Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: mOOzZ ที่ มกราคม 19, 2013, 14:17:26
-
สมมติ ลงเขาอยู่แล้วใช้ engine brake อยู่ที่เกียร์1 รอบซัก 5000 rpm นี่มันจะกินน้ำมันแค่ไหนอ่ะครับ
เท่ากับ รอบเดินเบาปกติ หรือเท่ากับตอนอยู่ทางราบแล้วเหยียบ 5000 rpm
-
อันนี้ผมว่านะ(ไม่ใช้เขาว่า)มันหน้าจะกินเท่ารอบเดินเบาเพราะว่าไม่ได้กดคันเร่ง น้ำมันมันก็หน้าจะฉีดเท่าเดิม แต่มันจะใช้กำลังอัดของเครื่องหน่วงความเร็วรถแต่พอรถมันเร็วขึ้นรอบมันก็จะขึ้นตาม(ความคิดเห็นส่วนตัวครับ)
-
กินเท่ารอบเครื่องเดินเบา เช่นกันครับ
รอบเครื่องสูงมาจาก
เวลาลงเขา
แรงโน้มถ่วงทำให้ ล้อหมุน
ล้อหมุน ทำให้ เพลาหมุน เพราะเกียร์ที่เชื่อมอยู่ (สำคัญ ถ้าหมุนแล้วไม่ได้เข้าเกียร์อยู่ รอบก็ไม่สูง)
Engine break คือใช้เกียร์ สุดท้าย เฟืองต่างๆที่เครื่องเลยหมุนรอบสูง ตามความเร็วเฟืองเกียร์ ที่หมุนตามแรงจากล้อ
แรงมาจากแรงโน้มถ่วง ไม่ได้ใช้น้ำมัน...ครับ (ใช้แค่เครื่องติดเดินเบา)
แต่ถ้าขับธรรมดา
น้ำมันอัด ไปที่เครื่อง ดันลูกสูบขยับ เฟืองต่างๆหมุน เพลาล้อหมุน รอบเครื่องสูง
ถ้าเข้าเกีย ล้อหมุน ถ้าไม่ได้เข้าเกียร์ ล้อไม่หมุน
แรงมาจากการเผาไหม้น้ำมัน....กินน้ำมัน ใช้แรงมากินมาก ใช้แรงน้อยกินน้อยครับ
ผมเข้าใจประมาณนี้ 55 อธิบายไม่เป็นครับ
-
ต้องเข้าใจให้ถูกกว่าการกินน้ำมัน มันไม่ได้ขึ้นกับรอบเครื่องครับ
ไม่อย่างนั้น ขับขึ้นเขา รอบ 5 พัน ก็กินน้ำมันเท่าขับทางราบ
มองแบบวิทยาศาตร์หน่อยก็คือ ถ้ามันกินน้ำมันขนาดนั้นจริงๆตอนลงเขา แล้วพลังงานมันไปอยู่ไหนหมด ในเมื่อไม่ได้ใช้เพื่อการขับเคลื่อน?
-
อยากทราบคำตอบ เช่นกันครับ
เห็นด้วยกับความคิดเห็นนี้
น่าจะกินน้ำมันเท่ากับรอบเดินเบาเพราะว่าไม่ได้กดคันเร่ง น้ำมันมันก็น่าจะฉีดเท่ารอบเดินเบา แต่การใช้เอนจิ้นเบรค รอบเครื่องมันหมุนตามเฟืองเฉยๆ และทำให้หน่วงความเร็วรถ(ความคิดเห็นส่วนตัวครับ)
หรืออีกนัยหนึ่ง การกินน้ำมันแปรผันตามการกดคันเร่ง
ข้อสังเกตุ (ความเห็นผม)
การใช้เอนจิ้นเบรคผมว่าไม่น่าทำให้กินน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่มันเปรียบเสมือนการใช้แทนเบรคเพราะทำให้ความเร็วลดลง ดังนั้นเมื่อความเร็วลดลงจึงต้องมีการเหยียบคันเร่งเพื่อขับต่อไป ดังนั้น การที่เหยียบคันเร่งเพื่อขับต่อไปนี้เป็นผลให้กินน้ำมันเพิ่มขึ้นได้เพราะเมื่อเหยียบคันเร่ง ลิ้นเปิด ECUสั่งให้จ่ายน้ำมันเพิ่ม แรงบิดเพิ่ม ทำให้รถเพิ่มอัตราเร่ง ครับผม ดังเช่น รถที่ขับความเร็วคงที่ปกติ กับรถที่เดียวชลอเดียวเร่ง
แต่ผมว่า การใช้เอนจิ้นเบรค ไม่ควรรอบเกิน 4300
เหมือนจะซ้ำกับทู้นี้ ลองดูข้อมูลครับ
http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php?topic=4199.0 (http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php?topic=4199.0)
เท่าที่อ่านกระทู้เก่า ปรากฏว่า การใช้เอนจิ้นเบรค
หากรถหัวฉีด ประหยัดน้ำมันเท่ากับรอบเดินเบา (กินน้ำมันตามการกดคันเร่ง)
หากรถคาร์บู เปลืองน้ำมัน(กินน้ำมันตามรอบ)
-
กินเท่ารอบเครื่องเดินเบา เช่นกันครับ
เวลาลงเขา
แรงโน้มถ่วงทำให้ ล้อหมุน
ล้อหมุน ทำให้ เพลาหมุน เพราะเกียร์ที่เชื่อมอยู่
สุดท้าย เฟืองต่างๆที่เครื่องเลยหมุนที่รอบสูง ตามความเร็ว
แต่ถ้าขับธรรมดา
น้ำมันอัด ไปที่เครื่อง ดันลูกสูบขยับ เฟืองต่างๆหมุน เพลาล้อหมุน ล้อหมุน
ผมเข้าใจประมาณนี้ 55 อธิบายไม่เป็นครับ
หลักการถูกแล้ว แต่อัตรากินน้ำมันจะมากกว่ารอบเดินเบาครับ
สังเกตุจากที่ขับรถลงเขาบ่อยๆ น้ำมันจะลดลงมากกว่าหยุดนิ่ง (ที่ระยะเวล่าเท่ากัน)
แต่ถ้าวัดอัตราสิ้นเปลืองเป็น km/l ขับลงเขาจะมีตัวเลขดีกว่าเห็นๆ
-
กินไม่เท่ากับรอเดินเบาน่นอนครับ
ผมติดแก๊ส ต่อโปรแกรมจูนไป ขับไป (ไม่ดีนะครับ อย่าเอาอย่าง)
มันจะต่อกับ ecu บอกว่าหัวฉีดจ่ายน้ำมันเท่าไร่
มันสัมพันธ์กับรอบเครื่องด้วยครับ
จอดอยู่กับที่หัวฉีดรถทั่วไปสมมติจ่ายน้ำมัน x
ถ้าเหยียบรอบเครื่อง 5 พันมันก็จะจ่ายน้ำมันมากขึ้น แตไม่ได้มากขึนเป็น Linear นะครับ
แต่ถ้ารถออกตัวแล้ว ตัวแปรเดียวกัน
คุณใช้เกีย 1 เหยียบ 1500 รอบ ความเร็ว 15 กม
กับคุณใช้เกีย 1 เหยียบ 3000 รอบ ความเร็ว 35 กม
อันหลังกินกว่าครับ เยอะด้วยดูจากข้อมูลใน ecu ที่ในคอมก็เห็นครับ
ส่วนใช้ engine เบรคนั้นกินมากกว่าขับปกติแน่นอน เพราะใช้เกียต่ำรอบสูง
แต่สำหรับผมไม่ใช่ประเด็น เพราะไม่ต้องคอยเหยียบเบรค
อันนี้ตามข้อมูลที่ผมลองจูนรถด้วยตัวเอง ถูกผิดก็ขออภัยละกัน
ปล ข้อมูลอีกอย่างที่ไม่ค่อยมีคนรู้คือ
เกียธรรมดา ถ้าเข้าเกียว่างแล้วปล่อยไหล กินน้ำมันกว่าเข้าเกียคาไว้แล้วปล่อยไหล ไม่เหยียบคันเร่งครับ
เพราะเกียว่างเครื่องจะจ่ายน้ำมันเลี้ยงเครื่องไว้เท่ากับรอบดินเบา แม้ว่าขับมา 180 ถ้าเข้าเกียว่างแล้วปล่อยไหลก็จะกินเท่ารอบเดินเบา
แต่ถ้าคุณมา 180 แล้วคุณคาเกีย 5 โดยไม่แตะคันเร่งเลย การกินน้ำมันเท่ากับ 0 ครับ (เครื่องหยุดจ่ายน้ำมันทำให้เกิดengine break) จนกว่าความเร็วจะต่ำจนเข้าใกล้ถึงระดับรอบเดินเบาเครื่องถึงจะจ่ายน้ำมันเท่ารอบเดินเบาครับ
ส่วนเกียออโต้ ไม่ทราบครับ
-
เกียร์ออโต้ ก็คงไม่ต่างกัน ก้เราไม่ได้กดคันเร่งนี่ครับ ECU จะเอาคำสั่งไหนไปเปิดหัวฉีดน้ำมันล่ะ
-
ผมว่้าไม่เท่ากับรอบเดินเบานะ เพราะถ้าจะให้เท่าก็ต้องใส่เกียร์ว่างแล้วลงเขา ;D ;D ;D
ว่าแต่เกียร์1 ที่5000รอบลงเขา ฮายารึป่าวครับ :o
-
แต่ก่อนก็คิดว่ากินมากกว่า เพราะเคยโพสแล้วโดนด่า
ตอนนี้ก็ยังงงๆอยู่
-
ผมว่ากินมากกว่ารอบเดืนเบานะครับ
-
ยอมแลกน้ำมันกับเบรกจมเถาะ
-
มันต้องแยกเป็นกรณีครับ เพราะเครื่องยนตร์แต่ละชนิดก็มีลักษณะ Mechanism การทำงานที่ไม่เหมือนกัน
อย่างเครื่องเบนซีน โดยเฉพาะพวกที่เป็นระบบฉีดตรงแล้วจะทำงานไม่เหมือนกับเครื่องดีเซล
ขณะที่แรงส่งมาจากภายนอกระบบแล้ว(ปล่อยคันเร่งแล้ว) ตัวลิ้นปีกผีเสื้อจะทำการปิดสนิท ภายในกระบอกสูบ
จะควบคุมการไหลเข้าของอากาศไม่ให้เข้ามา เมื่อกระบอกสูงกระดกลง จะทำให้เกิดภาวะที่คล้ายเคียงกับสุญญากาศขึ้นในกระบอกสูบ
ซึ่งจะเป็นแรงดึงหน่วงตัว Piston และ Crankshaft เพื่อลดกำลังส่งจากภายนอก
กล่าวคือใช้สุญญากาศเพื่อเป็นแรงหน่วง
ส่วนเครื่องดีเซลนั้นต้องอัดอากาศเข้ามาเพิ่มแรงดันก่อนแล้วจุดระเบิดเพื่อให้เกิดกำลังจากเครื่องยนตร์
รถยนตร์ทั่วไปบ้านเราที่ไม่มี Jake Brake หรือ Compression Release Brake จะทำการควบคุมระดับการจ่าย
น้ำมัน แทนที่จะเปิดวาล์วไอเสียตามปกติแต่จะไปเพิ่มแรงดันในกระบวนการหลังจุดระเบิด(ปล่อยไอเสีย)เพื่อหน่วง
แรงดันของ Piston และ Crankshaft ฉะนั้น ประสิทธิภาพของ Engine Brake จะต่างกัน
กล่าวคือ ใช้แรงดันเพื่อเป็นแรงหน่วง
แล้วก็ยังมีอีกหลาย Case นะครับ พวกที่ติดเทอร์โบก็จะมี Mechanism ที่เพิ่มเข้ามาอีก
ส่วนเรื่องกินน้ำมันไม่กิน ผมว่าน่าจะพอตอบได้แล้วนะครับ
แก้ไข : คำผิด
-
ยอมกินน้ำมัน ดีกว่าเบรคไหม้นะจ๊ะ
-
กระทู้นี้มีทุกปี หลัง หน้าหนาว ผมก็อ่านทุกปี แล้วก็แย้งกันทุกปี ผ่านมา 5-6 ปีแล้ว ผมก็ยังคงไม่ได้คำตอบ
-
กระทู้นี้มีทุกปี หลัง หน้าหนาว ผมก็อ่านทุกปี แล้วก็แย้งกันทุกปี ผ่านมา 5-6 ปีแล้ว ผมก็ยังคงไม่ได้คำตอบ
55555+ ทำไมต้องหลังหน้าหนาวนะ เป็นความรู้ แต่ถ้าไม่ชัวร์ก็ถึงเวลาพิสูจน์ครับ รอผมกลับมาขับรถเต็มระยะทางก่อนจะรายงานให้
-
สมมติ ลงเขาอยู่แล้วใช้ engine brake อยู่ที่เกียร์1 รอบซัก 5000 rpm นี่มันจะกินน้ำมันแค่ไหนอ่ะครับ
เท่ากับ รอบเดินเบาปกติ หรือเท่ากับตอนอยู่ทางราบแล้วเหยียบ 5000 rpm
กินพอๆกับเดินเบา
-
ที่ต้อตั้งหลังหน้าหนาว เพราะ หน้าหนาวมักไปขึ้นเขา แล้วก็มีโอกาสใช้ engine break
ด้วยความสงสัยเลยมาถามกันทุกปีครับ 555
-
เออจริง ใครช่วยฟันธงหน่อยครับผมใช้ปุ่มลงเขาของเฟียสต้าบ่อยๆเวลาลงดอย รอบล่อไป 5-6 พัน กลัวพังเลยปิดแล้วเบรคเอง
-
ไม่ค่อยกินหรอก แจ็สผมวิ่ง 30 ที่เกียร์ 2 ถอนคันเร่งหน่อย มิเตอร์ขึ้นเชียว
-
ตอบได้ตรงๆ ว่ากินพอๆ กันกับรอบเดินเบาหรือน้อยกว่า
ขึ้นกับระบบการจ่ายน้ำมันของรถ โดยปรกติแล้วเครื่องจะคำนวณการจ่ายน้ำมันจากโหลดด้วย
เช่น เข้าเกียร์ว่าง เร่งคันเร่งไปที่ 3000rpm กินน้ำมัน มากกว่าเดินเบานิดเดียวเพราะไม่มีโหลด (ไปแต่รอบ)
แต่ถ้าเข้าเกียร์ให้รถวิ่งด้วย ที่รอบ 3000rpm กินน้ำมันเยอะกว่าเยอะมากๆ เพราะมีโหลด
เช่นเดียวกันถ้าตอนใช้ Engine Break ลงเขาหรือแม้แต่การปล่อยคันเร่งให้รถไหลไปบนทางราบก็ตาม
ถ้าหากแรงเฉื่อยจากล้อสามารถฉุดเครื่องยนต์จนมากกว่าภาระโหลดที่เครื่องยนต์ที่จะต้องใช้น้ำมันในการจัดการ
ระบบ ECU จะพยามจ่ายน้ำมันเฉพาะที่จำเป็น เช่น จ่ายเท่ารอบเดินเบาหรือ CUT-OFF (ตัดการจ่ายน้ำมัน) เลยก็ได้
และจะกลับมาจ่ายอึกครั้งเมื่อแรงที่ฉุดเครื่องไม่พอกับภาระโหลดของเครื่อง ซึ่งที่บอกมาไม่ขึ้นกำรอบเครื่องเลย อยู่ที่โหลดล้วนๆ
แถไปเรื่องแก๊ส เวลาจูนไม่ดี ที่ขับๆ มาแล้วปล่อยคันเร่งแล้ว ECU Cut-Off น้ำมัน พอมาจ่ายใหม่แก๊สเข้าไม่ทันเลยดับกันเพราะมันทำงานแบบนี้เหละครับ
-
ขับเกียร 4 วิ่งลงทางลาดลง ปล่อยคันเร่ง ใช้รอบ 1,500
พอสับเข้าเกียร 3 ปล่อยคันเร่งเหมือนเดิม แต่รอบพุ่งไปเกือบ 4 พัน
เคยขับ 80 รอบเครื่องนิดหน่อย ทางลงเขา
พอสับเข้าเกียร 2 รอบเครื่องพุ่งเป็น 5 พันรอบ รถหน่วงลงจนไม่ต้องเบรค
กินน้ำมันสุดๆ
-
ลองไปดูรถบรรทุกที่ลงเขาสิครับ
ถ้ามันกินน้ำมันจริง เผาน้ำมันเท่าเดิม ไอเสียมันก็ต้องออกเท่าตอนเร่งทางปกตินั่นแหละครับ
เคยเห็นรถบรรทุกหรือกระบะเก่าๆ ควันดำตอนลงเขาหรือเปล่า?
-
ผมเข้าใจว่า ถ้า รอบเดินเบา 1000 รอบ หัวฉีด จ่าย 1m/sec เพื่อให้เครื่องยนต์ไม่ดับ
ถ้า5000 รอบ ควรจ่าย5m/sec หรือน้อยกว่า ประมาณนี้หรือไม่ครับ
แต่คงไม่เท่าอยู่ทางราบแล้วเหยียบให้รอบ 5000 แน่ๆครับ มันคนละเรื่อง
อันนี้สมมติฐานส่วนตัวครับ ดังนั้นการใช้engine brake ลงเขารอบสูง น่าจะสิ้นเปลืองกว่าการจอดรอบเดินเบาอยู่กับที่ในระยะเวลาที่เท่ากัน
แต่นั่นไม่ใช้เหตุจูงใจที่คุณจะไม่ใช้ engine brake ในการลงเขา
รถยนต์ที่ใช้engine brakeส่วนใหญ่ส่วนผสมจะบางนะครับ เพราะเครื่องยนต์มันยังหมุนอยู่เหมือนเดิม ดูดอากาศเข้าตามปกติ
ถ้าเป็นเครื่องยนต์ มีการติดตั้งอุปกรณ์ วัดบูสต์หรือวัดแวคคั่ม วัดส่วนผสมน้ำมันอากาศน่าจะเห็นชัดครับ ;)
-
ผมไม่รู้จะตอบถูกประเด็นหรือเปล่าคนะครับ ผมติดตัว obd 2 bt ดูค่าผ่านมือถืออยู่
เท่าที่สังเกตุการณ์กับ engine brake ผมจะเรียก eb
รถผมเกียร์ธรรมดา
ตอนที่ทำ eb ค่าต่างๆ จะออกไปในแนว
ความร้อนสูงใน o2 narrow = 0 o2wide จะมีค่า4.x ++ ถ้ากดคันเร่งปกติ จะประมาณ 2.1xx-2.2xx ถ้า open loop จะเริ่ม 0.9-1.7 เท่ากับว่า o2 มากกว่าน้ำมัน
ค่า short term fuel ออกแนว + เป็น Lean ค่าจะเป็น มากกว่า 0 แต่รถผมไม่เกิน 25
ค่าความร้อนที่ท่้อไอเสียตกช้ากว่าใส่เกียร์ว่าง
ผมเลยอนุมาณเอาว่า การทำ eb ทำให้กินน้ำมันน้อยกว่าการใส่เกียร์ว่าง แน่นอนแต่จะมากจะน้อย ผมไม่รู้เหมือนกัน
-
รถคาร์บูเรเตอร์ เอนจิ้นเบรคจะจ่ายไอดีเท่ารอบเดินเบา
แต่รถหัวฉีด ในภาวะเอนจิ้นเบรค จะทำการ cut off คือ ไม่จ่ายน้ำมันครับ จนกว่ารอบเครื่องจะลดลงมาใกล้เคียงกับรอบเดินเบาจึงจะเริ่มจ่ายเชื้อเพลิงอีกครั้ง
จริงๆไม่เฉพาะจังหวะเอนจิ้นเบรคหรอกครับ แค่จังหวะเปลี่ยนเกียร์ ตอนยกคันเร่ง เหยียบคลัทช์ แว่บเดียวที่รอบเครื่องกำลังตกลงมาก่อนถึงรอบเดินเบาก็ cut off เหมือนกันครับ
หากเราใช้เอนจิ้นเบรคลงเขายาวๆ ต่อเนื่องซัก 5 นาที เข็มความร้อนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะ ในกระบอกสูบไม่มีการจุดระเบิด ความร้อนจึงลดลง
ใน BMW F800GS มีมาตรแสดงอัตราสิ้นเปลือง realtime จังหวะเอนจิ้นเบรค ตัวเลขจะลดลงจนถึง 0 L/100 km. ภายใน 2-3 วินาที หลังจากเอนจิ้นเบรค
อย่างไรก็ตาม รถยนต์เกียร์ A/T บางรุ่น ไม่มี cut off เพราะทันทีที่ยกคันเร่ง รอบเครื่องจะตกไปที่รอบเดินเบาทันทีโดยไม่มีเอนจิ้นเบรค เช่น Fortuner ซึ่งจะมีเอนจิ้นเบรคเฉพาะในเกียร์ 2 - 1 เท่านั้น
คำถาม
-ไม่จ่ายน้ำมันเลย เครื่องก็ดับซิ? ถ้าเครื่องดับหมายถึงไม่มีการจุดระเบิด คำตอบคือใช่ เครื่องดับ แต่ถ้าเครื่องดับหมายถึง ลูกสูบหยุดหมุน คำตอบคือไม่ใช่ ยังไงเพลาก็มีแรงพาให้ลูกสูบหมุนไปได้ โดยไม่ต้องจุดระเบิด
-ไม่จ่ายน้ำมัน ระบบอื่นๆ ก็ไม่ทำงานซิ? ไม่ถูก ตราบใดที่กุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง On และลูกสูบหมุนได้ ไม่ว่าจะมีการจุดระเบิดหรือไม่ ลูกสูบจะทำให้ระบบอื่นๆทำงานได้ตามปกติ ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำมันเครื่อง ไดฯ ไฟฟ้า ไฮดรอลิกอื่นๆ ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้ ทำงานเพราะลูกสูบหมุน ไม่ว่าจะมีการจุดระเบิดหรือไม่
-
รถคาร์บูเรเตอร์ เอนจิ้นเบรคจะจ่ายไอดีเท่ารอบเดินเบา
แต่รถหัวฉีด ในภาวะเอนจิ้นเบรค จะทำการ cut off คือ ไม่จ่ายน้ำมันครับ จนกว่ารอบเครื่องจะลดลงมาใกล้เคียงกับรอบเดินเบาจึงจะเริ่มจ่ายเชื้อเพลิงอีกครั้ง
จริงๆไม่เฉพาะจังหวะเอนจิ้นเบรคหรอกครับ แค่จังหวะเปลี่ยนเกียร์ ตอนยกคันเร่ง เหยียบคลัทช์ แว่บเดียวที่รอบเครื่องกำลังตกลงมาก่อนถึงรอบเดินเบาก็ cut off เหมือนกันครับ
หากเราใช้เอนจิ้นเบรคลงเขายาวๆ ต่อเนื่องซัก 5 นาที เข็มความร้อนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด นั่นเพราะ ในกระบอกสูบไม่มีการจุดระเบิด ความร้อนจึงลดลง
ใน BMW F800GS มีมาตรแสดงอัตราสิ้นเปลือง realtime จังหวะเอนจิ้นเบรค ตัวเลขจะลดลงจนถึง 0 L/100 km. ภายใน 2-3 วินาที หลังจากเอนจิ้นเบรค
อย่างไรก็ตาม รถยนต์เกียร์ A/T บางรุ่น ไม่มี cut off เพราะทันทีที่ยกคันเร่ง รอบเครื่องจะตกไปที่รอบเดินเบาทันทีโดยไม่มีเอนจิ้นเบรค เช่น Fortuner ซึ่งจะมีเอนจิ้นเบรคเฉพาะในเกียร์ 2 - 1 เท่านั้น
คำถาม
-ไม่จ่ายน้ำมันเลย เครื่องก็ดับซิ? ถ้าเครื่องดับหมายถึงไม่มีการจุดระเบิด คำตอบคือใช่ เครื่องดับ แต่ถ้าเครื่องดับหมายถึง ลูกสูบหยุดหมุน คำตอบคือไม่ใช่ ยังไงเพลาก็มีแรงพาให้ลูกสูบหมุนไปได้ โดยไม่ต้องจุดระเบิด
-ไม่จ่ายน้ำมัน ระบบอื่นๆ ก็ไม่ทำงานซิ? ไม่ถูก ตราบใดที่กุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง On และลูกสูบหมุนได้ ไม่ว่าจะมีการจุดระเบิดหรือไม่ ลูกสูบจะทำให้ระบบอื่นๆทำงานได้ตามปกติ ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำมันเครื่อง ไดฯ ไฟฟ้า ไฮดรอลิกอื่นๆ ฯลฯ อุปกรณ์เหล่านี้ ทำงานเพราะลูกสูบหมุน ไม่ว่าจะมีการจุดระเบิดหรือไม่
เห็นด้วยที่สุดครับ
-
ว๊า ... สงสัยเป็นรถผมคันเดียว ที่เวลาผมใช้เอ็นจิ้นเบรค แล้วมันแบ๊คไฟ ออกท่อ ฮือ ๆ ทั้งรถคาร์บู แล้วก็รถหัวฉีดเลย ฮือๆ ๆ :'(
-
ว๊า ... สงสัยเป็นรถผมคันเดียว ที่เวลาผมใช้เอ็นจิ้นเบรค แล้วมันแบ๊คไฟ ออกท่อ ฮือ ๆ ทั้งรถคาร์บู แล้วก็รถหัวฉีดเลย ฮือๆ ๆ :'(
เป็นลักษณะสันดาปในท่อครับ มักพบในรถที่แต่งไอดี ไอเสีย และท่อ จนไอเสียที่เผาออกมา เผาไหม้ยังไม่หมด
จังหวะยกคันเร่ง ลูกสูบยังคงทำหน้าที่อัดอากาศผ่านมาทางวาล์วไอเสีย + ไอเสียเดิมที่ยังเผาไม่หมด + ความร้อนในท่อ จึงยังสามารถระเบิดได้อีก