รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ

wesborland

เอาระยะทางอย่างเดียวเลยน่ะครับ WLTP
Benz - BMW มาระดับ 700-800กม. หมดเลย
แต่ของจีนที่ว่าแน่ๆด้านแบตเตอรรี่ ยังอยู่ในเลข 600กม. เหมือนมีบาร์กั้นอะไรสักอย่างไว้ มันเป็นเพราะกฎหมายหรือข้อจำกัดทางเทคนิดอะไรไหมครับ
เพราะเราเข้าใจว่ารถจีนคือสุดยอดเทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ แต่ตัวเลขกลับแพ้รถยุโรป

ส่วนญี่ปุ่น-เกาหลี-อเมริกัน(ที่ไม่ใช่เทสลา) ยังป้วนเปี้ยน 550กม. ไม่เกินไปกว่านี้

หรือทั้งหมดคือการบาลานซ์ด้านต้นทุน ราคาขาย และเทคโนโลยี ครับ
หรือว่ายุโรปยังคงรักษาสถานะผู้นำเทคโนโลยีไว้ได้มากกว่าจริงๆ



boogie2020

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 14:24:17 »
ไม่ว่าจะ เมกัน เยอรมัน เกาหลี  จีน ญ๊่ปุ่น  ทำรถระดับ 7-8 km/kwh ได้หมดแหละครับ 

ต่างกันแค่ขนาด battery ที่ใส่เข้าไปอะคับ (ซึงมันก็คือราคาขายด้วยแหละ)

จะให้ได้ 700-800 km ก็คือต้องใส่แบต ขนาด 100+ kwh นุ้นเลย ซึ่งในตลาด รถจีนใส่กันอยุ่แถว 50-80 kwh เองครับ  ถ้าตัว top  ๆ  ถึงจะใส่มาเกินร้อย (แต่พอตัว top ก็จะใส่ high power motor มาอีก ก็จะเหลือแถว 6 km/kwh เองมั้งคับ)
-----------------------------------------------------------
There is no spoon
-----------------------------------------------------------



Smitchanmanon

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 15:50:18 »
ส่วนตัวมองว่าวิศวกรรมพื้นฐานทางด้านรถยนต์ของทางฝั่งยุโรปเค้าดีกว่า รถ EV จะวิ่งไกลได้ นอกจากแบ๊ตที่ใหญ่แล้ว ยังมีเรื่องของการลดการสูญเสียพลังงานในระบบส่งกำลัง การออกแบบโครงสร้างรถลดแรงเสียดทาน ระบบมอเตอร์ที่ฉลาด ระบบการจัดการความร้อน ซอร์ฟบริหารพลังงาน ระบบรีเจนพลังงานที่แม่นยำ อีกมากมายที่สามารถนำความรู้มาจากรถสันดาบทั่วไปมาประยุกต์ใช้ในระบบ EV อย่าง Benz, Audi & Porsche เค้าใช้ระบบ 2 เกียร์ทำให้สามารถขับได้ไกลขึ้นแม้ความเร็วที่สูง 
2002 - 2009 : Mitsubishi Lancer Cedia 1.8 CVT
2009 - 2015 : Mitsubishi Lancer Evolution VII
2015 - 2017 : Mitsubishi Lancer Evolution IX
2017 - 2023  : Ford Focus MK3 2.0
2023 - Now  : Toyota Altis 1.8 Gr Sport
2026 - Now  : BMW 320D M Sport LCI1



punn

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 15:55:59 »
ไปทาง Position ของแบรนด์และตลาดมากกว่าครับ
คนจีน mindset ทั่วไปใช้รถประมาณ 3-4 ปีเปลี่ยน 5-6 ปีนี่สุดๆแล้ว
ครอบครัวเพื่อนคาดิลแลคเองก็ไม่เว้นเลย 3 ปีเปลี่ยน  ::)

ยิ่งรถตลาดเน้นถูก การใส่แบตเยอะก็แข่งราคาลำบาก

รถยุโรปแนวโน้มการใช้งานนานกว่า ราว 10ปี+ ใส่แบตเยอะแพงกว่า
แต่อีกมุมข้อดีที่ถึงเสื่อมก็ยังเหลือใช้งานพอเพียงตลอดอายุใช้งาน
กับแนวโน้มเฉลี่ยเครื่องชาร์จ ที่กำลังเฉลี่ยสูงขึ้น 100-300 kW

มาดูแบตขนาด 100+kWh ชาร์จ 300kW ก็แค่ 3c เองแม้แบตจะรับได้ 4-5c แล้ว ถนอมแบตด้วย
เป็นคนโลกปกติธรรมดา :)
ไม่โลกสวย และไม่โลกมืด อยู่กับความเป็นจริงและพลังงานบวก ..

ปราชญ์สอนสิ่งไหน คนก็จะจำสิ่งนั้น
ประสบการณ์เจอแบบไหน คนก็จะคิดทางนั้น
ต่างคนต่างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งเดียวกัน ก็จะออกมาแตกต่างกันไปครับ



O_o"

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 16:41:31 »
รูปทรงงานออกแบบ น้ำหนัก สภาพภูมิอากาศ เย็นจนติดลบหรือร้อนจัด ก็มีผลต่อระยะทาง ของรถยนต์ไฟฟ้า และไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่ (kWh) เพียงอย่างเดียว

การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management) ซอฟต์แวร์ระบบต่าง ๆ ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ก็มีส่วนสำคัญ

ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ทำหน้าที่เก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อให้ระบบรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวและสถานะของรถ

เซ็นเซอร์อุณหภูมิ (Temperature Sensors) 3 จุดสำคัญ ได้แก่ อุณหภูมิแบตเตอรี่, มอเตอร์ และห้องโดยสาร เพื่อนำข้อมูลไปปรับระบบ Thermal Management ให้ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม

เซ็นเซอร์ความเร็วและระบบเบรก (Wheel Speed & Brake Sensors) ตรวจจับการหมุน เพื่อควบคุมระบบ Regenerative Braking

เซ็นเซอร์ ADAS เรดาร์ กล้อง และ LiDAR เก็บข้อมูลเพื่อนำไปคำนวณ ระบบ Adaptive Cruise Control รักษาความเร็วและเว้นระยะ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง

ซอฟต์แวร์ ตัวกลางในการนำข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์และสั่งการ ควบคุมต่าง ๆ

ระบบควบคุมมอเตอร์ (Motor Control Algorithms) และ (Inverter Software) ควบคุมการจ่ายกระแสไฟจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน ให้มีความแม่นยำสูงเสียพลังงานน้อยที่สุด

ระบบจัดการความร้อน (Smart Thermal Management) ซอฟต์แวร์จะคำนวณและบริหารความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) จากมอเตอร์หรือแบตเตอรี่ นำกลับมาใช้

ระบบคาดการณ์การเดินทาง (Predictive Energy Routing) ซอฟต์แวร์นำทาง (Navigation) วิเคราะห์เส้นทาง เพื่อคำนวณอัตราการใช้พลังงานล่วงหน้า และปรับการจ่ายไฟให้เหมาะสมตลอดทาง

รถรุ่นใหม่ ๆ ซอฟต์แวร์ระบบต่าง ๆ ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ ฉลาดมาก สั่งหยุดซอฟต์แวร์ระบบบางตัว หรือลดการทำงาน ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ เพื่อประหยัดพลังงาน ได้ระยะทางเพิ่มขึ้น



apinui

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 18:57:13 »
ไม่รู้ ไปดูช่องคุณตาม ที่รีวิว IX3 50 xDrive ที่เค้าทดสอบวิ่งได้ 700 กว่าโลมาหรือเปล่า

คือถ้าใช่เนี่ย มันก็ตัวแปลมากมายครับ แต่ถ้าเอาเข้าใจง่ายผมคิดว่า ถ้าจัดวางงบประมาณรถ 1 คัน ให้จีนสร้างในงบ เท่ากับ iX3 ผมว่าทางจีนก็ทำได้ไม่ต่างกันหรอกครับ

แต่ที่ค่ายจีนมีขายแต่ละคันที่วิ่งได้สั้นกว่า ก็ต้องดูด้วยว่า ราคารถคันนั้น เท่ากับ IX3 หรือ EQS 450 หรือเปล่า

ถ้างบประมาณเท่ากัน ผมว่าจีนทำได้ไม่ต่างกันหรอกครับ และก็ต้องเที่ยบความจุแบตที่เท่ากันด้วย

และก็ ที่คุณตามรีวิวเนี่ย เป็นถนนในนอร์เวย์ ทางโล่งๆ ยิงยาวๆ เลี้ยงความเร็ว 90 กับ 120 ผลลัพท์มาเที่ยบกับการใช้งานจริงในเมือง มันน่าจะต่างจากรถจีนไม่มากเท่าไร ก็ได้



เนื้อน่องไม่หนัง

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 22:38:27 »
ที่วิ่งได้ไกล เพราะแบตลูกใหญ่ครับ Efficiency - kWh/Km ผมไม่ได้รุสึกว่าทำได้ดีกว่าขนาดนั้น นอกจาก tesla ที่ทำได้ดีจริงๆ
ถ้าจีนทำ ทำได้ครับ แต่การยัดแบตลูกใหญ่
แต่ต้นทุนก็มากขึ้น สู้ใส่ขนาดที่ลูกค้ารับได้ แล้วกดราคาให้ถูก อาจได้ยอดขายที่สุงกว่า

Trend ในช่วงหลังๆ เริ่มมาทาง แบตขนาดกลางๆ แต่ทำให้ชาร์จเร็วขึ้น สุดท้ายแล้ววิ่งได้ 700km คนขับก้ขับรวดเดียวยิงยาวไม่ไหว



XMSL

Re: รถEVค่ายยุโรป ไปไกลกว่าจีน เพราะอะไรครับ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 14, 2026, 23:08:03 »
เบนซ์เริ่มใช้มอเตอร์ axial flux (yasa) ที่พัฒนาให้แรงได้ในขนาด(น้ำหนัก)ที่เบาลง ขณะที่จีนก็ยังยึดติดกับ radial flux