Headlight Magazine : community

General => User's Voice => ข้อความที่เริ่มโดย: the kit ที่ กันยายน 02, 2017, 16:36:24

หัวข้อ: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 02, 2017, 16:36:24
ผมซื้อ D-Max 2.5 4Doors Hi-Lander Z-Prestige A/T คันนี้มาตั้งแต่ป้ายแดง เป็น lot แรกๆ หลังจากโฉมนี้ออกมา
(ตอนเปิดโฉม คือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 54)
ตั้งแต่ซื้อมา ก็รู้สึกได้เลยว่ามันเป็นรถรูปร่างสวย แต่ค่อนข้างอืด เร่งไม่ทันใจแต่ก็ยังไม่อยากไปยุ่งกับเครื่องยนต์
เนื่องจากรถยังใหม่และยังอยู่ในรับประกัน
การตกแต่งเพิ่มเติมนั้นจึงมีเพียงแค่ ล้อแม็กแต่งของแท้ขอบ 16 Offset +10 กับยาง BF A/T 265/70-16
และยกขึ้นอีก 2” ด้วย Step บ้านๆ ช็อคอัพต่างๆ และทุกๆ อย่างยังคงเป็นไปตาม STD  8)

ช่วงใกล้หมดประกัน (ประมาณ 2 ปีที่แล้ว) ก็มองหาวิธีที่จะทำให้มันกระฉับกระเฉงขึ้น เน้นอัตราเร่งช่วงใช้งาน
(80-100, 100-120, 120-140) ไม่ได้เน้นความเร็วสูงสุด
ในช่วงนั้นจะมีเพียงแค่ กล่องแต่ง ก็มีอยู่ในใจแล้วอยู่ 2 รุ่น แต่ยังไม่มีเวลาทำและรถคันนี้ก็แทบไม่ค่อยได้ใช้

จนกระทั่งประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ดูแล้วว่าพอมีเวลาเล่นกับมันบ้าง เลยคิดว่าจะเอาไงดี ระหว่าง REMAP กับ กล่องแต่งพ่วง

หาข้อมูลมาพอสมควร
สรุปเลือก REMAP เพราะ ต้องการความเรียบร้อย ดูเดิมๆ จากโรงงาน, ปรับค่าได้ทั้งระบบที่กล่อง ECU รถมันทำได้
และเลือกปลดล็อคต่างๆ ที่เราต้องการได้
ผิดจากกล่องแต่งพ่วง ทำได้แค่เพิ่มแรงดันในราง กับ ยกหัวฉีดให้นานขึ้น แต่อีกหลายอย่างยังถูกจำกัดไว้จากกล่อง ECU

คือ ถ้าจะเน้นแรงสุดๆ คงต้อง REMAP เพื่อปลดล็อคระบบต่างๆ ใน ECU ก่อน จากนั้นมาพ่วงกล่องแต่ง เพื่อจูนแบบ Real Time อีกที
อันนี้ถึงจะสุดๆ  ;D ;D

เอาล่ะเมื่อคิดได้ว่าเลือก Remap แล้ว
ปัญหาเลยมีว่าจะทำที่ไหนดี อันนี้ล่ะ สำคัญ!! ตอนนี้มีเยอะมาก บางเจ้ามีไดโนฯ, บางเจ้าถูก, บางเจ้ามีชื่อจากสนามแข่ง,
บางเจ้าเป็นนักทดสอบรถ มีรายการรถเป็นของตัวเอง ฯลฯ
(ใครล่ะที่จะจูนดี ตอบสนองโจทย์ของลูกค้า ใส่ใจหลังการขาย เพราะ ได้แต่อ่านจากข้อมูล on-line แต่ไม่ได้รู้จักกัน :'()

ผมเลือกวิธี...
โทรคุย, ไลน์หา, msg คุย คุยถูกจริตคนไหน เอาคนนั้นล่ะ!!?? (ไม่เคยทำมาก่อนนี่หว่า เอาถูกจริตมาก่อนล่ะ จะเป็นไงว่ากันอีกที
พอๆ กันกับเลือกเนื้อคู่!! หน้าตาก็สำคัญ แต่สำคัญกว่า คือ เข้ากันได้ไหม :-[)

ผมเลือก นักทดสอบรถ อ.ว.เพราะ คิดว่า ค่าทำไม่กี่ตังค์ แต่ถ้าทำห่วยมา มันคงไม่คุ้มค่าชื่อเสียงของเขานะ
เพราะต้องพูดในรายการวิทยุแทบทุกวัน  ::) ::)

นัดกัน 12.00 เจอปุ๊ป คุยกันนิดหน่อย ว่ารถมีทำอะไรมาบ้าง เอา Step ไหน
ผมเลือก Step อนุบาล เน้นเหนียวๆ ทนๆ ควันไม่ดำ และผมจะไม่แต่งอะไรเพิ่ม ชอบท่อเดิมเงียบๆ แคตฯ ไม่เอาออก
ขออัตราเร่งช่วง 100-140 เพิ่ม ความเร็วปลายไม่สน แล้วเริ่มทำกันทันที (เพิ่งรู้ว่า อ.ว. นี่รุ่นๆ กันกับผม)

เริ่มต้นด้วยการ “ดูด” !!  ดูดของเก่าใน ECU ไปในคอมฯ เพื่อเอาข้อมูลไปปรุง ให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ  :-X


(http://www.mx7.com/i/225/5T759s.jpg)


(http://www.mx7.com/i/2bf/o72Osa.jpg)


ก่อนติดตั้ง MAP ใหม่ ก็ต้องลองของเดิมก่อนว่ามันเป็นไง
เดี๋ยวจะกลายเป็นสติกเกอร์ติดแล้วแรง ติดแล้วประหยัดน้ำมัน 
เพราะการ REMAP นี่ ก่อนติดและหลังติด คือ จะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากรถเลย ถ้าไม่ได้ลองขับ และบันทึกค่าเอาไว้ก่อน
เพราะ มันไม่เปลี่ยนทั้งเสียงเครื่อง, เสียงท่อไอเสีย, รอบเดินเบา
อ.ว. ให้ลูกน้องติด VBOX racelogic ที่หนังสือรถชื่อดังหลายๆ หัว นิยมใช้ (เครื่องนี้ ตอนนี้อาจจะรุ่นเก่าไปนิด แต่ค่าเชื่อถือได้)
เพื่อหาค่าจริง ไม่ได้นั่งเทียนมาเล่า  :D

ข้อจำกัดในการทดสอบครั้งนี้
-  รถ D-Max 2.5 4Doors Hi-Lander Z-Prestige A/T โฉม All New ปี 2012 ใช้งานมาประมาณ 50,000 กม.
   ทุกอย่างอยู่ในสภาพ STD ยกเว้น ล้อขอบ 16 กับยาง BF A/T 265/70-16 และยกขึ้นอีก 2” ด้วยช็อคอัพ STD
-  เกจ์วัด Boost AutoMeter Phantom หน้าขาว
-  VBOX RACELOGIC อุปกรณ์จับเวลา เชื่อมต่อดาวเทียม
-  ผู้ขับทดสอบ อ.ว.
-  น้ำหนักผู้โดยสาร+ผู้ทดสอบ ประมาณ 225 กก. (3 คน)
-  แอร์ 25C auto


(http://www.mx7.com/i/21a/KPjZQf.jpg)


(http://www.mx7.com/i/0a8/Qvmpmh.jpg)


(http://www.mx7.com/i/21d/0g7jFM.jpg)


ไปลองวิ่งกัน  รถเดิมๆ มันจะได้เท่าไรนะ  ???


(http://www.mx7.com/i/022/fVXcRI.jpg)


(http://www.mx7.com/i/0f8/CbZWDU.jpg)


ตามตารางจะเห็นได้ว่า
รถคันนี้ 0-100 กม./ชม. วิ่งได้ 15.01 วิ ที่ระยะทาง 248.57 เมตร (ทดสอบนี้ใช้ 2Run เอาRun ที่ดีที่สุด)
โคตรช้าเลย อืดมาก เหมือนไม่ใช่ รถ พ.ศ.นี้  แต่ก็เอาน่า มันจะกลายเป็นอดีตในอีกไม่ช้านี้
และต้องบอกก่อนว่ารถคันนี้เดิมๆ ทั้งคันจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่อไอเสีย และอื่นๆ แถมมีหนักเพิ่มเติม
ที่ล้อและยาง + ความสูงที่ต้านลมเพิ่มขึ้นจากการยกขึ้นอีก 2”  >:(

คราวนี้มาถึงทีของ MAP ใหม่ที่ถูกปรุงมา ใช้เวลาปรุงใน “ฐาน16” ไป 3 ชม. ก็ได้ความกลมกล่อมรสนุ่มนวลออกมา
เอา MAP ใหม่ที่ถูกปรุงมาใน com link ผ่าน OBD ของรถ เพื่อเข้าไปเขียนทับ MAP เดิมใน ECU ติดรถประมาณ 10 นาที
แล้วออกไปลองของ โดยใช้ VBOX racelogic เป็นตัววัดค่าเช่นเดิม


(http://www.mx7.com/i/0b5/bXslOz.jpg)


(http://www.mx7.com/i/07d/AEHoSZ.jpg)


(http://www.mx7.com/i/2bd/1UsLlb.jpg)


ตามตารางจะเห็นได้ว่า
0-100 กม./ชม. วิ่งได้ 10.90 วิ ที่ระยะทาง 182.37 เมตร (ทดสอบนี้ใช้ 2Run เอาRun ที่ดีที่สุด)
ที่ boost 23 psi + น้ำมันที่เพิ่มขึ้น + อื่นๆใน ecu ที่เปลี่ยนไป  0-100 เร็วขึ้น  4.11วิ!!  :o :o :o
ค่อยเป็นรถในสมัยปัจจุบันหน่อย
เวลาดีขึ้นก็จริง  แต่ผมว่าแรงดึงเหมือนน้อยไปหน่อย
อ.ว. สงสัยว่าน้ำมันอาจจะน้อยไปนิด และอยากจะลด boost ลงมาหน่อย เผื่อเหนียว  :)

เพราะผมอยู่ “บ้านนอก” ผมจึงเลือก Step ที่เน้นทนทาน วิ่งแช่ยาวได้ และที่สำคัญ คือ ผมไม่นิยมควันดำ  :)

จึงต้องปรุงเพิ่มอีกนิด ลด Boost อีกหน่อย, เพิ่มน้ำมันอีกนิด
ใช้เวลาปรุงไม่นาน ประมาณ 30 นาที แล้วไปลองกัน


(http://www.mx7.com/i/156/oc9ZBb.jpg)


(http://www.mx7.com/i/25d/84QC6z.jpg)


(http://www.mx7.com/i/0d3/bhIAUH.jpg)

จากตารางจะเห็นว่า
0-100 กม./ชม. วิ่งได้ 10.98 วิ ที่ระยะทาง 183.97 เมตร (ทดสอบนี้ใช้ 2Run เอาRun ที่ดีที่สุด)
ที่ boost 22 psi + น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอีกจากปรุง1 + อื่นๆใน ecu ที่เปลี่ยนไป  0-100 ช้าลง 0.08วิ
เวลาช้าลง 0.08 วิ Boost น้อยลง 1 psi แต่รู้สึกว่ารถกลับดึงมากขึ้น ช่วงกลาง 80-140 ขับง่ายขึ้น สนุกขึ้น และควันยังไม่ดำเหมือนเดิม  :)

ผมเลยเลือกสูตรการปรุงนี้ ใช้เวลาปรุง-ชิม-เสริฟ รวมๆ 5 ชม.ครึ่ง กับรถคันเดียว
นานมาก แต่ก็รู้สึกคุ้มค่ามากในการทำครั้งนี้  :) :) :)
 
แรงม้าได้เท่าไรไม่รู้ เพราะไม่ได้ขึ้นไดโนฯ แต่เท่าที่คุย  อ.ว. ว่าน่าจะ 50-60 ม้าที่เพิ่มขึ้น!!!  :o :o :o
แต่ส่วนตัวผมว่า น่าจะ 20-30 ม้า (จริงลงล้อ) นะ ::)

ผมจับเวลาต่างๆ ไว้ดังนี้
ก่อน REMAP
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ!! (พิมพ์ถูกต้อง สิบสามวินาที)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
รถเดิมๆ boost สูงสุดอยู่ที่ 19 psi

หลัง REMAP
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ เร็วขึ้น 6.6 วิ!!! เหลือเชื่อมาก!!!  ;)

(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
รถเดิมๆ ทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมมา นอกจาก Remap boost สูงสุดอยู่ที่ 22 psi

เมื่อเทียบจากตารางที่ HLM ทดสอบเพื่อนร่วมรุ่น


(http://www.mx7.com/i/269/ZVEYBy.jpg)


จะเห็นได้ว่า D-Max ผม
0-100  ในเวลา 10.89 วิ จะมาเป็นอันดับที่ 6 ในตาราง
เร็วกว่า Chev 4dr 2.8 4X4 6AT Duramax1, Revo 2.8G ตัว Top และเร็วกว่า 1.9 Bluepower รุ่นน้อง

80-120  ในเวลา 7.3 วิ จะมาเป็นอันดับที่ 3 ในตาราง!!!   
เป็นรองแค่ Navara 2.5VL กับ Triton Plus 2.4 MIVEC เท่านั้น

อัตราการกินน้ำมัน ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร!!  :D :D
ความประหยัด อยู่ที่ 3 ตามตาราง ที่ความเร็ว 110 Boost จะอยู่ที่ 6.2 psi (ก่อน remap ผมไม่ได้จับไว้)

แต่เท่าๆที่ลองอัตราการกินน้ำมัน เหมือนประหยัดขึ้นทุกช่วงความเร็ว แต่ไม่ยืนยัน 100% เพราะ จับมาแบบคร่าวๆ
ในความเร็วอื่นๆ เช่น 100 และ 120

ความเร็วสูงสุดไม่ได้ลอง แต่คิดว่า 180 ตามไมล์ติดรถถึงแน่ เพราะตอนลองบางช่วง กดเร่ง กดแซง ลืมๆ มองอีกที่ 170 กว่าๆ

ถ้าจะเอาให้แรงกว่านี้ ก็สามารถทำได้อีกเยอะ เท่าที่หาข้อมูลมา TURBO VG ของเครื่อง 2.5 จะรับ boost สูงสุดไม่เกิน 28 psi
คือ ใรถสภาพเดิมๆ ทุกอย่าง เอาแบบเค้นๆ จัดหนัก แต่เป็นไส้เดิมๆ นี่จะได้แรงม้าเพิ่มขึ้นจาก STD 100-140 แรงม้า
แต่อุปกรณ์ต่างๆ จะกลับบ้านเร็วมาก

แต่ถ้ามีการทำแบบครบๆ ทั้งไส้ใน-นอก, Turbo และอื่นๆ คือ ทำทั้งตัว แรงม้ารถดีเซลจากเครื่อง ISUZU
ตระกูล 4J สามารถไปได้ถึง 800 แรงม้าลงล้อ!!! ครับ  ??? ??? ???

กลับมาที่ Step อนุบาลที่ผมเลือก
เงินจำนวนต่ำหมื่น ทำได้มากกว่าที่คิด ถ้าเลือกที่จะใช้ถูก
-   ทำ header + ท่อ ม้างอกได้อย่างมากไม่เกิน 10% (DMAX รุ่นผม ม้าลงล้อจริง เดิมๆ น่าจะไม่เกิน 120 ตัว) ได้เสียงขู่คู่ต่อสู้
-   กล่องแต่ง ได้ม้าใกล้เคียง REMAP ราคาใกล้เคียงกัน
-   กล่องคันเร่ง ไม่มีแรงม้าเพิ่ม มีแต่ตัวช่วยหลอกคันเร่ง ให้มันกดคันเร่งเพิ่มขึ้นแทนเรา  รู้สึกกดเป็นมา คันเร่งเบาขึ้น

สรุป
การ REMAP สามารถตอบโจทย์ที่ผมต้องการได้เป็นอย่างดี
0-100 เร็วขึ้น 4.03 วิ
100-120 เร็วขึ้น 1.5 วิ
120-140 เร็วขึ้น 6.6 วิ
อัตราการกินน้ำมันที่ 110 กม./ชม. ประหยัดขึ้น 0.6 กม./ลิตร
 
อัตราเร่งแซงดีขึ้น คันเร่งเบาขึ้น ขับในเมืองง่ายขึ้น ไม่ต้องกดเยอะ ควันไม่ดำ ทุกอย่างๆ ยังเป็นไปตาม STD โรงงาน
รถกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเยอะ รอรอบน้อยลงเยอะ แรงขึ้น แต่กลับประหยัดมากกว่าเดิม  :D :D ;) ;) ;D ;D

ผมเข้าใจว่า กดคันเร่งน้อยกว่าเดิม แต่แรงมากกว่าเดิม รอรอบน้อยลง พุ่งมากขึ้น พอลอยลำ boost น่าจะเท่าๆ กับก่อน Remap
เลยทำให้ประหยัดขึ้น

ตอนนี้ D-Max 2.5 4Doors Hi-Lander Z-Prestige A/T ที่เคยอืด หลัง REMAP แล้ว ตอนนี้ก็อยู่ “แถวหน้า” ในเพื่อนร่วมรุ่นกับเขาเหมือนกัน ใครที่หาวิธีเพิ่มพลังให้รถ ลองมองแนวทางนี้ดูครับ จ่ายไม่มาก แต่ได้กลับมาคุ้มค่าทีเดียว  :D :D ;D ;D ;) ;) :) :)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: ps000000 ที่ กันยายน 02, 2017, 18:03:30
รูปไม่ขึ้นเลยครับ หรือ เน็ตผมไม่ดี
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: Trafalgar ที่ กันยายน 03, 2017, 17:12:07
ไม่เห็นรูปเหมือนกันครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 04, 2017, 12:04:34
ผมดูในเครื่องผม มันมองเห็นรูปนะ

แต่เพื่อนผมเขาดูในมือถือ รูปไม่ขึ้นเหมือนกัน

ผมพยายามแก้ไขให้แล้ว แต่มันก็ยังไม่ขึ้นเหมือนกัน (ไม่รู้จะทำยังไงแล้วล่ะ)
ทั้งๆ ที่ใน photobucket ก็ตั้งค่าเป็น public และไม่ได้ล็อคอะไรเลยนะ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 04, 2017, 12:21:22
ถึงผู้ที่มองไม่เห็นรูป

รูปส่วนใหญ่เป็นภาพ ยืนยันว่าได้มีการบันทึกค่าในการทดสอบรถผ่าน VBOX RACELOGIC

ค่าที่ได้ก็ ตามที่ระบุเป็นตัวอักษรเลยครับ

สรุปการ Remap ทำให้รถคันนี้ วิ่งดีขึ้นในทุกๆ ความเร็ว ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
ความร้อน ความเย็นแอร์ และอื่นๆ ทุกอย่างยังคงเป็นตามปกติของรถ STD ที่ควรจะเป็น

แต่ไม่ได้ หมายความว่า การ Remap จะทำให้ดีขึ้นในรถทุกๆ คันที่ได้ทำ เพราะ มันมีหลายปัจจัย เช่น
- คนจูน
- Step ที่เลือก
- ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์+ECU

ทั้งหมด เป็นแค่การเล่าสู่กันฟัง ซึ่งในระยะยาวก็ยังไม่รู้ว่าเป็นไง แต่ในเบื้องต้นคิดว่า น่าจะเหมือนเดิม เพราะ ผมเลือก step อนุบาลนะ

ปล. พอดีมีเวบอื่นที่ผมลงไว้ มีคนเข้าใจว่าผมรีแมพกับใคร
อ.ว ที่ว่า ชื่อเล่น บอย ครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 08, 2017, 10:35:15
แก้ไขเรื่องรูปให้แล้ว
รูปน่าจะมาแล้วนะครับ

มีข้อสงสัย สามารถพูดคุยได้ครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: chanvitjeab ที่ กันยายน 09, 2017, 12:38:55
น่าสนใจมาก
ที่ว่าประหยัดขึ้น พอมีตัวเลขคร่าวๆใม้ครับ ขอบคุณครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 09, 2017, 13:15:12
น่าสนใจมาก
ที่ว่าประหยัดขึ้น พอมีตัวเลขคร่าวๆใม้ครับ ขอบคุณครับ

อัตราการกินน้ำมัน ใน step ที่ผม remap ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร

อัตราการกินน้ำมันที่ 110 กม./ชม. ประหยัดขึ้น 0.6 กม./ลิตร
 
อัตราเร่งแซงดีขึ้น คันเร่งเบาขึ้น ขับในเมืองง่ายขึ้น ไม่ต้องกดเยอะ ควันไม่ดำ ทุกอย่างๆ ยังเป็นไปตาม STD โรงงาน
รถกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเยอะ รอรอบน้อยลงเยอะ แรงขึ้น แต่กลับประหยัดมากกว่าเดิม

ยินดีครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ตุลาคม 03, 2017, 13:02:11
รายงานภาคต่อ หลังจากรีแมพมา 1 เดือนกว่าๆ

การกินน้ำมันยังคงเป็นไปตามที่ได้บอกในข้างต้น

แต่ที่เป็นห่วง คือ เรื่องควันดำว่ามันจะมีเยอะไหม เพราะตอนที่ไปรีแมพนั้น ขับแบบกระแทก อัดตลอด มันใช้รอบสูงตลอดเวลา
ถ้ามาใช้งานจริงๆ ขับปกติ ไม่เกิน 120 วิ่ง ตจว. มีทั้งรถติดและปกติ จะเป็นไง  ;)

1 เดือนกว่าๆ ใช้รถคันนี้ไป สามพันกว่า กม. เท่าที่ดูจากฝากระบะท้าย ไม่พบคราบเขม่าแต่อย่างใด ยังเหมือนรถ std ทุกประการ
ตอนติดเครื่องรอบเดินเบา ก็ไม่มีควันไหลมากวนใจ  8)

ถ้าดูจากสภาพภายนอก ก็นึกว่าแค่ ยกสูงนิด เปลี่ยนยางใหญ่อีกนิด เพราะเสียงเครื่องและท่อยังคงเดิม
เพียงแต่ว่าถ้ากดสุดออกตัว มันจะฟรีทิ้งพอควรสำหรับถนนคอนกรีตแล้วดีดออก
ถ้าบนถนนลาดยางจะฟรีทิ้งจนกระทั่ง TCS เข้ามาตัดกำลัง จึงออกตัวได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่ามันแรงอะไรขนาดนั้น แต่ยาง BF ที่ใช้มันอายุค่อนข้างเยอะแล้ว (5ปีกว่า) มันค่อนข้างจะแข็งมากแล้ว
ต้นปีหน้า ก็จะถูกปลดระวาง 

สรุป หลังจากรีแมพมา ตลอดระยะเวลา 1 เดือนกว่าทุกอย่างยังคง "ปกติ"
ถ้าไม่บอก ก็ไม่มีใครรู้ว่า รถแต่งมา นี่ไม่ใช่รถเดิมๆ 2.5 อืดๆ คันเก่าแล้ว
ใครสนใจที่จะเพิ่มความแรง การรีแมพนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก
เพียงแต่ว่า เราต้องเลือกความแรงให้มันเหมาะกับที่เราต้องการครับ  8)


หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: O_o" ที่ ตุลาคม 10, 2017, 15:09:30
ขอบคุณครับ ใช้เป็นแนวทางได้ครับ สำหรับหลายๆคนที่มองวิธีเพิ่มความแรง
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: xman2029 ที่ ตุลาคม 10, 2017, 15:24:49
มันจะมีผลเสียระยะยาวไหมครับ อยาก remap เหมือนกันแต่ก็กลัวว่าระยะยาวจะทำให้พวกอะไหล่หรือเครื่องยนต์เสื่อมไวก่อน std จากโรงงาน
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ตุลาคม 10, 2017, 15:55:52
มันจะมีผลเสียระยะยาวไหมครับ อยาก remap เหมือนกันแต่ก็กลัวว่าระยะยาวจะทำให้พวกอะไหล่หรือเครื่องยนต์เสื่อมไวก่อน std จากโรงงาน


มีคนทำรถด้วย turbo เดิมๆ ได้ถึง 28psi โดยใช้งานได้และไม่พังในระยะเวลาอันสั้น

เมื่อก่อนผมมี Isuzu มังกรทอง 90HP ไม่มี turbo มา ยังเอาไปยัดเพิ่มที่ร้านแถวรามอินทรา
ใส่ Turbo Nissan Z18 มา boost 7psi ตั้งแต่สองหมื่นกว่าโล ยันขายไปเกือบ สามแสนโล
ท่อไอเสียตรงยิงหน้าเพลา ปั้มเดิมแต่งสปริง คลัทช์เดิม เฟืองท้ายเดิม
ล้อ Lorinser RSK2 ขอบ17"+ ยาง yokohama AVS 215/45-17 (ยางกับล้อ แพงมากกกกก ในสมัยนั้น)
เว้าแชสสีย์ หัวเพลา โขกกระบะท้าย หูแหนบกล่องฟิลม์แนวนอน (ลงหนังสือชื่อดังด้วยในสมัยนั้น  8) )
ขับโหด ไล่กับพวก 1G-GTE, 1G-GZE ได้สบาย แต่ถ้าเจอ 7M-GTE ต้องยอมให้เขา ยังไม่พังเลย

กลับมาพูดถึง DMAX หัวจรวดที่เอาไปรีแมพ อันนี้รถเดิมๆ มี turbo vg จากโรงงาน เดิมๆ boost มาก็ค่อนข้างสูง
รถกระบะดีเซลยุคใหม่ boost จากโรงงานมาค่อนข้างสูงทั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด Ranger 2.2 STD boost 22psi
 
รถผมเพิ่ม boost จากเดิม 19 มาเป็น 22 psi น่าจะทำให้ turbo สึกหรอมากกว่าเดิม
แต่ไม่น่ามาก เพราะ boost ที่ปรับขึ้นมาเพิ่มขึ้นเพียง 13.64% และมีการปรับน้ำมันเพิ่มขึ้นมาให้สมดุลด้วย เลยคิดว่าไม่น่าเป็นกังวลครับ

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา ว่าเราจะบอกคนจูนเขายังไง
และที่สำคัญ คนจูน พร้อมจะทำตามเราว่าหรือเปล่า !!???
(เพราะ ถ้าไม่แรงมาก ไปติดสำนักแต่งเขา แล้วโดนสวนจะเสียชื่อเขาได้ เขาอาจจะจูนสเตปกลางๆ แทน)

หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ธันวาคม 25, 2017, 11:33:31
รายงานหลังจาก REMAP มา 3 เดือนกว่าๆ และใช้มาอีกเกือบ 7 พัน กม.

ทุกอย่างยังปกติเหมือนเช่นเดิม ควันไม่ดำ ควันไม่ไหล รอบเดินเบายังนิ่งเหมือนรถ STD อัตราการกินน้ำมันยังคงเดิมตามที่แสดงไว้ในข้างต้น

แต่วันนี้มีเสริมพิเศษ เอาใจคน "รถนิยมสูง"
จากที่รถผมตอนนี้คือมีการยกขึ้น 2"หน้าหลังมาแล้ว ผมใช้ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8ชั้น
ซึ่งยางเบอร์นี้รถ STD ไม่ยกก็สามารถใส่ได้ โดยไม่ติดเวลาเลี้ยว (ขึ้นอยู่กับ offset แม็กด้วยนะ)

ยางของผมมันหมดอายุแล้ว ต้นปีหน้าว่าจะเปลี่ยนเอาเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้มันเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
ผมได้ไปขอยืมล้อ+ยางของเพื่อนมาลองดูก่อนว่า feel มันเป็นไง
ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น มาลองใส่ดู

ผลที่ได้ดูเต็มซุ้มมากขึ้น เลี้ยวก็ไม่ติด
จากการใช้งานประมาณ 3 ร้อยกว่า กม. feel ในการเข้าโค้งโยนขึ้น เจอทางไม่เรียบเป็นลอน โยนมากขึ้นมาก
อาจเป็นเพราะ ช่วงล่างรถผม STD ทุกอย่าง เพียงแค่ยกสูงแบบบ้านๆ เข้าไป นน.ยาง ที่เพิ่มขึ้นพอควร
ตัวช็อคอัพที่มีอายุ 5ปีกว่าๆ (แต่ยังดีอยู่) ไม่สามารถเก็บอาการได้หมด

แต่ที่อยากบอก คือ รถอืดขึ้นเยอะพอควร และน้ำมันดูเหมือนจะกินมากขึ้นพอควรด้วย (ไม่ได้วัดมา)
แต่อัตราเร่งจับมาให้ ไปดูเวลากันครับ

ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 10.89 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น (31.7")
0-100 ใช้ 12.7 วิ (จับเวลาด้วย Casio G-Shock แบบ กดจับพร้อมตีนกดกระทืบ)
80-120 ใช้ 9.2 วิ
100-120 ใช้ 6.4 วิ ###แย่กว่ารถ STD ก่อน REMAP ซะอีก###
120-140 ใช้ 8.6 วิ

รถเดิมๆ ก่อน REMAP  ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 15.01 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
### ตีนปลายไม่ได้ลอง เพราะไม่ใช่ลักษณะการใช้รถของผม แต่คิดว่ายางใหญ่ขึ้นความเร็วต้องลดลง ###

สรุป การเปลี่ยนยางเบอร์ยอดนิยมในรถยก 2"
265/75-16 (31.7") เมื่อเทียบกับยางเบอร์ติดรถ 265/70-16 (30.6") ที่ใหญ่ขึ้น 1.1"
นี่มีผลต่ออัตราเร่งเป็นอย่างพอควรเลยทีเดียว ทั้งที่
ขนาดแม็กใกล้เคียงกัน นน.ต่อวงต่างกันไม่น่าจะเกิน 2kg.
ยางใหญ่ขึ้น ชั้นผ้าใบต่างกัน นน.ต่างกันไม่น่าเกิน 4kg. ต่อเส้น
นน.โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 kg. และเส้นรอบวงยาวขึ้น 8 cm.
แต่ทำให้รถอืดขึ้นเยอะ อืดขึ้นแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ดูตัวเลข ในการวิ่งนอกเมือง
แต่การวิ่งในเมืองรถติดๆ ขยับโยก ที่ไม่ใช่กดแยกชนแยก ยังเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ยาง 265/75-16 มีข้อดี คือ สวยขึ้น เต็มขึ้น ลุยได้มากขึ้นอีกนิด แค่นั้น
คุ้มไม่คุ้มลองให้ นน.ดูเอาเอง

แต่โดยส่วนตัวผมคงเลือก 265/70-16 เหมือนเดิม ดีกว่า สวยไม่เท่า แต่อัตราเร่งเร้าใจกว่าเยอะ ;D
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: punn ที่ ธันวาคม 25, 2017, 12:37:27
รายงานหลังจาก REMAP มา 3 เดือนกว่าๆ และใช้มาอีกเกือบ 7 พัน กม.

ทุกอย่างยังปกติเหมือนเช่นเดิม ควันไม่ดำ ควันไม่ไหล รอบเดินเบายังนิ่งเหมือนรถ STD อัตราการกินน้ำมันยังคงเดิมตามที่แสดงไว้ในข้างต้น

แต่วันนี้มีเสริมพิเศษ เอาใจคน "รถนิยมสูง"
จากที่รถผมตอนนี้คือมีการยกขึ้น 2"หน้าหลังมาแล้ว ผมใช้ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8ชั้น
ซึ่งยางเบอร์นี้รถ STD ไม่ยกก็สามารถใส่ได้ โดยไม่ติดเวลาเลี้ยว (ขึ้นอยู่กับ offset แม็กด้วยนะ)

ยางของผมมันหมดอายุแล้ว ต้นปีหน้าว่าจะเปลี่ยนเอาเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้มันเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
ผมได้ไปขอยืมล้อ+ยางของเพื่อนมาลองดูก่อนว่า feel มันเป็นไง
ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น มาลองใส่ดู

ผลที่ได้ดูเต็มซุ้มมากขึ้น เลี้ยวก็ไม่ติด
จากการใช้งานประมาณ 3 ร้อยกว่า กม. feel ในการเข้าโค้งโยนขึ้น เจอทางไม่เรียบเป็นลอน โยนมากขึ้นมาก
อาจเป็นเพราะ ช่วงล่างรถผม STD ทุกอย่าง เพียงแค่ยกสูงแบบบ้านๆ เข้าไป นน.ยาง ที่เพิ่มขึ้นพอควร
ตัวช็อคอัพที่มีอายุ 5ปีกว่าๆ (แต่ยังดีอยู่) ไม่สามารถเก็บอาการได้หมด

แต่ที่อยากบอก คือ รถอืดขึ้นเยอะพอควร และน้ำมันดูเหมือนจะกินมากขึ้นพอควรด้วย (ไม่ได้วัดมา)
แต่อัตราเร่งจับมาให้ ไปดูเวลากันครับ

ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 10.89 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น (31.7")
0-100 ใช้ 12.7 วิ (จับเวลาด้วย Casio G-Shock แบบ กดจับพร้อมตีนกดกระทืบ)
80-120 ใช้ 9.2 วิ
100-120 ใช้ 6.4 วิ ###แย่กว่ารถ STD ก่อน REMAP ซะอีก###
120-140 ใช้ 8.6 วิ

รถเดิมๆ ก่อน REMAP  ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 15.01 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
### ตีนปลายไม่ได้ลอง เพราะไม่ใช่ลักษณะการใช้รถของผม แต่คิดว่ายางใหญ่ขึ้นความเร็วต้องลดลง ###

สรุป การเปลี่ยนยางเบอร์ยอดนิยมในรถยก 2"
265/75-16 (31.7") เมื่อเทียบกับยางเบอร์ติดรถ 265/70-16 (30.6") ที่ใหญ่ขึ้น 1.1"
นี่มีผลต่ออัตราเร่งเป็นอย่างพอควรเลยทีเดียว ทั้งที่
ขนาดแม็กใกล้เคียงกัน นน.ต่อวงต่างกันไม่น่าจะเกิน 2kg.
ยางใหญ่ขึ้น ชั้นผ้าใบต่างกัน นน.ต่างกันไม่น่าเกิน 4kg. ต่อเส้น
นน.โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 kg. และเส้นรอบวงยาวขึ้น 8 cm.
แต่ทำให้รถอืดขึ้นเยอะ อืดขึ้นแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ดูตัวเลข ในการวิ่งนอกเมือง
แต่การวิ่งในเมืองรถติดๆ ขยับโยก ที่ไม่ใช่กดแยกชนแยก ยังเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ยาง 265/75-16 มีข้อดี คือ สวยขึ้น เต็มขึ้น ลุยได้มากขึ้นอีกนิด แค่นั้น
คุ้มไม่คุ้มลองให้ นน.ดูเอาเอง

แต่โดยส่วนตัวผมคงเลือก 265/70-16 เหมือนเดิม ดีกว่า สวยไม่เท่า แต่อัตราเร่งเร้าใจกว่าเยอะ ;D

อันนี้น้ำหนักล้อกับยางต่างจากเดิม จะเรียกว่าแค่ 24 kg คงไม่ได้มั้งครับเนี่ย
น้ำหนักที่เกิดใต้สปริงรถเนี่ย สาหัสนะครับ บางคนบอกน้ำหนักใต้สปริงนี่ต้องคูณ 10 กันเลย

อย่างเคสนี้จะเทียบได้ว่ารถต้องเจอน้ำหนักเพิ่มราวๆ 240 kg เลยครัช

ผมเล็งธรรมดาๆ ขอแค่เบาลงบ้าง ขนาดเดิมๆพอแล้วครับ รถผมแรงน้อย
เปลี่ยนอะไรก็คงเบากว่าติดรถเดิมๆหละ คิดเล่นๆ คงลดได้สัก 12 โล น่าจะแจ่มขึ้นบ้างหละ  ;D
(พอดีมาจากสายอนุรักษ์ของเก่า จะทำแต่ละอย่างนี่ต้องตอบคนในบ้านเยอะครัช ปลดทีละข้อๆไป  :-[)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ธันวาคม 26, 2017, 11:45:05
รายงานหลังจาก REMAP มา 3 เดือนกว่าๆ และใช้มาอีกเกือบ 7 พัน กม.

ทุกอย่างยังปกติเหมือนเช่นเดิม ควันไม่ดำ ควันไม่ไหล รอบเดินเบายังนิ่งเหมือนรถ STD อัตราการกินน้ำมันยังคงเดิมตามที่แสดงไว้ในข้างต้น

แต่วันนี้มีเสริมพิเศษ เอาใจคน "รถนิยมสูง"
จากที่รถผมตอนนี้คือมีการยกขึ้น 2"หน้าหลังมาแล้ว ผมใช้ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8ชั้น
ซึ่งยางเบอร์นี้รถ STD ไม่ยกก็สามารถใส่ได้ โดยไม่ติดเวลาเลี้ยว (ขึ้นอยู่กับ offset แม็กด้วยนะ)

ยางของผมมันหมดอายุแล้ว ต้นปีหน้าว่าจะเปลี่ยนเอาเบอร์ใหญ่ขึ้น ให้มันเต็มซุ้มล้อมากขึ้น
ผมได้ไปขอยืมล้อ+ยางของเพื่อนมาลองดูก่อนว่า feel มันเป็นไง
ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น มาลองใส่ดู

ผลที่ได้ดูเต็มซุ้มมากขึ้น เลี้ยวก็ไม่ติด
จากการใช้งานประมาณ 3 ร้อยกว่า กม. feel ในการเข้าโค้งโยนขึ้น เจอทางไม่เรียบเป็นลอน โยนมากขึ้นมาก
อาจเป็นเพราะ ช่วงล่างรถผม STD ทุกอย่าง เพียงแค่ยกสูงแบบบ้านๆ เข้าไป นน.ยาง ที่เพิ่มขึ้นพอควร
ตัวช็อคอัพที่มีอายุ 5ปีกว่าๆ (แต่ยังดีอยู่) ไม่สามารถเก็บอาการได้หมด

แต่ที่อยากบอก คือ รถอืดขึ้นเยอะพอควร และน้ำมันดูเหมือนจะกินมากขึ้นพอควรด้วย (ไม่ได้วัดมา)
แต่อัตราเร่งจับมาให้ ไปดูเวลากันครับ

ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 10.89 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
80-120 ใช้ 7.3 วิ
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

ล้อแต่งของเลียนแบบ TE37 ขอบ 16x8 offest 0 กับยาง BF A/T 265/75-16 ผ้าใบ 10 ชั้น (31.7")
0-100 ใช้ 12.7 วิ (จับเวลาด้วย Casio G-Shock แบบ กดจับพร้อมตีนกดกระทืบ)
80-120 ใช้ 9.2 วิ
100-120 ใช้ 6.4 วิ ###แย่กว่ารถ STD ก่อน REMAP ซะอีก###
120-140 ใช้ 8.6 วิ

รถเดิมๆ ก่อน REMAP  ล้อแต่งแท้ขอบ 16x8 offest +10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น (30.6")
0-100 ใช้ 15.01 วิ (จับเวลาและทดสอบด้วย V-Box)
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
### ตีนปลายไม่ได้ลอง เพราะไม่ใช่ลักษณะการใช้รถของผม แต่คิดว่ายางใหญ่ขึ้นความเร็วต้องลดลง ###

สรุป การเปลี่ยนยางเบอร์ยอดนิยมในรถยก 2"
265/75-16 (31.7") เมื่อเทียบกับยางเบอร์ติดรถ 265/70-16 (30.6") ที่ใหญ่ขึ้น 1.1"
นี่มีผลต่ออัตราเร่งเป็นอย่างพอควรเลยทีเดียว ทั้งที่
ขนาดแม็กใกล้เคียงกัน นน.ต่อวงต่างกันไม่น่าจะเกิน 2kg.
ยางใหญ่ขึ้น ชั้นผ้าใบต่างกัน นน.ต่างกันไม่น่าเกิน 4kg. ต่อเส้น
นน.โดยรวมเพิ่มขึ้น ประมาณ 24 kg. และเส้นรอบวงยาวขึ้น 8 cm.
แต่ทำให้รถอืดขึ้นเยอะ อืดขึ้นแบบสัมผัสได้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ดูตัวเลข ในการวิ่งนอกเมือง
แต่การวิ่งในเมืองรถติดๆ ขยับโยก ที่ไม่ใช่กดแยกชนแยก ยังเหมือนเดิมไม่แตกต่าง

ยาง 265/75-16 มีข้อดี คือ สวยขึ้น เต็มขึ้น ลุยได้มากขึ้นอีกนิด แค่นั้น
คุ้มไม่คุ้มลองให้ นน.ดูเอาเอง

แต่โดยส่วนตัวผมคงเลือก 265/70-16 เหมือนเดิม ดีกว่า สวยไม่เท่า แต่อัตราเร่งเร้าใจกว่าเยอะ ;D

อันนี้น้ำหนักล้อกับยางต่างจากเดิม จะเรียกว่าแค่ 24 kg คงไม่ได้มั้งครับเนี่ย
น้ำหนักที่เกิดใต้สปริงรถเนี่ย สาหัสนะครับ บางคนบอกน้ำหนักใต้สปริงนี่ต้องคูณ 10 กันเลย

อย่างเคสนี้จะเทียบได้ว่ารถต้องเจอน้ำหนักเพิ่มราวๆ 240 kg เลยครัช

ผมเล็งธรรมดาๆ ขอแค่เบาลงบ้าง ขนาดเดิมๆพอแล้วครับ รถผมแรงน้อย
เปลี่ยนอะไรก็คงเบากว่าติดรถเดิมๆหละ คิดเล่นๆ คงลดได้สัก 12 โล น่าจะแจ่มขึ้นบ้างหละ  ;D
(พอดีมาจากสายอนุรักษ์ของเก่า จะทำแต่ละอย่างนี่ต้องตอบคนในบ้านเยอะครัช ปลดทีละข้อๆไป  :-[)

ไอ้ นน.ใต้สปริงนี่ไม่มีความรู้เลย
แต่รู้แน่ๆ ว่า นน.ล้อ(ขนาดและส่วนประกอบ)+ยาง(ขนาดและส่วนประกอบ)+offset+หน้ากว้างของยาง ที่เปลี่ยนไป 
ส่งผลต่ออัตราเร่ง และ Handling โดยตรงเลย

MB C220 W202 ของผม ล้อเดิม 195/65-15 กระทะเหล็กมีฝาครอบพลาสติกตราดาว เปลี่ยนมาเป็น
BRABUS MONOBLOCK III 3ชิ้น หน้าตื้น 225/40-18 หลังลึก 265/35-18 โหลดด้วย Eibach+KONI เหลือง
นอกจากสวย เกาะถนนขึ้นแล้ว คือ อืด กินน้ำมันมากขึ้นเยอะ

และในคันอื่นๆ ที่ถูกเปลี่ยนล้อและยางให้ใหญ่ขึ้น ก็เจอ อืด และกินน้ำมันมากขึ้น เช่นเดียวกันทุกคัน
เพียงแต่จะมากกว่า STD แค่ไหนเท่านั้นเอง

แต่ก็แล้วแต่ว่าจะเลือก สวย เกาะมากขึ้น หรือเดิมๆ ดีกว่ากัน
"ได้อย่างเสียอย่าง"  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กุมภาพันธ์ 09, 2018, 11:09:59
รายงานเพิ่มเติม หลังจาก Remap ผ่านไป 10,000 กม.
ได้นำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อเช็คระยะ (รถหมดระยะประกันแล้ว) ที่ 6หมื่น กม. แต่เช็คใหญ่เหมือนทุกๆ 4 หมื่นกม.???

คือ รถคันนี้ใช้น้อยมาก ในระยะแรกๆ นี่ 1หมื่นโล 2 ปี
เช็คใหญ่ นี่คือ เปลี่ยนของเหลวทุกอย่างทั้งคัน รวมถึงมีการปรับตั้งวาว์ลให้อยู่ในค่ามาตรฐานด้วย

ตอนเอารถเข้าศูนย์ ผมมีหัวหน้าช่างประจำที่สนิทกันอยู่ เลยให้เขาช่วยดูเรื่อง
- ระยะห่างวาล์ว ว่ามันมากกว่า-น้อยกว่า รถคันอื่นที่เครื่องรุ่นเดียวกันไหม?
- ค่า CO2 ที่วัดโดยใช้ตัววัดแหย่ไปทางท่อไอเสีย?
- อื่นๆ ที่มันผิดจากคันอื่น
ว่ามันเป็นยังไง บ้างโดยไม่ได้บอกว่ารถผมไป Remap มา
โดยเขาก็ถามกลับว่าทำไมถึงสงสัย?
ผมบอกว่า รถใช้งานน้อย แต่ตอนหลังผมกดอัดบ่อยมาก กลัวเขม่ามันอุดตัน เลยอยากรู้ว่ามันจะสึกหรอผิดปกติไหม?
เขม่าเยอะไหม? ประมาณนี้

สรุป
ทุกอย่างยังคงปกติ ระยะวาล์วก็ทั่วไป, CO2 ก็ตามเกณฑ์ นอกนั้นก็ปกติดี

เลยชวนเขาคุยเรื่อง กล่องแต่งและ Remap เพื่อขอความรู้เพิ่มเติม ในมุมมองของช่างและศูนย์
กล่องแต่ง  นี่ใส่มาทางศูนย์เห็นก็จะถ่ายรูปและลงบันทึกไว้ในเครื่อง ตัดสิทธิ์การรับประกัน แต่ทางอีซูซุจะเลือกตัดเป็นส่วนๆ ตามเห็นสมควร
             โดยมากควันจะดำ และเจอ ปห. หัวฉีดและรางค่อนข้างมาก
Remap  พวกนี้ดูยาก แต่พอสังเกตุได้ โดยดูจากเขม่าท่อไอเสีย และกดเร่งดูที่เกียร์ว่าง ถ้ารถค่อนข้างใหม่ควันดำออกมามาก
            จะลงบันทึกไว้ว่า "น่าจะ" มีการปรับแต่ง ECU มา แต่ยังไม่ได้ระบุแน่นอนถึงการตัดสิทธิ์รับประกัน
            (นโยบายทางศูนย์ ถ้ารถปกติ แค่เช็คระยะ จะไม่มีการนำรถออกไป test บนถนนหลวง และห้ามอัดรถในศูนย์)
ท่อแต่ง  แค่เปลี่ยนหม้อพักหลังหรือปลายท่อ คือแค่ ทำให้ท่อมันสวยขึ้น บางคันทำให้มันดังขึ้น ส่วนใหญ่พวกนี้อีซุ ยังคงรับประกัน
          เพราะถือว่าเป็นความชอบส่วนตัว แต่ถ้าทำตั้งแต่ header เขาควายมา อันนี้จะไม่รับประกันเรื่อง Turbo

นี่คือ ความเห็นในมุมมองของหัวหน้าช่างของศูนย์อีซุซุแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกศูนย์จะมีนโยบายแบบเดียวกันนะ

จบรายงาน
การใช้รถหลัง Remap มา 1 หมื่น กม. ทุกอย่างยังคงปกติดี อัตราเร่ง การกินน้ำมันยังคงเหมือนตอน remap มาใหม่ๆ
ควันดำไม่ปรากฎ ท้ายรถยังคงขาวดี กันชนท้ายยังคงโครเมียมเงาไร้คราบเขม่าดี เช่นเดียวกับรถ STD โรงงาน

ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมจะมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มครับ  8)

หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: Amnaj ที่ กุมภาพันธ์ 09, 2018, 12:33:12
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กุมภาพันธ์ 10, 2018, 10:41:21
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

ว่าแต่ว่า เมื่อ 6ปีที่แล้วมี remap ด้วยเหรอ และ 6ปีที่แล้วนี่เพิ่งส่งมอบรถกันเองนะ!!???

หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: Amnaj ที่ กุมภาพันธ์ 12, 2018, 12:50:31
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

ว่าแต่ว่า เมื่อ 6ปีที่แล้วมี remap ด้วยเหรอ และ 6ปีที่แล้วนี่เพิ่งส่งมอบรถกันเองนะ!!???

เห็นด้วยครับ
ผมเลือก STEP 2  บูส 23 จากที่เค้ามี 3 ระดับ ที่อยากตั้งข้อสังเกตุคือ ความดันในรางหากมันสูงเกิน limit  มันจะระบายออกกลับ ที่ไม่ทำท้ายรางเพื่อ Safe ปั้มคอมมอลเรว แต่สุดท้ายก็แตกได้ ทั้งที่รถใช้งานไม่เยอะเลย แต่ยอมรับเท้าหนัก

ที่ผมไป remap เป็นที่แรกๆเลยที่ผมทราบว่าเค้าทำ ตัวย่อ S ได้ข่าวว่าตอนนี้มีคดีเรื่องนำเข้าของแต่งผิดกฏหมายอยู่เค้าโฆษณาว่าซื้อลิขสิทธ์Software จาก เยอรมันมา รถ 6 ปีกว่า ได้มาไม่กี่เดือนก็ไป remap
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กุมภาพันธ์ 17, 2018, 12:57:46
รถผมรุ่นเดียวกัน remap มาจะ 6 ปีแล้ว ท้ายรางไม่เสริม วิ่งไป 50000 โล  อาทิตย์ก่อน ปั้มคอมมอลเรว พึ่งแตกไป ระยะยาวผมว่ามีผล อาจมีอย่างอื่นตามมาให้ซ่อมอีก

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

ว่าแต่ว่า เมื่อ 6ปีที่แล้วมี remap ด้วยเหรอ และ 6ปีที่แล้วนี่เพิ่งส่งมอบรถกันเองนะ!!???

เห็นด้วยครับ
ผมเลือก STEP 2  บูส 23 จากที่เค้ามี 3 ระดับ ที่อยากตั้งข้อสังเกตุคือ ความดันในรางหากมันสูงเกิน limit  มันจะระบายออกกลับ ที่ไม่ทำท้ายรางเพื่อ Safe ปั้มคอมมอลเรว แต่สุดท้ายก็แตกได้ ทั้งที่รถใช้งานไม่เยอะเลย แต่ยอมรับเท้าหนัก

ที่ผมไป remap เป็นที่แรกๆเลยที่ผมทราบว่าเค้าทำ ตัวย่อ S ได้ข่าวว่าตอนนี้มีคดีเรื่องนำเข้าของแต่งผิดกฏหมายอยู่เค้าโฆษณาว่าซื้อลิขสิทธ์Software จาก เยอรมันมา รถ 6 ปีกว่า ได้มาไม่กี่เดือนก็ไป remap

ครับ
ผมเอาเรื่องนี้ไปสอบถาม คนจูนรถผม อ.บอย และคนทำรถอีก 2-3 คนแล้วได้คำตอบมาดังนี้
- จูนไม่หนัก บูสต์ไม่เยอะ ไม่ต้องไปยุ่งกับท้ายราง เพราะถ้าทำไม่ดี หรือช่างไม่ชำนาญ อาจรั่วได้
และเมื่อรั่วแล้วรื้อมาทำใหม่ มักไม่ค่อยดี

boost step เบาๆ ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 23 psi (สำหรับ DMAX นะ) Step II boost ไม่เกิน 28psi
เกินกว่านี้ต้องเปลี่ยน Turbo ทำอื่นๆ อีกพอควร

ถ้ากดหนัก อัดโหด ยกถอน ปล่อยคันเร่งแบบอมๆ ไว้ กดกระแทกๆ บ่อยๆ และต่อเนื่อง ปั้มคอมมอนเรล รถเดิมไม่แต่ง ก็แตกได้ 

การทำท้ายรางเป็นการทำให้สปริงกดวาล์วแข็งขึ้น ไปเพิ่มแรงดันให้สูงขึ้นกว่า STD เพื่อให้น้ำมันจ่ายมากขึ้นและแรงขึ้น เพื่อให้รถแรงขึ้น
แต่จะทำให้อายุการของปั๊มและหัวฉีดสั้นลง เพราะต้องรับแรงดันที่สูงขึ้น

การทำรถแบบจูนหนัก, Boost เยอะ, เปลี่ยนหัวฉีดใหญ่ พ่วงกล่องขยายเวลาในการฉีด จึงจะเหมาะกับการทำท้ายรางมาก
เพราะหัวฉีดใหญ่ แรงดันในรางจ่ายก็จะลดลง จึงต้องทำท้ายรางให้แรงดันมันเพิ่มขึ้น แต่จะแค่ไหนต้องขึ้นกับคนจูนว่าเท่าไรมันจะ
mix and match ครับ

โดยส่วนใหญ่มักจะ แรงขึ้น แต่มักต้องมีควันดำ จากการเผาไหม้ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แน่นอน และในบางครั้งวิ่งรอบต่ำมักสำลักหรือสะดุด
ไม่มีแรง เนื่องจากตัว turbo ที่มีขนาดใหญ่ รอ boost สูง เพื่อไปปั่น และน้ำมันที่หนาเพิ่มขึ้นครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ มีนาคม 03, 2018, 12:19:29
ล้อชุดเก่า ยางหมดอายุแล้ว แต่ดอกยังเต็มอยู่ (ยางปลายปี 2011)

เลยมองหายางชุดใหม่ ว่าจะใส่ขนาดไหนดี มองไว้ 265/70 - 265/75 16 ก็เลยยืมล้อ "หมู่" กัน  มาใส่
265/75-16 ทำให้อัตราเร่งด้อยลงพอควร ตามที่ได้เล่าในด้านบน

เลยตั้งใจว่า เอา size เดิมที่ใช้อยู่นี่ล่ะ 265/70-16 แต่จะลองเปลี่ยนยี่ห้อดูบ้าง เพราะซื้อยาง AT ทีไรก็นึกถึงแต่ BF
แต่ตอนนี้มียี่ห้อในใจไว้แล้ว ยังไม่เคยลอง ต้องลองซักที

ก่อนวันที่จะเอารถไปเปลี่ยนยาง มีนัดกินข้าว จิบวุ้น คุยกับหมู่ ในเรื่องล้อๆ ยางๆ ด้วย
หมู่สนใจล้อที่ผมใช้อยู่ ผมบอกว่ายางมันหมดอายุแล้วนะ แต่มันก็อยากได้ (คนมันอยากได้ ยังไงมันก็เอา)
ขอเอาล้อเดิมติดรถ DMAX 1.9 Top ขับสองยกสูงมาแลก โดยวิ่งมา 8000 กม. แลกเปล่ากันเลย  ???

ก็ดีเหมือนกัน ประหยัดไปอีกสองหมื่นกว่า แต่ก็กลายเป็นรถเดิมๆ  ;)

คุยมาซะนาน  เข้าเรื่องเลยดีกว่า
ล้อและยางเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน!!???

ข้อจำกัด
- ล้อเดิมติดรถขอบ 18 Isuzu DMAX Hi-Lander 1.9 4DRS. ผลิตโดย Enkai 18x7 off33
- ยาง BS 255/60-18 สัปดาห์ 2717 เติมลม 35psi
- CASIO G-Shock จับเวลา กดจับพร้อม kickdown
- รถไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมจากที่บอกไว้ในด้านบน แค่เปลี่ยนล้อ+ยาง ความสูงช่วงล่างยังคงเดิม (ยกขึ้นอีก 2" ตั้งแต่ป้ายแดง)
- ความเร็วดูตามไมล์ติดรถ อ่อนประมาณ 4%
- ผู้ทดสอบ 2 คน นน.ประมาณ 155 กก.
- อุณหภูมิภายนอก 37c
- แอร์เปิด auto ที่ 25c

ไปดูผลทดสอบกัน
ก่อน REMAP (ล้อแท้ขอบ 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ปลายปี2011)
0-100 ใช้ 15.01 วิ (VBOX Race Logic)
100-120 ใช้ 5.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 13.0 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)

หลัง REMAP  (ล้อแท้ขอบ 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ปลายปี2011)
0-100 ใช้ 10.98 วิ (VBOX Race Logic)
80-120 ใช้ 7.3 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 4.4 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 6.4 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)

หลัง REMAP  (ล้อติดรถ DMAX Hi-Lander 1.9 ขนาด 18x7 off33 ยาง BS 255/60-18 สัปดาห์ 2717 เติมลม 35psi)
0-100 ใช้ 10.2 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 6.6 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 3.7 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.1 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)

จากการทดสอบจะเห็นได้ว่า
ล้อชุดใหม่ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลง 0.6" ยางหน้าแคบลงอีกนิด เนื้อยางนิ่มและละเอียดกว่า
ส่วน นน.ล้อ+ยาง ไม่แน่ใจ ไม่ได้ชั่งไว้ แต่คาดเดาว่า ล้อชุดใหม่เบากว่า

สามารถทำเวลาได้เร็วขึ้นในทุกช่วงความเร็วที่ทดสอบ
ใครจะเชื่อว่า ล้อและยาง มีผลต่ออัตราเร่งมากขนาดนี้
ต่อให้ บวกค่าต่างของเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 1.961% ก็ยังเร็วกว่าเดิม

ขอเล่า trick ที่ ISUZU ใช้ เกี่ยวกับล้อ+ยาง เพราะเป็นเจ้าเดียวที่ใช้ยางเบอร์แปลกกว่าใครเขา
ขอบ 18 ยี่ห้ออื่นใช้แต่ 265/60-18 แต่ Isuzu 255/60-18 ดูเหมือนว่าเล็กลงนิดเดียว??
แต่ Isuzu ยังมี trick ซ้อน trick คือยางเบอร์นี้สามารถลดความกว้างของกระทะล้อได้
โดย Isuzu จะใช้ล้อ 18x7 ส่วนยี่ห้ออื่น 18x7.5
แค่นี้ก็ทำให้ นน.ล้อและยางเบากว่า รวมถึงหน้าสัมผัสพื้นน้อยกว่า นั้นหมายถึงว่า ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า  8)
(ไอ้เล็กๆ น้อยๆ นี่ล่ะ ทำให้ขี่กัน น่าดู)

และมีความแปลกอีกอย่างที่ sidewall ของยางเบอร์ที่ว่า คือ
ยางมีบอกแค่ ขนาด, รับความเร็ว, วันผลิต, ชื่อรุ่น
แต่ไม่มีรายละเอียดบอกว่า สามารถเติมลมยางได้สูงสุดเท่าไร สามารถรับ นน.ได้เท่าไร และอื่นๆ !!???
(ลองไปสังเกตุดู เฉพาะยางติดรถรุ่นนี้นะ)

ผมได้โทรไปสอบถาม บ.แม่ของ BS TH ได้คำตอบจากฝ่ายเทคนิคว่า
กฎหมายไทย ไม่ได้บังคับไว้ คือ ไม่มีบอกก็ได้!!?? แต่ถ้าเป็น ตปท. ต้องระบุโดยละเอียด (Thailand Only)
แต่ก็เข้าใจว่า มันเป็นยางเบอร์เฉพาะที่ Isuzu สั่ง BS TH ผลิต เนื่องจาก Trick ทางการตลาด จึงเป็นเช่นนี้

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน และสำหรับผู้ที่คิดจะเปลี่ยนล้อยางใหม่นะครับ
ไว้มีอะไรที่บันเทิงเพิ่ม จะมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ เมษายน 09, 2018, 16:43:56
กลับมาเล่าสู่กันฟังช่วงก่อนสงกรานต์

เรื่องการกินน้ำมันหลังเปลี่ยน ล้อและยาง
จาก ล้อแต่งแท้ ขนาด 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ผ้าใบ 8 ชั้น ล้อไม่ยื่น ปริ่มตัวถังพอดีๆ
(30.6")

มาเป็น ล้อเดิมติดรถขอบ 18 ของ Isuzu DMAX Hi-Lander 1.9 4DRS. ผลิตโดย Enkai 18x7 off33 + ยาง BS 255/60-18
(30.0")

โดยเติมลมอยู่ที่ 35psi ทั้ง 2 ชุด
...
...
...
ก่อนไปดูตัวเลข คิดว่าชุดไหน จะประหยัดน้ำมันมากกว่าระหว่าง ขอบ 16 กับ 18


คิดว่าเดาถูกครับ

การจับอัตราการกินน้ำมัน ใน step ที่ผม remap ผมจับตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร ล้อขอบ 16
หลัง Remap - 14.0 กม./ลิตร ล้อขอบ 18
(ระยะทางที่ทดสอบ เที่ยวละประมาณ 340 กม. ทดสอบ 2 ครั้ง หาค่าเฉลี่ย)

ล้อยางขอบ 18 เส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลงจากล้อยางแต่งขอบ 16 1.961%
แต่ทำให้ประหยัดขึ้นอีก 0.6 กม./ลิตร

เมื่อเอาค่าส่วนต่างจากเส้นผ่านศูนย์กลาง + เข้าไปในอัตราการกินน้ำมัน เมื่อเป็นล้อ 18 ควรจะอยู่ที่ 13.66 - 13.7
(ตัวเลข 13.7 นี้คาดเดาจากค่า error เรื่องความเร็วเพิ่มเข้าไป ล้อ16 110, ล้อ18 107.8   )
อันนี้ถึงจะเรียกว่ากินเท่าเดิม

แต่นี่ประหยัดขึ้นมาแบบเห็นๆ จริงๆ
เพราะอะไร

- นน.ยาง มีร้านค้ายาง ร้านดังในไทย เอายางแต่งตัวยอดนิยมเบอร์ 265/70-16 มาชั่งให้ดู
BF AT2 หนักกว่าใครเพื่อน เพราะชั้นผ้าใบ 10 ชั้น และส่วนประกอบอื่นๆ ที่ทำให้มันทน ไปที่ 22 กก. กว่าๆ / เส้น
Hankook AT 18 กก.กว่าๆ
Yokohama AT G015 16 กก. กว่าๆ

แต่เขาไม่ได้เอายางเดิมติดรถมาชั่งให้ดู แต่ผมคาดเดาว่า น่าจะ 14 - 16 กก. ช่วงนี้
แค่นี้ก็ได้ นน.ต่างมา 6-8 กก.ต่อเส้นแล้ว

- นน.แม็ก น่าจะไม่ต่างมากเพราะ แม็กแต่งแท้นั้น 8X16 ลายหยดน้ำ แต่แม็กติดรถ 7X18 ลายซี่

- Offset ล้อ 0 ปริ่มตัวถัง กับ +33 หุบเข้ามาอีกเกือบ 2" อันนี้น่าจะมีผลต่อการต้านลม

- ดอกยาง  ดอก AT กับ ดอก HT  แน่นอนดอก AT ต้านลมกว่าแน่

เล็กๆ น้อยๆ นี้ ส่งผลต่อการกินน้ำมัน และ การขับขี่ทั้งสิ้น   ;)
แต่ถ้าพูดถึงความสวยงาม ดูดุ คงไม่สู้ล้อแต่งเป็นแน่แท้ครับผม  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: tyong ที่ เมษายน 09, 2018, 17:29:21
ขอบคุณมากครับ อ่านเพลินเลย  :)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: YenChar ที่ เมษายน 28, 2018, 10:27:17
ยาง AT เบาๆ สวย และใช้งานลุยได้เล็กน้อย ลอง Yoko G015 ดูครับ

ของผมตอนเปลี่ยนมา ขนาด 265-60 r18 ลองยกยางด้วยมือข้างเดียว
เทียบกับ BF แล้วเบากว่าน่าจะ 2 โลได้
เจ้า Yoko นี่น่าจะหนักกว่ายาง HT แค่ 1-2 โล (ในขณะที่ BF หนักกว่า HT โขอยู่)
แต่ล้อผมใช้ลายหยดน้ำ ซึ่งหนักพอๆกับแม็กซ์เดิม

เห็นพวกในคลับเล่นกัน ยาง HT + ล้อแท้ น้ำหนักล้อเบาลงจากล้อโรงงาน 2 โล เร่งดีขึ้นมากโข

แชร์ประสบการณ์กันครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ พฤษภาคม 11, 2018, 15:32:58
ช่วงนี้ งานไม่ค่อยยุ่งมาก ลูกๆ ก็ปิดเทอม เลยมีเวลาออกไปสังสรรกับเพื่อนเก่าๆ บ่อยขึ้น ซึ่งก็เป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมานาน
เล่นรถด้วยกันมา 20 กว่าปี ก็คุยสัพเพเหระ แบบที่ผู้ชายวัยกลางคน เขาคุยกัน...

เรื่องรถก็คุย ซึ่งเดียวนี้ รุ่นผมโดยมาก จะเลิกแต่งรถกันแล้ว ถ้าจะแต่งก็จะแต่งกันนิดหน่อย ไม่บ้าแบบสมัยหนุ่ม  ;)
ที่แต่งส่วนใหญ่ ก็เพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้ตัวเองและครอบครัว เช่น ติด TV ติดอุปกรณ์ดูหนัง เครื่องเสียงดีๆ ฟังในรถ
อะไรทำนองนี้

เรื่องความแรง ที่ทำกันมากสุด ก็จะมีแค่ Remap กัน แต่ส่วนใหญ่ก็เน้นสเตปอนุบาล โดยไม่เน้นยุ่งส่วนอื่น
ท่อไอเสีย ถ้าเปลี่ยนก็แค่ปลายท่อเพื่อสวยงาม แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่เน้นดัง

คนวัยกลางคน เรื่องรถที่คุยกันในวง "เล่า" ก็คงไม่พ้น คุยเรื่องเก่า เล่าความหลัง  8)

ล้อและยาง เมื่อก่อน เทียม-แท้ ได้ทั้งนั้น แต่ยางต้องดี ชื่อชั้นระดับโลกเท่านั้น ยี่ห้อแปลกๆ Noname ไม่เอา ไม่เล่น
โดยเฉพาะส่วนตัวผม ล้อแท้ ล้อเทียมลายเลียนแบบนี่ ผมใส่มาเยอะ BBS RS RX RY, Hartge, AMG หลายตัว, ALPINA, RIAL
OZ DTM, Lorinser, AC Schnitzer, Racing Dynamic, Racing Beat DTM, Spoon, Veilside, Enkai racing,
BRABUS ประมาณนี้ เท่าที่จำได้นะ (สำหรับรถเก๋ง)

ในช่วงแรกๆ ที่เล่นรถนี่ ขอบ 15 สำหรับรถเก๋ง ก็เรียกว่า โคตรใหญ่ แล้วนะ ส่วนใหญ่มักจะคู่กับยางเบอร์ 195/50-15
เพราะรถเก๋งสมัยนู่น ล้อยางติดมาจากโรงงาน มักเป็นขอบ 13"

ในช่วงที่สอง ที่แต่งรถแบบเอาเป็นเอาตาย 
นน.ล้อ จะมากจะน้อย ไม่ได้สนใจ สนใจแค่เพียงว่ามันใส่แล้วสวย บางล้อกว่าจะยัด!! เข้าไปได้ ต้องมีการ "ข่มขืน" รถ
ทั้ง ตัด-พับ-เจียร-ตัดต่อ-ทุบ ฯลฯ เพื่อให้มันยัดเข้าไปได้ โดยไม่ได้สนใจว่ามันจะขับดีไหม camber จะเป็นลบ แค่ไหน
ยางที่ใส่ สมมุติ 215/40-17 สัมผัสพื้นจริงๆ อาจจะแค่ 145/40-17 ก็เป็นได้  :)
ความเตี้ย ไม่ต้องพูดถึง เตี้ยสุดๆ เท่าที่รถมันสามารถเตี้ยได้ ผมไม่นิยมไฮโดรลิค แต่ผมก็ไม่ใจกล้าถึงขนาดระเบิดซุ้มนะ

ตอนขับนี่ ถ้าเจอแอ่งน้ำ ต้องขับหยอด ขับช้าๆ เพราะกลัวน้ำมันจะกระเด็นมาเปื้อนรถ
แต่บทเลือดเข้าตา ลูกบ้า จะอัดแข่งแล้ว เท่าไร เท่ากัน รูดเป็นรูด พังเป็นพัง ทั้งๆ ที่จริง ชนะก็ไม่ได้ถ้วย ไม่ได้ซองอะไรเลย บ้ามาก :-[

การขับแข่งบนถนนหลวง สมัยก่อน (ไม่ดีนะ ห้ามเลียนแบบ)
แข่งกัน แพ้-ชนะ ปะปนกัน แต่ไม่เคยจะมีมาปาดหน้า ไล่ยิงกันเลย อัดเสร็จ หรือเจอทางแยกที่จะไปต่อ ก็บีบแตร ปิ๊นๆ 2 ครั้ง บ๊ายบาย
แสดงมิตรภาพต่อกัน ก็จบแค่นั้น

การแต่งรถ คงเปลี่ยนไปตามวัย พออายุยิ่งเยอะขึ้น ยิ่งเน้นปลอดภัย และแข็งแรงมากขึ้น การขับแข่งบนถนนหลวงก็ไม่มี ใครเร็วก็เชิญแซง  :)


นอกเรื่องไปซะเยอะ เข้าเรื่อง DMAX ที่ผมรีวิว นิดนึง
หลังจาก Remap ผ่านมาประมาณ 15000 กม. ทุกอย่างยังคงปกติดี ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเจอสภาพรถติดสนิทหยุดนิ่ง ช่วงสงกรานต์ เคลื่อนตัวได้ 60ม./ชม. ในสภาพอากาศ 39-40c ก็ไม่มี ปห. ความร้อนใดๆ
น้ำในหม้อพักน้ำก็ไม่พร่อง อยู่ในสภาพปกติ (ถ้ารถติดนานๆ บางคัน มี ปห.ความร้อน หลัง Remap ทั้งๆ ที่รถยังใหม่มาก อาจเป็นเพราะ
การจูน)

จบรายงาน หลัง remap มา 8 เดือนครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: punn ที่ พฤษภาคม 11, 2018, 16:33:11
ของผมงานยุ่งจนขี้เกียจทำอะไรกับน้องฟอร์จูนเนอร์มากหละครับ

หลังจากเปลี่ยนล้อสักพักแล้วก็เลยแว่บไปรีแมพมา
ให้ช่างจูนปลดๆจูนๆให้ตามสมควร เน้นแค่อย่ารีดมากถนอมๆเครื่องหน่อย
ไม่ได้วัดไม่ได้อะไรเลย ความรู้สึกมโนล้วนๆ ทำต่างจังหวัดด้วย ก็โอเคขึ้นมากแล้ว

ตอนนี้ไปลองขับเครื่อง 2.8 ดีเซล(ปกติ)มาเทียบกับ 2.7 เบนซิน 4wd รุ่นเดอะของผม
ปรากฏว่า ของผมด้อยกว่านิดนึงพอที่จะไม่คันแล้วครับ ฮา

เมื่อก่อนแล้วต่างกันจนน่าเกลียดเกินไป
พึ่งรู้ว่า 2.7 เบนซินมันยังซ่อนคอสโมพลังแฝงไว้พอสมควร  ;D ;D ;D


หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: voyager ที่ พฤษภาคม 11, 2018, 17:55:33
ของ อ. ดังกล่าวไม่แพงมากต่ำหมื่น ได้ม้า 50-60 ตัว ใช้งานทนทาน ผมว่าคุ้มมากเลย
ผิดกับ power kit รถยี่ห้อที่ผมใช้ ราคาหกหมื่นได้ม้ามาแค่ 16-20 ตัวเอง เห็นแรงม้าหมดอารมณ์อยาก
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ พฤษภาคม 12, 2018, 09:08:19
ของ อ. ดังกล่าวไม่แพงมากต่ำหมื่น ได้ม้า 50-60 ตัว ใช้งานทนทาน ผมว่าคุ้มมากเลย
ผิดกับ power kit รถยี่ห้อที่ผมใช้ ราคาหกหมื่นได้ม้ามาแค่ 16-20 ตัวเอง เห็นแรงม้าหมดอารมณ์อยาก

ที่ผม remap มา
ผมไม่ได้ขึ้น dynotest นะ
จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่า ได้ม้าเพิ่มมาเท่าไร
"แต่เท่าที่คุย  อ.ว. ว่าน่าจะ 50-60 ม้าที่เพิ่มขึ้น!!! แต่ส่วนตัวผมว่า น่าจะ 20-30 ม้า (จริงลงล้อ) นะ"
ไม่รู้นะ ไม่มีถูกผิด เพราะ เป็นการคาดเดา  แต่รู้แน่ๆ วิ่งขึ้นแบบรู้สึกได้ ตามรายละเอียดด้านบน

คือ ผมเน้นสเตปทนทาน จะเอามากกว่านี้ ก็ได้อีกเยอะอยู่
และรถที่ทำ คือ รถที่มี Turbo แรงม้ามันเลยเอาขึ้นได้ง่าย และเยอะพอควรอยู่

ที่คุณ voyager ทำได้ 16-20 ตัว อันนี้ผมเข้าใจว่า คือ รถไม่มี turbo
ถ้ารถไม่มี turbo ได้ม้าขนาดนี้ โดยแค่ remap หรือพ่วงกล่อง และไม่ได้ไปยุ่งกับส่วนอื่นๆ ผมถือว่าเยอะมากนะสำหรับ NA

แต่ถ้าเป็นรถมี turbo ผมว่าน้อย เมื่อเทียบกับค่าทำ
แต่มันอาจจะหมายถึง ผู้ผลิตกล่อง คง play sefe ไว้มาก เพื่อป้องกัน error code ต่างๆ ที่ ecu รถจะเจอ ถ้าค่ามันเพี้ยนซะมากกว่า

กล่องพ่วง ถ้าไม่พอใจก็ถอดออก
แต่ถ้า remap ทำไม่ดี ซี้ซั้ว กล่องหลับ ผู้จูนรับผิดชอบไหม?
ตอนจูน ผู้จูน ฟังความต้องการผู้ใช้ไหม และทำได้ตามความต้องการไหม?

ประมาณนั้นครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ มิถุนายน 08, 2018, 12:08:21
ถึงเดือนก็ไปกินแชร์
กินแชร์ ก็มาคุยกัน สัพเพเหระ ตามประสาวัยกลางคน
เรื่องคลิปในโลกออนไลน์ก็เอามาคุย เรื่องคุยที่มันและยาวมาก คือ คลิปลัมโบ กับ กระบะดันราง

แต่ส่วนใหญ่ในกลุ่มผม จะมี คห.คล้ายๆ กัน คือ
ในมุมมองกระบะ ก็เข้าใจว่า อยากลอง แพ้ก็ไม่แปลก แต่ถ้าชนะมาก็โคตรฟิน หรือเขาอาจจะรีบไปไหนรึเปล่า ก็ไม่รู้
อยากไล่ๆ ได้ อยากเล่นก็เล่นได้ แต่ อย่า!! ไปจี้ติดขนาดนั้น ไฟท้ายเขา ไฟหน้าเขา ฯลฯ มันหลายตังค์ หลักแสนขึ้นทั้งนั้น

ถ้ามีการ "มิด" มา (มิด เป็นศัพท์ยุค 90' แปลว่า ชน, พลาด ไม่แน่ใจว่ามีรากศัพท์มาจากภาษา E ว่า Miss รึเปล่านะ แต่น่าจะใช่)
ค่าซ่อมลัมโบจะเท่าไร ทุนประกันรถกระบะจะพอไหม นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องทางครอบครัวนะ
เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของหรือครอบครัวของลัมโบ จะเป็นคนประเภทไหน เย็น หรือ ร้อน?? ธรรมดา หรือ อิทธิพล?? ฯลฯ

โดยพื้นฐานกระบะ หน้า coil spring double wishbone เพลาแข็ง หลังแหนบตรง มันก็บอกเป็นนัยๆ อยู่แล้วว่า "เน้นตรง" "ไม่ชอบโค้ง"
เพราะไอ้เพลาแข็ง แหนบหลังตรง นี่มันทำมุม 90' กับพื้นโลกอยู่แล้ว ไม่มีการเอียงรับเมื่อเข้าโค้ง เหมือนช่วงล่างอิสระแบบที่รถเก๋งเข้าเป็น
ช็อคอัพเดิมติดรถ ก็คู่ละไม่กี่พัน ต่อให้เปลี่ยนเป็นเทพๆ ราคาแสน มันก็ดีขึ้น แต่ก็ยากที่จะเท่าเทียม Supercar

รถประเภท Supercar ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเหนือกว่า car ธรรมดา
กระบะมันไม่ใช่ car แต่เป็น truck ดันจะไปไล่ Supercar ซะงั้น
ต่อให้กระบะทำเป็นล้าน ก็เป็นได้สูงสุด คือ Supertruck ไม่ได้เป็น Supercar อยู่ดี
ต้องชวนลัมโบไปแข่งบรรทุก กระบะเราชนะ sure 10ต่อ1  ;D ;D
 
การขับแข่งบนถนนหลวงในปัจจุบัน ไม่มีน้ำใจเหมือนในอดีต
เดี๋ยวนี้ เอะอะ ก็จะยิงกัน ไม่คุ้มที่จะเล่น (ไม่ดีนะ ไม่ควรทำ)

กลับกันในมุมของลัมโบ ก็ไม่น่าไปเล่นด้วย มันจี้มาก็หลบให้เขาไป ชนะมาก็........
คุยกับเพื่อนว่าไงดี  "เออ กูขับลัมโบ ชนะกระบะดันรางมานะเว้ย...."  :-X

กระบะ ต่อให้ทำหมดเป็นล้าน แรงได้มากสุดก็ทางตรง ในโค้งเข้าเร็วมากก็ไม่ไหว ต่อให้ใจเกินร้อย แต่รถไปไม่ไหวก็หลุด
สมมุติกระบะแต่งเต็มในทุกๆ อย่าง แต่ถ้าแช่ความเร็วสูงๆ ยาวๆ นานๆ ก็ไม่ไหว เพราะ หลายอย่างมัน overload ตามลักษณะที่มันควรเป็น



ก่อนจาก พูดถึงเรื่อง Dmax ที่ผมรีวิวไว้ ก็ยังปกติดี
แต่มีเรื่องที่อยากจะแนะนำ สำหรับผู้ที่ต้องการจะ Remap หรือดัดแปลงสมรรถนะเครื่องยนต์
ควรจะต้องติดตั้งเกจ์วัดบูสถ์เพิ่มขึ้น (รถเดิมๆ มี turbo ก็ควรติด) ส่วนเกจ์วัดอย่างอื่นแล้วแต่ความอยากส่วนบุคคล!!

ที่แนะให้ติดวัดบูสถ์เพิ่ม เพราะ ถ้า Remap มาแล้ว โดยมาก boost จะสูงขึ้น ส่วนจะสูงขึ้นเท่าไร ก็ตามที่ผู้จูนเห็นว่าเหมาะสมกับ Step ที่ทำ
เช่น รถผมเดิมๆ ก่อน Remap boost สูงสุดอยู่ที่ 19psi  แต่พอ Remap แล้ว boost สูงสุดอยู่ที่ 22psi ตามที่เกจ์วัดบูสถ์ได้แสดง

ต่อไปไม่ว่าจะอัดแค่ไหน boost ก็ไม่ควรจะมากไปกว่า 22psi ถ้ามากกว่านี้ ควรจะต้องเอารถเข้าตรวจเช็คหาสาเหตุว่าเพราะอะไร
อาการที่ว่านี้ เขาเรียกว่า "บูสถ์ไหล"
เมื่อบูสถ์ไหลรถก็จะแรงขึ้น!! แต่อีกไม่นานนัก ความชิบหายก็จะมาเยือน เพราะ boost เพิ่มขึ้น แต่น้ำมันไม่เพิ่มตาม!!

การติดเกจ์วัดบูสถ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบ เพราะมันจะทำให้เรารู้อาการที่ว่า เหมือนกับเกจ์วัดความร้อนที่รถมี
ตำแหน่งที่ติดตั้ง ควรอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่ต้องละสายตาจากถนนมานัก คือ อยู่แถวๆ เรือนไมล์นั้นแหละ

การติดเป็นพืด ที่กระจกหน้าด้านซ้าย ฝั่งคนนั่งแบบที่เห็นนิยมติดกัน
อันนั้น จะสร้างความเร้าใจให้กับคนนั่งเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับคนขับซักเท่าไร รู้ตัวอีกทีก็คงพังไปแล้ว

ที่สำคัญ เกจ์วัดบูสถ์ที่จะติดนั้น ต้องเลือกของดี ยี่ห้อที่มันไว้ใจได้ อย่า เน้น แต่ถูก หรือก็อปเกรด AAA เปลี่ยนสีได้
แต่แท้ไม่แท้ก็ไม่เป็นไร ขอแต่ว่าให้มันวัดได้แม่นยำและต้องไม่รั่วด้วย!!

เพียงเท่านี้การใช้รถเทอร์โบ ก็จะ safe ขึ้นอีกเยอะครับ
 
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กรกฎาคม 06, 2018, 13:14:32
ตั้งแต่ Remap มาจะครบปี ไม่เค๊ยไม่เคยที่คิดจะวิ่งหาความเร็วสูงสุดหรือวิ่งเร็วเกิน 160!!

แต่เมื่อวานช่วงเย็น ได้ขับ DMAX คันนี้อยู่และมีเรื่องรีบด่วนจริงๆ เลยทำให้ต้องใช้ความเร็วสูง
เมื่อใช้ความเร็วสูง ก็เลยมีคน "ต้องตา" ที่จะเล่นด้วย ไอ้เราก็ไม่อยากเล่น แต่ด้วยความรีบ ก็เลยต้องเป็นความ "รีบเล่น"

ถนนบ้านนอกแถบที่ผมอยู่ ถนนดี เรียบและโล่ง
ถนนช่วงที่ "รีบเล่น" นั้น เป็น 4 เลน ทางตรงยาวประมาณ 15 กม. มีโค้งอ่อนๆ อยู่ช่วงกลางหนึ่งโค้ง
เขาคงเห็นผมตั้งแต่ชานเมืองออกมา เห็นไล่มาจนติดไฟแดงด้วยกัน โดยที่เขาแซงมาอยู่ข้างหน้า เราอยู่กันในเลนขวา

รถอะไรน่ะเหรอ Trailbrazer ตัวล่าสุด ป้ายแดง สีน้ำเงิน ตัวTop นั่งกันมา 3 คน ไม่ติดฟิลม์ รถศูนย์หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ??

พอไฟเขียว เขาออกตัวเร็ว ผมตาม (บอกแล้วว่ารีบ แต่ในใจก็อยากลองเหมือนกัน)

ผมไล่ดูดตูด ยังไม่หักออกซ้าย อยากรู้ว่า TBZ ตัวใหม่ มันจะแรงมากกว่า 2.5แก่ๆ เสียงดังๆ แต่ Remap ซักแค่ไหน
เลยยังไม่อยากรีบแซง อยากไล่ตามไปดู ซํกพักก่อน

ในเท้าคันเร่งยังเหลืออีกเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเหลือเยอะแล้วกำลังรถจะเหลือเยอะตามนะ เหลือเท่าไรไม่รู้ เพราะไม่เคยอัดมาถึงจุดนี้

ผมกดตามไป พอความเร็วประมาณ 160-170 เขาหลบออกซ้าย แต่ยังกดต่อ เพื่อหลบหรือเพื่อไม่ให้ "ดูดตูด" ต่อก็ไม่อาจทราบได้
ผมกดเต็มเท้าอยู่ในเลนขวาเพื่อ "ปิดเกมส์" (ซึ่งในใจก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ไหมนะ)
พอแซงมาพ้นคัน TBZ ก็โยกมา "ดูดตูด" ผมบ้าง เพื่อไม่ให้ต้านลม แล้วถ้ากำลังไหว ก็ค่อยโยกแซงคืน
ผมดูกระจกหลัง เขาทำได้ ทำได้ดีเลยล่ะ ดูดติด ดูดมาใกล้
ตอนนั้นผมชำเลืองดูไมล์ โอ้ว!! 180 นิดๆ มองดูเกจ์วัดบูสถ์ อยู่ที่ประมาณ 20psi แสดงว่าระบบ turbo ยังสมบูรณ์ 
(ตอนกระแทกเต็ม 22psi ไม่มีบูสถ์ไหล)

แต่ตอนนั้นมีคน "ต้องตา" เพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ในระยะเวลาไม่กี่วินาที
เขาแซงผมกับ TBZ มาในด้านซ้าย ที่ความเร็ว ประมาณ 190
ผมกดต่อเพื่อตาม ปิดแอร์ช่วย เพื่อลดโหลดเครื่องยนต์ Full Throttle!!!

แต่ก็ยังไม่ทัน!! สุดแล้วที่ประมาณ 210กม.ชม!!  บ้ามาก!!
หันไปมอง TBZ นั้นตามอยู่ห่างพอควร

ผมยกคันเร่ง ปล่อยความเร็วเหลือที่ 160 ซักพัก TBZ ก็มาบีบแตร ทักทายสั้นๆ และผมได้บีบแตรทักสั้นๆ ให้เขาก่อนแซงไป

โอ้ว สั่นและเกร็งเหมือนกัน ไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมากแบบนี้มานานมาก (อันตรายไม่ควรทำ)
รถกระบะ ก็คือรถกระบะ ไม่ใช่รถเก๋ง หรือรถsport  มาได้ขนาดนี้ก็เกินตัวแล้ว ;)

ตอนอัดมันๆ นี่ลืมไปแทบทุกอย่าง พอมาทำธุระเสร็จ มานั่งนึก..
ยิ่งตอนนี้นั่งพิมพ์ "เล่าสู่กันฟัง" นี่ยิ่ง รู้สึกเสียว!!!
ทำไมน่ะเหรอ ยางติดรถมันรองรับความเร็วสูงสุดได้แค่ 180!!! :-X

แต่ผมดันไปอยู่ความเร็วที่เกินกำหนด ไปตั้งหลายนาที!!! ดีที่มันไม่ ตูมตามนะ!! :-X

อ้อ ก่อนจาก เดี๋ยวคนอ่านคาใจว่ารถอะไรที่แซงไป
รถที่ว่าแซงผมและ TBZ นั้นคือ BMW 520d F10 ครับ  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กรกฎาคม 12, 2018, 09:45:13
มีคนรู้จักกัน และเป็นสมาชิกเวบนี้ด้วย โทรมาคุยกับผมเรื่อง DMAX คันนี้ เพราะ เขาสนใจจะ Remap บ้าง เลยมาขอข้อมูล
เป็นการส่วนตัว แต่เห็นว่าเป็นความรู้เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง คำถามๆ ว่า

210 กม/ชม นี่ คือ สุดแล้ว ไม่ไหลเพิ่มขึ้นแล้ว ใช่ไหม
- ไม่ใช่มันยังไหลได้อีก แต่แบบช้าๆ แต่ตัวผมพอแล้ว คือ มันไล่ 520d F10 ไม่ทันหรอก ไม่รู้จะกดต่อไปเพื่ออะไร
   แต่ความเร็วที่มันขึ้นมาก่อน 210 นั้นขึ้นได้ดี เมื่อปิดแอร์ช่วย บอกเลยมันมีผลมาก สำหรับเครื่องรุ่นเก่าแบบนี้

ถามเรื่อง boost ที่ 210 นั้น boost มาเท่าไร ใช่ 22psi เต็มแมค หรือเปล่า
- ไม่รู้ครับ ไม่ได้ดู รู้แค่เพียงว่า ช่วง 180 กว่าๆ นั้นมา 20psi

หวิวไหม โคลงไหม
- แน่นอน ช่วงล่างเดิมๆ ทั้งคัน แถมยังไปยกขึ้นอีก 2" ยกแบบง่ายๆ ไม่ใช่ชุดยกชั้นดีอะไรเลย งบไม่กี่พัน

สภาพหลังอัด และโดยรวม
- ก็ปกติดี น้ำหล่อเย็นก็ไม่พร่อง, ความร้อนตอนอัดสุด ก็อยู่ในระดับปกติ,
  ตอนช่วงอัด ผมดูกระจกหลังควันก็ไม่มี และมาดูที่กันชนและฝาท้าย ก็ไม่มีคราบเขม่า, เสียงเครื่องในรอบเดินเบาก็ยังปกติ

แรงกว่านี้ได้ไหม
- ได้แน่นอน แล้วแต่เจ้าของรถพอใจที่ระดับไหน บอกแล้วว่า รถผมจูน step อนุบาล ขนาดท่อไอเสียและระบบต่างๆ ยัง STD เลย 
   เลือกใน step ที่พอใจเลย แต่บอกเลยว่า ยิ่งแรงมาก โอกาสพังไวก็มาก ยกเว้นจะทำส่วนต่างๆ ให้มันสมดุลไปด้วย

มีอะไรแนะนำเพิ่มเติมไหม
- ถ้าจะ Remap (หรือไม่รี ถ้ารถมี turbo) ควรติดวัด boost ยี่ห้ออะไรก็ได้ ที่มันได้มาตรฐาน และติดมันอยู่แถวๆ เรือนไมล์
  ถ้าจะเน้นเร็ว ยางรถควรเลือกเกรดที่รองรับความเร็วสูงได้ ยางต้องดี ยี่ห้อมาตรฐาน โนเนมราคาถูกๆ ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยดี
  ขนาดที่แนะนำสำหรับรถรุ่นสูง 265/60-18 หรือ 265/50-20 หน้าหลังเท่ากัน ไม่ควรใหญ่กว่านี้ มันจะอืด
  และเมื่อใส่แล้ว ล้อ+ยาง ไม่ควรจะยื่นออกจากแนวโป่งล้อ เพราะมันจะทำให้ต้านลมมาก
  และเอารถเข้าเช็คศูนย์ตามระยะ เปลี่ยนถ่ายตามที่เขากำหนดเสมอ นมค.ที่ศูนย์แนะนำ semi-syn ก็พอ หรือเงินเหลือก็ fully-syn
  แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วนะ

หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ สิงหาคม 14, 2018, 11:49:33
ไอ้คราวที่แล้ว ลัมโบ กับ กระบะดันราง ดังแปปๆ เพราะมันไม่ชน
แต่คราวนี้ Mclaren720s กับ กระบะคอกแต่งซิ่ง มันดันมี "สะกิด"
เห็นทั้งใน social world และ ในเวบนี้พูดกันมากมาย

ก็บอกแล้ว ในข้างบนว่า
"รถประเภท Supercar ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเหนือกว่า car ธรรมดา
กระบะมันไม่ใช่ car แต่เป็น truck ดันจะไปไล่ Supercar ซะงั้น
ต่อให้กระบะทำเป็นล้าน ก็เป็นได้สูงสุด คือ Supertruck ไม่ได้เป็น Supercar อยู่ดี"

"กระบะ ต่อให้ทำหมดเป็นล้าน แรงได้มากสุดก็ทางตรง ในโค้งเข้าเร็วมากก็ไม่ไหว ต่อให้ใจเกินร้อย แต่รถไปไม่ไหวก็หลุด
สมมุติกระบะแต่งเต็มในทุกๆ อย่าง แต่ถ้าแช่ความเร็วสูงๆ ยาวๆ นานๆ ก็ไม่ไหว เพราะ หลายอย่างมัน overload ตามลักษณะที่มันควรเป็น"

ขยายความคำว่า Supercar มันจะเป็น "SUPER" ได้
มันไม่ใช่แรงแค่เครื่อง แต่มันรวมถึงทุกอย่าง ที่มันแพง เพราะ มันมีเหตุให้ต้องแพง
คือ รถมันต้องสุดในทุกๆ ด้าน สำหรับ technology ในยุคนั้นๆ สมัยนั้นๆ
ทั้งอัตราเร่ง, การยึดเกาะถนนทั้งตรงและโค้ง, ความปลอดภัยทั้ง pre-safe + post-safe, ระยะเบรค
นี่ไม่รวมถึงรูปโฉมต่างๆ ที่ super aerodynamic นะ

คนที่จะเป็นเจ้าของ Supercar ได้ ก็ต้องเป็น Superman!!!
พูดจริงๆ ต้องเป็น Superman เพราะไม่ว่าจะซื้อสด ซื้อผ่อน คนธรรมดาก็ไม่สามารถทำได้ง่ายนัก
ถึงแม้เงินนั้นมาจากธุรกิจสีเทาหรือสีดำ ก็ต้องยอมรับในการโกงหรือจะด้วยเล่ห์กลอันใดสำหรับบางคน บางธุรกิจที่หามาได้เช่นกัน

ส่วนคนที่หาเงินได้โดยบริสุทธิ์มาซื้อก็มี แต่ส่วนใหญมักไม่ใช่รุ่นบุกเบิก มักเป็น Gen ที่สบายแล้ว (ลูกหลาน Superman ที่อยู่บนโลก)
 
Supercar ทั้งระบบเบรคและช่วงล่าง ล้อและยาง รวมถึงระบบช่วยเหลือและการทรงตัวต่างๆ คัดมาอย่างดีเลิศ
ระบบเบรค ก็เป็น Superbrake เท่าที่ดูมาคร่าวๆ 200-0 ไม่กี่วิ ระยะทาง ร้อยกว่าเมตรต้นๆ!!!
ล้อและยาง หน้ากว้าง นน.เบา ยี่ห้อดีเยี่ยม บางทีอาจจะเป็นรุ่นพิเศษ spec เหนือมาตรฐาน
Spec ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยวิศวกรและคำนวนอย่างละเอียดถึงความเหมาะสมในทุกๆ ด้านโดยไม่เกี่ยงราคา

กลับมาที่กระบะเชิงพาณิชย์ ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยต้นทุนและราคาขาย (แต่ก็ค่อนข้างแพงนะ)
กระบะรุ่นยกสูง ยางติดรถส่วนใหญ่จะใช้ 265/60-18 265/50-20
กระบะเตี้ย ยางติดรถส่วนใหญ่ 205/70 หรือใหญ่กว่านี้นิดหน่อย (ไม่ได้ดู spec)
กระบะแต่ง หน้า 235, 245 /40 หลัง 265, 275 /40, 35 -18 แล้วแต่นิยม ยางจีน หรืออะไรก็ได้ เป็นยี่ห้อที่ไม่มาตรฐาน
ที่รถจากโรงานไม่เลือกใช้  แต่ถ้าคนมีตังค์ก็ใช้ของดีเว่อร์ๆ นะ
กระบะคอกแต่ง หน้า 225, 235 /40, 45 - 17, 18 แล้วแต่นิยม ยางจีน หรืออะไรก็ได้ เป็นยี่ห้อที่ไม่มาตรฐานที่รถจากโรงานไม่เลือกใช้
แต่หลังนี่ มักจะเป็น กะทะเหล็กขอบ 15 ยางมิชลิน XCD 205/70 หรือ 225/70 นะ

ระยะเบรคติดรถ อยู่ในระดับปลอดภัย ถ้าวิ่งตามกฎหมาย หรือเกินไปแค่พอสมควร แต่ต้องไม่เบรคถี่และ ต่อเนื่องนะ
ระบบช่วยเหลือ การทรงตัว ช่วยเพิ่มแรงดันเบรค ฯลฯ ตามยี่ห้อ ตามรุ่น ส่วนใหญมีในรุ่น Top และยกสูง รุ่นเตี้ยมักไม่ค่อยมี!!!
ระยะทางในการเบรคไม่ต้องพูดถึง ใช้เวลาเยอะ และระยะทางยาว

ตามคลิป 720s เขาก็มาเร็ว แต่ความเร็วน่าจะแค่ ร้อยกว่าๆ ไม่น่าเกิน 130 เมื่อเห็นข้างหน้ารถติดจึงเบรค
เดาใจเขาดู เขาคงอยากจะหักออกซ้าย แต่ MB ที่ตามมาโยกออกมาก่อน และอาจจะด้วยที่ไม่ชินรถ หรือไม่ค่อยได้ใช้
และในบางครั้ง รถ sport หรือ Supercar ในหลายรุ่น ทัศนวิสัยด้านข้าง หรือด้านหลังค่อนข้างแย่นะ เลยต้องติดอยู่อย่างนั้น

ไม่ใช่ MB อ่านไลน์เก่งนะ แต่อาจจะเป็นเพราะ มี ปสก.มาพอควร และอาจจะเป็นเพราะ ใช้คันนี้ทุกวันเลย กะง่าย

ส่วนกระบะดำ ขับมาเร็วและไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพในรถตัวเองเลย เน้นแค่อย่างเดียว "มันทุกเม็ด" เพราะ "จัยมันรัก"
เห็นว่าเขาเบรคแล้วล่ะ กูก็เบรค กระทืบจนยางชั้นดีเท่าที่ตนเองมีความสามารถซื้อได้หน้าขวาแทบระเบิด!!
ระบบล้อก็ล็อคไปเรียบร้อยทั้งคัน เหลือแต่ความสามารถจากยางชั้นดีเท่าที่ตนเองมีความสามารถซื้อได้ สไลด์เข้าไปจนสะกิด 720s
นี่ยังโชคดีที่ มันไม่หมุน หรือขวางทั้งลำนะ ไม่งั้น "มันทุกเม็ด" มากกว่านี้อีก

กระบะดำ คุณยังโชคดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ที่มาเจอ Superman ที่เป็นเจ้าของ Supercar ที่ใจดีเช่นนี้
เรื่องจึงจบง่ายและสวย
แต่อาจจะมีภาคต่อ สำหรับกระบะดำกับบริษัทประกันภัย อันนี้เนื้อเรื่อง เดาไม่ยากและน่าจะถูกใจคนดู

คนขับรถ "นิยมแรง" + "ปากเก่ง" เกินแรงรถ + เกินความสามารถทางครอบครัวไปมากพวกนี้ คุณต้องระวังตัว
เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของหรือครอบครัวของ Supercar เหล่านั้น จะเป็นคนประเภทไหน เย็น หรือ ร้อน?? ธรรมดา หรือ อิทธิพล?? ฯลฯ
เพราะถ้าไปเจอ คนหรือครอบครัวที่ครบเครื่อง บู้ล้างผลาญ เรื่องหน้าฉากอาจจะจบอีกแบบ
แต่ผ่านไปซักพัก อาจจะจบอีกแบบ อาจจะตายเพราะอุบัติเหตุ ที่มีเหตุอุบัติขึ้นก็เป็นได้!!

ทางที่ดี ขับตามดูสวยๆ ห่างๆ ดีกว่า เพราะ นิดหน่อยก็เป็นแสน เบาหน่อยก็เป็นล้าน หนักๆ ไม่ต้องคุย!!

อย่าอิน Fast&furious มาก
"รถอะไรไม่สำคัญ มันสำคัญว่าใครขับ" จริงส่วนหนึ่ง ไม่จริงอีกหลายส่วน
ประโยคนี้ "ได้ใจ" คอรถเก่า รถใหม่บ้าน รถใหม่ไม่แรง รถกระบะ รถคอก รถแต่ง ฯลฯ เยอะ และน่าจะ พาไปตาย มาหลายศพ
ในหนัง คือ การแสดง  แสดงผิด แสดงใหม่ได้อีก
แต่ในชีวิตจริง มันจะทำได้ไหม

ก่อนจาก กลับมาที่ DMAX ที่รีวิว
ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องเบรคแล้ว
DMAX หัวจรวดปี 2012 ที่ผมใช้นี่ ถ้าไม่มีรถในรุ่นๆ ปีเดียวกันมาเปรียบเทียบ ผมก็ว่ามัน ใช้ได้อยู่นะ
แต่พอมี New PJS 2015 โฉมปัจจุบัน มาเปรียบเทียบ ต้องยอมรับว่า มันเหมือนรถคนละยุคกันจริงๆ

DMAX เบรคจะทื่อๆ แข็งๆ ไม่คม  เบรคเหมือนจะไม่อยู่ แต่ก็อยู่นะ คือ ให้ความรู้สึกเบรคไม่มั่นใจซักเท่าไรนัก
แต่ตั้งแต่ใช้มา ก็ยังไม่เคยมีครั้งไหน ที่มี ปห.นะ ไม่ว่าจะเจอฝนหนัก หรือ บรรทุกหนักมากก็ตาม ยังเอาอยู่
เพียงแต่ถ้ามีตัวมาเปรียบเทียบก็ให้ความรู้สึกไม่มั่นใจเท่า New PJS เท่านั้นเอง

แต่ส่วนเบรคที่ไม่ค่อยดีเลย คือ เบรคที่ติดรถมากับ Vigo 3.0 4x4 DBC Top 2005 อันนี้เบรคลื่นง่ายมาก
วิธีแก้เปลี่ยนผ้าเบรคดีๆ ซักชุด อาการที่ว่าก็หายครับ

รถแรงมากแค่ไหน เบรคต้องแรงกว่า  :D

หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: sizemy29 ที่ สิงหาคม 24, 2018, 09:51:46
สนใจเรื่อง remap กับ อ.ว. บอย ขอทราบที่อยู่หรือ website ได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ สิงหาคม 25, 2018, 09:05:37
สนใจเรื่อง remap กับ อ.ว. บอย ขอทราบที่อยู่หรือ website ได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ

เข้าไปใน FB ค้นหาชื่อ วรพล สิงห์เขียวพงษ์ แล้ว msg คุยได้เลยครับ

ยินดีครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: sizemy29 ที่ สิงหาคม 28, 2018, 15:13:02
สนใจเรื่อง remap กับ อ.ว. บอย ขอทราบที่อยู่หรือ website ได้มั้ยครับ

ขอบคุณครับ

เข้าไปใน FB ค้นหาชื่อ วรพล สิงห์เขียวพงษ์ แล้ว msg คุยได้เลยครับ

ยินดีครับ

ขอบคุณมากครับ
 ::)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ สิงหาคม 31, 2018, 11:05:23
มีคนถามมาว่า ก่อน Remap ควรเตรียมตัวยังไงบ้างครับ

- Step ที่ต้องการทำ
นึกไปเลยว่าเรา ต้องการแรงแค่ไหน
"แรงมากไม่ทน  ทนมากก็ไม่แรง" เอาทนกลางๆ แต่แรงพอสมควรก็น่าจะดี แล้วแต่บุคคลครับ
เมื่อทำตามนั้นแล้วเราจะพอใจไหม คิดให้ดี คิดให้รอบด้าน
จะเอา เบิ้ลตัด สับโดด รอบเครื่องกระเส่า ควันไม่ควัน คุยไปเลย

- โทรคุย ไลน์คุย ฯลฯ
คุยเรื่อง step ที่ต้องการทำ และ option ต่างๆ ถามราคา ให้เรียบร้อย ให้โดนใจ

- เลือกผู้จูน
ที่ไหนดี ที่ไหนแจ๋ว Google ช่วยได้ในระดับหนึ่ง จากนั้นต้องคิดเอาเอง ถ้ามีอาการกล่องหลับ จะรับผิดชอบยังไง คุยด้วย

- ถ้ารถมี Turbo จะให้ดีควรติดวัด Boost ไปก่อน
ส่วนเกจ์วัดอย่างอื่นแล้วแต่ความอยากส่วนบุคคล!!

อย่างที่เคยบอกไปในข้างบนแล้ว

ที่แนะให้ติดวัดบูสถ์เพิ่ม เพราะ ถ้า Remap มาแล้ว โดยมาก boost จะสูงขึ้น ส่วนจะสูงขึ้นเท่าไร ก็ตามที่ผู้จูนเห็นว่าเหมาะสมกับ Step ที่ทำ
เช่น รถผมเดิมๆ ก่อน Remap boost สูงสุดอยู่ที่ 19psi  แต่พอ Remap แล้ว boost สูงสุดอยู่ที่ 22psi ตามที่เกจ์วัดบูสถ์ได้แสดง

ต่อไปไม่ว่าจะอัดแค่ไหน boost ก็ไม่ควรจะมากไปกว่า 22psi ถ้ามากกว่านี้ ควรจะต้องเอารถเข้าตรวจเช็คหาสาเหตุว่าเพราะอะไร
อาการที่ว่านี้ เขาเรียกว่า "บูสถ์ไหล"
เมื่อบูสถ์ไหลรถก็จะแรงขึ้น!! แต่อีกไม่นานนัก ความชิบหายก็จะมาเยือน เพราะ boost เพิ่มขึ้น แต่น้ำมันไม่เพิ่มตาม!!

การติดเกจ์วัดบูสถ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับเครื่องยนต์เทอร์โบ เพราะมันจะทำให้เรารู้อาการที่ว่า เหมือนกับเกจ์วัดความร้อนที่รถมี
ตำแหน่งที่ติดตั้ง ควรอยู่ในตำแหน่งที่เราไม่ต้องละสายตาจากถนนมานัก คือ อยู่แถวๆ เรือนไมล์นั้นแหละ

การติดเป็นพืด ที่กระจกหน้าด้านซ้าย ฝั่งคนนั่งแบบที่เห็นนิยมติดกัน
อันนั้น จะสร้างความเร้าใจให้กับคนนั่งเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์กับคนขับซักเท่าไร รู้ตัวอีกทีก็คงพังไปแล้ว

ที่สำคัญ เกจ์วัดบูสถ์ที่จะติดนั้น ต้องเลือกของดี ยี่ห้อที่มันไว้ใจได้ อย่า เน้น แต่ถูก หรือก็อปเกรด AAA เปลี่ยนสีได้
แต่แท้ไม่แท้ก็ไม่เป็นไร ขอแต่ว่าให้มันวัดได้แม่นยำและต้องไม่รั่วด้วย!!

- จูนเสร็จแล้วต้องลอง
เจ้าของต้องลองขับเองด้วย ว่ามันถูกจริตไหม ลด-เพิ่ม ยังไงคุยกับคนจูนดู
ลองตอนแรก อย่า! เพิ่งห้าว!! ใช่มันรถชินมือ  แต่มันจะผิดจากเดิมไปพอสมควรนะ
วัด boost ที่บอกให้ติดมา ดูด้วยว่ามัน มากขึ้นเท่าไร  มากไปก็น่ากลัวพังเร็ว

นอกนั้นก็เหลือใช้งานจริงแล้ว ดูเรื่องความร้อน และอื่นๆ ด้วยว่ามันปกติไหม

Enjoy krub!!
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 25, 2018, 12:28:59
Remap มาได้ 1ปีนิดๆ
เพิ่งวิ่งไป 2 หมื่น กม. ตอนนี้ที่เรือนไมล์แจ้ง 7 หมื่น กม.แล้ว เลยนำไปเช็คตามระยะ

ตอนเช็คระยะ ผมให้เพื่อน เป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรร (เจ้าของ Dmax1.9 ที่มาแลกล้อกันกับผม) มารับ ไปหา "ฆ่าเวลา"
พอดีมันเพิ่งถอย สุดยอดกระบะมา....
ใช่แล้ว เดาไม่ผิด Ford Raptor

ไปลองนั่งมา เออ... ผมว่ามันไม่ถึงกับที่เขา "อวย" กันเท่าไรนักนะ
ทางดำ ลาดยางและ คอ-นก-รีต ไม่ได้รู้สึกว่าต่างจาก Ford ตัว Wildtrack เท่าไรนัก
และไม่ได้ดีกว่า Dmax ของผม แบบเยอะมากมาย แต่ก็รู้สึกได้ว่าดีกว่าจริงๆ
งงไหม คือ Feel ดีกว่า Dmax ของผม แต่ไม่ถึงกับร้อง Wow สำหรับทางเรียบ (Raptor วิ่งความเร็วไม่เกิน 140)

แต่พอเป็นทางลูกรัง มีลอนต่อเนื่อง มีหลุมเล็กน้อยบ้าง
เออ อันนี้ยอมรับว่า Dmax ของผม ไม่สามารถเทียบได้เลย แม้แต่น้อย มันซับแรงได้ดีมาก
ช่วงล่างแบบวิ่งรูดในทางวิบากหน่อยๆ นี้ ต้องยกให้เขาเลยจริงๆ

แต่ในด้านกำลังเครื่องยนต์ ผมรู้สึกโดยรวมว่า "ไม่แรง" แต่ก็ไม่ได้จับเวลาหรืออะไรมานะ
ใช้ความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะแรงก็ได้ เพราะ รถมันค่อนข้างนิ่ง

โดยรวมแล้ว แต่ชอบครับ 1.7ล้าน โดยส่วนตัวผมว่ามันก็ดี แต่ราคาสูงไปนิด เฉพาะช็อคอัพก็ "แสน" แล้ว
อาจจะแพงเพราะภาษี ที่ช่วงล่างหลังเป็นสปริง อีกก็เป็นได้

หา "ฆ่าเวลา" กันเสร็จ ก็กลับมาส่งผมที่ศูนย์ Isuzu
กลับมารับ Dmax แก่ๆ คันเดิมกลับบ้าน หมดค่าเช็คระยะไป พันห้ากว่าๆ
สภาพโดยรวม ทุกอย่างปกติดี ไม่มีเขม่าควันดำ แต่อย่างใด ทุกอย่างยังเหมือนรถ STD จากโรงงาน
(ที่ศูนย์ยังไม่รู้ว่า รถผมไป Remap มา)

แต่ช่างบอกว่าช็อคอัพด้านหลังไม่ค่อยดีเท่าไรแล้วนะ คราวหน้ามา ควรเปลี่ยน!!

ผมนึกในใจ เดี๋ยวไปถอย Fox เลยดีกว่า 555

แต่เดี๋ยวถามช็อคอัพของแท้ที่ศูนย์ดูดีกว่า ว่าเท่าไร
ช่าง : 6500 ครับ
ผม : เฉพาะคู่หลังใช่ไหม?
ช่าง : ไม่ครับ ทั้ง 4ต้น รอบคัน รวมค่าแรงใส่แล้ว
ช่าง : หน้าคู่ละ 3000 หลังคู่ละ 2000 ค่าแรงใส่รวม vat ประมาณ 1500 ยังไม่หักส่วนลดครับ
ผม : อูยยยย  ครับ

ผมคิดในใจ คราวหน้ามาซื้อช็อคอัพศูนย์เหอะ 6500 จบทั้งคัน
อย่า! ไปเอามันเลย Fox เฉพาะช็อคอัพ Fox สี่ต้น ก็ซื้อช็อคเดิมใส่ Dmax ได้ 20คัน!!!
ยอมเด้งหน่อย ไม่หนึบเท่า แต่นี่มัน feel original truck นะ

สมชื่อจริงๆ Shock Up!!!
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: YAmodels ที่ ตุลาคม 03, 2018, 13:10:50
อ่านทุกตัวอักษรครับ  :-*
รออัพเดทในอนาคตครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ตุลาคม 20, 2018, 12:37:13
แหม รู้สึกดีจริงๆ ที่มีคนอ่านและคอยติดตาม

จริงๆ จะมา "เล่าให้ฟัง" ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว แต่ต้องจัดการงานให้เข้าที่ก่อน

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผม, ครอบครัว และพ้องเพื่อน 12 คน ได้ไปสนุกที่ Japan ทริป Osaka-Tokyu
ไปกันเองรึ?  ไม่เด็ดขาด ผมไม่เก่งกาจขนาดนั้น  ไปกับทัวร์ดีที่สุด จะถูกแพงไม่ว่า ขอให้สบายไม่ลำบาก เป็นใช้ได้
ทัวร์ที่กลุ่มผมไปร่วมรวมกับคนอื่นที่มีมากันเป็นคู่ เป็นกลุ่มเขาบ้าง รวมแล้วประมาณ 34 คน

ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่า สะอาดและเป็นระเบียบ การขับขี่รถมีวินัยมาก
ครั้งนี้ที่ผมไป รถประจำทริปนี้ คือ Hino ขนาดประมาณ 40 ที่นั่ง รุ่นอะไรไม่รู้ สภาพค่อนข้างใหม่ มีพลขับชื่อ ฮาเซกาว่า

แต่พลขับผมนี่ "ไม่ธรรมดา" ผมสังเกตุตั้งแต่วันแรกที่มาถึง (ผม, ครอบครัว และพ้องเพื่อน นั่งแถวหน้าสุด)
คือ ออกจากสนามบินคันไซ พลขับผม เห็นไฟเขียว มาเหลือง ซักระยะ แทนที่จะเบรค แต่กลับส่งคันเร่งต่อเลย ในช่วงไฟแดง
เอ๊ะ อาการอย่างนี้มันคุ้นๆ กับ Thailand เลยนะ สงสัยจะเห็นเป็นไฟสีชมพู ยังไม่แดงเต็มตัว!!!  ???

รถที่นู่น ส่วนใหญ่จะเป็นรถขนาดเล็ก 660cc. รถขนาดกลาง-ใหญ่ มีแต่ก็ไม่เยอะมาก
ถนนของเขาตามเขตเมืองและชานเมือง จะเป็นแบบทันสมัย Size S Slim Fit
ส่วนถนนระหว่างเมือง motorway ทางด่วน ก็ยังคงทันสมัยแต่ Size M Slim Fit เช่นเดิม
มีไหล่ทางด้านซ้าย ไว้เพื่อฉุกเฉิน ไม่มีรถคันไหนใช้เลนนี้ แม้รถติดมากเพียงใดก็ตาม คือ ชะโงกดูก็เห็นว่ามันโล่ง เท่าที่ตาจะมองเห็น!!!
สู้ Thailand ไม่ได้ ฉุกเฉินตลอด มีทางว่างให้วิ่ง ไฉนเลยเจ้าจะไม่ไป!!??

การขับรถบนนทางด่วนเขา ต่อให้ถนนโล่ง ผมก็เห็นเขาก็วิ่งแค่ 80-100 (หน่วยเป็น กม. ไม่ใช่ ไมล์ นะ ;D )
ขนาดรถตัวแรงๆ MB GLS63AMG, P Cayenne Turbo, L Aventador ก็เห็นวิ่งอยู่ประมาณ 100 ไม่เร็วกว่านี้ แซงเสร็จก็วิ่งชิดซ้าย
เป็นพี่ไทย........

ตอนอยู่ที่นู่น สิ่งที่ไม่เห็นเลย คือ "รถปลาหมึก"
รถที่นู่นไม่มีควันดำ และไม่มีท่อไอเสียที่เสียงดัง 
เสียงท่อที่ได้ยินมา  ดังที่สุดในทริปนี้ คือ เสียงท่อแต่งจาก HD แต่ก็ส่วนน้อย  HDส่วนมากก็ท่อเดิมติดรถทั้งนั้น

รถกระบะที่นู่น เขาจะเป็นกระบะตอนเดียวคันเล็ก คล้ายพวก Suzuki carry แต่โดยมากมักจะเป็นยี่ห้อ Daihutsu ซะมากกว่า
จะมาเป็น DMAX, Revo ล้อยื่น คอกใหญ่ล้นตัวถัง ควันดำ เสียงดัง ไฟไอติม ไม่ติดป้าย มันทุกเม็ด จัยมันรัก รถไม่ซิ่งวิ่งแช่ขวา เป็นไม่มี

ทริปนี้ ตารางเที่ยวค่อนข้างแน่น เวลาต้องกระชับ แต่คนในกลุ่มทัวร์ที่กลุ่มผมไปร่วมนี้
บางคนมีความเป็น "ไทยแท้" ที่นัดเวลาอะไร มักแสดงให้รู้ว่าเป็น "ไท" มันก็เลย ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อน

ทริปนี้ไกด์ก็ดี, พลขับก็ดี โดยเฉพาะพลขับนี่ แกกลัวลูกทัวร์ได้เที่ยวไม่ครบ (ทั้งๆ ที่จริงแกก็ไม่เดือดร้อนอะไรนะ ยังไงก็ได้ค่าจ้างครบอยู่แล้ว)
พลขับฮาเซกาว่านี่ แกจะขับฝ่าไฟ "ชมพู" บ่อยมากๆ ขับซิ่งแต่มีลิมิต พาไปทางลัด เข้าซอกซอย เพื่อเอาเวลากลับมาคืน
(อันนี้ไกด์อธิบายให้ฟังนะ คือ แกว่าทริปนี้ คนไม่รักษาเวลากัน แต่แกก็อยากจะให้เห็นสิ่งสวยงามที่สำคัญของญี่ปุ่นได้ครบๆ เลยต้อง
over limit มาหน่อย  :D )

จบทริปนี้โดยรวมก็ประทับใจ และสนุกกันมาก เพราะไปกับครอบครัวและเพื่อนที่โคตรสนิท จะทำอะไรมันก็ไปในทิศทางเดียวกันหมด
คือ เอาไงเอากัน, กินไงกินกัน, ถูกแพงไม่ใช่ ปห. เพราะมัน "กากี่นั้ง"


กลับจากญี่ปุ่น คืนสู่นิวาสสถาน
พี่เมียอยากลองขับ รถ Remap ดูบ้างว่ามันเป็นไง ขอเอาไปใช้ซักสัปดาห์นะ
โดยเอา Triton 2.4 4Drs. 5AT โฉมปัจจุบัน มาสลับให้ใช้ และบอกว่า ลองขับ ลองกดดูให้หน่อยนะว่ามันเป็นไง มาเล่าให้ฟังบ้าง

เอามาจอดได้เกือบสัปดาห์ เมื่อวานเพิ่งว่างได้เอาไปใช้
ในใจก็คิดว่า มันก็คงคล้ายกับ PJS ตัวปัจจุบันที่ผมมีอยู่นั้นแหละ ต่างกันนิดหน่อยที่เกียร์
ในเมื่อพี่เมียอยากรู้สมรรถนะ ก็ไปลองให้รู้ซะเลย

ข้อจำกัด
- รถ Mitsubishi Triton Plus 2.4 4Drs. 5AT เดิมๆ ทั้งคัน ไม่มีอะไรแต่งเติม วิ่งมาประมาณ 25,000 กม.
- ยาง BS 245/65-17 สัปดาห์ 4216 เติมลม 34psi
- CASIO G-Shock จับเวลา กดจับพร้อม kickdown
- ผู้ทดสอบ 2 คน นน.ประมาณ 155 กก.
- อุณหภูมิภายนอก 35c
- แอร์เปิด auto ที่ 25c

0-100 ใช้ 10.6 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 7.4 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 4.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.0 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)

รถ DMAX Hi-Lander 2.5 4Drs. 5AT REMAP Step อนุบาล Boost สูงสุดที่ 22PSI
0-100 ใช้ 10.2 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 6.6 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 3.7 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.1 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)

เมื่อเอา Triton เดิมๆ เทียบกับ Dmax Remap ตัวเลขก็ยังถือว่าใกล้เคียงกัน
แต่ถ้าเป็นตัวเลข ตอนรถเดิมๆ นี่มันรถคนละยุคเลยนะ เอาไปดู

ก่อน REMAP (ล้อแท้ขอบ 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16 ปลายปี2011)
0-100 ใช้ 15.01 วิ (VBOX Race Logic)
100-120 ใช้ 5.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 13.0 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)

ช่วงล่าง รวมถึง handling  Triton ดีกว่า Dmax เยอะพอควร
แต่ยัง "ติ" นิดๆ ว่า เหมือนหน้าเบาไปหน่อย เบากว่า PJS พอควร แต่ความคมของพวงมาลัยเหมือนขับรถเก๋ง ขนาด Civic, Altis เลย
วิธีแก้ง่ายๆ เปลี่ยนยางใหญ่ขึ้นนิดเป็น 265/65-17 หรือไปเอาชุดล้อที่ใส่ใน PJS 265/60-18 มาใส่แทน อาการนี้น่าจะหาย

ตอนออกตัว 0-100 มันจะรอรอบหน่อย พอรอบเครื่องมาเกิน พันปลายนี่เรี่ยวแรงจะมาอย่างต่อเนื่อง
ถ้าอยากออกตัวให้เร็วกว่านี้ เท้าซ้ายเหยียบเบรคไว้ เท้าขวาเลี้ยงรอบไว้ซัก "สองพัน" แล้วปล่อยเบรค น่าจะได้มาอีก "เกือบวิ"
แต่นี่เป็นการทดสอบแบบตามจริง ไม่ใช่แข่ง Quarter Mile และนี่มันรถส่วนตัวด้วย เลยไม่ทำ  เดี๋ยวจะอยู่ไม่ยาว!!!

สรุป Triton ดีมากนะ สมรรถนะดีกว่า DMAX คันของผมในทุกๆ ด้าน
ถ้าเอาขับขี่สบาย สมรรถนะเลิศและไว้ใจได้ ไม่ต้องขับไปลุ้นไป เลือกไป Triton ได้เลย
แต่ถ้าสมรรถนะพอควร ไว้ใจได้แน่นอน เจอฝนตกจะไม่พาลงเล่นน้ำได้ง่ายๆ มองถึง ยี่ห้อ และราคาขายต่อ Dmax ก็ไม่ผิดหวัง
ศูนย์บริการตาม ตจว. แบบที่ผมอยู่ Isu ไม่ได้เหนือกว่า Mitsu นะ บริการดีพอๆ กัน กินกันไม่ลง

หวังว่าคงจะเป็นที่พึงพอใจ สำหรับผู้ที่ติดตามรออ่านนะ
ครั้งหน้ามีอะไรดีๆ จะมา "เล่าสู่กันฟัง" เพิ่มเติมครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ พฤศจิกายน 03, 2018, 14:05:44
เย็นเมื่อวานไปกินแชร์มา
ก่อนกินเจ้าของหมู่บ้านได้นัดล่วงหน้าว่าให้มาก่อนเวลาซักหน่อย
จะได้ไปลองรถคันล่าสุดของเขา Ford Raptor !!

เข้าทางเลย อยากลองขับอยู่เหมือนกัน แต่ไม่อยากไปลองที่ศูนย์ เพราะ "เกรงใจ" น้องเซลล์
คือ ไปลองได้ก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว!! (รถผมยังดีอยู่ ยังไม่อยากจะเสียเงินอีก)

แต่ในเมื่อเพื่อนมันชวนให้ลอง  ก็ต้องไปลองดูซิว่ามันจะดีจริง แรงจริงแบบที่เขา "อวย" กันไหม
เขาให้ผมขับเอง และบอกว่าใส่เลย ไม่ต้องเกรงใจ ที่มันนั่งอยู่ข้างๆ พังมาจะได้เคลมเลยยย!!

จัดไปครับ

ทางเรียบรถนิ่งดีมาก เมื่อเทียบกับ Dmax คันของผม
ผมรู้สึกได้เลยว่า Raptor เหนือกว่าเยอะ และยังนิ่งกว่า Triton ที่ผมได้ลองขับล่าสุดอีกด้วย

ลองทางวิบากกันบ้าง หลุมทั่วไปไม่ลึก แบบรถทั่วไปวิ่งได้ ไม่ใช่ "ปลักควาย"
อันนี้ Raptor ยิ่งแสดงความเหนือชั้นเข้าไปอีก มันเหนือกว่า Dmax ช็อคอัพ 4ต้นทั้งคัน 6500 บาทไปเยอะ  :-[
เหมือนรถคนละยุค เหมือนขับเก๋งชั้นดี กับรถกระบะเลย
ส่วนกับ Triton ไม่สามารถบอกได้ เพราะ คันนั้นผมไม่ได้ขับทางวิบากเลย ลองแค่ทางเรียบอย่างเดียว
แต่เข้าใจเองว่าไม่เหนือกว่า Raptor เป็นแน่แท้

ต้องยอมรับในเรื่องช่วงล่างและการ set handling ของ Raptor จริงๆ ว่ามัน "ยอดเยี่ยม" จริงๆ  8)

คือ ช่วงล่างและ handling มันดีจริง และยิ่งโดดเด่นสำหรับทางวิบาก
ช็อคอัพดีเลิศ วิ่งรูดทางวิบากได้ดี เก็บรายละเอียดได้เยี่ยม
แต่ไม่ได้หมายความว่า วิ่งรูดหลุมต่างๆ บ่อยๆ เร็วๆ แล้วช็อคอัพ, ลูกปืน, ลูกหมาก รวมไปถึงจุดยึดต่างๆ ไม่เสียเร็วนะ
ยิ่งมันเก็บอาการรูดได้ดี ทำให้เราวิ่งได้เร็วขึ้น ช่วงล่างอื่นๆ ก็พังเร็วขึ้นเช่นกัน

แต่รถกระบะช่วงล่างแบบรถกระบะ  เราก็ไม่กล้ารูดเร็ว เพราะ มันจะสะเทือนมาก จึงต้องช้า ก็ทำให้ช่วงล่างไม่กลับบ้านเร็วก่อนวัยอันควร

มาถึงสิ่งที่ทุกท่านน่าจะอยากรู้ คือ เรื่องความเร็ว
ข้อจำกัด
- รถ Ford Raptor เดิมๆ ทั้งคัน ไม่มีอะไรแต่งเติม วิ่งมาประมาณ 3,000 กม.
- ยาง BF285/70 R17 เติมลม 34psi
- CASIO G-Shock จับเวลา กดจับพร้อม kickdown
- ผู้ทดสอบ 2 คน นน.ประมาณ 160 กก.
- อุณหภูมิภายนอก 28c
- แอร์เปิด auto ที่ 25c

0-100 ใช้ 10.6 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 7.5 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 2 ครั้ง หาค่า AVG)

การขึ้น ช่วง 80-160 ทำได้ดีขึ้นค่อนข้างเร็ว
ตอน 160 ยังคิดว่ามันน่าจะไปได้อีกเยอะ (ใจคิดว่าน่าจะถึงช่วง 190 กว่านะ)
แต่พอ 160 กว่าขึ้นไป ไหงเข็มความเร็วกลับไม่ค่อยเดิน คือ ขึ้นช้าๆ แต่ตัวรถยังนิ่งดีมาก
รถเดิมๆ ไปได้สุดแค่ที่ 170 กม./ชม. ตามไมล์ติดรถ ที่กล้าทดสอบ เพราะรถมันนิ่งค่อนข้างมาก
ตอน 170 มันน่าจะไปได้อีกนิดๆ นะ (ไม่น่าเกิน 175) แต่พอแล้วเพราะ รถยังใหม่มาก และยังไงมันก็ไม่น่ามากไปกว่านี้เยอะ
ปล.ไม่ได้จับ 100-120 และ 120-140 มานะ เพราะเวลาไม่พอแล้ว
แต่เข้าใจว่า น่าจะ "เกาะกลุ่ม" แต่ไม่น่าดีกว่า Triton 2.4 ที่ผมเพิ่งลองมา

เอาเวลาของ Mitsubishi Triton Plus 2.4 4Drs. 5AT เดิมๆ ทั้งคัน ไม่มีอะไรแต่งเติม วิ่งมาประมาณ 25,000 กม. ไปเทียบกันดู
0-100 ใช้ 10.6 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 7.4 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 4.9 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.0 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
ตีนปลายไม่ได้ลองมานะ แต่เข้าใจว่าไม่ต่ำกว่า 180

รถ DMAX Hi-Lander 2.5 4Drs. 5AT REMAP Step อนุบาล Boost สูงสุดที่ 22PSI
0-100 ใช้ 10.2 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
80-120 ใช้ 6.6 วิ  (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
100-120 ใช้ 3.7 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
120-140 ใช้ 5.1 วิ (Casio จับเวลาเอง ความเร็วตามไมล์ติดรถ)
(ทดสอบ 3 ครั้ง หาค่า AVG)
ตีนปลายประมาณ 210 เพราะได้ปลดข้อจำกัดหลายอย่างออก แต่จะเป็นอะไรบ้าง "ไม่รู้ครับ" เพราะไม่ใช่ผู้จูน

สรุป
Raptor เทียบกับ Dmax คันที่ผมใช้ (ไม่เทียบกับรุ่นใหม่ หรือรุ่นอื่น เพราะ ผมไม่เคยใช้ ไม่เคยขับ)
- มาจะ "ขยี้" ให้ฟัง
ทางเรียบ Raptor นิ่งกว่า ทุกช่วงความเร็ว รู้สึกมั่นใจกว่า
ถ้าวิ่งความเร็วแบบคนปกติ คือประมาณ 120 Dmax ก็ใช้ได้

ทางวิบาก Raptor กินเช็ด ในทุกช่วงความเร็ว
คือ Raptor เหมือนรถเก๋งชั้นดี  Dmax ก็เป็นรถกระบะธรรมดาทั่วไป

ภายนอก-ภายใน option ต่างๆ Raptor กินขาด

แต่สิ่งเดียวที่ Raptor ณ ตอนนี้ ไม่สามารถเหนือกว่า Dmax ได้ คือ ความ "ไว้ใจได้"
เมื่อใช้ Dmax เชื่อใจ มั่นใจได้ว่า มันจะไม่พาไปกินข้าวลิง หรือ ต้องขึ้น "ยานแม่" ค่อนข้างแน่

เรื่อง "0" ไม่รู้ เพราะยังไม่เคยมี Ford
แต่เข้าใจว่า Isuzu น่าจะเหนือกว่า

ถ้าถามผมว่า Ford Raptor 1.7ล. น่าซื้อไหม?
- น่าซื้อ ถ้าเงินไม่ใช่ ปห. รถเดิมๆ ออกมาหล่อเลยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
ยิ่งถ้าทางแถวบ้านไม่ดี มันทำให้นั่งสบายขึ้น "เนียนตูด" กว่ารถกระบะเชิงพาณิชย์ที่มีขายในไทย ณ ตอนนี้ทุกรุ่น
กำลังเครื่องเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับคนปกติ มันไม่ได้แรงเว่อร์แบบที่ใครคิดกัน แต่ช่วงล่างดีเว่อร์ตามที่คุย
 
Raptor เป็นรถที่ดี แทบไม่มีข้อติอะไร นอกจากราคากับความไว้ใจได้
ถ้า Ford TH ดูแลลูกค้าดีๆ เคลมเร็ว เคลมง่าย พยายามแก้และลด ปห. ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดี
เชื่อว่าผู้บริโภคจะมองเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ธันวาคม 12, 2018, 13:26:54
ทุกเดือนผมจะมีกินแชร์กับพ้องเพื่อน
ในกลุ่มแชร์ก็จะมีแต่เพื่อนสนิทกันเท่านั้น ไม่ได้ขยายกลุ่มเพิ่ม เพราะเป็นแชร์กิน ไม่ใช่แชร์เอาดอกเบี้ย

ครั้งนี้ก็เช่นกัน เจ้าของหมู่บ้านเพื่อนสนิทคนเดิม (เจ้าของ Raptor) มันคุยกับผมตั้งแต่จับเวลาเสร็จในครั้งที่แล้วว่า "ตัวเลขที่จับมันน่าจะผิด" นะ น่าจะลองใหม่
ก่อนกินแชร์ 1 วัน มันโทรมาคุยอีก ในเรื่องนี้ (ไอ้ผมน่ะ ลืมไปแล้ว...)
เพื่อนผม : กูว่าเวลามันผิดนะ เท่าที่กูลองวิ่ง ลองจับกดดูเองเหมือนมันแค่ 10 วิต้นๆ แต่ตีนปลายมันล็อค มันได้แค่นั้นจริงๆ
ผม : กูก็กดจับแบบนี้ ในทุกที ที่ทดสอบน่ะแหละ คลาดเคลื่อนมันต้องมีบ้าง เพราะไม่ใช่นักทดสอบมืออาชีพ แต่ไม่มากแน่นอน"
เพื่อนผม : กูว่ามันเร็วกว่านั้นน่ะ อยากลองใหม่
ผม : วิ่งกดลองอีกทีเหรอ
เพื่อนผม : จับเช่งเป็นไง ลองกับ Dmax มึงเลย ถ้า Raptor กูเร็วกว่า แสดงว่ามึงจับผิด แต่ถ้า Dmax มึงยังเร็วกว่า แสดงว่าตามนั้น
ผมคิดในใจ ว่างมากรึไง ถึงมาหาลองอัดรถกัน
แต่ไม่ใช่ว่าไม่เอา ก็เลยตอบตกลงไป
ผม : โอเค หนึ่งมื้อน่ะเพื่อน

เงื่อนไข
- ห้ามปิดแอร์ ต้องเปิดไว้ที่ 25 C เหมือนตอนทดสอบครั้งที่แล้ว
- ตอนอัดรถ ใช้สื่อสารผ่านมือถือ เปิด speaker phone เอา ให้เพื่อนนับ 3 2 ไป
- พอบอก ไป ปุ๊ป กด ให้ระบบเกียร์เปลี่ยนเอง เหมือนทดสอบ ไม่ชิพเอง
- ใช้เท้าขวาอย่างเดียว ห้ามใช้เท้าซ้ายช่วย
- ทาง “จับเช่ง” เป็นทางปิด พื้นคอนกรีต เป็นทางตรงยาวประมาณ 1.5 กม. ค่อนข้างเรียบ
- ระยะทางทดสอบประมาณ 1.0 กม. +- นิดหน่อย ตามระยะทางที่แสดงบนเรือนไมล์
- จุดสิ้นสุด เสาระยะที่เราปักกันเอาไว้ด้านข้าง เมื่อถึงเสานั้น คือ ระยะประมาณ 1.0 กม. แล้วเบรค
- เวลาประมาณ 16.00น. อุณหภูมิ 36
- ลมยาง 34 ทั้ง 2 คัน
- ทดสอบ 2 รอบ รอบแรกขับรถใคร รถมัน, รอบสองสลับกันขับ

เริ่มกันเลย
รอบแรก ผมขับรถผม, เขาก็ขับรถเขา
ผมอยู่เลนซ้าย, เขาอยู่เลนขวา กะเอาว่าหน้ารถเสมอๆ กัน เป็นใช้ได้
ฟังเสียง speaker phone  (ตอนนี้ตื่นเต้นดีเหมือนกัน รู้สึกเหมือนสมัยแข่ง bracket ตอนนู่นเลย)
ให้เพื่อนนับ 3 2

ไป
ผมไม่ได้กดคันเร่งมิดในตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่า ถ้ากดมิดมันจะฟรีทิ้งเยอะ แล้วระบบกันลื่นจะเข้ามาช่วย จึงดีดออก
จึงกดแบบอมๆ ไว้ เมื่อออกไปนิดๆ แล้วจึงกดมิดคันเร่ง รถผมมีการฟรีเล็กน้อย
ดูด้านข้าง รู้สึกว่า Raptor ไม่ได้นำ แต่ผมก็อยู่ล้ำมาแค่นิดหน่อย
เกียร์ 1 ไป 2 มีฟรีอีกนิดๆ แล้วคราวนี้กดมิดตลอดให้เกียร์เปลี่ยนเองตามหน้าที่ของมัน
เกียร์ 4 ไป 5 น่าจะเปลี่ยนอยู่ประมาณ 130-140 แต่ตอนนี้ Dmax นำ Raptor มาคันรถกว่าๆ เห็นจะได้
มาถึงระยะ เกือบ 1.0 กม. ตามไมล์ Dmax จะอยู่ที่เกือบ 180
สรุปรอบแรก นำขาดตั้งแต่ต้น

ผม : เหมือนกดออกช้าไปนิดๆ นะ
เพื่อนผม : ไม่รู้เหมือนกัน ลองต่อดีกว่า

รอบสอง
ผมขับ Raptor, เพื่อนผมขับ Dmax
Raptor เลือก Sport Mode ขับ 2 ไว้ นอกนั้นทุกอย่างตามเงื่อนไข

3 2 ไป
เอี๊ยดๆ เสียงยางฟรีดังขึ้น แต่ไม่ได้มาจาก Raptor แต่มาจาก Dmax ของผม ดังยาวพอควร
ส่วน Raptor ไม่มีเสียงยางดัง และออกตัวได้ดีแทบไม่รอรอบ
Dmax ไม่ได้นำ Raptor ดูๆ น่าจะเท่าๆ กัน หรือ Raptor นำหน้าอยู่นิดๆ ปลายจมูก
 เกียร์เปลี่ยนได้ดีมาก “Smooth as Silk”
ความเร็วประมาณ 120 เกียร์อะไรไม่รู้ แต่รู้ว่ามันเปลี่ยนเร็ว ขึ้นเร็วดีมาก ตัวรถนิ่งกว่า Dmax เยอะ
แต่ตอนนี้ Dmax ขึ้นนำแล้วประมาณ ครึ่งคัน และค่อยๆ ขึ้นไปอีก
ระยะเกือบ 1.0 กม. Raptor วิ่งได้เกือบ 170 ขณะที่ Dmax ขึ้นนำเต็มคันก่อนเข้าเส้นชัย
สรุปรอบสอง ก็เหมือนๆ รอบแรก แต่รอบสอง Dmax วิ่งได้แย่ลง น่าจะมาจาก ความไม่ชินรถ แค่นั้นเอง เลยไม่รู้จังหวะในการออกตัว
เช่นเดียวกับผมที่ขับ Raptor มีเท่าไรก็กดไปให้หมด แต่มันไม่ฟรีทิ้ง เพราะ ขนาดล้อและยางที่ใหญ่

สรุปโดยรวม
เวลาที่จับมันไม่ผิด เพียงแต่ความรู้สึก มันอาจจะโดนหลอก
1.7 ล้าน Raptor นี่จะว่าแพงมันก็แพง จะว่าไม่แพงก็ว่าได้ เพราะเดิมๆ มันก็ไม่ใช่เล่น
ถ้าจับเอา Dmax ผมมาใส่ล้อและยางของ Raptor รับประกันได้เวลาผิดจากนี้ เป็น “ วิ ”
และที่ต้องยอมรับในเรื่องความ “ Firm “ ของมันในทุกช่วงความเร็วจริงๆ มันผิดกันเยอะ
ยกความดีความชอบให้ผู้ที่ “ปรุงแต่ง” Raptor ครับ

พอลองเสร็จ ผมบอกเจ้าของหมู่บ้านว่า : เวลามันไม่เคยหลอก แต่หนึ่งมื้อดีๆ ต้องไม่ลืมนะ 555”

แค่ลองอัดระยะสั้น รู้สึกตื่นเต้นดีเหมือนกัน นึกถึงสมัยวัยเยาว์เลยจริงๆ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กุมภาพันธ์ 05, 2019, 15:07:36
เรื่องมลพิษตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ของคนในเมืองหลวง ในเมืองใหญ่
จริงๆ มันก็เป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งประเทศ ทั้งโลก

รถดีเซล ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวการ
ใช่ มันอาจจะสร้างมลพิษมากกว่ารถเบนซิน แต่ถ้าเจ้าของรถดูแลมันให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ การสร้างมลพิษมันก็อยู่ในระดับที่มันควรจะเป็น

ในหลายครั้งที่ผมไปงานมอเตอร์โชว์ หรือไปดูร้านแต่งรถต่างๆ ผมได้ยิน ได้ฟัง ได้พูดคุยกับร้านรับแต่งรถ
หรือการพูดคุยของลูกค้าที่เอารถไปแต่ง

ยังมีความเชื่อที่ "ผิด" ที่ว่า ดีเซล จูนให้แรงต้องมีควัน!!!
เพราะนั้น หมายถึง น้ำมันที่พอเพียง

แต่จริงๆ ควันดำที่ออกมามาก ถ้าไม่ใช่จากชุดหัวฉีด หรือแรงดันในรางจ่ายชำรุด ก็เกิดจาก น้ำมันที่เกินพอ (ดี)

การปรับแต่งจูนเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น ไม่ว่าจะ Remap หรือกล่องแต่ง
ถ้าจูนได้ดี จูนได้เหมาะสม น้ำมันกับอากาศพอดีกัน จะไม่มีควันดำ และกลิ่นไอเสีย จะยังคงเหมือน STD
แต่ทั้งนี้มีข้อแม้ว่า "ต้องไม่ไปตัด ไปอุดระบบกำจัดไอเสียต่างๆ ด้วยนะ ทั้ง EGR, Catalytic ฯลฯ"

สมมุติ
รถเดิมๆ เต็ม 10, อากาศเข้า 5, น้ำมันอาจจะเลือกจ่ายแค่ 3, Turbo boost 18psi
เพื่อความแรงพอควร แต่เน้นประหยัดและทนทาน

พอ Remap ในสเตปเริ่มต้น เต็ม 10, อากาศเข้า 5 เพราะไม่ได้ไปปรับแต่ง, น้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 4, Turbo boost เพิ่มขึ้นเป็น22psi
ความแรงก็จะเพิ่มขึ้นพอควร น้ำมันอาจจะกินเท่าเดิมหรือใกล้เคียงเดิมหรืออาจประหยัดขึ้น
เพราะ Boost มากขึ้นอีกหน่อย ทำให้ความเร็วช่วงกลางรถมาเร็วขึ้น คนขับก็ไม่ต้องกดคันเร่งเพิ่ม น้ำมันก็ไม่เปลือง
ความทนทานอาจจะลดลงอีกนิด แต่แบบนี้ไม่มีควันดำ เพราะน้ำมันไม่ Over
แต่บางคนก็เล่น step นี้ แต่บอกคนจูน หรือคนจูนเลือกเอง ว่าปรับน้ำมันให้หนาอาจจะเป็น 6 เพื่อให้มีควันดำ!!
เพราะ "มัน" บอกว่า "ดูแรง"

Step เพิ่มขึ้น เต็ม 10, อากาศเข้า 5 ยังใช้ของเดิม หรือเข้า 7 พวกกรองเปลือย,
น้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 9-10, Turbo boost เพิ่มขึ้นเป็น28psi 
Boost เยอะ 28psi น่าจะเยอะสุด เท่าที่ Turbo เดิมๆ จากโรงงานรับไหว สำหรับทุกรุ่น ทุกยี่ห้อในรถกระบะ
ความแรงก็จะเพิ่มขึ้นเยอะ น้ำมันกินมากขึ้นแบบคันละคันเลย,
ความทนทานตาม "ตีน" ที่กด, ควันดำไม่ต้องพูดถึง เพราะน้ำมันมัน Over เพราะคนจูนก็กลัว "น้ำมันไม่พอ" เช่นกัน

ความแรงระดับนี้ ทุกอย่างที่ติดมาจากโรงงาน ก็พร้อมจะกลับสู่โรงงานได้ทุกเมื่อ
ทั้งเครื่องยนต์, ระบบจ่ายน้ำมัน และระบบส่งกำลัง

Step นี้ สังเกตุได้ง่ายๆ พวกนี้มันชอบเล่นแค่สั้นๆ ไม่กล้าแช่ยาว ไม่งั้นพัง และเท่าที่เจอส่วนใหญ่ มักขับ "กวนตีน"

แล้วถ้าอยากแรงสุด เล่นยาวได้ ควันไม่ดำ ทำได้ไหม?
ได้ แต่หมดอีกเยอะมากๆๆๆๆ เพราะ ต้องเล่นตั้งแต่ไส้ใน-นอก คือ ทั้งเครื่องจะเหลือแค่เปลือกนอก
นอกนั้นต้องเปลี่ยนทั้งหมด ต้องใช้ที่มันทนรอบสูง, แรงอัดสูงได้

น้ำมัน-อากาศ-boost-ขนาด Turbo ต้องได้สัดส่วนที่พอดี จึงจะแรงและไม่มีควันดำ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2019, 11:23:28
มี "จดหมาย" จากทางบ้านถามมา สรุปคร่าวๆ ได้ว่า
"อยากจะแรง แต่ควันไม่ดำและอยากได้สเตปที่แรงกว่าอนุบาล แต่ยังคงความทนทานและไม่ต้องจ่ายเยอะได้ไหม?"

- อยากได้แยะและเงื่อนไขเยอะ ข้อจำกัดอีกเพียบ!!
ได้ซิ ทำไมจะไม่ได้ แต่มันไม่มีอะไร ได้มาอย่างเดียว โดยที่ไม่เสียอะไรไปหรอก...

"ได้อย่าง เสียอย่าง"

ถ้าเอาจากรถผมเป็นรูปแบบ
รถผมทำสเตปอนุบาล boost เพิ่มจากเดิม 19 มาเป็น 22 psi คิดเป็น boost ที่ปรับขึ้นมาเพิ่มขึ้นเพียง 13.64%
การที่จะแรงกว่าสเตปอนุบาลได้ ต้องเพิ่ม boost ให้มากกว่า 13.64%

รถเดิมๆ ที่ "ผมเห็น" เขาทำกันกับ turbo เดิมๆ ได้สูงสุดไม่เกิน 28psi
อัด boost เพิ่มเพื่อให้ turbo หมุนได้เร็วขึ้น เพื่อสร้างกำลังได้มากขึ้น
คือ "เค้น" เพิ่ม สร้างภาระเพิ่มให้กับ turbo, ส่วนต่างๆ เครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังอีก 32.14%
เรียกว่าค่อนข้าง "หนักหนาสาหัส"

เท่าที่ผม "คิดเอง" ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไป!!
เพิ่มเต็มที่แบบพอให้ใช้งานได้สบายแต่แรงกว่าอนุบาล ก็ต้องเป็นพี่ประถม!!
Boost จะให้ดีไม่ควรเกิน 20% - 25% จาก STD คือประมาณไม่เกิน 23-24 psi แค่นั้น

ที่สำคัญต้องเพิ่มน้ำมันเข้าไปด้วย
จะให้ดีค่า A/F Ratio สำหรับดีเซล ควรจะต้องให้ได้ 14.6 (สำหรับเบนซิน 14.7) ถึงจะดีที่สุด เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์
แต่จะเพ่ิ่มอะไรแค่ไหน ต้องคุยกับ "คนจูน" ที่เป็นมวย!!
ไม่งั้น เขาก็จะมักจูนน้ำมันให้หนา เพื่อป้องกัน "ตัวร้อน" และอย่างอื่นที่มันมีโอกาส "ฉิบหาย"
แต่พอน้ำมันหนา ก็จะเป็นที่มาของ "ควันดำ"

ดูเหมือนง่าย ก็ไม่ง่าย, ดูเหมือนยาก แต่ก็ไม่ยาก

อาจจะ "แย้ง" ว่า boost น้อยไปไหม
- boost เยอะแล้วไม่ทนเอาไหม

อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า
ถ้าอยากแรงสุด เล่นยาวได้ ควันไม่ดำ ทำได้ไหม?
ทำได้ แต่หมดอีกเยอะมากๆๆๆๆ เพราะ ต้องเล่นตั้งแต่ไส้ใน-นอก คือ ทั้งเครื่องจะเหลือแค่เปลือกนอก
นอกนั้นต้องเปลี่ยนทั้งหมด ต้องใช้ที่มันทนรอบสูง, แรงอัดสูงได้

อยากแรงมาก แต่งบน้อย หรืออยากจ่ายไม่มาก
- มันก็จะได้ประมาณนี้
แรงมากกว่านี้ ระบบส่งกำลังเดิมเอาไม่อยู่, ระบบจ่ายเชื้อเพลิงรับไม่ไหว, แคมหรืออย่างอื่นไปไม่ถึง ก็ต้องเปลี่ยนต้องทำอีก หมดอีก!!!

คงเคยได้ยินกันว่า "แรงตามตังค์ พังตามตีน"

ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มาทุกยุค ทุกสมัย
ยุค 90 บ้านเรา ที่นิยมแข่ง Drag, Quarter Mile กัน "รถที่ขึ้นแท่น" ประเภท Unlimited
นั้นก็ คือ โชว์รวย + ความบ้า + ความถึง ในรูปแบบของความแรง
พอเขียวปุ๊ป ก็ "เขี่ยน" ไปเต็มที่เลย ขับยังไงก็ได้ ให้มันตรง ให้รถมันอยู่บน "Track" เป็นใช้ได้
ที่เหลือก็เป็น "อำนาจเงิน" ใช้เงินมาก ความแรงก็จะมาก ไม่ได้แปลว่า ความทนจะมากด้วยนะ
ส่วนใหญ่มักจะแปรผกผันกัน!!


พวกมีเงินน้อย มีข้อจำกัดทางการเงิน ก็ไปลง Bracket กัน เพราะต้อง "เพียงพอ" และ "พอเพียง" ตามความแรงที่รถไปไหว!!
กลุ่มนี้จะมันกว่า unlimited แต่อาจจะไม่สะใจเท่า เพราะ "ไม่อลังการงานสร้าง"
กลุ่มนี้ต้องนึกถึงประโยคที่คุ้นหูกันดี “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” 
ซึ่งเป็นข้อคิดเชิงปรัชญาจากซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม

เพราะแข่ง 16 วิ จะเอารถวิ่งเกินกว่า 16 มาแข่งไม่ได้
ต้องใช้รถที่วิ่งได้ดีกว่า 16 แต่ผู้ขับก็ต้องรู้รถ ว่าจะยก-รอ-อัด-ส่ง-เบรค แค่ไหนถึงจะพอดี
แข่งแบบนี้ยากกว่า อัดอย่างเดียวเยอะ!! เพราะต้องคุยกันเป็น "เสี้ยวของวินาที"!!

ผมก็เป็นหนึ่งในพวกหลังนี้ อยากจะ "จึกเดียวจบ" เหมือนเขา แต่ไม่มี "อัฐ" แบบใครเขาเลยมาบ่นมาเล่าให้ฟัง

สรุป "แรงตามตังค์ พังตามตีน"
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ เมษายน 04, 2019, 12:13:36
เรื่องเล่า เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา
ช่วงนี้เด็กๆ ปิดเทอม ผมและกลุ่มเพื่อนสนิท ได้พาครอบครัวไปเที่ยวลุยป่า แช่น้ำ picnic เล็กๆ One-day trip
ไม่ลุยหนัก เน้นลุยแบบขำๆ

ไปกันครั้งนี้มี
- Ford Raptor เจ้าของหมู่บ้าน อยากจะเอารถไปลุยดู "คัน" ว่างั้น
- FTN TRD 4x4 ตัวปัจจุบัน
- PJS 4x4 ตัวปัจจุบัน
และรถผม ไม่ใช่ Dmax นะ ไม่เอาไปหรอก มันขับสอง เดี๋ยวติด!!
ครั้งนี้เอา PJS 4x4 ตัวปัจจุบันไปแทน
รวมไปกันทั้งหมด 4 คัน 16 ชีวิต รถเดิมๆ ทุกคัน ไม่เว้นแม้กระทั่งยาง
จะมีได้เปรียบกว่าใครเพื่อน คือ Raptor ที่มียาง AT มาจากโรงงาน

ที่ๆ ไป เป็นฝายน้ำล้นตามชนบท
ทางที่เข้าไปห่างจากทางหลักที่เป็นทางดำไป 4 กม. และเป็นทางดินลึกเข้าไปอีก 4 กม.
และก่อนวันที่พวกเราจะเข้าไป มีฝนตกหนักพอควร ทำให้วันที่เข้าไป เจอกับทางก็แฉะ ชื้น ลื่น แต่ดินข้างใต้ทางค่อนข้างแน่น

ในกลุ่มนี้ มือใหม่สุด จะเป็น FTN TRD ซึ่งเพิ่งเคย "ขับสี่" เป็นครั้งแรก
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะ เราได้เตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือมาพอควร และอุปกรณ์ picnic
รวมถึง "ถังน้ำแข็งแช่น้ำเกกฮวย" ใส่ในหลังกระบะ Raptor มาด้วย

เมื่อเข้าทางดิน ก็บอก "พลพรรค" ใส่ 4H ไว้นะ
ไอ้ FTN ก็ตะโกนบอกมา รถกูไม่มี 4H มีแต่ H4 ได้ไหม?
- เออ ไอ้นั้นแหละ มึงเลือกเลย!!!

และผมได้ตะโกนบอก PJS อีกคันว่า 4HL นะ
ส่วน Raptor ไม่ต้องบอกมัน เพราะมัน "เป็นมวย" อยู่แล้ว

รถผมเป็นคันนำ - FTN - PJS ปิดท้ายด้วย Raptor
เพราะฝนตกเมื่อคืน ทางก็เละ+ลื่นพอควร ยาง HT ที่มีมากับรถ + อายุใช้งานมา เจ็ดหมื่นกว่าโล ทำให้ดอกเหลือไม่ถึงครึ่ง
ดินก็เต็มหน้ายาง แต่มันก็ "ไถล่" ปัดๆ มาเรื่อยๆ จนมาถึงฝายน้ำล้น
ตรงฝายนี่เป็น "คอ-นก-รีต" ที่พวกเรา "ปิคนิค" และเล่นน้ำกัน

มาถึง "ฝาย" Raptor ก็บ่น พวกมึงทำไม ขับกันช้าจัง ไม่กดรูด มาเลย
- ใช่ซี้ มึงมัน ยาง AT แถมตัวสูงกว่าใครเพื่อนนี่..

เลยจากฝายไป ก็จะเป็นป่า มีทางไปได้ แต่อันนั้นค่อนข้างเละ และแย่!!
แต่ก็มี "คนบ้า" อยากไป...
ไม่ใช่ใคร "เจ้าของหมู่บ้าน Raptor" อยากลองของ...

มีใครไปด้วยไหม??
- ไม่!! ใครจะบ้า นั่ง "จิบวุ้น" กินเนื้อย่าง เล่นน้ำกับลูกกับเมียไปดีกว่า ขนาดเมียกับลูกมันยังไม่ไปเลย... 555

พวกผมก็นั่งแช่น้ำ "จิบวุ้น" ไป กินไป ผ่านไปเกือบครึ่ง ชม. เห็นจะได้
"คนบ้า" กลับออกมาจากป่า (ได้) ด้วยสภาพรถที่ "สุดเลอะ"
แถมด้วยคำคุย "กูเข้าไปแค่ ไม่ถึง 2 กม. แม่ง เกือบไม่รอด.. กูนึกว่า Raptor แม่งลุยได้สบาย..
รถแม่งติดหล่ม กูโยกตั้งหลายที กว่าจะหลุดมาได้ พวกมึงไม่ชม กูหน่อยเรอะ..??"
555 เสียงหัวเราะเต็มวง "มึงคิดว่า Raptor เป็นรถเทวดารึไง รถคานแข็ง ยาง38 เขายังไม่ลุยดุ่ยๆ เดี่ยวๆ แบบมึงเลย"

จากนั้น "พวกเรา" ก็นั่งกิน นั่งคุย เล่นน้ำกันไปถึงช่วงเย็น
แต่ก่อนกลับ ก็มีเรื่องให้ "ยืดเส้น"
ยางติดรถขอบ 20 ของ FTN TRD "แก้มฉีก"
สงสัยน่าจะ "โดนของ" ตั้งแต่ขามา เพราะ แก้มมันบาง
ก็ช่วยกันเปลี่ยนไป เป็นที่เรียบร้อย แล้วก็เดินทางกลับกันก่อนจะมืด

สรุป ก็จบทริป ไปแบบ "ฮาๆ"

ไอ้เพื่อนที่ไม่เคยใช้รถขับสี่ คือ เจ้าของ FTN TRD มันบอกว่า ถ้ามึงไม่บอกให้ใส่ "ขับสี่"
กูก็ไม่ใส่นะ เพราะ กูก็เห็นล้อมันหมุนสี่ล้ออยู่แล้ว จะใส่ขับสี่ทำไม!!??
- ถ้าไม่เลือกขับสี่ เพลาหน้า มันไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนด้วย มันจะมีแต่ล้อคู่หลังที่ช่วยตะกาย
และถ้ามึงลุยในทางเละแล้ว มึงจะมาใส่ที่หลัง ไอ้ชุดล็อคเพลาขับหน้า มันอาจจะล็อคไม่ได้นะ
และไอ้ทางที่เห็นเละๆ เมื่อกี้ ถ้าเป็นรถ "ขับสอง" อาจจะผ่านไม่ได้ ถึงได้ก็อาจลำบากมาก

งั้นกูใส่ขับสี่วิ่งตลอดเลยไม่ดีกว่าเรอะ มันจะได้เกาะๆ
- ไม่ได้เพราะ FTN ไม่มีตัวกระจายแรงของเพลาขับ วิ่งทางแห้ง ทางเรียบไม่ได้

แล้วของมึงวิ่งได้เรอะ
- ได้ เพราะของกูมีตัวกระจายแรงขับ ถ้าของมึงเอาไปวิ่งทางแห้ง ระบบมันจะฝืนๆ ยิ่งมึงวิ่งเร็ว ยิ่งพังเร็ว
ไม่เชื่อลองใส่ 4H แล้ว U-turn ดู

รถกูไม่มี 4H รถกูมีแต่ H4
- @#$#$#$%

จบทริป

แทรกเรื่อง Dmax นิดก่อนจาก
เป็นเทคนิคเล็กๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ รวมทั้งตัวผม (ที่เพิ่งรู้)
เอา Dmax บรรทุกคนงานไปทำความสะอาดสุสานเพื่อไหว้ "เชงเม้ง"
ปรากฏว่า "ติดหล่ม" เดินหน้า-ถอยหลังก็ยังไม่ขึ้น พอเร่ง หน้าปัทม์มันก็ขึ้นว่า "รถลื่น"
แรงก็ไม่มีเพราะ "ระบบกันลื่น" มันตัดเรี่ยวแรง

สังเกตุเลยนึกขึ้นได้ มันมี switch "OFF" กันลื่นนี้ด้วย
พอปิดเท่านั้นและ เร่งได้ถึงไหน ถึงกัน
จนโยกขึ้นมาจาก "หลุม" ได้

ตอนนี้เลยนึกถึงคำพูด "เจ้าของหมู่บ้าน"
รถแม่งติดหล่ม กูโยกตั้งหลายที กว่าจะหลุดมาได้ พวกมึงไม่ชม กูหน่อยเรอะ..??

 ;D ;D ;D
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: pound_nu ที่ เมษายน 08, 2019, 14:04:44
อ่านเพลินเลยครับ น่าสนใจเป็นแนวเดียวกับที่สนใจพอดี ขอบคุณที่แบ่งประสบการณ์ครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ พฤษภาคม 13, 2019, 11:59:43
มี "ขาประจำ" ที่รออ่านบทความผม
"Inbox" มาถามว่า ไม่ส่งเรื่องเล่า ส่งบทความมาให้อ่านอีกเหรอ

ผมก็เลยตอบไป ถ้าเป็นเรื่อง Dmax ไอ้ผมเองก็ไม่รู้จะเล่าอะไร เพราะมันไม่มีอะไรจะให้เล่า!!
ก็มันไม่มีอะไรผิดปกติเลย ควันดำก็ไม่มี อย่างอื่นก็ไม่ปรากฎ..

"ขาประจำ" เลยบอกว่า พี่เขียนเล่าอะไรมาก็ได้ ผมชอบฟัง ผมชอบอ่าน ที่พี่เขียนมา มันได้ Feel !!

เออ คนแบบนี้ก็มีด้วย..
สงสัยติดจากยุค 90' ที่ชอบอ่านหนังสือรถรายเดือน
แต่ส่งมาให้ผมแบบนี้ ผมก็ "ปลื้มใจ" อยู่

ไอ้ผมเขียนนี่ ก็ไม่ได้เงินนะ แต่ถ้าว่างก็อยากเล่า
การพิมพ์บน keyboard มันดีนะ มันฝึกสายตา "ฒ.ผู้เฒ่า" ดี!!  ;D

วันนี้เล่าเรื่อง "ท่ออากาศกับหอย!!" ดีกว่า
ถ้าเคยเปิด "กระโปรง" หน้า ที่มีเครื่องยนต์อยู่
ในรถดีเซลยุคกลางๆ ขึ้นมา ก็จะมี "หอย" กันทุกคัน
แต่ในยุคกลาง "แรงดันหอย" จะไม่มาก ส่วนใหญ่จากโรงงานจะประมาณ 7-9 PSI
ซึ่งแรงดันขนาดนี้ มักไม่มีผลกระทบต่อท่ออากาศเดิมๆ เลยแม้แต่น้อย

แต่ในดีเซลยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่แรงดันหอยค่อนข้าง "สูง"
มักคุยกันอยู่ที่ 19-22 PSI สำหรับ รถเดิมๆ จากโรงงาน

ถึงแม้ไม่ไปโมฯ อะไรเลย ท่ออากาศที่เข้า-ออก จาก turbo หรือ inter ก็รับภาระค่อนข้างหนัก
ยิ่งตอน boost มาเต็ม กดกระแทกต่อเนื่อง ท่อพวกนี้จะ "ป่องกลาง" คล้ายๆ งูเหลือม "กลืน" หนูหรือแมว เข้าไปทีเดียว
ขยาย-หด-ขยาย ต่อเนื่องนานๆ บ่อยๆ ก็แตก ก็รั่ว

ยิ่งถ้ามีการไปโมฯ เพิ่มมา ไม่ว่าจะ Remap หรือ พ่วงกล่อง อันนี้แน่ๆ Boost ต้องเพิ่มมากขึ้น
เพียงแต่จะมาก จะน้อย ขึ้นอยู่กับ Step ที่เราแต่งลงไป

ยิ่ง boost สูง ท่ออากาศเดิมๆ ยิ่งแตกง่าย เพราะมันไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับ boost สูงกว่า STD มากมายนัก

วิธีป้องกัน ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ
งบมาก เปลี่ยนเป็น "เลส" หรือ "มิเนียม" หรือจะไปเอา "Titanium" แท้ๆ ก็ได้ ถ้ามัน "เหลือเยอะ"
บวกกับ ท่อต่อยางแรงดันสูงยี่ห้อดีๆ เข็มขัดรัดดีๆ แค่นี้ทุกอย่างจบ!!

แต่ถ้างบน้อย และเพิ่ม boost ไม่เยอะเกินไป
"Cable Tie" เป็นคำตอบที่ "ใช้ได้" เลือกเส้นที่มันหน้ากว้างหน่อย รัดห่างซัก 1" - 1 1/2" กำลังดี
แค่นี้ก็ช่วยป้องกันไปได้เยอะ  "แค่รัด ความรู้สึก (ตอน boost) มาก็เปลี่ยน"
boost จะ "ดีด" เร็วขึ้น เพราะมันไม่เสียไปในตอนที่ "ป่อง"

เบนซิน หรือ ดีเซล
จะโมฯ หรือ เดิมๆ ก็รัดได้
ขอให้เป็นประเภทมี "หอย"

ถ้าเป็นประเภท "ไร้หอย" ไม่ต้องไปรัดให้ "มือเปื้อน" เปล่าๆ  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ มิถุนายน 19, 2019, 11:31:21
วันนี้มีเรื่องเล่า ไม่ต้องมีคนมาทวง "ต้นฉบับ"
วันนี้จะเล่าเรื่อง "D-Max" ของผมที่เอาไป Remap คันนี้มานี่แหละ

รถผมนี่ ถึงระยะเวลาที่ต้องต่อทะเบียน ซึ่งปีนี้รถก็ครบ 7ปี
เมื่อรถอายุตั้งแต่ 7ปีขึ้นไป ก็ต้องนำรถไปตรวจ "ตรอ." ก่อน ว่าผ่านเกณฑ์ที่สามารถเข้าต่อทะเบียนได้หรือไม่?

นั้นก็เป็นเรื่องดี ผมอยากให้ "ตรอ." ทุกที่ "เข้มงวด" ตรวจทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางกรมขนส่งทางบกได้ระบุมา
โดยที่ "ไม่มีนอกมีใน" เพื่อให้รถที่ใช้บนถนนสาธารณะ เป็นรถที่สร้างมลพิษแบบที่มันควรจะเป็น
ไอ้ประเภท เสียงดัง ควันดำ และอื่นๆ ที่มันเกินกำหนด ควรต้องปรับปรุงให้อยู่ในเกณฑ์

Dmax ผมเอง ก็ผ่านการ "ปรับแต่ง" มาเพื่อให้มัน "จี๊ดจ๊าด" มากกว่า STD
เท่าที่ผมดู "ด้วยตา"    ผมมั่นใจรถผมไม่มีควันดำ แต่ก็ไม่แน่ใจซะ "เต็มร้อย" ว่ามันผ่านเกณฑ์ไหม?
หรือแค่เรา "คิดไปเอง..."

วันนี้มาก็ตรวจซะ
วิธีตรวจรถเพื่อไปต่อทะเบียนก็ง่ายๆ
ยื่นเล่มทะเบียนให้ตรวจสอบ ช่างก็ไปขูดเลขเครื่องเลขตัวถังแนบกับใบที่ไปยื่นต่อทะเบียน

ช่วงระทึกก็ คือ ช่วงวัดเสียง, ตรวจควันดำ
ช่วงวัดเสียง ช่างก็เอาที่วัดไปที่ปลายท่อไอเสีย ห่างประมาณ 30ซม. มีหัวคล้าย microphone แล้วก็เร่งเครื่องพอสมควร
น่าจะประมาณ 2-3 พันรอบสักพัก ค่าก็ออกมามีหน่วยเป็น Decibel
- รถผมผ่านเกณฑ์ ก็แหงล่ะ ท่อเดิมๆ ตั้งแต่ป้ายแดงแถมยังไม่มีผุด้วย มันจะดังเกิน STD ไปได้ไง
แต่นี่ไม่ใช่ "ประเด็น" ที่อยากรู้คือช่วงต่อไปต่างหาก

เครื่องตรวจควันดำเป็นเครื่องหน้าตาแปลกๆ ที่ตรอ. ผมเอารถไปตรวจนั้น เครื่องนี้มีชื่อว่า Diesel smoke tester รุ่น DS-2000R

ช่างแจ้งผมว่า ถ้าควันดำเกิน 50% จะไม่ผ่านเกณฑ์
วิธีตรวจจะเอากระดาษขาว แผ่นกระดาษเหมือนจะเป็นกระดาษกรองแผ่นกลม (น่าจะเป็นกระดาษเฉพาะ)
ใส่ไปที่เครื่อง ซึ่งจะมีท่อเพื่อต่อรับไอเสียจากรถที่จะวัด จากนั้นก็จะเร่งเครื่องรถน่าจะประมาณ 2-3 พันรอบ
แล้วที่เครื่องตรวจควันดำ ก็จะแจ้งค่าออกมามีหน่วยเป็น %

Dmax ผมค่าควันดำที่เครื่องแจ้งออกมาที่ ---------------------> 2.8%
แล้วช่างก็นำแผ่นกระดาษกรองสีขาวที่ใส่ไปในเครื่องมาให้ดู
ผมดูเทียบกับแผ่นใหม่ ก็เห็นแทบไม่แตกต่าง คือ ไม่เห็นมันดำ หรือไม่เห็นมันสีเทาๆ

ช่างบอกผมสงสัยเครื่องจะ error
ผมก็...... error ก็ error
ช่างขอวัดใหม่อีกครั้ง ก่อนวัดก็เปลี่ยนแผ่นกระดาษกรองแผ่นใหม่แล้ววัดด้วยวิธีการเดิม

วัดอีกครั้งผลปรากฎว่าค่าควันดำที่เครื่องแจ้งออกมาที่ ---------------------> 2.8% เท่าเดิม
แล้วช่างก็หยิบแผ่นกระดาษกรองสีขาวที่ใส่ไปในเครื่องมาให้ดู  มันก็เหมือนเดิม คือ ไม่เห็นมันดำ หรือไม่เห็นมันสีเทาๆ มันก็สีขาวดี

ช่างว่า รถปกติส่วนใหญ่มันจะอยู่ที่ 7-10 กว่า% แสดงว่ารถเฮียนี่ ระบบมันสมบูรณ์จริงๆ ขนาดวิ่งมาเกือบ 8 หมื่นโล
แต่ก็ถือว่าวิ่งน้อยนะสำหรับรถอายุขนาดนี้ ส่วนใหญ่เขาวิ่งไป แสน สองแสนโลแล้ว
ตอนแรกผมเห็นมีเกจ์วัดเทอร์โบติดมา สงสัยจะไม่ผ่านเกณฑ์แน่ๆ แต่มันกลับเผาไหม้สะอาดเหลือเชื่อ
รถเฮียไปทำอะไรมาหรือเปล่า?

ผม - เดิมๆ อายุเยอะแล้ว ไม่อยากไปแต่งมันมาก เกจ์วัดนี่เอามาจากรถคันเก่า เห็นมันสวยดีเลยเอามาใส่ไว้ให้มัน "กระดิก" แก้เหงา


สรุป
การ Remap นี่มันขึ้นอยู่ที่ "เรา" กับ "คนจูน" จริงๆ
ย้อนไปตอนแรกเกือบสองปี ผมได้บอกคนจูนว่า
"ผมเลือก Step อนุบาล เน้นเหนียวๆ ทนๆ ควันไม่ดำ และผมจะไม่แต่งอะไรเพิ่ม ชอบท่อเดิมเงียบๆ แคตฯ ไม่เอาออก
ขออัตราเร่งช่วง 100-140 เพิ่ม ความเร็วปลายไม่สน"

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ การจูน+คนจูน+เจ้าของรถ มากกว่า
และที่สำคัญ "คนจูน" พร้อมจะทำตามเราว่าหรือเปล่า !!???
ถ้าเราไม่เอา boostหนัก, ไม่เค้นเครื่องมาก, ไม่เน้นแรงมาก เลือก step เบาๆ ใช้แบบคนปกติใช้ มันก็ไม่พังไว (น่าจะใกล้เคียงเดิม)
แต่ ถ้าทำแล้วไม่แรงมาก บางที คนจูน หรือ เจ้าของรถ ก็อาจไม่ชอบใจ เพราะ ไม่ได้หน้า ไม่คุ้มค่าเงิน แรงไม่เท่าพวกพ้อง ฯลฯ

เรื่อง "ควันดำ" นี่สำคัญ
บาง "คนจูน" เขาจะ "จูนหนา" ไว้ก่อนเพื่อ "Play Safe"
การที่จูนน้ำมันให้หนา เพื่อป้องกัน "ตัวร้อน" และอย่างอื่นที่มันมีโอกาส "ฉิบหาย"
แต่พอน้ำมันหนา ก็จะเป็นที่มาของ "ควันดำ"

จะให้ดีค่า A/F Ratio สำหรับดีเซล ควรจะต้องให้ได้ 14.6 (สำหรับเบนซิน 14.7) ถึงจะดีที่สุด เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์
แต่จะเพ่ิ่มอะไรแค่ไหน ต้องคุยกับ "คนจูน" ที่เป็นมวย!!
ดูเหมือนง่าย ก็ไม่ง่าย, ดูเหมือนยาก แต่ก็ไม่ยาก

ปล.ถึงคนที่รออ่าน "ประสบการณ์จากทางบ้าน"
ผม "พยายาม" จะมาเล่าให้ฟังทุกเดือนนะ แต่ไม่รับปาก
เพราะในบางที่มันก็ "หมดมุข" นะ ถ้า "ชอบ" จริงๆ คอยติดตามอ่านก็แล้วกันนะ  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กรกฎาคม 04, 2019, 13:04:39
วันนี้ที่มา "เล่า" ให้ฟังเร็วไม่ใช่ เพราะอะไร

แต่อ่านมาในกระทู้หนึ่งแล้ว "คัน" บวกกับ "วันนี้ค่อนข้างว่าง" จึงอยากจะมาเล่าให้ฟัง
คำถาม ของคุณ SpiRious ถามว่า "การรีแมพที่โฆษณากันมากว่าทำให้รถแรงขึ้น จึงทำให้ใช้คันเร่งน้อยลงแล้วประหยัด
อยากทราบว่าเค้าไปปรับส่วนไหนเป็นหลัก ทำให้รถแรงได้โดยไม่กินน้ำมันเพิ่มครับ"

คำตอบ คือ
ที่มันแรงขึ้น เพราะ
- เพิ่มแรงดันเทอร์โบ
- เพิ่มหรือลดน้ำมัน
- เพิ่มแรงดันน้ำมัน
- เพิ่มหรือลดระยะเวลาในการฉีดน้ำมัน ในแต่ละช่วงรอบเครื่องยนต์ ที่เหมาะสมกับอากาศ

แต่ต้องแยกเป็นหลักใหญ่ๆ 2 กรณี คือ
1. Remap เพื่อใช้งานปกติ แรงกว่ารถ STD เล็กน้อย หรือพอสมควร อันนี้ "จูนดี จูนถูกต้อง" มีประหยัดขึ้น และมลพิษไม่มากกว่าเดิม
    รถเดิมๆ แค่ Remap ก็แรงได้ โดยที่ไม่ต้องไป ปรับเปลี่ยนหรือถอดชิ้นส่วนใดๆ ที่มาจากโรงงานเลย!!
2. Remap เพื่อการแข่งขัน แรงกว่าเยอะ ผิดหูผิดตา แรงแบบคนละคัน แรงแบบคนละเรื่อง
    เรื่องประหยัดไม่ต้องพูดถึง ---> "ไม่มี" แน่นอน
    การจูนแบบนี้ จะต้องมีการทำส่วนอื่นของเครื่องยนต์ร่วมด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการจูนแบบไหน  "คนจูน" มีความสำคัญมากๆ สามารถ "ชี้เป็นชี้ตาย" ให้เครื่องยนต์และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับ "เจ้าของรถ" ด้วยว่าต้องการแบบไหน, Step ไหน, พูดคุยกับคนจูนให้เข้าใจตรงกัน

กลับมาคุยในการ Remap ปกติแบบคนทั่วไปใช้ ที่เราจะเน้นแรงแบบพอสมควร และประหยัดเพิ่มขึ้นไปด้วย
นอกจากจะเพิ่มแรงดันเทอร์โบ เพิ่มหรือลดน้ำมัน, เพิ่มแรงดันน้ำมัน, ลดหรือเพิ่มระยะเวลาในการฉีดน้ำมัน
ในแต่ละช่วงรอบเครื่องยนต์ ที่เหมาะสมกับอากาศแล้ว..

"น้ำหนักเท้า+นิสัย+สันดาน" ของคนขับ!! นี่แหละตัวแปรที่สำคัญ

หลังจาก Remap และได้ใน Step ที่ต้องการมาแล้ว
ถ้าปรับจูนได้ถูกต้อง "น้ำมันกับอากาศ" ได้สัดส่วนที่ดี มันจะประหยัดขึ้นและเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น
และ "ความประหยัด" จะเกิดขึ้นได้จาก...

สมมุติ เราขับปกติอยู่ที่ 120
หลังจาก Remap มาแล้ว เราต้องขับที่ 80 มันถึงจะประหยัดขึ้น!!

ถถถถ....ถถถถถ  มันใช่!! แต่มันไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ เพราะมันคนละความเร็ว

คือ เราก็ขับแบบเดิมนั้นแหละ 120
เพียงแต่ว่าหลัง Remap มา รถมันก็จะพุ่งมากขึ้น เร่งดีมากขึ้น คันเร่งเบาขึ้น
เนื่องจากมีการปรับปรุง การจ่ายน้ำมัน แรงดัน turbo ฯลฯ ตามข้างต้น ได้สมบูรณ์และสัมพันธ์กัน
เมื่อคันเร่งเบาขึ้น เร่งได้ดีมากขึ้น เราก็ไม่ต้องกดหนัก และมาถึงความเร็วที่ต้องการง่ายขึ้น เร็วขึ้น
มันจึงทำให้ประหยัดขึ้น แบบสัมผัสได้

แต่ก็อย่างที่ว่า พอมันแรงขึ้น กดสนุก กดเป็นมา
โดยเฉพาะหลัง Remap มาใหม่ๆ ก็จะ "หึกเหิม" และ "น้ำหนักเท้า" จะมากกว่าปกติ ถ้ากดแบบนี้ก็จะกินมากขึ้น
ตอนรถยังไม่แรง ก็ยังไม่ค่อยกล้า "เล่น" เพราะอาจจะ "กล้าๆ กลัวๆ" ขึ้นอยู่กับ "นิสัย"
พอรถแรงขึ้นมา "สันดาน" อาจจะปรากฎ "ชัดเจน" ยิ่งขึ้นก็มีเยอะ

สรุป คือ ทั่วๆ ไป ถ้าจูนได้ดีและเหมาะสมทั้งน้ำมันและอากาศ และอื่นๆ ที่มันเกี่ยวข้อง
คนขับๆ ด้วยอุปนิสัยและลักษณะเดิมแบบนี้ หลัง Remap มา ต้องประหยัดขึ้นแน่นอน

แต่ถ้าจูนผิดเพี้ยนหรือไม่เหมาะสม จากจะประหยัดก็จะ กินมากขึ้นหรือหนักๆ ก็ "กินเช็ด" แทน
ในช่วงแรกๆ อาจจะแรงขึ้น แต่หลังๆ มาอาจจะมีปัญหา เรื่อง ปั้มแตก หัวฉีดรั่ว เขม่าเยอะ turbo กระจาย ฯลฯ
และไม่พอ "มลพิษ" ก็จะตามมา เนื่องจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และบางอย่างที่มันขาด มันเกินไปนั้นเอง



ปล.เรื่องเล่า "ประสบการณ์ทางบ้าน" ของผม มาไม่ "ตรงวัน" นะ  ;D
ถ้า "ชอบ" ก็คอยมาติดตามอ่านไปแล้วกัน
"สาระ..." มากน้อยไม่แน่นอน
ไม่ต้อง "Inbox" มาทวง

แต่ถ้ามี "ปัญหา, ขอคำแนะนำ" และคิดว่าผมช่วยได้!!??

เชิญ..


เรื่องเงินไม่คุยนะ My Mail-box is FULL!!
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ สิงหาคม 16, 2019, 09:34:10
เดือนๆ นี่ผ่านไปเร็วมาก
ยิ่งมีนู่นนี่นั้นทำนี่ วันๆ นึงนี่หายวับไปกับตา

อายุรุ่นผมนี่ นอกเหนือจากงานประจำ การสังสรรค์ประชุมในกลุ่มธุรกิจการค้า, กลุ่มองค์กรทำเพื่อประโยชน์ในสังคมที่อยู่
และกลุ่มกินแชร์เพื่อนสนิท นี่เป็นการเพิ่มความกระชุ่มกระชวย หรือบางทีก็เพิ่มความปวดหัวได้เหมือนกัน  :D :D :D

การสังสรรค์ประชุมในกลุ่มธุรกิจการค้า ชื่อว่า "ธุรกิจ" อันนี้โดยมาก ก็จะคุยเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ และการเมือง!!
เรื่อง "การเมือง" ถ้าไม่รู้นิสัยใจคอกันพอควร อย่า! หาได้ไปคุย เชื่อเหอะ!! สุดท้ายไม่พ้นต้อง "ทะเลาะ" กัน

ส่วนการสังสรรค์ในกลุ่มองค์กรทำเพื่อประโยชน์ในสังคมที่อยู่ อันนี้โดยมาก ก็จะคุยเพื่อพัฒนาสังคมที่อยู่กันจริงๆ
แต่มันก็มีหลายประเภทหลักๆ เช่น ตั้งใจทำเพื่อบ้านเมืองจริงๆ, Project เพียบแต่ถึงเวลาจริงๆ "กู" ไม่ทำ, เออ ออ ห่อหมก,
มาเพื่อกิน No comment และ "อากาศธาตุ"

ส่วน "กลุ่มฮา" ของผม คือ กลุ่มกินแชร์เพื่อนสนิท ชื่อก็บอกแล้วว่า "สนิท"
ในกลุ่มก็จะมีลักษณะนิสัยและความชอบคล้ายๆ กัน
คุยกันได้สัพเพเหระ ทุกเรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการเมือง!!
เรื่องรถ พวกเราชอบกันทุกคน แต่ใช่ว่า นึกอยากซื้ออะไร ก็จะซื้อ
ก่อนซื้อส่วนมากพวกเราจะปรึกษากันเป็นอย่างดี ประหนึ่งว่า "เป็นเงินกงสี" ไปซื้อเลยทีเดียว  ;D ;D ;D
แต่ก็ใช่ว่าพวกเราจะ "รู้ดี" ไปทุกเรื่อง บางเรื่องก็ต้องปรึกษา "คนนอก" เหมือนกัน

การตัดสินใจ มันก็ต้องมีผิดพลาดได้บ้าง หรืออาจจะตัดสินใจอย่างดีแล้ว แต่มันก็มี Error มาจากตัวรถได้บ้าง
รู้อะไร...ไม่สู้  " รู้งี้ !! "

แต่วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง "กฎหมายจำกัดความเร็ว 120 กม./ชม."
(หักมุมไหม? นึกว่าจะได้ฟังเรื่อง error รถ ใช่ไหม?)

ในกลุ่มผมก็เห็นพ้องตรงกันว่า "เหมาะสม" ควรมีการแก้ กม.
ในปัจจุบัน "จะมีใคร" เดินทางไกล หรือขับขี่ในทางที่มันปลอดภัย สามารถใช้ความเร็วได้
และยังคงขับขี่ 90กม./ชม.?? อาจจะมีแต่คงไม่มาก ยกเว้น "รถ (นอก) คอก" ขับช้าวิ่งขวา!!

ถ้าได้อ่านในกระทู้นี้มีตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่า ผมเป็นขับรถอยู่ในช่วงกลางๆ ไม่ช้าไม่เร็ว
ที่ Remap มา ก็เพื่อเพิ่มอัตราเร่งให้มันดีขึ้น ขับขี่ได้สนุกขึ้น

ความเร็ว 140 รถในปัจจุบันทุกรุ่น สามารถวิ่งได้
ความเร็ว 160 รถกระบะทุกรุ่น สามารถวิ่งได้
ความเร็ว 180 รถเก๋งขนาดใหญ่ทุกรุ่น สามารถวิ่งได้
ความเร็ว 200+ รถ Supercar ทุกรุ่น สามารถวิ่งได้

แต่โดยมาก เท่าที่ผมเห็นและ "คาดคะเน" ส่วนใหญ่จะขับเดินทางอยู่ที่ 110-120, กลางๆ ก็ 120-140 และ 140+ ก็ไม่เยอะ

ถ้า กม. ห้ามเกิน 120
เขาไม่ได้บังคับให้คุณวิ่ง 120
ขับช้ากว่าได้ แต่ขับเกินไม่ได้

กม. 120 นี้ดี และควรทำ พวก "กล้องจับความเร็ว" ให้มันได้ค่าที่ถูกต้องด้วย
120 คือ 120    ไม่ใช่ไปตั้งที่ 115, 118   จะให้้ดีควรตั้งเผื่อค่า error ด้วย

ก่อนจาก...
เพื่อนผมเจ้าของหมู่บ้านมันเล่าให้ฟัง...
"กูขับ Benz คันใหม่เข้ากรุงเทพ โดนจับความเร็ว มันส่งมาที่บ้าน
กล้องแม่งชัดฉิบ เห็นหมดเลย!!
กูโดนไปพันนึง แม่งเอ้ย.."

- อะไรแค่นี้มึงบ่น

"ไอ้พันนึงนี่ไม่เท่าไหร่ แต่เมียกูนี่ ทุบหัวกูเลย.."

- ไอ้แค่เงินพันนึงนี่อะนะ

"ไม่ใช่ ก็เพราะกล้องแม่งชัด ดันถ่ายติดคนนั่งข้างมาด้วย แต่คนนั่งข้างไม่ใช่เมียกูน่ะซิ"

555
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 13, 2019, 11:06:13
วันดี เลขสวย ศุกร์ที่ 13  มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง
เมื่อวานผมเอา Dmax ผมไปเช็คระยะ 8 หมื่นโล
1 ปี วิ่งไปเกือบ หนึ่งหมื่นโล ที่วิ่งน้อย เพราะใช้แค่ตามงานที่เหมาะสม
ธรรมดาก็แทบไม่ได้ขับ แต่ต้องขยับอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง อาจจะครั้งละ 3-10 กม. เพื่อป้องกันยางไม่กลม
และให้รถได้ขยับบ้าง แต่ "เช็คเบื้องต้น" ผมเช็คด้วยตัวเองทุก 2 อาทิตย์ไม่ขาด เพื่อ "พร้อมใช้งาน" เสมอ
แต่สรุป คือ รถคันนี้ผมวิ่งเฉลี่ยแค่ "ปีละหมื่นโล"

ก็เป็นระยะเวลา 2 ปีนิดๆ กับระยะทางประมาณ "สามหมื่นโล" ตั้งแต่ผม Remap มา
ถ้าท่านได้ตามอ่านในกระทู้นี้มาตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นว่า ทุกอย่างของรถยังปกติ
และจนถึงปัจจุบันนี้ ทุกอย่างก็ยังคง "ปกติ" ดี ไม่มี ปห. อะไร
ไม่มีควันดำ หรือค่าควันดำของรถผมอาจจะน้อยกว่ารถใหม่เดิมๆ จากโรงงาน ก็เป็นได้
เพราะเมื่อตรวจสภาพครั้งที่แล้ววัดได้แค่ 2.8% (ไม่รู้หน่วยวัดคืออะไรนะ  8)  )

เข้าเช็คระยะ 8 หมื่นโลของผม จะเป็นเช็คจริงที่ระยะ หนึ่งแสนโล
เพราะรถผมวิ่งน้อย จึงเช็คใหญ่ ตอน "หกหมื่นโล" ตามหน้าปัทม์แสดงไปแล้ว

เข้าเช็คครั้งนี้ จริงๆ ผมก็คาดคะเนในใจไว้ไม่เกิน "พันแปด" สำหรับทุกอย่าง
แต่ก่อนไปเช็ค ผมก็ได้ "ตรวจสอบเบื้องต้น" ตามปกติ
ผมก็ "เอะใจ" ว่า เท่าที่จำได้ ตั้งแต่ซื้อรถมา สายพานเครื่องกับสายพานแอร์ ยังไม่เคยเปลี่ยนเลยนี่หว่า!!
แต่ก็ดูแล้ว ก็มีแตกลายงาบ้าง เดี๋ยวบอกให้เปลี่ยนดีกว่า..

ผมโทรนัดล่วงหน้าเกือบสัปดาห์ เพื่อเช็คระยะ
ถึงวันนัดไปถึงศูนย์ "คนรับรถ" ก็เป็นช่าง ก็ตรวจดูสภาพโดยรวมภายนอกและ "เปิดกระโปรง" ดูเครื่อง
ช่างรับรถ - เฮียโมมาเยอะเหรอ ถึงต้องเอาสายรัดท่ออากาศไว้เยอะอย่างนี้
ผม        - เปล่า เดิมๆ กลัวท่อมันแตก (อ้างว่า) น้องรู้จักกันมันบอกมา
ช่างรับรถ - ดีแล้วครับ เพราะมันช่วยได้จริง ที่ผมถามเพราะเห็นรถเฮียภายนอกเดิมๆ นึกว่า "หมก" มา
ผม        - ไม่มี๊ ไม่มี หมก  แค่ "ซุ่ม" มานิดหน่อย 555

แล้วช่างรับรถ ก็เอาไฟฉายส่องดูเครื่อง ดูสายพานแล้วพลิกดู แล้วบอกว่า
มีรอยร้าวบ้างนะครับ จะใช้ต่อก็ได้ แล้วรอบหน้าควรเปลี่ยนครับ
ผม        - เปลี่ยนเลยดีกว่า รอบหน้า อีกหมื่นโลหน้า ก็อีกปีเลยนะ

ผมได้นัด "เพื่อนซี้" เจ้าของหมู่บ้านมารับไปหา "ฆ่าเวลา" กัน 3 ชม.
ผู้ชายอยู่กันสองคน 3 ชม. เป็นเวลาที่เหมาะสมจริงๆ
ใช่ ผมก็ไปหาทำอะไรแบบที่ผู้ชายรุ่นผม เขาทำกัน???
...
...




...
ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดในเบื้องต้นหรอก  ::) ::) ::)
ไปหานั่งกิน นั่งคุยกัน "ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ"

ผ่านไป สองชั่วโมงครึ่ง ศูนย์โทรมา
พี่ครับ กรองอากาศดำ ผมพยายามเป่าแล้ว มันเป่าไม่ออก ผมขออนุมัติเปลี่ยนนะครับ

แหม พอฟังว่า "ผมขออนุมัติเปลี่ยนนะครับ"
เลยรู้สึกว่า ผมต้องเป็นญาติ หรือเพื่อนสนิทของ ผบทบ. ผบตร. หรือ "ลุงตู่" เป็นแน่แท้  :D :D :D

"อนุมัติครับ"  ;D ;D ;D ;D

ก็ตั้งแต่ซื้อรถมา อันนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนเลย เหมือนกัน แค่ 7-8 ปีเอง  :D :D :D

กลับไปถึงศูนย์ ที่ "อนุมัติ" ไป หมดไปกี่ตังค์ว่ะเนี่ย
สายพานสองเส้น กรองอากาศหนึ่งใบ และอื่นๆ

เสียงหวานๆ ลอยมา "คุณลูกค้าเชิญ (เสียตังค์) ทางนี้เลยค่ะ"

Oh No!!

Oh Yes!!
Isuzu JAP Car มันก็ต้องแบบนี้
สายพานแอร์ สามร้อย
สายพานเครื่อง ร้อยสี่
กรองอากาศ (แอบแพง) เจ็ดครึ่ง
รวมทุกอย่าง สองพันแปด แถมล้างรถ
ปีหน้าเจอกันใหม่ เขาระบุมาให้เตรียมใจมาคร่าวๆ "พันหก"
เห็นราคาแล้ว ไม่รักรถ JAP ได้ไง
รถอีกคัน PJS ตัว Top โฉมปัจจุบัน เช็คศูนย์ทีก็พอๆ กัน

ก่อนจากๆ ศูนย์ ขอคุยเอาความรู้กับ "หัวหน้าช่าง" เพิ่มซักหน่อย เรื่อง B20
รถผมเป็น DMAX หัวจรวด รุ่นแรก Lotแรก ที่ใช้โฉมนี้ เป็นเครื่อง 2.5 ที่ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จากยุค "มังกรทอง 87HP"
ว่าสามารถใช้ B20 ที่มันจะทำให้ประหยัดไปอีก ลิตรละ 5 บาท ได้หรือไม่?

เพราะก่อนมา ผมก็ search หาข้อมูลแล้วว่า "มันไม่สามารถใช้ได้"
แต่ก็ยัง "อยากรู้" เพิ่มว่า มันไม่ได้เพราะอะไร?

หัวหน้าช่าง ให้ความรู้ โดยสรุปว่า รถรุ่นและในปีของผม "ไม่สามารถเติมได้"
ท่อยาง ท่อเดินน้ำมัน กรองเชื้อเพลิง และหัวฉีด มันไม่ได้ออกแบบมารองรับ
ถ้าเติมฉุกเฉินเพียงชั่วคราว "พอได้"
แต่ถ้าเติมเป็น "ปกติ" ไม่ได้!! เพราะ ท่อเดินน้ำมันต่างๆ จะบวม, กรองเชื้อเพลิงและหัวฉีดจะตันอย่างเร็ว
และถ้าใช้รถในอุณหภูมิต่ำกว่า 16c ไม่แนะนำให้เติม เพราะ B20 มันจะเป็นไข


ส่วนตัวผมเอง ก็ไม่มี ปห. อยู่แล้ว เพราะรถคันนี้ ใช้แค่ปีละหมื่นโล
ใช้ นม. เฉลี่ยปีละ "พันลิตร" ส่วนต่างก็ประมาณ ห้าพันบาท
แต่ถ้า "ดึงดัน" จะใช้ ค่าซ่อมแค่ชุดหัวฉีดและราง ก็น่าจะ "หลายหมื่น"  แล้ว

แต่ก็สุดแท้ แต่คุณจะเลือกกันนะ
ของผม ถ้าทางผู้ผลิต "ไม่รับรอง" ให้ใช้ได้  ผมก็ไม่ใช้
ถึงรถรุ่นใหม่ใช้ได้ แต่รถรุ่นผมใช้ไม่ได้ ผมก็ไม่ "กระสัน" ออกรุ่นใหม่ในตอนนี้นะ
ยกเว้นว่ามีคนมาให้ราคาดีๆ ผมก็อาจจะเปลี่ยนใจ  :D :D :D

การที่ บริษัทผู้ผลิต เขาออกมา "รับรอง" หรือ "ยืนยัน" ว่า รถรุ่นนั้นรุ่นนี้ สามารถใช้ได้ ใช้ไม่ได้ เขาต้องมีการทดสอบมาอย่างดีแล้ว
เขาจึงออกมาประกาศยืนยัน

ราคา ความเชื่อมั่นของบริษัทเขา เป็นหลักหลายล้านๆ และยังต้องใช้ "หากิน" อีกยาวนาน
และการยืนยันว่า รถรุ่นเก่าของเขา สามารถใช้ได้ มันมีแต่ผลดี ผมยังนึกผลเสียที่มีต่อบริษัทผู้ผลิตไม่ออก

ทางบริษัทไม่กลัวหรอกว่ารถใหม่จะขายไม่ได้ เพราะ รถเก่ากับรถใหม่ มันอยู่กันคนละตลาด แม้จะใกล้กันมากก็ตาม
คนที่อยากได้รถใหม่ มักไม่ค่อยมองรถเก่า ยิ่งซื้อผ่อน เจอทั้งดอกเบี้ยที่แพง +VAT7% อีกต่างหาก

รถใหม่ที่มันใช้ B20 ได้ แต่ถ้าไม่มี "ตังค์" ซื้อ หรือคำนวนแล้วว่า "อาจจะ" ผ่อนส่งไม่ไหว มันก็ออกไม่ได้
ถึงจะ "ส่งไหว" แต่คิดแล้วว่า "ไม่คุ้ม" ก็ไม่น่าออกเช่นกัน
ยกเว้น "ความคัน" อยู่เหนือเหตุผล!!
 
ส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร สำหรับรถเก่าเมื่อหักค่าเสื่อม ดูราคาขายต่อแล้วและถ้ารถเก่ามันดีอยู่ และถ้าเจ้าของยังไม่เบื่อ 
น้อยคนจะเปลี่ยนรถ

แต่ถ้าผู้ผลิต "ยืนยัน" ว่ารถรุ่นคุณนั้น "ไม่สามารถใช้ได้"
แต่คุณจะ "ดึงดัน" จะใช้ให้ได้ มันก็สุดแท้แล้วแต่คุณ
สุดท้ายก็ได้แค่บอกว่า "คนที่แพ้ก็ต้องดูแล...ตัวเอง"  8)  จริงๆ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กันยายน 27, 2019, 14:19:55
อ่านเรื่อง DMAX จะ Full Model Change ที่กำลังจะเปิดตัวใหม่แล้ว "คัน"
ไอ้ผมเอง ก็ระดับ "User" ทั่วไป ไม่รู้หรอกนะว่า "ตัวใหม่" มันจะมีอะไรมาให้บ้าง หรือมันจะเป็นไงบ้าง

แต่ระดับ "ผู้นำตลาดรถปิคอัพ" ขวัญใจภูธร, ขวัญใจบ้านนา มันต้องมีอะไรเด็ด!!
เพียงแต่ว่าเพื่อนร่วมรุ่นตอนนี้ เขาใส่ไปกัน "เกือบ" หมดแล้วนะ
ไฟหน้า-ท้าย LED, ระบบช่วยเหลือการทรงตัว, ถุงลมเยอะแยะ - Triton จัดไปแล้ว
เหลือ เรือนไมล์ดิจิตอล กับ หลังคาแก้ว ในรถกระบะผลิตและขายใน ปท. ยังไม่มี

การทวงคืน "Champ" จากโตต้า ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่อาจจะเจอ "สกัดดาวรุ่ง" ด้วยส่วนลดมหาศาล

อีซุ เปิดตัวใหม่ๆ สะกดไม่เป็นกับคำว่า "ส่วนลด" และ "ราคาถูก"

จาก ปสก.จากอดีตถึงปัจจุบันของผม ที่เป็นเจ้าของรถอีซุมา สองรุ่น คือ
- มังกรทอง Spacecab 2.5 MT 90HP
- DMAX หัวจรวด Hi-Lander 2.5 AT 4DR. Z-Prestige

อีซุจะทำรถออกมากลางๆ
การทรงตัว, เบรค, ความแรง กลางๆ

ข้อดี ที่มันเด่นกว่ายี่ห้ออื่น ณ ช่วงเวลานั้นๆ คือ Design มักจะ "ล้ำหน้า" เพื่อนร่วมรุ่นแบบที่รับได้
ไม่ถึงกับ "แต๋ว" จ๋า และไม่ถึงกับ "บึกบึน" 
แต่โดยมากมักถูกใจ "พ่อปู่แม่ย่า-พ่อตาแม่ยาย" สงสัยคนออกแบบ จะออกแนวรักครอบครัว

ตอน "มังกรทอง" คู่แข่ง ณ ตอนนั้น
Nissan Big M หน้าตาดูดุดัน จุดเด่น คือ ตัว Top มี MoonRoof แต่ได้แค่กระดกนะ และเครื่อง TD25 ที่โมขึ้นมาก
                   "ยัดหอย" Z18 โมปั้มอีกนิด วิ่งกระฉูดมาก
Tota Mighty-X หน้าก็ไม่โดดเด่น เพราะ ต่อยอดมาจาก Hero แต่ภายในสวย แต่ "ขึ้นชื่อ" ที่สุดก็คือ "เบรคล็อค"!!
                   แถมถ้าไป  "ยัดหอย" Z18 ยอดฮิต มักจะ "ตัวร้อน น้ำดัน ฝาโก่ง" อีก
Mitsu Cyclone หน้าตางั้นๆ แต่ช่วงล่าง "เลิศ" เพราะ หน้า Coil-Spring รุ่นแรกของกระบะไทย และระบบเบรคที่ดีเยี่ยม
                   พูดได้ว่า "ดีที่สุด" สำหรับรถกระบะในยุคนั้น 
                   ในตัวท้ายๆ "ยัดหอยอนุบาล" กับเฮดเดอร์ขนาดจิ๋วมาจากโรงงานก็วิ่งดี แต่สู้ "หอยประถม" จากนอกรั้วไม่ได้
Mazda B2200 หน้าตา....  รุ่นท้ายๆ ใช้เครื่องอีซุมังกรทอง 90HP ไม่มีอะไรเด่น
Ford Ranger น่าจะเรียกถูกนะ ตัวเล็ก "ลีบๆ" ขาดสารอาหาร แต่เด่นที่เครื่องเป็น 12V หรืออะไรนี่แหละ
                   แต่ก็ใช่ว่า "วิ่ง" แถมมี ปห. "ตัวร้อน" ตอนขึ้นเขาหรืออัดยาวนะ
มังกรทอง  หน้าสวย เขาเรียก "หน้าเบนซ์" เพราะ ไฟหน้ามันเต็ม ดูเหมือน W123 ภายในสวย ที่เปิดไฟหน้า ที่ปัดน้ำฝน เป็นปุ่มกดเต็มหน้าปัทม์
                  เดิมๆ เครื่องอืดและดัง แต่พอมา "ยัดหอย" Z18 โมปั้มอีกนิด ท่อตรงหน้าเพลา วิ่งกระฉูดมาก แต่น่าจะเป็นรอง Big M

ตอน "หัวจรวด" ในปี2011 ณ ตอนนั้น (เอาแค่ตอนนั้น)
tota vigo champ เขาเรียกว่า "หน้ายักษ์" เพราะมันบานๆ ใหญ่ๆ เครื่องแรง แต่กินพอควร และที่ยังแก้ไม่หาย คือ "เบรคหนักมักลง"
               ถึงมาเป็น Revo ก็ยังไม่สามารถ "ตี" หัวจรวดได้ ในช่วงต้น
Mitsu Triton 2.5, 3.2 "ปลัดขิก" ชื่อก็บอก ไม่ต้องแปล ค่ายนี้มีดีที่เบรคและช่วงล่างที่ไว้ใจได้ เบาะหลังนั่งสบายสุดในกลุ่ม
               มีจอ TV VCD มาให้จากโรงงาน และลงทุนแค่ 10 บาทเพิ่ม Boost ได้อีก 2Psi !!
Ford Ranger 2.2, 3.2 ใหญ่ บึกบึน คอ Offroad เปิดตัวตอนแรก พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "แ..งใหญ่จริงๆ"
               มีรูปร่างกายที่ใหญ่เป็นอาวุธ  ถึงขนาดมีคนตั้งให้สมญานามว่า "ททท." !!!
               "ถึก ทน ทาน" แต่ไม่ใช่รถ แต่เป็นเจ้าของรถ!! ที่ต้อง ททท.!!!
Mazda BT50 ใหญ่ บึกบึน ภายในสะสวย ช่วงล่างดีเยี่ยม แต่ด้านหน้ากับท้ายเนี่ย ดูโดยรวมมันยังไม่ค่อยลงตัว
                จะเรียกว่า "กทค." ก็คงจะมีคน "ด่า" เป็นแน่แท้  หรือควรจะเรียกให้น่ารักๆ ว่ารุ่น "บุคโกะจัง" หรือ "มดดำ" แทน
Nissan Navara "เกือบจะ" ไปทุกเรื่อง  เกือบจะบึก, เกือบจะดุดัน ไม่รู้จะยังไง  "เรื่อยๆ มาเรียงๆ นกบินเฉียงมาทั้งหมู่..."
                ไม่มีอะไรเด่น แต่ก็ไม่มีอะไรแย่
หัวจรวด หน้าจรดท้าย ไม่มีอะไรติ ไม่บึกบึน แต่ไม่อ้อนแอ้น 
                 ตา Projector แบ๋วๆ แอบมีกล้ามคล้ายพระเอกหนังเกาหลี แต่ไม่ดูใหญ่เหมือนพระเอก "เมกัน"
                 เครื่อง 2.5 เดิม ไม่แรง เสียงดัง ความประหยัดก็งั้นๆ ไม่ได้ประหยัดเกินหน้าเกินตาพวกพ้อง
                 แต่ 3.0 เดิมๆ ถึงจะเก่ามาก แต่เรี่ยวแรง "ฉีกหน้า" เครื่องเงียบรุ่นใหม่ได้พอควร
                 ช่วงล่างกลางๆ ไม่เกาะมาก, เบรคใช่ว่าดีมาก ก็กลางๆ ถึงลงเบรคหนักๆ ก็ยัง "เอาอยู่"
สรุป คือ "กลางๆ" สมรรถนะในการขับขี่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ที่โดดเด่น คือ บริการหลังการขาย
คือ พูดได้ว่า "ซื้อได้ ไม่ผิดหวัง" ไม่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจแน่นอน!!!

ยานแม่ คือ อะไร??!!

พร้อมเคลม พร้อมจบ ทุกปัญหา (หวังว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไปนะ)  ;)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ตุลาคม 26, 2019, 11:13:23
มาแล้วๆ
มีจดหมายจากทางบ้านมาว่า ช่วยคุยเรื่อง "DMAX พลานุภาพ" ให้ฟังหน่อย ว่าเป็นไง อยากฟัง...

ตอน จม.มา ไอ้ผมเองก็ยังไม่ได้ไปดู "ตัวเป็นๆ"
ก็เลยไม่รู้จะ "เหลา" ให้ฟังได้อย่างไร..

แต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปทำธุระและหา "รับประทาน" อาหารในเมือง เลยแวะไปดู มาเล่าให้ฟัง
ที่โชว์รูม คนเยอะมากกกกก นึกในใจจะซื้อจริงกันกี่คน?
แต่ปรากฎว่า เซลล์เขียนกันมือเป็นระวิง กลุ่มลูกค้า ไม่ใช่แค่ "ฒ" แต่ยังมีกลุ่ม "ด" เยอะอีกด้วย

ผมยืนฟังเท่าที่จับใจความได้ว่า
กลุ่ม "ฒ" นิยมออกตัวสูงขับสอง ทั้ง 4 ประตู และแค็ป
กลุ่ม "ด" ชอบตัวเตี้ยมากกว่า ขนาดยังไม่ได้รถ คุยเรื่อง "เบิ้ลตัดสับระเบิด" กันแล้ว เดี๋ยวจะเปลี่ยนล้อและนู่นนี่นั้น @#$$%$% เยอะแยะ

ไปดูตัวรถกันดีกว่า
ว้าวไหม โดยส่วนตัว "ไม่ว้าว" แหะ
มันเหมือนๆ ตัวที่ผมใช้อยู่นั้นแหละ แค่เปลี่ยนไฟหน้า ไฟท้าย กระจังหน้าดำ
"ผมรู้สึก เฉยๆ"

ล้อที่หลายๆ คนว่าไม่สวย
ผมก็ว่ามัน "เรียบ" ไปหน่อยยิ่งมาเจอสีดำด้านเข้าไปอีก...
ถ้าเอามาชุบ "โครม" หรือปัดเงา น่าจะผิดหูผิดตา ดู "มะกัน" ขึ้น

แต่ที่แปลกใจอยู่นิด คือ ยาง
 ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา อีซุมักจะใช้ยางสเปค "เฉพาะ" คือ มักจะ "เล็ก" กว่าใครเขาหนึ่งเบอร์
ซึ่งไอ้ข้อนี้มันเป็น trick อย่างนึง เพราะยางหน้าแคบมานิด เส้นรอบวงมันก็เล็กลง
แรงที่ใช้หมุนล้อก็น้อยลง มันก็ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันขึ้น
และมันไม่ใช่แค่นั้น มันยังเป็น trick ซ้อน trick เพราะยางที่เล็กลงมันสามารถลดความกว้างของกระทะล้อได้
ลงอีกหนึ่งเบอร์ คือ 0.5" โดย Isuzu จะใช้ล้อ 18x7 ส่วนยี่ห้ออื่น 18x7.5 แค่นี้ก็ทำให้ นน.ล้อและยางเบากว่า

แต่ตอนนี้อีซุใช้ยางแบบเพื่อนร่วมรุ่นต่างยี่ห้อแล้ว คือ 265/60-18
แสดงว่าอีซุต้องพัฒนา เรื่องความประหยัดที่เพิ่มขึ้น จึงมาเน้นเรื่องสมรรถนะในการเกาะถนนเพิ่มขึ้น
แต่จะเกาะขึ้นมากกว่าเดิมแค่ไหนนั้น ผมไม่รู้ ไม่ได้ลองขับมา เพราะ "คิวแน่น" ซะเหลือเกิน!!

เข้ามาดูภายในกันบ้าง
เออ ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเหมือนกันแฮะ
พวงมาลัยหนังที่หุ้มให้ความรู้สึกดี  ภายใน "พยายาม" ให้หรู
ปุ่มแอร์ต่างๆ นี่รู้เลย "ก็อป" MB มา หวังว่าคงไม่ลอกง่ายเหมือนเขานะ
หน้าปัทม์ ดูเหมือนกลับไปในรุ่น DMAX ตัวแรกเลย font เดียวกัน
เบาะนั่งดีนะ ผมชอบ นั่งได้สบายดี แต่ไม่รู้ว่านั่งนานๆ จะเป็นไงนะ

สรุป โดยรวม
ยังไม่ว้าว ดูคล้ายๆ ตัวเก่า
ถ้าจะบอกว่า "Minorchange" ก็เข้าใจตามนั้น
ระบบหลายอย่างเข้าใจว่า "กั๊ก" อย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะรอคู่แข่ง "หงายการ์ด" มาบ้าง ขืนปล่อยหมด เดี๋ยว "หมดมุข" ซะก่อน

คนรักแรง ยิ้มได้เลย ออกจากโชว์รูมเข้าร้านแต่งได้ทันที
เพราะ "คุ้นมือ" คนจูนอยู่แล้ว ไม่ต้องลองผิดลองถูก จะเอาแรงแค่ไหน แบบไหน สั่งเลย!!

น่าซื้อไหม?
ต้องดูว่าคุณใช้อะไรอยู่?
ถ้าเป็นกระบะ gen เก่า เช่น Dmax ตัวแรก, วีโก้, Tritonปลัด
ก็น่าซื้ออยู่ ยิ่งพวกรักแรง ซื้อได้เลย โมง่าย แต่งง่าย ขวัญใจพ่อตาแม่ยาย

ถ้าเป็น gen ร่วมรุ่นปัจจุบัน เอาแต่ตัว Top มาเทียบนะ
Revo คันเดิมก็น่าจะดีอยู่นะ
Ranger ช่วงล่างดีกว่า แต่ถ้าเปลี่ยนเพราะต้องการ "ความไว้ใจ" ได้ ก็น่าเปลี่ยนอยู่
Navara เปลี่ยนก็น่าจะดีนะ
Triton ยี่ห้ออาจจะเป็นรองนิดหน่อย แต่สมรรถนะและอุปกรณ์ต่างๆเหนือกว่าเยอะ
Dmax หัวจรวด ขับคันเก่าน่ะดีแล้ว เพราะ ยังไม่มีอะไรโดดเด่นจากเดิมมากนัก


ก่อนจาก
เอาตัวเลข Dmax พลานุภาพ 3.0 Vcross 4WD ที่ HLM ทดสอบ
อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 9.67 วินาที
อัตราเร่ง 80-120 km/h ภายใน 7.95 วินาที
ความเร็วสูงสุด 183 ล็อค

กับ Dmax หัวจรวด Remap ของผม (ล้อขอบ18" เดิมติดรถ Dmax1.9) มาเปรียบเทียบให้ดู
0-100 ใช้ 10.2 วิ    -------> ช้ากว่า 0.53 วิ
80-120 ใช้ 6.6 วิ    -------> เร็วกว่า 1.35 วิ
100-120 ใช้ 3.7 วิ
120-140 ใช้ 5.1 วิ
ความเร็วสูงสุด 210

แถมนิด
ตอน Dmax หัวจรวดเปิดตัว ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ปี 54
ตอน Dmax พลานภาพ เปิดตัว ญี่ปุ่นก็เจออภิมหาไต้ฝุ่น "ฮากิบิส" ถล่ม
มันเป็นความบังเอิญหรืออะไรดีนะ  8)
สงสัยต้องรอดู "Next Gen" ถ้ามี "อุบัติการณ์พลิกโลก" อีก แสดงว่า  ใช่เลย!!
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ พฤศจิกายน 16, 2019, 12:27:39
สุขสันต์วันหวยออก
Dmax ใหม่ พลานุภาพ ในจังหวัดที่ผมอยู่นี่ออกมาวิ่งกันเยอะแล้วนะ

ถ้าไม่ใช่ "สีพิเศษ" สีส้มอะไรยังงี้ ยิ่งเป็นสีขาวนี่ ขับสวนกัน "เฉยๆ" เลยนะ ไม่มีอะไรโดดเด่น

วันนี้ที่เข้ามาเล่าให้ฟัง ก็ไม่ใช่อะไร
"ว่าง...."

เห็นทาง HLM จับเอา 1.9 4DRs. Hi-Lander Auto ตัว Top มา preview
ผมเห็นว่ามันสามารถเอามาคุยเปรียบเทียบกับตัวของผมได้ ซึ่งเป็น "ตัวTop" ขับสองของรุ่นเครื่องเล็กเหมือนกัน

ระยะเวลาประมาณ 7-8ปีมันมีอะไรเพิ่มหรือลดลงเพียงใดไปดูกันครับ
รถผม Dmax หัวจรวด 2.5 4Drs. Hi-Lander Prestige Auto ตัวTop
ก่อน REMAP  (ล้อแท้ขอบ 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16)
0-100        15.01วิ
100-120 ใช้ 5.9 วิ
120-140 ใช้ 13.0 วิ

หลัง REMAP (ล้อติดรถ DMAX Hi-Lander 1.9 ขนาด 18x7 off33 ยาง BS 255/60-18)
0-100 ใช้ 10.2 วิ
80-120 ใช้ 6.6 วิ 
100-120 ใช้ 3.7 วิ
120-140 ใช้ 5.1 วิ

อัตราการกินน้ำมัน ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร ล้อขอบ16
หลัง Remap - 14.0 กม./ลิตร ล้อขอบ18

ตัวใหม่ล่าสุด Isuzu D-max Cab4 1.9 M Hi-lander 6AT พลานุภาพ (ตัวเลขของทาง HLM)
0-100 km/h        12.56 วินาที
80 – 120 km/h    9.46 วินาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทำได้เฉลี่ย 14.79 km/l

ดูจากตัวเลขจะเห็นได้ว่า
Dmax ใหม่ สามารถทำตัวเลขดีกว่า Dmax เก่า(ก่อนRemap) ทุกอย่างทั้งความเร็วและการประหยัดน้ำมัน
แต่ถ้าเอาตัวเลขของ Dmax เก่า ที่ทำการ Remap มาแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างกับ Dmax ตัวใหม่ซักเท่าไร

ดูโดยรวม อย่างที่ผมเคยพูดไปใน คห.ของผมในด้านบน คือ ใครมี Dmax ตัวเก่ารุ่นเดียวกันกับผมอยู่
ผมคิดว่า "ยังไม่น่าเปลี่ยนนะ" แค่คุณเอาไป Remap สเตปต้นๆ หรือเบาๆ มันก็ยังทำให้รถคุณ "วิ่งร่วมรุ่น" ได้ อย่างไม่ "เขอะเขิน"
จะทำสเตปไหนก็ตามแต่ แต่ขอไว้นิด "อย่า!! ไปเอาเลย ไอ้ควันดำ" ตัวเองก็เดือดร้อน ชาวบ้านก็เดือดร้อน!!

กลับมาที่ Dmax ใหม่ 1.9
ถ้าถามว่า "ทำไมตัวใหม่ ตัวเลขไม่ดีกว่า โฉมเก่าเครื่อง 1.9 เหมือนกัน?"
ดูรายละเอียดทุกอย่างจากตัวรถจริงๆ แสดงว่า "ตัวใหม่" มันวิ่งดีขึ้นนะ!!
แต่มันเป็นช่วง "เสี้ยววินาที" หรือดีขึ้นไม่เกิน "วินาที"
เพราะ ตัวใหม่ใช้ยางเบอร์เดียวกันกับเพื่อนต่างยี่ห้อแล้ว คือ 265/60-18
มันทำให้ กระทะล้อต้องกลายมาเป็น 18" X 7.5" แทนของเดิมแค่ 7" ด้วย
น้ำหนักเพิ่มขึ้น หน้าสัมผัสเพิ่มขึ้น ซึ่งถ้าไม่มีการปรับเครื่องยนต์และเกียร์ รวมถึง น้ำหนักของตัวรถในส่วนอื่นๆ เลย
อัตราเร่งต้องแย่ลง รวมถึงกินน้ำมันมากขึ้น

ถ้าดูจากตารางที่เปรียบเทียบของ Pick up Double Cab ที่ทาง HLM ได้ลงไว้
ของตัว 1.9 Hi-lander โฉมเก่า MT เทียบกับ 1.9 Hi-Lander ตัวใหม่ AT จะดูเหมือนว่า
โฉมเก่าจะเหนือกว่าโฉมใหม่ทุกอย่าง ทั้งอัตราเร่งและการกินน้ำมัน
แต่มันเป็น MT กับ AT นะ ต้องดูข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบตรงนี้ด้วย

เหมือนอย่างรถผมแค่เปลี่ยนล้อ ตัวเลขทุกอย่างเปลี่ยนไปทั้งหมดเลยนะ
ไม่ว่าจะเป็นอัตราเร่ง, การกินน้ำมัน รวมไปถึงระยะเบรค (อันหลังนี้ผมไม่ได้จับมานะ แต่มั่นใจว่าเปลี่ยน)
เอาตัวเลขไปดู

หลัง REMAP  (ล้อแท้ขอบ 16x8 off10 กับยาง BF A/T 265/70-16)
0-100 ใช้ 10.98 วิ (VBOX Race Logic)
80-120 ใช้ 7.3 วิ 
100-120 ใช้ 4.4 วิ
120-140 ใช้ 6.4 วิ

หลัง REMAP  (ล้อติดรถ DMAX Hi-Lander 1.9 ขนาด 18x7 off33 ยาง BS 255/60-18)
0-100 ใช้ 10.2 วิ
80-120 ใช้ 6.6 วิ 
100-120 ใช้ 3.7 วิ
120-140 ใช้ 5.1 วิ

อัตราการกินน้ำมัน ผมจับตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร ล้อขอบ 16
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร ล้อขอบ 16
หลัง Remap - 14.0 กม./ลิตร ล้อขอบ 18

ถ้าถามต่อว่า "ซื้อตัวไหนดี 1.9 หรือ 3.0?"
ถ้าค่าภาษีของ 3.0 ที่แพงกว่า "เท่าตัวกว่า" ไม่ใช่ ปห.
อยากขับเดิมๆ ไม่ได้ขับเร็วก็แค่ 120-140 แต่ถ้ามา "แหยม" ก็ต้องเจอกันหน่อย
เลือก 3.0 เถอะ ราคาค่าตัวต่างกันไม่มาก จะ "ต่อยอด" ก็ง่าย
สเตปเบาๆ เริ่มต้น "200 ม้า ที่ล้อ" ขนม!!
หรือจะเอาแรงสุดๆ เห็น "เขาคุย" ว่า 700-800 แรงม้า!! มีไม่ขาด

แต่ถ้า "ไม่รีบ" รอดูตัว "Minor" ซึ่งอาจจะมีเครื่องใหม่มาแทน 3.0 ตัวนี้
ซึ่งถ้ามีจริง อยาก "โม" เพิ่ม ก็ต้องรอให้ "สูตร" แน่นอนก่อนซัก 5-6 เดือน ค่อยไปเล่นกับมัน

แต่ตอนนั้น เครื่อง 3.0 ตัวนี้อาจจะกลายเป็น "ตำนาน" หรือ "Rare Item" ไปเลยก็ได้
เครื่องโง่ๆ โมง่ายๆ ทนและแรง อาจจะหาไม่ได้ง่ายอีกก็เป็นได้...
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ธันวาคม 11, 2019, 10:49:15
วันนี้ไม่มีเรื่อง Dmax ให้ฟัง แต่มีเรื่องอื่นมาให้ฟังแทน

ผมไม่ได้ไปเดินชม "มอเตอร์เซลล์" (พิมพ์ไม่ผิด) มาหลายปี น่าจะมี 5 ปีขึ้น
ปีนี้ได้เดินทางจากบ้านนอก เข้ากรุงไปชมอยู่เหมือนกัน

ก่อนไป เจ้าของหมู่บ้านเพื่อนสนิทชิดเชื้อ ขาประจำมอเตอร์เซลล์ ไปดูมาเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา
มันบอกว่ารถ "โคตรรรรรรร" ติด

พอบอกแบบนี้ ไอ้ผมเอง ก็ "แหยง" ไว้ก่อนเลย
แต่ก็ไปแบบไม่ต้องขับรถไปเอง เพราะ เอารถตู้ปู่ไปพร้อม "พลขับ"

ไม่ได้อยากไป แต่ "ถูกบังคับ" ให้ต้องไป ก็เลยต้องไป
เนื่องจากปู่ผมอยากไปดู เพื่ออยากเปลี่ยนรถคันใหม่
แกชอบให้ผมเป็น "แนวร่วม" และเป็น "แนวหน้า" ไว้อธิบายกับย่าในการซื้อรถ
คันใช้อยู่ก็เพิ่งใช้มาได้ไม่ถึง 4 ปี และรถคันที่ใช้อยู่เชื่อว่าหลายคนก็อยากเป็นเจ้าของ
แต่โดยส่วนตัวผม ก็ไม่เห็นด้วยกับคันนี้ ซักเท่าไรนะ
ไม่ใช่มันไม่ดี แต่มันไม่มีศูนย์บริการที่จังหวัดที่ผมอยู่
รถที่ว่านี้ คือ "Cayenne"

ก็อย่างว่าคนอายุเยอะมากแล้ว แต่ "ชอบรถ" มากกก
อยากเปลี่ยนก็ต้องไปดู ที่บูธ Porsche เองก็จัดใหญ่สมราคา
Cayenne ตัวเริ่มต้นราคาก็สวย 6.5
แต่ถ้ารวมใส่ "นู่นนี่นั้น" แบบที่ใจต้องการ ปาเข้าไป "8"
และที่สำคัญกว่านั้น คือ "รอรถ" 12-14 เดือน!!  บ้าไปแล้วววว
สรุป ปู่ผมกลัวจะไม่ได้อยู่ขับและแกว่า ดูโดยรวมมันคล้ายๆ รถของแกนะ เลยยังไม่เปลี่ยน ว่างั้น...

จากนั้นแกก็เลยชวนผมเดินดูนู่นนี่นั้นเรื่อยเปื่อย
ผมดู X5 X7 บอกเลยว่าสวยมาก
เลยบอกปู่ว่า "ไม่เอาคันนี้ล่ะ"
ปู่บอกว่า "เราไปลองขับมาแล้ว มันไม่มั่นคง ไม่ตึงมือ สู้ Porsche ไม่ได้หรอก!!"
ผมนึกในใจ : ไปลองขับตอนไหนหว่า และแกขับแค่ 80-100 แล้วรู้ได้ไงว่ามัน "ตึงมือ" ต่างกัน!!
เอาน่า  สุดแท้แต่แกเลย เงินแกไม่ใช่เงินผม..

ไปดู Volvo Van ตัวใหม่มา
โอ้ววว สวยมาก ราคาก็เร้าใจมาก
มีติอยู่ 2 เรื่อง
1. ตจว. แถวบ้านผมไม่มีศูนย์ ไม่งั้นอาจจะ "จอง" แล้วก็เป็นได้  :) :) :)
2. อันนี้ไม่ใช่ที่รถ แต่เป็นความ "เคยชิน" ของตัวผมเอง ที่ใช้รถ PPV รถทรงสูงประจำ พอมานั่งรถ Sedan เลยรู้สึก "ลุก-นั่ง" ลำบากไปนิด

นอกนั้นก็ดูกันแบบผ่านๆ
ปู่เขาก็ดู รถประเภท SUV ที่เขาชอบ
เมื่อเขาไม่ต้องการข้อมูลและ "แนวร่วม" ในการตัดสินใจแล้ว
ผมก็เลยมาดู "มอไซค์" และอะไรๆ ในแบบที่ผมชอบ โดยให้ปู่อยู่กับพลขับ
ต้องยอมรับอยู่อย่าง ในมอเตอร์เซลล์นี้ "ข้อเสนอ" ดีกว่าในสภาวะปกติจริงๆ

เออ!! ไปครั้งนี้ คิดว่า ปู่ผมคงจะเสียตังค์ได้ Cayenne ใหม่กลับมาเป็นแน่แท้
แต่เปล่าเลย แกไม่ได้ "เสียตังค์" ใดๆ เลยซักนิด

กลับเป็นผมเสียเองที่เสียตังค์ ได้ "ของขวัญปีใหม่" ให้ตัวเองมาชิ้นหนึ่ง
จะเป็นอะไร เอาไว้มา "เฉลย" ในครั้งหน้านะครับ  8)

ปล.ถ้าลงรูปเป็น จะลงรูปให้ดูนะ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ ธันวาคม 31, 2019, 17:04:01
ช่วงใกล้สิ้นปีงานจะ "ยุ่งๆ" นิดหน่อย "ตั้งใจ" จะมาเล่าให้ฟังตั้งนานแล้ว
ของขวัญปีใหม่ที่ได้จากงาน "มอเตอร์เซลล์" เพิ่งมาได้ "สิบกว่าวัน"

บอกเลยว่าของขวัญปีใหม่ชิ้นนี้เป็นของขวัญที่ "Surprise" ให้กับตัวเองมากกกกกกกก
อยากได้มาเกือบ 30 ปี!! ไม่ใช่ไม่มีความสามารถซื้อได้ แต่เพราะ "เสียดายเงิน"
เพราะเงินที่ซื้อ "ของเล่น" ชิ้นนี้ สามารถเอาไปต่อยอดและทำให้มันงอกเงยได้มากกว่านี้

และเมื่อมาถึงจุดที่เงินก้อนนั้น สามารถงอกเงยมาถึงจุดที่นำมาซื้อของเล่นได้
"ก็ยังไม่สามารถซื้อได้!!!"
ถ้า "ศรีภรรยา" ไม่อนุมัติ!!!  :D :D

แต่วันนี้ เธอบอกว่า "ชอบก็ซื้อ อยากได้ก็ซื้อนะ"
 :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D

ซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้า!!










นั้นก็ คือ Harley-Davinson FATBOY114 Year2020

(https://i.imgur.com/4102PHR.jpg)


ตอนที่เอามาส่ง วิ่งไป 7 กม.  น้ำมันเชื้อเพลิงก็ไม่เติมมาให้ด้วย  ;D

(https://i.imgur.com/qRfl7j7.jpg)


แฮนด์กว้างมาก ประมาณ 1.00 เมตร เห็นจะได้

(https://i.imgur.com/WPh1QGH.jpg)


FATBOY และ Submariner นี้ ราคาต่างกันอยู่ "สามพัน" บาท ตามราคา AD ในไทยกำหนดไว้  8)

(https://i.imgur.com/7463Hio.jpg)


ก่อนจะเลือกคันนี้มันมี "Story" มาพอควร ไว้คราวหน้าจะมา "เล่า" เพิ่มเติมให้ฟัง
ตอนนี้เตรียมตัว Party ดีกว่า "หมู่พวก" กำลังเดินทางมา "Count Down" ที่บ้านผมกัน... ;)

"สวัสดีปีใหม่ 2563 ครับ"
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: O_o" ที่ ธันวาคม 31, 2019, 18:00:28
ช่วงใกล้สิ้นปีงานจะ "ยุ่งๆ" นิดหน่อย "ตั้งใจ" จะมาเล่าให้ฟังตั้งนานแล้ว
ของขวัญปีใหม่ที่ได้จากงาน "มอเตอร์เซลล์" เพิ่งมาได้ "สิบกว่าวัน"

บอกเลยว่าของขวัญปีใหม่ชิ้นนี้เป็นของขวัญที่ "Surprise" ให้กับตัวเองมากกกกกกกก
อยากได้มาเกือบ 30 ปี!! ไม่ใช่ไม่มีความสามารถซื้อได้ แต่เพราะ "เสียดายเงิน"
เพราะเงินที่ซื้อ "ของเล่น" ชิ้นนี้ สามารถเอาไปต่อยอดและทำให้มันงอกเงยได้มากกว่านี้

และเมื่อมาถึงจุดที่เงินก้อนนั้น สามารถงอกเงยมาถึงจุดที่นำมาซื้อของเล่นได้
"ก็ยังไม่สามารถซื้อได้!!!"
ถ้า "ศรีภรรยา" ไม่อนุมัติ!!!  :D :D

แต่วันนี้ เธอบอกว่า "ชอบก็ซื้อ อยากได้ก็ซื้อนะ"
 :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D

ซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้า!!










นั้นก็ คือ Harley-Davinson FATBOY114 Year2020

(https://i.imgur.com/4102PHR.jpg)


ตอนที่เอามาส่ง วิ่งไป 7 กม.  น้ำมันเชื้อเพลิงก็ไม่เติมมาให้ด้วย  ;D

(https://i.imgur.com/qRfl7j7.jpg)


แฮนด์กว้างมาก ประมาณ 1.00 เมตร เห็นจะได้

(https://i.imgur.com/WPh1QGH.jpg)


FATBOY และ Submariner นี้ ราคาต่างกันอยู่ "สามพัน" บาท ตามราคา AD ในไทยกำหนดไว้  8)

(https://i.imgur.com/7463Hio.jpg)


ก่อนจะเลือกคันนี้มันมี "Story" มาพอควร ไว้คราวหน้าจะมา "เล่า" เพิ่มเติมให้ฟัง
ตอนนี้เตรียมตัว Party ดีกว่า "หมู่พวก" กำลังเดินทางมา "Count Down" ที่บ้านผมกัน... ;)

"สวัสดีปีใหม่ 2563 ครับ"

ยินดีกับรถคันใหม่ด้วยครับ
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ มกราคม 22, 2020, 12:41:24
มี "จดหมายน้อย" มาหลายฉบับ..
เนื้อหาโดยรวมก็จะประมาณว่า

"พี่ครับ เมื่อไรจะเล่าต่อ.." เอาเรื่องรถมอเตอร์ไซค์นะ รถยนต์มีให้อ่านเยอะแล้ว!!

เออ เอาก็เอา เล่าก็เล่า วันนี้ช่วงเช้า เล่าได้พอดี

เมื่อประมาณ 6 เดือนที่แล้ว ก่อนที่ผมจะซื้อ Fatboy114 คันนี้

ผมได้คุยกับ "ศรีภรรยา" ว่าอยากจะซื้อ "มอไซค์" ใหม่ แทนคันเก่าที่ขายไปแล้ว
คันเก่าที่ว่า คือ Kawasaki Versys 650 ปี13

ผมไม่ใช่เป็นคนที่ "ขี่เร็ว" ผมชอบ "Torque" ออกเสียงให้ถูกนะ ไม่งั้นความหมายมันจะผิดเพี้ยนไป  :)
เรื่องมอไซค์ใหญ่นี่ ศรีภรรยาผมไม่ซ้อนนะ เธอบอกว่า "รถมันสูง" เกินไป
แต่ก็จริงตามเธอว่านะ เพราะ เบาะมันสูงจริงๆ และจะให้ "กุลสตรี" อย่างเธอปีนก้าวข้ามมาซ้อนก็ดู "ไม่งาม" เท่าที่ควร
ไอ้ Versys ที่ใช้ ถ้า "คนขี่" ต่ำกว่า 175 "เท้าไม่เต็มพื้นทั้งสองข้าง"

แต่ "มอไซค์ใหญ่" โดยมากก็เป็น "ของเล่น" เอาไว้ขี่เล่นยามว่างล่ะมากกว่า
อย่างผมเองอยู่ "บ้านนอก" มันก็ "เอื้อ" ต่อรถพวกนี้อยู่แล้ว

เมื่อขายคันเก่าไปก็มองคันใหม่
ตอนแรกก็มองอยู่หลายรุ่น หลายแนว แต่ไม่กี่ยี่ห้อ คือ
Ducati MultiStrada, Hypermotard, Diavel
Triumps Bonnelville Bobber
Harley-Davidson Iron883, Herritage Softail/Springer, Fatboy114
ทั้งหมดที่มองมีทั้งมือหนึ่งและมือสอง แต่ต้องทะเบียนแท้เท่านั้น

ถามใครดี??
อะ แน่นอน ก็ต้อง "กงสี"
กงสีที่ว่า คือ กลุ่มเพื่อนสนิท "ที่กินแชร์กัน" ทุกเดือน
ไอ้เจ้าของหมู่บ้าน มันบอกว่า กูว่าหุ่นอย่างมึง BMW R1200GS เท่านั้น ไม่งั้นก็ Bonnelville Bobber
ไอ้นอกนั้นก็ "นู่นนี่นั้น" ที่อยู่ในตัวเลือก แต่เสียงส่วนใหญ่บอกว่า "มึงตัด Iron883 ออกไปเลยนะ ไม่เข้ากับหน้าอย่างแรง!!!"
ไอ้ตัวผมเองก็ "ไม่มีปัญหา" เพื่อนแนะนำมา เราก็รับมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
เออ ลืมบอกไป ผมสูง 178 หนัก 75

มาคุยกับกลุ่มที่ "ไม่สนิท" แต่เป็นคนที่เล่นรถพวกนี้อยู่แล้ว
"อย่างเฮีย" น่าจะไปเอา Herritage Softail Springer นะ
ในกลุ่มมีคนจะขาย ลองไปขี่ดูก่อนได้...
รถพวกนี้มีแต่ขึ้น "ขี่ไปขายไปไม่ขาดทุน"

ไอ้ตัวที่ว่าก็อยากได้มาตั้งแต่ "ละอ่อน" เหมือนกันนะ
ไปลองดู ไปลองขี่ดูซักหน่อยว่า "มันใช่" ไหม
ก่อนขี่ ดูโดยรวมก็ "เข้าตา" เลยล่ะ  เพียงแต่ที่นี้จะ "เข้าขา" กันได้ไหมอีกเรื่องหนึ่ง

เออ Start ติดยาก "ไม่น่าดู" เนื่องจากอายุรถประมาณ "ยี่สิบกว่าปี" นี่ขนาด "สภาพ" ดูดีมาก วิ่งไป "หมื่นหกพันไมล์"
ใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะ "จะดับๆๆ"
คำว่า "จะดับๆๆ" นี้ คือ เสียงรอบเดินเบาของ HD เครื่อง Evo นะ
คอ HD เขาว่ากันว่า "มันไพเราะ" มากกกกก
ลองขี่ดู "หน้าหนัก" มาก แถมระบบเบรค "ลื่น" ถ้าเบรคหนัก "ล็อคอีก"
เจ้าของรถบอกว่า แบบนี้ คือ "ปกติ"
แต่ก็จริงตามที่ "เขาว่า" เพราะก่อนมาลองขี่ ผมก็หาข้อมูลมาส่วนหนึ่งแล้ว ว่า "มันจริง"
เน้นขับหล่อ ไม่เน้น Performance
"หล่อจริง" แต่มันไม่ใช่ "ทาง" ผม คงต้องขอ "บาย"

จากนั้นผมก็ได้ไปดู Ducati ทั้งสามรุ่นที่สนใจ ได้ "ลองขี่" มาหนึ่งรุ่น คือ Diavel
ท่านั่ง, Handle, เบรคและทุกอย่าง "ชอบ" เลยแหละ
ความแรงไม่ต้องพูดถึง "เกินพอ" ด้านสมรรถนะ "ดีทุกอย่าง"
แต่มีข้อติอยู่นิด แต่ไม่เรียกว่าเป็นข้อเสียนะ คือ วิ่งต่ำ 50 ไม่ดี มันจะสะดุดและกระตุก
แต่ก็อย่างว่า มันไม่ได้ถูก design ให้มา "วิ่งเต่า" แบบนี้

Triumps ไม่ได้ไปดูมาก่อนหน้า แต่ได้เห็นตัวจริง ก่อนไป "จอง" Fatboy114

อะ งงล่ะซิ ไปๆ มาๆ ไหงกลายเป็น Fatboy ไปได้
ที่ปรึกษาที่ "ดีที่สุด" ในชีวิตของผม คือ "ศรีภรรยา" ของผม
เธอรู้หลายเรื่อง เรื่องกระเป๋า เรื่องนาฬิกา เรื่องเครื่องประดับ เรื่องเครื่องสำอาง อันนี้เธอ "Expert"  ;D
ส่วนเรื่องรถ เธอก็รู้นะ รู้มากพอสมควรเลยล่ะ (อย่า!! ดูถูกผู้หญิงเด็ดขาด!!!)

เธอบอก เธอมองในมุมเธอ และความเหมาะสมกับผม
เธอบอกว่า "ตัดไปเลย Ducati" เพราะมันดู "เทาๆ" เหมือนพวกค้ายา หรือวัยรุ่น "อยากแรง"
Triumps ดูแก่ไป มัน "นุ่มนิ่ม" เกินไป ไม่เหมาะกับผม

Harley นี่แหละ "ใช่" เพราะมัน คือ "ตำนาน" ขี่ช้าก็ได้ ขี่เร็วก็ได้ แถม "แรงบิด" ที่ (พี่) ชอบ น่าจะมีมากเหลือเฟือ
โดยรวม "เหมาะกับบุคลิค" มากกว่า และที่สำคัญ อยากให้ซื้อ "มือหนึ่ง"
เพราะอยากให้เป็น "ตำนาน" ของเรา ไม่ใช่ "ตำนานต่อมือ"
Heritage Softail เธอว่าไม่เหมาะ  มัน "ดูแก่"
ล้อซี่ลวด กระเป๋าข้างเกะกะเทอะทะ ถ้าเธอจะซ้อนจะก้าวขึ้นยากและ "ดูไม่งาม"
Fatboy ดูดี Model ใหม่ ล้อสวย นั่งซ้อนได้ง่าย

ดูเธอคิดซิ "ศรีภรรยาของผม"  ;)


ตัดฉากไปตอนที่ผมไป "มอเตอร์เซลล์" กับปู่
ตอนในงานนั้น หลังจากปู่ "ไม่เอา" Cayenne ใหม่แล้ว ผมก็ว่าง
เลยไปดู "เป้าหมาย" แต่ก่อนจะไปหาเป้าหมาย
หา "แวะข้างทาง" ก่อน..
ผมไม่ไปดู Ducati นะ 
ผมเลือกที่จะไปดู Triumps และไม่ใช่ตัว Bonnelville นะ แต่เป็น Rocket3 !!
สวยมาก เครื่อง "เขาว่า" ใหญ่ที่สุดในโลก คือ 2500
ไปลอง "คร่อม" ตัวโชว์มาเหมือนกัน ก็โอนะ
แต่ก็ "มโน" ต่อว่า มันคงวิ่งช้า ต่ำ 50-60 น่าจะสะดุด เหมือน Ducati มั้งนะ
และเธอเองก็ว่า "ไม่เหมาะ" และสวยผิวเผิน รถไม่ค่อยสมส่วน ตัวเครื่องใหญ่เกินตัวไป

ไปที่เป้าหมายดีกว่า
ถึงบูธ HD ไม่ต้องไปมองตัวอื่น
Fatboy อย่างเดียวเท่านั้น รถที่นำมาโชว์เป็นสีบรอนซ์เงิน
สวยดี แต่โดยรวม ผมและเธอว่าสู้ "สีดำ" ไม่ได้
เมื่อตัดสินใจได้ ก็คุยกับเซลล์เพื่อฟัง "ข้อเสนอ"

เซลล์แรกเสนอมาก็ยัง "ไม่โดนใจ" เท่าไร
แต่ "บังเอิญ" ได้เจอกับผู้บริหาร AD แห่งหนึ่ง ได้ข้อเสนอ "ดีมากกกกกก"
ผมยัง "แปลกใจ" เลยว่ามันให้ได้ขนาดนี้เลยเหรอ!!
ไม่ต้อง "Inbox" มานะ เพราะข้อเสนอนี้บอกไม่ได้จริงๆ ที่บอกไม่ได้ เพราะ HDTH ไม่อนุญาติให้ทำแบบนั้น
ถ้าบอกออกไป อาจจะ "โดนหนัก" ถึงขั้นถอดถอนจากการเป็น Dealer!!

สุดท้ายและสำคัญที่สุด คือ ถามศรีภรรยา
เธอบอกว่า "ชอบก็ซื้อ อยากได้ก็ซื้อนะ"
 :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D :D

ซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้า!!

เลยเป็นที่มาของ "Harley-Davinson FATBOY114 Year2020" คันนี้  8)

"ซินเจียอยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้" ครับ



ปล.Rolex Submariner YG ตามด้านบน จากที่เคยถูกกว่า Fatboy "สามพัน"
แต่ตอนนี้แพงกว่า Fatboy "ห้าพัน" ตามราคาที่ AD ตั้งแล้วนะ  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กุมภาพันธ์ 14, 2020, 11:04:39
ไม่ได้เล่าเรื่อง Dmax คันของผมมาหลายเดือน

แต่วันนี้มีเรื่องมาเล่า เพราะช่วงนี้ต้องพา "ญาติสนิท" ไปหาหมอ "Specialist" ที่เมืองหลวงแทบทุกอาทิตย์
ผมเลยคิดว่า "Dmax" ของผมนี้ ตั้งแต่เช็ค "แปดหมื่นโล" มา 3-4 เดือนแล้ว
ยังเพิ่งวิ่งไปเพิ่มแค่อีก "ไม่กี่ร้อย" ต้องเอามาใช้งานบ้างแล้ว

ยอมรับนะ ว่ามัน "เหนื่อย" ที่ขับ Dmax!!
ไม่ใช่เป็นเพราะ อัตราเร่งหรืออะไรอื่นๆ นะ
แต่มันเป็นเพราะ ลักษณะการวางเท้าขวาที่ "ไม่สบาย"
เพราะ คันเร่งและเบรค มันถูกออกแบบมาค่อนข้างสูง
ทำให้เวลาเราวาง "ส้นเท้า" มันต้อง "ง้าง" ปลายเท้า ในองศาค่อนข้างชัน ทำให้ "เมื่อย" เอ็นหน้าแข้ง
ผิดกับ PJS ตัวปัจจุบัน วางเท้าแบบใกล้เคียงรถเก๋งขนาดกลาง-ใหญ่ ทำให้ขับได้ "สบายกว่า"
และมาเจอกับ สภาพการจราจรใน "กรุงเทพ" ในปัจจุบันเข้าไปอีก...

ตั้งแต่ครั้งยัง "ละอ่อน" ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมา "เกือบสิบปี"
ตอนกลับไปอยู่ "บ้านเกิดเมืองนอน" ยังคงคิดถึง "ความศิวิไลย์" และแสงไฟของเมืองหลวง
แต่ปัจจุบัน นอกจากมา "ทำธุระหรือมาเที่ยวหรือ Shopping" แล้ว
บอกตรง ชอบ "บ้านนอก" ที่อยู่ในตอนนี้มากกว่า

กลับมาที่ Dmax
ช่วงนี้มีน้ำมันดีเซลออกใหม่มาหลายตัว ทั้ง B20, B10
ไอ้ผมเองเป็นพวก "ชอบลอง"
แต่ผมจะลองในสิ่งที่ "มันเป็นไปได้"

ถ้าทางผู้ผลิต "ไม่รับรอง" ให้ใช้ได้  ผมก็ไม่ใช้
ถึงรถรุ่นใหม่ใช้ได้ แต่รถรุ่นผมใช้ไม่ได้ ผมก็ไม่ "กระสัน"
เช่น Dmax คันของผม เป็นรุ่นที่ "ไม่รองรับ" B20 ผมก็ไม่ใช้
แต่ตอนนี้มี B10 ที่ผมใช้ได้ และถูกกว่าตัวปกติตั้ง "2บาท" เรื่องอะไรที่ผมจะไม่ใช้!!

บอกนิด ไอ้น้ำมัน "Premium" ที่แพงกว่าตัวปกติ ว่าแรงนู่นนี่นั้น มีสารชะล้าง บลาๆๆๆ ไม่ได้กินตังค์ผมหรอก
รถมันก็คือ "ลด" ใช้มันตามที่ผู้ผลิตเขาแนะนำก็พอ
ถนอมมัน ไม่ถนอมตังค์ ผมก็ไม่เอา
คิดหยาบๆ วิ่ง 10000 ลิตร แพงกว่า 3-4 หมื่นบาท!!!
นี่ยังไม่รวมน้ำมันเครื่องและสารหล่อลื่นอื่นๆ แบบ Premium อีกนะ
ถ้ารวมแล้ว "อีกเยอะ"

B10 แค่เติมยังไม่ได้วิ่งก็รู้สึกได้เลยว่า "ประหยัดขึ้น" อย่างน้อยๆ ก็ลิตรละ " 2บาท!! "  :) :) :)
แต่ผมลองวิ่งมาแล้ว เลยมาคุยให้ฟัง...

ก่อนดู "B10" ไปดู B7 ก่อน
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร ล้อขอบ16 ล้อแต่ง 16X8 off+10 ยางBF 265/70-16 ดีเซลB7
หลัง Remap - 14.0 กม./ลิตร ล้อขอบ18 ล้อเดิมDmax 1.9 18x7 off+33 ยาง BS 255/60-18 ดีเซลB7

ไปดู B10 กัน  ก่อนดูตัวเลข คิดว่า "ดีหรือแย่" กว่าเดิม??

อัตราการกินน้ำมัน ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C แต่วิ่งตอนกลางวันแดดร้อนๆ นี่ล่ะ
ดีเซลB10 ล้อขอบ18 ล้อเดิมDmax 1.9 18x7 off+33 ยาง BS 255/60-18
ผลที่ได้ คือ   15.22 กม./ลิตร 
ตัวเลขนี้ จับมา 3 ครั้ง ทำแบบเดียวกันแล้วมาเฉลี่ย บอกเลย "มันเหลือเชื่อมาก"

ตอนวิ่งใช้งาน ผมก็ไม่รู้สึกเลยนะว่ามัน "อืดขึ้น" หรือมีอะไรต่าง
คือ ไม่บอกก็ไม่รู้ได้เลย

ทาง บ.น้ำมัน "เขาว่า" B10 ตัวนี้ ช่วย
- ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าถึง 3%
- เครื่องยนต์และหัวฉีดสะอาดมากขึ้น ขจัดของเสียที่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์ ลดฟองและการกัดกร่อนเครื่องยนต์
- แรงขึ้น เพราะค่าซีเทนสูงขึ้น
- ลดควันดำ
- ลด PM 2.5

ข้อเสีย ไม่ได้ระบุมา!!

แต่เอาเหอะ รถผมใช้ได้ ประหยัดอีก 2บาท/ลิตร และวิ่งใช้งานจริงก็ประหยัดกว่าเห็นๆ "ไม่มโน"
ไม่เลือกใช้ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว..  8)

ปล.ถึง "จดหมายน้อย" ที่เป็น "คอมอไซค์"
อยากฟังเรื่อง "Harley" มาคุยให้ฟังหน่อยว่าเป็นไงบ้าง
เอาไว้เป็นเดือนหน้าแล้วกันนะ...

ไม่ใช่อะไร...
"เดี๋ยว หมดมุข"  8)
 
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ มีนาคม 26, 2020, 12:05:30
ช่วงนี้ "ไอ้โควิด ไอ้ควายขวิด" ระบาด..
ทำให้สภาพจิตใจของหลายคน "ย่ำแย่"
ต้นต่อที่แท้จริง ไม่รู้มัน คือ อะไร
จะจาก "ชีวภาพ" หรือ ความพิศดารของคน หรือจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม..
แต่มันก็ "บังเกิด" ขึ้นมาบนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้แล้ว
ผมเชื่อว่า เราทุกคนก็หวังที่จะผ่านมันไปได้ด้วยดีในเร็ววัน

ตอนนี้เรา "ฅ ปกติ, ฅ ธรรมดา" คงช่วยได้ โดยการปฎิบัติตนตามที่ทาง "รัฐ" ขอมา
อะไรที่ "เขาว่า" ดี, ปลอดภัย และลดการแพร่เชื้อ ก็ช่วยกันปฎิบัติตามเขาว่าเถอะ
อย่าไป "เก่งกว่า" ตำราที่เขาแนะนำมาเลย

กลับมาที่เรื่องรถ
อย่างที่ "เกริ่น" ไปมาเดือนที่แล้ว ว่าเดือนนี้จะมาเล่าเรื่อง "Fatboy114" ให้ฟัง
ลงรายละเอียดให้ดู ว่ามันเป็นไง

เครื่องยนต์  Milwaukee-Eight™ 114 ขนาดกระบอกสูบ102 มม. ระยะชัก114 มม. 1,868 ซีซี

ขนาดตัวรถ ความยาว2,370 มม. ระดับความสูงเบาะ 675 มม. ระยะใต้ท้องรถ115 มม.

ยางหน้า160/60R18,70V,BW ยางหลัง240/40R18,79V,BW ถังน้ำมัน 18.9 ลิตร น้ำหนักตัวรถ 317 กก.

ด้านบนนั้น คือ ข้อมูล  หาในเวบ "HD" ไหนๆ ก็มี
แต่มาฟังจาก "เจ้าของที่แท้จริง" ใช้เองดีกว่า

Fatboy114 ปี2020 เป็น Model Fatboy โฉมใหม่ตัวล่าสุด
พลิกโฉมจากตัวก่อนหน้านี้แบบคนละเรื่อง  ซึ่ง "โฉมเก่า" น่าจะมีมา "ยี่สิบกว่าปี"
เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นโฉมที่ผมซื้อได้ เมื่อปี 2018
ซึ่งมันไม่ได้เปลี่ยน "แค่หน้าตา"

มันเปลี่ยนเครื่องยนต์, ช่วงล่าง และอื่นๆอีกพอควร

เมื่ออยู่บน "อาน" ของ Fatboy
1868cc. มันเหลือเฟือมาก
Torque ที่พร้อมจะ "กระชาก" ตัวคุณ ให้หลุดจากตัวรถได้ ถ้าคุณจับมันไม่แน่นพอ
ถ้าเพิ่ง "ขี่" มันเป็นครั้งแรก  หรือเห็น spec เครื่อง อาจจะว่า "แค่นี้เอง"
อย่า!!เพิ่งบอกว่าตัวเองแน่!!  แม้ว่าคุณอาจจะเคยขี่ "ตัวแรงและเร็ว" แบบ sport มาหลายตัว

เพราะ HD เป็นรถสไตล์ "Cruiser" ท่านั่งจะนั่งแบบหลังตรง
แฮนด์มาตรฐานจากโรงงาน จะต่ำกว่าหัวไหล่อยู่ไม่มาก
ดังนั้น น้ำหนักของผู้ขับขี่ มันไม่ได้กดลงที่ล้อหน้า มันจะอยู่ช่วงกลางไปทางท้ายรถซะมากกว่า
ผิดกับ "ตัว sport" หรือรถทรงอื่นที่ไม่ใช่ Cruiser
ที่น้ำหนักโดยมากจะกดไปที่ล้อหน้าและท่านั่งจะโน้มตัวไปข้างหน้า เหมือนกดตัวรถเอาไว้ตลอดเวลา

จริงๆ HD ไม่ได้เน้นตัวรถที่จะเน้น "เฆี่ยน" ด้วยความเร็วสูงตลอดเวลา หรือเน้นโค้งเหมือนตัวสปอร์ต
แต่เป็นรถที่เน้น "ขี่หล่อ ขี่โชว์" ซะมากกว่า

แต่ไม่ใช่ว่าจะเร็วไม่ได้ แรงบิดจากเครื่องสูบวี ที่ "ซีซี" มากมาย
ตบเกียร์หนึ่ง ดัง "แคร้ง" เพื่อที่จะต้องการเป็น "ผู้นำ" เมื่อวัดกันกับ "Sport ญี่ปุ่น" ตัวต่ำพัน
เมื่อออกจากแยกไฟแดง ก็ทำได้ไม่ยาก 

ยางหลังขนาด 240 จากมิชลิน ยึดเกาะได้ดี
จับแฮนด์ให้แน่น ปล่อยคลัชท์ให้ดี เปิดคันเร่งไม่ต้องมาก เพราะ แรงบิดมาตั้งแต่รอบต่ำ
แค่นี้มันก็พร้อมจะ "กระชาก" คุณออกได้ง่ายๆ
ความเร็วปลาย ทำได้เท่าไรไม่รู้
แต่ตั้งแต่ช่วงต้น ถึงช่วงกลาง "มันแรง มันดึง ทุกช่วง"
บิดไปเหอะ เหมือนมันไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ว่าจะกล้าไหม?

ด้วยท่านั่งแบบที่ Fatboy ให้เน้น "ขี่" สบาย
เบาะของมันจริงๆ "เตี้ยกว่า" Fino, Click อีกนะ
เบาะนั่งที่กว้างและมีส่วนมา Support ในช่วงบั้นท้าย ทำให้นั่งสบาย

ระบบกันสะเทือนรุ่นใหม่ ถ้าจำไม่ผิด จาก Showa ญี่ปุ่น
ทั้งหน้า-หลัง  ในด้านหลังจะสามารถปรับ "หนืด" ได้ 5 ระดับ
แต่สำหรับ นน.ตัว 75 กก. ของผม  ระดับที่1 กำลังนุ่ม หนืด สบายๆ

แรงได้ก็ต้องหยุดให้เป็น
HD ในยุคก่อน ระบบเบรคที่ติดรถมา บอกได้เลยว่าแค่ "พออยู่" ถ้าไม่ขี่เร็ว
แต่ถ้าขี่เร็วบอกได้เลยว่า "เอาไม่อยู่"

แต่ HD ยุคใหม่ แม้ว่าแม่ปั้มเบรคจะ "ตีตรา" HD
แต่เนื้อในจริงๆ แล้ว ทำโดย "เจ้าพ่อเบรค" Brembo
หยุด "สั่งได้" มาพร้อม ABS หน้า-หลัง

(https://i.imgur.com/PmQV8FM.jpg)

หลายคน เมื่อพูดถึง Harley ต้องนึกถึง
ท่อดังๆ แฮนด์กว้างๆ เสียงเครื่องดังๆ

สำหรับรถเดิมๆ จากโรงงาน มันจริงแค่ สองข้อ คือ 
แฮนด์กว้างๆ เสียงเครื่องดังๆ
แต่ท่อเดิมจากโรงงานนี้ "เสียงเบากว่าเสียงเครื่องยนต์อีก!!!"

Fatboy ที่ผมใช้มันเป็นเครื่อง 1868cc. มันจะให้ "กรองเปลือย" ที่ทำโดย K&N มาจากโรงงาน
เวลาบิด เสียง "สึด" อากาศดังพอควร

เท่าที่ได้พูดคุยกับ "Harley Owner" หลายคน
โดยมาก ร้อยละ99 บอกว่า ต้องเปลี่ยนท่อ
ถ้าท่อเดิม มันเหมือนขี่ "Honda Dream" ว่าไปนั้น

แต่มันก็จริง ตอนขี่ช่วงแรกๆ ตอนที่ได้มันมาใหม่ๆ
รู้สึกได้เลยว่า "ท่อเงี๊ยบเงียบ"  "ตะมุตะมิ" จังเลยตัวเอง

จริงๆ ผมเป็นคนชอบแต่งรถมากกกกก
แต่งรถมาตั้งแต่เล่นมอไซค์ครั้งแรก ตอนนั้นอายุ 12ปี
แต่ขับรถยนต์เป็นก่อน เมื่อตอนอายุ 10ปี!!
เข้าใจว่ามันผิดกฏหมาย แต่ "งานที่บ้านเยอะ" จำเป็นต้องช่วย
แต่งรถยนต์ตั้งแต่อายุ 14ปี แต่ตอนนั้น "แต่งตามเขา" ยังไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไร  ::)
แต่งมาก บ้ามาก แต่งจนกระทั่งได้ลงหนังสือ!!
แต่ก็ทุกอย่างมันย่อมเปลี่ยนแปลงได้... 

เมื่อมีครอบครัว อะไรที่ "ไม่จำเป็น" ก็เลี่ยงที่จะจ่าย หรืออาจจะมีบ้างแค่ "แก้คัน"
ไม่บ้าเหมือนตอน "ละอ่อน"  ซึ่งตอนนั้น อะไรดี  อะไรสวย  อะไรแรง  "เฮ" ไปกับเขา
แต่ตอนนี้ "ไม่แล้ว"

ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ เพิ่งรู้สึกว่า เรานี่ "ใหญ่" พอควร
ไม่ใช่ใหญ่ เพราะเรื่องอะไร
"มันใหญ่ตรงหว่างขา" นี่เอง
ก็มันตั้ง 1868cc.  ใหญ่กว่า Civic ที่มีขายในตอนนี้ และใหญ่กว่ารถยนต์อีกหลายรุ่นที่มีขายทั่วโลก!!

(https://i.imgur.com/SD1j7qq.jpg)



(https://i.imgur.com/0GWtVEq.jpg)

กลับมาที่ Fatboy
ก็ไม่ได้คิดจะแต่ง แต่เมื่อ "ใช้จริง" ต้องยอมรับเลย
รถทั้งคัน สวยทั้งคัน แทบไม่มีอะไรติ
แต่เสียงท่อ มัน "ติ๋ม" ไปจริงๆ

ต้องเปลี่ยน!!
เอาอะไรดี ท่อแต่ง HD นี่เยอะมากกกกก
ของแต่ง HD นี่ "โคตรแพง" ทุกชิ้น
เช่น น็อตยึดเบาะซ้อนขันด้วยมือ มีตรา HD ติด  น็อตตัวเดียวเบิก AD ราคา 1200 กว่าบาท!!!
อื่นๆ อีกมากมาย  ถ้าอยากรู้คุณต้องเข้ามาสัมผัสเอง!!

ท่อแต่ง ของใหม่ นอกAD มีราคาตั้งแต่ เบาๆ สองหมื่นขึ้น  หนักๆ แสนกว่าๆ!!
นี่แค่ท่อนะ ไม่รวมอย่างอื่น!!!
เมื่อก่อนยังไม่มี HD ขี่กับเขา
ฟัง "เขามา" ว่าคันนี้แต่งไปเกือบแสน  คันนั้นแต่งไปแสนกว่า ก็เข้าใจเองว่า "มันจะแต่งอะไรไปเยอะแยะว่ะ"
แต่พอมาเล่นเอง ไอ้คำว่า "แต่งไปเกือบแสน" นี่ "เบๆ" เลยนะ แทบไม่รู้ว่าแต่ง ว่างั้น
กันล้ม-หมื่นปลาย, ท่อแต่ง-สองหมื่นปลาย, กล่อง-หมื่นปลาย, กรอง-เกือบหมื่น
"แม่เจ้า"

ท่อ กว่าผมจะเลือกได้ก็เอาเหนื่อย
หาข้อมูลมาพอควร
บางรุ่น สวยแต่เสียง "โคตรดัง" ต้องเรียกว่าดังแบบ "โคตร_ _ โคตร_ _ ดัง"
อยู่บ้านนอกแบบผม  Start หมู่บ้านนี้ ได้ยินถึงหมู่บ้านนู่น  :)

รุ่นที่ "เข้าตา" ก็มี ปรับเสียงได้ด้วยไฟฟ้า!! เลือก ดัง-เบาได้
แต่ราคาไม่ "โดนใจ" ไอ้นี่แสนกว่า!!

บางรุ่นเสียงแหลม บางรุ่นเสียงแตก บางรุ่นเสียงทุ้ม เยอะมากกกก

แต่สุดท้ายผมก็ได้ข้อสรุป
ผมชอบ "เสียงทุ้ม" เป็นลูกๆ แต่ต้องไม่ดังจนเกินไปนัก
จริงๆ ทรงท่อแบบเดิมๆ ผมก็ชอบอยู่นะ ผมว่ามันเรียบหรูดูดี
ผมจึงเลือกที่จะเปลี่ยนแค่ "ปลายท่อ" แต่ยังคงไว้คล้ายของเดิม

Vance&Hines Eliminator300 Satin Chrome

(https://i.imgur.com/XVv4LP5.jpg)


เสียงที่ได้ทุ้มนุ่มเป็นลูกตามที่ต้องการ และที่สำคัญ "ดังพอดีๆ"
แต่ก็เหลือเชื่อกับไอ้เหล็กสองดุ้นนี้ เพราะ มันตกไปดุ้นละหมื่นกว่า!!

(https://i.imgur.com/oJ7bOxU.jpg)


เมื่อได้อยู่บน "หลังอาน" HD แล้ว
ผมรู้สึกได้เลยว่า "โควิด" มันไม่สามารถทำอะไรผมได้เลย
ไม่ใช่เพราะอะไรนะ

"มันร้อน" ร้อนมาก "ไข่แทบสุก"
แต่มันก็มี "ความสุข" ในแบบที่รถยนต์ไม่สามารถให้ได้จริงๆ นะ
"สุ๊ขสุข"

เดือนนี้ "เล่า" ยาวแล้ว
เดือนหน้าค่อยมาว่ากันใหม่นะจ๊ะ

"I will survive"  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ เมษายน 23, 2020, 11:42:23
ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงที่ “รัฐ” ขอให้อยู่บ้าน ไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่า! ออกไปข้างนอก
ไอ้เราก็เข้าใจ  แต่บางทีอยู่บ้านนานๆ ทำนู่นนี่นั้นไปหมดแล้วก็อาจจะเบื่อ
เห็น “เซเลบ” เขา “Challenge” กัน แก้เบื่อ
ในลักษณะ “ย้อนวันวาน”

ผมไม่ใช่ "เซเลบ" แต่ก็มีเรื่องเล่าของ “วันวาน” มาให้อ่านอยู่เหมือนกัน
ในสมัยก่อน คำว่า “เพื่อน” มันเรียกและมันเป็นกันง่าย เพราะแค่ กูรู้จักมึง  มึงรู้จักกู เรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน แม้คนละห้อง
ก็ยังเรียกว่า “เพื่อน” กันได้

แต่ในความเป็นจริง
บางคนกล้าเรียกเราว่า “เพื่อน” ได้  ในบางจังหวะของชีวิต...
บางคนไม่สามารถเรียกเราว่า “เพื่อน” ได้  ในบางจังหวะของชีวิต...
แต่บางคน กล้าเรียกเราว่า “เพื่อน” ได้ในทุกๆจังหวะของชีวิต...
อาจจะว่าด้วยเรื่องของประโยชน์ หรืออะไรก็ตามแต่...

เมื่อครั้ง “มัธยมปลาย” ในช่วงใกล้สอบปลายภาค
ในห้องผมมันจะมี “นกรู้” อยู่คน ไอ้นี่มันเป็นหลานอาจารย์ที่สอนวิชาเคมี
มันก็จะรู้ว่า ข้อสอบที่จะสอบ ได้ “โรเนียว” เสร็จแล้ว มันก็จะหาวิธีที่จะไป “จิ๊ก” เอาออกมา
เพื่อที่จะนำมาให้ “หัว Bright” ในห้อง ทำการเฉลยคำตอบ!!!
หัว Bright ในห้องก็ทำหน้าที่ไปคิด  แล้วก็เอา “สูตร” มาเฉลย
ซึ่งคำตอบที่เฉลยมานี่ จะมีความ “ถูกต้อง” กว่า 70% ขึ้นไป

ผมและกลุ่มเพื่อนสนิท เราจะเป็นกลุ่มเรียนกลางๆ เน้นเฮฮาซะมากกว่า
แต่ก็ไม่เคย “ประพฤติ” ตัวแย่หรือเสื่อมเสีย จะเฟี้ยว ห้าว ตามวัย ที่เด็กสมัยนั้นควรจะเป็น
เมื่อมามองเทียบกับเด็กสมัยนี้  พวกผมเองน่าจะเรียกได้ว่า “เบบี๋”
โดยเฉพาะตัวผม อาจารย์ฝ่ายปกครองไว้วางใจมาก เลือกให้ผมเป็น “สารวัตรนักเรียน” !!!
“เข้าทาง!!! ”

กลับมาเรื่อง “ข้อสอบ”
เมื่อหัว Bright เฉลยมาแล้ว ที่เหลือเราก็เพียงแค่ “จำสูตร” ไปสอบ
เชื่อไหม?  ระดับ 60 ข้อนี่ กลุ่มผม จำกันได้สบาย!!
สูตรที่ว่าก็ประมาณว่า  3 4 4 2 1 3 2 4 1 4 ชุดละสิบข้อ
แต่ก็ยังคุยกันว่า “มึงอย่า เอาตามเป๊ะ ทุกข้อน่ะ ต้องให้ Credit หัว Bright มัน”
แต่ในบางครั้งที่เลือกเปลี่ยนข้อ แต่ดันได้คะแนนมากกว่า “หัว Bright” ก็มีออกบ่อย

อ้อ ลืมบอกไป พวกผมเรียนที่โรงเรียนของรัฐที่ว่ากันว่าเป็นอันดับที่หนึ่งของจังหวัด ณ ตอนนั้น
กางเกงก็จะเป็น “สีกากี” แต่บอกแล้วว่า พวกผมออกแนวเฟี้ยว ผ้าที่ใช้ทำกางเกง ก็ต้องเป็น “ผ้าเวสพ้อยน์”
หนานิด ฟอกขาวหน่อย ไม่ใช้ซิป เปลี่ยนเป็นกระดุมแทน!! แม้มันจะลำบากตอนฉี่
แต่รู้สึกว่า “เท่” แม้จะมีแค่พวกเดียวกันเห็น!!
พูดถึงการแต่งชุดนักเรียน กลุ่มผม “จัดเต็ม พร็อพแน่น”
เข็ดขัด DOMON หัวทองเหลืองเอาไปชุบโครเมียม เพราะขี้เกียจขัด “บาโซล”
Shirt สีขาวแขนสั้น อาจจะเป็น Hazard, NewMan, Arrow หรืออะไรก็ว่าไป
รองเท้า ก็มีตั้งแต่ผ้าใบ ตามระเบียบ หรือบางคนก็ Timberland แล้วแต่สถานะทางบ้านจะเอื้ออำนวย
ต้องใส่ “เจล” ที่ผมให้มันตั้งนิดๆ พร้อมกับ “โคโลญ” Tros ขวดขาวหัวแดง รู้สึกว่ามันห๊อมหอม
จะมีเกินหน้าเกินตาอยู่คน เพราะ บ้านมันรวย คือ ไอ้เจ้าของหมู่บ้าน มันฉีด POLO ขวดเขียวมาตั้งแต่สมัยนั้น!!

กลับมาเรื่องเรียนกันต่อ
ในบางครั้ง เราสามารถ “จิ๊ก” ข้อสอบออกมาได้มากกว่าหนึ่งวิชา
แต่ใครจะไปจำได้หมดล่ะ!!??? ถ้ามันมีสอบในวันเดียวกัน

ขอบขากางเกงด้านในเป็น “ตัวช่วย” ที่ดี
พวกเราก็แอบจดสูตรไว้ที่นี่  ขาซ้ายอาจจะเป็นเคมี, ขวาอาจจะเป็นฟิสิกส์ ก็ว่าไป
เพราะมันดูง่าย อาจารย์จับได้ยาก  จดใส่มืออะไรนี่  มัน “เชย” ไปแล้วในตอนนั้น มันเสี่ยงเกินไป แถมยังง่ายต่อการเลอะเลือน

เรื่องฮา มันมีอยู่ว่า...
วันนั้นมีสอบหลายวิชา ในตอนเช้าพวกเราต้องมากันเร็ว เพื่อจะ “จดสูตร” ทั้งซ้าย ทั้งขวามาเต็ม
“พกความมั่นใจมาเต็มขา” ว่างั้น!!
และที่สำคัญต้อง “ไม่ลืม” ว่าขาไหนเป็นวิชาอะไร  ถ้าจำสลับ ก็จบข่าว!!
แต่อย่างว่า มาถึงก็รีบๆ จด ในบางครั้งอาจจะมี “หลงลืม” กันได้
“มือโปร” อย่างผมไม่ลืม ไม่พลาดแน่

ในห้องสอบ สัญญาณเริ่มให้ลงมือทำได้ เหมือนผู้กำกับสั่ง “Action!!”
นักแสดงอย่างผมและพ้องเพื่อน ก็ทำท่า “ครุ่นคิด” กี่อะตอม sine cos tan บลาๆๆๆ
แต่ก็อ่านโจทย์อยู่นะ เผื่อมีอาจารย์ เขาถามว่า อะไรอย่างไง เดี๋ยวจะไม่ “เนียน”
จริงๆ ผม “กา” เสร็จตั้งแต่ยังไม่ถึง “ห้านาที” แรกแล้ว
แต่ก็มานั่งอ่านมานั่งทำบ้างน่ะ ในข้อไหนที่รู้สึกว่า "เราทำได้"
ในข้อไหนที่ทำได้ ผมก็ไม่เลือกที่จะเชื่อใน "หัว Bright" เฉลยมานะ
จากนั้นถ้าไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ก็มานั่งเล่น “โอเอ็กซ์” กับตัวเองในข้อสอบ เพื่อ “รอเวลา” ให้ออกจากห้องได้

ออกมาจากห้อง “คนเก่ง” คนทำข้อสอบจริงๆ ก็มาคุยกัน ประมาณว่า ทำได้ไหม ข้อนั้นอย่างไง อะไรอย่างงั้น
พวกผมไม่คุยเรื่องพวกนี้กัน เราก็จะคุย เรื่องแต่งรถ เรื่องสาวกันซะมากกว่า

ตอนนี้พวกผมขับรถยนต์หรือขี่มอไซค์ ไปเรียนกันแล้วนะ
รถยนต์ก็แต่ง งูๆ ปลาๆ แต่ไม่เยอะ เนื่องจากข้อจำกัดด้าน "ทุนทรัพย์"
ยังเรียนอยู่ ยังหาเงินไม่ได้ จะเอาตังค์ไหนมาแต่งล่ะ!!

“ลูกเจ้าของหมู่บ้าน” มันทำหน้า “หงอยๆ” แบบ “หมาเศร้า” พิกล
เฮ้ย เป็นไรว่ะ  ทำข้อสอบไม่ได้เหรอ ข้อสอบคงนี้ยากไปหน่อย  555 ผมแซว
กูไม่แน่ใจว่า ขาซ้ายวิชาเคมี หรือขาขวาวิชาเคมี
ชิบ_ แล้วมึง!!    ไหนกูดูให้
สรุป  มันลืม!! แล้วดัน “ทะลึ่ง” จำสลับ 555
ไอ้เรื่อง “รั่วๆ” ไอ้นี่มันเป็นมาตั้งแต่สมัยนู่นยันปัจจุบัน
แต่มันยัง “ใจดีสู้เสือ” บอกว่า ไม่แน่คะแนนกูอาจจะดีกว่าพวกมึงก็เป็นได้......
ผลปรากฏว่า ตก แบบไม่ต้องพูดถึง 555



ก่อนจาก ช่วง Covid19 นี้ ธุรกิจของผมยังทำตามปกติ อาจจะ “เงียบ” ไปบ้างก็ต้องยอมรับ
แต่ทุกคนก็เป็นแบบเดียวกัน จะมี “บูม” ก็ คือ อะไรก็ตามที่มันเกี่ยวกับการป้องกันไอ้ไวรัสตัวนี้

พอมีเวลา “ว่าง” มากหน่อย ความ “ฟุ้งซ่าน” มันก็จะแปรผันตรง
คนเราจะเลือกมอง ตรงที่เราชอบมอง ก็บังเอิญไปเห็น  แม็กติดรถ D-MAX พลานุภาพ รุ่นขับสองยกสูง
ประกาศขายในราคา “ย่อมเยา” อยู่ในจังหวัดที่ผมอยู่ แถมยังอยู่ใกล้ที่ทำงานผมด้วย
โทร.ไปคุย บลาๆๆๆ รวมเทิร์น  ราคาถูกเหลือเชื่อ ไปใส่เลย!!

ที่อยากเปลี่ยนจากล้อเดิมของ 1.9 หัวจรวด ไปเป็น “พลานุภาพ” เพราะ
- ว่างเลย “คัน”
- ล้อแท้ผลิตโดย ENKAI มาตรฐานและทนทานแน่นอน
- หน้ากว้างแม็กใหญ่ขึ้น  พลานุภาพเป็น 18x7.5 et38  ของหัวจรวด 18x7 et38 อาจจะบอกว่าแค่ ½” จะมีผลอะไร จะรู้สึกเหรอ?
  ผมเปลี่ยนแต่ล้อไม่ได้เปลี่ยนยาง ยางคงยังเป็น “ดู error” 255/60-18 ชุดเดิม เติมลมยาง 34 psi เท่าเดิม
  แต่ที่ต่าง คือ ตอน U-Turn อันเดิม ที่ความเร็วเท่าเดิม เสียงเลี้ยวหายไป!! แม้แต่ตอนขับขี่ก็ยังรู้สึกมัน “ตึง” ขึ้นนิดๆ
  เป็นเพราะ “หน้ายาง” มันราบมากขึ้น  จากเดิมมันอาจจะ “นูน” ตรงกลางนิดๆ เนื่องจากความกว้างของกะทะล้อที่แคบหรือเรียกได้ว่า
  เบียดมาสุดตาราง 

  ที่ทาง “อีซุ” คิดมาแบบนี้ เพื่อจะได้ นน.ล้อที่เบากว่า และหน้ายางตรงกลางอาจจะนูนนิด เพื่อการประหยัดน้ำมัน

  แต่ถ้าจะให้ดีให้สวย แม็กควรจะกว้างซัก 8.5” et 30-38 จะดีสุด ไม่ยื่น แต่ความต้องการนี้ต้องไปหาล้อแต่ง และถ้าจะเอาให้ทน เบา
  และดี แน่นอน มันต้อง “แพง”
- ที่ถูกใจผมที่สุด เพราะ คนซื้อ “พลานุภาพ” มานิยมแต่ง มักเริ่มต้นด้วย “ล้อ” และหลายคนว่า “ล้อรุ่นนี้ไม่สวย” มันเลยทำให้ได้ราคาดี
  ผมเปลี่ยนรวมเทิร์น ได้ล้อพร้อมน็อตแท้จากโรงงานมาได้ “1,200 (หนึ่งพันสองร้อยบาทถ้วน)”

ก็ดีเนอะ แม็กแท้จากโรงงาน Enkai เปลี่ยนเพิ่มแค่นี้
บางคนที่เปลี่ยน โดยส่วนใหญ่เลย น่าจะมี 70% ขึ้น เปลี่ยนไปใช้ “ล้อคุณภาพต่ำ” แต่ลายถูกใจ
ซึ่งหารู้ไม่ว่า พก “ระเบิดเวลา” ติดตัวไปด้วย เหลือแค่ “รอเวลา” ว่าเมื่อไรเท่านั้น!!


ล้อถอดจาก "ป้ายแดง" ที่เพิ่งวิ่งได้ไม่ถึง 30 กม. 02/2020 พร้อมน็อตล้อแท้ตรงรุ่น
(https://i.imgur.com/rKPM6VT.jpg)


เต็มขึ้นมาอีกหน่อย  จ่ายไป "พันสอง" แก้คันได้นิดหน่อย
(https://i.imgur.com/2NrUB4F.jpg)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ พฤษภาคม 26, 2020, 12:51:37
เดือนที่แล้วได้ “ย้อนวันวาน” ในเรื่องชีวิตส่วนตัว
เดือนนี้ขอย้อนวันวานในเรื่องรถ ตั้งแต่ ม.2 ขึ้นมา โดย “คัดเฉพาะ” ที่ผมประทับใจ

สมัยก่อนผมชอบแต่งรถมากกกกกก  และผมเชื่อว่าหลายคนในที่นี้ ต้องเคยเปลี่ยนท่อ, เปลี่ยนล้อ, แต่งเครื่อง และอื่นๆ อาจจะเพื่อความสวยงาม หรือเพื่อความแรง ก็ตามแต่.. :)

จาก "ปสก.ตรง" เมื่อครั้งยัง "ละอ่อน"
ที่ไหน “เขาว่า” แรง เขาว่าดี ผมก็ "เฮ" ไปกับเขาด้วย
ไอ้ "เขาว่า" มันมาในหลายรูปแบบ เช่น หนังสือรถ, เพื่อน, เพื่อนของเพื่อน, ลอยมาตามลม หรือแม้แต่ "สูตรผีบอก" ก็ตาม
รถที่ผมประทับใจ จากจำนวน “สิบกว่าคัน” ที่เป็นเจ้าของและรวมถึงใช้อยู่ตอนนี้
 
ตอนนั้น สมัยนั้น รถคันแรกที่ได้มาเลย คือ
Subaru 1800 GFT-5 Coupe คันนี้เป็นรถส่วนตัวของผม เป็นรถคันแรกเลยที่ผมได้มา เป็นรถใหม่ป้ายแดงต่อจาก “คุณพ่อ”
ซึ่งพ่อผมได้ใช้ไปแล้ว สองหมื่นกว่าโล
ยังเด็กอยู่เลย ใบขับขี่ก็ไม่มี แต่ขับ "Coupe" 2 ประตูแล้วนะ... 8)

รถแรง ขับมัน ภายในล้ำกว่าเพื่อนร่วมรุ่นในยุคนั้นเลยนะ ในยุคนั้น ในรถ Class เดียวกันหรือใหญ่กว่าหน่อย ผมยังไม่เคยเจอคันไหน มาสวนคันนี้ได้เลยนะ!!
การขับในตอนนั้น น่าจะอารมณ์เดียวกับ "กระบะบ้าพลัง" ในตอนนี้
ยังเด็กมาก ยังไม่รู้ว่าอะไร คือ "อันตราย"
ยางติดรถ ขอบ13" ทนความเร็วได้เท่าไรก็ไม่รู้  เรือนไมล์สูงสุด 180 ตามกฎหมายญี่ปุ่น เพราะคันนี้ "Made in Japan" แท้ๆ
แต่ลากสุด 4 ส่ง 5 ก็ "ร้อยแปด" แล้วนะ 
คันนี้วิ่งได้ทะลุไมล์  วิ่งจริงๆ
อ่อ คันนี้ เกียร์เดินหน้า 5 Speed ถือว่าเป็น "ตัวจี๊ด" และทันสมัยของยุคนั้นๆ เลยนะ!!

ข้อเสีย ของคันนี้ คือ  ล้อแต่งหายากกว่าใครเขาเพื่อน เพราะ “รูพิศดาร” มัน 4รู 120 หรือไงนี่แหละ  แต่ถึงมีเปลี่ยน ก็ใช่ว่าจะมีตังค์เปลี่ยนนะ!!
คันนี้เดิมๆ ทั้งคัน ยกเว้นเครื่องเสียง กว่าจะเก็บ “ค่าขนม” ใส่ได้ ก็นานพอดู
Front Pioneer รุ่นเล็ก + 6X9 ของ Pioneer อีก 1 คู่ จบ
ท่อเดิมมันเงียบ แต่เสียง “Boxer” มันเร้าใจมาก แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า มัน คือ ลักษณะของเสียงเครื่อง  นึกแต่ว่ามันสะดุด 
แต่เร่ง “ติดตีน” ชะมัด  ตอนนั้นผมอยากให้ท่อมันดังอีกหน่อย แต่ตังค์ก็ไม่มี บังเอิญไปเล่นที่ร้าน “คนเคยเป็นเพื่อน” ที่เป็นร้านท่อไอเสีย
และ “เหลือบ” ไปเห็น  ปลายท่อของรถบัสที่เขาทิ้ง มันเหลืออยู่  เลยให้ช่างที่ร้านมัน “แปลง” ใส่ให้

ก่อนใส่ มีแต่คนห้าม ว่า "มันใหญ่ไป" เดี๋ยวมันจะตลก เดี๋ยวมันจะทุเรศ เดี๋ยวมันจะเสียรถนะ เพราะปลายท่อเดิมติดรถ น่าจะแค่ 1 ½” แค่นั้น
 แต่ปลายท่อรถบัส น่าจะ 3” ไม่ขาด แต่อาจจะเกินนิดหน่อย!!
แต่ผมจะใส่!! ทำไปผมจะใส่!!
พอใส่เสร็จ “ส่ายหัว” กันเป็นแถว  แต่ผมชอบ!!!

เสียงมันแตกและห้าวมากกว่าเดิมเยอะ แต่ในเก๋งยังเงียบเหมือนเดิม
ก็แหง๋ล่ะ มันเปลี่ยนแค่ปลายท่อนี่หน่า!!
ใส่แล้ว รถไม่ได้วิ่งมากกว่าเดิม แต่ใจรู้สึกเองว่า “มันเจ๋ง”
ไม่รู้ว่า HKS แอบมาเห็นรถผมแล้ว นำเอาไปเป็นต้นแบบ Super Drager หรือเปล่านะ!!!

คันที่สอง คือ Isuzu มังกรทอง 90HP ปี1990 หรือ 91 โดยประมาณ คันนี้แต่งเยอะมากกกกกก
ล้อติดรถมาเป็น ยางหนาขอบ 14 ยางบรรทุก ก็อย่างว่ามันเป็นรถกระบะ มันก็ต้องเป็นแบบนั้น
คันนี้ออกจากศูนย์ปุ๊ป ก็วิ่งไปหาร้านแม็กร้านยางทันที
เลือกลายเอง หกก้านยี่ห้ออะไรจำไม่ได้ ขอบ15x8.5 Offลึกๆ ยาง 205/50-15 Pirelli P7 มันก็จะดึงแก้มยางป่องๆ แบบโดนัท
ต้องเติมลมยางแข็งๆ ไม่งั้นเดี๋ยวมัน "ซึม" ปัจจุบันนี้ เขาเรียกว่า "Flush Style" ใช่หรือเปล่า ไม่แน่ใจ
ล้อยื่นออกนอกตัวถังประมาณ 2” เห็นจะได้ จับโหลดทันที!! ด้านหน้า 4” หลัง 6” ในวันแรกและครั้งแรก
กลับถึงบ้าน โดน “สวด” ยับ  แถม "คนรถ" ที่ๆ บ้านให้ไปออกรถด้วยก็โดนไม่เหลือ!!!

จากนั้นมาคันนี้ก็ค่อยๆ “สาละวันเตี้ยลง”
เตี้ยจนมันเตี้ยไม่ได้ แต่ด้วย “ใจเกินร้อย”
มันเลยต้อง “เว้าแชสซีย์” ตัดเข้าไปครึ่งของความหนาแชสซีย์เลย แล้ว “ดาม” เพิ่ม ให้แข็งแรง
โหลดจนไม่รู้เลยว่า กดไปกี่นิ้ว!! รู้แต่เพียงว่า หูแหนบห่างจากพื้นแค่กล่องฟิลม์แนวนอน

เตี้ยขนาดที่ว่า ตกหลุมนิดหน่อย หัวเพลาหลังมากระแทกกับพื้นกระบะหลังเลยทีเดียว!!
วิธีแก้ เสียงดัง "แคร้ง" ที่มันกระแทก  รองเท้าแตะสีเหลือง ต้อง "สีเหลือง" ด้วยนะ มันแนวดี
ถอดหูออก แล้วทากาวยางปิดบนหัวเพลาซะ แค่นี้ก็เงียบ!!
แต่ถึงยังไงมันก็กระแทกจนพื้นกระบะมัน "ดุ้ง" ขึ้นมาอยู่ดีนะ  8)
มีครั้งนึง "ยางรั่ว" จะเอายางอะไหล่จากท้ายกระบะออกมาเปลี่ยน
เออ...  เอายางลงได้  แต่ดึงออกจากด้านท้ายไม่ได้ เพราะมันเตี้ยไป  ;D ;D ;D ;D
สมัยนั้นยังไม่มี “ถุง” นะ   สดอย่างเดียว  จะมีทันสมัยหน่อยก็ “Hydrolic” แต่แพงเหลือเกิน...

ล้อคันนี้ เปลี่ยนไปมาหลายแบบหลายแนว เกิน 10 ชุด!!
ชุดสุดท้าย ก่อนขายคันนี้ไปเป็น Lorinser RSK II แท้ + Yokohama AVS 215/45-17
โคตรแพงในสมัยนั้น
สมัยนั้นภายใน เขานิยม “ครีม” เขาว่าหรูแบบ “เบนซ์”
แต่ผมนั่งรถเพื่อนแล้วรู้สึกว่ามัน “สะท้อนแดดแล้วแยงตา” เลยไม่เอา
พวงมาลัย Benetton 4 สี หัวเกียร์ “ลูกสนุ๊ก”  กระจกมองหลังยาวเต็มกระจกหน้า 5 ช่องหรือ 7 ช่องนี่แหละ
ถ้าไฟหน้าคันหลังสูงหน่อย  รถเราสว่าง แ_งทั้งคัน!!
เครื่องเสียงพอควร Front Alpine 7611 คู่หน้า MB Quart 6” แยกชิ้น + Sub Boston 10” 1คู่
Amp อะไรจำไม่ได้ 2 ตัว  ส่วน CD changer ไม่ได้ใส่ เพราะ “โคตรแพง” และทนสะเทือนไม่ค่อยได้

อ่านหนังสือรถมา อยากแรงต้อง "ยัดหอย"
เรื่องร้านก็ "เดา" เอา จากหน้าโฆษณา เลือกที่มันไม่ไกล จากบ้านที่กรุงเทพนัก เพราะ "กลัวหลง" 
จิ้มเลย เอาร้านนี้แหละ!!!

ความแรงของเครื่องเดิม จับยัด Turbo Nissan Z18 boost แค่ 7psi + แต่งปั้มช่วย
เกจ์วัดบูสถ์ดีๆ ที่ร้านมีขาย แต่ผม "งบหมด"
ก็เลยต้อง "ดัดแปลง" เอาเกจ์วัดลมของถังแก๊สเชื่อม เลือกเอาแบบที่ "PSI" น้อยสุดมาใช้
ถ้าจำไม่ผิด มัน 30 หรือ 50 psi นี่แหละ
แต่รถผม บูสถ์สูงสุดแค่ 7psi มันเลย "กระดิก" นิดๆ ให้จิตใจกระชุ่มกระชวย ก็ดีใจแล้ว

ตอนติด Turbo ทางร้านถามว่าใส่ “พักกลาง” ด้วยไหม?
ด้วยความที่กลัวมันดังมาก เลยขอพักกลาง+ท่อออกท้าย
พอติดตั้งเสร็จ เอาออกมาลองวิ่ง รู้สึกได้ว่ามันวิ่งดีกว่าเดิม  แต่เงียบไป ไม่ถูกใจวัยรุ่น เลยต้องแก้ใหม่

แต่ร้านบอกว่า ถ้าจะเดินท่อใหม่ต้องคิดเงินเพิ่ม!!
เลยถามกลับว่า มีแบบไหนที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มไหม? ตังค์หมดแล้ว!!
ร้านบอกว่า ตัดตั้งแต่พักกลางทิ้งเลย ไม่มีค่าใช้จ่าย!!  เอาไหม??
เอาซิ จัดไป อย่า! ไปรอ  ตอนนั้นไม่สนแล้วว่ามันจะดังอะไร ยังไง
ขอให้มันดังอีก จะถูกใจมาก!!

สมใจอยาก!! แค่ start “เสียงหอย” ก็ร้อง "ครวญคราง" เร่งเบาๆ แ_ง ดังยังกับรถ GMC ทหาร
แต่ยอมรับเลยวิ่งมาก  วิ่งมากๆ  ลืมบอกไปว่า ราคา Turbo ทั้งชุดรวมติดตั้ง รวมท่อ 10,000 บาทถ้วน ในสมัยนั้น

ขนาดท่อไอเสีย 2 1/2” เหล็กล้วน ตัดสั้นแล้ว ออกหน้าเพลา กดลงพื้น
เวลาวิ่งทางฝุ่น ยังกับ “ยานอวกาศ” Landing พื้นโลก!!

คันนี้ "ต้องตา" แมวมองจากหนังสือรถเลยได้ "ฉายรูป" ลงเล่มกับเขาด้วยเหมือนกัน..


คันที่สาม ที่ประทับใจในตอนนั้น
ช่วงนี้หาเงินเองได้แล้ว และ “บ้าแต่งรถ” มากกกกกกก
Honda Civic ตาโต 1.6 VTEC เกียร์ธรรมดา
คันนี้ก็เช่นกัน ออกจากศูนย์เสร็จ ก็วิ่งหาร้านแม็ก
เริ่มต้นด้วย ALPINA "ก็อป" เลยจ้า 205/40-17 "โยโกะ ทาคาโน่" 510
ด้วย “ประสบการณ์” โหลดมากพอควร แต่กำลังด้าน “ทุนทรัพย์” ยังไม่มากพอ
เลยนำช็อคอัพเดิม นำมาทำเป็นสตรัทปรับเกลียว โดยให้ “คนเคยเป็นเพื่อน” ที่เป็นลูกร้านท่อไอเสีย
ช่วยทำให้ โดยที่ผมเป็น “คนคุมงาน”
ช็อคอัพ “ไม่มีการตัด” มาอัดน้ำมันใหม่โดยเด็ดขาด เพราะ “ลองโง่” มาแล้ว
ที่ไหนว่าแน่ ลองมาหมด ไม่ทนซักราย
สปริงก็เช่นกัน ไม่มีการตัด แล้วมาขดใหม่โดยเด็ดขาด แข็งและไม่ทน  ค่า K เสียไปตั้งแต่โดนความร้อนแล้ว
ช็อคอัพของรุ่นนี้ดี ผมสามารถเลื่อนถาดมาได้ต่ำมาก จึงสามารถทำให้รถเตี้ย แต่ยังคงนิ่ม
ต้องขอยืมสโลแกนของร้านโหลดประจำของผม “เตี้ย นิ่ม สวย”
 
ล้อคันนี้ก็เปลี่ยนไปมาเป็น สิบกว่าชุด เช่นกัน
ชุดสุดท้าย ก่อนขายไป คือ BBS RS ก็อป ขอบสองชั้น  ล้อหลังโหลดถึงขอบแม็ก  ด้านหน้าโหลดอมยางหน่อยๆ
ด้วยขอบมันลึก ทำให้ “ยัดไม่เข้า”  ถ้าใส่ก็โหลดไม่ได้
บ้าไม่บ้า คิดดู  ตัดขายึดปีกนกบนให้สั้น เชื่อมแล้วดามเพิ่ม เพื่อให้มัน “แบะ” เพื่อยัดล้อชุดนี้เข้าไปได้!!

เครื่องเสียงคันนี้ จัดเต็มมาก ชุดใหญ่พอควรเลย Front Pioneer รุ่นใหญ่ ตระกูล 8
ลำโพงหน้า-หลัง MB Quart 6 ½” ผ่าน Power Amp Denon
ซับ 12” JBL 1000GTi ขับด้วย Kenwood 1023
ปรุงแต่งรสด้วย Pre Zapco SXSL  กระหึ่มสุดติ่ง

สมัยนั้น อู่ทำฮอนด้าดังๆ มีเยอะนะ ไม่ว่าจะแถวลาดพร้าวร้อยกว่า หรือหลัง ABAC ราม
ผมเคยคิดจะ “ติดหอย” แต่รู้สึกว่า มัน “หลายอัฐ” มากไปหน่อย แถมยังต้องทำอีกเยอะพอควร มันจึงจะวิ่งได้ดีและวิ่งได้ทน
และผมยังต้องเดินทาง ไป-กลับ "บ้านนอก" ค่อนข้างบ่อย  ผมจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
ผมจึงให้ร้านดัง ย่านพัฒนาการ  ทำขัดลื่น ขัดพอร์ต เจียแคม สูตรของทางร้าน
ใส่ Header ของ Spoon ท่อใหม่ใหญ่กว่าเดิมอีกนิดๆ พร้อมพักปลาย HKS Super Drager
วิ่งขึ้น ลื่นขึ้น แต่รอบต้นๆ เหมือนแรงไม่ค่อยมี  แต่ถ้ารอบสูงแล้ว “จี๊ด” กว่าเดิมเยอะ
“TEC เปิด โลกเปลี่ยน”
Civic นี้ก็ "ต้องตา" แมวมองอีกคัน ได้ลงหนังสือแต่งรถชื่อดังในตอนนั้น และเขาขอให้ไปจอดโชว์ที่หน้าสถานบันเทิงแถวรัชดา
ให้ "หนึ่งเมา" สำหรับสี่คน แถมได้ "Black" มาอีกขวด!!

ช่วงที่อยู่ “กรุงเทพ”
ขับแต่รถยนต์ มันเบื่อ  จะซื้อมอไซค์ ที่บ้านก็ห้าม ถ้ารู้ “โดนด่า” แน่นอน
แต่มันอยากได้ ทำไง??  แอบซื้อซิคร้าบ
VFR400RR  NC30 เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น เป็นมือหนึ่งในไทย จำได้ว่า ซื้อมา “แปดหมื่น” พร้อมทะเบียน
เอามาไว้ขี่เล่นตอนค่ำคืน  คิดว่าตัวเองเป็น “อาหลาง”
คันนี้แต่งไปนิดหน่อย แค่เปลี่ยนปลายท่อเป็นของ Moriwaki Mark II
ขี่สนุก รอบจี๊ แต่ถ้าติดไฟแดงก็ “โคตรร้อน” และถ้าขี่นาน เมื่อยข้อมือ เมื่อยคอ ปวดหลังพอควร
ขนาดตอนนั้นยังหนุ่มๆ นะเนี่ย  ถ้าเป็นตอนนี้คงขี่ได้ ไม่กี่สิบโล ลงมาอาจจะเดินไม่ได้!!
 
คันสุดท้ายที่ประทับใจ
หาเงินได้ ช่องทางดี กำไรเยอะ
“ขุนแผนเยอรมัน” คือ คำตอบที่ดีที่สุด ในตอนนั้น
MB C220 Elegance สี Silver ประกอบนอก ป้ายแดง  สั่ง Option เอง
ตอนไปจอง ได้เจอกับ “นางเอกดัง” ที่เคยแสดง “รองต๊ะ แล่ปแปล๊บ”  เธอสวยจริงๆ 
ไอ้เราก็ “จะหรู” แล้ว
มี Rolex "สองกษัตริย์" Boysize ใส่,
เสื้อ Ralph Lauren POLO + Armani Jean + Salvatore Ferragamo Shoes แล้วนะ
เหลือแต่ MB ที่สั่งยังไม่มา  แต่สนใจจะนั่ง C220 กับผมไหมน้อ????

แต่พอเหลือบไปเห็น แฟนเธอที่เป็น “ญ ข้ามเพศ” ขับ W140 S500 Coupe เท่านั้น
“ความหวัง หมาน้อย” เป็นอัน จบข่าว!!  ;D ;D ;D

คันนี้ก็เช่นกัน ออกมาปุ๊ป วิ่งเข้าหาร้านแต่งปั๊ป
แต่ผิดกันกับคันอื่นตรงที่ ไม่ได้วิ่งเข้าร้านแม็กก่อน
แต่วิ่งเข้าร้านเครื่องเสียงก่อน เพราะ รถรุ่นนี้ไม่มี เครื่องเล่นมาให้จากโรงงาน!!  มีแต่ฝาดำๆ ปิดไว้ เพื่อลดภาษีนำเข้า!!
ไม่มีเครื่องเล่นมาให้ แต่มีลำโพงมาให้!! แปลกดีไหม?  ลำโพง "ตราดาว"

เจ้าของร้านเครื่องเสียงชื่อดัง ย่านรัชดานี่ ผมอุดหนุนเขา ตั้งแต่ร้านเขายังเป็น “สวนมะม่วง” อยู่เลยนะ
และก็เหลือเชื่อมาก เขาจำผมได้ทุกวันนี้ ขนาดไปเจอที่มอเตอร์โชว์ล่าสุดนี่ เขายังมาทักทายและ “คุยวันวาน” กันอยู่เลย

คนเราจะจำกันได้ดี มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ
ดีได้ใจ กับ ชั่วได้ใจ!!

คันนี้เริ่มเบาๆ แค่ใส่ Front เป็น Pioneer M850 กับ Amp ง่ายๆ หนึ่งตัว แต่ยังลำโพงเดิมติดรถอยู่ ตู้ CD ก็ยังไม่ใส่
เพราะยังเผื่อเอาเงินไปเปลี่ยนล้อใหม่ แทน “กระทะล้อ” ที่ปิดด้วยฝาครอบพลาสติกตราดาวจากเยอรมัน 
เจ้าของร้านเครื่องเสียงนี้ ก็เพิ่งออกรถมาเป็น C220 โฉมเดียวกันกับผม แต่ของแกเป็นรุ่น Sport แอร์หมุน เบาะผ้า
ส่วนของผม หนังแท้ตัวดีที่สุดเท่าที่มีให้เลือกในตาราง แอร์ดิจิตอล

มี “เบนซ์” ถ้าจะเปลี่ยนล้อ จะนึกถึงล้ออะไรเป็นลำดับแรก?
ใช่ ต้อง “AMG” เลือกเลย 5ก้านหนาๆ ชื่อรุ่นอะไรไม่แน่ใจ เอาแค่ ขอบ 17 หน้า-หลังต่างขนาด
เพราะ “กลัวกระด้าง” เสียเบนซ์
ยาง 225/45-17 หน้า และ 245/40-17 ในด้านหลัง + สปริงโหลด Eibach รุ่นที่เตี้ยลงมานิดหน่อย
ใช้ไปได้ไม่กี่เดือน รู้เลยมัน “ติ๋ม” มาก  เสียดายเงินที่เปลี่ยนมาก็เสียดาย แต่ต้องไปต่อ...

Carlsson ขอบ18 ก็มา ลายซี่ๆ น่าจะรุ่น 1/16 ยางมิชลิน 225/40-18 ตัว Top
โหลดเพิ่มด้วยสปริง Eibach รุ่นที่มันเตี้ยสุด เปลี่ยนยางรองสปริง ใส่แค่ “หนึ่งติ่ง” หน้า-หลัง + ช็อคอัพยอดนิยมในยุคนั้น
KONI เหลือง ตัวสั้น  ด้านหลังเกือบถึงขอบแม็ก ด้านหน้า “ปริ่ม” หัวยาง
จบไประยะหนึ่ง...

กลับมาเครื่องเสียงต่อ คราวนี้ “เล่นใหญ่”
ไปที่ร้านเดิม รถเจ้าของร้านตอนนี้ “มาครบ” แล้ว
ล้อ Lorinser RSK II + Aeropart รอบคันจาก AMG + สปริงโหลด Eibach ในด้านหน้า แต่ในด้านหลังสปริงเดิมติดรถ!!
คงคิดแล้วใช่ไหมว่า มันคง “ดูไม่ได้” ตลกแน่นอน ท้ายโด่ง
แต่เปล่าเลย ท้ายมันเตี้ย “สมส่วน” เพราะมันหนักเครื่องเสียง ที่จัดเต็ม รวมถึง รูปแบบการติดตั้งที่ใช้แผ่น Stainless มาขึ้นรูป

รถผมเองก็เปลี่ยนใหม่หมด
Front Clarion 9170 + CD Changer 12 แผ่น โมเพิ่มเพื่อดู “VCD”
จะดูได้ไงถ้าไม่มีจอ!!  ก็ใส่ Clarion TVX4151 จอสีแบบ Slide โคตรทันสมัยเลยกู ราคาถ้าจำไม่ผิด ณ ตอนนั้น 3-4 หมื่น!!
สำหรับ TV ตัวเดียวนะ
แม่เจ้า กูกล้าใส่ไปได้ไงว่ะเนี่ย!!!
ตอนนั้น Sony Kirara basso 29" ที่ห้อง ราคาอยู่ "หกหมื่น" แต่นี่แค่ 4" ยัง 3-4 หมื่น!!

หน้า-หลัง AURA 6 ½” ซับ 12” จาก AURA เช่นกัน ขับด้วย PowerAmp MMAT 3 ตัว
สายลำโพง+สายสัญญาณ+สายไฟ อย่างดี ทั้งหมดนี้ “หลายแสน”
แต่เสียงที่ได้ ผมชอบมากนะ เบสนุ้มลึก เสียงนักร้องลอย รายละเอียดดี ชุดนี้ไม่จำเป็นต้องมี “Pre-Amp” เลยนะ

เครื่องเสียงจบ แต่ล้อยังไม่จบ ยังไปต่อที่
Carlsson 1/6, MAE, Brabus Block IV  1ชิ้น, Block IV 3ชิ้น ทั้งหมดเป็น ขอบ 18
ชุดสุดท้าย ก่อนเลิกแต่ง Brabus Block III 3 ชิ้น หน้าตื้น-หลังลึก 225/40-18 กับ 265/35-18 ตามลำดับ
ความเตี้ยยัง “ลากดิน” คงเดิม 
หลายๆ คนในรุ่นผมที่อ่านอยู่นี่ อาจจะเคยเห็นคันนี้ ในที่จอด VIP ด้านหน้าทางเข้าของ Taurus, Narcissus หรือ Future เจ้าพระยามาบ้าง
เพราะ ผม "สถิตย์" แทบทุก ศุกร์ เสาร์!!
ส่วนแถว "เหม๋งจ๊าย" มีไปจอดเล่นบ้าง แค่คุยโทรศัพท์ แถวหน้าร้าน "ไม่ใช้มือ" ประมาณนั้น

คันนี้ไม่ได้แต่งเครื่อง ท่อไอเสียเปลี่ยนแค่ปลายท่อเป็นของ BRABUS กลมคู่ ไม่เฉียง
เพราะ รถมัน “อืดมาก” จะเอาไป “วิ่งไล่” กับใครเขาคงไม่ไหว
ตอนนั้นจริงๆ มันก็มี "ชุดเพิ่มความแรง" จากนอกตรงรุ่นขายนะ  แต่ราคาก็ "ตามดาว"
ส่วนในไทย ก็มีร้านรับ "ติดหอย" นะ ใช้ "หอยเล็ก" อัดแรงดันต่ำๆ จำไม่ผิด ไม่เกิน 5 psi แต่ราคาก็ไม่ได้ตาม "บูสถ์" นะ
"ดาวก็ยังคงเป็นดาว" อยู่เสมอ!!
และจริงๆ ที่ผมไม่เอา เพราะ คิดว่ายังไงมันก็แรงกว่านี้คงไม่เท่าไร และที่สำคัญ คือ กลัวว่ามัน "ไม่ทน"
 
ความ “จุกจิก” ก็ตามเรื่องตามราวรถยุโรป ผมใช้ไป “เกือบสามแสนโล” จึงยกให้น้องสาวไปดูแลต่อ..
ตอนนี้คันนี้ยังอยู่นะ เพียงแต่ยกขึ้นกลับสู่สภาพเดิมๆ ยกเว้นเครื่องเสียง ที่เปลี่ยนแปลงซ่อมแซม ตามเหมาะสม..

หลังจากรถที่ประทับใจที่ว่ามา
ผมก็แทบ "ไม่แต่งรถ” แล้ว อาจจะมีนิดๆ หน่อย
เปลี่ยนล้อ+ยาง, เครื่องเสียงอีกนิดหน่อย  ความแรงเครื่องยนต์แทบไม่แตะ
ยกเว้นคัน DMAX ที่ Remap ได้มารีวิวให้ฟังนี่แหละ
เป็นเพราะ มีครอบครัว เงินที่แต่งรถก็เริ่มจะเสียดาย

ศรีภริยาผม “ไม่เคย” ห้ามนะ  จะแต่งรถหรือทำอะไรก็ตาม
เพียงแต่เธอว่า เอาไปซื้อนาฬิกาหรืออะไรอย่างอื่น ที่มันเบื่อแล้วขายต่อ อาจจะขาดทุนนิดหน่อย หรืออาจจะกำไร น่าจะดีกว่า...

หลายๆ อย่าง ในมุมของเธอ มันทำให้เรามอง ทำให้เราได้คิดในอีกมุม
แต่งรถไปเยอะแค่ไหน เวลาขายต่อ ไม่เคยเห็นมันจะบวกรวมไปในตัวรถ แถม "โดนกด" มากกว่ารถ STD อีกต่างหาก
แต่ก็ไม่ได้ จะไปต่อว่า คนที่นิยม "แต่งรถ" นะ
มันเป็นไปตามช่วงอายุ มันเป็นไปตามวัย
ตอนนี้คิดอีกแบบ ต่อไปอาจจะคิดอีกแบบ ในเรื่องๆเดียวกัน ก็เป็นได้

คนที่ชอบแต่งรถ ก็จงแต่งต่อไป..
ผมมีคำคมและกำลังใจมามอบให้...
"ตราบใดที่อำเภอยังไม่ปิด  ผมก็ยังมีสิทธิ์แจ้งเกิดได้เสมอ..."  8)
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ มิถุนายน 19, 2020, 09:19:09
เรื่องเล่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา..
มี "แฟนๆ" ชอบกันมากมาย..  In Box มาว่าอยากฟังเพิ่มอีก!!
เอาคันอื่น ในหลายๆ คันที่ผมมีมาเล่าเพิ่ม หรือเอาคันเก่าที่เล่าแล้ว มาขยายเพิ่มก็ได้... อยากฟัง
จากกระทู้รีวิว มันก็จะกลายเป็นกระทู้ "ประสบการณ์ทางบ้าน" ไป

แต่...
เอาก็เอา...เพราะคัน Dmax ไม่มีอะไรจะเล่าเพิ่ม..
แต่ถ้า "หมดมุก" เมื่อไร..  ขอห่างหายไม่เล่า ไม่เขียนต่อนะ...
หรือถ้า "มีมุก" เข้ามาเมื่อไร จะเข้ามาเล่าให้ฟัง แต่เมื่อไรนั้น ไม่แน่นอน....

เนื้อหาความเดิมจากเดือนที่แล้ว
Subaru 1800 GFT-5 Coupe คันนี้เป็นรถส่วนตัวคันแรกของผม ตอนยังเด็ก
แต่รถที่ผมหัดขับจริงๆ เป็นรถจากออสเตรเลีย "Valiant" เป็นเครื่องเบนซินหกสูบ น่าจะ “สามพันกว่า” ซีซี
คันใหญ่และยาวมาก ใหญ่กว่า "แคมรี่" แต่เล็กกว่า "S Class"

ตอน "หัดขับ" ต้องรองเบาะเพิ่ม เพราะยัง "ตัวเล็ก" อยู่
จะไม่เล็กได้ไง ตอนนั้นแค่ "สิบขวบ" ป.4 เอง
ตอนหัดขับ ในตอนแรกรู้สึก “ยากมาก”
คลัชท์ก็แข็ง พวงมาลัยก็หนัก รถคันนี้ไม่มีเพาเวอร์และเป็นรถคันใหญ่ มันก็จะประมาณนี้
แต่ก็ขับจนได้ แม้ขาจะไม่ถึงดี หัวก็ “พ้น” พวงมาลัยมานิดหน่อย
แต่ด้วย “ใจรัก” และชอบอะไรที่มันเกี่ยวกับรถมาก ไม่ว่าจะรถยนต์หรือ “มอ’ไซค์”
รถคันนี้ เพื่อนผม เรียกว่า “เจ้าคุณปู่”

จากขับรถเป็นได้ น่าจะ 4-5 เดือน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ากรุงเทพโดยด่วน และที่บ้าน คนที่ขับรถเป็นก็ไม่อยู่
ผมเลยต้องขับรถตู้ Toyota Hiace เกียร์คอ พร้อมกับย่าและคนงานเข้ากรุงเทพ!!
ทั้งที่ไม่มีใบขับขี่หรืออะไรทั้งนั้น โดยย่าเป็นคนบอก “ขับได้ เชื่อย่าซิ”
"แม่เจ้า...."

ขับรถจาก "บ้านนอก" เข้า "กทม." ในสมัยนั้นไม่ง่ายและใช้เวลานานมาก เพราะยังเป็น "เลนสวน" ไม่ใช่ หกเลนแปดเลน เหมือนปัจจุบัน
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่ขับรถเป็นก็ใช้รถมาตลอด จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมน่าจะขับมา "กว่าสองล้านกิโลเมตร" ถึงขาดก็ไม่เยอะ หรืออาจจะเกินก็ไม่แน่

อุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น ชนหมาตาย, เฉี่ยวนู่นนี่นั้น น่าจะเกินสิบครั้ง
อุบัติเหตุใหญ่ ตั้งแต่ขับมา เจอมาหนึ่งครั้ง ตอนใช้ Vigo DBC 4x4 Top เพราะ "หลับใน"
ขับอยู่ดีๆ "ภาพตัด" กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ลงข้างทาง แตะเบรคได้นิดหน่อยแล้วก็ไปบวกกับ "ต้นก้ามปู"
ความเร็วที่หน้าปัด “ค้าง” อยู่ที่ 70 กม./ชม. ในตอนชน
โชคยังดีที่ “ไม่ตาย” ไม่มีอะไรหัก ไม่มีอะไรบุบ ไม่เสียหล่อ แต่ก็โดน “เย็บ” ไป “สิบกว่าเข็ม”
ส่วนตัวรถไม่ต้องพูดถึง “GOA”

เรื่องราวตั้งแต่ “ซิ่งรถ” ขับเร็ว มุด ปาด และอื่นๆ ทำมาหมด ยกเว้นอย่างเดียวที่ไม่ชอบ..
เคยแต่คิด แต่ไม่ทำ คือ “วางมิด” คันอื่น..
ไม่ใช่ว่า “ดีเด่” อะไร แต่รู้สึกว่า มันเป็นการ “เล่นแรง” เกินไป  แค่ “กั๊ก” ก็พอ...

ช่วง “วัยละอ่อน” ถ้าอยู่หลังพวงมาลัย ถ้าได้ “แข่ง”
แม้จะเป็นการแข่งแบบไม่มีถ้วยหรือรางวัลใดๆ เป็นการขับแข่งที่ผิดกฎหมายบนถนนสาธารณะทั่วไป
ก็จะขับแบบไม่ยอมใคร แพ้ไม่ว่า รุ่นใหญ่กว่าแค่ไหนก็ไม่สน ขอให้ได้ลอง...

ยิ่งช่วงใช้ Isuzu มังกรทอง หลังจากติด “Turbo” มาเพิ่ม
เสียง “หวีด” กินลมจากใบ “Turbine” เรียกจิตวิญญาณ “ความห้าว” จะมากมาย
มีประทับใจสุดๆ จากคันนี้ “สองครั้ง”
ครั้งแรก จำได้ว่า บนถนนมิตรภาพ ช่วงหน้าฟาร์มโชคชัยเข้ากรุงเทพ เจอ Mitsu 3000GTO สี Silver
เขาได้แซงรถผมมา ความเร็วรถผม ตอนนั้นน่าจะประมาณ 140
ผมเห็น ผมก็อัดตาม..
คือ มันก็เหมือน แบบว่า อยากลอง รู้แล้วว่า “มันต่างกัน” แพ้ก็ไม่เป็นไร
เพียงแค่อยากรู้ว่า 3000GTO 280ps นี่มันแรงแค่ไหน…?  แต่เขาจะเล่นด้วยหรือเปล่า? นั้นก็อีกเรื่อง..
อัดตามไปจี้ ให้เขา “หงุดหงิด สะกิดใจ”
ได้ผลแหะ เขากดขึ้น ผมกดตาม
“ไล่ดูดตูด” ลดแรงลมปะทะ เหมือนเขาจะ “ยกรอ” หรือ “กล่องตัด” ที่ 180 ก็ไม่แน่ใจ
แต่ตอนนั้นผมว่า รถผมแรงถึง แรงยังเหลือ ผมแซงได้ ขึ้นซิครับ รออะไร
รถผมนำขึ้นไป ตอนนี้วิ่ง “ทะลุไมล์” 
ไมล์มังกรทองมีแค่ 180 และเกินจากนั้นนิดหน่อย จะเป็นตัว “Set Zero”
รถผม “ทะลุไมล์” ไปเยอะ แต่จะวิ่งสุดได้ที่เท่าไรไม่รู้ แต่รอบเครื่องตอนนั้น น่าจะมี “สี่พันห้า ถึงสี่พันเจ็ด”
ขึ้นได้และแซงได้!!  อย่า!! เพิ่งคิดว่า รถผมแรงกว่าเหรอ??
จริงๆ มันคงไม่ใช่ ผมเดาว่า น่าจะเป็น “กล่องตัด”

ผมแซงเขาไป เขาก็อัดตามมา แต่เหมือนเขาอัด แต่ไม่ยอมแซง เหมือนดูอาการหรือเพื่อ “กดดัน” ให้เรา “ลน” ไปเอง
เมื่อถึงโค้งค่ายเพชรรัตน์ ซึ่งเป็น “โค้งเอส”
แน่นอนกระบะ หน้าทอชั่นบาร์ หลังแหนบ รึจะไปสู้ “ขับสี่ Full time” ของ GTO ได้
แต่ด้วย “ลูกบ้า” ที่มากกว่า แม้ในโค้งที่ว่า ผมก็ยังใส่สุด
ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า Out-In-Out, First in First Out คืออะไร
รู้แต่เพียงว่า เข้าไปยังไงก็ได้ ที่ให้มันเหวี่ยงน้อย และสำคัญต้อง “อย่า หลุด!!!”
ยาง “โยโก” AVS 215/45-17 ทำหน้าที่มันได้อย่างดี โดยมี GTO ไล่บี้ตามมาอยู่ข้างหลัง
แม้จะเจอ “ควันดำ” จากปั้มสาย คอยสกัดอยู่บ้าง
ขับสี่ก็ขับสี่เถอะ เจอขับสองดัดแหนบ เว้าแชสสีย์ แต่ “ใจเกินร้อย” ก็ไม่ถอยหนีเหมือนกัน

ผมนำในโค้งไปแบบ “ม้วนเดียวจบ” แต่พอพ้นโค้งเป็นทางลาดตรงลงพระใหญ่ ผมก็เริ่มหนีห่าง
จากนั้นผมก็ยก อัดสุด อัดนานมาหลาย “สิบโล” แล้วกลัวมันพัง
ไม่กี่วิ  GTO ก็ตามมาเทียบแล้วเปิดกระจก...!!!
ปืน เหรอ.....!!???

เปล่า...  เขา “ยกโป้ง” ให้  แล้วขับขึ้นไป ผมเองก็ “ยกโป้ง” ให้เช่นกัน แต่เพิ่งรู้ตัวเองว่า “มือสั่น”
ตอนหลังได้เห็น Mitsu คันนี้อีกที ตอนลงหนังสือแต่งรถ ที่จำได้เพราะ ทะเบียน 6000 กทม. ใส่ล้อ AVS
รถคันนี้ได้แต่งที่ สำนักดังแถวพัฒนาการ เชื่อว่าหลายคนคงผ่านตา

อีกครั้งที่ประทับใจจากคันนี้ คือ น่าจะเวลา “เที่ยงคืนกว่าๆ”
กลับมาจากเที่ยวเห็นจะได้ บนถนน “วิภาวดีเซอร์กิต” เจอกับกระบะ “ไมตี้” สีชมพูโหลดเตี้ย มาไล่ดูดตูด
ตั้งแต่ช่วงออกดินแดง เราก็อัดซิ อย่า!! รอ
ไมตี้ไล่เราได้อย่างสบาย และแซงขึ้นไปด้วยเสียง “หวานๆ”
เจอแล้วกู!!  ว่าแต่ว่า 1G-GTE หรือ 7M-GTE กันแน่ (ตอนนั้น 1JZ-GTE ยังไม่เกิดนะ)
กดไล่ตามไปเลย ถ้า 1G ก็หนี 4JA1 Z18 ได้ไม่เยอะหรอก  แค่2000 เสียงหวานๆ
แต่นี่กดไล่ กดบี้ กระทืบแ_งสุด จนยางหน้าขวาจะระเบิดอยู่แล้ว ยังตามไม่ทัน
ตอนนี้รู้แล้วล่ะ ว่าเจอ “พี่ใหญ่” 7M แน่ๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะแรงมากมาย และ “ลากยาว” ได้ขนาดนี้
ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้ ก็ “เฆี่ยน” เต็มที่  “เบิ้ลคลัทช์” ช่วย “ดีดรอบ” อัดต่อไป..
ไม่นานเท่าไร... เสียงความหายนะมาเยือน แต๊กๆๆๆ “เต็มตีน พังคาตีน”
กระเดื่องวาว์ลหัก!!  หายซ่าไปอีกหลายวัน!!

ส่วนคันอื่นๆ เช่น Civic ตาโต ก็ไม่มีอะไร “หวือหวา”
แม้จะแต่งเครื่องมาบ้างจากร้านดังแถวพัฒนาการ ร้านเดียวกับที่แต่ง Mitsu GTO นั้นแหละ
ที่เอารถไปแต่งร้านนี้เพราะอะไร…??
ผมชอบ ชื่อร้านและแบบ “Sticker” ของร้านเขา!!  แต่ฝีมือเขาก็ดีนะ เพียงแต่ “แพง” ไปหน่อย
คันนี้เคยเอาไปแข่ง “Bracket” รุ่น 16, 18วิ กับเขาเหมือนกัน ก็ได้ถ้วยมานิดหน่อย
แข่งแบบนี้ ต้องรู้จัก “กด-ยก-รอ” ใช้สมาธิสูงกว่ารุ่น Open
รุ่นนั้น ตังค์มาก แรงมาก ”แรงตามตังค์ พังตามตีน” ว่างั้น..
เคย “Fluke” ตอกศูนย์กับเขาด้วย “หนึ่งครั้ง”
 
นอกนั้นก็ ปสก.เหมือนคนที่มี “รถแต่งซิ่ง” ทั่วไป
แรงนิดๆ หน่อยๆ เน้นสวย ไว้ “จีบสาว” ก็พอ

C220 คันนี้ ไม่เคยคิดที่จะไปแข่งกับใครเลยนะ แม้ว่าจะมีคน “อยากเล่น” ด้วยก็ตาม
คิดแต่เพียงว่า “Star is not Stone”
แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก รู้ว่าอัดแข่งไปยังไงก็แพ้ เพราะรถ แ_งโคตรอืด
จะไม่อืดได้ไง  ทั้งล้อ 18+ยางที่ใหญ่กว่า C43 AMG แถมเครื่องเสียงอีกเต็มคัน!!
รู้จักไหม? “เรือเกลือ”

Opel Omega Van B รถรุ่นนี้ออกมา ช่วงเดียวกับ Volvo 850 เลยนะ
แต่ที่ไม่เลือก 850 เพราะ ตัวนี้ขับหลัง แถม “โฉม” ยังสวยกว่าเยอะ
รถรุ่นนี้ขับดีมาก ช่วงล่างดีเว่อร์ ยิ่งเดินทางไกล ประหยัดน้ำมันเว่อร์ๆ เลยนะ 14 กม./ลิตร ที่ความเร็ว 140 เห็นจะได้
เครื่อง Ecotec 2.0 เกียร์ออโต้ 4Speed แต่รอบเครื่องต่ำมาก ถ้าจำไม่ผิด วิ่ง 140 รอบเครื่องแค่ 3พันนิดๆ เท่านั้น
คันนี้เครื่องเสียง “จัดเต็ม” แต่ดู “เนียนตา” เพราะเป็นคนออกแบบเอง โดยให้ร้านประจำทำ
Front Pioneer 8250 จอสไลด์ ลำโพงแยกชิ้น 6 ½” หน้า-หลัง Aura + Amp Aura 5CH + Sub JL 10W6 10” คู่ 
ล้อ Brabus Monoblock IV ชิ้นเดียว ขอบ 18x8.5 พร้อมยาง 235/40-18 Dunlop LM701 ทั้ง 4ล้อ
รูติดรถรุ่นนี้จะเป็น 110 แต่ “คว้าน” รูแม็กนิดๆ ก็ใส่รูเบนซ์ 112 ได้นะ

ตอนนี้หันมาเล่น “สายลุย” แล้ว
Toyota D4D DBC 2.5 4WD Manual ซื้อเพราะ อยากลองเครื่อง Commonrail
และอีกส่วน คือ “ของแต่ง” Off Road โตต้ามีให้เล่นเยอะ ก็ไม่ผิดหวังกับของเล่น หมดไปเยอะ...
และก็เพิ่งรู้ว่า “สายลุย” นี่ของเล่นแพง!! ใช้ตังค์เยอะ กว่าทางเรียบแยะ
คันนี้ลงล้อ Mickey Thomson Classic 15x10 Offลึกๆ + BF Mud 32”
เครื่องเสียงจัดเต็มเช่นกัน Front Alpine รุ่นกลางๆ ลำโพง Kicker ทั้งคัน รวมถึงซับ 10” ด้วย
Amp คันนี้ ใช้ของไม่แพง ถ้าจำไม่ผิด Performance 2 ตัว  แต่คันนี้มี Pre-Amp เพื่อเอาไว้สั่ง “ความโจ๊ะ”
สายลุย ตอนเข้าป่า มันต้องมันส์ๆ หน่อยๆ
เครื่องยนต์ตอนนั้น ยังไม่มีกล่องแต่ง กล่องโมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ Commonrail ยังเป็น “ของใหม่” ในไทย
อืดเว่อร์  ตีนปลายคันนี้ กดสุดได้แค่ 140 จบข่าว!!

Honda City type Z 1.5 Auto ซื้อมาให้ “คนงาน” ใช้
แต่ก็แอบเอามาใช้เองด้วย  เครื่อง 1.5 แต่ทำไม มันแรงมากนักก็ไม่รู้ เดิมทั้งคัน แต่ตีนปลาย 200 มีให้เห็น
ติดปีกอีกนิดก็ “บินได้”
เพียงแต่ไม่รู้ว่า บินแล้วจะลงท่าไหนนะ...

Toyota  Altis 1.6 E Limited ซื้อเพราะ “หักภาษี” และขายต่อน่าจะเจ็บตัวน้อย
คนงานก็ใช้ได้ เราก็ใช้ได้ เดิมทั้งคันยันเครื่องเสียง
นิ่มดี “เนิบๆ”

Vigo 3.0 DBC 4WD Manual  Top
ใหญ่ที่สุดในตลาดในตอนนั้น เครื่องแรงมาก ออกมาปุ๊ป ก็แต่งปั๊ป
ยกอีก 2” ยกแบบง่ายๆ ไม่กี่พัน แต่ไปหนักที่ล้อ Mickey Thomson Classic แต่อันนี้เป็นขอบ 16”
+ BF 265/75-16 Mud ลุยดี ลุยมันส์  แต่ช่วงล่าง “โคตรห่วย” แถมเบรกที่เอา “ไม่ค่อยอยู่”
เครื่องเสียงย้ายมาจากคันเก่า หลายๆคันผสมผสานกันไป ก็ใช้ได้อยู่
ขนาดช่วงล่างห่วย ยังกลัวไม่แรง ไม่ติดกล่องเพิ่ม “MegaFire” อีกสามหมื่นกว่า
แรงขึ้นแบบเห็นๆ กดแรงออก “ตูดปัด ตูดเป๋”

Toyota Estima 2.4 Aeras-S มีภริยา ก็ต้องมีลูก มีลูกๆ ก็ต้องมีรถครอบครัว
จะซื้อ Alphard จากเจ้าของ ดูเหมือนจะกลายเป็น “พลขับ”
เมียเจ้าของเลยอาจจะมองดูเป็น “เมียพลขับ” ด้วย  แม้ว่าหน้าตาและบุคลิคไม่ใช่
ก็เลยเลือก Estima หน้าอวกาศ พร้อม “ชุดรบ” มาจากโรงงาน สวยโฉบเฉียว แลกด้วยค่าตัว “หย่อนสามล้าน” มาหน่อยๆ
จากศูนย์ดัง Option เต็ม แถวพระรามเก้า
ออกมายังไม่ทันใช้ ก็วิ่งเข้าไปจัด “Car Entertainment” อันนี้ชุดใหญ่ ไฟกระพริบ
Front Pioneer จอ 7” รุ่น Top  จอกลาง 14”
ลำโพง ให้ร้านประจำ เขาสั่งให้เพราะ เขาไม่ใช่ตัวแทนจำหน่าย Focal 6 ½” หน้า-หลัง
Sub JL 10” คู่ ที่สุดติ่ง คือ Amp McIntosh 5CH  1ตัว  ราคาไม่ต้องพูดถึง  ชุดนี้ “หลายแสน”
นอกนั้นเดิมๆ เพราะมันมา “สวย” อยู่แล้ว

Honda Jazz VTEC ตัวไมเนอร์ ซื้อเพราะ ความน่ารักของตัวรถ
ตั้งใจซื้อมาแต่ง และให้ “ศรีภริยา” ใช้  แต่ไปๆ มาๆ ยึดเอามาใช้เอง
ลงล้อ 17” 205/40-17 สปริงโหลด Tanabe + ชุดสตรัท Tein
“เตี้ยป๊อก” เหมือนกล่องวิ่งได้ เล็กๆ น่ารักดี
เครื่องเสียงชุดใหญ่เลย เพราะยกชุดมาจาก Opel Omega

เครื่องเดิมๆ ไม่แรง แต่ก็ไม่ทำอะไรเพิ่ม นอกจาก “ท่อคู่” น่ารักและดูดี
เกิดมาเพิ่งเคยใช้เกียร์ CVT ใส่ D กดสุดไม่ต้องยกคันเร่ง ยังกับ “รถมอเตอร์” ที่เด็กเล่นวิ่งในราง ประมาณนั้น
เคยเอาไปลง “Quarter Mile” แบบ Meeting Club ด้วย เอาฮา
เท้าซ้ายเหยียบเบรก เท้าขวากดคันเร่งค้างไว้ ให้รอบประมาณ “สี่พัน”
มันก็เร็วในระดับหนึ่ง  แต่ใจจริงๆ อยากจะค้างไว้ “ห้าพันสี่” เพื่อให้ “TEC” เปิด มันคงจะจี๊ดกว่าเยอะ
แต่กลัวพัง แล้วโดน “เมียด่า”  อันนั้น  คงจะ “จี๊ดกว่าอีกเยอะ”
 

Mitsu Triton 2.5 DBC Plus Auto “ปลัดขิก” เขาว่างั้น
เป็นมิตซูในครอบครองคันแรก ซื้อเพราะ “Vigo ลงถนน”
ณ ตอนนั้น ไม่มีรถตัวไหน น่าสนใจ
Triton นี่แหละ นั่งสบายทั้งหน้า-หลัง ตอนที่ซื้อ “ดีเซล” แพงมาก จำไม่ผิด ลิตรละสี่สิบ!!
รถดีเซลขายยากในตอนนั้น ส่วนลดเลยเยอะมากเป็นพิเศษ + สนิทกับเจ้าของศูนย์ ส่วนลดเลยดี่เยี่ยม
 ออกมา ก็จับเปลี่ยนล้อทันที Bradley 16” + BF 265/75-16 AT พร้อมยก 2” เปลี่ยนไฟท้ายอีกหน่อย
แก้อืดด้วยการปรับบูสถ์เพิ่ม “รองแหวน” 4mm. ได้บูสถ์เพิ่มมาอีก 2Psi หมดเงินไป 10 บาท!!
เครื่องเสียงเดิมๆ มาก็มีจอให้อยู่แล้ว แต่ก็เอาจาก “Vigo” มาใส่เพิ่ม
ยอมรับเลยว่า “ไทรทัน” ช่วงล่างและเบรกดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับ วีโก้ บอกเลยว่าไทรทัน “มั่นใจกว่าเยอะ”
รุ่นนี้ มีติอยู่ข้อเดียว พวงมาลัยมันจะใหญ่ไปไหน...?

Dmax หัวจรวด 2.5 DBC Auto ที่เอามา Remap มาเล่าให้ฟัง
คันนี้ออกมาปุ๊ป ก็ทำตามสูตรนิยมโดยส่วนตัวของผมเองเลย คือ ยก 2” แบบง่ายๆ
แต่เลือกใส่ล้อ แค่ขอบ 16” เพราะถ้าล้อ 17” 18” ยาง BF ราคาแพงมากๆๆๆ
และใส่ยางได้แค่ 265/70-16 เพราะ Dmax ซุ้มล้อมันเล็ก  ถึงยก 2” ถ้าไปใส่ 265/75-16 ก็มีติด
แต่ติดแบบเฉี่ยวๆ เลยไม่เอา
คันนี้เครื่องเสียงก็ทำเพิ่ม Front Kenwood จอ ติดรถ (จอนี้แพงมากๆๆ เลยนะในตอนออกมาใหม่ๆ)
จำไม่ผิดเกือบห้าหมื่น!! ลองไปเช็คดูราคา ณ ตอนนั้นได้
ลำโพง Diamond Audio 6 ½” ยี่ห้อนี้ เสียงดี ราคากลางๆ หาของยากหน่อย แนวเสียง Focal
Amp 2 ตัว +Sub JL 10” 1ดอก
นอกจาก Remap และทำเครื่องเสียงแล้ว  นอกนั้นก็ STD เลย
รถมันก็ใช้ดี อยู่ด้วยกันมา 8ปีแล้ว ปกติดีทุกอย่าง แม้แต่ยางใบปัดน้ำฝนก็ยังไม่เคยเปลี่ยน!!

Mitsu Pajero Sport 2.4 4WD Top
ก่อนซื้อก็มี “Choice” อยู่ 4 ตัว 3 ยี่ห้อ คือ
Pajero Sport 2.4 4WD Top 1.399
Fortuner 2.4 V 2WD 1.412
Fortuner 2.8 4WD Top 1.599
Everest 3.2 4WD Top 1.599

ไปดู FTN ก่อน “บอกตรง”
โฉมตัวรถน่ะ สวย ดูดี แต่ “โตต้า” ดูถูกผู้บริโภคในไทยหรือมั่นใจในแบรนด์มากเกินไปก็ไม่ทราบได้
Option ที่ให้มาน้อยมาก แม้แต่ในรุ่น Top เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าแค่คนขับ
ล้อหลังยังคงเป็น “DUMB” เบรก  เบาะแถวสามพับเพื่อไปปิดกระจกข้างในตอนหลัง!!
ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือน FTN รุ่นเก่า เหมือนแค่เปลี่ยน “กระดอง”
ใส่เครื่องใหม่และตกแต่งภายในเพิ่ม พอไปลองขับมาก็ เออ.........

ไป EVE
โอโห้เหะ สุดยอดเลย Option ดี หลังคาแก้ว ล้อ 20” ลายสวย นู่นนี่นั้น ทุกอย่างจัดเต็ม
ลองขับมา โอ้ว... ดีทุกอย่าง
“ติ” อย่างเดียว... ที่ “ศรีภริยา” ไม่ชอบ เธอว่า “ท้าย” มันดูโบราณไป
ไอ้ผมเอง รู้สึก “เสียว” กับในยี่ห้อกับ "ความไว้ใจได้" อยู่นิดหน่อย แต่ถ้า “เธอ” โอเค  ผมก็โอเคเช่นกัน
แต่ถ้าเธอว่า “ไม่”  อย่า!! ไปเอาดีกว่า.. เดี๋ยวระยะยาวจะไม่ “สบายใจ”

ไป PJS
ผมชอบ “ไฟท้าย” เป็นพิเศษ เขาว่า “ถั่วงอก”
แต่ผมดูว่ามันคล้ายกับ แบรนด์หรูเมกัน “Cadillac”
ระบบความปลอดภัย ระบบ Entertainment และระบบขับสี่ + เกียร์ 8 Speed มันให้มาเยอะ จัดเต็มมาก
ด้วยความสนิทกับเจ้าของศูนย์ ตอนไปลอง เขาก็บอกว่า เต็มที่เลยนะ
เขาบอกว่า หลายคนนี่ “กดไม่ยั้ง ซัดไม่เลี้ยง”
แต่ผมเองกลับขับแค่ 120 แต่ที่ลอง “เน้นๆ” คือ รูดฝาท่อและช่วงขรุขระ
มันได้ใจผมแหะ!! แต่ต้องดูว่า ศรีภริยาชอบด้วยไหม?
เธอว่า เธอชอบ นั่งสบายกว่า Estima เยอะ!!

คันนี้น่าจะเรียกได้ว่า “เหลือเชื่อ” มากที่สุดในบรรดารถที่ผมมีมาทั้ง 14 คัน
“ไม่แต่งอะไรเลย” เดิมๆ ทั้งคัน รถป้ายแดงเป็นอย่างไร รถผมก็เป็นอย่างนั้น
ไม่ว่าจะเครื่องเสียง, เครื่องยนต์และอื่นๆ แม้แต่แบตเตอรี่ตั้งแต่ซื้อมาก็ยังไม่เคยเปลี่ยน!!
อ้อ.. จะมีเปลี่ยนก็คือ ยาง 
ยางที่ผมเปลี่ยนใหม่ ผมก็ยังเลือกใช้รุ่นเดิมติดรถอีก

เป็นเพราะอะไร จากเคย “คัน” และเคยแต่งมาตลอด แต่ทำไมถึงเลิก!!??
ขนาด “ศรีภริยา” ผมยังแปลกใจว่า ทำไมไม่แต่งรถ!!??
แต่เป็นเพราะ รถมันครบจริงๆ 
ทุกอย่างมัน “ตรงจริต”
ล้อก็ดูสวยงาม แม้มันอาจจะดูไม่เต็มเท่า 20”
แต่พอลุยจริงๆ 18” นี่แหละ น่าคบหาที่สุด..
ถ้าจะมี “คัน” จริงๆ ก็คงจะไปหาล้อ 18 + ยาง BF AT ใส่ซักชุด เพื่อเอาไว้ลุยป่าเบาๆ ก็แค่นั้น

ช่วงล่างบางคนบอกมันนุ่มไป แต่ผมว่าพอดี
พวงมาลัยบางคนบอกว่ามันสั่น แต่คันของผมก็ปกติ
คอนโซลกลางบางคนว่าเกะกะขา ผมเองสูง 178 ก็ไม่เห็นว่ามันจะมี ปห.แต่อย่างใด จะนั่ง “กาง” อะไรมันหนักหนา..
แต่จะมีที่ “ติ” คือ มือจับประตูคู่หน้าที่มันใหญ่และเกะกะพอควร กับช่องวางแก้วที่มีน้อยเกินไป

เครื่องเสียงเดิม จาก Clarion
ถ้าปรับจูน EQ และอื่นๆ ให้ดี เสียงที่ได้  “ใช้ได้” เลยนะ แต่ต้องยอมรับว่า “ทุ้มลึก” อาจจะน้อยไปหน่อย เพราะไม่มีซับมาช่วยเติมเต็ม
เครื่องยนต์ความแรงเดิมๆ มันผมค่อนข้างพอใจ + เกียร์ที่ค่อนข้าง “Smooth”
เลยไม่มีอะไร ที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน

แต่ที่มีเพิ่มขึ้นมา 1 ชิ้น คือ Smart Gauge เอาไว้บอกบูสถ์ และอื่นๆ
เกจ์ เดี๋ยวนี้มันฉลาด บอกได้แทบทุกค่า แถมยังตั้งเตือนได้และไม่แพงด้วย แค่นั้น   

หวังว่าคงจะอ่านกันอย่าง “จุใจ” แล้วนะ..

“โลกมันไม่ได้อยู่ยาก...  คุณต่างหากที่อยู่ไม่เป็น...”
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ กรกฎาคม 21, 2020, 10:28:13
มีคนแซวมาว่า “ไหนว่าพี่ไม่ค่อยแต่งรถ เท่าที่ผมอ่านเห็นแต่งครบเกือบทุกคัน!!”
“ช่วยเล่ามาอีก อ่านเพลิน อ่านมันเลย..”
“เอาเรื่องเครื่องเสียงบ้าง...”
“เรื่องรถก็เล่าไปแล้ว มีเรื่องมอไซค์บ้างไหมพี่...”
และอื่นๆ เนื้อหาโดยรวมประมาณนี้

จริงๆ รถผมแต่งแทบทุกคันเหมือนกันนะ แต่โดยส่วนใหญ่ผมจะแต่งแบบเรียบๆ
Skirt, Spoiler, Aeropart เยอะๆ ผม “ไม่ชอบ”
แต่เพื่อนสนิทผม “มันชอบ”
ร้านไฟเบอร์ชื่อดังแถว “อตก.” นี่ ได้ตังค์ มันไปน่าจะหลายแสน
ใส่ “ชุดรบ” ออกมาจากร้านตอนบ่าย ตอนดึกออกไปเที่ยวก็เอาไปชนแตกแล้ว!!
ชอบเฉี่ยว ชอบชน ที่หนึ่งในดวงใจ..

เรื่องเครื่องเสียงต้อง “เท้าความ” ให้ฟังก่อน..
ย้อนไป “สามสิบกว่าปี...”
ก่อนผมจะมาชอบเครื่องเสียงรถยนต์ ผมมีความชอบมาจาก “เครื่องเสียงบ้าน”
พ่อผมใช้เครื่องเสียง “Sansui” ผมก็ฟังว่ามันดี ไพเราะดี มันมีมิติ ฟังเพลิน

แต่พอไปเจอชุดของปู่ผม อันนี้ “แจ่มกว่าเยอะ” 
ปู่ที่ผมเล่าในตอนก่อน ที่ว่าชวนผมไปดู Cayenne ใหม่
ซึ่งแกอยากจะเปลี่ยนแทนคันเก่าที่เป็น Cayenne เหมือนกัน  ตอนนี้ปู่ผมอายุ 91 ปี ยังขับรถเองได้นะ
กลับมาที่เครื่องเสียง ชุดที่ปู่ใช้ “McIntosh” เกือบทั้งเซต Amp, Receiver, Speakers
ยกเว้นเครื่องเล่น ใช้ Luxman หัวอ่านเป็นของ Teac 
เครื่องเสียงชุดนี้เห็นแกเล่าให้ผมฟังว่า “เกือบสี่แสน!!” ในตอนที่ซื้อ เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว
ไม่รู้ว่าแกเพิ่ม “ศูนย์หลัง” มาตัวหนึ่ง หรือเปล่าก็มิอาจทราบได้ เพราะในตอนนั้นทองบาทละ “สี่ร้อย”
ถ้าเทียบมูลค่าปัจจุบัน ประมาณ “ยี่สิบห้าล้านบาท!!”
แต่ถึงตัดศูนย์หลังออกตัวก็ “สองล้านห้าแสนบาท” อยู่ดี!!
ผมฟังราคาในตอนแรกๆ ผมก็ไม่เชื่อซักเท่าไร..

แต่ไม่เกินห้าปีผ่านมา ประมาณปี 2558 ได้ไป หาซื้อชุด Home Theater แบบง่ายๆ ที่ “พารากอน” กับปู่
ได้แวะไป Showroom McIntosh ที่นั้น เพื่อดู “นวัตกรรมใหม่” ของยี่ห้อนี้  ซึ่งปู่ผมชอบในยี่ห้อนี้มากกกกก...
ชุด Home ของยี่ห้อนี้ “ตัวกลางๆ” 5.1 CH ครบชุด ยกเว้นจอภาพ ลดพิเศษช่วงโปรโมชั่น “16 ล้านบาท!!!”
แม่เจ้า!!  นี่ตัวกลางนะ  ถ้าตัว Top “สามสิบ”
แกกระหยิมยิ้มย่อง เป็นการใหญ่ “เห็นไหม บอกแล้ว ไม่เชื่อ!!!”

ไม่ว่าจะยังไง จะราคาเท่าใดก็ตาม  ต้อง “ยอมรับ” ในน้ำเสียงและเนื้อเสียง “ครบ” อบอุ่นและมีมิติ
ชุด McIntosh ที่ปู่ผมใช้นี้ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่และ “ใช้ได้ดี” ตามปกติ
ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยพังนะ เอาไป service มาแล้ว โดนไป “หลักแสน”
ทุกวันนี้เลยต้องทำให้มันทันสมัยขึ้น โดยหาเครื่องเล่น DVD Bluray มาต่อเพื่อให้มันเล่น File เพลง ผ่าน USB ได้
เพราะมันทำให้ชีวิต "ง่าย" การปรับเปลี่ยนเพลงก็ง่าย
แต่มันยังคง “ไพเราะ” อยู่ และจะให้ดีต้องเปิด Amp ให้มันเล่นอะไรเบาๆ ทิ้งไว้
ก่อน “ฟังจริง” ซักครึ่งชั่วโมงขึ้นไป จะ “ละเมียด” มากยิ่งขึ้น
เครื่องเสียงดีๆ ฟังเพลงอะไรก็ดีทุกอย่าง
สมัยเรียน ผมแอบเอา Tarzan Boy, Ring my bell, Lady Bump, Agadoo มาเปิด มันส์มากกกกก..
แต่ปัจจุบัน ถ้าได้ไป “เยี่ยมปู่กับย่า” ถ้ามีโอกาสได้เล่น McIntosh  ผมเลือกที่จะฟังเพลงของ “ผู้ล่วงลับ!!” หรือ "Senior"
เพียงคำเดียว, จงรัก, – สุเทพ  เสียงคุณสุเทพนี้ สมกับฉายา “นักร้องเสียงขยี้แพรบนฟองเบียร์”
อะไรมันจะ “ละเลียด ละเมียด ละไม” ขนาดนี้
แต่ปางก่อน – สุเทพ สวลี  โดยเฉพาะเสียงของคุณสวลีนี้ “หวานมาก” หวานแบบสัมผัสได้จากเสียง!!
Rhinestone Cowboy, Suttle's mill, Vincent อะไรประมาณนี้
อยากฟังเสียงให้ดี ก็ต้องปิดโสตประสาทด้านอื่น ทุกอย่างจะยิ่งดีขึ้น!!

เครื่องเสียงบ้านในยุคเก่า จะมีตัวปรับแต่งเสียงนิดหน่อย แค่ Bass Mid Treble และลำโพงก็จะมีแค่ 2CH
แต่แนะนำฟังเป็น “Flat” ผมว่าจะได้อารมณ์ของ “ต้นฉบับ” มากกว่า

เครื่องเสียงรุ่นใหม่ โดยมากจะทำได้แทบทุกอย่าง ดูหนัง ฟังเพลง เพราะ มันมีมาอย่างน้อย 5.1CH
แถมยังมีระบบ Auto Tuning, Auto Time Alignment เพื่อปรับให้เหมาะกับสภาพห้องที่เราจะฟังอีกต่างหาก!!

กลับมาที่เครื่องเสียงรถยนต์
ในตอนเด็กแรกเริ่มที่เล่น ในรถ Subaru 1800 GFT
ผมก็เริ่มจากชุดง่ายๆ Front ตัว และลำโพง 6x9 ที่ด้านหลัง หนึ่งคู่ แค่นั้น
ไม่ใช่ เพราะ อะไร มันเป็นเรื่องของ “เงิน” ล้วนๆ มีน้อยก็ใช้น้อย!!

พอมาได้ Isuzu มังกรทองมาเป็น “คู่ใจ” ตอนออกมาจากศูนย์นี่ สมัยนั้นไม่มีเครื่องเสียงติดมาให้นะ
มีแต่ “ช่องพลาสติกเปล่าๆ” ไว้วางของให้มา และสมัยนั้นแอร์ก็ไม่มีมาให้นะ ต้องเสียตังค์เพิ่มเองเป็น “Option!!”
แต่ตอนนั้น ผมขอภายนอกสวยไว้ก่อน ภายในค่อยตามมาที่หลัง
แล้วจะเอาเครื่องเสียงที่ไหนฟัง? 
เอา Sound About ของ Sony ที่ใช้ถ่านไฟฉาย “AA” ต่อกับลำโพงง่ายๆ ฟังได้เบาๆ แก้เหงาไป
ช่วงนั้น “บิลลี่ วันนั้น วันนี้ วันไหน” กำลังดัง!!
เก็บเงินนานมากๆ กว่าจะได้เครื่องเสียง เพราะ พอเก็บได้ระยะหนึ่ง ยางก็ใกล้หมด, ช็อคอัพก็รั่ว ฯลฯ
ขอที่บ้าน เขาก็ไม่ให้ทั้งหมด เขาบอกว่า “ใช้เงินเปลือง” นะเรา...
อยากได้เงินเยอะ ก็ต้อง “ขยัน” ทำงานช่วยที่บ้าน อย่า ออกไปเที่ยวเล่นมาก ก็ต้องเก็บตังค์ไป
ตอนนั้น ผมมีความคิดเรื่องเครื่องเสียงว่า ถ้าจะติดก็ต้องติดให้มันดี ไอ้ครึ่งๆ กลางๆ ไม่เอา!!

เพราะเห็นจาก “รถคนเคยเป็นเพื่อน” เอา Front Roadstar, ลำโพง 6x9 Noname ไว้ที่ประตูหน้า
ซับ Noname + Amp Noname + Pre Noname เรียกว่า “Noname” ทั้งชุด
ไม่ใช่ว่า ผมบ้า “Brandname” อะไรหรอกนะ ในสมัยนู่น ยี่ห้อ Noname คุณภาพก็จะ “ห่วย” ตามราคา
ทั้งหวีด ทั้งกวน เยอะมาก ต้องเปิดดัง เพื่อ “กลบ” เสียงพวกนี้
“ถ้าจะติด ต้องติดให้ดี”

ก็เป็นแบบนี้ในทุกคัน ถ้าผมจะติดเครื่องเสียง ผมจะเลือกให้มันดี ถ้าไม่ดี ยี่ห้อไม่มาตรฐาน หรือเกรดกลางๆ ขึ้นมา
ผมจะรอ...

นิตยสารรถยี่ห้อหนึ่ง ช่วงแรกจะเป็นเหมือน “Classified” ซะมากกว่า
ความน่าสนใจมันอยู่ที่คอลัมน์เครื่องเสียง นักวิจารณ์ นักทดสอบของเขา
บรรยายลักษณะเสียงออกมาเป็น “ตัวอักษร” ได้อย่างน่าสนใจและติดตาม
หลายเทคนิคมากมายเกี่ยวกับเครื่องเสียง ที่แบบไม่เคยรู้และไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
Sound Stage, Front Stage Rear Fill, Back to Front, Tone Balance, Level Matching, Phase
Bi-wired, Single Amp, Bi Amp, Tri Amp, Multi Amp, Cross Over, Frequency ต่างๆ,
การเล่นสาย ทั้งสายไฟ สายสัญญาณ ขนาดสายไฟ ความยาวสาย หัวแจ๊ค ชุบทองไม่ชุบ การหุ้มสายไฟ การแดมป์
ประเภทตู้ซับ ประเภทซับ และอื่นๆ อีกมากมาย..
ผม “เคลิ้ม” ตามเลยนะ...

แต่อ่านไป อ่านมาเยอะๆ จาก “Columnist” หลายคน
บางมุมก็จริง บางมุมก็ขายของ  40/60
ก็อย่างว่า ถ้าไม่เขียนเชียร์ขายของ จะเอาเงินไหนมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน
เพราะฉะนั้น “เชื่อเขามากไม่ได้หรอก!!”

แต่ยังไงผมก็ยัง “ยอมรับ” อยู่ข้อ คือ
ของไหนที่มันมีประวัติและชื่อเสียง “ที่ดี” มานาน ของนั้น “แบบไม่มี ไม่มี” มักจะดีใช้ได้เสมอ

เครื่องเสียงในรถผมแทบทุกคัน โดยมากจะ “เน้นฟังในรถ” เป็นประเภท SQ “Sound Quality”
ในรถเก๋ง รถสี่ประตู โดยมากจะใช้ ลำโพงคู่หน้า 6 ½” แยกชิ้น เพราะมันสามารถให้เสียงร้อง
รวมถึงเสียงสูงได้ดีและเสียงความถี่กลาง สามารถลงได้ถึง “Mid-bass” และโดยมาก “ผมชอบ” ที่จะเอา “Tweeter” ไว้ที่ “เสาหน้า”
ถ้าสามารถทำได้ แล้วยิง Tweeter ซ้าย-ขวา มาตัดกันที่ “กระจกมองหลัง” เพื่อสร้าง “เวทีเสียง”
Sub โดยมากผมชอบขนาด 10” ซึ่งให้ “Bass” ได้ดี กระชับตื่นตัว “ไม่หย่อนยาน” เหมือนขนาดใหญ่กว่านี้
แต่ถ้า “ซับ” ยี่ห้อดีๆ รุ่นสูงๆ 12” นี้ ให้เสียงได้ดีและอัดได้มัน ให้ความถี่ได้ต่ำลึก ระดับ “ขากางเกงสั่น” ได้
แม้ไม่ต้องเปิดดังมาก!!

ร้านเครื่องเสียง ชื่อดังในประเทศไทย เมื่อประมาณ “ยี่สิบกว่าปี” ที่ผ่านมามีไม่มาก
แต่ผมว่า ผม “ลองยา” มาเกือบทั้งหมดนะ ไม่ว่าจะเป็น
ร้านแถวใกล้แยกรัชโยธิน
ร้านแถวนนทบุรี
ร้านแถวประดิพัทธ์
ร้านแถวบรรทัดทอง
ร้านแถวรัชดา ห้วยขวาง
ร้านใกล้แยกสุทธิสาร
พูดถึงร้านใกล้แยกสุทธิสาร วันนั้น ผมไปดู ผมไปถาม เจอ Volvo 940 สีดำ “แต่งซิ่ง”
เข้าไปติดชุดใหญ่ ใหญ่มาก Amp ต้องมี 5-6 ตัว!! Sub 12” 1คู่ + Sub 15” 1 คู่!! กลางแหลมอย่างน้อย 6 คู่
TV สี Sony 2 ½” พิมพ์ไม่ผิด “สองนิ้วครึ่ง” 1 ตัว CD Changer ครบครัน  ของดีมียี่ห้อทั้งนั้น
เจ้าของรถ คือ เจ้าของเพลง “ถอยดีกว่า” ที่ดังสุดๆ ในตอนนั้น
แม่เจ้า!! เขาหรือเธอ จัดหนักจัดเต็มจริงๆ ชุดนี้ในตอนนั้นต้องมี “สี่แสนขึ้น!!”

แต่พอเล่นเครื่องเสียงรถยนต์มานาน เล่นมาเยอะ ผมรู้เลยว่า..
“เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม  ถมเท่าไรก็ไม่พอ”
ยิ่งถ้าไป “เผลอ” รู้ลึก รู้เยอะ
ผมว่าสู้รู้น้อย แล้วฟังเอาโดยรวมว่า เสียงที่ได้นั้น “ถูกจริต” เรามากในระดับที่เรา “พอใจ” หรือไม่
ถ้าใช่ควรจะจบ อย่า!! ไปหาความรู้เพิ่ม หรือแวะไปร้านเครื่องเสียงใดๆ อีก!!

เมื่อก่อน เครื่องเสียงรถ เป็นอะไรที่ “แพงมาก”  ยิ่งยี่ห้อดี ยิ่งแพง จ่ายครั้งเดียว จบ??!!

มันไม่จบหรอก ถ้าคุณยังเลือกที่ “จะตาม” มันอยู่
ฟังตอนแรกก็ว่าดี ว่าครบ พอ “เสพสื่อ” หรือเจอ "คนใกล้ตัว" เล่นพวกนี้ แล้วไปฟังรถเขาแล้วสลับมาคิด ก็ชักจะ “เขว”
ของเราแนว “SQ” มันก็ดังและไพเราะ  แต่พอไปเจอคนที่เล่น “SPL” เข้า
“อะไรว่ะ กูเสียตังค์แพงกว่า แต่ทำไมดังน้อยกว่า...”

ต้องเข้าใจว่ามันคนละประเภท แต่ไม่ต้องว่าใคร...
“ผมก็เป็น...”

สติ ต้องมา และต้องบอกตัวเองว่า “มันคนละชั้น”
มันเหมือนฟังลำโพงตาม “DiscoTheque” ดีๆ เอารุ่นกลางๆ หน่อย เช่น Phebus, Nacissus
“เธค” พวกนี้นิยมใช้ JBL Concert  เสียงดี รายละเอียดใช้ได้ อัดมันส์
ไม่เหมือน "เธค" ตาม ตจว. ลำโพงตู้ใหญ่แบบงานวัด ฟังไกลๆ ฟังเทศน์ ฟังธรรมก็พอได้
แต่ถ้าไปอยู่ใกล้ๆ บอกเลย "มันคืออะไร ไม่รู้เรื่อง" มันจะมีก็เพียงแต่ "หึ้งๆ ตู้มๆ แซ็คๆ"

ผมว่าแม้แต่ตำนานเธค “The Palace” ก็น่าจะใช้ JBL ด้วยเช่นกันนะ แต่ไม่แน่ใจ
ดูแต่ “หญิง” ใครจะสนลำโพง!!

นักฟัง “หูทอง” บางคนหรืออาจจะหลายคน
“Anti” การปรับแต่งเสียงมากเลยนะ
“Flat” คือ ดีที่สุด การปรับแต่ง ปรุงแต่งต่างๆ ทำให้เสียความเป็น “Original” ไป

ผมเห็นด้วย!! แต่เฉพาะเครื่องเสียงบ้านนะ!!??
เพราะที่บ้านเราสามารถจัดวาง, สร้างและกำจัด “จุดอ่อน” ในหลายสิ่งได้ ถ้ามีพื้นที่มากพอ
แต่ถ้าเป็น “คอนโดฯ” อาจจะต้องพึ่งพา ตัว Auto Tuning และ Time Alignment เพื่อสร้าง Acoustic ช่วย

แต่ถ้าเป็นรถยนต์การวางลำโพงต่างๆ แล้วแต่ทางผู้ผลิตออกแบบมาเลย
ถ้าเราจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ในการจัดวางลำโพง เพื่อต้องการ Sound Stage และอื่นๆ
จริงๆ มันสามารถทำได้ เพียงแต่ว่ามันจะดูสวยงามหรือขัดตามากเพียงใด สุดแท้แต่การออกแบบ
และการทำแบบนี้ ในหลายคัน เรียกว่า “เสียรถ เสียของ” ไปเลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมๆ เลือกที่จะวางลำโพงในตำแหน่งเดิมตามที่ผู้ผลิตให้มา
แต่อาจจะมี “เจาะ คว้าน ขยาย” เพื่อให้ยัดลำโพงในขนาดที่ต้องการเข้าไปได้ แต่เลือกที่จะ “ทำลาย” ตัวรถให้น้อยที่สุด

การปรับแต่งเสียง “จูนเสียง” อันนี้สำคัญที่สุด
ต่อให้ชุดดี ของดีแค่ไหน  ถ้า “จูนไม่เป็น” ทุกอย่างจบ
เสียงโดยรวม อาจจะออกมาแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เราจ่าย
ยิ่ง Power Amp เยอะ, ลำโพงเยอะ ยิ่งจูนยาก

ตอนผมเล่นแรกๆ ก็คิดแต่ว่า “ของดี” เสียงจะต้องดีเสมอ...
นั้น “ไม่จริง” เสมอไป  มันต้องอยู่กับคนจูนด้วย
เพราะของดีและติดตั้งดีถูกต้อง เสียงกวน เสียงหวีด จะน้อย หรือไม่มีเลย!!

ยิ่งช่วงที่ผม “เคลิ้ม” กับเครื่องเสียงมากๆ และเป็นช่วงที่ “เงินหาง่าย รายได้ดี”
นี่ผมหาลองไปทั่วเลยนะ โดยเฉพาะ “ของที่มองไม่เห็น!!”
.....
.....
......
อย่า!! คิดไปไกล “ผมไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์”
ไอ้ที่มองไม่เห็น นี่คือ พวกสายสัญญาณ สายลำโพง
พวกนี้แพงมากเลยนะ มีตั้งแต่ “หลักสิบ” ยัน “หลักหมื่น”
ตัวเลขที่ว่านี่ มีหน่วยเป็น “เมตร!!”
ไม่ว่าจะสายอะไร “สั้นสุด คือ ดีสุด” เท่าที่มันจะ Connect กันได้ เพรามันจะ Lost น้อย
แถมยังไม่พอ มันควรจะเรียงสายจากตัวอักษร จากแอมป์ไปลำโพงด้วย!! นอกจาก “บวก-ลบ”
เรื่องสายลำโพง ยิ่งสายใหญ่ ทองแดงบริสุทธิ์ หน้าตัดใหญ่ คือ ดี
ดีจริง แต่เมื่อเทียบกับ เม็ดเงินที่จ่ายไปแล้ว บอกเลย “ไม่คุ้ม”

สายสัญญาณก็เช่นกัน เนื้อหาตามสายลำโพง
แต่สัมผัสได้ว่า “มีผลดี” ต่อชุดเครื่องเสียงจริง!!
สายดี ทำให้เสียงกวนหรืออะไรอื่นๆ “ไม่มี” หรือลดน้อยลง เสียงนักร้องหรืออะไรต่างๆ
“ดีขึ้น” แต่เลือกจ่ายแค่พอดีๆ แพงมากไป ก็เกินจำเป็น
ถ้าไม่รู้จะเลือกแบบไหน เอายี่ห้อมาตจรฐาน ราคากลางๆ แค่นี้ “เหลือเฟือ!!”

ในไทยช่วงประมาณ 20-30ปีที่ผ่านมา การ “ห่มผ้า” ให้สายต่างๆ ในรถนี่ได้รับความนิยม “เว่อร์ๆ”
ด้วยความเชื่อว่า “มันจะทำให้เสียงดีขึ้น!!??”
จริงเหรอ!!??
...
...
ไม่จริงหรอก ในด้านเสียง
มันให้เสียงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ได้อบอุ่นเพิ่ม หรืออื่นๆ
มันเป็นแค่ความรู้สึกทางใจ ทางตาล้วนๆ ว่า “มันดี”

เล่นเครื่องเสียงต้องรู้ลึกพอควร โดยเฉพาะเครื่องเสียงที่ไปติดจากร้านข้างนอกไม่ใช่มาจากโรงงานผู้ผลิต
เมื่อผมเล่นนานขึ้น + ความชอบโดยส่วนตัว หัดฟัง ตั้งใจฟัง เรียนรู้ช่วงของเสียง ความถี่เสียง หัดจูนต่างๆ
บอกได้เลย “มันสนุกมาก”
แค่ Amp 2 ตัว กว่าจะให้ได้เสียงดี “ดั่งใจ” ได้ เสียเวลา “จูน” เป็นวัน!!

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ร้านเครื่องเสียงถึง “รวยเอาๆ”
เพราะมันเป็นร้าน “ขายเสียง” ที่มาพร้อมกับ “ความไม่พอเพียง” ของคน

รถของผมในช่วงหลังๆ ตั้งแต่ Honda Jazz ขึ้นมา
ผมมีร้านติดเครื่องเสียง ที่ไม่ไกลจากที่ทำงานผมนัก เจ้าของร้าน "ยังเด็ก" เคยเป็นลูกมือมาจากที่อื่น ฝีมือ "ใช้ได้"
จาก "วัยรุ่นสร้างตัว" มีเงินอยู่ไม่กี่พัน ตอนนี้ก็น่าจะมี "หลักแสน" อยู่นะ
ข้อดีของ "ไอ้น้อง" คนนี้ คือ มันรับฟังและพร้อมที่จะทำตามที่เราต้องการ
ผมก็ออกแบบให้ น้องมันทำให้ตามแบบ ติดตั้งตามที่ต้องการ เรื่องเสียงและต่างๆ ผมจูนเอง ปรับเองทั้งระบบ
ง่าย ดี ประหยัดงบ ประหยัดเวลาไม่ต้องเข้ากรุงเทพ และได้งานแบบ "สั่งได้" แม้ว่าจะ "ขลุกขลัก" บ้างนิดหน่อย

ถ้าเล่นไม่ลึก คุณก็จะ “เจ็บ” ไม่มาก
แต่ถ้าเล่นลงลึก และอยากให้ดี แบบ “สั่งให้” Taylor Swift or Ed Sheeran มายืนร้องด้านหน้าตรงกลางให้ฟังได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
ต้องยอม “เจ็บ” มากหน่อย เพราะ ค่าตัวเขาและเธอหรือคนอื่นๆ “มันแพง!!”
เพราะบางครั้ง “อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล” ก็มี..

ปัจจุบัน รถรุ่นใหม่ๆ ยิ่งรถราคาแพง ให้เครื่องเสียงชั้นดีมาจากโรงงาน
บางรุ่นนี่ "ดีขั้นเทพ" แต่ก็มันก็รวมมาในราคาค่าตัวรถในราคา "พญามาร"
แต่มันก็ดีที่มันมาพร้อมกับความเรียบร้อย และการจัดการ "Acoustic" ที่ดี
จากผู้ผลิตรถและผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นดี เพราะ เขาก็กลัว "ชื่อเสีย" มาทำลายชื่อเสียงที่สะสมมาอย่างยาวนาน

ไม่ว่าอย่างไงก็ตาม ผมเชื่อว่า ในทุกวันก็ยังคงมีนักเล่น (เครื่องเสียง) หน้าใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อหา "เสียงของตัวเอง" ขึ้นมา
พยายามต่อไปนะ..สักวันความฝันก็คงจะจริง..

“เจ็บและจบคราวนี้...เห็นทีต้องจดจำไว้”
หัวข้อ: Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
เริ่มหัวข้อโดย: the kit ที่ สิงหาคม 29, 2020, 12:46:30
เดือนที่แล้ว คุยเรื่องเครื่องเสียง มีคนทักมาว่าผมเป็น “หูทอง”
ผมบอกตามตรง ผม “ไม่รู้” ว่า หูทอง หูทิพย์นี้เป็นแบบไหน
เพราะ ความชอบในแนวเสียงนี้ แต่ละคน “ย่อมต่างกัน”
อย่างผมๆ ชอบ นักร้องเด่นชัด แหลมพอควรไม่จัดจ้าน ทุ้มสามารถรับกับเสียงร้องได้ดี เบสลงลึก หนักแน่น ไม่หย่อนยาน แต่ต้องไม่แข็ง!!
ยิ่งอายุมากขึ้น ความถี่ของเสียงที่ได้ยิน มันเปลี่ยนไปตามระบบประสาทของร่างกาย
อาจจะเพิ่มที่ความถี่ช่วงนี้ แต่ไปได้ยินน้อยลงในความถี่อีกช่วงหนึ่ง ก็เป็นไปได้

สรุป คือ การฟังเพลงหรือความนิยมชมชอบในเสียงของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
แต่หลักๆ ที่ต้องการเหมือนกัน คือ ความชัดเจนและไม่มีเสียงรบกวน

การไปติดตั้งเครื่องเสียง
คุณบอกความต้องการของคุณไป เช่น ชอบนักร้องเด่นๆ เบสหนักๆ หรืออะไรก็ว่าไป
แล้วก็บอกงบประมาณไปว่า ไม่เกินเท่าไร ประมาณนี้
ราคาของยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน แต่ต่างร้านกันก็คนละราคานะ
ส่วนผลลัพธ์ จะเป็นอย่างไร ต้อง “รอฟัง” ตอนติดตั้งและจูนเสร็จอีกที
แม้ของแบบเดียวกัน รถรุ่นเดียวกัน แต่คนละร้านติดตั้ง แต่ละคนจูน เสียงออกมาอาจจะไม่เหมือนกันด้วยนะ!!
ยิ่งลำโพง, amp, อุปกรณ์เสริมต่างๆ ยิ่งเยอะมากเท่าไร การจูนและอื่นๆ จะยากเพิ่มขึ้น มากและมาก


แต่ก็ตามที่เคยบอก ผมเชื่อว่า ของดีมียี่ห้อ ปห.ที่เกิดขึ้นจากตัวผลิตภัณท์จะมีน้อยกว่าของ “โนเนม”
เมื่อหลัง “จูน” เสร็จ คุณจะชอบไม่ชอบ ก็คุยกับ “Tuner” เพื่อปรับปรุงอีกที
หรือ ถ้าปรับปรุงแล้วยัง “ไม่ตรงใจ” นัก
คุณควรต้องรอมัน “Burn In” จนได้ระยะของมันก่อน  แล้วค่อยกลับมาให้ที่ร้านที่ติดไปนี่ จูนให้อีกครั้ง

บางทีคุณอาจจะ “แปลกใจ” ว่าน้ำเสียงมันอาจจะผิดไปจากตอนติดตั้งในตอนแรกพอควร
แต่ถ้าได้เสียงที่คุณชอบมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ? หลังจาก Burn In แล้วมันจะผิดเพี้ยนหรือแย่ลงไหม?
“ไม่แน่นอน ดีขึ้นอีก แย่ลงได้”
แต่โดยมากจะดีขึ้น.. 
เสียงแหลมจากที่เคย “จัดจ้าน” ก็จะผ่อนคลายมากขึ้น
เสียงนักร้อง จากโด่งๆ “เป็นไซนัส” ก็จะถูกรักษาหาย
เสียงทุ้มลึกจากซับ จากแข็งๆ โด่งๆ ก็จะนิ่มนวลขึ้น

แต่ที่บอกว่าแย่ลง คือ บางคนอาจจะชอบแหลมจัดๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่คม ก็ต้องปรับเพิ่ม
บางคนชอบ “ลูกครึ่ง ครึ่งควบลูก” อาจจะผิดหวัง เสียงที่เคยทำให้ “นักร้องไทยกลายเป็นฝรั่ง” หายไป
ถ้าอยากได้ “ลูกครึ่ง” เหมือนเดิมก็แก้ได้ แต่อันนี้อาจจะต้องใช้ Pre-Amp or Equalizer ช่วย
แต่ถึงไม่แก้ ลองฟังดูดีๆ โดยเฉพาะ “นักร้องรุ่นใหม่ๆ” ก็ออกเสียง “แบบฝรั่ง” อยู่แล้ว ทั้งๆที่ไม่ใช่
“ครึ่งควบลูก, ป-ป ” หรือไปเรียนนอกมานาน อะไรกับเขาเลย.. จริงๆ
นักร้องรุ่นใหม่ๆ จากเสียงร้องเต็มในลำคอ แล้วก็มาบีบให้มาเล็ก เพื่อให้มันไปถึง
หรือไม่ก็บีบเสียงให้เล็กและ "หอน" ไปเสียงสูง ฟังแล้ว "งง" ร้องเพลงฝรั่งหรือเพลงไทย
คือ มัน "ไม่ชัดเจน" ทั้งฝรั่งและไทย  มันคืออะไร!!???
"ฟังแล้ว งง"
แต่มันคงเป็น “Trend” สำหรับรุ่นใหม่ ที่ผม “ไม่อิน” กับมันเท่าไรนักนะ...

ถ้าหลังจาก Burn In มาแล้ว ลองไปปรับจูนมาใหม่ จากทุกอย่างที่มีให้ในระบบเดิมแล้ว ยังไม่ถูกใจอีก!!
Pre-Amp or Equalizer เป็นวิธีถัดไปที่คุณต้องเลือก หรือไม่ก็ต้องจัดชุดใหม่!!
ก็เคยบอกไว้แล้วว่า “อยากได้เสียงแบบไหน งบเท่าไร บอกกับทางร้านไป”
ถ้าร้านเป็น!!?? ไม่เน้นที่จะขายแต่ของที่เขาได้ “กำไรเยอะ” ก็น่าจะสนองความต้องการของคุณได้!!??
แต่ก็ ความพอใจ เสียงที่ชอบ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันนี้ คุณต้องหาเอาเอง!!



เรื่องที่ “ผู้อ่าน” อยากให้ผมคุยตามที่ “Request” มา
อีกเรื่อง คือ เรื่อง “มอไซค์”

มอไซค์ ผม “ขี่เป็น” หลังขับรถยนต์เป็นได้ 2 ปี คือ ประมาณช่วง ม.1
ตอนหัดขี่ครั้งแรก คือ รถของคนงาน Yamaha Belle 80
ขึ้นคร่อม ตบเกียร์ก็ขี่ได้เลย ง่ายๆ เพราะมันก็คือ จักรยานติดเครื่อง

ที่มันง่าย เพราะ ผมเป็น “สิงห์ BMX ” มาก่อน เรื่อง “เล่นท่า” นี่ผมถนัด!!
ไม่ว่าจะ ยกล้อหน้า ยกล้อหลังวิ่ง หรือ แม้แต่กระโดดยกสองล้อ, Sailing และอื่นๆ
ปั่นยกล้อหน้า นี่ยกได้เป็น “กิโล” เลยนะ สบายๆ “กินหมู”
รวมถึงขี่ๆ ไป ตบแฮนด์หมุนแบบ “เฮลิคอปเตอร์” ผมก็ทำได้!!
แต่ถ้าจะ ตบแฮนด์หมุนแบบ “เฮลิคอปเตอร์” ได้ ต้องใส่ของแต่งที่เรียกว่า “โรเตอร์” ก่อนนะ
ไม่งั้นสายเบรกมันจะพันกัน แล้วจะพาล้มเอา..

มอไซค์คันแรกของผม คือ Suzuki Sprinter มันสวย มันเฟี้ยวมากเลยนะในตอนนั้น
ถ้าจำไม่ผิด เรือนไมล์มันสุดแค่ 120 แต่วิ่งจริงได้ประมาณ 90 ถ้าหมอบมีลมส่งหน่อยๆ 100 สบายๆ
คันต่อมาก็เป็น Yamaha Belle100 คันนี้ขี่ได้แปปเดียว ยกให้ไปเป็นรถโรงงานไป เพราะ “ไม่แรง”
ถอย Honda Nova-S มาแทน คันนี้แรงแถมมี “ดิสค์เบรกหน้า!! ”
 พอพูดถึงดิสค์เบรกหน้า หลายคนคง “งง” ว่าทำไม ต้องใช้ “!!” ด้วย มันมีอะไร
ในสมัยนั้น ตอนนั้น ประมาณ 30 ปีเห็นจะได้ มัน คือ ของใหม่ ของแปลก สำหรับ “รถกะเทย”
คันนี้ก็แต่งท่อ แต่งเครื่อง ทดสเตอร์ให้มันแรงขึ้นไปอีก จำได้ว่า วิ่งได้ “จมไมล์”

จากนั้นก็ขยับมา “เล่นใหญ่” อีกนิด เป็น KR150SP ไอ้คันนี้ แต่งเยอะมาก
“ท่อสูตร” ลองมาหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น แดงบางทราย, หั่งโมดิฟาย, The Bike, เครา และสุดท้ายจบที่ PDK
เครื่องนี่แต่งครบสูตร ถึงขั้นยกใส่รถยนต์ เอามาให้ที่กรุงเทพ “โม” เลยนะ
แฟริ่งต่างๆ ถอดออกเกือบหมด, “อะไรที่มันหนัก” และถอดออกได้ เอาออกเรียบ
คันนี้ไปประกบกับ Class400cc. 4 จังหวะ พวก CBR400RR, VFR400RR ที่แต่งไม่เยอะได้สบาย
ระยะ 1 กิโลเมตร นี่  KRผม “แ_กเช็ด”
นำตั้งแต่ต้นยันปลาย แบบ “ห่างๆ”

มีอยู่ช่วงหนึ่งอยากลองขี่ “วิบาก”
เลยได้ลองของแรง “รถสูตร” ของ Suzuki RM125 รถแ_งโคตรสูง แรงดึงโคตรๆ “ตอดมือตลอด”
ขี่ยังไง ไม่ให้ “ล้อหน้ายก!!” 1,2,3 นี่ยกได้ทุกเกียร์
ลองเล่นอยู่ซักระยะ ทั้งวิบากและ “Enduro” แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทาง ก็ห่างออกมา

ผมนี่โชคดีอยู่อย่าง ที่มีเพื่อนห่างๆ พ่อมันเป็นเจ้าของร้านมอไซค์ ทั้งรับซ่อมและจำหน่าย
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น “มือสอง” จากญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ ก็เลยได้เล่น ได้ลอง ในหลายรุ่นมากๆ

ก็มีอยู่ซํกระยะ รถมอไซค์ก็แทบไม่ได้แตะอยู่พักใหญ่ เพราะ งานที่บ้านค่อนข้างเยอะเลย ต้องใช้รถยนต์โดยส่วนใหญ่
จนกระทั่งมาแอบซื้อ VFR400RR ไว้ขี่เล่นซักระยะ

เมื่อต้องกลับไป “คุมบังเหียน” กิจการที่บ้านเต็มตัว เวลาเล่นในช่วงแรกก็มีน้อย
แต่ก็หาซื้อมอไซค์มาไว้ขี่อยู่ดี เป็น Honda V45 Magna แบบ “สพม.”
ก็แรงดี อยู่กับผม 6 ปี วิ่งไปแค่ สองพันกว่าโล เพราะ ไม่มีเวลาขี่
คันนี้ ขายไปมี “กำไร” มาอีก “สองหมื่น”

หลังจากแต่งงานมา ผมมี “ศรีภริยา” เข้ามาช่วย ทุกอย่างมันก็ “สบายขึ้น”
ตอนนั้นผมก็เลย “แอบซื้อ” แต่ไม่ใช่ “ญ” นะ
แต่เป็น Kawasaki Versys 650 เพราะอยากลองขี่แนว “Touring” ดูบ้าง
พอเธอรู้ โดน “ต่อว่า” เช็ดเลย ว่ามันอันตราย ไม่ใช่เพราะ มันเป็นมอไซค์นะ!!
แต่เพราะตัวรถมันสูง แม้ว่าเท้าผมจะ “ติดพื้น” เต็มเท้าทั้งสองข้าง
แต่เธอก็กลัวว่า เผื่อถนนลื่น เมื่อจอดแล้วจะทำให้ทรงตัวลำบาก!!

ตัว Versys นี่ก็ใช้มากว่า 6-7 ปี เลย วิ่งไป สองหมื่นกว่าโล
โดยรวมก็ดี ไม่มีอะไรจุกจิก ขี่สนุก ขี่มัน แรงบิดดี
คันนี้ไม่ได้แต่อะไรเลย ที่น่ารำคาญที่สุด เห็นจะเป็นเสียง "โซ่"
 
และถ้าได้ตามอ่านที่ผมเขียนมาตลอด ก็จะรู้ว่า...
ในที่สุด “The Dream come true” 
เมื่อผมได้เป็นเจ้าของ “ราชามอเตอร์ไซค์”
“Harley-Davidson”
มัน คือ ที่สุดของมอไซค์แล้วจริงๆ
พูดแบบนี้ คอ HD อาจจะ "ไม่พอใจ" ได้
ต้องเป็น "ผมไม่ได้ขี่แค่มอเตอร์ไซค์ แต่ผมขี่ Harley-Davidson"

จริงๆ ในชีวิตผม “ขี่” มาหลายรุ่น หลายยี่ห้อมาก แต่ไม่ใช่รถของตัวเองทั้งหมดนะ รถเพื่อน รถคนงาน รถร้านที่รู้จัก ฯลฯ
เอาเท่าที่จำได้ตอนที่พิมพ์นี้ก่อนนะ
Honda 50cc. ทรงเม็ดถั่ว ไม่รู้เรียกว่ารุ่นอะไร, Mio50, Giorgio, Nova-S, Nova-R, Nova-RS, Tena, Cela, Beat, AX-1, CB1, Bros1, Bros2, NSR150, NSR150SP, NSR250, CB400 VTEC, CB1300, X4 1300, CBR600RR, CBR1000F, VFR400RR, VFR400R, CBR400RR, CBR400R, V25Magna, V45Magna, CBR1000 Blackbird, CR125, STEED400, STEED600, Rebel250

Yamaha Belle80, Belle100, Bell R, Mate100, ZR120, RXS, RXZ, VR150, TZR150, FZ400, FZR250RR, FZR400RR, FZR750R OWO1, Vmax750, Virago250-400-750, XJ400, XV750, SRX600, TZR250, YZ125

Suzuki Sprinter, Akira-R, Crystal, RGV150SSS, RGV150SP, RGV250SP, GSXR250R, GSXR400R, Hayabusa1300, DR Big800, RM125

Kawasaki Cosmo-R, Micro80, KR150SP, KR250, ZXR400R, Eliminator400, KLX125, Vulcan-S, Versys650

Ducati Diavel

BMW R1200C

Harley Davidson Herritage Softail1340, Herritage Springer1450, Fatboy 1450, Fatboy96cu, Roadking107cu, StreetBob107cu, StreetGlide107cu, FXDR114, Fatboy114
ตกหล่นไม่รู้อีกเท่าไร..
พอมานับดู  “ขี่มาเยอะจริงๆ”

สมัยละอ่อน ก็ขี่เร็ว เร็วมาก ถ้ารถเล็กก็บิด “สุดปลอก” ทุกคัน
การขี่ “เข้าโค้ง” แบบ “เข่าเช็ดพื้น” ก็เคย แถมยังเข้าแบบไม่มี “Guard” หรืออะไรเลยนะ
กางเกงยีนธรรมดาล้วนๆ !!
เมื่อนึกถึงอดีตแล้ว “กูรอดมาได้ไงว่ะเนี่ย”
ไม่ใช่ตัวเองขี่เก่ง หรือขี่เซียนอะไร ใดๆ ทั้งสิ้น
“โชคดี” ซะมากกว่า

ถ้าย้อนกลับไปได้และมีความคิดแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ “คงไม่กล้า” ที่จะทำแบบนั้นอีก...

เมื่ออ่านถึงตอนนี้... หลายคนคงอยากรู้ว่า.. ผมเคยขับล้ม คว่ำ หรืออะไรบ้างหรือเปล่า...?
.....
.....
......

“ไม่เคยครับ!!” ตั้งแต่ขี่มอไซค์มาสามสิบกว่าปี
“ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ แม้แต่ครั้งเดียว!!”
แต่!! ก็เคยจอดรถเรียบร้อยแล้ว เอาขาตั้งลงไม่ดี แล้วรถมาเกี่ยวดึงล้มไปด้วย...
เหลือเชื่อใช่ไหม!! แต่บอกแล้ว “โชคดีล้วนๆ”
มอไซค์นี่ ผมเคยขี่เร็วสุด ประมาณ 280 กม./ชม.!! บนอาน Suzuki Hayabusa1300

แต่ผมเคยอุบัติเหตุใหญ่ จาก “BMX” แทนนะ
ก็เพราะไอ้ท่า “เอาล้อหน้าวิ่ง” นี่แหละ
เบรกหน้า ดีดน้ำหนักตัวขึ้น ล้อหลังยกน่าจะประมาณ 45-60 องศา กะจะวิ่งให้มันได้ยาวมากหน่อย
แต่ทรงตัวพลาด เอาไหล่ลงกระแทก “ไหปลาร้าหัก”
เขาเฝือกไปหลายเดือน...
 
มอเตอร์ไซค์ มันเป็นอะไรที่รถยนต์ให้ไม่ได้ แม้ว่าจะเป็น “Sport เปิดประทุน” ก็ให้ได้ไม่เหมือน
มันคนละ “Feel”
บนอานมอไซค์ มันจะมีเพียงแค่ตัวเรากับมอไซค์
มันทำให้เราได้รู้สึกว่า “ปลดปล่อย”
มันทำให้เราผ่อนคลาย..
เมื่ออยู่บนอานของมอไซค์ มันทำให้เราไม่ต้องคิดอะไร
“ทุกอย่าง..ปล่อยผ่าน”
เช่นเดียวกับสายลมและแสงแดดที่มันผ่านเข้ามา “ผ่านเข้ามาและก็ผ่านไป”
แม้ว่าเราไม่ได้ขี่มันไปไกล แค่ระยะทางสั้นๆ
แค่นี้มันก็ทำให้เราบันเทิง โดยไม่ต้องมีเสียงเพลง หรือเสียงใดๆ นอกจากเสียงเครื่องและเสียงท่อของมัน
มีเพียงแค่มอไซค์กับตัวเรา เพียงแค่นี้มันทำให้รู้สึกได้ว่า “อยู่กับตัวเอง” จริงๆ 


“สิ่งที่คนเราชอบไขว่คว้า คือ ความฝัน
แต่สิ่งที่คนเราต้องอยู่กับมัน คือ ความจริง”