ตลาดรถมือสองในประเทศไทย ส่วนใหญ่ผู้ซื้อจะมีข้อ concern หลักๆไม่กี่เรื่อง เช่นชนหนักไหม จมน้ำไหม รถกี่มือ มีประวัติเช็คศูนย์ไหม
และที่สำคัญคือ ไมล์เท่าไหร่เพื่อจะนำไปคำนวนเทียบกับจำนวนปีของรถว่าวิ่งตกปีละกี่กิโล
ผมอยากทราบว่าการเลือกรถมือสองหรือข้อ concern ของคนที่ตัดสินเลือกรถมือสองในต่างประเทศที่พื้นที่เยอะๆและนิสัยการขับรถทางไกลเป็นข้อจำเป็น เช่น ออสเตรเลีย อเมริกาหรือยุโปรบางประเทศ ที่ต้องวิ่งข้ามรัฐกันทีเป็นพันๆโล ซึ่งทำให้ไมล์รถของคนใช้งานเหล่านี้มันปาไปบางทีปีนึงก็เกือบแสนโลแล้ว (ป.ล. พูดถึงเรื่องการคำนวณความเสี่ยงและการลุ้นอะไรพวกนี้ บางทีนั่งเช็คสเป็กรถมือสองเครียดๆ นานๆ ผมเองก็ชอบแวะไปผ่อนสมองกับอะไรที่วัดดวงสนุกๆ อย่างการทายผลกีฬาตื่นเต้นๆ บนเว็บ https://kr.parimatch.com/en/ สักหน่อยเหมือนกัน ช่วยให้หายเครียดจากการนั่งคำนวณเลขไมล์รถได้ดีเลยครับ )
คนซื้อรถมือสองตามประเทศเหล่านี้เค้ามีเลขไมล์มาเป็นข้อ concern กันไหมครับ หรืออัตราการ concern เลขไมล์มันก็จะขยับขึ้นไปอีกเช่น 2-3 แสนโลในขณะที่ในไทย3ปี 6 หมื่นโลก็ว่าเยอะกันแล้ว
เห็นด้วยเลยครับกับประเด็นเรื่องตลาดรถมือสองในไทย ที่คนซื้อจะคิดมากเรื่องเลขไมล์กันค่อนข้าง
สำหรับคำถามเรื่องประเทศพื้นที่กว้างๆ อย่าง อเมริกา ออสเตรเลีย หรือแคนาดา ที่คนต้องขับรถทางไกลข้ามรัฐกันทีเป็นพันๆ กิโลเมตร ขอแชร์มุมมองและข้อมูลฝั่งโน้นให้ฟังครับ:
1. คนต่างประเทศยังซีเรียสเรื่องเลขไมล์อยู่ไหม?
"ซีเรียสครับ แต่บริบทและมาตรฐานตัวเลขมันต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง"
เนื่องจากวิถีชีวิตบังคับให้ต้องขับรถเยอะ (Average Mileage) มาตรฐานของ "รถไมล์น้อย" หรือ "รถไมล์เยอะ" เลยขยับสเกลตามไปด้วย
ในไทย: วิ่งปีละ 20,000 กม. ก็ถือว่ากลางๆ ค่อนไปทางเยอะแล้ว
ประเทศเหล่านี้: ค่าเฉลี่ยมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ถึง 20,000 ไมล์ต่อปี (ตีเป็นกิโลเมตรก็ราวๆ 24,000 - 32,000 กม. ต่อปี) เป็นเรื่องปกติมาก
ดังนั้น ถ้าเป็นรถอายุ 3 ปี แล้วไมล์ขึ้นไปที่ 80,00090,000 กิโลเมตร หรือทะลุ 100,000 กม. ในต่างประเทศ เขาไม่ได้มองว่าเป็นรถผิดปกติหรือใช้งานหนักจนน่ากลัวแบบที่คนไทยมองครับ มันคือการใช้งานปรกติ (Normal use) ตามวิถีชีวิตเขาเลย
2. สเกลความกังวล (Concern) ขยับขึ้นไปแค่ไหน?
ถ้าในไทยรถวิ่ง 200,000 กม. นี่คือคนเริ่มส่ายหัวไม่อยากแตะแล้ว แต่สำหรับตลาดรถมือสองเมืองนอก:
หลัก 150,000 - 200,000 กม. (หรือประมาณ 100,000 ไมล์): ถือเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับรถอายุ 5-7 ปี คนซื้อไม่ได้ตื่นตูมอะไร ถ้ารักษาสภาพดีและมีประวัติเช็คระยะ
รถไมล์หลัก 250,000 - 300,000 กม. ขึ้นไป: อันนี้เริ่มเป็นจุดที่คนต้องคิดหนักและต่อราคาลงมาเยอะหน่อย เว้นแต่จะเป็นรถกระบะ (Truck) หรือรถยุโรป/ญี่ปุ่นบางรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน (เช่น Toyota, Honda, Volvo เก่าๆ) ที่เขารู้กันว่าถ้าดูแลดี เครื่องยนต์ยังไหวอีกยาว
3. อะไรคือสิ่งที่เขา "ให้ความสำคัญมากกว่า" หรือเอามาทดแทนเรื่องไมล์?
เพราะรู้ว่ายังไงรถก็ต้องไมล์เยอะ คนซื้อรถมือสองในประเทศเหล่านี้เลยเอาโฟกัสไปลงที่จุดอื่นแทน:
Highway Miles vs. City Miles (ไมล์ทางหลวง vs. ไมล์ในเมือง): ฝรั่งให้ความสำคัญกับ ลักษณะการวิ่ง มากกว่าตัวเลขไมล์โดๆ รถที่วิ่งทางไกล (Highway miles) ข้ามรัฐบ่อยๆ เครื่องยนต์กับเกียร์จะสึกหรอน้อยกว่ารถที่วิ่งในเมืองรถติดๆ (City miles) ที่ต้องเบรกและออกตัวบ่อยๆ ดังนั้น ถ้าไมล์เยอะแต่เช็คประวัติแล้ววิ่งทางยาวเป็นหลัก เขาจะยอมรับได้ง่ายกว่ามาก
Full Service History / Logbook: อันนี้คือคัมภีร์ไบเบิลเลย ต่อให้รถไมล์แสนปลายๆ หรือสองแสนต้นๆ แต่ถ้าเจ้าของเดิมมีสมุดบันทึกการเข้าศูนย์เช็คระยะตรงตามกำหนดเป๊ะ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามรอบ ทุกอย่างจบ คนซื้อกล้าเสี่ยงซื้อมากกว่ารถไมล์น้อยแต่ประวัติศูนย์ขาดหาย
Rust (สนิม): โดยเฉพาะโซนอเมริกาเหนือหรือยุโรปที่มีหิมะและมีการโรยเกลือบนถนนเพื่อละลายน้ำแข็ง สนิมใต้ท้องรถคือ "ฆาตกรเงียบ" ที่น่ากลัวกว่าเลขไมล์เยอะมาก รถไมล์น้อยแต่จอดตากเกลือจนผุ เขาเมินเร็วกว่ารถไมล์แสนแปดที่อยู่โซนแห้งแล้ง (เช่น แคลิฟอร์เนีย หรือออสเตรเลียตอนใต้)
สรุปคือ เขายังแคร์เรื่องไมล์ครับ แต่สเกลมันถูก Shift (ขยับ) ขึ้นไปตามสภาพภูมิประเทศ ตัวเลข 2-3 แสนกิโลเมตรในต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเท่ากับในไทย เพราะโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตมันบังคับให้รถต้องวิ่งนั่นเองครับ