เครื่อง "ดีเซล" จุกจิกน้อยกว่า "เบนซิน" ยังไงบ้างครับ (BMW F30)

TBJTBT

กำลังเล็งๆหารถคันใหม่อยู่  ซึ่ง F30 ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่มองไว้
คราวนี้มันมีอยู่ 2 รุ่น คือ 320i และ 320d
ลองหาข้อมูลไปเรื่อยๆก็พบว่า ดีเซล แพงกว่าแสนนึง แต่ประหยัดน้ำมันกว่าพอควร
ผมใช้รถปีละ 28,000 - 30,000 โล กว่าจะคุ้มส่วนต่างก็ 8 ปีเป็นอย่างน้อย (ที่ราคาน้ำมันประมาณ 25-26 บาท)
ดังนั้นเรื่องส่วนต่างตรงนี้ก็ตัดออกไป 

เรื่องความแรงผมก็ไม่ได้สนใจอะไร  เพราะปกติขับไม่เกิน 120-130 ไม่ซิ่ง ไม่แข่งกับใคร
ออกแนวสายชิวๆ ไปเรื่อยๆ  ออก ตจว ขับยาว 90-110 โดยประมาณ
เรื่องเสียงเครื่องก็ไม่ได้อะไรมาก  ขอแค่เงียบพอประมาณก็พอใจแล้ว

ดังนั้นจึงเหลือแค่เรื่องการบำรุงรักษาระยาว ในการตัดสินใจ
ผมใช้รถคันนึงประมาณ 8-10 ปีค่อยเปลี่ยน   ในระยะยาว หลังจากหมด BSI ไปแล้ว
แต่ไม่เกิน 10 ปี  ดีเซล มันจุกจิกน้อยกว่ายังไงบ้างอ่ะครับ
ลองหาข้อมูลแล้ว ก็ยังไม่เจอแบบว่า ที่ว่าน้อยกว่า คืออะไรบ้าง
อยากได้รายละเอียดตรงนี้ ว่ามันจุกจิกน้อยกว่ายังไงบ้าง
ซ่อมง่าย  ซ่อมถูก หรือทนกว่าอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ



Arado_kung

เบนซินจ่ายเยอะกว่าแน่ๆคือหัวเทียน,ชุดคอยย์จุดระเบิดซึ่งดีเซลมันไม่มีครับ สมมติถ้าดวงซวยคอยย์พังครบ4ตัวก็หลายหมื่น ส่วนหัวเทียนยังชิวๆเพราะชุดนึงแค่หลักพัน ถ้าใช้ซัก10ปียังไงได้เปลี่ยนคอยย์แน่นอน แต่จะกี่ตัวแค่นั้น ส่วนดีเซลถ้าจะมีอะไรพังก่อนคงเป็นเทอร์โบครับถ้าใช้ระยะยาวขนาดนั้น

ปล. ไม่คิดอะไหล่หลายๆอย่างที่มีเหมือนกันนะครับ



madboy

ถ้าดวงแตกกับปั๊มคอมม่อนเรลก็น่าจะซื้อคอล์ยจุดระเบิดได้หลายสิบตัว

หัวฉีดต้นนึงถ้าเบิกศูนย์ก็ซื้อหัวเทียนได้หลายสิบหัวเช่นกันครับ  :'(



Arado_kung

ถ้าดวงแตกกับปั๊มคอมม่อนเรลก็น่าจะซื้อคอล์ยจุดระเบิดได้หลายสิบตัว

หัวฉีดต้นนึงถ้าเบิกศูนย์ก็ซื้อหัวเทียนได้หลายสิบหัวเช่นกันครับ  :'(

รถเบนซินฉีดตรงสมัยนี้ก็ใช้ปั้มคอมมอนเรล(แต่แรงดันต่ำกว่าดีเซล)และหัวฉีดเหมือนรถดีเซลนะครับ ส่วนนี้มันมีเหมือนกันผมเลยไม่เอามาคิด



YenChar

เบนซิน BMW ก็มีเทอร์โบครับ ดังนั้นดีเซลจะเสี่ยงก็แค่ปั้มคอมมอนเรล

ซึ่งโอกาสพังมันยากมากๆ พวกรถกระบะดันราง เค้นกันสุดๆ ยังไม่แตกเลยครับ



Abitan

ดูๆไปแล้วเครื่องเบนซิน(ฉีดตรง เทอร์โบ)มีอุปกรณ์เยอะกว่าดีเซลอีก แต่ขายถูกกว่าซะงั้น หรือแพงเพราะเรื่องวัสดุที่ต้องทนแรงดันสูงกว่า
เดินตามรอยเท้าคนอื่น.  จะไม่มีทางเป็นของตัวเอง.   
keep walking



Armaru

สิ่งที่จะพังเป็นอันดับแรกๆของรถดีเซลสมัยใหม่ เรียงลำดับนะครับ
1.เกียร์ (เฉพาะเกียร์ auto นะ)
2.เทอร์โบ (แกนเทอร์ไบน์หัก ต่อมาก็ใบพัดแตก เศษสะเก็ดปลิวเข้าไปตามท่อไอดี )
3.หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แรงดันสูง

แต่จริงๆแล้ว ทุกอย่างมันไม่ได้พังง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าไม่ไปซนกับมันเกินเหตุ ไม่ต้องกังวล

สำหรับ สาย remap reflash กล่องแต่งซิ่งทั้งหลาย พรรคพวกคนใกล้ตัวผม ก็พังกันมานักต่อนักแล้ว อยากจะแรงกันอย่างเดียว แต่ทำโดยช่างที่ขาดองค์ความรู้เครื่องยนต์อย่างแท้จริง จ่ายเงินจบ ทำแล้วแรงไหม แรงจริงๆครับ แต่วิ่งได้แค่ 3 เดือนพัง คุ้มกันไหม

และต่อให้จูนไม่เกิน limit รถมันก็จะพังเร็วอยู่ดีครับ เพราะคนที่ไปจูนเครื่องมา ก็มักขับรถเร็วซะเป็นส่วนใหญ่  ขับเค้นๆหนักๆมันก็ยิ่งสึกหรอไปเรื่อยๆทีละนิดๆ ถึงเวลาก็ ตู้ม! พังแบบไล่ลำดับ 1-2-3 ตามนั้นเลย

ปล.กระทู้นี้ออกแนวบ่น อิอิ



toonnazaone

ถ้ารถเดิมๆแตกยากนะคับปั้มอะ ที่เห็นแตกกันก็รถไม่เดิมทั้งนั้น ดูแลรถดีเซล ส่วนตัวผมว่ามันง่ายกว่าเบนซินนะ ที่ผมคิดว่าพังง่ายสุดก็น่าจะโบนี้แหละ ต้องระวังเรื่องน้ำมันเครื่อง เบอร์กับเกรดต้องตรงตามที่0กำหนด วิ่งทางไกลมาก็ติดเครื่องทิ้งไว้สัก1-2นาที ให้น้ำมันเครื่องมันขึ้นไประบายความร้อนที่แกนโบ



nuntapon.s

สิ่งที่จะพังเป็นอันดับแรกๆของรถดีเซลสมัยใหม่ เรียงลำดับนะครับ
1.เกียร์ (เฉพาะเกียร์ auto นะ)
2.เทอร์โบ (แกนเทอร์ไบน์หัก ต่อมาก็ใบพัดแตก เศษสะเก็ดปลิวเข้าไปตามท่อไอดี )
3.หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์แรงดันสูง

แต่จริงๆแล้ว ทุกอย่างมันไม่ได้พังง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าไม่ไปซนกับมันเกินเหตุ ไม่ต้องกังวล

สำหรับ สาย remap reflash กล่องแต่งซิ่งทั้งหลาย พรรคพวกคนใกล้ตัวผม ก็พังกันมานักต่อนักแล้ว อยากจะแรงกันอย่างเดียว แต่ทำโดยช่างที่ขาดองค์ความรู้เครื่องยนต์อย่างแท้จริง จ่ายเงินจบ ทำแล้วแรงไหม แรงจริงๆครับ แต่วิ่งได้แค่ 3 เดือนพัง คุ้มกันไหม

และต่อให้จูนไม่เกิน limit รถมันก็จะพังเร็วอยู่ดีครับ เพราะคนที่ไปจูนเครื่องมา ก็มักขับรถเร็วซะเป็นส่วนใหญ่  ขับเค้นๆหนักๆมันก็ยิ่งสึกหรอไปเรื่อยๆทีละนิดๆ ถึงเวลาก็ ตู้ม! พังแบบไล่ลำดับ 1-2-3 ตามนั้นเลย

ปล.กระทู้นี้ออกแนวบ่น อิอิ

จูนกันแรงจัดๆแถมทุกร้านโฆษณาว่าประกันไม่ขาดอีกต่างหาก   พังแล้วจะคอยดูว่ายี่ห้อไหนรับเคลม



H3T

ขับเดิมๆ 7 ปี / 150,000 km +- ผมให้ดีเซลบำรุงรักษาต่ำกว่า
 เกินนั้น ผมมองว่ายกเครื่องเบนซินจากหัวตัดสภาพ 80% วางใช้ได้ยาวถึง 10 ปี อย่างสบายใจ ( ญี่ปุ่น ไม่นิยมดีเซล ) ที่สำคัญ จะได้เกียร์ใหม่ และอื่นๆ ไปด้วย

 ตอนนี้ 320d iconic ออกมา 2.299 ล. และ 320i base 2.399 ล. ก็แทบหาไม่ได้แล้ว  ทางเลือก ตอนนี้ ก็มีแค่ 320i luxury 2.699 ล. หักส่วนลด 3 แสน ก็เท่ากับ 320i base ( ถึงแม้จะหักส่วนลด 3 แสนเช่นกัน แต่คาดว่าน่าจะไม่เหลือแล้ว )
 สรุป 320i luxury 2.399 ( หลัง หักส่วนลด ) น่าจะตอบโจทย์ใช้ยาวมากกว่า 320d iconic 2.2999



Darkart

ดีเซล ห่วงเรื่องปั้มคอมมอนเรล+หัวฉีด น้ำมันดีเซลที่เติมครับ
ผู้ไม่มีแผลเป็น คือ ผู้ไม่มีประสบการณ์



maverick

ส่วนตัวผมเอา 320i sport
ชอบส่วนตัวเลย ถูกใจใช้ยาวๆครับ
เลือกที่ชอบเลยครับ ราคาขนาดนี้ถ้ามันจะพังราคาซ่อมคงต่างกันไม่มากหรอกครับ



Smith686

     รถดีเซลขายต่อง่าย  ได้ราคาดีกว่า  ส่วนเรื่องความแรงนั้น เมื่อก่อนผมก็เคยคิดว่าผมขับรถไม่เร็ว ไม่จำเป็นต้องซื้อรถแรงเยอะๆก็ได้  แต่ความจริงแล้ว  รถที่แรงเยอะๆไม่ได้มีไว้ขับด้วยความเร็วสูงๆเพียงอย่างเดียว  แต่สิ่งที่รถทุกคันต้องใช้ก็คือการเร่งแซง  ถ้าใช้เวลายิ่งน้อยก็ยิ่งดี  โดยเฉพาะเวลาที่เจอถนนสองเลน แล่นสวนทางกันได้  ซึ่งรถที่แรงมากกว่าจะใช้เวลาน้อยกว่า



rut191

ชอบฟิวดีเซลมากกว่าครับ
เรื่ิองอื่นๆหักลบกันแล้วไม่น่าจะหนีกันมากมั้งครับ



swan

ผมใช้ทั้งดีเซลและเบนซินตระกูล bmw รถอายุที่ 5 ปีกว่าๆ เท่าๆกัน คันเบนซินวิ่ง 110,xxx km คัน diesel วิ่ง 138,xxx km ตลอดเวลาที่ใช้ เบนซินปั๊มแรงดันสูงพังไปแล้ว 1 รอบ 3 หมื่นกว่าบาท หัวเทียน 2 ชุด กะโหลกวาล์วน้ำกลับเยอรมัน 1 ชุด ส่วนดีเซลยังไม่มีอะไรเสียเลยเปลี่ยนแต่อะไหล่สิ้นเปลืองตามระยะทางอย่างเดียวครับ



jaesz

เทียบเครื่อง320 N20กับ B47 คงจะตอบยากครับเพราะอายุเครื่องยังน้อย

แต่ให้เอาจากประสพการณ์ รถเบนซิน N52 N42 N14 N16 ไม่มีตัวไหนเกินแสนห้าได้โดยไม่ต้องทำอะไร  เทียบกับดีเซลM47 ที่วิ่งไปสามแสนโลมีแค่โอริงกับซีลไม่กี่ชิ้นและท่อต่อจากเทอร์โบไปออนเตอร์แค่นั้น

ที่ผมจะกังวลก็คงเป็นพวก TwinTurbo ที่ต้องหมั่นดูและเป็นพิเศษ น้ำมันเครื่องต้องใหม่อยู่เสมอ แย่าให้มันกัดซีลผ่านแกนมาข้างไดข้างนึงจนเกิดอาการเสียสมดุลเพราะตรงนี้แหละที่หาช่างเฉพาะทางเท่านั้น หรือยกเปลี่ยนทั้งลูก

นอกนั้นก็ยังดูดีมีซ่อมประปรายกันตามศูนย์ ไม่น่าหนักใจ ซ่อมจบก็มีขายทิ้งก็พอเจอ



chaithawat

เบนซินจุกจิกกว่าเยอะครับ ท่อทางโอริงประเก็นจุดรั่วเยอะกว่ามากแค่ท่อน้ำก็ล่อไปเป็นสิบเส้นแล้ว ยังมีท่อน้ำมัน ท่ออากาศหายใจอีก ไล่เปลี่ยนก็ไม่ได้เพราะมันจะทะยอยรั่วหรือรั่วซ้ำตามมาแม้ในจุดที่เราเคยเปลี่ยนไปก่อนหน้าแล้ว ต้องเปลี่ยนยกชุดสถานเดียวไม่งั้นจุกจิกแน่นอน
พวกคอยด์จุดระเบิดหัวเทียนไม่เท่าไรนะผมว่าตัวละพันกว่าบาทเปลี่ยนทีใช้ยาวจนลืม ห่วงแต่ระบบของเหลวนี่หละจุดรั่วเยอะเหลือเกิน   
ดีเซลปัญหาน้อยกว่าแต่ถ้าซ่อมขึ้นมาหน้ามืดกว่าเบนซินอยู่เหมือนกันเช่น ของน้องผมโบแลค หัวฉีดพังโดนไปแสนกว่า
ถ้าขับค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะครับเห็นในคลับเจ็งเพราะซนหรือเท้าหนักมากกว่าเช่น ออกตัวล้อฟรีแบบนี้เกียร์ไปก่อนแน่นอน เกียร์ zf รุ่นใหม่นี่ไม่ทนแรงบิดสูงๆเหมือน gm รุ่นก่อนๆนะครับ



madboy

ถ้าดวงแตกกับปั๊มคอมม่อนเรลก็น่าจะซื้อคอล์ยจุดระเบิดได้หลายสิบตัว

หัวฉีดต้นนึงถ้าเบิกศูนย์ก็ซื้อหัวเทียนได้หลายสิบหัวเช่นกันครับ  :'(

รถเบนซินฉีดตรงสมัยนี้ก็ใช้ปั้มคอมมอนเรล(แต่แรงดันต่ำกว่าดีเซล)และหัวฉีดเหมือนรถดีเซลนะครับ ส่วนนี้มันมีเหมือนกันผมเลยไม่เอามาคิด

เอ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่า ตัว 320i เป็นฉีดตรงแล้วหรือไม่ และหัวฉีดสำหรับเบนซินฉีดตรง เป็นเปียโซ่แบบดีเซลยุคนี้หรือปล่าว

แต่โดยทั่วๆไปที่ลองสังเกตดีเซลเดี๋ยวนี้มันดูแลไม่ถูกเลยครับ  :'(



Slipknot`

ดีเซลจุกจิกน้อยกว่าแต่พังทีรู้เรื่อง



jaesz

ดีเซลจุกจิกน้อยกว่าแต่พังทีรู้เรื่อง

ตอบได้กระชับดีมากเลยครับ ชัดเจนจริงๆ



TBJTBT

ขอบคุณทุกๆความเห็นเลยครับ
เป็นประโยชน์กับการตัดสินใจได้มากเลย

ไล่อ่านกระทู้ไปเรื่อยๆ เพิ่งทราบว่ามี 320d iconic
ราคานี้ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจสำหรับเครื่องดีเซลขึ้นไปอีก  :)



Tung

โดยส่วนตัว ผมมองว่า 320i ตัวดีเซล กับ เบนซิน ไม่ได้มีอะไรได้เปรียบเสียเปรียบกันพิเศษในจุดที่เสี่ยงจะพังครับ
เทอร์โบมีเหมือนกัน  หัวฉีดตรงแรงดันสูงเหมือนกัน  เบนซินอาจจะแรงดันต่ำกว่านิด  แต่เทอร์โบเบนซินเจอ EGT สูงกว่า
ถึงความซวย  ก็พร้อมจะเจอได้คนละแบบอย่าง

ไล่ไปเรื่อย อาจจะพบสัจจะธรรมแบบผมครับ  เลือกแบบที่ชอบดีกว่า

โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบลักษณะแรงบิดของเครื่องดีเซล ที่มาเร็ว มาสั้น เวลาเหยียบแล้วรู้สึกหมดเร็ว
และเบนซินเทอร์โบของ 320i รอบแรงบิดก็มาเร็วมากๆครับ  แรงบิดสูงสุดอาจจะไม่เท่า  แค่ยืนระยะได้ยาวกว่า
ปล. 320i เป็นฉีดตรงเทอร์โบ ตั้งแต่ก่อน LCI แล้วครับ