Headlight Magazine : community

General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 11:24:07

หัวข้อ: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 11:24:07
พอดีเห็นหลายคนพูดถึงค่าย Jacto พังง่ายจุกจิก แต่ระยะหลังเห็ข่าวฝั่งค่ายฮอนด้า  ก็พังกันเยอะแถมถี่มาก  บางรายก็สายพานเหล็กขาดกระจุยครับ แต่ด้วยการที่เป็นค่ายลูกรักเลยทำให้ขายดีอยู่โดยไม่สะเทือนอันใดเลยครับ เห็นบางท่านว่าฝั่ง Jacto ทนกว่า  สรุปแล้วค่ายไหนพังง่ายกว่ากันครับ  แต่ว่าราคาน้ำมันกียร์ CVT ศูนย์ฮอนด้า ราคาไม่แพงน่าประทับใจกว่าของนิสสันมากเลยครับ ปล. อยากให้ทุกค่ายรับประกันเกียร์ ขั้นต่ำสัก 5 ปีไปเลย เป็นไปได้ขอสัก 10 ปีจะได้ทำให้ทนๆโดยไม่ต้องมาเครมบ่อยๆ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: luciana ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 11:43:15
เรื่องจะว่าเกียร์ทนไม่ทนนี่ ลักษณะการขับขี่มีผลที่สุดแล้ว ส่วนยี่ห้อคิดว่าไม่ต่างกันมากนักครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: alpha14 ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 11:50:13
Jatcoก็เห็นมีปัญหากันช่วงแรกๆเยอะมากๆ แต่รถผมไม่มีปัญหาเลย วื่งมาแสนสามแล้ว อาการแปลกๆก็ไม่มี คิกดาวน์บ่อยเหมือนกัน ออกตจว.ก็บ่อย หรือเป็นเพราะเปลียน นมก. ตลอด ของฮอนด้าก็เห็นพังเยอะอยู่ ก็ไม่รู้เจ้าของเขาใช้งานยังไง ดูแลดีไหม เห็นด้วยนะที่จะรับประกันสัก10ปี เพราะถ้าซ่อมหรือเปลี่ยนก็แพงเอาการอยู่
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: I'm Ti ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 11:54:08
ได้ยินแต่เกียร์พัง ไม่รู้ลักษณะการขับขี่ ขับแบบไหน บำรุงรักษารถยังไง ผมเห็นบางคนขับวัดรอบไม่ดู กับ ฟังเสียงเครื่องเลย ลากอย่างเดียวให้เข็มความเร็วมันขึ้น

อย่างคนคนรู้จัก วาล์วน้ำเปิดค้าง อุณภูมิเครื่องต่ำกว่าปกติ ECU เลยสั่งชดเชยรอบ ขับ 100 รอบเครื่อง 3000 ทุกวัน เพิ่งวางเกียร์ใหม่ไป บอกแล้วว่ารถผิดปกติ แต่รถสตาร์ทขับได้ก็เลยไม่ได้สนใจ

อาจจะตอบไม่ตรงคำถาม แต่ที่ผมเจอมาจะเป็นแบบนี้ซะส่วนใหญ่


ยกเว้นที่พังคาเท้าเพราะใช้งานปกติ อาจจะซวยจริงๆ  :'(
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Pasakorndvm ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 12:01:30
Honda ที่ CVT พังง่ายชัดเจนคือ Jazz GD และ civic fc 1.8 ก่อน MC เปราะไม่ต่างจาก CVT ยุคแรก ๆ ครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Newhang ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 12:07:01
ถ้าอยู่ที่การใช้งานจริง มันก็ต้องไม่ต่างกันในค่าเฉลี่ยสิ
หรือว่าคนใช้งานแย่ๆ ใช้เฉพาะ honda
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Nuiiii ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 12:52:01
ผมคิดว่า การใช้งานต่างกันนะ  Honda Civic FC วัยรุ่นใช้กันเยอะ แต่ Altis ส่วนมากเป็นสายพ่อบ้าน  Civic  เลยพังบ่อย (เดาล้วนๆ)
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: PJ" ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 12:54:12
ตัวแปรเยอะมากครับ นิสัยการขับขี่ การบำรุงรักษา เพราะตัวที่ว่าเปราะๆคนขับกัน 3-4แสนไม่พังก็มีเยอะครับ

ถ้าให้รู้ปัญหาจริงๆคงต้องนั่งเอา log การขับขี่มาดู
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: mcat231032 ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 13:17:11
การขับขี่ก็มีส่วนมากครับ การบำรุงรักษาก็เช่น กัน และที่สำคัญดวง 55+

อย่างเคสผมละกัน Suzuki Swift 2013 ใช้รถวันละประมาณ 120 กม มีทางให้วิ่งไกลๆ ยาวๆ ความเร็วเดินทาง 100-140 กม/ชม.

เกียร์ลูกแรก(ติดรถ)เสียตอน 60,000 กระตุก (เคลมได้) เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 40,000 แล้ว

เกียร์ลูกที่สอง เสียตอน 80,000 กระตุกเหมือนเดิม (เคลมได้)

หลังจากนั้นผมก็กลัวๆ เลยจับเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ทุก 10,000 กม. ไปเลย

ปรากฎ ลูกที่สามเสียตอน 180,000 กม อันนี้ไม่กระตุก แต่มีอาการคือคุมรอบเครื่องไม่ได้ สมมติแช่สัก 110 กม จะสวิงเร็วๆ แถวๆ 2000-2500 รอบ และรถก็จะหน้าทิ่ม

ตอนแรก code ไม่ขึ้น ใช้ต่อสักพัก เร่งแล้วรอบไม่ขึ้น เกียร์ไม่ตอบสนอง ขึ้นโค้ด P0965 (ไฟหน้าปัทม์ไม่โชว์นะครับต้องเสียบกล่องอย่างเดียว) โดยสรุป solenoid ในสมองเกียร์ เสีย...

ผ่าเกียร์ มาเศษเหล็กที่ติดที่ แม่เหล็กก็ไม่ได้เยอะมากมายนัก(หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ 555+) กับอายุการใช้งาน 100,000 เศษแผ่นคลัทซ์มีนิดหน่อย

ค่าเปลี่ยนอะไหล่ใส้ในเปลี่ยนตามสภาพเช่น สายพาน สมองเกียร์ (เอามาจากเกียร์ลูกอื่น)  25,000 ที่ร้านซ่อมเกียร์ขึ้นชื่อของชาวนิสสัน แถวเกษตร ครับ

ปล.เบิกเกียร์ใหม่ ศูนย์ 80,000++ ครับ
ลงข้อมูลไว้อ้างอิงสำหรับพี่ๆน้องๆที่เจอปัญหาเดียวกันครับ

(https://uppic.cc/d/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE) (https://uppic.cc/v/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE)

(https://uppic.cc/d/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r) (https://uppic.cc/v/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r)
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Friday13 ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 13:21:32
ขับเดิมๆยังพัง ถ้าพวกรถจูนนี่ไม่พังไวกว่ามากๆเลยหรอ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: ^Yimm@^ ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 13:26:07
การขับขี่ก็มีส่วนมากครับ การบำรุงรักษาก็เช่น กัน และที่สำคัญดวง 55+

อย่างเคสผมละกัน Suzuki Swift 2013 ใช้รถวันละประมาณ 120 กม มีทางให้วิ่งไกลๆ ยาวๆ ความเร็วเดินทาง 100-140 กม/ชม.

เกียร์ลูกแรก(ติดรถ)เสียตอน 60,000 กระตุก (เคลมได้) เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 40,000 แล้ว

เกียร์ลูกที่สอง เสียตอน 80,000 กระตุกเหมือนเดิม (เคลมได้)

หลังจากนั้นผมก็กลัวๆ เลยจับเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ทุก 10,000 กม. ไปเลย

ปรากฎ ลูกที่สามเสียตอน 180,000 กม อันนี้ไม่กระตุก แต่มีอาการคือคุมรอบเครื่องไม่ได้ สมมติแช่สัก 110 กม จะสวิงเร็วๆ แถวๆ 2000-2500 รอบ และรถก็จะหน้าทิ่ม

ตอนแรก code ไม่ขึ้น ใช้ต่อสักพัก เร่งแล้วรอบไม่ขึ้น เกียร์ไม่ตอบสนอง ขึ้นโค้ด P0965 (ไฟหน้าปัทม์ไม่โชว์นะครับต้องเสียบกล่องอย่างเดียว) โดยสรุป solenoid ในสมองเกียร์ เสีย...

ผ่าเกียร์ มาเศษเหล็กที่ติดที่ แม่เหล็กก็ไม่ได้เยอะมากมายนัก(หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ 555+) กับอายุการใช้งาน 100,000 เศษแผ่นคลัทซ์มีนิดหน่อย

ค่าเปลี่ยนอะไหล่ใส้ในเปลี่ยนตามสภาพเช่น สายพาน สมองเกียร์ (เอามาจากเกียร์ลูกอื่น)  25,000 ที่ร้านซ่อมเกียร์ขึ้นชื่อของชาวนิสสัน แถวเกษตร ครับ

ปล.เบิกเกียร์ใหม่ ศูนย์ 80,000++ ครับ
ลงข้อมูลไว้อ้างอิงสำหรับพี่ๆน้องๆที่เจอปัญหาเดียวกันครับ

(https://uppic.cc/d/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE) (https://uppic.cc/v/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE)

(https://uppic.cc/d/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r) (https://uppic.cc/v/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r)

เห็นการเคลมแล้วนึกถึง Ford Fiesta เคลม TCM เลย
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: ikky ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 13:26:13
H พังไวเพราะ vtec
คนจึงมักจะขับที่รอบสูงส่งผลกับเกียร์
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: -Brian ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 14:16:02
H พังไวเพราะ vtec
คนจึงมักจะขับที่รอบสูงส่งผลกับเกียร์

ไม่น่าเกี่ยวครับ ผู้หญิงออฟฟิศใช้ก็พังกัน ทั้ง City Jazz Civic

คนขับยี่ห้ออื่นก็ใช้รอบสูงครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Magl ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 14:19:24
Jatco7 ของผมมีอาการที่ 170,000 โลคือรอบสูง ค่าซ่อม 30,000 บาท รับประกัน 100,000 โล ถือว่าซ่อมไม่แพงแล้วครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: johnlee ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 14:27:25
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: nomad ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 14:50:48
ไม่แปลกใจเพราะหลังๆ รถ Honda ลดต้นทุนเยอะมากจนรถเป็นสนิม เรื่องเกียร์ก็คงไม่ต่าง
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: mongolias ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 15:17:51
ไม่รู้อันไหนทนกว่ากัน แต่ถ้ารู้จักใช้ ถ่ายน้ำมันเกียร์ตามกำหนด หรือก่อนกำหนด
ผมมั่นใจว่าทะลุแสนก.ม. ได้สบายครับ
รถคันเก่าผม Jazz GD ที่ว่าเกียร์เปราะๆ กว่าเกียร์จะกลับบ้านเก่า ก็วิ่งได้ราวๆ 3.3 แสนก.ม.ครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: FyGI ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 16:14:12
การใช้งาน + ดวง

Swift ECO คันเก่าผม CVT Jatco เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ศูนย์ทุก 2 หมื่น พังที่ 7 หมื่นโล ดีที่เคลมได้

HR-V ที่ขายไปหลายปี ก็ยังได้คุยกับ เจ้าของคนใหม่บ้างนาน ๆ ที เกียร์พังไปแล้ว 
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Tien.W ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 18:39:35
- Almera ตัวแรก lot แรก ... เกียร์พัง ตอน 5 หมื่นกม. เพราะศูนย์บอกให้เปลี่ยนน้ำมันครั้งแรกที่ 8 หมื่นกม. จากนั้นเปลี่ยนเกียร์มือสองใส่ น้ำมันเกียร์ก็เปลี่ยนมั่ง ไม่เปลี่ยนมั่ง ทุกวันนี้รถคันนี้ ไมล์ 1.4 แสนกม.แล้ว คนขับก็ยังขับเหมือนเดิม ไม่ถึง 4 พันรอบ ไม่มียก มันก็ไม่ยอมพังอีกรอบแฮะ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: LapisLazuli ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 19:30:45
Nissan ตอนเเรก ปัญหาจาก ศูนย์บอกเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ที่ 80k เหมือนเกียร์ AT ปกติ, เกิดจากใช้น้ำมัน NS-2, NS-3 ปนกันเละไปหมด, Oil Cooler ไม่ติดมาให้ (เเต่รถรุ่นเดียวกัน ขายที่ Malay ดันติดให้??)

ผมว่านิสสันเขาแก้ปัญหา CVT เปราะไปแล้ว พร้อมกับ Honda อะเเหละ เเต่มันยังลากขายรุ่นเดิม ในขณะที่ Honda เปลี่ยนไป 2 โชมละ (โชมที่แอบใส่เกียร์ AT มา แล้วเอาเวลานั้นไปประบปรุง CVT ด้วย 55)

พอมันลากขายรุ่นเดิมมานานมาก คนก็เลยติดกัน/จำกันได้ว่า ไอรุ่นนี้เกียร์พัง
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: เต๋า AV ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 19:37:58
พังตาม Teen
เกียร์ jacto ที่เห็นๆ ส่วนใหญ่จะรูด พู่เล่ เป็นรอย
แต่ของ Hon ระเบิดกระจาย

รถเดิมๆก็พัง
https://youtu.be/vGQJF27MWiQ?t=137
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Mp4_007 ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 19:52:59
จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: LapisLazuli ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 19:58:45
จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า

Toyota ฉลาดครับ รุ้ว่าคนไทยชอบ kickdown , toyota CVT เขามีเกียร์ 1 มาเป็น “Launch Gear” เป็นเกียร์เฟืองทั่วไป พอได้ความเร็วระดับนึงค่อยทดรอบโดยสายพาน มารับสำหรับนิสัยคนชอบ kickdown โดยเฉพาะ 55
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Weetting ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 20:49:31
ผมมี CVT สองคัน 

คันนึง มิราจ ตอนนี้ 8 หมื่นโล เกียร์ยังปกติดีครับเน้นเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ 2 หมื่นโล  ยังใช้งานได้ปกติ

มีกดหนักก็สลิปบ้าง เวลาเร่งรีบจริงๆ   เกียร์เย่อนี่น่าจะเจอกันบ่อยสำหรับ Jatco

อีกคัน Jazz gk  เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 2 หมื่นโล   แต่พอ4 หมื่นได้ยินเสียงเหล็กสีกันจากเกียร์   แทบจะกราบศูนย์ว่าให้ตรวจสอบเกียร์ศูนย์ก็บอกปัดว่าไม่เกี่ยวกับเกียร์ จะทดลองดูว่าเกิดจากเสียงอะไรก็เลยทิ้งไว้ 2 วัน  ปรากฏว่า ศูนย์บอกไม่พบเจอสาเหตุเลยถามว่าได้ตรวจสอบเกียร์รึยัง  ศูนย์บอกว่าเพิ่งเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ไป พบเจอเศษโลหะน้อยเลยสันนิษฐานว่าไม่เกี่ยว 
จากนั้นก็ขายๆไปเลยครับ เหนื่อยกับศูนย์ และตัวรถก็ไม่ค่อยโอเคหลายจุด  อาจจะเจอช่างประจำศูนย์ห่วยแตกด้วย    ในคลับฮอนด้าหลายรุ่นก็เจอว่าเกียร์พังนะครับลองดูได้  1.5  สายโมพังแทบทุกคันเลยมั้ง

จากที่อ่านตามคลับ ผมว่าเกียร์พาวเวอร์ชิพ หลายเคสนี่ทนกว่าฮอนด้าด้วยซ้ำไป ยิ่งรุ่น 1.0bo  นี่แทบจะพังน้อยเลย  มีก้ามปูพังก็ว่ากันเกือบแสนโล 
 
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: e:smart Hybrid ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 21:13:57
จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า

Toyota ฉลาดครับ รุ้ว่าคนไทยชอบ kickdown , toyota CVT เขามีเกียร์ 1 มาเป็น “Launch Gear” เป็นเกียร์เฟืองทั่วไป พอได้ความเร็วระดับนึงค่อยทดรอบโดยสายพาน มารับสำหรับนิสัยคนชอบ kickdown โดยเฉพาะ 55

อันนี้จริงหรือครับ ที่ toyota มีเกียร์ออกตัวใส่ให้ในปัจจุบัน หรือว่าเป็นโปรแกรมเกียร์ครับ เพราะว่าผมใช้ ยาริสตัว 1.2 เวลาออกตัวมันสามารถเร่งรอบไล่ไป 2-3 พันรอบได้แบบที่คุณบอกเลย
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 21:37:24
ขอบคุณทุกท่านมากครับที่มาแชร์ข้อมูลกันครับ
การขับขี่ก็มีส่วนมากครับ การบำรุงรักษาก็เช่น กัน และที่สำคัญดวง 55+

อย่างเคสผมละกัน Suzuki Swift 2013 ใช้รถวันละประมาณ 120 กม มีทางให้วิ่งไกลๆ ยาวๆ ความเร็วเดินทาง 100-140 กม/ชม.

เกียร์ลูกแรก(ติดรถ)เสียตอน 60,000 กระตุก (เคลมได้) เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 40,000 แล้ว

เกียร์ลูกที่สอง เสียตอน 80,000 กระตุกเหมือนเดิม (เคลมได้)

หลังจากนั้นผมก็กลัวๆ เลยจับเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ทุก 10,000 กม. ไปเลย

ปรากฎ ลูกที่สามเสียตอน 180,000 กม อันนี้ไม่กระตุก แต่มีอาการคือคุมรอบเครื่องไม่ได้ สมมติแช่สัก 110 กม จะสวิงเร็วๆ แถวๆ 2000-2500 รอบ และรถก็จะหน้าทิ่ม

ตอนแรก code ไม่ขึ้น ใช้ต่อสักพัก เร่งแล้วรอบไม่ขึ้น เกียร์ไม่ตอบสนอง ขึ้นโค้ด P0965 (ไฟหน้าปัทม์ไม่โชว์นะครับต้องเสียบกล่องอย่างเดียว) โดยสรุป solenoid ในสมองเกียร์ เสีย...

ผ่าเกียร์ มาเศษเหล็กที่ติดที่ แม่เหล็กก็ไม่ได้เยอะมากมายนัก(หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ 555+) กับอายุการใช้งาน 100,000 เศษแผ่นคลัทซ์มีนิดหน่อย

ค่าเปลี่ยนอะไหล่ใส้ในเปลี่ยนตามสภาพเช่น สายพาน สมองเกียร์ (เอามาจากเกียร์ลูกอื่น)  25,000 ที่ร้านซ่อมเกียร์ขึ้นชื่อของชาวนิสสัน แถวเกษตร ครับ

ปล.เบิกเกียร์ใหม่ ศูนย์ 80,000++ ครับ
ลงข้อมูลไว้อ้างอิงสำหรับพี่ๆน้องๆที่เจอปัญหาเดียวกันครับ

(https://uppic.cc/d/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE) (https://uppic.cc/v/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE)

(https://uppic.cc/d/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r) (https://uppic.cc/v/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r)

เห็นการเคลมแล้วนึกถึง Ford Fiesta เคลม TCM เลย
ผมเห็นราคาเกียร์ใหม่ที่อู่นึง 35,000 บาทได้ครับ
การใช้งาน + ดวง

Swift ECO คันเก่าผม CVT Jatco เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ศูนย์ทุก 2 หมื่น พังที่ 7 หมื่นโล ดีที่เคลมได้

HR-V ที่ขายไปหลายปี ก็ยังได้คุยกับ เจ้าของคนใหม่บ้างนาน ๆ ที เกียร์พังไปแล้ว 
รถสมัยนี้ต้องพึ่งพาดวงทุกยี่ห้อเลยครับ

ผมมี CVT สองคัน 

คันนึง มิราจ ตอนนี้ 8 หมื่นโล เกียร์ยังปกติดีครับเน้นเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ 2 หมื่นโล  ยังใช้งานได้ปกติ

มีกดหนักก็สลิปบ้าง เวลาเร่งรีบจริงๆ   เกียร์เย่อนี่น่าจะเจอกันบ่อยสำหรับ Jatco

อีกคัน Jazz gk  เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 2 หมื่นโล   แต่พอ4 หมื่นได้ยินเสียงเหล็กสีกันจากเกียร์   แทบจะกราบศูนย์ว่าให้ตรวจสอบเกียร์ศูนย์ก็บอกปัดว่าไม่เกี่ยวกับเกียร์ จะทดลองดูว่าเกิดจากเสียงอะไรก็เลยทิ้งไว้ 2 วัน  ปรากฏว่า ศูนย์บอกไม่พบเจอสาเหตุเลยถามว่าได้ตรวจสอบเกียร์รึยัง  ศูนย์บอกว่าเพิ่งเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ไป พบเจอเศษโลหะน้อยเลยสันนิษฐานว่าไม่เกี่ยว 
จากนั้นก็ขายๆไปเลยครับ เหนื่อยกับศูนย์ และตัวรถก็ไม่ค่อยโอเคหลายจุด  อาจจะเจอช่างประจำศูนย์ห่วยแตกด้วย    ในคลับฮอนด้าหลายรุ่นก็เจอว่าเกียร์พังนะครับลองดูได้  1.5  สายโมพังแทบทุกคันเลยมั้ง

จากที่อ่านตามคลับ ผมว่าเกียร์พาวเวอร์ชิพ หลายเคสนี่ทนกว่าฮอนด้าด้วยซ้ำไป ยิ่งรุ่น 1.0bo  นี่แทบจะพังน้อยเลย  มีก้ามปูพังก็ว่ากันเกือบแสนโล 
 
ผมว่าเหนื่อยกับศูนย์นิสสันแล้ว แต่ศูนย์ฮอนด้าเพลียจัดมากครับ

ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง
ิดออยเกียร์แยกยังครับ  ผมว่าช่วยถนอมเกียร์ได้เยอะเลย

ไม่รู้อันไหนทนกว่ากัน แต่ถ้ารู้จักใช้ ถ่ายน้ำมันเกียร์ตามกำหนด หรือก่อนกำหนด
ผมมั่นใจว่าทะลุแสนก.ม. ได้สบายครับ
รถคันเก่าผม Jazz GD ที่ว่าเกียร์เปราะๆ กว่าเกียร์จะกลับบ้านเก่า ก็วิ่งได้ราวๆ 3.3 แสนก.ม.ครับ
ผมว่าตัวนี้ทนพอสมควรแต่ว่าตอนนั้นไม่มีน้ำมันเกียร์ CVT เฉพาะจึงทำให้พังเร็วครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Tapanan ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 21:40:28
Lancer ex ปี 2010 CVT Jatco ไมล์ 23X,XXX กม. ยังปกติดี...
https://www.youtube.com/watch?v=GeN_DhneG1Q
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 21:42:32
เรื่องจะว่าเกียร์ทนไม่ทนนี่ ลักษณะการขับขี่มีผลที่สุดแล้ว ส่วนยี่ห้อคิดว่าไม่ต่างกันมากนักครับ
ผมว่าดวงด้วยครับ ถึงขับถนอมก็มีพังกันเยอะครับ

Jatco7 ของผมมีอาการที่ 170,000 โลคือรอบสูง ค่าซ่อม 30,000 บาท รับประกัน 100,000 โล ถือว่าซ่อมไม่แพงแล้วครับ
ผมเห็นเปลี่ยนลูกใหม่ 35,000 จากอู่ข้างนอกครับ

จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า

Toyota ฉลาดครับ รุ้ว่าคนไทยชอบ kickdown , toyota CVT เขามีเกียร์ 1 มาเป็น “Launch Gear” เป็นเกียร์เฟืองทั่วไป พอได้ความเร็วระดับนึงค่อยทดรอบโดยสายพาน มารับสำหรับนิสัยคนชอบ kickdown โดยเฉพาะ 55

อันนี้จริงหรือครับ ที่ toyota มีเกียร์ออกตัวใส่ให้ในปัจจุบัน หรือว่าเป็นโปรแกรมเกียร์ครับ เพราะว่าผมใช้ ยาริสตัว 1.2 เวลาออกตัวมันสามารถเร่งรอบไล่ไป 2-3 พันรอบได้แบบที่คุณบอกเลย
ผมคิดว่าเกียร์ตัวนี้ยังไม่มีอออกมานะเห็มีแต่ภาพสิทธิบัตร เกียร์ต้นแบบที่ยังไมมีขายในไทยครับ
การใช้งาน + ดวง

Swift ECO คันเก่าผม CVT Jatco เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ศูนย์ทุก 2 หมื่น พังที่ 7 หมื่นโล ดีที่เคลมได้

HR-V ที่ขายไปหลายปี ก็ยังได้คุยกับ เจ้าของคนใหม่บ้างนาน ๆ ที เกียร์พังไปแล้ว 
จริงครับ  ผมว่าต้องดวงดีๆด้วยแหละครับ

Nissan ตอนเเรก ปัญหาจาก ศูนย์บอกเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ที่ 80k เหมือนเกียร์ AT ปกติ, เกิดจากใช้น้ำมัน NS-2, NS-3 ปนกันเละไปหมด, Oil Cooler ไม่ติดมาให้ (เเต่รถรุ่นเดียวกัน ขายที่ Malay ดันติดให้??)

ผมว่านิสสันเขาแก้ปัญหา CVT เปราะไปแล้ว พร้อมกับ Honda อะเเหละ เเต่มันยังลากขายรุ่นเดิม ในขณะที่ Honda เปลี่ยนไป 2 โชมละ (โชมที่แอบใส่เกียร์ AT มา แล้วเอาเวลานั้นไปประบปรุง CVT ด้วย 55)

พอมันลากขายรุ่นเดิมมานานมาก คนก็เลยติดกัน/จำกันได้ว่า ไอรุ่นนี้เกียร์พัง
ผมว่านิสสันขี้เหนียว ไป ลากขายจนเค้าออกมา2รุ่นไปแล้วแต่ตัวเองยังลากขายยันลูกหลานบวช
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 21:43:56
Lancer ex ปี 2010 CVT Jatco ไมล์ 23X,XXX กม. ยังปกติดี...
https://www.youtube.com/watch?v=GeN_DhneG1Q
เสียดายรถรุ่นนี้นะครับที่ขายไม่ดี
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: imvile ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 22:41:55
Lancer ex ปี 2010 CVT Jatco ไมล์ 23X,XXX กม. ยังปกติดี...
https://www.youtube.com/watch?v=GeN_DhneG1Q

ลูกนี้รู้สึกจะลูกเดียวกับ J32
ที่บ้าน 176k ยังไม่พัง
เคยกดหนักๆ เอ๋อหน่อยๆ มีสลิปบ้าง ซัดมายาวๆ ถอยจอดเข้าบ้าน เข้าเกียร์ถอย แล้วไม่ถอยบ้าง

แต่ดับเครื่องสตาร์ทใหม่ก็หาย อาศัยเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 2 หมื่นโล / 1 ปี
ฟลัชชิ่งทุก 4 หมื่นโล
ออกตัวแบบค่อยๆกด แล้วหลังจากนั้นพอลอยลำก็เต็มที่

กลับกัน toyota 4 speed อย่าง wish เคยพังที่ 150k ต้องซื้อเชียงกงใส่
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: nuttapatJazz ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 23:23:53
รถผมJatco7 18x,xxxkm.แล้ว ยังปกติดีไม่เคยซ่อมอะไรเกียร์เลย มีแค่เอ๋อๆไม่ยอมออกตัวเวลาร้อนๆรถติดจัดๆตอนใช้น้ำมันเกียร์ศูนย์

ทุกวันนี้ใช้น้ำมันเกียร์Valvoline,Revenolถ่ายทุก40,000km. ไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งๆที่ขับไม่ถนอมเท่าไหร่ บางทีรีบๆมีกระทืบออกตัวด้วยซ้ำ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: bobsan ที่ กุมภาพันธ์ 23, 2021, 23:44:44

เท่าที่สังเกตุทั้งฮอนและนิสสันต้องแยกเป็นรุ่นๆไปครับ

ถ้าเป็นรถเล็กอย่าง city jazz almera march จะมีเสียงบ่นว่าเกียร์ cvt ไม่ทนทั้งคู่

ขยับขึ้นมา civic เฉพาะตัว 1.8 กับ hrv จะมีเรื่องเกียร์ให้ได้ยินเสมอๆ sylphy ไม่ต้องพูดถึงตัว 1.6 ก็เสียกันเยอะ
แต่ civic 1.5 turbo กับ slyphy 1.8 กลับไม่ค่อยได้ยินเรื่องเกียร์พังเลย หรือว่า sylphy 1.8 รถขายน้อยก็ไม่แน่ใจ

รถใหญ่ประจำค่ายของทั้งคู่อย่าง accord crv โฉมปัจจุบัน และ teana L33 กับ  xtrail ที่เพิ่งเลิกขายไป
ปัญหาเรื่องเกียร์น้อยมากๆนะครับ

ปล cvt ของพี่โตรุ่นที่มี launch gear หรือเกียร์ 1 ที่เป็นเฟืองยังไม่เข้าไทยนะครับ


หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: LapisLazuli ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 00:00:11
จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า

Toyota ฉลาดครับ รุ้ว่าคนไทยชอบ kickdown , toyota CVT เขามีเกียร์ 1 มาเป็น “Launch Gear” เป็นเกียร์เฟืองทั่วไป พอได้ความเร็วระดับนึงค่อยทดรอบโดยสายพาน มารับสำหรับนิสัยคนชอบ kickdown โดยเฉพาะ 55

อันนี้จริงหรือครับ ที่ toyota มีเกียร์ออกตัวใส่ให้ในปัจจุบัน หรือว่าเป็นโปรแกรมเกียร์ครับ เพราะว่าผมใช้ ยาริสตัว 1.2 เวลาออกตัวมันสามารถเร่งรอบไล่ไป 2-3 พันรอบได้แบบที่คุณบอกเลย

ตามที่ จขกท. ได้ตอบมา ผมน่าจะเข้าใจผิด เเสดงว่าตัวที่มี Launch Gear ยังไม่มีขายที่ไทยครับ

แปลว่า Yaris ที่รุ้สึกแบบนั้น น่าจะเป็นระบบ lock-up clutch มากกว่าครับ

ระบบที่ทำให้ประหยัดน้ำมัน เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งาน function ของ torque converter ก็ล๊อคเป็นเพลาเดียวกันซะเลย จะได้ไม่เปลืองน้ำมัน

ซึ่งปกติ กว่าละล๊อคก้อความเร็วสูงๆ เเต่พวกรถเล็กๆ eco car เช่น March, Almera จะ set ที่ความเร็วต่ำมาก (15-20 km/h) ระบบนี้ก้อทำงานเเล้ว และคนขับจะ”รู้สึก”เวลามันทำงาน
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 00:32:46
Lancer ex ปี 2010 CVT Jatco ไมล์ 23X,XXX กม. ยังปกติดี...
https://www.youtube.com/watch?v=GeN_DhneG1Q

ลูกนี้รู้สึกจะลูกเดียวกับ J32
ที่บ้าน 176k ยังไม่พัง
เคยกดหนักๆ เอ๋อหน่อยๆ มีสลิปบ้าง ซัดมายาวๆ ถอยจอดเข้าบ้าน เข้าเกียร์ถอย แล้วไม่ถอยบ้าง

แต่ดับเครื่องสตาร์ทใหม่ก็หาย อาศัยเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 2 หมื่นโล / 1 ปี
ฟลัชชิ่งทุก 4 หมื่นโล
ออกตัวแบบค่อยๆกด แล้วหลังจากนั้นพอลอยลำก็เต็มที่

กลับกัน toyota 4 speed อย่าง wish เคยพังที่ 150k ต้องซื้อเชียงกงใส่
เกียร์จากไอซินหลายตัวก็ไม่ทนนะครับ  อย่างเกียร์ที่ส่งให้รถเเครือ GM อย่างเช่น opel chevy sonic cruze

รถผมJatco7 18x,xxxkm.แล้ว ยังปกติดีไม่เคยซ่อมอะไรเกียร์เลย มีแค่เอ๋อๆไม่ยอมออกตัวเวลาร้อนๆรถติดจัดๆตอนใช้น้ำมันเกียร์ศูนย์

ทุกวันนี้ใช้น้ำมันเกียร์Valvoline,Revenolถ่ายทุก40,000km. ไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งๆที่ขับไม่ถนอมเท่าไหร่ บางทีรีบๆมีกระทืบออกตัวด้วยซ้ำ
ติดออยแยกหรือยังครับ ของผมก็ใช่้วาวโวลีนรู้สึกว่าดีกว่าของศูนย์พอสมควรครับ


เท่าที่สังเกตุทั้งฮอนและนิสสันต้องแยกเป็นรุ่นๆไปครับ

ถ้าเป็นรถเล็กอย่าง city jazz almera march จะมีเสียงบ่นว่าเกียร์ cvt ไม่ทนทั้งคู่

ขยับขึ้นมา civic เฉพาะตัว 1.8 กับ hrv จะมีเรื่องเกียร์ให้ได้ยินเสมอๆ sylphy ไม่ต้องพูดถึงตัว 1.6 ก็เสียกันเยอะ
แต่ civic 1.5 turbo กับ slyphy 1.8 กลับไม่ค่อยได้ยินเรื่องเกียร์พังเลย หรือว่า sylphy 1.8 รถขายน้อยก็ไม่แน่ใจ

รถใหญ่ประจำค่ายของทั้งคู่อย่าง accord crv โฉมปัจจุบัน และ teana L33 กับ  xtrail ที่เพิ่งเลิกขายไป
ปัญหาเรื่องเกียร์น้อยมากๆนะครับ

ปล cvt ของพี่โตรุ่นที่มี launch gear หรือเกียร์ 1 ที่เป็นเฟืองยังไม่เข้าไทยนะครับ



ผมเห็นแต่ยังเป็นสิทธิบัตร  ทำไมโตโยต้าไม่ออกมาสักที กั๊กอยู่นั่นแหละหรือยังมีปัญหาการพัฒนาอยู่

จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า

Toyota ฉลาดครับ รุ้ว่าคนไทยชอบ kickdown , toyota CVT เขามีเกียร์ 1 มาเป็น “Launch Gear” เป็นเกียร์เฟืองทั่วไป พอได้ความเร็วระดับนึงค่อยทดรอบโดยสายพาน มารับสำหรับนิสัยคนชอบ kickdown โดยเฉพาะ 55

อันนี้จริงหรือครับ ที่ toyota มีเกียร์ออกตัวใส่ให้ในปัจจุบัน หรือว่าเป็นโปรแกรมเกียร์ครับ เพราะว่าผมใช้ ยาริสตัว 1.2 เวลาออกตัวมันสามารถเร่งรอบไล่ไป 2-3 พันรอบได้แบบที่คุณบอกเลย

ตามที่ จขกท. ได้ตอบมา ผมน่าจะเข้าใจผิด เเสดงว่าตัวที่มี Launch Gear ยังไม่มีขายที่ไทยครับ

แปลว่า Yaris ที่รุ้สึกแบบนั้น น่าจะเป็นระบบ lock-up clutch มากกว่าครับ

ระบบที่ทำให้ประหยัดน้ำมัน เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งาน function ของ torque converter ก็ล๊อคเป็นเพลาเดียวกันซะเลย จะได้ไม่เปลืองน้ำมัน

ซึ่งปกติ กว่าละล๊อคก้อความเร็วสูงๆ เเต่พวกรถเล็กๆ eco car เช่น March, Almera จะ set ที่ความเร็วต่ำมาก (15-20 km/h) ระบบนี้ก้อทำงานเเล้ว และคนขับจะ”รู้สึก”เวลามันทำงาน
ถ้าหากว่ามีก็ดีต่อผู้บริโภคครับ  แต่ผมหละชอบเกียร์ตะกายแอคทีฟของมาสด้ามากกว่า เกียร์ฉลาดดี มีเอนจิ้นเบรคเวลาลงเขาจริงๆครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: johnlee ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 06:59:24
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง

ไม่ได้ใส่ออยครับ เดิมทุกชิ้น
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Nut_K ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 07:13:08
CVT Honda ผมเริ่มมีปัญหาตอนเกือบๆ 2 แสนโลครับ ขับแล้วมีอาการกระตุกที่ความเร็วต่ำๆ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 07:35:31
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง

ไม่ได้ใส่ออยครับ เดิมทุกชิ้น
ถ้าขับรถความเร็วสูงตอนที่ลอยลำแล้วขอให้แนะนำให้ติดครับ อย่างแรกความร้อนลดต่ำลงเวลาใช้ความเร็วสูง อย่างที่สองคือรอบเครื่องลดน้อยลง. ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยดีขึ้นครับ ของผมขับนอกเมืองที่ความเร็วไม่เกิน80-90 ได้อัตราสิ้นเปลืองที่24.9. อย่างที่3 ลดความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำรั่วเข้าระบบเกียร์ครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: tatum0022 ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 08:25:32
มันอยู่ที่การบำรุงรักษา การขับ และดวงเลยครับ ส่วนตัวเคยใช้ Jazz GD รุ่นแรกที่เขาว่าCVTพังง่าย ผมใช้ขึ้นเขาลงห้วย วิ่งไปเกือบ 3 แสนยังไม่พังเลย แต่รถคันนี้เชคระยะที่ศูนย์ตลอดไม่เคยทำอู่นอกจนขายมันทิ้งไป
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: aprilbest ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 08:48:32
ในคลับ City, HRV ก็เห็นเกียร์พังกันมาเรื่อยๆนะครับ บางท่านเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20000 โล (ศูนย์ให้เปลี่ยนที่ 40000 โล) วิ่งยังไม่ถึงเเสนโลเลย เกียร์พังละ บางท่านคลิ๊กดาวน์ประจำ ศูนย์ไม่เข้า เข้าตามอู่นอกเเทน สองเเสนกว่าสามเเสนก็ยังปกติ เเล้วเเต่ดวงครับ ฮ่าๆ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Seadog ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 09:17:26
ในคลับ City, HRV ก็เห็นเกียร์พังกันมาเรื่อยๆนะครับ บางท่านเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20000 โล (ศูนย์ให้เปลี่ยนที่ 40000 โล) วิ่งยังไม่ถึงเเสนโลเลย เกียร์พังละ บางท่านคลิ๊กดาวน์ประจำ ศูนย์ไม่เข้า เข้าตามอู่นอกเเทน สองเเสนกว่าสามเเสนก็ยังปกติ เเล้วเเต่ดวงครับ ฮ่าๆ

cvt ไม่สามารถทนความร้อนสูง และรถติดนรกแบบเมืองไทยได้ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวออกตัว

กลับกันพวกรถซิ่งวิ่งทางโล่งพังยากกว่า
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: pladaek ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 09:42:54
Jazz GD รถปี 04 ของผมตอนนี้วิ่ง 280,000 กม. ก็ยังปกติดี
มันอยู่ที่การดูแลและการขับขี่ส่วนหนึ่งด้วย
ผมเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุกๆ 40,000 กม.
ส่วนการขับขี่ก็อย่ากระแทกคันเร่งทันทีเมื่อจะแซงหรือจะทำความเร็ว
ต้องค่อยๆเลี้ยงรอบขึ้นไปสัก 3000 กว่ารอบค่อยกระแทกคันเร่งได้

ส่วน Jetco ยังไม่เคยใช้ยาวๆ ไม่ขอออกความเห็น
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Marnburapa360 ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 09:44:13
จากประสบการณ์ผ่านมาทั้งสองแบบ

Jazz ตากบตัวแรก อ่านวิธีใช้งานอย่างถูกต้องมาแต่แรก เลยใช้แบบถนอมค่อย ๆ เหยียบตอนออกตัว บำรุงรักษาปกติ ใช้มาจน 2 แสนโลขายเต้นท์ เจ้าของเต้นท์ยังชมเกียร์สภาพดีผิดกับคันอื่น ๆ

ต่อมา Swift 1.25 ใช้ตามเดิมเหมือน Jazz เข้าศูนย์ตามปกติจนราว ๆ 1.2-1.3 แสนโล รู้สึกกินน้ำมันมากขึ้น และศูนย์ไม่ยอมเปลี่ยนกรองน้ำมันเกียร์ เลยไปเปลี่ยนช่างข้างนอก ล้างน้ำมันเกียร์ทั้งระบบ+เติมใหม่ ขับดีขึ้นเยอะ ประหยัดน้ำมันเหมือนเดิม ใช้มาจนขายไปที่ประมาณ 1.6-1.7 แสนโล
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: johnlee ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 09:52:17
ในคลับ City, HRV ก็เห็นเกียร์พังกันมาเรื่อยๆนะครับ บางท่านเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20000 โล (ศูนย์ให้เปลี่ยนที่ 40000 โล) วิ่งยังไม่ถึงเเสนโลเลย เกียร์พังละ บางท่านคลิ๊กดาวน์ประจำ ศูนย์ไม่เข้า เข้าตามอู่นอกเเทน สองเเสนกว่าสามเเสนก็ยังปกติ เเล้วเเต่ดวงครับ ฮ่าๆ

cvt ไม่สามารถทนความร้อนสูง และรถติดนรกแบบเมืองไทยได้ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวออกตัว

กลับกันพวกรถซิ่งวิ่งทางโล่งพังยากกว่า

ใช่ครับส่วนมากผมทางไกล  รอบ2000 วิ่ง100-120  เกียร์ทนดีมาก
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: I-PULSE ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 09:55:07
จะว่าอยู่ที่ลักษณะการขับก็ไม่เชิงซะทีเดียว 
แต่แปลกไหมทำไมแทบไม่ได้ยินว่าของโตโยต้าพังเลย  หรือคนขับโตโยต้าขับรถดีทุกคน ก็ไม่น่าใช่นะ
ผมคิดว่า jacto ทนกว่าช่วงหลังไปนี่ ข่าวเกียร์พังลดลงไปเยอะ หลังๆเจอแต่เกียร์ฮอนด้า

Toyota ฉลาดครับ รุ้ว่าคนไทยชอบ kickdown , toyota CVT เขามีเกียร์ 1 มาเป็น “Launch Gear” เป็นเกียร์เฟืองทั่วไป พอได้ความเร็วระดับนึงค่อยทดรอบโดยสายพาน มารับสำหรับนิสัยคนชอบ kickdown โดยเฉพาะ 55
เกียร์ toyota ที่มีเกียร์เฟืองเป็นเกียร์หนึ่งยังไม่เข้าไทยครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: aprilbest ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 10:05:05
ในคลับ City, HRV ก็เห็นเกียร์พังกันมาเรื่อยๆนะครับ บางท่านเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20000 โล (ศูนย์ให้เปลี่ยนที่ 40000 โล) วิ่งยังไม่ถึงเเสนโลเลย เกียร์พังละ บางท่านคลิ๊กดาวน์ประจำ ศูนย์ไม่เข้า เข้าตามอู่นอกเเทน สองเเสนกว่าสามเเสนก็ยังปกติ เเล้วเเต่ดวงครับ ฮ่าๆ

cvt ไม่สามารถทนความร้อนสูง และรถติดนรกแบบเมืองไทยได้ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวออกตัว

กลับกันพวกรถซิ่งวิ่งทางโล่งพังยากกว่า

ผมก็คิดเหมือนพี่เลยครับ รถผมติดเกจ OBD Temp ตอนวิ่งทางไกลต่ำกว่าตอนวิ่งในเมืองเยอะเลย ผมเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20000 โล ตอนนี้ก็หาอู่โอเวอร์ฮอลเกียร์เตรียมไว้ละครับ หากพังหลังจากหมดประกันครับ ^^
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Sympho ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 15:17:23
รถแฟนผม Honda City idsi ตัวแรก น่าจะปี 2003  วิ่งไปสองแสนกลางๆ

เกียร์มันก็ยังปกติดี  ไม่รู้ว่าที่พังนี่ พังยังไง

หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: udis ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 15:28:08
จำได้ตอนออกใหม่ มีแต่คนบอกเกียร์ CVT ของมิตซูบิชิไม่ทน
ผมชอบเกียร์ CVT เพราะเปลี่ยนเกียร์ได้ราบเรียบไม่กระตุก ใช้มาคันนึง 16 ปี อีกคัน 11 ปีก็ยังไม่พังครับ

หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Nuiiii ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 21:53:03
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง

ไม่ได้ใส่ออยครับ เดิมทุกชิ้น
ถ้าขับรถความเร็วสูงตอนที่ลอยลำแล้วขอให้แนะนำให้ติดครับ อย่างแรกความร้อนลดต่ำลงเวลาใช้ความเร็วสูง อย่างที่สองคือรอบเครื่องลดน้อยลง. ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยดีขึ้นครับ ของผมขับนอกเมืองที่ความเร็วไม่เกิน80-90 ได้อัตราสิ้นเปลืองที่24.9. อย่างที่3 ลดความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำรั่วเข้าระบบเกียร์ครับ

ผมขับ ซิลฟี่ 1.6  ที่ความเร็ว 100 - 110 จำเป็นต้องติดไหมครับ และ ถ้าควรติดมีร้านแนะนำไหมครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 22:15:39
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง

ไม่ได้ใส่ออยครับ เดิมทุกชิ้น
ถ้าขับรถความเร็วสูงตอนที่ลอยลำแล้วขอให้แนะนำให้ติดครับ อย่างแรกความร้อนลดต่ำลงเวลาใช้ความเร็วสูง อย่างที่สองคือรอบเครื่องลดน้อยลง. ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยดีขึ้นครับ ของผมขับนอกเมืองที่ความเร็วไม่เกิน80-90 ได้อัตราสิ้นเปลืองที่24.9. อย่างที่3 ลดความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำรั่วเข้าระบบเกียร์ครับ

ผมขับ ซิลฟี่ 1.6  ที่ความเร็ว 100 - 110 จำเป็นต้องติดไหมครับ และ ถ้าควรติดมีร้านแนะนำไหมครับ
ผมว่าควรติดครับ ขนาดผมขับมาร์ช 80-90 น้ำมันเกียร์ถ่ายออกมาที่ 20,000 กม. ยังดำปี๋มากลยครับ เพราะความร้อนภายในน้ำมันเกียร์มันสูงมากครับทำให้วอร์มเมอร์แตกน้ำเข้าไปรบบเกียร์ได้  ของผมสั่งจาก อู่ไฮบริดออโตคาร์แถวรังสิตครับ  ราคาแบบเจ็บแต่จบครับ 
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Nuiiii ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 22:31:44
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง

ไม่ได้ใส่ออยครับ เดิมทุกชิ้น
ถ้าขับรถความเร็วสูงตอนที่ลอยลำแล้วขอให้แนะนำให้ติดครับ อย่างแรกความร้อนลดต่ำลงเวลาใช้ความเร็วสูง อย่างที่สองคือรอบเครื่องลดน้อยลง. ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยดีขึ้นครับ ของผมขับนอกเมืองที่ความเร็วไม่เกิน80-90 ได้อัตราสิ้นเปลืองที่24.9. อย่างที่3 ลดความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำรั่วเข้าระบบเกียร์ครับ

ผมขับ ซิลฟี่ 1.6  ที่ความเร็ว 100 - 110 จำเป็นต้องติดไหมครับ และ ถ้าควรติดมีร้านแนะนำไหมครับ
ผมว่าควรติดครับ ขนาดผมขับมาร์ช 80-90 น้ำมันเกียร์ถ่ายออกมาที่ 20,000 กม. ยังดำปี๋มากลยครับ เพราะความร้อนภายในน้ำมันเกียร์มันสูงมากครับทำให้วอร์มเมอร์แตกน้ำเข้าไปรบบเกียร์ได้  ของผมสั่งจาก อู่ไฮบริดออโตคาร์แถวรังสิตครับ  ราคาแบบเจ็บแต่จบครับ

ขอบคุณครับ เจอ FB แล้วครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 23:52:31
ผมใช้อัลมีร่า  เกียร์ผมผ่านแสนโลไปแล้ว

ทั้งๆที่ผมโดนเมียด่าว่าขับรถปรู้ดปร้าดทุกครั้ง

ไม่ได้ใส่ออยครับ เดิมทุกชิ้น
ถ้าขับรถความเร็วสูงตอนที่ลอยลำแล้วขอให้แนะนำให้ติดครับ อย่างแรกความร้อนลดต่ำลงเวลาใช้ความเร็วสูง อย่างที่สองคือรอบเครื่องลดน้อยลง. ทำให้อัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยดีขึ้นครับ ของผมขับนอกเมืองที่ความเร็วไม่เกิน80-90 ได้อัตราสิ้นเปลืองที่24.9. อย่างที่3 ลดความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำรั่วเข้าระบบเกียร์ครับ

ผมขับ ซิลฟี่ 1.6  ที่ความเร็ว 100 - 110 จำเป็นต้องติดไหมครับ และ ถ้าควรติดมีร้านแนะนำไหมครับ
ผมว่าควรติดครับ ขนาดผมขับมาร์ช 80-90 น้ำมันเกียร์ถ่ายออกมาที่ 20,000 กม. ยังดำปี๋มากลยครับ เพราะความร้อนภายในน้ำมันเกียร์มันสูงมากครับทำให้วอร์มเมอร์แตกน้ำเข้าไปรบบเกียร์ได้  ของผมสั่งจาก อู่ไฮบริดออโตคาร์แถวรังสิตครับ  ราคาแบบเจ็บแต่จบครับ

ขอบคุณครับ เจอ FB แล้วครับ
ไม่เป็นไรครับส่วนเรื่องจะฟลัชหรือไม่ฟลัชชแล้วแต่เจ้าของรถเลยนะครับ  แต่ตอนที่จะติดตั้งออยเกียร์เค้าจะเติมเพิ่มประมาณ 0.5-1ลิตรครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: udis ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 08:56:05
ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
-ให้อุณหภูมิคงที่ เพราะแปรผันตามอุณหภูมิน้ำในหม้อน้ำ
-เมื่อออยล์ถูกฝังอยู่กับหม้อน้ำ การวอร์มเครื่องก็เท่ากับได้วอร์มเกียร์ให้น้ำมันมีอุณหภูมิพร้อมใช้ด้วยเช่นกัน

ข้อเสีย
-หากรถมีปัญหาความร้อนสูงหรือฮีต ก็จะส่งผลให้น้ำมันเกียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้น จนบั่นทอนชิ้นส่วนภายใน
-เมื่อหม้อน้ำเริ่มเก่า ออยล์เกียร์ที่ถูกฝังไว้ภายในมีโอกาสผุกร่อน และรั่วในที่สุด น้ำก็จะผสมกับน้ำมันเกียร์ หากปล่อยทิ้งไว้ เกียร์ของท่านก็จะกลับบ้านเก่าในไม่ช้า

ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ
-ระบายความร้อนได้ดีกว่า เพราะไม่มีน้ำร้อนในหม้อน้ำมาเป็นตัวแปร โดยอุณหภูมิลดลงได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์
-เมื่ออุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ต่ำลง ก็สามารถช่วยถนอนแผ่นคลัชต์ ซีล โอริง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเกียร์ แต่อย่างไรก็ตามอุญหภูมิที่ต่ำลงนั้นก็ยังร้อนพอ ที่จะให้เกียร์ทำงานได้สมบูรณ์


ข้อเสีย
-เนื่องจากไม่มีน้ำร้อนคอยช่วยอุ่น ดังนั้นเมื่อเครื่องเย็น เช่นจอดรถค้างคืนควรวอร์มเกียร์ ด้วยการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ก่อน 3 นาทีก่อนเข้าเกียร์
-อุณหภูมิ ของน้ำมันเกียร์ อาจมีความผันผวนมากกว่าออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน อุณภูมิน้ำมันเกียร์ที่ผันผวนก็ยังอยู่ในค่ามาตรฐานที่นำมันเกียร์สามารถรองรับได้
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Lancer ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 11:19:53
ของ honda ไม่ทราบครับ แต่ใช้ jatco ใน lancer ex พังที่ราวๆตอน 280k กิโลครับ  ขับไม่ได้ถนอม  แค่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก 20k กิโลครับ   
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: Full Throttle ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 11:25:26
การขับขี่ก็มีส่วนมากครับ การบำรุงรักษาก็เช่น กัน และที่สำคัญดวง 55+

อย่างเคสผมละกัน Suzuki Swift 2013 ใช้รถวันละประมาณ 120 กม มีทางให้วิ่งไกลๆ ยาวๆ ความเร็วเดินทาง 100-140 กม/ชม.

เกียร์ลูกแรก(ติดรถ)เสียตอน 60,000 กระตุก (เคลมได้) เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 40,000 แล้ว

เกียร์ลูกที่สอง เสียตอน 80,000 กระตุกเหมือนเดิม (เคลมได้)

หลังจากนั้นผมก็กลัวๆ เลยจับเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ทุก 10,000 กม. ไปเลย

ปรากฎ ลูกที่สามเสียตอน 180,000 กม อันนี้ไม่กระตุก แต่มีอาการคือคุมรอบเครื่องไม่ได้ สมมติแช่สัก 110 กม จะสวิงเร็วๆ แถวๆ 2000-2500 รอบ และรถก็จะหน้าทิ่ม

ตอนแรก code ไม่ขึ้น ใช้ต่อสักพัก เร่งแล้วรอบไม่ขึ้น เกียร์ไม่ตอบสนอง ขึ้นโค้ด P0965 (ไฟหน้าปัทม์ไม่โชว์นะครับต้องเสียบกล่องอย่างเดียว) โดยสรุป solenoid ในสมองเกียร์ เสีย...

ผ่าเกียร์ มาเศษเหล็กที่ติดที่ แม่เหล็กก็ไม่ได้เยอะมากมายนัก(หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ 555+) กับอายุการใช้งาน 100,000 เศษแผ่นคลัทซ์มีนิดหน่อย

ค่าเปลี่ยนอะไหล่ใส้ในเปลี่ยนตามสภาพเช่น สายพาน สมองเกียร์ (เอามาจากเกียร์ลูกอื่น)  25,000 ที่ร้านซ่อมเกียร์ขึ้นชื่อของชาวนิสสัน แถวเกษตร ครับ

ปล.เบิกเกียร์ใหม่ ศูนย์ 80,000++ ครับ
ลงข้อมูลไว้อ้างอิงสำหรับพี่ๆน้องๆที่เจอปัญหาเดียวกันครับ

(https://uppic.cc/d/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE) (https://uppic.cc/v/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE)

(https://uppic.cc/d/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r) (https://uppic.cc/v/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r)

ผมใช้ Toyota Yaris 2015 ใช้เกียร์ CVT แบบ Jacto หรือเปล่าครับหรือว่าแบบอื่น วิ่งมา 80,000km กว่าๆ เกียร์แทบไม่กระตุกเลยครับ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 12:22:23
การขับขี่ก็มีส่วนมากครับ การบำรุงรักษาก็เช่น กัน และที่สำคัญดวง 55+

อย่างเคสผมละกัน Suzuki Swift 2013 ใช้รถวันละประมาณ 120 กม มีทางให้วิ่งไกลๆ ยาวๆ ความเร็วเดินทาง 100-140 กม/ชม.

เกียร์ลูกแรก(ติดรถ)เสียตอน 60,000 กระตุก (เคลมได้) เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตอน 40,000 แล้ว

เกียร์ลูกที่สอง เสียตอน 80,000 กระตุกเหมือนเดิม (เคลมได้)

หลังจากนั้นผมก็กลัวๆ เลยจับเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ทุก 10,000 กม. ไปเลย

ปรากฎ ลูกที่สามเสียตอน 180,000 กม อันนี้ไม่กระตุก แต่มีอาการคือคุมรอบเครื่องไม่ได้ สมมติแช่สัก 110 กม จะสวิงเร็วๆ แถวๆ 2000-2500 รอบ และรถก็จะหน้าทิ่ม

ตอนแรก code ไม่ขึ้น ใช้ต่อสักพัก เร่งแล้วรอบไม่ขึ้น เกียร์ไม่ตอบสนอง ขึ้นโค้ด P0965 (ไฟหน้าปัทม์ไม่โชว์นะครับต้องเสียบกล่องอย่างเดียว) โดยสรุป solenoid ในสมองเกียร์ เสีย...

ผ่าเกียร์ มาเศษเหล็กที่ติดที่ แม่เหล็กก็ไม่ได้เยอะมากมายนัก(หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ 555+) กับอายุการใช้งาน 100,000 เศษแผ่นคลัทซ์มีนิดหน่อย

ค่าเปลี่ยนอะไหล่ใส้ในเปลี่ยนตามสภาพเช่น สายพาน สมองเกียร์ (เอามาจากเกียร์ลูกอื่น)  25,000 ที่ร้านซ่อมเกียร์ขึ้นชื่อของชาวนิสสัน แถวเกษตร ครับ

ปล.เบิกเกียร์ใหม่ ศูนย์ 80,000++ ครับ
ลงข้อมูลไว้อ้างอิงสำหรับพี่ๆน้องๆที่เจอปัญหาเดียวกันครับ

(https://uppic.cc/d/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE) (https://uppic.cc/v/KndFZfJNagT8rIMMo0BEE)

(https://uppic.cc/d/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r) (https://uppic.cc/v/1ceEyfgbDCuMWd6vods-r)

ผมใช้ Toyota Yaris 2015 ใช้เกียร์ CVT แบบ Jacto หรือเปล่าครับหรือว่าแบบอื่น วิ่งมา 80,000km กว่าๆ เกียร์แทบไม่กระตุกเลยครับ
สรุผปล้วพังง่ายทุกค่ายแน่ๆครับนี่ เกียร์หนังกะติ๊กแพงจังทั้งที่ชิ้นส่วนไม่มีอะไรเลย แต่ราคาโหด
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 13:23:11
ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
-ให้อุณหภูมิคงที่ เพราะแปรผันตามอุณหภูมิน้ำในหม้อน้ำ
-เมื่อออยล์ถูกฝังอยู่กับหม้อน้ำ การวอร์มเครื่องก็เท่ากับได้วอร์มเกียร์ให้น้ำมันมีอุณหภูมิพร้อมใช้ด้วยเช่นกัน

ข้อเสีย
-หากรถมีปัญหาความร้อนสูงหรือฮีต ก็จะส่งผลให้น้ำมันเกียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้น จนบั่นทอนชิ้นส่วนภายใน
-เมื่อหม้อน้ำเริ่มเก่า ออยล์เกียร์ที่ถูกฝังไว้ภายในมีโอกาสผุกร่อน และรั่วในที่สุด น้ำก็จะผสมกับน้ำมันเกียร์ หากปล่อยทิ้งไว้ เกียร์ของท่านก็จะกลับบ้านเก่าในไม่ช้า

ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ
-ระบายความร้อนได้ดีกว่า เพราะไม่มีน้ำร้อนในหม้อน้ำมาเป็นตัวแปร โดยอุณหภูมิลดลงได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์
-เมื่ออุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ต่ำลง ก็สามารถช่วยถนอนแผ่นคลัชต์ ซีล โอริง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเกียร์ แต่อย่างไรก็ตามอุญหภูมิที่ต่ำลงนั้นก็ยังร้อนพอ ที่จะให้เกียร์ทำงานได้สมบูรณ์


ข้อเสีย
-เนื่องจากไม่มีน้ำร้อนคอยช่วยอุ่น ดังนั้นเมื่อเครื่องเย็น เช่นจอดรถค้างคืนควรวอร์มเกียร์ ด้วยการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ก่อน 3 นาทีก่อนเข้าเกียร์
-อุณหภูมิ ของน้ำมันเกียร์ อาจมีความผันผวนมากกว่าออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน อุณภูมิน้ำมันเกียร์ที่ผันผวนก็ยังอยู่ในค่ามาตรฐานที่นำมันเกียร์สามารถรองรับได้
ผมมองว่าเมืองไทยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก  และร้อนมากๆๆ ผมมองว่าการที่เอาน้ำร้อนมาอุ่นไม่จำเป็นเลย หากกลัวน้ำมันเกียร์เย็นไปก็สตาร์ทรถทิ้งไว้สัก 2-3นาทีก็น่าจะอุ่นแล้วครับ ซึ่งผมถอดวอร์มเมอร์ออก ไม่ได้อุ่นเครื่องก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้ำมันเกียร์หนืดอะไร เพราะแค่เดินออกไปข้างนอกตอน 8 โมงกว่าๆโดยเท้าเปล่าเท้าแทบจะพองแล้วครับ ผิวหน้าไหม้ได้แล้วครับ  การที่มีแต่น้ำร้อนไประบายความร้อนผมมองว่าไม่จำเป็น  และเป็นแค่การลดต้นทุนเท่า ประกอบกับเหมือนระเบิดเวลาดีให้เกียร์พังง่ายเพราะความร้อนในเกียร์ที่สูงหือน้ำรั่วเข้าระบบเกียร์  จะได้ขายเกียร์ทั้งลูกคระบ
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: LapisLazuli ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 19:57:19
ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
-ให้อุณหภูมิคงที่ เพราะแปรผันตามอุณหภูมิน้ำในหม้อน้ำ
-เมื่อออยล์ถูกฝังอยู่กับหม้อน้ำ การวอร์มเครื่องก็เท่ากับได้วอร์มเกียร์ให้น้ำมันมีอุณหภูมิพร้อมใช้ด้วยเช่นกัน

ข้อเสีย
-หากรถมีปัญหาความร้อนสูงหรือฮีต ก็จะส่งผลให้น้ำมันเกียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้น จนบั่นทอนชิ้นส่วนภายใน
-เมื่อหม้อน้ำเริ่มเก่า ออยล์เกียร์ที่ถูกฝังไว้ภายในมีโอกาสผุกร่อน และรั่วในที่สุด น้ำก็จะผสมกับน้ำมันเกียร์ หากปล่อยทิ้งไว้ เกียร์ของท่านก็จะกลับบ้านเก่าในไม่ช้า

ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ
-ระบายความร้อนได้ดีกว่า เพราะไม่มีน้ำร้อนในหม้อน้ำมาเป็นตัวแปร โดยอุณหภูมิลดลงได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์
-เมื่ออุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ต่ำลง ก็สามารถช่วยถนอนแผ่นคลัชต์ ซีล โอริง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเกียร์ แต่อย่างไรก็ตามอุญหภูมิที่ต่ำลงนั้นก็ยังร้อนพอ ที่จะให้เกียร์ทำงานได้สมบูรณ์


ข้อเสีย
-เนื่องจากไม่มีน้ำร้อนคอยช่วยอุ่น ดังนั้นเมื่อเครื่องเย็น เช่นจอดรถค้างคืนควรวอร์มเกียร์ ด้วยการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ก่อน 3 นาทีก่อนเข้าเกียร์
-อุณหภูมิ ของน้ำมันเกียร์ อาจมีความผันผวนมากกว่าออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน อุณภูมิน้ำมันเกียร์ที่ผันผวนก็ยังอยู่ในค่ามาตรฐานที่นำมันเกียร์สามารถรองรับได้
ผมมองว่าเมืองไทยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก  และร้อนมากๆๆ ผมมองว่าการที่เอาน้ำร้อนมาอุ่นไม่จำเป็นเลย หากกลัวน้ำมันเกียร์เย็นไปก็สตาร์ทรถทิ้งไว้สัก 2-3นาทีก็น่าจะอุ่นแล้วครับ ซึ่งผมถอดวอร์มเมอร์ออก ไม่ได้อุ่นเครื่องก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้ำมันเกียร์หนืดอะไร เพราะแค่เดินออกไปข้างนอกตอน 8 โมงกว่าๆโดยเท้าเปล่าเท้าแทบจะพองแล้วครับ ผิวหน้าไหม้ได้แล้วครับ  การที่มีแต่น้ำร้อนไประบายความร้อนผมมองว่าไม่จำเป็น  และเป็นแค่การลดต้นทุนเท่า ประกอบกับเหมือนระเบิดเวลาดีให้เกียร์พังง่ายเพราะความร้อนในเกียร์ที่สูงหือน้ำรั่วเข้าระบบเกียร์  จะได้ขายเกียร์ทั้งลูกคระบ

อันนี้คำถามครับ สงสัยเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย ของ Air-cooled vs Water-cooled

ถ้าไม่มี Warmer แล้วควรจอดทิ้งไว้ 2-3 นาทีก่อนเข้าเกียร์

แล้ว 2-3 นาทีนี้ ความร้อนมันมาจากไหนหรอครับ ในเมื่อไม่ได้เข้าเกียร์เลยด้วยซ้ำ ไม่มีชิ้นส่วนใดเคลื่อนไหว และไม่มี Warmer ด้วย
อุณหภูมิอาจจะถ่ายเท มาจากเครื่องยนต์หรอครับ เเต่ผมว่าไม่น่ามากพอ หรือความร้อนถ่ายเททางแกนเพลา Torque Converter?

ผมเข้าใจว่า เข้าเกียร์ไปได้ เเต่ไปแบบช้าๆ รอน้ำมันเกียร์ค่อยๆอุ่น เหมือนที่พวกเราทำกันปกติอยุ่เเล้ว ในการรอเครื่องยนต์อุ่น รึเปล่าครับ
(ไม่ได้หมายถึงสตาร์ทปุ๊ป ออกรถปั๊ป, หมายถึงใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป สตาร์ทเครื่อง รอรอบตกมาอยุ่ที่รอบเดินเบา แล้วค่อยๆขับไปช้าๆ จนกว่าเครื่องจะอุ่น ตามที่ม่านวัดบอก)
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: palma ที่ กุมภาพันธ์ 25, 2021, 22:13:27
เป็นข้อมูลที่สังเกต มานะครับ

2NR-FE + CVT  ติด OBD2 รถเซียนต้า เดิมโรงงาน ติดเครื่องรอ 30 วินาที แล้วคลานออกจากซอยช้าๆ

ไฟเตือนเครื่องเย็น ดับตอนอุณหภูมิ 45  ราว 1 นาที

เกียร์เริ่มเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงรอบต่ำลงที่ อุณหภูมิ 55 ราว 2-3 นาที

ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ จับเร็วเหมือนตอนเครื่องร้อน ไม่อมเกียร์ ที่อุณหภูมิ 65 เกิน 5-6 นาที

ถ้าไม่มี warmer ยังไม่รู้ว่าจะถึง 65 ตอนไหน รอบน่าจะวืดๆ ทอร์คคอนเวอร์เตอร์จับช้า
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2021, 11:13:16
ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
-ให้อุณหภูมิคงที่ เพราะแปรผันตามอุณหภูมิน้ำในหม้อน้ำ
-เมื่อออยล์ถูกฝังอยู่กับหม้อน้ำ การวอร์มเครื่องก็เท่ากับได้วอร์มเกียร์ให้น้ำมันมีอุณหภูมิพร้อมใช้ด้วยเช่นกัน

ข้อเสีย
-หากรถมีปัญหาความร้อนสูงหรือฮีต ก็จะส่งผลให้น้ำมันเกียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้น จนบั่นทอนชิ้นส่วนภายใน
-เมื่อหม้อน้ำเริ่มเก่า ออยล์เกียร์ที่ถูกฝังไว้ภายในมีโอกาสผุกร่อน และรั่วในที่สุด น้ำก็จะผสมกับน้ำมันเกียร์ หากปล่อยทิ้งไว้ เกียร์ของท่านก็จะกลับบ้านเก่าในไม่ช้า

ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ
-ระบายความร้อนได้ดีกว่า เพราะไม่มีน้ำร้อนในหม้อน้ำมาเป็นตัวแปร โดยอุณหภูมิลดลงได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์
-เมื่ออุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ต่ำลง ก็สามารถช่วยถนอนแผ่นคลัชต์ ซีล โอริง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเกียร์ แต่อย่างไรก็ตามอุญหภูมิที่ต่ำลงนั้นก็ยังร้อนพอ ที่จะให้เกียร์ทำงานได้สมบูรณ์


ข้อเสีย
-เนื่องจากไม่มีน้ำร้อนคอยช่วยอุ่น ดังนั้นเมื่อเครื่องเย็น เช่นจอดรถค้างคืนควรวอร์มเกียร์ ด้วยการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ก่อน 3 นาทีก่อนเข้าเกียร์
-อุณหภูมิ ของน้ำมันเกียร์ อาจมีความผันผวนมากกว่าออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน อุณภูมิน้ำมันเกียร์ที่ผันผวนก็ยังอยู่ในค่ามาตรฐานที่นำมันเกียร์สามารถรองรับได้
ผมมองว่าเมืองไทยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก  และร้อนมากๆๆ ผมมองว่าการที่เอาน้ำร้อนมาอุ่นไม่จำเป็นเลย หากกลัวน้ำมันเกียร์เย็นไปก็สตาร์ทรถทิ้งไว้สัก 2-3นาทีก็น่าจะอุ่นแล้วครับ ซึ่งผมถอดวอร์มเมอร์ออก ไม่ได้อุ่นเครื่องก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้ำมันเกียร์หนืดอะไร เพราะแค่เดินออกไปข้างนอกตอน 8 โมงกว่าๆโดยเท้าเปล่าเท้าแทบจะพองแล้วครับ ผิวหน้าไหม้ได้แล้วครับ  การที่มีแต่น้ำร้อนไประบายความร้อนผมมองว่าไม่จำเป็น  และเป็นแค่การลดต้นทุนเท่า ประกอบกับเหมือนระเบิดเวลาดีให้เกียร์พังง่ายเพราะความร้อนในเกียร์ที่สูงหือน้ำรั่วเข้าระบบเกียร์  จะได้ขายเกียร์ทั้งลูกคระบ

อันนี้คำถามครับ สงสัยเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย ของ Air-cooled vs Water-cooled

ถ้าไม่มี Warmer แล้วควรจอดทิ้งไว้ 2-3 นาทีก่อนเข้าเกียร์

แล้ว 2-3 นาทีนี้ ความร้อนมันมาจากไหนหรอครับ ในเมื่อไม่ได้เข้าเกียร์เลยด้วยซ้ำ ไม่มีชิ้นส่วนใดเคลื่อนไหว และไม่มี Warmer ด้วย
อุณหภูมิอาจจะถ่ายเท มาจากเครื่องยนต์หรอครับ เเต่ผมว่าไม่น่ามากพอ หรือความร้อนถ่ายเททางแกนเพลา Torque Converter?

ผมเข้าใจว่า เข้าเกียร์ไปได้ เเต่ไปแบบช้าๆ รอน้ำมันเกียร์ค่อยๆอุ่น เหมือนที่พวกเราทำกันปกติอยุ่เเล้ว ในการรอเครื่องยนต์อุ่น รึเปล่าครับ
(ไม่ได้หมายถึงสตาร์ทปุ๊ป ออกรถปั๊ป, หมายถึงใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป สตาร์ทเครื่อง รอรอบตกมาอยุ่ที่รอบเดินเบา แล้วค่อยๆขับไปช้าๆ จนกว่าเครื่องจะอุ่น ตามที่ม่านวัดบอก)
ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นครับ  กังวลกับกการคุมเท้าเราไม่ให้ขับกระชากหรือเหยียบหนักเกินไปดีกว่าครับ  ตรงนี้เป็นสิ้งที่ทำร้ายเกียร์cvt จนสายพานเหล็กขาดกระจุยกันเยอะครับ  เพราะอากาศเมืองไทยร้อนมากอยู่แล้วครับ แถมห้องเครื่องก็เตาอบดีๆนี่เองครับ สตาร์ทไม่กี่นาทีก็อุณหภูมิเกิน50องศาเซลเซียสแล้วครับไม่ต้องไปกังวลหรอกครับ เมื่อสตาร์ทรถก็เกิดการวิ่งของน้ำมันเกียร์ในระบบ ในระบบเกียร์ก้ทำงานจนเกิดความร้อนแล้วครับ  ส่วนวอร์มเมอร์ยนั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยครับสำหรับประเทศไทย หิมะไม่เคยมีมีแต่ร้อนกับร้อนมากครับ ที่จริงควรใส่ออยแยกมาให้เลย สงสัยกลัวจะไม่ได้ขายเกียร์เลยมีไม่กี่่ายติดตั้งมาให้ วอร์มเมอร์ใช้ไปนานๆก็รั่ว แถมราคาจากศูนย์ยังแพงราคาเกือบหมื่นอีกต่างหาก และน้ำร้อนที่เอามาระบายความร้อนก็มากกว่า80องศาอยู่แล้วครับร้อนไปชิ้นส่วนพังเร็ว ยิ่งร้อนมากน้ำมันเกียร์หมดสภาพการปกป้อง
https://www.youtube.com/watch?v=gEquJjn6b-g
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: deertesla ที่ กุมภาพันธ์ 26, 2021, 11:25:09
เป็นข้อมูลที่สังเกต มานะครับ

2NR-FE + CVT  ติด OBD2 รถเซียนต้า เดิมโรงงาน ติดเครื่องรอ 30 วินาที แล้วคลานออกจากซอยช้าๆ

ไฟเตือนเครื่องเย็น ดับตอนอุณหภูมิ 45  ราว 1 นาที

เกียร์เริ่มเปลี่ยนขึ้นเกียร์สูงรอบต่ำลงที่ อุณหภูมิ 55 ราว 2-3 นาที

ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ จับเร็วเหมือนตอนเครื่องร้อน ไม่อมเกียร์ ที่อุณหภูมิ 65 เกิน 5-6 นาที

ถ้าไม่มี warmer ยังไม่รู้ว่าจะถึง 65 ตอนไหน รอบน่าจะวืดๆ ทอร์คคอนเวอร์เตอร์จับช้า
จากการที่ตัดออก รอบไม่วืดครับ สายพานกับพูเล่จับดีกว่าตอนมีวอร์มเมอร์อีก
หัวข้อ: Re: ความทนทาน รหว่าง CVT jacto VS CVT Honda
เริ่มหัวข้อโดย: LapisLazuli ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2021, 14:39:16
ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
-ให้อุณหภูมิคงที่ เพราะแปรผันตามอุณหภูมิน้ำในหม้อน้ำ
-เมื่อออยล์ถูกฝังอยู่กับหม้อน้ำ การวอร์มเครื่องก็เท่ากับได้วอร์มเกียร์ให้น้ำมันมีอุณหภูมิพร้อมใช้ด้วยเช่นกัน

ข้อเสีย
-หากรถมีปัญหาความร้อนสูงหรือฮีต ก็จะส่งผลให้น้ำมันเกียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้น จนบั่นทอนชิ้นส่วนภายใน
-เมื่อหม้อน้ำเริ่มเก่า ออยล์เกียร์ที่ถูกฝังไว้ภายในมีโอกาสผุกร่อน และรั่วในที่สุด น้ำก็จะผสมกับน้ำมันเกียร์ หากปล่อยทิ้งไว้ เกียร์ของท่านก็จะกลับบ้านเก่าในไม่ช้า

ข้อดีของออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ
-ระบายความร้อนได้ดีกว่า เพราะไม่มีน้ำร้อนในหม้อน้ำมาเป็นตัวแปร โดยอุณหภูมิลดลงได้ 10-15 เปอร์เซ็นต์
-เมื่ออุณหภูมิของน้ำมันเกียร์ต่ำลง ก็สามารถช่วยถนอนแผ่นคลัชต์ ซีล โอริง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในเกียร์ แต่อย่างไรก็ตามอุญหภูมิที่ต่ำลงนั้นก็ยังร้อนพอ ที่จะให้เกียร์ทำงานได้สมบูรณ์


ข้อเสีย
-เนื่องจากไม่มีน้ำร้อนคอยช่วยอุ่น ดังนั้นเมื่อเครื่องเย็น เช่นจอดรถค้างคืนควรวอร์มเกียร์ ด้วยการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ก่อน 3 นาทีก่อนเข้าเกียร์
-อุณหภูมิ ของน้ำมันเกียร์ อาจมีความผันผวนมากกว่าออยล์คูเลอร์เกียร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากบ้านเราเป็นเมืองร้อน อุณภูมิน้ำมันเกียร์ที่ผันผวนก็ยังอยู่ในค่ามาตรฐานที่นำมันเกียร์สามารถรองรับได้
ผมมองว่าเมืองไทยมี 3 ฤดู คือ ร้อน ร้อนมาก  และร้อนมากๆๆ ผมมองว่าการที่เอาน้ำร้อนมาอุ่นไม่จำเป็นเลย หากกลัวน้ำมันเกียร์เย็นไปก็สตาร์ทรถทิ้งไว้สัก 2-3นาทีก็น่าจะอุ่นแล้วครับ ซึ่งผมถอดวอร์มเมอร์ออก ไม่ได้อุ่นเครื่องก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้ำมันเกียร์หนืดอะไร เพราะแค่เดินออกไปข้างนอกตอน 8 โมงกว่าๆโดยเท้าเปล่าเท้าแทบจะพองแล้วครับ ผิวหน้าไหม้ได้แล้วครับ  การที่มีแต่น้ำร้อนไประบายความร้อนผมมองว่าไม่จำเป็น  และเป็นแค่การลดต้นทุนเท่า ประกอบกับเหมือนระเบิดเวลาดีให้เกียร์พังง่ายเพราะความร้อนในเกียร์ที่สูงหือน้ำรั่วเข้าระบบเกียร์  จะได้ขายเกียร์ทั้งลูกคระบ

อันนี้คำถามครับ สงสัยเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับข้อดี ข้อเสีย ของ Air-cooled vs Water-cooled

ถ้าไม่มี Warmer แล้วควรจอดทิ้งไว้ 2-3 นาทีก่อนเข้าเกียร์

แล้ว 2-3 นาทีนี้ ความร้อนมันมาจากไหนหรอครับ ในเมื่อไม่ได้เข้าเกียร์เลยด้วยซ้ำ ไม่มีชิ้นส่วนใดเคลื่อนไหว และไม่มี Warmer ด้วย
อุณหภูมิอาจจะถ่ายเท มาจากเครื่องยนต์หรอครับ เเต่ผมว่าไม่น่ามากพอ หรือความร้อนถ่ายเททางแกนเพลา Torque Converter?

ผมเข้าใจว่า เข้าเกียร์ไปได้ เเต่ไปแบบช้าๆ รอน้ำมันเกียร์ค่อยๆอุ่น เหมือนที่พวกเราทำกันปกติอยุ่เเล้ว ในการรอเครื่องยนต์อุ่น รึเปล่าครับ
(ไม่ได้หมายถึงสตาร์ทปุ๊ป ออกรถปั๊ป, หมายถึงใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป สตาร์ทเครื่อง รอรอบตกมาอยุ่ที่รอบเดินเบา แล้วค่อยๆขับไปช้าๆ จนกว่าเครื่องจะอุ่น ตามที่ม่านวัดบอก)
ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นครับ  กังวลกับกการคุมเท้าเราไม่ให้ขับกระชากหรือเหยียบหนักเกินไปดีกว่าครับ  ตรงนี้เป็นสิ้งที่ทำร้ายเกียร์cvt จนสายพานเหล็กขาดกระจุยกันเยอะครับ  เพราะอากาศเมืองไทยร้อนมากอยู่แล้วครับ แถมห้องเครื่องก็เตาอบดีๆนี่เองครับ สตาร์ทไม่กี่นาทีก็อุณหภูมิเกิน50องศาเซลเซียสแล้วครับไม่ต้องไปกังวลหรอกครับ เมื่อสตาร์ทรถก็เกิดการวิ่งของน้ำมันเกียร์ในระบบ ในระบบเกียร์ก้ทำงานจนเกิดความร้อนแล้วครับ  ส่วนวอร์มเมอร์ยนั่นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยครับสำหรับประเทศไทย หิมะไม่เคยมีมีแต่ร้อนกับร้อนมากครับ ที่จริงควรใส่ออยแยกมาให้เลย สงสัยกลัวจะไม่ได้ขายเกียร์เลยมีไม่กี่่ายติดตั้งมาให้ วอร์มเมอร์ใช้ไปนานๆก็รั่ว แถมราคาจากศูนย์ยังแพงราคาเกือบหมื่นอีกต่างหาก และน้ำร้อนที่เอามาระบายความร้อนก็มากกว่า80องศาอยู่แล้วครับร้อนไปชิ้นส่วนพังเร็ว ยิ่งร้อนมากน้ำมันเกียร์หมดสภาพการปกป้อง
https://www.youtube.com/watch?v=gEquJjn6b-g


ขอบคุณ สำหรับข้อมูล ครับ