ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าเน้นเรื่องประหยัดน้ำมันของ CH-R Hybrid - ท่านเห็นอย่างไรบ้างครับ  (อ่าน 8548 ครั้ง)

ออฟไลน์ Fong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,434
  • Make a Choice and Don't Look Back
    • อีเมล์
อยู่ดีดีก็นึกถึงเรื่องอัตรสิ้นเปลืองน้ำมันของ CH-R 1.8 Hybrid ขึ้นมา
ซึ่งเห็นว่าใช้เครื่องตัวเดียวกับ Prius ตัวเลขก็น่าจะไม่หนีกันมากนัก
จากการทดสอบของ HLM ได้อัตราสิ้นเปลืองดังนี้ (ผมขอเลือกรถในระดับราคา 1 ล้าน +/- นะครับ)

Toyota Prius 1.8H FF CVT 09-12     18.94km/l
Honda Civic 1.8EL                         16.67km/l
Honda Civic 1.5T                           16.72km/l
Toyota ALTIS 1.8V                         16.22km/l
Mazda3 Sedan 2.0S                       15.50km/l
Honda HR-V 1.8EL                         15.76km/l
MG GS 1.5T 2WD                          13.26km/l
Mazda CX-3 2.0SP                         14.88km/l
Mazda CX-3 1.5D                           17.65km/l

ที่อัตราสิ้นเปลือง 18.94km/l หากใช้งาน 100,000km จะใช้น้ำมันโดยประมาณ 5,280ลิตร หากคิดที่ลิตรละ 30 บาท (โซฮอล95) จะใช้เงินเติมน้ำมันประมาณ 158,000 บาท

ที่อัตราสิ้นเปลือง 1ุ5.00km/l หากใช้งาน 100,000km จะใช้น้ำมันโดยประมาณ 6,667ลิตร หากคิดที่ลิตรละ 30 บาท (โซฮอล95) จะใช้เงินเติมน้ำมันประมาณ 200,000 บาท ใช้เงินเต่ิมน้ำมันมากกว่าประมาณ 42,000 บาทในทุกๆ 100,000km

แต่หากเล่น CX-3 Diesel ก็ได้อัตราสิ้นเปลืองที่สูสี อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่หนีกันมากนัก
อาจจะมีลุ้นเรื่องปัญหาเครื่องยนต์ และความคับแคบที่แคบกว่า

ถ้าท่านใดจะซื้อรถช่วงราคานี้นี่คิดหนักแทนเลยครับ ถึงมันจะมีความดีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนแต่ก็ชวนให้เสียดายที่ไม่ได้เลือกรุ่นที่เทียบเคียงไม่ได้เลยครับ

 8) 8) 8) 8) 8) 8)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2018, 15:53:10 โดย Fong »
ชีวิตมันแสนสั้น ไม่มีเวลามานั่งเสียใจ

ออฟไลน์ gordonman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,070
คงต้องรอดูคันจริงที่ศูนย์อีกทีก่อนครับ ถึงจะค่อยตัดสินใจกับ CH-R 1.8 Hybrid
2010 Isuzu D-Max Platinum 2.5 (Sold)
2011 Kawasaki Ninja 650 (Sold)
2012 Ford Fiesta 1.6 Sport Ultimate (Sold)
2013 Suzuki Swift Eco GLX 1.25 (Sold)
2015 Honda Civic 1.8 (Sold)
2017 Toyota Fortuner 2.4
2019 Honda Jazz S MT
2020 Nissan Almera VL 1.0T

ออฟไลน์ off_033

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,096
    • อีเมล์
ถ้าคิดเรื่องประหยัด Hybrid ประหยัดวันนี้ เจ็บอีกทีวันทีวันขาย

แต่ถ้าคนซื้อเยอะอาจจะมาพลิกตลาดก็ได้  ประกันก็นานขึ้น เพิ่มความมั่นใจได้ระดับนึง


ออฟไลน์ Alcatraz

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,609
    • อีเมล์
คิดในภาพรวมสิครับ การทดสอบของเวปคือวิ่งทางไกลความเร็วคงที่ ชีวิตจริงคุณวิ่งแบบนี้รึป่าว รึไม่เคยเจอรถติด รอไฟแดงอะไรเลย ต้องคิดถึงตอนอยู่กับที่เฉยๆด้วย แต่ถ้าบ้านอยู่ต่างจังหวัดไม่เจอรถติดเลย ไฮบริดก็ไม่ได้เหมาะกับคุณ

ออฟไลน์ bbbasty

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 148
เคสนี้ถ้าท่านไม่สนใจ option ระหว่างตัว 1.8 ธรรมดา กับ 1.8 HV ผมมองว่าเอาตัว 1.8 ธรรมดา แล้วเก็บส่วนต่างไว้เป็นค่าน้ำมันครับ

ส่วนใหญ่เราจะได้ยินคำว่า "เก็บส่วนต่างไว้เติมน้ำมัน" กับรถที่มีราคาถูกกว่าแต่สมรรถนะก็มักต่ำกว่าไปด้วย เช่น M2 1.3 กับ 1.5 ดีเซล

แต่เคสของ C-HR นอกจาก Option แล้ว ผมมองว่า 1.8 ธรรมดาน่าสนใจกว่า จากประสบการณ์ที่เคยใช้ทั้ง Prius และ Camry HV ที่ให้ความประหยัดยามคุณที่ต้องควักเงินเติมน้ำมันจริง แต่อีกในอนาคตมันช่างน่าเจ็บปวดทั้งค่าบำรุงรักษา ราคาขายต่อ

ส่วนถ้าหวังเรื่องสมรรถนะแล้วยังไง 1.8 ธรรมดา ก็ดีกว่าแน่นอน จากประการณ์ที่ใช้ Prius และ Altis 1.8 ซึ่งอัตราเร่งของทั้ง 2 รุ่นจะพอๆกันถ้า Prius มีแบตเพียงพอ แต่ถ้าแบตถึงจุดต่ำสุดที่เครื่องยนต์ต้องแบ่งกำลังไปชารตไฟแล้วละก็ บอกเลยว่า Eco Car 1.2-1.3 ดีๆนี่เอง

ผมเคยขึ้นอ่างขางกับ Prius นั่ง 2 คน ซึ่งถ้าใครเคยไปจะรู้ว่ามันขึ้นต่อเนื่องจนไม่มีช่วงให้ระบบชารตไฟ พอถึงจุดโค้งหักศอกเหยียบคันเร่งมิดพื้นรถ รถไปได้แค่ 20 กม./ชม. ไม่รู้ว่าถ้านั่ง 4 จะเป็นอย่างไร

เคสนี้ผมว่า Toyota ฉลาดที่อัดออพชั่นไปรุ่น HV ไม่ได้ต่างกันแค่เครื่องยนต์ ไม่งั้นหลายคน (โดยเฉพาะคนที่เคยใช้ HV มา) อาจมาเอา 1.8 ธรรมดา

รถ HV ไม่ได้เหมาะกับทุกคน คุณอาจจะต้องลองศึกษาดูดีๆ ว่าลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยส่วนใหญ่เป็นอย่างไร
04' MB W203 C180 Kom
05' Land Rover Freelander 2.0 TD4
08' MB Vito 2.2 L4
09' MB W204 C200 Kom
10' Toyota Camry HV ACV40 2.4
12' MB W212 E250 CGI
13' Toyota Prius 1.8 Top Grade
16' Proton Preve Premium 1.6 CFE
17' Mazda 2 1.5 XD Sports High Plus L
17' MB C350e AMG Dynamic

ออฟไลน์ Fong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,434
  • Make a Choice and Don't Look Back
    • อีเมล์
ขอขอบคุณที่ความเห็นนะครับ ได้ข้อคิดเพิ่มขึ้นมากและกระจ่างเลยครับ

บอกตามตรงว่าคนเล่นรถอย่างเราก็มองรถไปเรื่อยๆ รถใหม่ๆออกมาก็อยากที่จะศึกษาข้อดีข้อด้อยจากพี่ๆที่มีประสบการณ์ในการใช้งานระบบต่างๆเหล่านั้น

ผมว่าถ้า Note e-Power (ประหยัดน้ำมัน ไม่ต้องชาร์ตไฟ เร่งขึ้นดีอีกต่างหาก)  เข้ามาอีกจะปวดหัวกว่านี้อีกแน่ครับ ถึงจะคนละเซ็กเมนต์กันก็เถอะครับ
ชีวิตมันแสนสั้น ไม่มีเวลามานั่งเสียใจ

ออฟไลน์ YenChar

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,170
พรีอุสที่บ้านผม ขับในเมือง รถติดๆได้ 19-20 โลลิตรนะครับ
รถบางคันขับนิ่งๆตัวเลขอาจจะดูดี แต่ขับในชีวิตจริงนี่หนังคนละม้วน

ถ้าถามว่าคุ้มมั้ยกับค่าตัวที่แพง และราคาขายต่อที่หล่นฮวบๆ
บอกเลยว่าไม่คุ้ม
แต่ๆๆ รถบางค่ายขนาดเครื่องธรรมดายังมีปัญหา นี่ผมใช้มา 6-7 ปีแล้วยังไม่งอแงเลย

ณ ตอนนั้น ซื้ออัลติสดีกว่ามั้ย ย้อนเวลาได้ จะซื้ออัลติสหรือพรีอุสดี?
ตอบเลยว่าไม่เสียใจ

ถ้าวันนี้ถามใหม่ CX3 หรือ HRV ดีกว่า CHR มั้ย คุ้มค่าเงินกว่ามั้ย
เราชอบอะไรก็เอาอันนั้นครับ สวยโดนใจ ราคารับได้ ไม่เดือดร้อน ก็จัดไป

ออฟไลน์ Newhang

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,756
ใช้จริงมันแตกต่างกัน บางคันเทสประหยัด ใช้จริงโคตรกิน
บางคันเทสธรรมดามาก พอมาในเมืองประหยัดเวอร์

ออฟไลน์ eaton fuller

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 876
เคสนี้ถ้าท่านไม่สนใจ option ระหว่างตัว 1.8 ธรรมดา กับ 1.8 HV ผมมองว่าเอาตัว 1.8 ธรรมดา แล้วเก็บส่วนต่างไว้เป็นค่าน้ำมันครับ

ส่วนใหญ่เราจะได้ยินคำว่า "เก็บส่วนต่างไว้เติมน้ำมัน" กับรถที่มีราคาถูกกว่าแต่สมรรถนะก็มักต่ำกว่าไปด้วย เช่น M2 1.3 กับ 1.5 ดีเซล

แต่เคสของ C-HR นอกจาก Option แล้ว ผมมองว่า 1.8 ธรรมดาน่าสนใจกว่า จากประสบการณ์ที่เคยใช้ทั้ง Prius และ Camry HV ที่ให้ความประหยัดยามคุณที่ต้องควักเงินเติมน้ำมันจริง แต่อีกในอนาคตมันช่างน่าเจ็บปวดทั้งค่าบำรุงรักษา ราคาขายต่อ

ส่วนถ้าหวังเรื่องสมรรถนะแล้วยังไง 1.8 ธรรมดา ก็ดีกว่าแน่นอน จากประการณ์ที่ใช้ Prius และ Altis 1.8 ซึ่งอัตราเร่งของทั้ง 2 รุ่นจะพอๆกันถ้า Prius มีแบตเพียงพอ แต่ถ้าแบตถึงจุดต่ำสุดที่เครื่องยนต์ต้องแบ่งกำลังไปชารตไฟแล้วละก็ บอกเลยว่า Eco Car 1.2-1.3 ดีๆนี่เอง

ผมเคยขึ้นอ่างขางกับ Prius นั่ง 2 คน ซึ่งถ้าใครเคยไปจะรู้ว่ามันขึ้นต่อเนื่องจนไม่มีช่วงให้ระบบชารตไฟ พอถึงจุดโค้งหักศอกเหยียบคันเร่งมิดพื้นรถ รถไปได้แค่ 20 กม./ชม. ไม่รู้ว่าถ้านั่ง 4 จะเป็นอย่างไร

เคสนี้ผมว่า Toyota ฉลาดที่อัดออพชั่นไปรุ่น HV ไม่ได้ต่างกันแค่เครื่องยนต์ ไม่งั้นหลายคน (โดยเฉพาะคนที่เคยใช้ HV มา) อาจมาเอา 1.8 ธรรมดา

รถ HV ไม่ได้เหมาะกับทุกคน คุณอาจจะต้องลองศึกษาดูดีๆ ว่าลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยส่วนใหญ่เป็นอย่างไร

ขอบคุณครับ  เพิ่งทราบตอนชาร์ทแบต กินกำลังเครื่องยนต์ขนาดนั้นเลย

สำหรับผม ลาก่อนไฮบริจ (ลาตั้งแต่ยังไม่ได้ลอง) 

ตอนนี้CHR คงมองแค่ 1.8 มันจะอืดไปไหมนี่ สำหรับรถหุ่นร้อนแรงอย่างนี้

ออฟไลน์ Symphonic

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,701
ณ วันนี้

ถ้าคิดเรื่องประหยัดเม็ดเงิน ให้ลืม hybrid ไปเลยครับ
แต่ถ้าคิดเรื่องประหยัดจำสวนลิตรน้ำมัน เก็บไว้ให้คนรุ่นหลังใช้
ค่อยพิจารณา hybrid

ออฟไลน์ lay

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,184
เคสนี้ถ้าท่านไม่สนใจ option ระหว่างตัว 1.8 ธรรมดา กับ 1.8 HV ผมมองว่าเอาตัว 1.8 ธรรมดา แล้วเก็บส่วนต่างไว้เป็นค่าน้ำมันครับ

ส่วนใหญ่เราจะได้ยินคำว่า "เก็บส่วนต่างไว้เติมน้ำมัน" กับรถที่มีราคาถูกกว่าแต่สมรรถนะก็มักต่ำกว่าไปด้วย เช่น M2 1.3 กับ 1.5 ดีเซล

แต่เคสของ C-HR นอกจาก Option แล้ว ผมมองว่า 1.8 ธรรมดาน่าสนใจกว่า จากประสบการณ์ที่เคยใช้ทั้ง Prius และ Camry HV ที่ให้ความประหยัดยามคุณที่ต้องควักเงินเติมน้ำมันจริง แต่อีกในอนาคตมันช่างน่าเจ็บปวดทั้งค่าบำรุงรักษา ราคาขายต่อ

ส่วนถ้าหวังเรื่องสมรรถนะแล้วยังไง 1.8 ธรรมดา ก็ดีกว่าแน่นอน จากประการณ์ที่ใช้ Prius และ Altis 1.8 ซึ่งอัตราเร่งของทั้ง 2 รุ่นจะพอๆกันถ้า Prius มีแบตเพียงพอ แต่ถ้าแบตถึงจุดต่ำสุดที่เครื่องยนต์ต้องแบ่งกำลังไปชารตไฟแล้วละก็ บอกเลยว่า Eco Car 1.2-1.3 ดีๆนี่เอง

ผมเคยขึ้นอ่างขางกับ Prius นั่ง 2 คน ซึ่งถ้าใครเคยไปจะรู้ว่ามันขึ้นต่อเนื่องจนไม่มีช่วงให้ระบบชารตไฟ พอถึงจุดโค้งหักศอกเหยียบคันเร่งมิดพื้นรถ รถไปได้แค่ 20 กม./ชม. ไม่รู้ว่าถ้านั่ง 4 จะเป็นอย่างไร

เคสนี้ผมว่า Toyota ฉลาดที่อัดออพชั่นไปรุ่น HV ไม่ได้ต่างกันแค่เครื่องยนต์ ไม่งั้นหลายคน (โดยเฉพาะคนที่เคยใช้ HV มา) อาจมาเอา 1.8 ธรรมดา

รถ HV ไม่ได้เหมาะกับทุกคน คุณอาจจะต้องลองศึกษาดูดีๆ ว่าลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยส่วนใหญ่เป็นอย่างไร

ขอบคุณมากเลยครับ  ขับขึ้นอ่างขางแล้วหมดแรง  แบบนี้น่ากลัวมากเลย ..ผมก้มองรถไฮบริดอยู่  แต่รู้แบบนี้คงลาขาด....

ออฟไลน์ NoName__???

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,789
เคสนี้ถ้าท่านไม่สนใจ option ระหว่างตัว 1.8 ธรรมดา กับ 1.8 HV ผมมองว่าเอาตัว 1.8 ธรรมดา แล้วเก็บส่วนต่างไว้เป็นค่าน้ำมันครับ

ส่วนใหญ่เราจะได้ยินคำว่า "เก็บส่วนต่างไว้เติมน้ำมัน" กับรถที่มีราคาถูกกว่าแต่สมรรถนะก็มักต่ำกว่าไปด้วย เช่น M2 1.3 กับ 1.5 ดีเซล

แต่เคสของ C-HR นอกจาก Option แล้ว ผมมองว่า 1.8 ธรรมดาน่าสนใจกว่า จากประสบการณ์ที่เคยใช้ทั้ง Prius และ Camry HV ที่ให้ความประหยัดยามคุณที่ต้องควักเงินเติมน้ำมันจริง แต่อีกในอนาคตมันช่างน่าเจ็บปวดทั้งค่าบำรุงรักษา ราคาขายต่อ

ส่วนถ้าหวังเรื่องสมรรถนะแล้วยังไง 1.8 ธรรมดา ก็ดีกว่าแน่นอน จากประการณ์ที่ใช้ Prius และ Altis 1.8 ซึ่งอัตราเร่งของทั้ง 2 รุ่นจะพอๆกันถ้า Prius มีแบตเพียงพอ แต่ถ้าแบตถึงจุดต่ำสุดที่เครื่องยนต์ต้องแบ่งกำลังไปชารตไฟแล้วละก็ บอกเลยว่า Eco Car 1.2-1.3 ดีๆนี่เอง

ผมเคยขึ้นอ่างขางกับ Prius นั่ง 2 คน ซึ่งถ้าใครเคยไปจะรู้ว่ามันขึ้นต่อเนื่องจนไม่มีช่วงให้ระบบชารตไฟ พอถึงจุดโค้งหักศอกเหยียบคันเร่งมิดพื้นรถ รถไปได้แค่ 20 กม./ชม. ไม่รู้ว่าถ้านั่ง 4 จะเป็นอย่างไร

เคสนี้ผมว่า Toyota ฉลาดที่อัดออพชั่นไปรุ่น HV ไม่ได้ต่างกันแค่เครื่องยนต์ ไม่งั้นหลายคน (โดยเฉพาะคนที่เคยใช้ HV มา) อาจมาเอา 1.8 ธรรมดา

รถ HV ไม่ได้เหมาะกับทุกคน คุณอาจจะต้องลองศึกษาดูดีๆ ว่าลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยส่วนใหญ่เป็นอย่างไร

ขอบคุณมากเลยครับ  ขับขึ้นอ่างขางแล้วหมดแรง  แบบนี้น่ากลัวมากเลย ..ผมก้มองรถไฮบริดอยู่  แต่รู้แบบนี้คงลาขาด....

แอบน่ากลัว ทำไมมันไม่ปรับกลับมาใช้เครืื่องสันดาปตอนแบตหมด แปลกจัง

ออฟไลน์ bbbasty

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 148
พอดีเห็นหลายท่านสนใจรถ HV จริงๆ เลยอยากจะมาแบ่งปันข้อมูลเพิ่มเติม...

เดี๋ยวบางคนจะเข้าใจผิดว่า เอ๊ะทำไมผมใช้ Camry HV ไม่เห็นมีปัญหา ต้องอธิบายอย่างนี้ครับ...

เครื่องยนต์ตระกูล Toyota Hybrid มันเป็นเครื่องยนต์ Atkinson Cycle ซึ่งต่างกับเครื่องยนต์ทั่วไปที่มักเป็น Otto Cycle (รายละเอียดความแตกต่างลองหาอ่านดูนะครับ) ซึ่งสรุปง่ายๆคือ แบบ Atkinson เวลาเราใช้ความเร็วเดินทางปกติ เช่น ตาม Highway มันจะให้ความประหยัดกว่าแบบ Otto บางคนมักเข้าใจว่าซื้อรถ HV แต่ไม่ได้ใช้ในเมือง ความประหยัดก็ไม่ได้ต่างกับเครื่องยนต์สันดาปธรรมดา ผมยืนยันว่าต่างครับ นอกจากระบบ HSD (Hybrid Synergy Drive) มันจะคอยชาร์ต-ปล่อยประจุเข้ามอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนรถ ทำให้รถใช้กำลังน้อยลง ประหยัดน้ำมันขึ้นแล้ว ไอเจ้าเครื่องยนต์แบบ Atkinson เนี่ยแหละที่คุณสมบัติเดิมๆของมันก็กินน้ำมันน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบ Otto อยู่แล้วครับ

แต่ข้อเสียของมันคือ มันได้แรงม้าน้อยกว่าเครื่องยนต์ Otto ครับ กรณีของ Prius หรือ C-HR เครื่อง 1800 แต่ให้ม้าได้เพียง 90 ปลายๆ (เทียบกับ Altis 1.8 ได้ประมาณ 140) หรือกรณีของ Camry เครื่องยนต์ 2500 ให้ม้าได้ประมาณ 160 กว่าตัว (เทียบกับ Camry 2.5 ปกติ ได้ประมาณ  180) และนี่แหละครับคือคำตอบว่าทำไม Camry ถึงไม่มีปัญหา หรือปัญหาน้อยกว่า เวลาใช้ตามเขาตามดอย เพราะเครื่องยนค์แบบ Atkinson 2500 ซีซี ของ Camry มันก็ให้ม้าเทียบเท่ากับ Camry 2000 ซีซี เดิมๆ เวลา Camry HV แบตหมด คุณอาจรู้สึกว่ามันอืดลงแหละ แต่มันก็ยังมีกำลังเพียงพอสำหรับใช้งานได้

แต่กรณีของ Prius หรือ C-HR ถ้าเอากำลังเครื่องยนต์เพียวๆมีแค่ 90 ม้าปลายๆ ถ้ากรณีแบตหมด ไม่สามารถพึ่งพากำลังจากแบตเตอรี่มาช่วยได้ ก็ลองนึกภาพว่า ม้าประมาณ 90 ปลายๆตัว (ยังไม่หักที่ระบบต้องแบ่งกำลังมาชาร์ตไฟเข้าแบตเตอรี่) ต้องแบกน้ำหนักรถประมาณ 1.3-1.4 ตันของ Prius (ของ C-HR อาจเบากว่ากันหน่อย) ผมถึงบอกว่า มันคือ Eco-Car 1.2-1.3 (หรืออาจจะอืดกว่า Eco-car ด้วยซ้ำ) ที่ต้องวิ่งขึ้นดอยนั่นแหละครับ แต่กรณีระบบ HSD ของ C-HR ตัวนี้ จะไม่เหมือนกับ Prius ตัวเดิมที่บ้านเราซะทีเดียว คือมันเป็นตัวใหม่เหมือน Prius Gen ล่าสุดที่ไม่เข้าไทย ซึ่งเขาพัฒนาให้ระบบมีน้ำหนักน้อยลง การชาร์ตไฟเข้าระบบรวดเร็วขึ้น ปัญหาอาจจะน้อยลงกว่าเดิมนิดหน่อย ซึ่งผมยังไม่กล้าฟันธง แต่โดยสรุปผมมองว่า Prius หรือ C-HR ใช้เครื่องยนต์ Atkinson ขนาดเล็กไป ถ้าใช้ 2.0 (เหมือนที่ Camry ใช้ 2.5) ปัญหาจะน้อยลงครับ

และไม่ใช่แค่ขึ้่นเขาขึ้นดอยที่มีปัญหา เวลาลงเขาก็มีปัญหา เพราะระบบที่จะช่วยมันมีแค่อย่างเดียวคือ Engine Break (มันคือเกียร์ B ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เกียร์ มันใช้กลไกของ Engine Break) เวลาลงเขายาวๆระบบจะปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่ ทีนี้คุณจะเห็นว่าแบตมันจะค่อยๆชาร์จไฟเข้าจนเต็ม พอเต็มนั่นแหละครับเกิดปัญหาทันที พอแบตเต็ม Engine Break มันก็จะไม่ทำงาน เพราะแบตเตอรี่ไฟมันเต็มแล้ว ทีนี้คุณก็ต้องอาศัยการย่ำเบรค คลายเบรคช่วยเอาล่ะครับ

ถามว่า กรณีขึ้นเขามันพอมีวิธีแก้ไหมสำหรับท่านที่อยากได้ไว้ใช้จริงๆ แล้วอาจจะออกทริปบ้าง พอมีครับ คือเวลาเริ่มไต่ระดับความชัน ถ้าความชันยังไม่มากอย่าพยายามเหยียบคันเร่งจนมิดครับ ให้เหยียบซักครึ่งหรือ 3/4 ให้แรงบิดของมอเตอร์มันพารถขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามีจังหวะทางราบก็พยายามผ่อนคันเร่งให้ระบบมันชาร์จไฟบ้าง แบตเตอรี่มันก็จะพอมีไฟไว้ใช้ยามถึงจุดที่ชัดสุดๆจริงๆครับ จำไว้ว่าถ้าเราเหยียบคันเร่งมิด ระบบมันจะเข้าใจว่าเราต้องการกำลังของระบบแบบเต็มที่ มันก็จะปล่อยไฟจากแบตเตอรี่มาเต็มที่ครับ

ซึ่งในรถ HV ของ Toyota มันจะมี Mode การขับขี่ให้เลืิอกคือ EV Eco Normal และ Power ซึ่งไอเจ้าโหมดพวกนี้ จริงๆมันช่วยควบคุมความไวของคันเร่งแค่นั้น (เหมือนเราไปติดกล่องคันเร่งไฟฟ้า) หลายคนจะเข้าใจผิดว่า เวลาขึ้นเขาขึ้นดอย ให้กด Power เลย ซึ่งผมมองว่าไม่จำเป็น ลองนึกภาพว่ายิ่งคุณกด Power คันเร่งมันยิ่งไว กดซักครึ่งกำลังมันก็มาเต็ม มันกลายเป็นว่า ทำให้ไฟในแบตมันหมดไวขึ้นเข้าไปอีก สำหรับผมแนะนำว่า Normal ปกติน่ะดีแล้วครับ เราสามารถควบคุมหรือเลี้ยงคันเร่งได้ดีกว่า ซึ่งเอาจริงๆผมใช้ Eco ด้วยซ้ำ

แบ่งปันข้อมูลมาทั้งหมด สรุปสุดท้ายเลย ถ้าใช้รถในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ออกต่างจังหวัดขึ้นเขาขึ้นดอยบ้างปีละ 3-4 ครั้ง อยากได้ออพชั่นเยอะๆ ก็เลือก HV ได้ครับ เวลาออกทริปลองทำตามที่ผมบอก แต่ถ้าซื้อมาไว้ใช้ตามภาคเหนือ หรือบริเวณที่เป็นเขาเป็นดอย และต้องใช้รถบริเวณนั้นเป็นประจำ อันนี้ผมแนะนำไปตัว 1.8 ธรรมดาครับ เพราะนอกจากปัญหาที่ผมว่ามาแล้ว มันยังทำให้แบตเตอรี่ HV เสื่อมไวด้วยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2018, 09:27:25 โดย bbbasty »
04' MB W203 C180 Kom
05' Land Rover Freelander 2.0 TD4
08' MB Vito 2.2 L4
09' MB W204 C200 Kom
10' Toyota Camry HV ACV40 2.4
12' MB W212 E250 CGI
13' Toyota Prius 1.8 Top Grade
16' Proton Preve Premium 1.6 CFE
17' Mazda 2 1.5 XD Sports High Plus L
17' MB C350e AMG Dynamic

ออฟไลน์ NINENOI

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,684
  • Nine & Knight
เครื่อง 1800 เท่ากันนี่นา ผมเข้าใจว่าถ้าระบบไฮบริดมีัญหาหรือไม่ได้ใช้งานกำลังก็เท่ากับเครื่องสันดาปธรรมดารึเหล่าครับ แล้วถ้าระะไฮบริดมีปัญหาเยอะๆเราถอดออกได้มั๊ย ถ้าได้ผมว่าไฮบริดน่าสนใจกว่านะเพิ่มตังแค่ 30,000 ได้ของมาอีกตั้งหลายอย่าง
ถ้าเราซื้อของที่ไม่จำเป็น สุดท้ายเราต้องขายของที่จำเป็น

ออฟไลน์ bbbasty

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 148
เครื่อง 1800 เท่ากันนี่นา ผมเข้าใจว่าถ้าระบบไฮบริดมีัญหาหรือไม่ได้ใช้งานกำลังก็เท่ากับเครื่องสันดาปธรรมดารึเหล่าครับ แล้วถ้าระะไฮบริดมีปัญหาเยอะๆเราถอดออกได้มั๊ย ถ้าได้ผมว่าไฮบริดน่าสนใจกว่านะเพิ่มตังแค่ 30,000 ได้ของมาอีกตั้งหลายอย่าง

ไม่ใช่ครับ เครื่อง 1.8 Otto รหัส 2ZR-FBE กำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 175 Nm ส่วน เครื่อง 1.8 Atkinson รหัส 2ZR-FXE กำลังสูงสุด 98 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 142 Nm ดังนั้นเมื่อไม่ม่ีกำลังจากระบบ HSD ช่วย ก็จะต้องอาศัยกำลังจากเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวซึ่งจะได้สูงสุดแค่ 98 แรงม้า (น้อยกว่าเครื่อง 1.5 Otto ปกติ)

และระบบ Hybrid ไม่สามารถถอดได้ครับ เพราะรถขับเคลื่อนไปได้โดยอาศัยมอเตอร์ไฟฟ้าครับ ตัวเครื่องยนต์มีหน้าที่ปั่นไฟเข้ามอเตอร์ไฟฟ้าครับ พูดง่ายๆคือรถจะเดินหน้าถอยหลังได้ เกิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าหมุนครับ ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไฟฟ้ามันจะเอากำลังมาจาก 2 แหล่ง คือเครื่องยนต์ และแบตเตอรี่ HV ถ้าคลานๆในเมืองมีแบตเหลือ เครื่องยนต์ก็จะดับ อาศัยกำลังจากแบตอย่างเดียว ถ้าขับปกติระบบก็จะบาลานซ์การใช้พลังงานจากทั้งสองแหล่งพลังงาน ส่วนถ้าต้องการกำลังเต็มที่แบตเตอรี่ก็จะจ่ายไฟเต็มกำลังควบคู่กับกำลังของเครื่องยนต์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลกำลังจะส่งมาที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้หมุนล้อรถครับ 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2018, 10:06:27 โดย bbbasty »
04' MB W203 C180 Kom
05' Land Rover Freelander 2.0 TD4
08' MB Vito 2.2 L4
09' MB W204 C200 Kom
10' Toyota Camry HV ACV40 2.4
12' MB W212 E250 CGI
13' Toyota Prius 1.8 Top Grade
16' Proton Preve Premium 1.6 CFE
17' Mazda 2 1.5 XD Sports High Plus L
17' MB C350e AMG Dynamic

ออฟไลน์ gordonman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,070
ได้ความรู้เพิ่มเกี่ยวกับรถไฮบริดอีกเยอะเลย กระทู้นี้  :)
2010 Isuzu D-Max Platinum 2.5 (Sold)
2011 Kawasaki Ninja 650 (Sold)
2012 Ford Fiesta 1.6 Sport Ultimate (Sold)
2013 Suzuki Swift Eco GLX 1.25 (Sold)
2015 Honda Civic 1.8 (Sold)
2017 Toyota Fortuner 2.4
2019 Honda Jazz S MT
2020 Nissan Almera VL 1.0T

ออฟไลน์ Auto Messe

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 373
ผมเพิ่งเอา camry hv ไปอ่างขางเมื่อปีใหม่ ขึ้นไปยังไม่ถึงจุดสูงสุดเลยมีกลิ่นไหม้ออกมาต้องจอดพัก ขาลงก็มีกลิ่นไหม้ต้องจอดเหมือนกัน สุดท้ายกลับถึงกทม.แบตพัง ไฟขึ้นเตือนให้เข้าศูนย์เปลี่ยนแบต แต่ตอนไฟขึ้นรถวิ่งได้ปกติแค่ระบบไฮบริดไม่ทำงานแค่นั้น แถมพอเข้าศูนย์ต้องรอเบิกอะไหล่ ศูนย์เอาเครื่องเสียบดับไฟเตือนให้วิ่งไฮบริดได้ปกติเหมือนเดิมไปก่อนได้อีก งงกะมันจริงๆ

จากปสก.เอารถขึ้นเหนือหลายรอบ บอกได้เลยว่ารถไฮบริดไม่เหมาะกับการใช้ขึ้นลงทางเขายาวๆนานๆครับ ระบบมันจะพังเร็วมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 15, 2018, 17:12:28 โดย Auto Messe »

ออฟไลน์ ChiLun

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,383
  • F10 525d M sport
ความเห็นเรื่องhybridจากผู้ใช้จริงกระทู้นี้ ควรค่าแก่การเก็บไว้ให้คนสงสัยอ่านเป็นอย่างยิ่ง

อธิบายได้ชัดเจน เข้าใจ เห็นภาพ

ส่วนตัวแทบไม่เคยไปขึ้นเขาขึ้นดอยที่ไหนเลยสนใจ(รถพี่จะซื้อ)รุ่นhybridมากกว่าครับ

ออฟไลน์ punn

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,368
  • may the force lead your way ...
สารภาพตามตรง มีเอนเอียงไป Hybrid จริงๆครับ กับข้อเสนอพี่โต  :-[ :-[ :-[

ขอบคุณทุกท่านที่มาให้ความรู้ครัช
ทำให้รู้ว่าคนที่ชอบขับไปทั่วประเทศขึ้นเขาลงห้วยแบบผม
เหมาะกับเครื่องปกติมากกว่า  :)
เป็นคนโลกปกติธรรมดา :)
ไม่โลกสวย และไม่โลกมืด อยู่กับความเป็นจริงและพลังงานบวก ..

ปราชญ์สอนสิ่งไหน คนก็จะจำสิ่งนั้น
ประสบการณ์เจอแบบไหน คนก็จะคิดทางนั้น
ต่างคนต่างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งเดียวกัน ก็จะออกมาแตกต่างกันไปครับ

ออฟไลน์ Fong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,434
  • Make a Choice and Don't Look Back
    • อีเมล์
ขอขอบคุณ ท่านสมาชิกสำหรับประสบการณ์ที่นำมาแบ่งปันด้วยกันครับ

เป็นสิ่งล้ำค่าและเป็นเกียรติสำหรับกระทู้นี้จริงๆครับ  :) :) :)
ชีวิตมันแสนสั้น ไม่มีเวลามานั่งเสียใจ

ออฟไลน์ pattra

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 71
    • อีเมล์
ได้ความรู้เรื่องHybrid กับการขึ้นเขา เยอะเลยค่ะ