ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อไหร่ถึงควรเลือกกล่อง Standalone (แทนกล่อง piggyback)  (อ่าน 2053 ครั้ง)

ออฟไลน์ Turin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,460
เรื่องของเรื่องคือ  ตอนนี้รถใส่ supercharge ไปแล้ว มีการถอด airflow และใช้ map sensor แทน .. กล่องที่ใช้ปัจจุบันคือ fcon ต่อเป็น piggyback อยู่ ... แต่ทุกวันนี้ยังคงมีปัญหาจุกจิกอยู่ คือ รอบเบาไม่นิ่งและยังมี error จากสัญญาณ O2 sensor รวมถึงมีกลิ่นน้ำมันจากไอเสียในรอบเบา (เข้าใจว่ารอบเบาหนา)

ในกรณีแบบนี้ ถ้าใช้ fcon เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนไวร์สายไฟเป็น standalone แทน (เข้าใจว่า fcon ตัวที่ใช้อยู่สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบ piggyback และ standalone) จะสามารถจัดการอะไรต่างๆได้ดีขึ้นไหมครับ รวมถึงสามารถคาดหวัง performance ที่สูงกว่าเดิมได้ด้วยหรือเปล่าครับ

ออฟไลน์ เต๋า AV

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,124
Re: เมื่อไหร่ถึงควรเลือกกล่อง Standalone (แทนกล่อง piggyback)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2019, 12:44:05 »
คนงบน้อยจะใช้ piggyback ถ้างบพอจัด standalone ดีกว่าเยอะ
standalone มันคุมได้ละเอียดกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กัน คนจูน คับ

ออฟไลน์ Turin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,460
Re: เมื่อไหร่ถึงควรเลือกกล่อง Standalone (แทนกล่อง piggyback)
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2019, 12:54:40 »
คนงบน้อยจะใช้ piggyback ถ้างบพอจัด standalone ดีกว่าเยอะ
standalone มันคุมได้ละเอียดกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กัน คนจูน คับ
ใช้ fcon (น่าจะ) 3.2 อยู่ครับ .. สามารถต่อเป็น piggyback ก็ได้ standalone ก็ได้

ตอนนี้อู่ทำเป็น piggyback ให้อยู่ แต่จากความรู้สึกตัวเองระบบรถมันไม่ค่อยครบ เช่น ถอด airflow ออก แล้วจูนตารางแปลงสัญญาณจาก map sensor ไปเข้ากล่องแทนสัญญาณ airflow เดิม, O2 sensor ก็ฟ้องว่าแคตเสีย , ถอด map sensor เดิมของรถออก (ระบบเดิมๆจะมี map sensor ไว้ช่วยชดเชยเวลาขับในที่สูง แต่ก็ถอดออกมานานแล้ว)

เลยคิดว่าถ้าระบบมันจะไม่ครบขนาดนี้ สู้เดินเป็น standalone ไปเลยจะดีกว่าไหมน่ะครับ

ออฟไลน์ เต๋า AV

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,124
Re: เมื่อไหร่ถึงควรเลือกกล่อง Standalone (แทนกล่อง piggyback)
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2019, 15:18:46 »
คนงบน้อยจะใช้ piggyback ถ้างบพอจัด standalone ดีกว่าเยอะ
standalone มันคุมได้ละเอียดกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กัน คนจูน คับ
ใช้ fcon (น่าจะ) 3.2 อยู่ครับ .. สามารถต่อเป็น piggyback ก็ได้ standalone ก็ได้

ตอนนี้อู่ทำเป็น piggyback ให้อยู่ แต่จากความรู้สึกตัวเองระบบรถมันไม่ค่อยครบ เช่น ถอด airflow ออก แล้วจูนตารางแปลงสัญญาณจาก map sensor ไปเข้ากล่องแทนสัญญาณ airflow เดิม, O2 sensor ก็ฟ้องว่าแคตเสีย , ถอด map sensor เดิมของรถออก (ระบบเดิมๆจะมี map sensor ไว้ช่วยชดเชยเวลาขับในที่สูง แต่ก็ถอดออกมานานแล้ว)

เลยคิดว่าถ้าระบบมันจะไม่ครบขนาดนี้ สู้เดินเป็น standalone ไปเลยจะดีกว่าไหมน่ะครับ

F-con V Pro 3.3, 3.2 ( กล่องทอง )
F-con V Pro 2.1 ( กล่องเงิน เบอร์หมื่น )
F-con V Pro 2.1 ( 98AA ) ( กล่องเงิน เบอร์พัน )

ระบบเดิมเป็น Air flow เปลี่ยนมาใส่ map sensor ค่าอากาศที่ ECU อ่านมันจะเพียนๆ
กล่อง piggyback จะต้องอ่านค่าจากกล่อง ECU ก่อนแล้ว คนจูนทำ ตารางชดเชย
ถ้าเป็น standalone มันรับค่าตรงจาก sensor

รายละเอียดปลีกย่อย ลองถามจูนเนอร์ ดูคับ


ออฟไลน์ Turin

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,460
Re: เมื่อไหร่ถึงควรเลือกกล่อง Standalone (แทนกล่อง piggyback)
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2019, 16:47:44 »
ระบบเดิมเป็น Air flow เปลี่ยนมาใส่ map sensor ค่าอากาศที่ ECU อ่านมันจะเพียนๆ
กล่อง piggyback จะต้องอ่านค่าจากกล่อง ECU ก่อนแล้ว คนจูนทำ ตารางชดเชย >>> ตรงนี้แหละครับเลยทำให้มีความคิดว่าทำเป็น standalone จะดีกว่าไหมครับ