ผู้เขียน หัวข้อ: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993  (อ่าน 4644 ครั้ง)

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
สวัสดีครับ ผมเขียนรีวิวนี้ขึ้นเพราะอยากจะเก็บความทรงจำเรื่องราวดีกับ รถคันนี้ครับ และแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆซึ่งใครมีรถเก่าอนุรักษ์ไว้ดี บางรุ่นบางยี่ห้อ ราคาก็ขึ้นครับบางทีรถเก่าปีเก่า ความสะดวกสบายยังคงสัมผัสได้และ เอกลักษณ์ยังคงอยู่ตลอดไปครับ
อย่างที่บอกครับเป็นรีวิวรถคันที่ผมใช้งานอยู่ประจำวัน เริ่มเลย ผมใช้รถคันนี้เข้าปีที่สามแล้วครับ ไม่ได้ซื้อมามือสองแต่อย่างใด แต่คุณพ่อให้มาดูแลต่อ หลังเรียนจบครับใจก็อยากได้รถใหม่แต่ราคาช่างแสนแพงเหลือเกินและยังไม่จำเป็นกับผมมาก กับอีกอย่างไม่ได้ขับไปไหนไกล บางทีขับต่างจังหวัดบ้าง ก็ยืมรถที่บ้านไปใช้ อีกส่วนหนึ่งผมชอบในตัวของรถคันนี้ครับ อาจจะเป็นความชอบส่วนตัวด้วยครับ เห็นมาตั้งแต่เกิด ตอนนนี้วันรุ่นละผมมองยังไงก็ไม่เบื่อ
กลับมาต่อกับรถคันนี้ผมเห็นมาตั้งแต่เกิดครับและ นั่งมาตั้งแต่เกิดที่จำความได้ ไม่ว่าไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือไปกับครอบครัว ก็ใช่คันนี้เรื่อยมา และมันยังคงวิ่งอยู่ ยันผมเรียนจบครับ คันนี้อายุแล้วครับ มันมากกว่าผมซะอีกเรียกพี่ได้เลยนะเนี่ย รถคันนี้เข้าศูนย์ตลอดครับ จนศูนย์ไม่รับซ่อมแล้ว หากถึงอย่างไรที่ตามแต่รถคันนี้ ก็ยังมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในตัวไม่มากก็น้อยเลยที่เดียวถึงแม้จะเก่าแบบคุณปู่แต่วิ่งได้นะ 
บอกก่อนเลยครับ รถคันนี้ไม่ใช่รถคันแรกที่ผมเป็นเจ้าของนะ ผมมี  Nissan Pulsar 1992 XIR 1.6 Auto Hatchback ขับมาแล้วตอนสมัยเรียน เป็นรถไม่ใช่มือสองครับ สี่มือครับ 5555 ตอนที่เรียนอยากมีรถ ขับไว้กันฝนครับ ไม่อยากนั่งรถเมล์หรือเดินไปเรียนและไปทำงานพาร์ทไทม์แบบ สะดวกๆ  แต่ซ่อมหมดพอๆกับตัวรถครับ ได้มาฟรีแต่ซ่อมหมดเยอะพอตัวครับ มีน้าใจดีให้มาครับ อยากจะลงรูปให้ดูแต่ไม่รู้เจ้าของจะให้ไหม เครื่องดีเกียร์พอใช้ กินน้ำมันดี

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 16:16:29 »
กลับมาที่คันที่รีวิวต่อเลยครับ เริ่มขับได้ 1 วัน วันแรกที่ขับจำภาพในหัวได้เลยครับ คุณพ่อพาไปขับรอบๆเมืองเพื่อให้ชินกับรถ อธิบายการใช้งานต่างๆ คงไม่มีอะไรมากครับกับรถคันนี้ พออยู่กับคุณพ่อผม มันลงตัวทุกอย่างไม่งองแงเลยครับ วิ่งดีมาก วันถัดมาขับเองครับ ก็รู้สึกแปลกว่าทำไมรถมันเตี้ยจังเลย ทุกทีจะเป็นคนนั่งตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี ดังนั้นผมมาเป็นผู้ขับแล้ว ได้รู้สึกเพิ่มขึ้น กับอะไรหลายๆอย่างกับรถคันนี้เลยครับ เช่น กระจกก็มองด้านหลังไม่ค่อยชัดหมายถึงมุมไม่ค่อยกว้างเท่าไหร่ครับ เสารถด้านหลังก็ใหญ่มองไม่สะดวกเลย คันเร่งแข็งครับเหยียบไม่ค่อยไป วิทยุเสียใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เครื่องอืดๆ เร่งไม่ค่อยไป ทั้งออกตัวและอยู่ในความเร็วที่ระดับ 80 ถึง 100 ก็ขึ้นช้าครับ เอาน่าทำตัวให้ชินกับรถคันนี้กันไปก่อน พอขับได้ซัก สองสามอาทิตย์เริ่มรู้หลักละครับ โดยเฉพาะคันเร่ง ให้กดที่ปลายๆคันเร่งครับ คราวนี้แหละรู้สึกได้ถึงพลังรถเลย 

คันนี้ช่วงปีแรกๆ ซ่อมบ่อยมากครับ เดือนนึงหาหมอครั้งนึง หรือไม่ก็สองครั้งครับ เช่นกระจกปุ่มกดไม่ลงบ้าง  และปัญหาก็คือสตาร์ติดยากครับ แต่รถคคันนี้มีช่างประจำตอนแรกๆเข้าอู่บ่อยครับ ซ่อมบ่อย อาจจะเป็นเพราะผมไม่พอใจกับรถมันก็ได้ครับ ไปอ่านกระทู้หลายๆเว็บ หรือ เฟสบุค ก็มีรุ่นนี้อยู่พอสมควรครับ อะไหล่หาง่ายบางชิ้นแล้วแต่ครับ เริ่มแรกขับได้ประมาณ 8 เดือน จับโอเวอร์ฮอลยกเครื่องใหม่เลย ใช้เครื่องเดิมนะครับ ช่างบอกราคาพอกับวางเครื่องญี่ปุ่น และได้ศึกษามาอยู่บ้าแต่ผมเลือกเครื่องเดิมๆ ใช้เวลารวม 1 เดือนกว่าๆครับ อะไรไม่ดีจับเปลี่ยนหมดครับอันไหนใช้ได้ก็ใช้ไปก่อนครับและ อาการต่าง ๆก็แก้กันไปเรื่อย ๆ กว่าจะเข้าที่ก็ใช้เวลาเกือบ1ปี รถคันนี้น่าจะเปลี่ยนเกือบทุกอย่างแล้วครับ ไม่ว่าจะเปลี่ยนตู้แอร์ เปลี่ยนกล่องไฟ เปลี่ยนท่อ เปลี่ยนยาง เปลี่ยนคิวขอบกระจก เปลี่ยนหัวเฮด ซ่อมระบบล็อครถ ซ่อมไฟหน้า ซ่อมวิทยุ ถือได้ว่ารถคันนี้ผมบำรุงเต็มที่ครับ หลังสุดก็เปลี่ยนเข็มขัดด้านคนขับครับเวลากระชากแรงๆมันไม่ล็อคให้ คอยติดตามครับมีรีวิวให้ชมด้วย ทั้งหมดนี้ผมพยายามหาของเดิม รุ่นเดียวกันหรืออะไหล่ที่ใช้ด้วยกันได้ ไม่เน้นแต่ง เน้นเดิมๆ ครับ
ความรู้สึกกับการโอเวอร์ฮอล ความรู้สึกรถมีพลังมากกว่าเดิม เครื่องเดินเรียบมากขึ้น อัตราเร่งดีเกินกว่าที่คิดไว้ ขอบอกไว้ก่อนนะครับ ผมใช้มาประมาณ 8 เดือนเลยตัดสินใจทำเพราะต้องจอดรถไว้ยาวเลย อยากได้อารมณ์ขี่รถใหม่ป้ายแดง ว่าเครื่อง เกียร์ ฟิลลิ่งแบบสมัยก่อนเป็นยังไงครับ แต่ก็เถอะมันไม่ได้เต็ม 100 % แต่ก็ได้สัมผัสความรู้สึกอยู่บ้างไม่มาก็น้อยแหละ แต่ให้เจ้าของรถตัวจริงลองมาขับดูแล้วตอนที่สมบูรณ์ที่สุด พูดได้ว่าไม่เต็มร้อยได้ 85% ครับ มันมีอะไรที่ขาดหายไปเล็กๆน้อยๆ ที่ความรู้สึกนั้นอาจจะไม่สามารถบอกหรือแสดงได้ ผมก็พอใจแล้วครับ

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 16:35:59 »
สิ่งที่จดจำไม่เคยลืมเลือน สิ่งที่จำได้ไม่แม่นว่าอันไหนเกิดก่อนตามลำดับครับ

แอร์เสียครับ วิ่งไปแอร์นี่เสีย โบเวอร์ไม่ทำงานครับ ก็เปิดกระจกวิ่งแบบหล่อๆตอนเที่ยงพอดี ตอนนั้นจะไปทำธุระพอดี ยกเลิกนัดทันทีเลยครับ ให้ช่างดูครับ อาการเหมือนโบเวอร์เสียครับเพราะ พัดลมแอร์ไม่ทำงาน แต่ไปๆมาๆ รถคันนี้เคยแปลงแอร์แล้วครับแปลงทั้งระบบเลยเป็น  ไม่ใช่ของเดิม ตอนนั้นยังง ว่าแล้วตอนเติมน้ำยาแอร์ช่างที่เติมบอกว่าไม่ใช่ของติดรถมา ตอนนั้นเลยจับเปลี่ยนทั้งระบบครับ ให้ช่างหาแบบตรงรุ่นมาใส่ แอร์เย็นช่ำสะใจเลยครับ
ตู้แอร์ที่ถูกแปลงมาครับ เอาสังกะสีปิดด้วย 5555 ถึงว่าอร์เย็นไม่ฉ่ำ ถึงว่าปรับอุณหภูมิไม่ได้ เพราะไม่ได้เดินสายปรับอุณภูมิให้ ตามนั้นครับรู้สึกตอนนั้นไปซ่อมที่อื่นครับ จ่ายไปเยอะทีเดียว
รื้อหมดเลยครับ

ถูกแปลงมาแบบนี้แล้ว ต้องยกหาชุดใหม่เลยทีเดียว

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 16:39:59 »
ตู้แอร์ที่ถูกแปลงมาครับ เอาสังกะสีปิดด้วย 5555 ถึงว่าอร์เย็นไม่ฉ่ำ ถึงว่าปรับอุณหภูมิไม่ได้ เพราะไม่ได้เดินสายปรับอุณภูมิให้ ตามนั้นครับรู้สึกตอนนั้นไปซ่อมที่อื่นครับ จ่ายไปเยอะทีเดียว

คันนี้ถูกซ่อมหลายมือครับ แต่กระนั้นแล้วรถอายุขนาดนี้ต้องมีช่างประจำตัว คือช่างที่ซ่อมคันนี้มาตลอดเป็นระยะเวลา เกือบ 10 ปี ถ้าจำไม่ผิดครับ

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2020, 16:43:55 »
ต่อครับ สิ่งที่จดจำไม่เคยลืมเลือน สิ่งที่จำได้ไม่แม่นว่าอันไหนเกิดก่อนตามลำดับครับ

ไปรับแฟนครับ วิ่งไป ดับไป สตาร์ติดและวิ่งไปอีกนิดหน่อยดับอีกแล้ว เป็นแบบนี้มานานแล้วแหละครับ หลังๆเป็นหนัก เป็นหนักตอนที่แฟนผมมาพอดีครับ ตอนนั้นช่างก็พยายามหาแล้วหาอีกหาไม่เจอ สุดท้ายเจอกล่องไฟ ใต้ที่วางแบตมันซ็อตครับ เล่นเอาชะหมดหล่อเลยไปรับแฟนทั้งทีสงสัยรถคงหวง คนขับมั่งครับ5555 บางทีจุดเล็กๆก็พลาดกันได้ครับ

วิ่งไปรถหมุนเลยตอนยูเทริน หมุนกลางถนนเลยครับคนมองเต็ม แถวๆกลับรถหน้า โรงแรม เคพีแกรนด์ ใครอยู่แถวๆนั้นจะคิดภาพออกครับ กลับจากที่ทำงานไปซื้อของพอดีครับ ใจหายไปเลย ขับกลับบ้านนึกไม่ออกเป็นเพราะอะไร สุดท้ายเป็นที่ยางครับ ไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่ปี 08 ขับอย่างเดียวไม่ได้ดูปีที่ผลิตของยาง เจ็บใจตัวเองครับเปลี่ยนเกือบทุกอย่างยกเว้นยางรถ จับเปลี่ยนสี่เส้นในวันถัดไปเลย ดีนะตอนนั้นขับไปทำธุระวิ่ง 100 กว่าไม่เกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่รู้ต่อทะเบียนผ่านได้ไง หรือขนส่งคงไม่ได้ระบุไว้

เปลี่ยนจานเบรกครับ เพราะเจียรจนบางเจียรไม่ได้ละ จานอันนี้คงจะคิดรถมาเลยครับ ก็ขับแบบนี้ไปก่อนพอได้ของค่อยเอามาเปลี่ยน เพราะเซ็นเซอร์จับผ้าเบรคขึ้นเตือนว่าควรเปลี่ยนได้ละ  ก็เลยเปลี่ยนผ้าเบรกแต่จะเจียรจานด้วยช่างไม่แนะนำเจียรครับเปลี่ยนใหม่ดีกว่า หมายถึงจานหน้านะครับ ด้านหลังยังใช้ได้


ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 08:39:43 »
ต่อครับ สิ่งที่จดจำไม่เคยลืมเลือน สิ่งที่จำได้ไม่แม่นว่าอันไหนเกิดก่อนตามลำดับครับ

วิ่งไปท่อดังครับ เหมือนรถแข่งเลย เสียงดังเสียงดังกระหึ่มเลยแหละ ขับไปไหนไม่อยากจอดติดไฟแดงครับ จะออกตัวทีดังดีครับ ช่างเอาให้ดู ท่อไอเสียมันผุครับ จะซ่อม ก็แปะเชื่อมอะไรประมาณนี้ก็ไม่ดีเหมือนเดิม จับเปลี่ยนใหม่ดีกว่า หาของ 2 อาทิตย์กว่า ก็ขับแบบนี้แหละ ที่นานเพราะอยากได้รุ่นตรงกับรถครับ มีหลายคนแนะนำไปเปลี่ยนแบบใหม่ๆเลย ราคาไม่เท่าไหร่ แบบท่อแต่งไรงี้ครับ แต่ผมไม่ได้คิดจะใส่ท่อแต่ง หรือม่อใหม่ๆ ออกได้แบบเดิมๆ ครับ

รถวิ่งรอบเบา เครื่องสั่น เหมือนๆรถ6สูบแบบในหนังอะไรประมาณนี้ อาการสั่นตอนจอดครับ ตอนติดไฟแดง แต่พอวิ่งแล้วหายเป็นปกติ  เอาไปเข้าอู่หาหมอเช็คเลย เป็นที่ลูกสูบเดินไม่ครบ หัวเทียนมั้งถ้าจำไม่ผิดครับ จับเปลี่ยนสี่หัวเลยครับ ตอนนั้นโอเวอร์ฮอลมาแล้วครับ แต่ช่างบอกว่ายังใช่ได้ยังไม่ต้องเปลี่ยน พึ่งมาเป็นปีนี้ดีครับ ช่างช่วยลูกค้าประหยัด

เปลี่ยนฟิล์มครับ คันนี้ติดบานหน้าบานข้างบางไปหน้าครับ เลยคิดใหม่แบบหน้า 50 ข้าง 40
เลยจัดไปเลยครับ คงจะวิ่งไม่ไหวครับ แดดมันแรงจริงๆเผากันแบบประชิด เนื้อแนบแดดกันทีเดียวครับ แต่จำได้ว่าเนื้อสีกระจกมองผ่านๆจะออกเป็นสีเขียวๆครับ ก็สวยดีนะแต่ไ่ติดไม่ได้ครับ น่าจะร้อนน่าดู


ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 08:54:31 »
ต่อครับ สิ่งที่จดจำไม่เคยลืมเลือน สิ่งที่จำได้ไม่แม่นว่าอันไหนเกิดก่อนตามลำดับครับ
จอดที่บ้านแบตหมด จับชาร์จไฟใหม่ ตอนนี้ก็ยังใช้ดีอยู่ครับ ค่า CCA ก็สูงดีอยู่ในระดับใช้ได้ครับ ปิดฝาท้ายไม่สนิทครับ หรือปิดไฟหน้าปิดไปซ้ายเกินไป ไฟจอดเลยติดครับ 

รูปนี้พึ่งวัดมาครับ ตัวเลขก็ยังเป็นที่หน้าพอใจอยู่ครับ คอยวัดอยู่บ่อยๆพร้อมเช็คน้ำ เช็คระดับน้ำมันเครื่องทุกอาทิตย์
แบบรุ่นนี้ทนดีครับ ซื้อมาตั้ง 3 ปีที่แล้ว ค่าCCAยังดีอยู่เลยครับ หรืออาจจะเป็นรถเก่าเลยกินไฟน้อยไม่เหมือนรถรุ่นใหม่ๆครับ

วิ่งๆ ทางไกลเหงาดีครับ ไปให้ช่างที่รู้จักกันซ่อมวิทยุตัวเก่าครับ ที่จริงจะเปลี่ยนใหม่เลยครับ แต่ช่างบอกว่าของเดิมเอามาซ่อมตัวนี้เสียงดีกว่าของใหม่อีก ตอนนั้นเตรียมไว้หมื่นนึง เลยซ่อมไปแล้วติดเครื่องเล่นใหม่ครับ เครื่องเล่นเก่าก็ยังใช้ได้นะ แต่อยากได้แบบมี Bluetooth และ เสียบ Usb ได้ด้วย และเปลี่ยนสีเป็นสีส้มครับ จะได้เข้ากับยุคของรถ

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 09:10:02 »
ต่อครับ สิ่งที่จดจำไม่เคยลืมเลือน สิ่งที่จำได้ไม่แม่นว่าอันไหนเกิดก่อนตามลำดับครับ

ความร้อนขึ้นครับ วิ่งในเมือง หันมามองเข็มความร้อนอีกที ขึ้นเกือบร้อยแล้ว หยุดก็ไม่ได้ครับรถมันติดคตรงไฟแดงพอดี กว่าจะจอดข้างทางแบบปลอดภัยก็ปาไป 3 นาทีกว่าๆ ก็ขึ้นเกือบ 120 องศาแล้ว ผมจึงรอซัก 10-15 นาที ให้เครื่องเย็นลงรอประมาณ 30 นาที ไม่ได้รอในรถนะครับ ข้างนอกรถเย็นกว่า5555
เดินไปซื้อน้ำทำใจร่มๆ แล้ววิ่งต่อให้ช่างดู ไฟขั้วของฟิวล์ละลายครับ พัดลมไฟฟ้า ไม่ทำงาน วิ่งเปิดซันรูบและเปิดกระจกแบบเหงื่อตกเลยทีเดียว ความร้อนขึ้นผมไม่กล้าเปิดแอร์ครับ กลัวจะขึ้นมากกว่าเดิมยอมเปิดกระจกดีกว่า ดีนะวันนี้เป็นวันหยุดด้วย

กระจกด้านคนขับไม่ทำงาน ตอนนั้นไป โรบินสันครับ เปิดกระจกรับบัตร ปิดไม่ได้ครับ ลองกดแล้วกดอีก ไม่ขึ้นครับดูท่าไม่ดีละ ขับรถกลับบ้านเลย วัดไฟดูอ้าวๆ สวิทเสีย ซื้อเปลี่ยนใหม่ครับ เลยรื้อกันยกใหญ่ที่เดียว หาในเน็ตครับวิธีการลื้อเปลี่ยน ตอนนั้นจอดกลัวจิ้งจกเข้าครับ เลยเอาไปจอดตากแดดวันนึงเต็มให้มันร้อนๆ จะได้หนีออก เสียดายยางขอบกระจก และยางขอบประตูครับ แต่จำใจทำ ดีกว่าจิ้งจกตายในรถต้องรื้อตู้แอร์อีก

วิ่งไปไปซักพักไฟหม้อน้ำโชว์ ไม่ได้คิดอะไร เพราะความร้อนมันไม่ขึ้น คิดอย่างเดียวเซ็นเซอร์เสีย วิ่งไปได้ซักพัก ความร้อนขึ้นเลยแบบไม่หยุดยั้ง จาก 80กว่า ขึ้นเกือบ 110 องศสาภายในไม่ถึงนาทีครับ จอดดูแต่ไม่กล้าเปิดฝาหม้อน้ำดู รอซักพัก จุดพีคเลยครับ น้ำในถังพักหม้อน้ำไม่เหลือเลย ดีนะมีน้ำเปล่า เติมปั๊มเชลล์แถมฟรี 2 ขวด แก้ขัดไปก่อนและ วิ่งกลับบ้านนัดช่างที่อู่ สาหตุฝาหม้อพักน้ำเสื่อมสภาพ ทุกๆทีผมคอยเติมน้ำทุกๆ อาทิตย์ครับ แต่ช่วงนั้นยุ่งๆ เลยไม่ๆได้เติม ไม่ได้สนใจมัน ไม่ได้สนใจไม่กี่อาทิตย์เองอาการมาเลย

รถสตาร์ท เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ปัญหาคือหัวเฮดเสียครับ จับเปลี่ยนใหม่ จอดเป็นอาทิตย์ต้องหาของครับ หาแล้วใช่ไม่ได้อีก ก็รอกันไป ช่างมาดูใหม่ที่บ้าน ทำยังไงก็ไม่ติดครับ จอดนิ่งเลยต้องเอารถรถสไลด์มายกกันเลย

ดีนะมีประกัน ใช้ประกันเลยครับ ฟรีๆกันไป
ไฟหน้าไม่สว่าง ไปซื้อหลอดมาใส่ใหม่ยี่ห้อ Philip ก็ยังไม่สว่างเท่าที่ควรขนาดเอารุ่นท็อปเลยนะ เลยติดดีเลย์เพิ่ม สว่างโดนใจครับ แต่ขาไฟหักซะงั้น ปรับขึ้นลงไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่เคยวิ่งทางไกลตอนกลางคืน

เปลี่ยนกล่อง ยืดหดเข็มขัด ทั้งคู่เลยครับ เหมือนกับว่าเปิดแล้วปิดรถมีเข็มขัดยื่นมาให้ใส่ อารมณ์เหมือนมีคนมาต้อนรับบังคับให้ใส่ 55555 ไม่ใส่ไม่หดกลับให้ด้วยนะ หน่วง 1 นาทีมั้ง แล้วแต่อารมณ์มัน บางทียังไม่ทันได้รัดเลย หดกลับเองละ

เบรกไม่ทันใจครับ เลยหาข้อมูลหลายๆที่ มีบางท่านแนะนำ ลองเปลี่ยนผ้าเบรกดูก่อน เปลี่ยนคาลิปเปอร์ดีไหม สุดท้ายจบที่ใส่หม้อลมสองชั้นเลยครับ ทำไมถึงเปลี่ยนอะหรอ เพราะว่าเคยขับไปรถคันหน้าเบรกกระทันหัน ขนาดขับความเร็ว 30 เองนะเบรก ไม่อยู่แต่เกือบไปกระแทกละ กลัวเลยครับ



ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 11:29:27 »
มาต่อกันเลยครับ

จัดไฟเลี้ยวขอเดิมๆชะหน่อย สีขาวตะไคร้น้ำขึ้นละ เอาแบบเดิมๆของเดิมๆติดรถมาใส่ครับ ดูแก่ขึ้นเยอะเลยครับ 5555
เปลี่ยนเข็มขัด ด้านหน้าคนขับครับ เวลาดึงกระชากแรงๆแล้วมันไม่ล็อค ตัวนี้หายากดีครับ พอดีได้ของมือหนึ่งมาด้วยแหะ สงสัยจังหวะดีครับ(ยังไม่ได้เปลี่ยนนะนัดช่างไว้ละ)

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นส่วนที่จำได้ครับ ซ่อมแล้วจบครับในรถรุ่นนี้ หาช่างคู่ใจซักคนเป็นผู้ดูแล
อาจจะฟังดูเยอะครับ ในการซ่อมแต่ระยะเวลาที่ผมเล่านั้นอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 2 ปีที่แล้วครับ

เดี๋ยวมาเขียนต่อเรื่องความรู้สึกและความหลงไหลใน ต่อไปครับตอนนี้ขอไปเรียบเรียงเนื้อหาก่อนครับ

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 21,793
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 12:49:09 »
ตัว 2 ประตูด้วย สวยเลย

ผมเคยใช้อยู่ 10 ปี W124 ตัว 230E ปกติครับ รับช่วงต่อมาจากพ่อ เห็นแล้ว คิดถึงเลย

ออฟไลน์ Valsartan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,151
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 13:29:36 »
ผมอยากมีโมเมยต์แบบ จขกท บ้างจัง ตอนผมเป็นวัยรุ่น W124 ของพ่อผมเกิดความร้อนขึ้น ไฟไหมห้องเครื่องตอนวิ่งต่างจังหวัด ดับไฟไม่ทันสุดท้ายเลยกลายเป็นซากรถไป เสียดายมากๆครับ
Current cars:
2018 - Volvo XC60 R-design
2020 - Mercedes C43 Sedan
(Review C43 https://community.headlightmag.com/index.php?topic=74848.0)

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 13:31:11 »
ตัว 2 ประตูด้วย สวยเลย

ผมเคยใช้อยู่ 10 ปี W124 ตัว 230E ปกติครับ รับช่วงต่อมาจากพ่อ เห็นแล้ว คิดถึงเลย

ยังไงก็เป็นความทรงจำที่ดีนะครับ

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 13:32:42 »
ผมอยากมีโมเมยต์แบบ จขกท บ้างจัง ตอนผมเป็นวัยรุ่น W124 ของพ่อผมเกิดความร้อนขึ้น ไฟไหมห้องเครื่องตอนวิ่งต่างจังหวัด ดับไฟไม่ทันสุดท้ายเลยกลายเป็นซากรถไป เสียดายมากๆครับ

น่าเสียดายครับ ผมพกถังดับเพลิงไว้ด้วยครับ ไม่อยากให้เหตุการแบบนี้เกิดขึ้นกับทุกคนครับ ขอแสดงความเสียใจด้วย

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 13:45:33 »
ต่อกันเลยนะครับ

ตอนนี้ปัญหาทุกอย่างได้หมดไปละครับ เรื่องราวปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ทำการแก้ไขสองปีที่แล้วครับ ปีนี้ขอขับ ขับแบบชิวๆ ไม่มีอะไรมาก็กวนใจอีก อย่าให้มีเลย55555 มีเข้าตามระยะเท่านั้นครับ ถ่ายน้ำมันเครื่องเปลี่ยนกรองน้ำมัน กรองอากาศ ทุกๆปีครับ

ความรู้สึกที่ขับนั้นดีครับ นุ่มนวล พอใจเป็นอย่างมาก ผมเก็บเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ อาจจะเป็นเพราะกระจก บานเปลือยก็ได้ครับ ลมมันเข้า แต่พอปิดสุดเงียบเลยครับ แต่ยางมันจะตึงเลยขาดไปแล้วครับเสียดายครับ เพราะความพลาดกดกระจกขึ้นจนสุดเกิน

เรื่องลมไม่ค่อยมีปัญหาเพราะไม่ได้วิ่งเร็ว ออกตัว แรงดีครับ พอใจแต่ไม่ได้ไวมากมายเหมือนๆรถใหม่ๆ แต่พอเหยียบความเร็ว ช่วง 90-100 กิโลเมตร/ชม ให้ไปถึง 120 แรงใช้ได้ครับ เพราะว่า ความเร็วประมาณ 100 รอบเครื่องก็เกือบ 2700-3000 รอบละ เกียร์อัตตราทดน่าจะน้อย มี 4 เกียร์ถ้าจำไม่ผิด แต่คันนี้ยังไม่มีปัญหาเรื่องเกียร์เลยครับ ช่วงหลังอาจจะมีการทดเกียร์ที่ผิดแปลกไปบ้าง เช่นดึงรอบสูงไปนิดหนึ่งแต่ไม่ได้กังวลใจอะไรไปมากครับ
โหมดเกียร์ S และ E ในความรู้สึกผม แทบไม่ต่างกันเลยครับโหมด E จะรู้สึกหน่วงๆ นิดๆๆๆๆๆๆๆเดียวเท่านั้น เกียร์รู้สึกกว่าเปลี่ยนไม่ได้ดีเท่าที่ควรครับ แต่รับได้พอใจกับการใช้งานมาก

ดังนั้นผมจึงเรียนรู้กับการเปลี่ยนเกียร์ของมันนะ เช่น เวลาจะแซงคันด้านหน้า ความเร็วไม่เกิน 50 นะในเมืองนอกเมืองนิดๆไรงี้ ผมจะค่อยๆเหยียบหนักๆแต่ไม่จบคันเร่งนะ เกียร์จะเปลี่ยนอัตราการทดพอเรารู้สึกได้เหยียบเกือบสุดเลยครับ มันจะไปแบบเนียนๆ ความเร็วไดละดับได้พอสมควร ครั้งแรกผมนี่เหยียบมิดเพราะคันนี้มี Kickdown รอบอัตราทดเกียร์ลงมา คันที่ผมแซงมอไซขายไอติมพวงข้าง หันมามองหน้าเลย ไม่รู้ด่าอะไรหรือป่าวดูไม่ทันครับ ถ้าพี่เข้ามาอ่าน ขอโทาตรงนี้เลยละกัน  เครื่องอาจจะดังก็เป็นไปได้ครับ เหมือนไปไล่เค้ายังไงอย่างนั้นเลย แต่ถ้าเหยียบ ประมาณ 60 ขึ้นไป คันหน้าความเร็วประมาณ 70 ก็แรงเหยียบมิดเลยให้พ้นคันด้านหน้า แต่ส่วนมากจะทำเป็นถนนเลนเดียวครับ เช่นแซงรถบรรทุก รถพ่วง รอจังหวะ 1-2-3 วิแล้วแต่สถานการณ์


อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เติมเต็มถังประมาณ 57 ลิตร วิ่งได้ประมาณ 180 ไมล์ครับ วิ่งในเมืองครับ มีลิงค์ให้ดูครับ
วิ่งนอกเมืองจะได้ประมาณ 230-240 ไมล์ ตามที่กะและวัดดูหลายๆครั้งครับ
สำหรับความรู้สึกนั้นรถกินน้ำมันครับ เติมเต็มถังวิ่งได้ไม่ถึง 400 กิโลเมตรครับ เบนซิน 95 ของเชลล์ครับ

ระยะเบรก ไม่ได้วัด ว่าจะหยุดได้กี่เมตรแต่ความรู้สึกว่า Captiva C100 Ltz ดีเซล ทำได้ดีกว่าเยอะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Colorado 4*4 Ltz C-cab MT , Cruze LTZ 1.8 2012 ก็ทำได้ดีกว่าเยอะ หรือ Toyota Collora hatchback 2017 , Susuki Claz 2017 และ All New Captiva 2020  ก็ยังดีกว่าอีก  อาจจะเป็นที่น้ำหนักตัวรถ หรือระบบ ต่างๆ ที่ช่วยในการเบรก ของรถคันนี้ยังไม่มีมาให้ มีแค่ ABS ก็ช่วยให้อุ่นในในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่ผมเทียบมานั้น เป็นรถรุ่นๆปีใหม่ๆครับ ถ้าเอามาเทียบของ Nissan Pulsar 1992 ตอนที่ขับนั้น จำไม่ค่อยได้แล้วว่าคันไหนเบรกดีกว่ากันครับ แต่ที่รู้ว่าตอนนี้ระบบเบรกดีกว่า Opel Omaga รุ่นที่ขายในเมืองไทยครับ
แต่ที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับว่าเรา มีสติในการขบรถมากน้อยแค่ไหน คันนี้ไม่มี ถุงลมนิรภัยนะครับ เสี่ยงดวงเอา

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 13:56:56 »
ต่อกันนะครับ

ประตูใหญ่ ยาว ลงลำบาก ที่จอดรถชิดๆกัน เอารถยัดเข้าไปช่องจอด ตอนจะลงทำตัวให้แบนที่สุดพยายามเบี่ยงตัวออกมา แต่เวลาไปจอดที่กว้างๆลงสบายขึ้นสบายมาก

กระจกเปิดได้หมด สี่บานเลยนะ พร้อมซันรูบ ขี่ชิวแถวๆทะเล ได้ไอบรรยากาศเต็ม ชิวๆ กลิ่นอากาศเหมือนขี่มอไซใส่หมวกกันน็อกครึ่งใบ
มีสองประตู สี่ที่นั่ง ก็นั่งได้หมดจริงๆลองมาแล้ว แต่รถนี่ยวบเลย ตกหลุมที มีเหินนิดๆ ผมมีเทคนิครับ นั่งสี่คน เอาลมยาง 31 พอ ทุกที เติม 35 แล้วแต่ยางเดียวนะ แต่นานนนทีจะมีคนมานั่งเยอะๆครับ ส่วนมากที่จะชอบพูดคือ รถเราคันเล็กนั่งไม่สบายไปรถเพื่อนดีกว่า ฟังดูแล้วเหมือนผมห่วงรถนะครับ แต่ไม่เลย บางทีคนขึ้นแล้วไม่ระวังเหนียบทางขึ้นบ้างมันจะแตกเอารองเท้าดันเบาะบ้าง รองเท้าเลอะทราย ดิน ขึ้นมาบ้าง คนที่ทำความสะอาดนั้นก็คือผม แต่ยังมีเพื่อนหลายๆคนที่รู้ใจ แบบนี้ไปกันครับ

ขนาดยาง 15 นิ้ว ซึ่งพอดีกับตัวรถเลยครับ หน้ายางหนาาหน่อย ได้ความนุ่มมาอีกนิด สำหรับผมนั้นโอเคเลยครับกับยางไซส์นี้และเป็นยางท้องตลาดที่หาง่ายราคาไม่แพง และมันเข้ากันได้ดีกับรถเลยทีเดียวครับ แต่ไว้คราวหน้าเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยาง ผมอยากได้ยางหน้ากว้างกว่านี้นิดหนึง แก้มโดนันแบบป่องๆ น่าจะสวยไปอีกแบบครับ ถ้าพี่ๆรู้ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ ลองหาละแต่ไม่เจอซักที หรือมันไม่มีในตลาดก็ไม่รู้

ไฟท้ายทรงเก่าเลยครับ หลอดแบบโบราณไม่ค่อยสว่างชัดเจนเท่าไหร่แต่ไม่ขึ้เหร่ แต่ผมใส่เลือกเป็นหลอด LED ก็ช่วยความสว่างขึ้นมาอีกนิด ไฟแคนบัสเลยโชว์ตลอดตอนเปิดไฟหน้ารถครับ 


ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2020, 14:15:24 »
มาต่อกันครับ

เบาะรถ นั่งสบายครับ นั่งสบายครับ พอใจแล้วที่ตรงพนักพึงศรีษะ ก็ยังปรับเงย หรือก้มลงได้ ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆนั้น จะชอบกดหัวให้ก้มหน่อยๆครับ

พวงมาลัย ไม่มีปุ่มฟังชั้นใด ๆทั้งสิ้น ไม่มีครูชคอนโทรบางรุ่นมีนะครับ เสียดายนะรุ่นนี้ไม่มีมาให้ ไม่มีปุ่มเล่นเสียง มีแต่แตรเท่านั้นครับ พวงมาลับยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้และยังใช้จนหนังลอกแล้วลอกอีกกลายเป็นหนังกลับละมั้ง 5555 พวงมาลัยก้านไม่ใหญ่ พอดีมือและนุ่มนิดๆ กระชับมือเล็กน้อยไม่ถึงกับดีมาก ระยะหักเลี้ยวมุมได้แคบมากครับเวลากลับรถ หรือถอยเข้าซอง หรือจอดครับ พวงมาลัยออกจะหนักนิดหน่อยตอนขับช้าๆ แต่ในช่วงความเร็วเช่น 60 ขึ้นไปมันจะเบาดีครับ แต่ในส่วนตัวไม่ชอบ ชอบพวงมาลัยไฟฟ้ามากกว่าเพราะในความเร็วนั้นพวงมาลัยจะหนัก และบังคับรถได้ง่ายกว่าครับ ยังไงก็แล้วแต่ คันนี้ช่วงที่ทำความเร็วได้ประมาณ 110 -120 พวงมาลัยไม่มีอาการ ที่ทำให้ผมเสียความมันใจในการควบคุมรถเลย รู้สึกว่ารถวิ่งไปได้เรื่อยๆ และความเมื่อยล้าในการขับขี่ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการเดินทางระยะไกลๆ 
ไม่อยากจะคิดว่าตอนออกใหม่ป้ายแดงมันจะให้ความรู้สึกดีขนาดไหน เสียดายเกิดช้าไปหน่อย5555 แต่ว่าโลโก้เบนซ์ตรงกลางนี่เอียงมาตั้งแต่ออกรถเลยนะครับ เสียอย่างเดียวเบาะพอนั่งนานๆเริ่มชื้นนิดๆ

ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2020, 08:30:58 »
ช่องแอร์ดูแข็งแรงเป็นวัสดุน่าจะเป็นเหล็ก รับรองว่ายึดกับโทรศัพท์ไม่ตกไม่หักแน่นอน ชอบตรงที่มีลายละเอียดตรงที่เลื่อนปิดเปิดช่องแอร์ครับ และเป็น แอร์มือปิดธรรมดา ไม่มี ระบบออโต ใดๆให้วุ่นวายทั้งสิ้น แถมเย็นเชียบไม่แพ้รถยี่ปุ่ญเลยครับเพราะไปทำมาใหม่ แต่ไม่รู้ว่าระบบแอร์ตัดการทำงานอัตโนมัติหรือป่าวไม่รู้ครับ แต่ก็เย็นได้ที่ตลอดเลย บางครั้งมีหนาว
ลมออกทางแอร์เบอร์สาม สีจะดังมากขึ้นกว่าเบอร์สองเยอะเลยทีเดียวเพราะว่าช่องแอร์อาจจะเล็กไปหน่อยครับ และลมที่ออกมาอู้หน่อยๆ ปุ่มปรับแอร์ที่เปลี่ยนตำแหน่งอากาศไม่เคยใช้จนมันเสียละ ไม่รู้จะซ่อมทำไมครับ

ส่วนด้านหลัง พับเบาะ คนปีนเข้าไปนั่ง พื้นที่กว้างพอนั่งได้ เบาะเป็นหลุมพอนั่งไปแล้วจะลุกออกไม่ค่อยขึ้นครับ มีที่เท้าแขนด้วน มีปุ่มกระจกก็เปิดได้อีก แต่เสียอย่างเดียวไม่มีผนักพิงศรีษะ
แถมยังมีที่ล็อคกันเด็กเปิดกระจกบ้านหลังได้อีกครับ มีประโยชน์มากๆ เพราะสมัยนั้นผมโดนปุ่มนี้เล่นงานประจำ


ออฟไลน์ C.kohskari

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
Re: จากรถรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกรับดูแลต่อ กับ W124 230 Ce 1993
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2020, 09:00:22 »
ไฟอ่านหนังสือ สว่างไม่แสบตา พร้อมปุ่มเปิดซันลูป ชอบตรงที่ว่า 1 ปุ่มควบคุมการทำงานของซันรูปได้หมดเลยครับ ไม่ต้องคอยคำหาว่าปุ่มไหนเปิดหรือปิด ปุ่มเดียวเอาอยู่

สวิตซ์ปรับกระจกด้านซ้ายเป็ยแบบไฟฟ้า ด้านขวาใช้มือหมุนเอาครับ จะมีสวิตซ์ทำไมเนอะ ก็มันอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ช่องใส่ของ ผมว่าออกแบบมาใช้พื้นที่ได้ไม่คุ้มเลยครับ แต่ผมทำให้เป็นสองชั้น จะได้เก็บได้เยอะขึ้น ไฟสว่างพอดีครับ เห็นชัดในตอนกลางคืน และมีกุญแจล็อกมาให้ด้วย

คอนโซนกลาง ไม่มีที่วางแก้ว ไม่มีช่องเก็บของด้านหน้า มีช่องใส่เหรียญเท่านั้น แต่มีที่เท้าแขน และช่องใส่ของด้านล่างที่ สมัยนั้นคงจะไม่มีขวดน้ำ หรือ แก้วกาแฟแบบสมัยนี้หรือป่าว เลยไม่มีมาให้ แล้วสมัยนั้นเก็บกันไว้ไหนกันเน๊อะ

ฝาท้ายผมว่าใส่ของได้หมดครับ เช่นกระเป๋าดินทาง กล่องพัสดุ ดินเป็นถุงๆ ทุเรียน เงาะ ผัก ใส่ได้หมดไม่มีปัญหาเลย ใส่หนักหน้ายกเป็นประจำ

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ กล้องบันทึกหน้ารถ จริงๆแล้วที่ติดอยากได้กล้องมองหลังเป็นหลักครับ ช่างก็จะแนะนำถ้าเอากล่องมองหลังเป็นเซ็นเซอร์ดีกว่า จะเอาไปทำไมครับ ต้องเจาะด้วย เสียรถเปล่าๆ ติดกล่องบันทึกหน้ารถพร้อมมองหลังเดินสายจบละ แนะนำครับ ถอยเข้า จอดเข้าซอง สะดวกมากๆ ตอนนั้นที่ได้มาใหม่ๆเป็นอุปสรรค์ในการจอดเลยทีเดียวครับ

วัสดุภายในเป็นหุ้มหนังกับผ้าและลายไม้ซะส่วนใหญ่ครับ ไม่ค่อยมีชิ้นพลาสติกให้เห็นเลยครับ ชอบตรงมีลายละเอียดตรงที่หุ้มหนังและผ้าเกือบทั้งหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นที่ประตู คอนโซลหน้ามือจับเปิดประตู ไม่ใช่พลาสติก โดยรถทั่วไปมีแบบนี้น้อยลงทุกทีครับ และ ด้านข้างใส่เอกสาร ตรงนี้สะดวกมากครับ เพราะผมใส่เอกสารงานที่ติดต่อเป็นประจำ

ส่วนตัวรถรอบคัน หรือเบาะภายในมีลอยเป็นเรื่องธรรมดาครับเช่น เบาะนั่งในสภาพที่ใช้มานานแล้วขาดตรงปีกทางขึ้น และเป็นรอยขนแมวรอบคัน หมั่นล้างทำความสะอาด ปล่อยให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงมันไป

สำหรับคันนี้คุ้มค่าที่ซ่อมไว้ใช้งานเป็นหลัก ขับทุกวันครับไม่เน้นทางไกลๆ ความสะดวกสบายที่ยังรู้สึกได้
และค่าบำรุงรักษาไม่ได้แพงมากอย่างที่ผมคิดไว้ตอนแรก บางอย่างค่าซ่อมก็แพงแอบแพงอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่อะไหล่ทุกชิ้นที่จะแพงไปหมดครับ เสียอันไหนก็แก้ไขไปเรื่อยๆครับ จะซ่อมทีเดียวให้หมดเลยคงเป็นไปได้ยากครับ ค่อยๆซ่อมเปลี่ยนที่และจุด และอีกหนึ่งอย่างที่รถคันนี้มอบให้ คืออาการ เสียแต่ละจุดแตกต่างกันออกไปและมันทำให้ผมเรียรู้ว่า ตรงไหนเสีย อาการเป็นอย่างไร วิธีแก้ไขเปลี่ยนหรือซ่อมตรงไหน

จบการรีวิวครับ
ขอบคุณครับ เขียนผิด เขียนไม่เข้าใจบ้าง ต้องขออภัยด้วยครับ