« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 22, 2026, 23:21:40 »
เพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ ผมขอสรุปแนวคิดหลักที่อยากชวนคิดไว้สั้น ๆ ก่อนนะครับ
ประเทศไทยมีแผนส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์
โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตรวมประมาณ 40 GWh ภายในปี 2573
ในกระบวนการผลิตแบตเตอรี่
จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลายชนิด ซึ่งรวมเรียกว่า CO₂e (Carbon dioxide equivalent)
เช่น
CO₂, CH₄, N₂O
รวมถึงก๊าซอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น
PFCs และ SF₆
ซึ่งบางชนิดมีศักยภาพกักเก็บความร้อนสูงกว่า CO₂ หลายพันเท่า
หากใช้ค่ากลางของอุตสาหกรรมโลก
การผลิตแบตเตอรี่จะปล่อยประมาณ
7090 kg CO₂e ต่อ 1 kWh ของแบตเตอรี่
เมื่อเทียบกับแผนกำลังการผลิตของไทย
ตัวเลข CO₂e รวมจะอยู่ในระดับ
ประมาณ 1011 ล้านตัน CO₂e (โดยประมาณ)
เพื่อให้เห็นภาพ
ต้นไม้ขนาดโตเต็มที่ 1 ต้น
ดูดซับ CO₂ ได้ประมาณ 2025 kg ต่อปี
ดังนั้น CO₂e ในระดับนี้
จะเทียบได้กับ
ต้นไม้ระดับหลายร้อยล้านต้นที่ต้องเติบโตอยู่พร้อมกัน
เพื่อช่วยดูดซับ CO₂ ในระดับใกล้เคียงกัน
แม้ในอนาคต ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยจะค่อย ๆ สะอาดขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ การลดการปล่อยมลพิษจากโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Mix) ของไทยทำได้ช้ามาก หากเราลดได้เพียงปีละไม่ถึง 1% หรือแทบไม่ขยับเลยในทศวรรษหน้า ตัวเลขภาระมลพิษสะสมก็ยังคงอยู่ในระดับที่ "ต้นไม้หลายร้อยล้านต้น" ก็ยังเอาไม่อยู่เช่นเดิม
สิ่งที่ผมอยากชวนคิด ไม่ใช่การบอกว่า
EV ดี หรือ ICE ดีกว่า
แต่คือ
การประเมินว่าอะไร สะอาดกว่า ควรมองทั้งวงจรชีวิต (Life Cycle)
ตั้งแต่
การผลิตวัตถุดิบ → การผลิตแบตเตอรี่ → การใช้งาน → การรีไซเคิล
ไม่ใช่มองเฉพาะช่วงที่รถกำลังวิ่งเท่านั้น
และในบริบทของประเทศไทย
ซึ่งระบบไฟฟ้ายังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่พอสมควร
เทคโนโลยีอย่าง
HEV หรือ PHEV
อาจมีบทบาทเป็น ช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้ในบางลักษณะการใช้งาน
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการชวนคิดในเชิงระบบ
ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคนครับ