง ผมสามารถไปเที่ยวได้เกือบทุกที่ที่ควรจะไปในเชียงใหม่ แน่นอนว่า 16 ชั่วโมงต้องเสียไปกับการขับรถ แต่เมื่อแลกกับการที่ได้ไปเที่ยวครบทุกที่แล้ว ผมว่าคุ้มค่าครับ

อีกเรื่องที่สำคัญคือประสบการณ์ครับ

พูดตรงๆนะ...ตอนแรกเห็นไม่เคยกดเข้ามาอ่านเลย    แต่  หลังจากอ่าน reviewคุณแล้ว ...ขนลุก
น้ำตาซึมๆนะ  ไม่ใช่แค่ review รถแล้วนะ ลำดับเรื่อง คำพูด มุมมองชีวิต สำหรับผมที่กำลังพบเจอ
ปัญหาชีวิตบางอย่าง ได้อ่านแล้วถึงเป็นแบบนี้.....W124 คันนี้ในช่วงการใช้งาน ไปเที่ยว มาทำ
review เพิ่มนะครับ   ขอติดตามผลงาน......

เนื่องด้วยความเห็นนี้เอง ทำให้ผมตัดสินใจที่จะเดินทางด้วยรถคันนี้ ผมอยากจะเก็บประสบการณ์เอาไว้ว่า ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ แม่แจ่ม กิ่วแม่ปาน แม่กำปอง นิมมาน อะไรก็ตามรถคันนี้พาไปถึงที่หมายมาหมดแล้ว และผมขอรายงานได้เลยว่า 1,600 กิโลเมตร รถคันนี้ไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าดอยจะสูงขนาดไหน ทางจะชันอย่างไร รถคันนี้ก็ขึ้นได้หมด แม้ว่าจะต้องแบกน้ำหนักถึง 300 กิโลกรัมก็ตาม ความร้อนคาอยู่ที่ 87 องศาตลอด และอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 9-10 กิโลเมตรต่อลิตร ทั้งๆที่ไม่ได้ขับช้า อีกอย่าง ผมอยากที่จะพิสูจน์ว่าแม้จะเป็นรถเก่า 21 ปี ก็ยังสามารถที่จะไปไหนก็ได้ที่เราอยากไป กลับให้ได้ ไปให้ถึง

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าเยอะ รถคันนี้จะทำให้ผมจดจำเอาไว้ รถคันนี้ก็จะยังเป็นเครื่องบันทึกว่า ครึ่งหนึ่ง มิตรภาพเคยเกิดขึ้นบนท้องถนน ในรถคันนี้ ที่ที่แห่งนี้ รถคันนี้จะทำให้นึกถึงความสุขและความทุกข์ที่มีเคยมี แม้ว่าอาจจะไม่ได้พบกันอีกก็ตาม ผมคงจะต้องเสียใจมากในวันที่ต้องจากรถคันนี้ไป เพราะการที่ต้องจากรถคันนี้ ก็เหมือนกับการที่ต้องจากความทรงจำดีๆที่เคยมีไว้ ความทรงจำที่ผมไม่อยากลืม

ถึงกระนั้น สักวันรถคันนี้ก็จะไม่ใช่ของผมอีกต่อไปอยู่ดี

แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะไม่สามารถมีความสุขกับรถคันนี้ในตอนนี้ ใช่ไหมครับ?

(http://i.imgur.com/jn1g3xT.jpg)
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: jumpon77 ที่ สิงหาคม 29, 2017, 19:36:01
ยังอยู่หรีอเปล่าอะ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: eHEV ที่ สิงหาคม 29, 2017, 19:58:40
ยังอยู่หรีอเปล่าอะ

คันนี้คือ รถที่ไปร่วมงานด้วยนิครับ น่าจะยังอยู่นะ
หัวข้อ: Re: รีวิว Mercedes E200 W124 มีเงินเท่าหนวดกุ้ง ตื่นสะดุ้งเบนซ์มาจากไหนวะ
เริ่มหัวข้อโดย: TheRealMeaw ที่ สิงหาคม 02, 2019, 20:35:53
ผมคิดว่าผมติดอัพเดทกับทุกคนอยู่นะครับ ไม่มีใครตอบมา 2 ปีละ

จากการอัพเดทครั้งสุดท้ายนะครับ ตัวรถแทบไม่มีอะไรเสียเลยครับ ผมใช้ต่อมาเรื่อย ๆ มีเก็บซ่อมสีบ้าง แล้วก็รายการเปลี่ยนก็มีอาทิเช่น ท่อน้ำ ท่อแวคคั่ม ท่อน้ำมันที่เป็นยางต่าง ๆ ผมจับเปลี่ยนแทบทุกเส้น สายพานหน้าเครื่อง ปะเก็นท่อไอเสียที่รั่ว เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ตามระยะ ต้องยอมเลยว่า W124 พอทำจบแล้วเป็นรถที่เสถียรมาก ขอแค่คอยขับอยู่เรื่อย ๆ ปัญหาแทบไม่มีเลยครับ

แต่ช่วงหลัง ผมรู้สึกว่า ผมทำทุกอย่างที่อยากทำกันรถคันนี้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ไปในที่ที่อยากไป ทำสิ่งที่อยากทำ หลายเรื่องอยากเล่านะครับ แต่เล่าไม่ได้ เอาเป็นว่าถ้าเป็นคนใกล้ตัวก็คงรู้ว่าทำอะไรไป นี่เป็นปัญหาครับ เพราะผมเป็นประเภทที่หยุดทำรถไม่ได้ มันมีจุดอยู่จุดหนึ่งที่ผมต้องตัดสินใจว่า จะทำรถคันนี้ให้เป็นรถที่ผมอยากให้เป็น ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลมาก (เครื่อง 320 หรือ 36 ช่วงล่าง ล้อ ยาง เบรค เก็บสีทั้งคัน ฯลฯ ตีงบไว้สัก 5 แสน)

ผมจึงตัดสินใจปล่อยรถคันนี้ไปในคลับ ตอนที่ผมใช้ครบ 2 ปี เป็นระยะทาง 20,000 กิโลเมตร เมื่อกลางปีที่แล้วครับ รวมแล้วก็ ปีกว่าแล้ว เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้ามันถึงเวลา มันก็ต้องไปครับ ถ้าคิดคำนวณราคาขายกับเงินที่ทำไป ขาดทุนย่อยยับครับ รถขับดี วิ่งดี เสถียรเชื่อถือได้ แต่สภาพข้างนอกไม่กริ๊บ ก็ขายตามมูลค่าไป

ถามว่าทำไมมาอัพเดทวันนี้ เพราะกว่า 1 ปีที่ผมขายไป วันนี้ ผมเจอรถคันนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยความกึ่งบังเอิญกึ่งตั้งใจ ดูดีกว่าตอนอยู่กับผมเยอะครับ แต่มันยังเป็นรถคันเดิมอยู่ สภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่เลย ตอนที่ผมเจอ ผมรู้สึกเหมือนกับได้เจอแฟนเก่าระหว่างที่กำลังเดินไปตามท้องถนนเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นแฟนเก่าที่เลิกกันด้วยดีและยังเป็นมิตรกันอยู่ นี่ขนาดผมเอารถที่ผมซื้อมาแทนไปด้วยเลยนะ


ก็ขอจบการรีวิวเกี่ยวกับรถคันนี้อย่างเป็นทางการนะครับ รถไม่อยู่กับผมมานานพอสมควรแล้วครับ ขอบคุณครับ