Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: REX ที่ กุมภาพันธ์ 27, 2022, 20:29:40
-
สุดท้าย เลือกอะไร เพราะอะไรครับ
-
ตอนนั้นผมเลือก acv 50 ครับ
เหตุผลง่ายๆเลย คือ ออพชั่นของ entry ยุโรปมันน้อยเกินไปครับ ดูแล้วยังไงก็ไม่คุ้ม
-
เลือก camry 2.0g ไป เพราะห้องโดยสารโปร่งกว่า เบาะหลังนั่งสบายกว่า (ใ้ช้เป็นรถครอบครัว)
-
ส่วนตัวเคยได้ขับทั้ง D-Segment ญี่ปุ่น กับ Entry Premium Car ยุโรป ถ้าให้ซื้อเอง ผมเลือก D-Segment ตัวเริ่มต้นครับ
เหตุผลเพราะผมขับแต่ในกรุงเทพฯ ใช้เวลาอยู่บนถนนแค่วันละ 2 ชม. ดังนั้นอีก 22 ชม. ที่เหลือในแต่ละวัน มันคือ Unused time เป็นค่าเสียโอกาสที่หายไป
แต่ถ้ามีคนซื้อให้ ผมเลือก Entry Premium Car ยุโรป ครับ แต่พอหมดประกันแล้วผมจะขายทิ้งทันที แล้วนำเงินไปซื้อ D-Segment ญ๊่ปุ่น ป้ายแดง ตัวเริ่มต้น
แน่นอนว่าผมไม่มานั่งจ่ายค่าอะไหล่ ค่าบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูงของรถยุโรปหลังจากหมดประกันอยู่แล้วครับ เพราะผมใช้รถแค่วันละ 2 ชม. ที่เหลืออีก 22 ชม. คือจอดเฉยๆ
ปีที่แล้วผมเคยคิดที่จะผ่อน Entry Premium Car ยุโรป มาขับเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมา แต่ละวันผมแทบไม่ได้ใช้รถเท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจพับโครงการไป
ตอนนี้ผมใช้ C-Segment ญี่ปุ่น อยู่คันเดียว และกะใช้ไปยาวๆรอซื้อรถไฟฟ้าทีเดียวเลยครับ
-
ผมเลือก D seg และตอนนี้ก็ใช้ D seg อยู่ครับ งบไม่ต่างกันมาก แต่ผมว่าขับทางไกล D seg สบายกว่าเยอะเลยครับ ยังไม่นับพ่อแม่นั่งหลังนานๆที
ส่วนตัวคิดว่าถ้ายุโรปก็ต้อง c-class,3 series, a5 เป็นต้นไปครับ ผมอายุยังไม่เยอะมากรอกำลังทรัพย์ไหวค่อยขยับไปยุโรป large size sedan(e class, 5 series) เลยดีกว่าครับ เพราะส่วนตัวเคยขับ 320d (g20) ก็ยังเล็กไปครับแคบไปหมด
-
D seg เพราะครอบครัวนั่งหลังสบายกว่า เน้นความนิ่ม ผมขับช้าอยู่แล้วไม่ได้ใช้ความแรงของรถ
กลัวค่าซ่อมด้วยครับ :-X
-
เลือกไปแล้ว เอา D Seg ครับ ค่อนข้างประทับใจ และถือว่าอัพเกรดจาก C Seg ค่อนข้างมากเลย แล้วก็ D Seg เจนใหม่ๆ ที่ได้ยาง 235 ดีๆ สักเส้น ขับ 140-180 นิ่งๆได้แบบ 5 series เลยครับ ติดแค่มันไม่เก็บเสียงเท่าแค่นั้นเอง ก็ตามราคารถครับ (F10 ยังดีกว่าเยอะ แต่ D Seg ก็ถือว่า ดีกว่า Vios ค่อนข้างมาก และสูสีกับพวก C Class V60 ครับ)
ยิ่งพวกตัวไฮบริดที่มีแบตอยุ่ตรงเบาะหลัง เวลาขับได้ฟีลลิ่งบีเอ็มมากครับ เพราะน้ำหนักมันกระจาย 50-50 รถมันคม ไปเป็นก้อนๆทั้งคัน ขับดีพอสมควรเลยครับ (ส่วนตัวขับ Hybrid ที่บ้านขับ 2.5g)
พวก A class , 2 Series กับ D Seg มันเทียบกันไม่ได้เลยครับ เหมือนเอา vios มาเทียบ Camry พื้นที่ใช้สอย ความผ่อนคลาย นุ่มสบายตอนเดินทางไกลมันต่างกันคนละเรื่องเลยครับ รถฐานล้อสั้น ยังไงก็สะเทือนกว่าเยอะครับ (แม้จะเป็น V60 ก็สะเทือนกว่า Camry Accord)
ถ้าจะเอามาเทียบ พวก C Class G20 ส่วนต่างเกือบล้าน ผมไม่เรียกว่านิดเดียวครับ มีดีหน่อยก็ V60 ถ้ามีโปรลดดุๆสักสามแสน แต่ก็ยังถือว่าส่วนต่างค่อนข้างเยอะครับ
พอมาขับรถฐานล้อยาวบ่อยๆ มันผ่อนคลายจริงๆ เหมือนการที่เรานั่งห่างล้อ แล้วระยะห่างระหว่างล้อหน้า หลังเยอะๆ มันทำให้รถมันสเถียร มันนิ่ง ตกหลุมแล้วมันสะเทือนน้อยกว่ารถสั้นๆพอสมควรเลยครับ ถ้าเดินทางไกลๆจริงๆ ให้นั่ง ผมก็คงเลือกรถไซส์ D Seg ขึ้นไป ไม่ว่าจะญี่ปุ่น หรือยุโรปครับ
ให้เห็นภาพ เหมือนนั่งรถตู้กลางรถ กับนั่งแถวท้ายสุด ฟีลลิ่งต่างกันเยอะ 😂😂
ถ้าซื้อขับเอง รถเล็กกว่าก็ขับสนุกกว่า แต่ถ้าอยากสนุก ส่วนตัวคงเอา Bigbike อีกคันออกทริปแทนครับ เอา Camry ไว้เป็นรถเดินทางไกลๆไม่เหนื่อยเป็นหลัก
นี่ผมไปลอง ES ยังรู้สึกอยากอัพเกรดอยู่เลยครับ ถ้างบถึงคงเอาแน่นอน สบายระดับ 95% ของ LS เลย ประทับใจมากๆ มองข้ามพวก A Class C Class ไปแล้วครับ ยุโรปสายเดินทางจริงๆ มันต้อง 5 s90 E ขึ้นไปจริงๆ
-
Entryนี่คือระดับไหนครับ ถ้ายังเป็นEntryแบบพวกขับหน้า(A Class/2 Series/GLA/X1) ผมเลือกD Segmentครับ นั่งสบายกว่าเยอะ ฟีลลิ่งการขับมันก็ยังเป็นขับหน้าเหมือนกัน เลยไม่รู้จะจ่ายเงินเพิ่มเพื่อลดความสบายไปทำไมครับ
แต่ถ้าEntryคือพวกC Class/3 Series (ตอนจะเปลี่ยนโฉม หักส่วนลดมันจะลงมาเฉี่ยวๆกับพวกD-Segmentเลย) ผมเลือกยุโรปครับ ฟีลลิ่งในการขับต่างจริง ความสบายจัดว่าสบาย(ในบางมุม)เมื่อเทียบกับD Segment(ยุโรปเงียบกว่า D Segmentพื้นที่ให้ขยับตัวมากกว่า)
แต่ตอนนี้ถ้าให้ผมเลือกCamry/Accord/A Class/2 Series ผมเลือกCamry ตัวที่ไม่Hybridครับ เพราะมันยังไม่เป็นเกียร์CVT แล้วผมทนฟีลลิ่งพวงมาลัยAccordไม่ได้จริงๆ(G7คือดีงามมากๆ คมกริบ วางรถได้ดั่งใจมาก G9คือรับไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าตอนนี้ล้อกำลังทำอะไรอยู่ Accord G10ปัจจุบันไม่เคยขับ แค่เข้าใจว่าใกล้เคียงG9มากกว่าG7) ไม่ก็เพิ่มเงินกัดฟันเอาC Class W205
แต่ถ้าอยากได้รถเล็กๆ คันไม่ใหญ่เทอะทะ แล้วต้องการรถดีๆ ก็Entryครับ D Segmentมันก็มีบางจังหวะเหมือนกันที่รู้สึกว่ารถมันคันใหญ่แน่นถนน เช่น บนสะพานกรุงธน หรือเวลาจะเลี้ยวขึ้นตึกจอดรถบางตึก
-
Entry premium ที่หมายถึง คือ กลุ่ม A class ของ benz. และ series 2 ของ bmw
ที่เป็นรถเก๋งเหมือนกัน ครับ
-
ผมเลือกระหว่าง eco car ญี่ปุ่น กับรถยุโรป ราคาห่างกันสามเท่า แต่สุดท้ายก็ไป eco car ญี่ปุ่นครับ
ตอนนั้นดู
Volvo V60 (รุ่นก่อนหน้านี้) / BMW 320d GT สุดท้ายไปซื้อ Mazda 2 diesel sedan เพราะไม่อยากซื้อเงินผ่อน แต่ก็ยังอยากได้รถที่สมรรถนะดีและประหยัดน้ำมัน
ใช้รถยุโรปมาหลายคันแล้ว ลองรถญี่ปุ่นบ้างก็โอเคครับ เสียดายว่าระบบความปลอดภัยมันน้อยไปหน่อย
-
ความสบายไปd segญี่ปุ่นครับ
แต่ขับสนุกเลือกpremium entryครับ
สองตัวเลือกนี้ได้อย่างเสียอย่างครับ
ถ้านับแค่ความสบายตามตัวเลือกนี้ ผมไป camry hv premiumไม่น้องคิดเลยครับ
นั่งสบายว่า eclass serie5 และs90 ไม่ต้องมาเทัยบกับยุโรปentryให้เสียเวลาครับ
ขณะเดียวกัน ถ้าขับสนุกขับมัน ยุโรปentryสาามารถให้สิ่งนี้ในแบบที่รถญี่ปุ่นในบ้านเราไม่สามารถให้ได้ครับ
เพราะฉะนั้นอยู่ที่ชอบและซื้อมาเพื่ออะไรแล้วล่ะครับ สองตัวเลือกนีเราคาต่างกันไม่มาก อยํ่ที่ความต้องการล้วนๆครับ
ยกเว้นจะเอาญี่ปุ่นตัวเริ่มเข้ามาคิดด้วย อันนี้ต่างกันตกห้าแสน ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์แล้วล่ะครับ
-
ถ้า entry premium คือ a class - 2 gc / gla - x1
ผมเลือก d-seg mass
นอกจาก logo แล้วอื่นๆแทบไม่ได้ความพรีเมียมเลยครับ เพราะ interior ก็ระดับใกล้เคียงกัน จากโฟมนุ่มเป็น ฟองน้ำแค่นั้น อื่นๆ นั่งก็ไม่สบาย ผมว่า mazda2 ยังนั่งสบายกว่า x1 อีก รวมทั้งการขับขี่ ผมว่า d-seg mass ดีกว่าทุกอย่าง
กัดฟันอีกนิดไป compact premium ดีกว่าครับถ้าจะเล่น เอา option พอดีๆ แบบ c avantgarde ตัวก่อนไม่มี keyless entry มาให้ก็อุบาทเกิน
-
ผมเลือก C-SUV ญี่ปุ่น (ก็เท่า D ญี่ปุ่นล่ะนะ) แทน Entry ยุโรป ครับ
ช้อยส์ตอนนั้น (ปี 2020) คือ CX-5 (2.5T), Forester, X1, GLA กับโดดไป XC40.
เริ่มมาโดยตัด Forester ออกก่อนเนื่องจากหน้าตา เครื่องยนต์ และเกียร์ที่ไม่ผ่านเลยสักข้อ
ต่อมาก็นั่งเทียบดูทุกอย่างทั้งสมรรถนะที่เป็นตัวเลข ลองขับเพื่อดูฟีลลิ่งและสัมผัสวัสดุต่างๆ
ก็เลยได้ตัด X1 กับ GLA ออกเพราะไม่มีอะไรที่ได้มากกว่า CX-5 เลยยกเว้นป้ายยี่ห้อเท่านั้นในราคาที่ต่างกันพอสมควร เอาจริงๆ ขนาดคุณภาพวัสดุภายในที่ควรเป็นจุดเด่นรถยุโรปก็ยังแพ้ในส่วนสำคัญคือเบาะนั่งหนัง Nappa ของ CX-5 ที่ฟีลลิ่งดีกว่าแบบรู้สึกได้ส่วนอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมากเพราะ CX-5 ก็บุนุ่มทั้งคันและทริมด้วยไม้จริง และก็ยังขาดออพชั่นสำคัญๆ ไปจำนวนมากโดยเฉพาะ Active Safety ต่างๆ และสุดท้ายจุดตายก็คือทั้งคู่ยังมีสมรรถนะที่ด้อยกว่าแม้เอา X1 20d มาเทียบก็ตาม
จนสุดท้ายเหลือ XC40 กับ CX-5 ซึ่ง XC40 ดีกว่าในแทบทุกด้านแต่ไม่มากขนาดที่ชดเชยด้วยราคาที่ต่างกันครึ่งล้านก็เลยจบที่ CX-5 2.5T ครับ
ทุกวันนี้ใช้มาสองปีก็ไม่เคยรู้สึกว่าเลือกผิดเลยครับ ;D
-
ตอนนั้นจะขยับจาก civic ไป accord หรือ s3
สุดท้ายคิดว่าเพิ่มเงินไปไม่มากก็ได้ s3 เลยเลือกs3
ตอนนี้ก็ยังคิดว่าคิดถูก เพราะถ้าซื้อ acc คงไม่จบ
รถยุโรปขับดีกว่า แต่ถ้านั่ง dseg ญี่ปุ่น นั่งสบายกว่า
แต่ถ้า a หรือ s2 คงไม่เอา เล็กไป
-
case คนรอบข้าง ช่วงปี 2019
- ของเพื่อนผม CAMRY 2.5G TNGA กับ X1 xLine
- ของน้องสาว CAMRY HYBRID PREMIUM กับ C220d av
เพื่อนสาวและน้องสาวผม ทั้งคู่นี้ไม่รู้เรื่องรถอะไรเลย
ที่เหมือนกัน คือ รู้สึกงบประมาณ มันไปถึง และ ก็แอบอยากได้รถยุโรป
คนแรก พอลองนั่ง X1 แล้วไม่ชอบ ส่วนรองนั่งสั้น เบาะแข็ง นั่งไม่สบาย
คนหลัง ไปลองคันจริงแล้ว ไม่โอเคกับการที่รถดึงอากาศภายนอกเข้ามาบ่อยๆ
บวกกับ อุปกรณ์ที่เทียบกันแล้วได้น้อยกว่า เลยได้รถญี่ปุ่นแทน
-
ให้ซื้อตอนนี้ ก็ยังเป็น D seg ครับ Accord หรือ Camryได้ทั้งคู่ เพราะดีกันทั้งคู่
-
รถยุโรปสำหรับผมเริ่มต้นที่ 3 & C ครับถ้าพวก eco car eu ไม่นับให้ใช้แบบนั้นไแ c&d seg jpn
ครับ
-
รถยุโรปสำหรับผมเริ่มต้นที่ 3 & C ครับถ้าพวก eco car eu ไม่นับให้ใช้แบบนั้นไแ c&d seg jpn
ครับ
ผมก็เลือกเช่นนี้ ถ้าพวก entry ตะกายดาวแบบ a-class ในราคา d-seg top ผมมองว่าไม่คุ้มค่าครับ
-
รถน่าจะคนละขนาดคนละกลุ่มใช้งานนะ
ถ้าเข้าใจไม่ผิดไม่น่ามาเทียบได้
ถ้าพวกแคมรี่ แอคคอร์ด ก็ต้องไปเทียบ ซีรี 5 อีคลาส
ขนาดรถกะการใช้งาน ใหญ่ญี่ปุ่น
กะเล็กยุโรป
มันมีกลุ่มใช้งานของมันอยู่
ผมเลือก X1 ไม่เลอกแคมรี่
ต้องการคันเล็กๆขนของได้
อยากเอานิ่มนุ่ม ไป5 ขึ้นไป
-
ขับคนเดียว อาจเลือก C seg ยุโรป
ถ้าเป็นครอบครัว ตัว Top D-seg ญี่ปุ่น
น้องชายใช้ C-seg ยุโรป เวลาไปกับ คุณพ่อ บอกอย่าเอารถเขาไป มันนั่งหลังไม่สบาย(เมื่อเทียบกับ D-seg ญี่ปุ่น) ให้เอา D-seg ไปทุกครั้ง
** เข้าใจว่าเทียบกันด้วยงบประมาณในการซื้อ**
-
เหตุผลที่เลือกซื้อของแต่ละคนต่างกันนะ ที่ผมเคยสัมผัสกับเหล่าลูกค้า ...
บางคนซื้อยุโรป เพราะจำเป็นในธุรกิจ เดิมขับ D segment นี่แหละ และก็พอใจ แต่พอต้องขยายธุรกิจต้องติดต่อธุรกิจ ก็เลยต้องขับยุโรป เพราะมันหมายถึงความน่าเชื่อถือของเจ้าของธุรกิจด้วย ...
บางคนเคยใช้ยุโรป และขยับลงมา D segment ส่วนใหญ่พวกนี้เน้นใช้งาน เคยลองใช้ยุโรปแล้วไม่คุ้มเลยขยับลง ประหยัดเงินและใช้งานได้ดี ..
บางคนที่ไม่เคยสัมผัสรถยุโรปเลย ก็อยากลองเป็นเจ้าของกันทั้งนั้น ค่าผ่อน D segment เพิ่มอีกนิดได้ A class แล้วก็อาจเลือกรถยุโรปไป อะไรประมาณนี้ ...
-
เมื่อ 9 ปีที่แล้ว
เลือกระหว่าง Teana,Cam และ Accord ไปจบที่ V40 ครับ
หลังจากใช้งาน มา 8 ปี เมื่อเทียบตอนนั้น ผมโอเคนะครับ V40 ขับดี วิ่งไป 2 แสนแปด ขายไปเมื่อปีที่แล้ว
ผมว่า มันคนละจุดประสงค์ คนละขนาดนะครับ
Entry Euro มันรถเล็ก
ส่วน D Sec มันรถใหญ่
-
ถ้าเลือกผมคง 2series> D segment ญี่ปุ่น > A-class
เพราะนั่งแค่1-2คน รู้สึกD-segใหญ่ไป แต่Aก็ออปชั่นเหี้ยนเตียนเกินรับได้จริงๆ
ส่วนในชีวิตจริงผมไปc-classมือสองครับ
-
ส่วนมากผมขับคนเดียว เลือก entry ยุโรปคับ ถ้าจะให้เจาะจง ผมเลือก 220i Msport แน่นอน ถ้าจะให้เทียบกับ Camry หรือ Accord ตัวท็อป ....ไปลองขับแล้ว คนละฟิลมาก ยังไง 220i ก็เฟี้ยวฟ้าวกว่า
-
ขอเทียบเป็นคู่ๆละกันนะครับ
ถ้าเป็น
Camry ตัวท็อป 1.809 mb VS Volvo S60 Exp. 2.19 mb ------> ผมเลือก S60 ครับ
ถ้าเป็น Camry ตัวเริ่ม 1.475 mb VS Volvo S60 EXp. 2.19 mb -------> ผมเลือก Camry ครับ
ยกเว้นว่าถ้า 320D มีโปรลดเยอะๆ จนเหลือ 2 MB + - 1 แสน ผมไป 320D ครับ
-
D-Segment ญี่ปุ่นครับ
เพราะความสบายใจในการใช้งานต้องมาก่อน
ไม่ต้องพะวงเรื่องค่าซ่อม หลังจากครบ 5 ปี
-
ถ้า entry premium car คือ a class / series 2
ผมแนะนำ d segment ครับ
คนเล่นรถมันรู้แหล่ะครับ คนขับ a class / series 2 ถ้าไม่ใช่นักศึกษา ก็คือคนที่เงินไม่ถึงรถยุโรปแต่อยากขับรถยุโรป เค้าถึงมีศัพท์ baby benz ไง มันดูดีหรอ
จ่ายเงินไป 2 ล้าน ได้รถ baby benz ผมไปเอา camry accord ตัวท็อปดีกว่า ไม่แคบ สมรรถนะก็ดี
( benz ไม่มีแอร์หลัง มันดูแหวะมาก, premium คือไม่มีแอร์หลัง ชื่อกับ option ก็ขัดแย้งกันแล้ว )
จากใจคนที่เคยมอง a class นะ
-
ต้องดูว่า จะเน้นใช้งาน หรือ จะเอาโก้หรู
ถ้าคนทั่วไปดู ยิ่งไม่รู้เรื่องรถเลย ต้องยอมรับว่า รถยุโรปยังไงก็ ดูว่า "มีตังค์กว่า"
-
D-Seg ญี่ปุ่น ครับ
ความกว้างของภายใน ความสะดวกสบาย ค่าบำรุงรักษา
ความสบายของช่วงล่าง เพราะรถเล็กของค่ายยุโรป มักจะเป็นรถที่ให้วัยรุ่นขับ ช่วงล่างจะกระด้าง ตรงข้ามกับ D-seg ญี่ปุ่นเลย
-
ผมเลือกตามโจทย์ครับ
ใช้ 1-2 คน อนาคตเปลี่ยนรถอีกแน่ ก็ไป B หรือ C seg Premium
ได้ handling ตามใจ และอนาคตค่าบำรุงแพงค่อยเปลี่ยน
ใช้ 4 คน ใช้ยาวคันเดียวในชีวิต D seg ญี่ปุ่น
ใช้กันแบบสบายการและสบายใจ
-
เป็นผมอาจจะมอง premium ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาอีกครับ เมื่อวานไปลอง Lexus IS300h แล้วประทับใจครับ ได้ความเป็นทั้งรถพรีเมียมที่ขับสนุก + ความน่าเชื่อถือกับความนุ่มนวลแบบที่รถยุโรปยุคปัจจุบันไม่ค่อยมี พอคุยราคาเสร็จจองไปเรียบร้อยเอามาแทน GLC250D ที่ใช้อยู่ปัจจุบันครับ
-
เคสแรก คุณแม่จอง E200 W212 ไป แต่พอเห็น Accord G9 2.4 Tech เลยลังเล จนเกือบถอนจอง/ทิ้งเงินจอง ไปเอา Accord แต่สุดท้ายกลับไป Benz เหมือนเดิม
เคสที่สอง รุ่นพี่ที่รู้จัก เดิมจะซื้อ CX-5 แต่สุดท้ายเพิ่มงบไปเอา X1 เพราะคิดว่าหรูกว่า ขับดีกว่า คันเล็กกว่าไม่มาก ได้ส่วนลด ที่สำคัญมากๆ เลยคือมี BSI
เคสที่สาม เพื่อนผมคนนึง พึ่งซื้อ 220i เมื่อปลายปีที่แล้ว คันก่อนหน้าที่เขาใช้ก็คือ CLA200 คันก่อน CLA200 เป็น Civic FD พูดง่ายๆ คือ ไม่มองรถคันใหญ่ตั้งแต่แรกแล้ว
ส่วนเคสที่ จะซื้อ Camry Accord แล้วสุดท้ายไป A-class 2 Series อันนี้ยังไม่เคยเจอครับ
-
ผมใช้ ACCORD มา 4 คันแล้ว ที่เลือกเพราะ กว้างขวาง นั่งสบาย ขับทางไกลไม่เหนื่อย เครื่องแรง ดูวัยรุ่น เข้าศูนย์ก็ไม่แพง อะไหล่มากมาย
-
entry premium car ยุโรป หมายถึง รุ่นไหนบ้างละครับ
เพราะ D-Seg ญี่ปุ่น ตอนนี้มีแค่ Camry Accord เองนะ Teana ไม่รู้ยังขายอยู่หรือป่าว
ถ้าคัณเอาราคา ออฟชั่น การขับขี่ การโดยสาร และ อื่นๆ ในเงิน 2 ล้าน ผมไม่มอง A Class, Series 1 เลยแม้แต่น้อย เพราะ เทียบกันไม่ได้เลย
ถ้าเลือกยุโรป คงเลือกตามที่ชอบ และ อยากได้ อย่าง 5 series, A4, A5 ไปเลย ดังนั้น ตามคำถามที่ถามมา มันไม่ใช่โจทย์ หรือ เป้าหมาย สำหรับผมคับ
-
ผมเลือกพวกseries3กับc-class
เพราะผมขับในเมือง camry accord ใหญ่เกินความจำเป็นครับ
ที่บ่นเพราะ คันเก่าseries3 คันใหม่ series5 (เปรียบเทียบเพราะcamry ใหญ่น่าจะพอๆกัน)
ใช้แล้วอยากกลับไปseries3 สะดวกกว่ามาก
-
ตลกคนที่คิดว่า คนขับa class กับ 2 series มีเงินไม่ถึงรถยุโรปแต่อยากได้รถยุโรป ถ้าเงินไม่ถึงเค้าจะซื้อได้หรอ
ผมขับ serie 1 แต่ก็มี series 5 ผมใช้ s1 เพราะตอนนั้นอยากได้รถเล็กกระทัดรัดขับสนุก ซื้อมันขับดีจริงๆชอบขับมากกว่า5อีก ถ้าผมจะซื้อรถเล็ก
ผมจะเทียบกับรถเล็กเท่านั้น ไม่เอารถคนละขนาดมาเทียบหรอก ผมกลับมองว่าคนที่เอารถ D seg ญี่ปุ่นมาเทียบกับ entry premium car
คือคนที่งบไม่เหลือพอที่จะแน่ใจเล่นรถยุโรปมากกว่า เลยมองความคุ้มค่ารถใหญ่มากกว่ามันเลยเกิดความลังเล เพราะเอาความคุ้มเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เอาความชอบเป็นที่ตั้ง
เพื่อนผมโคตรรวยซื้อ s2 มาเพราะมันชอบ มันขับสนุก ไม่ไฮบริด ไม่ดีเซล ชอบเบนซิน ซื้อเงินสด เค้ามองความชอบเป็นที่ตั้ง เค้าไมได้มองความคุ้มค่า เค้ามองเป็นtoy car
คนที่คิดว่าเงินไม่ถึงแต่อยากได้รถยุโรปโลกแคบมากกก โคตรตลกอ่ะความคิดนั้น
-
ผมดู แคมรี่ ตัวท๊อป ฟอร์จูนเนอร์ บีเอ็ม 3 ฐานล้อยาว บีเอ็ม 5 ดีเซลไว้
สุดท้ายเลือกแคมรี่
เพราะ
มีคนขับรถให้ แคมรี่นั่งสบายกว่า บีเอ็ม 3
จูนเนอร์ เด้งมาก นั่งไกลไม่ไหว
-
Entry ยุโรป ผมว่า 3 กับ C ไม่น่าใช่นะ เพิ่มเงินจาก D Segment ตัวท๊อปไปหลายแสนเลยนะ
น่าจะหมายถึงพวก X1 GLA 1 A หรือเปล่า ถ้าพวกนี้บอกเลยไป D Segment สบายกว่าเยอะ และขับดีกว่าด้วย
-
มันแลัวแต่ จุดประสงค์นะ
ผมเคยมีทั้งคุ่พร้อมๆกัน
Premium Entry ขับดีกว่าครับ
ยกเว้นว่าคุณ เอาขนาดไปเทียบ มันก้อไม่ควรเป็นคำถาม
-
ดีคนละแบบครับ แล้วแต่การใช้งานเลย แต่รถยุโรปพวก mb ,bm มันขับแล้วwow กว่าครับ
-
ลักษณะการใช้งาน ค่าใช้จ่ายที่ตามมา และช่วงนี้เทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยนผ่านไปรถถ่าน เลยสะดวกใจไป D-segment มากกว่าครับ รอดูอนาคตรถถ่านถ้าเริมน่าสนใจอาจมาดูอีกทีครับ
-
ถ้าใช้เป็นคันหลักเลย ไปc classหรือserie3 ได้สบายๆ ผมไป
แต่ถ้าa classหรือserie2 ผมไปญป.
-
entry premium Europe car เหมาะกับผู้บริหารสาวๆ หรือหนุ่มโสด ที่ไม่จำเป็นต้องใช้รถใหญ่ครับ
หรือเป็นรถคันที่2-3ของบ้าน อยากได้ภาพลักษณ์ที่ดีหน่อย เช่น ทำงานสาย consult ที่ต้องไปเจอคนเยอะๆ ขับรถในเมืองคนเดียว
-
มันขึ้นอยู่กับว่ามองหาอะไรในคันใหม่ที่จะซื้อครับ เพราะเอาแค่ว่าในแบรนด์เดียวกันยังต้องเลือกเลยว่าจะซื้อรุ่นไหนดี แต่ละคนเหตุผลก็ไม่เหมือนกัน
หาคำตอบใจตัวเองก่อนครับว่าอยากได้อะไรจากรถคันใหม่ แล้วจะได้มีความสุขกับการครอบครองครับ 8) 8) 8)
-
เคยเป็นครับ สุดท้ายเลือก Camry
มี CLA GLA X1 เป็นแคนดิเดทด้วย แต่ Entry premium มันแคบ เบาะนั่งไม่สบาย
แต่ยังไงภาพลักษณ์ Entry premium มันก็ดีกว่า ตามราคาที่แพงกว่าและแบรนด์
ส่วนตัวถ้าไปยุโรปจริงๆ คงไป D segment E class Series 5 เลย ไม่งั้นก็ไป C43 Coupe IS300h
ขึ้นอยู่กับโจทย์แต่ละคนต้องการรถแบบไหน นึกถึงพี่ Jimmy บอกว่าคนไทยชอบเทียบรถที่ราคา ไม่ใช่การใช้งาน
-
**สปอย** ถ้าชอบและสู้ไหวก็จัด Entry Permium Car ครับ จะได้หายคาใจ หลังจากนั้นก็ค่อยกลับมา D-Sedan หรือ C-D SUV ญี่ปุ่น ครับ **สปอย**
**สปอย** แล้วคุณจะเข้าใจว่ารถมันดีอย่างไรและทำไมถึงแพง แล้วมันเหมาะกับเราไหม **สปอย**
มี Accord G9 2.0el อยู่แล้ว และออก GLA200 ให้แฟนใช้ นางขับคนเดียว
พูดแบบไม่อาย และไม่กลัว ที่ซื้อเพราะเป็นตราดาว และพอจะเอื้อมถึง
(ในกลุ่มคนเล่นเบนซ์ก็คงบอกว่าเป็นรุ่นเอื้ออาทร แต่ก็ไม่แคร์ เพราะมีปัญญาแค่นี้)
พอเอามาใช้งาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ภาพรวมรถก็ดูดี แฝงความ premium แทบในทุกรายละเอียด
แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นเริ่มต้น (ตอนนั้น A200 เลิกขายไปแล้ว จะมีก็ CLA250 เลย GLA200 เลยเป็นราคาต่ำสุดติดขอบตาราง)
ความสะดวก Option ความปลอดภัย ก็มาแบบพอเพียง ไม่ได้ล้ำแต่อย่างใด บริโภคน้ำมันเยอะตามปกติ
ขับไปไหนก็ดูดี รปภ.ให้เกียรติพอควร
พอนางมาเจอค่าต่อประกันชั้นหนึ่ง ค่า Service B1 ราคาอะไหล่ตอนรถเข้าซ่อมเคลมสี
ความล่าช้า และการเล่นแง่ของประกัน เนื่องจากอะไหล่ราคาแพง
คันต่อไปนางยอมไป CR-V ละครับ แต่ต้องรอโฉมต่อไปเท่านั้น
** เตือนแล้วแต่ไม่ฟัง จัดไปให้คลายสงสัย สามีจ่ายตังพังอยู่คนเดียว **
-
Entry premium ที่หมายถึง คือ กลุ่ม A class ของ benz. และ series 2 ของ bmw
ที่เป็นรถเก๋งเหมือนกัน ครับ
งั้นอย่างที่ตอบไปเลยครับ เลือกD Segmentครับ เพราะรู้สึกการขับในชีวิตจริงไม่ต่างกันมาก แต่D Segmentนั่งสบายกว่า แต่คือผมเป็นมนุษย์อ้วนด้วยครับ แล้วก็เลือกโดยใช้D Segmentอยู่เป็นทุนเดิม ถ้าคนหุ่นปกติก็อาจจะไม่รู้สึกอะไร แล้วผมก็ชินกับขนาดรถD Segmentด้วย จนไม่ได้รู้สึกว่ารถมันใหญ่เทอะทะอะไร
แต่ผมมานึกๆดู ลองอ่านความเห็นหลายๆท่าน เลยอยากตอบเพิ่มเติมว่า
1. ถ้ามาจากC Segment แล้วโอเคกับขนาดตัวรถแบบนี้ แล้วกำลังจะเปลี่ยนรถโดยมีงบเพิ่มขึ้น1ระดับ ยุโรปEntryก็ดูน่าสนใจครับ เพราะเราโอเคกับขนาดรถอยู่แล้ว เงินที่เพิ่มไป มันก็จะไปลงกับส่วนอื่นๆของรถที่เราอาจจะยังไม่โอเคกับC Segment หรือเราได้ใช้งานจริง/อยากให้มันดีขึ้นครับ
2. รถยุโรป ค่าซ่อม ค่าดูแล ยังไงก็แพงกว่ารถญี่ปุ่นนะครับ เบนซ์เข้าศูนย์เช็คระยะที อย่างต่ำ1หมื่นบาทครับ คือมันแพงกว่ารถญี่ปุ่น แต่ถ้าเรามีเงินซื้อรถ ยังไงเราก็มีเงินซ่อมครับ แต่ทำใจไว้เลยว่าต้องจ่ายเยอะกว่ารถญี่ปุ่น
3. เบนซ์ ถ้าซ่อมศูนย์ รออะไหล่นานกว่าฮอนด้าครับ เปลี่ยนศูนย์แล้วก็นาน เลยคิดว่ามันน่าจะเกิดจากการที่รถยุโรป มีคนใช้น้อยกว่ารถญี่ปุ่น สเกลมันเล็กกว่า เค้าเลยไม่ได้เตรียมอะไหล่ไว้มากเท่าครับ ส่วนBMWยังไม่เคยสัมผัสอู่ครับ
-
ผมซื้อ GLA แทน Jazz ไม่ได้เทียบ D seg ด้วยซ้ำ ไม่เคยเอาราคามาผูกรุ่นรถตอนเลือกซื้อเลย ถ้าจะซื้อ D seg ก็ต่อเมื่อจะซื้อรถใหญ่ กว้างๆ นั่งสบาย แต่ถ้ามองรถที่เสริมภาพลักษณ์ได้ด้วย ก็จะเอา Mid-size executive ไปเลย ซึ่งปัจจุบัน ใช้ E220d ซึ่งตอบโจทย์ได้ดีกว่า D seg หลายเรื่อง
จะซ่ื้อ Entry ยุโรป เพราะอยากได้รถเล็กสมรรถนะที่ดีว่ารถไซส์เดียวกันที่เป็นสัญชาติอื่น
-
**สปอย** ถ้าชอบและสู้ไหวก็จัด Entry Permium Car ครับ จะได้หายคาใจ หลังจากนั้นก็ค่อยกลับมา D-Sedan หรือ C-D SUV ญี่ปุ่น ครับ **สปอย**
**สปอย** แล้วคุณจะเข้าใจว่ารถมันดีอย่างไรและทำไมถึงแพง แล้วมันเหมาะกับเราไหม **สปอย**
มี Accord G9 2.0el อยู่แล้ว และออก GLA200 ให้แฟนใช้ นางขับคนเดียว
พูดแบบไม่อาย และไม่กลัว ที่ซื้อเพราะเป็นตราดาว และพอจะเอื้อมถึง
(ในกลุ่มคนเล่นเบนซ์ก็คงบอกว่าเป็นรุ่นเอื้ออาทร แต่ก็ไม่แคร์ เพราะมีปัญญาแค่นี้)
พอเอามาใช้งาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ภาพรวมรถก็ดูดี แฝงความ premium แทบในทุกรายละเอียด
แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นเริ่มต้น (ตอนนั้น A200 เลิกขายไปแล้ว จะมีก็ CLA250 เลย GLA200 เลยเป็นราคาต่ำสุดติดขอบตาราง)
ความสะดวก Option ความปลอดภัย ก็มาแบบพอเพียง ไม่ได้ล้ำแต่อย่างใด บริโภคน้ำมันเยอะตามปกติ
ขับไปไหนก็ดูดี รปภ.ให้เกียรติพอควร
พอนางมาเจอค่าต่อประกันชั้นหนึ่ง ค่า Service B1 ราคาอะไหล่ตอนรถเข้าซ่อมเคลมสี
ความล่าช้า และการเล่นแง่ของประกัน เนื่องจากอะไหล่ราคาแพง
คันต่อไปนางยอมไป CR-V ละครับ แต่ต้องรอโฉมต่อไปเท่านั้น
** เตือนแล้วแต่ไม่ฟัง จัดไปให้คลายสงสัย สามีจ่ายตังพังอยู่คนเดียว **
เรื่องเบี้ยประกันนี่จริงมากครับ ปัจจัยนึงเลยที่ผมไม่เอา
ตอนเซอรวิสบางทีถ้ามันมี BSI ก็ไม่ต่างครับ แต่ปัจจัยเรื่องประกันนี่ผมก็สงสัยอยู่
รถยุโรปเล็กราคาไม่ได้ทิ้ง Camry มาก แต่เวลาคิดเบี้ยประกันชั้น 1 ซ่อมห้าง ราคาค่อนข้างสูงกว่าเกือบเท่านึงเมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่น (หรือแม้แต่เป็นมือสองที่ราคาลงมาแล้วก็ยังสูงกว่า)
ผมไม่แน่ใจว่าทางบริษัทประกันเขาคิดจากอะไร รถมันอะไหล่แพง หรือว่ายังไง
ถ้าเงินเหลือมากๆเลือกตามที่ชอบ และขับเองรถยุโรปก็ดีครับ แต่ต้องไม่ลืมคำนวนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประกอบกันด้วย จะได้ไม่ตึงจนเกินไป
เบี้ยซ่อมอู่ก็ดรอปลงมาพอสมควร หรือเป็นสาเหตุนึงที่อู่สีที่ผมไปบ่อยๆ มีรถยุโรปมาจอดทำสีกันเยอะ ?
ผมขับรถญี่ปุ่นสบายใจครับ งบเหลือๆ ขับสนุก หามือสองเก่าๆเล่น คันเล็กๆ เอาครับ เดี๋ยวนี้ราคาตกลงมาเยอะ ถ้าปิดรถญี่ปุ่นแล้ว น่าจะหา E87 จับลงเกียร์ธรรมดาอยู่เลยครับ ผมนี่แฟนพันธุ์แท้พวงมาลัยไฮดรอลิคยุค E90 มากๆ หนักเหมือนขับโกคาร์ท ;D
-
Entry premium ที่หมายถึง คือ กลุ่ม A class ของ benz. และ series 2 ของ bmw
ที่เป็นรถเก๋งเหมือนกัน ครับ
ถ้าเป็นรถ Sedan เหมือนกัน ผมเอา D-Segment ญี่ปุ่นครับ เคยมีโอกาสลองนั่ง CLA ตัวก่อน รู้สึกว่ามันอึดอัด โดยเฉพาะ Headroom
แต่ถ้าไม่จำกัดว่าเป็นเก๋ง ผมเลือก Crossover Entry Premium ยุโรป อย่าง XC40 X1 หรือ Countryman เนื่องจาก ผมชอบรถ Crossover หรือ Hatchback เป็นทุนเดิม และชอบรถคันไม่ใหญ่มาก ปกติขับรถเองทุกวัน และส่วนใหญ่ใช้รถไม่เกิน 2 คน ผมเลยรู้สึกว่ามันน่าจะเหมาะกว่าพวก Camry Accord ครับ
-
ว่าละต้องมีคนมาโชว์รวย
:) :) :)
บรรยากาศเหมือนอยู่ในเพจ mg เลย
-
ถ้าเอาแค่รุ่นเล็ก ไปDsegญี่ปุ่นครับ เคยเทียบเหมือนกัน แต่dsegญี่ปุ่นรถคันใหญ่กว่า นั่งสบายกว่า สมรรถนะ ออฟชันได้มากกว่า ค่าดูแลยังไงก็ถูกกว่า ส่วนยุโรปภาพลักษณ์ดูดีกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าโอกาสหน้าก็อาจไปยุโรปรุ่นใหญ่ พวกeclass 5 series ไม่ก็m340i หรือ c43 ตัวแรงๆเลยครับจะได้ฉีกจากคันเดิมเยอะหน่อย
-
เงินใครเงินมันนะเรื่องแบบนี้
มีเงินเท่าไหร่ก้ออยากได้ของที่ตัวเองคิดว่าดีสุด ถูกสุด ก้อเป็นเรื่องธรรมดา
บางคนมีเท่าไหร่ใส่กับรถหมด บางคนไม่
บางคนมีไม่ถึง แต่ยอมเป็นหนี้ ไม่สนขอแค่มีความสุขก้อเยอะแยะ
ใครจะคิดอย่างไร คุยกันหนุกๆได้แหละ แต่อย่าไปตัดสินกันจากตัวหนังสือของสมาชิกในบอร์ด แล้วเลยเถิดไปมากดีกว่าครับ ใครจะขับรถแคบกว้าง ขับบนกองหนี้สิน ภาระ มันก็เรื่องของแต่ละคนไป
ส่วนผม สมาชิกในบ้านตัวใหญ่ เลือกรถที่ขนาดเป็นหลัก เงินพอแค่ไหนก้อเอาตามนั้น แค่นั้นเอง
-
เอาเหตุผล หรือ อารมณ์ ล่ะ
ผมเชื่อว่า คนกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มนึง .. รถยุโรปหรู มันคือ รถในฝัน ถ้ามีโอกาสสักครั้ง ใครก็อยากจะไขว่คว้ามาครอบครองนั่นแหละ แต่กลับกัน ถ้าคนเคยสัมผัส เคยดูแล เคยมีประสบการณ์ คนกลุ่มนี้ ก็อาจจะไม่กล้า ไม่คิดที่จะเลือกมัน
ผมเอง .. ถ้าย้อนไปสัก 10 ปี บอกเลยว่า ก็คงไม่กล้า ก็คงเลือก d-segment ญี่ปุ่น
แต่ปัจจุบัน .. ผมมีกำลังเพียงพอ ผมมีรถสำรอง ผมว่า ผมกล้าที่จะยุ่งกับมันนะ หรือ อาจจะเหมือนบางท่านที่บอก คือ premium ญี่ปุ่น ก็ได้นะ
-
ผมมองว่ามันแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนนะครับ
บางคนไม่เคยมี Premium ยุโรปมาก่อน อยากจะลองเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะตราดาว หรือใบพัด บ้างสักครั้งในชีวิต จะเป็น Entry หรือไม่ แต่มันก็คือความภูมิใจของเขา
ส่วนคนที่เคยลองมาแล้ว หรือว่าชอบรถที่คันโตกว่า จะเลือก D-segment ก็ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่า
พวกความอยากได้ อยากมีรุ่นนั้นรุ่นนี้ มันเปลี่ยนได้ตามวัย หรือตามการใช้งาน ณ ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตได้เสมอครับ
-
**สปอย** ถ้าชอบและสู้ไหวก็จัด Entry Permium Car ครับ จะได้หายคาใจ หลังจากนั้นก็ค่อยกลับมา D-Sedan หรือ C-D SUV ญี่ปุ่น ครับ **สปอย**
**สปอย** แล้วคุณจะเข้าใจว่ารถมันดีอย่างไรและทำไมถึงแพง แล้วมันเหมาะกับเราไหม **สปอย**
มี Accord G9 2.0el อยู่แล้ว และออก GLA200 ให้แฟนใช้ นางขับคนเดียว
พูดแบบไม่อาย และไม่กลัว ที่ซื้อเพราะเป็นตราดาว และพอจะเอื้อมถึง
(ในกลุ่มคนเล่นเบนซ์ก็คงบอกว่าเป็นรุ่นเอื้ออาทร แต่ก็ไม่แคร์ เพราะมีปัญญาแค่นี้)
พอเอามาใช้งาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ภาพรวมรถก็ดูดี แฝงความ premium แทบในทุกรายละเอียด
แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นเริ่มต้น (ตอนนั้น A200 เลิกขายไปแล้ว จะมีก็ CLA250 เลย GLA200 เลยเป็นราคาต่ำสุดติดขอบตาราง)
ความสะดวก Option ความปลอดภัย ก็มาแบบพอเพียง ไม่ได้ล้ำแต่อย่างใด บริโภคน้ำมันเยอะตามปกติ
ขับไปไหนก็ดูดี รปภ.ให้เกียรติพอควร
พอนางมาเจอค่าต่อประกันชั้นหนึ่ง ค่า Service B1 ราคาอะไหล่ตอนรถเข้าซ่อมเคลมสี
ความล่าช้า และการเล่นแง่ของประกัน เนื่องจากอะไหล่ราคาแพง
คันต่อไปนางยอมไป CR-V ละครับ แต่ต้องรอโฉมต่อไปเท่านั้น
** เตือนแล้วแต่ไม่ฟัง จัดไปให้คลายสงสัย สามีจ่ายตังพังอยู่คนเดียว **
เรื่องเบี้ยประกันนี่จริงมากครับ ปัจจัยนึงเลยที่ผมไม่เอา
ตอนเซอรวิสบางทีถ้ามันมี BSI ก็ไม่ต่างครับ แต่ปัจจัยเรื่องประกันนี่ผมก็สงสัยอยู่
รถยุโรปเล็กราคาไม่ได้ทิ้ง Camry มาก แต่เวลาคิดเบี้ยประกันชั้น 1 ซ่อมห้าง ราคาค่อนข้างสูงกว่าเกือบเท่านึงเมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่น (หรือแม้แต่เป็นมือสองที่ราคาลงมาแล้วก็ยังสูงกว่า)
ผมไม่แน่ใจว่าทางบริษัทประกันเขาคิดจากอะไร รถมันอะไหล่แพง หรือว่ายังไง
ถ้าเงินเหลือมากๆเลือกตามที่ชอบ และขับเองรถยุโรปก็ดีครับ แต่ต้องไม่ลืมคำนวนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประกอบกันด้วย จะได้ไม่ตึงจนเกินไป
เบี้ยซ่อมอู่ก็ดรอปลงมาพอสมควร หรือเป็นสาเหตุนึงที่อู่สีที่ผมไปบ่อยๆ มีรถยุโรปมาจอดทำสีกันเยอะ ?
ผมขับรถญี่ปุ่นสบายใจครับ งบเหลือๆ ขับสนุก หามือสองเก่าๆเล่น คันเล็กๆ เอาครับ เดี๋ยวนี้ราคาตกลงมาเยอะ ถ้าปิดรถญี่ปุ่นแล้ว น่าจะหา E87 จับลงเกียร์ธรรมดาอยู่เลยครับ ผมนี่แฟนพันธุ์แท้พวงมาลัยไฮดรอลิคยุค E90 มากๆ หนักเหมือนขับโกคาร์ท ;D
เรื่องเบี้ยประกันก็คำนวณจากฐานราคารถส่วนนึง ค่าซ่อมค่าอะไหล่ส่วนนึง อีกส่วนก็มาจากฐานข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุหรือก็คือความเสี่ยงที่ประกันจะต้องจ่ายค่าเคลมนั่นเองครับ ซึ่งอันนี้มันก็สะท้อนจากรุ่นรถและกลุ่มคนที่นิยมใช้ครับ รถกลุ่ม D-seg ญี่ปุ่นคนใช้ส่วนมากก็จะเป็นคนที่มีอายุ ขับรถกันไม่ค่อยเร็ว สถิติอุบัติเหตุน้อยกว่ากลุ่มรถที่เล็กกว่าที่คนขับมักอายุน้อยกว่าและขับเร็วกว่า ความเสี่ยงของ บ.ประกันก็มากกว่าก็เลยคิดเบี้ยเพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงครับ
-
**สปอย** ถ้าชอบและสู้ไหวก็จัด Entry Permium Car ครับ จะได้หายคาใจ หลังจากนั้นก็ค่อยกลับมา D-Sedan หรือ C-D SUV ญี่ปุ่น ครับ **สปอย**
**สปอย** แล้วคุณจะเข้าใจว่ารถมันดีอย่างไรและทำไมถึงแพง แล้วมันเหมาะกับเราไหม **สปอย**
มี Accord G9 2.0el อยู่แล้ว และออก GLA200 ให้แฟนใช้ นางขับคนเดียว
พูดแบบไม่อาย และไม่กลัว ที่ซื้อเพราะเป็นตราดาว และพอจะเอื้อมถึง
(ในกลุ่มคนเล่นเบนซ์ก็คงบอกว่าเป็นรุ่นเอื้ออาทร แต่ก็ไม่แคร์ เพราะมีปัญญาแค่นี้)
พอเอามาใช้งาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ภาพรวมรถก็ดูดี แฝงความ premium แทบในทุกรายละเอียด
แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นเริ่มต้น (ตอนนั้น A200 เลิกขายไปแล้ว จะมีก็ CLA250 เลย GLA200 เลยเป็นราคาต่ำสุดติดขอบตาราง)
ความสะดวก Option ความปลอดภัย ก็มาแบบพอเพียง ไม่ได้ล้ำแต่อย่างใด บริโภคน้ำมันเยอะตามปกติ
ขับไปไหนก็ดูดี รปภ.ให้เกียรติพอควร
พอนางมาเจอค่าต่อประกันชั้นหนึ่ง ค่า Service B1 ราคาอะไหล่ตอนรถเข้าซ่อมเคลมสี
ความล่าช้า และการเล่นแง่ของประกัน เนื่องจากอะไหล่ราคาแพง
คันต่อไปนางยอมไป CR-V ละครับ แต่ต้องรอโฉมต่อไปเท่านั้น
** เตือนแล้วแต่ไม่ฟัง จัดไปให้คลายสงสัย สามีจ่ายตังพังอยู่คนเดียว **
เรื่องเบี้ยประกันนี่จริงมากครับ ปัจจัยนึงเลยที่ผมไม่เอา
ตอนเซอรวิสบางทีถ้ามันมี BSI ก็ไม่ต่างครับ แต่ปัจจัยเรื่องประกันนี่ผมก็สงสัยอยู่
รถยุโรปเล็กราคาไม่ได้ทิ้ง Camry มาก แต่เวลาคิดเบี้ยประกันชั้น 1 ซ่อมห้าง ราคาค่อนข้างสูงกว่าเกือบเท่านึงเมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่น (หรือแม้แต่เป็นมือสองที่ราคาลงมาแล้วก็ยังสูงกว่า)
ผมไม่แน่ใจว่าทางบริษัทประกันเขาคิดจากอะไร รถมันอะไหล่แพง หรือว่ายังไง
ถ้าเงินเหลือมากๆเลือกตามที่ชอบ และขับเองรถยุโรปก็ดีครับ แต่ต้องไม่ลืมคำนวนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประกอบกันด้วย จะได้ไม่ตึงจนเกินไป
เบี้ยซ่อมอู่ก็ดรอปลงมาพอสมควร หรือเป็นสาเหตุนึงที่อู่สีที่ผมไปบ่อยๆ มีรถยุโรปมาจอดทำสีกันเยอะ ?
ผมขับรถญี่ปุ่นสบายใจครับ งบเหลือๆ ขับสนุก หามือสองเก่าๆเล่น คันเล็กๆ เอาครับ เดี๋ยวนี้ราคาตกลงมาเยอะ ถ้าปิดรถญี่ปุ่นแล้ว น่าจะหา E87 จับลงเกียร์ธรรมดาอยู่เลยครับ ผมนี่แฟนพันธุ์แท้พวงมาลัยไฮดรอลิคยุค E90 มากๆ หนักเหมือนขับโกคาร์ท ;D
เรื่องเบี้ยประกันก็คำนวณจากฐานราคารถส่วนนึง ค่าซ่อมค่าอะไหล่ส่วนนึง อีกส่วนก็มาจากฐานข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุหรือก็คือความเสี่ยงที่ประกันจะต้องจ่ายค่าเคลมนั่นเองครับ ซึ่งอันนี้มันก็สะท้อนจากรุ่นรถและกลุ่มคนที่นิยมใช้ครับ รถกลุ่ม D-seg ญี่ปุ่นคนใช้ส่วนมากก็จะเป็นคนที่มีอายุ ขับรถกันไม่ค่อยเร็ว สถิติอุบัติเหตุน้อยกว่ากลุ่มรถที่เล็กกว่าที่คนขับมักอายุน้อยกว่าและขับเร็วกว่า ความเสี่ยงของ บ.ประกันก็มากกว่าก็เลยคิดเบี้ยเพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงครับ
รถที่วัยรุ่นใช้เยอะ แต่งซิ่งเยอะ ก็มองเป็นกลุ่มเสี่ยงครับ อย่างตอนนี้ CIVIC TURBO ก็แพงกว่า Altis HV
เมื่อก่อน Jazz ประกันแพงมาก ห่างกัน D-seg ไม่มาก ทั้งๆที่ค่าตัวต่างกันเยอะ
-
เคยมีโจทย์นี้ และก็เลือกentry premiumไป(ไม่ใช่ยุโรปคันแรก) คือของผมDจอดในบ้านไม่ได้เพราะมีฟอร์อยู่ อีกฝั่งที่จอดก็ได้แค่ไม่เกิน4.6เมตร
-
จากคนที่ใช้รถยุโรปนะครับ และก็เคยใช้ญป.มาก่อนเหมือนกัน.
ถ้าคุณจะหาเหตุผลเพื่อมาสนับสนุนกับตัวเงินที่ต้องจ่าย รถญป.จะดูสมเหตุสมผลมากกว่าครับ.
-
**สปอย** ถ้าชอบและสู้ไหวก็จัด Entry Permium Car ครับ จะได้หายคาใจ หลังจากนั้นก็ค่อยกลับมา D-Sedan หรือ C-D SUV ญี่ปุ่น ครับ **สปอย**
**สปอย** แล้วคุณจะเข้าใจว่ารถมันดีอย่างไรและทำไมถึงแพง แล้วมันเหมาะกับเราไหม **สปอย**
มี Accord G9 2.0el อยู่แล้ว และออก GLA200 ให้แฟนใช้ นางขับคนเดียว
พูดแบบไม่อาย และไม่กลัว ที่ซื้อเพราะเป็นตราดาว และพอจะเอื้อมถึง
(ในกลุ่มคนเล่นเบนซ์ก็คงบอกว่าเป็นรุ่นเอื้ออาทร แต่ก็ไม่แคร์ เพราะมีปัญญาแค่นี้)
พอเอามาใช้งาน ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ภาพรวมรถก็ดูดี แฝงความ premium แทบในทุกรายละเอียด
แต่ด้วยความที่เป็นรุ่นเริ่มต้น (ตอนนั้น A200 เลิกขายไปแล้ว จะมีก็ CLA250 เลย GLA200 เลยเป็นราคาต่ำสุดติดขอบตาราง)
ความสะดวก Option ความปลอดภัย ก็มาแบบพอเพียง ไม่ได้ล้ำแต่อย่างใด บริโภคน้ำมันเยอะตามปกติ
ขับไปไหนก็ดูดี รปภ.ให้เกียรติพอควร
พอนางมาเจอค่าต่อประกันชั้นหนึ่ง ค่า Service B1 ราคาอะไหล่ตอนรถเข้าซ่อมเคลมสี
ความล่าช้า และการเล่นแง่ของประกัน เนื่องจากอะไหล่ราคาแพง
คันต่อไปนางยอมไป CR-V ละครับ แต่ต้องรอโฉมต่อไปเท่านั้น
** เตือนแล้วแต่ไม่ฟัง จัดไปให้คลายสงสัย สามีจ่ายตังพังอยู่คนเดียว **
เรื่องเบี้ยประกันนี่จริงมากครับ ปัจจัยนึงเลยที่ผมไม่เอา
ตอนเซอรวิสบางทีถ้ามันมี BSI ก็ไม่ต่างครับ แต่ปัจจัยเรื่องประกันนี่ผมก็สงสัยอยู่
รถยุโรปเล็กราคาไม่ได้ทิ้ง Camry มาก แต่เวลาคิดเบี้ยประกันชั้น 1 ซ่อมห้าง ราคาค่อนข้างสูงกว่าเกือบเท่านึงเมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่น (หรือแม้แต่เป็นมือสองที่ราคาลงมาแล้วก็ยังสูงกว่า)
ผมไม่แน่ใจว่าทางบริษัทประกันเขาคิดจากอะไร รถมันอะไหล่แพง หรือว่ายังไง
ถ้าเงินเหลือมากๆเลือกตามที่ชอบ และขับเองรถยุโรปก็ดีครับ แต่ต้องไม่ลืมคำนวนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประกอบกันด้วย จะได้ไม่ตึงจนเกินไป
เบี้ยซ่อมอู่ก็ดรอปลงมาพอสมควร หรือเป็นสาเหตุนึงที่อู่สีที่ผมไปบ่อยๆ มีรถยุโรปมาจอดทำสีกันเยอะ ?
ผมขับรถญี่ปุ่นสบายใจครับ งบเหลือๆ ขับสนุก หามือสองเก่าๆเล่น คันเล็กๆ เอาครับ เดี๋ยวนี้ราคาตกลงมาเยอะ ถ้าปิดรถญี่ปุ่นแล้ว น่าจะหา E87 จับลงเกียร์ธรรมดาอยู่เลยครับ ผมนี่แฟนพันธุ์แท้พวงมาลัยไฮดรอลิคยุค E90 มากๆ หนักเหมือนขับโกคาร์ท ;D
ขออนุญาตแจ้งจากประสบการณ์ล่าสุดในการเคลมซ่อมแก้มหน้าและกันชนหน้า อะไหล่ตัวถังของ GLA200 เป็นอลูมิเนียม หากมีการบุบต้องเปลี่ยนสถานเดียว ไฟหน้าก็แพงมาก ฝากระโปรงหน้านี่ก็ราคาโหดมาก ดีที่ไม่ได้บุบเลยทำสีใหม่ได้
ตีค่าซ่้อมออกมาหลักสอง-สามแสนบาทไทย
ตอนซื้อประกันซ่อมห้างเบี้ยประมาณ 45K เคยเคลมสีเปลี่ยนอะไหล่นิดหน่อย แถมมารู้ทีหลังว่าศูนย์ก็ส่งทำสีที่อู่นอกอยู่ดี (ซ่อมศูนย์?!?)
ปีต่อมาเจอโควิดงานหดต้องลดงบเบี้ยประกันมาซ่อมอู่ ค่าเบี้ยเหลือ 28K ก็มาเจอของจริงที่กล่าวข้างต้น แต่ก็ได้ซ่อมอู่ที่ศูนย์ส่งมานั่นละครับ มาตรฐานเดียวกัน ต่างกันที่อะไหล่อนุมัติยากกว่า รอนานกว่า
แต่ขอบอกว่ารายละเอียดตัวรถ คุณภาพงานประกอบ ความ premium มีในทุกรายละเอียด การขับก็ดี ขับเพลินทีไรไป 140-160 แบบไม่รู้ตัวเป็นประจำ
ปล. Accord G9 ของผมประวัติดี มีเคลมครั้งนึงโดนรถถอยมาชนและผมเป็นฝ่ายถูก ได้เบี้ยซ่อมห้างในปีที่ 3-6 ปีละ 11K เท่านั้นครับ ต่างกันเยี่ยงนี้ได้อย่างไร
-
ขับคนเดียวเอามันยุโรปครับ ไม่ต้องคิดมากเลย สองคนขึ้นไปเอาดีญี่ปุ่นดีกว่า คนนั่งไม่สนุกด้วย กับความแคบแข็งเด้ง
ปสก.ตรงเพื่อนมานั่งรถผมไปเทียวหนเดียว ไม่เอาเลยบ่นปวดหลังเมื่อย เมากัน
หลังจากนั้นเปลี่ยนเอาแอคคอร์ดไปตลอดคอมฟอร์ดและรีแรกซ์กว่ากัน
-
รถคันเล็กผมไม่ห่วงนะ จะ A, C, 3, 1 ผมได้อยู่
แต่ถ้าต้องใช้รถเพื่องาน ผมไปรถตลาดครับ
แต่ถ้ามีรถสำรองไว้แล้ว ยังไงผมก็คงไปรถยุโรปครับ ผมสายขับ และขับเร็วด้วย
ของยุโรป แค่เร่งแล้วเบรคตัวโก่ง ความมั่นใจก็เหนือกว่า Camry Accord เยอะแล้ว พวกนั้นเบรคแค่อยู่ แต่ยุโรคเขาเบรคแล้วอยู่ แถมเหลือระยะแบบมั่นๆ ด้วย
แต่ย้ำว่า ต้องมีรถสำรองครับ ถ้าไม่มีรถสำรอง ใช้ยุโรปแล้วบั่นทอน มันไฟเตือนโชว์ง่าย อะไรรวนง่ายกว่าเยอะ ตอนนี้ 3 ของผมก็ผ้าหลังคาร่วง, ไฟเตือนติดๆ ดับๆ ว่าหลอดไฟหรี่หน้าขาด
-
ตลกคนที่คิดว่า คนขับa class กับ 2 series มีเงินไม่ถึงรถยุโรปแต่อยากได้รถยุโรป ถ้าเงินไม่ถึงเค้าจะซื้อได้หรอ
ผมขับ serie 1 แต่ก็มี series 5 ผมใช้ s1 เพราะตอนนั้นอยากได้รถเล็กกระทัดรัดขับสนุก ซื้อมันขับดีจริงๆชอบขับมากกว่า5อีก ถ้าผมจะซื้อรถเล็ก
ผมจะเทียบกับรถเล็กเท่านั้น ไม่เอารถคนละขนาดมาเทียบหรอก ผมกลับมองว่าคนที่เอารถ D seg ญี่ปุ่นมาเทียบกับ entry premium car
คือคนที่งบไม่เหลือพอที่จะแน่ใจเล่นรถยุโรปมากกว่า เลยมองความคุ้มค่ารถใหญ่มากกว่ามันเลยเกิดความลังเล เพราะเอาความคุ้มเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เอาความชอบเป็นที่ตั้ง
เพื่อนผมโคตรรวยซื้อ s2 มาเพราะมันชอบ มันขับสนุก ไม่ไฮบริด ไม่ดีเซล ชอบเบนซิน ซื้อเงินสด เค้ามองความชอบเป็นที่ตั้ง เค้าไมได้มองความคุ้มค่า เค้ามองเป็นtoy car
คนที่คิดว่าเงินไม่ถึงแต่อยากได้รถยุโรปโลกแคบมากกก โคตรตลกอ่ะความคิดนั้น
เห็นด้วยครับ ผมมี 3,5 แต่ก่อนจะซื้อ ผมเคยลองขับ 1 ผมบอกเลยว่า 1 ขับมันกว่า 3 เยอะ ถึงไม่แรงเท่าก็ตาม
ถ้าผมมีเงินและไม่ห่วงอะไรเลย ผมก็เลือก 1 มากกว่า Accord อ่ะครับ เบื่อพวกองุ่นเปรี้ยวมาก
และก็ไม่ได้บอกว่า Camry Accord ไม่ดีนะ มันดีและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแน่ๆ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า 1, 2, A, GLA พวกนี้ ก็มีคุณภาพมากๆ และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเช่นกัน