Headlight Magazine : community
General => Discussion Forum => ข้อความที่เริ่มโดย: thanawanch ที่ ตุลาคม 23, 2024, 08:37:04
-
เจ้าวอลโว่ที่บ้านผมมีอาการแปลกๆ เลยโทรถามศูนย์ตลิ่งชันเพื่อจะสอบถามอาการเบื้องต้นว่ามันปกติ หรือมันอ๊อง
ช่างให้คำตอบอะไรไม่ได้นอกเสียจากบอกว่า "ต้องเอาเข้ามาเช็คโค้ด"
.
.
อือ...มันทำให้ผมได้กลับมาคิดว่า เดี๋ยวนี้ รถเป็นยานพาหนะ หรือ รถคือคอมพิวเตอร์ ไปเสียแล้ว
.
.
ผมอายุไม่มากครับ 30ต้นๆ แต่ก็ถือว่าแก่พอที่จะได้ลิ้มรสการขับรถที่เป็นยานพานหะจริงๆ
กล่าวคือ เคยได้ขับ ได้ลองรถที่ผ่านการจูน การเซ็ตช่วงล่าง มาจากโรงงานแล้วมันเป๊ะ มันโดน มันใช่ มัน reliable
ถ้ามีอาการอ๊องๆก็ทิ่มหัวเข้าไปให้ช่างเอาน็อต เอาประแจไข เปิดฝากระโปรงเปลี่ยนถ่ายของเหลว
.
.
แต่พอเข้าสู่ยุคปัจจุบัน รถเป็นมากกว่ายานพาหนะ มันกลายเป็นอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่เคลื่อนที่ได้
เราต้องหมั่น "อัพเดต" ซอฟแวร์ให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน แก้ไขbug ตรวจสอบError code ฯลฯ
การปรับเซตช่วงล่างกลายเป็นหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ที่จะ customize และ personalize ให้เข้ากับความชอบของแต่ละบุคคล
มากกว่าที่จะเป็นการเซตค่า default "วัดกึ๋น" และ "วัดใจ" งานวิศวกรรมจากโรงงาน
.
.
อยากทราบว่าในยุคปัจจุบันนี้ ยังมี "รถดี" ป้ายแดง ที่ดีมาจากโรงงาน และพึ่งพา&พึ่งพิงระบบคอมพิวเตอร์น้อยถึงน้อยที่สุด อยู่บ้างไหมครับ?
-
คำถามนี้ตอบยากเลยครับ แต่ถ้าให้วิเคราะห์ความต้องการจากคำถามคือ
ต้องการรถที่ใช้ระบบแม็คคานิกส์ล้วน ไม่ใช้ไฟฟ้าควบคุมและต้องให้เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่พอใจ
แบ่งเป็นสองประเด็นคือ
1.รถที่ใช้ระบบแมคคานิกส์ล้วน
2.เพอร์ฟอร์แมนซ์เป็นที่พอใจ
ข้อแรก ก็คงมีแต่รถรุ่นล่างๆ เน้นประหยัด ไม่มีลูกเล่น
แต่คงยังต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์มาควบคุมให้ผ่าน
Regulation ต่างๆ พวก มลพิษ และความปลอดภัยล่ะครับ
เลี่ยงไม่ได้
ส่วนข้อสองคือ เจ้าของรถล้วนๆ เลยครับ ว่ารับได้แค่ไหน
และต้องเป็นคนส่วนใหญ่ด้วย เพราะบริษัทรถคงต้องมอง
ลูกค้าคนกลุ่มมากเป็นหลักครับ
ไม่ต้องอะไรมาก แค่รถ D Seg ที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่เมื่อไม่กี่วันมานี้
ยังมีคนบ่นเลยว่า ควรมีฝาท้ายไฟฟ้ามาได้แล้ว
ก็เมื่อลูกค้าอยากได้ บริษัทรถก็ต้องพยายามใส่มาล่ะครับ
-
ที่จริงแล้วพวก code ต่างๆ ทำให้การเช็คความผิดปกติทำได้ง่ายขึ้นครับ
แต่บางทีมันเอ๋อได้ ด้วยปัจจัยบางอย่าง เช่น อุณหภูมิ ความชื้น (เพราะใช้ sensor)
ทำให้ต้องอัพเดตมันเรื่อยๆ เพื่อทำให้มันเสถียร
-
รถที่ออฟชั่นเยอะๆ ใช้ประมาณ เกิน 7 ปี ระบบเทคโนโลยี ชอบ เอ๋อ
ถ้าออฟชั่นน้อย สิ่งความสะดวกก็น้อย ต้องแลก อีก 8)
-
ถ้ารถยุโรปที่ขายในบ้านเราก็นึกไม่ออกแล้วครับว่าจะมีไหม
อย่าง FORD Ranger รุ่นล่างสุดก็ยังต้องพึ่งตัวเช็ค error code อยู่ดี
อย่างพี่โต ถ้าเป็น Yaris H/B ก็ยังมีระบบไม่มาก การ update firmware ผมไม่เคยได้ยินว่าต้องทำ
แต่พอเป็น Yaris Ativ, Yaris Cross, Veloz ที่เป็น Daihutsu มีระบบเยอะขึ้น ถึงมีจอแสดงข้อมูลก็บอกไม่หมดต้องไปจิ้มเครื่องมือที่ศูนย์อยู่ดี
ขอตอบแบบไม่กวน ผมว่าคงจะยังเหลือแต่ Suzuki ละครับ ที่ยังมีโอกาสเป็นแบบที่ท่านว่า (อย่าง Swift ก็เป็นรถที่ดีพอได้ครับ)
แต่เอาเข้าจริง เครื่องเช็ค Error Code สมัยนี้ ก็หาง่าย ต่อให้เป็นรุ่นที่รองรับ Benz หรือ BMW ก็ราคาไม่แพงมากเหมือนแต่ก่อนแล้วครับ
-
ค่อนข้างยากเลยครับรถยนต์รุ่นที่ทำตลาดปัจจุบันหรือย้อนไป อย่างน้อยใช้ obd เช็ค code เพื่อวิเคราะห์ความผิดปกติของระบบตัวรถ จากโจทย์คันเดิมขับวอลโว่ ลองเปลี่ยนมาใช้รถญี่ปุ่นแบรนด์หลักดูไหมครับ หรือ Suzuki swift แบบท่านด้านบนแนะนำก็น่าสนใจ ระบบไม่ซับซ้อน เครื่อง n/a
-
รถสมัยนี้ มีกล่อง ecu หมด แม้แต่ กระบะตอนเดียว ตัวล่างสุด จะทำอะไร ยังต้องเช็ค code เลยครับ
-
การใช้คอมเช็คเป็นเรื่องที่ดีนะครับ
ลองสมมุตินะครับ รถ 6 สูบ ถ้าไม่รู้ว่าความผิดปกติเกิดที่สูบไหน สับของลองกันวุ่นเลยนะครับ
ผมว่าการใช้เครื่องมือ ช่วยหาเป้าได้เร็วกว่าเยอะ
-
การใช้คอมเช็คเป็นเรื่องที่ดีนะครับ
ลองสมมุตินะครับ รถ 6 สูบ ถ้าไม่รู้ว่าความผิดปกติเกิดที่สูบไหน สับของลองกันวุ่นเลยนะครับ
ผมว่าการใช้เครื่องมือ ช่วยหาเป้าได้เร็วกว่าเยอะ
ทำให้นึกไปถึงสมัยใช้ e34 เลยครับ ปั๊มติ๊กเสีย แต่เจ้าของอู่ลองตั้งแต่ จานจ่าย ไอดี(เซ็นเซอร์ล้ินเปีกผีเสื้อ) จนสุดท้ายก็ปั๊มติ๊กจากคันข้างๆที่มาซ่อมช่วงล่าง
เครื่องอ่านโค้ดสมัยก่อนยังแพงอยู่เลยครับ น้อยอู่ที่จะมี
-
ผมว่าคุณกำลังเข้าใจผิด เกี่ยวกับระบบการทำงานของรถยนต์ในขั้้นพื้นฐานซึ่งเป็นแบบนี้มานานแล้ว และยังเป็นอยู่ในปัจจุบันนะ
ทำไมรถมีปัญหา ต้องเช็คโค็ด วุ่นวายกับคอมฯ ระบบเยอะ บราๆ ... ย้อนเวลาไปรถยนต์คาบูเรเตอร์ ที่ไม่มีระบบไฟฟ้า หรือ ระบบหัวฉีด EFI รุ่นแรกๆเลยก็ได้ เวลามีปัญหา เครื่องสะดุด เดินไม่เรียบ เร่งไม่ขึ้น หรืออื่นๆ
เวลาเข้าศูนย์หรือเข้าอู่ ช่างจะเดาอาการเองว่า น่าจะเกิดจากอะไร เช่น น้ำมันบาง หัวเทียนบอด ลิ้นปีกสกปรก หรืออื่นๆและก็แก้ไปตามที่ช่างคิดว่าอาจจะเกิดตรงนั้น และมีหลายครั้งคือ แก้ไม่หาย ล้างลิ้นปีกแล้ว รอบเครื่องก็ยังสวิงเหมือนเดิม (คิดว่าประสบการตรงนี้คุณคงไม่เคยเจอ) ทีนี้ก็เดาไปเรื่อยเลย จนมีคำที่พูดกันมากว่า "แก้ไม่จบ" ก็เพราะไม่เจอปัญหาที่แท้จริงไง
ยุคต่อมา ได้มีการพัฒนาโดยการฝังเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเครื่องยนต์มากขึ้น เพื่อนำมาเป็นตัววิเคราะห์อาการ ฟ้องอาการ รวมถึงเป็นตัวให้เครื่องยนต์เรียนรู้การทำงานได้เอง โดยการใส่เซ็นเซอร์ O2 Co2 เซ็นเซอร์แรงดันน้ำมันเครื่อง เซ้นเซอร์วัด ไอดี ไอเสีย และอื่นๆอีกมากมายเป็นร้อยๆจุด แม้แต่แอร์ก็ยังมีเซ็นเซอร์เลย
และทีนี้ ศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดก็จะไปรวมอยู่ในกล่องควบคุมที่เรียกกันว่า กล่อง ECU ซึ่งมันจะทั้งบรรทึก ประมวลผล และควบคุมระบบเครื่องยนต์รวมถึงระบบขับเคลื่อนทั้งหมดไว้
มาถึงตรงนี้คุณน่าจะพอเข้าใจเพิ่มแล้วว่า ทำไม เวลาเข้าศูนย์ ใครๆก็จะไม่กล้าตอบคำถามคุณว่า รถเสียที่อะไร แต่ให้มาเสียบกล่องเช็ค Error เพราะสาเหตุมันเยอะ การเสียบกล่องมันจะเป็นการแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพราะมันจะบอกว่า อะไรของรถคุณผิดปกติ
หมอรักษาคน ถ้าวิเคราะห์อาการไม่แน่ชัด หมอจะสั่งตรวจเลือด เพราะเลือดมันจะบอกทุกอย่างในร่างกาย ... ECUก็เหมือนเลือดอะครับ เสียบกล่องรู้เลย อะไรพังไม่ต้องเดา
จากภาพ ลองดูครับ ในรถหนึงคันมีอะไรบ้าง และรถปัจจุบัน ระบบเยอะกว่านี้มาก รถเร่งไม่ขึ้น ปัญหาอาจไม่ใช่ที่เครื่องยนต์แต่ทรัคชั่น อาจทำงานผิดปกติก็ได้ ช่างไม่รู้เดาอาการยกเครื่องใหญ่โต ก็มีมาแล้วนะ
(https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/Automotive-Electronics.jpg)
-
มีในรถในอดีตที่เราขับครับ
ตั้งแต่มีระบบหัวฉีดจ่ายเชื้อเพลิง
ระบบคอมพิวเตอร์ที่ท่านว่าก็เริ่มมีมาครับ
ผมก็คิดถึงเหมือนกัน
ถ้าไม่ใช่รถใหม่
ที่วิ่งๆ กันอยู่ ก็มาสด้ากระบะ Familia ครับ
-
เอาแบบไม่มีระบบคอมเลยคงต้องย้อนไปสมัยเครื่องคาร์บูเรเตอร์โน่นละครับ
การมี ecu ไม่ใช่เรื่องวุ่นวาย แต่คุณภาพและตำแหน่งที่วางต่างหาก เดี๋ยวนี้ชอบเอาไปไว้ในห้องเครื่องร้อนๆ
เจอบ้านเราเข้าไปก็เจ๊งกันหมด มีไม่กี่ยี่ห้อที่ทนถึกพออยู่ได้
-
ผมว่าคุณกำลังเข้าใจผิด เกี่ยวกับระบบการทำงานของรถยนต์ในขั้้นพื้นฐานซึ่งเป็นแบบนี้มานานแล้ว และยังเป็นอยู่ในปัจจุบันนะ
ทำไมรถมีปัญหา ต้องเช็คโค็ด วุ่นวายกับคอมฯ ระบบเยอะ บราๆ ... ย้อนเวลาไปรถยนต์คาบูเรเตอร์ ที่ไม่มีระบบไฟฟ้า หรือ ระบบหัวฉีด EFI รุ่นแรกๆเลยก็ได้ เวลามีปัญหา เครื่องสะดุด เดินไม่เรียบ เร่งไม่ขึ้น หรืออื่นๆ
เวลาเข้าศูนย์หรือเข้าอู่ ช่างจะเดาอาการเองว่า น่าจะเกิดจากอะไร เช่น น้ำมันบาง หัวเทียนบอด ลิ้นปีกสกปรก หรืออื่นๆและก็แก้ไปตามที่ช่างคิดว่าอาจจะเกิดตรงนั้น และมีหลายครั้งคือ แก้ไม่หาย ล้างลิ้นปีกแล้ว รอบเครื่องก็ยังสวิงเหมือนเดิม (คิดว่าประสบการตรงนี้คุณคงไม่เคยเจอ) ทีนี้ก็เดาไปเรื่อยเลย จนมีคำที่พูดกันมากว่า "แก้ไม่จบ" ก็เพราะไม่เจอปัญหาที่แท้จริงไง
ยุคต่อมา ได้มีการพัฒนาโดยการฝังเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเครื่องยนต์มากขึ้น เพื่อนำมาเป็นตัววิเคราะห์อาการ ฟ้องอาการ รวมถึงเป็นตัวให้เครื่องยนต์เรียนรู้การทำงานได้เอง โดยการใส่เซ็นเซอร์ O2 Co2 เซ็นเซอร์แรงดันน้ำมันเครื่อง เซ้นเซอร์วัด ไอดี ไอเสีย และอื่นๆอีกมากมายเป็นร้อยๆจุด แม้แต่แอร์ก็ยังมีเซ็นเซอร์เลย
และทีนี้ ศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดก็จะไปรวมอยู่ในกล่องควบคุมที่เรียกกันว่า กล่อง ECU ซึ่งมันจะทั้งบรรทึก ประมวลผล และควบคุมระบบเครื่องยนต์รวมถึงระบบขับเคลื่อนทั้งหมดไว้
มาถึงตรงนี้คุณน่าจะพอเข้าใจเพิ่มแล้วว่า ทำไม เวลาเข้าศูนย์ ใครๆก็จะไม่กล้าตอบคำถามคุณว่า รถเสียที่อะไร แต่ให้มาเสียบกล่องเช็ค Error เพราะสาเหตุมันเยอะ การเสียบกล่องมันจะเป็นการแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพราะมันจะบอกว่า อะไรของรถคุณผิดปกติ
หมอรักษาคน ถ้าวิเคราะห์อาการไม่แน่ชัด หมอจะสั่งตรวจเลือด เพราะเลือดมันจะบอกทุกอย่างในร่างกาย ... ECUก็เหมือนเลือดอะครับ เสียบกล่องรู้เลย อะไรพังไม่ต้องเดา
จากภาพ ลองดูครับ ในรถหนึงคันมีอะไรบ้าง และรถปัจจุบัน ระบบเยอะกว่านี้มาก รถเร่งไม่ขึ้น ปัญหาอาจไม่ใช่ที่เครื่องยนต์แต่ทรัคชั่น อาจทำงานผิดปกติก็ได้ ช่างไม่รู้เดาอาการยกเครื่องใหญ่โต ก็มีมาแล้วนะ
(https://img5.pic.in.th/file/secure-sv1/Automotive-Electronics.jpg)
+1,000,000 :) :) :)
-
เอาแบบไม่มีระบบคอมเลยคงต้องย้อนไปสมัยเครื่องคาร์บูเรเตอร์โน่นละครับ
การมี ecu ไม่ใช่เรื่องวุ่นวาย แต่คุณภาพและตำแหน่งที่วางต่างหาก เดี๋ยวนี้ชอบเอาไปไว้ในห้องเครื่องร้อนๆ
เจอบ้านเราเข้าไปก็เจ๊งกันหมด มีไม่กี่ยี่ห้อที่ทนถึกพออยู่ได้
+1
-
ตั้งแต่รถมี ECU มี OBD ก็ถือว่ามีอะไรผิดปกติก็ต้องพึ่งระบบคอมแล้วแหละครับ ตัวอย่าง common สุดๆ เช่นไฟ check engine ที่ต้องไปเสียบ OBD ถึงรู้ว่าอะไรผิดปกติ ซึ่ง OBD นี่เข้าใจว่าเริ่มใช้ตั้งแต่ปลาย 80s เป็นต้นมา เพราะฉะนั้นรถสมัยนี้ที่ไม่พึ่งระบบคอมเลยคงไม่มีครับ แต่ถ้าพึ่งให้น้อยสุดคงต้องพวกรถที่เทคโนโลยีออพชั่นน้อยๆ
-
ยากมากครับสำหรับรถสมัยนี้ น้อยสุดคงเป็นพวกEco carตัวเริ่มต้น ยิ่งรถยุโรปมีกล่องเยอะแยะไปหมด อัพเดทFirmwareกันทางOnlineหมดแล้ว BMW 750eผมก็เพิ่งกลับมาจากศูนย์ไม่นานหลังจากขึ้นMessageว่าHigh voltage batteryและหลังจากนั้นตามด้วยDrivetrain แต่สามารถใช้ได้ปกติหลังจากสถานะResolvedของรถเอง แต่ศูนย์ก็ขอให้เอาไปเช็คCodeซึ่งหลังจากนั้นก็มีCodeเด้งตอนทดสอบวิ่งจริงๆ ช่างต้องลงโปรแกรม2ครั้งที่เรียกว่าAdaptive gearเพราะมีCodeหลังจากลงครั้งแรกแล้วไปลองวิ่งทดสอบ2วัน โชคดีที่หายเป็นปกติ ไม่งั้นอาจจะต้องเปลี่ยนสมองหรือMechatronicของเกียร์ที่มีปัญหาบางคันสำหรับ750และ760 ตัวใหม่ล่าสุด
(https://img2.pic.in.th/pic/IMG_0554.md.png) (https://pic.in.th/image/IMG-0554.FrFAIE)
(https://img2.pic.in.th/pic/IMG_0555.md.png) (https://pic.in.th/image/IMG-0555.FrfT0L)
-
ย้อนกลับไปรถที่เป็นหัวฉีดแต่ไม่มีกล่อง ECU
กระบะก็ยุค 2000 นั่นแหละครับ
หรือเก่าลงไปอีกก็ พวก ม้าโดด มังกร
สายเข้าป่าโคตรชอบลุยน้ำท่วมยันเบาะคนขับมันก็ไปได้ถ้ามีสนอคเกิ้ล
-
ในมุมนึงมันเช็คได้ละเอียดขึ้นเป็นเรื่องดีแต่ปัญหาของช่างไทยกับลูกค้าที่เจอกันมาเยอะก็คือมีโค้ดให้เช็คแต่เปลี่ยนแล้วก็ยังไม่หายนี่สิ
ผมเดาว่าเจ้าของกระทู้อาจจะหมายความถึงเรื่องค่าใช้จ่ายของชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นในกรณีถ้ามันเสียเมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่มีอุปกรณ์จำพวกนี้น้อยกว่า แล้วที่ปฏิเสธไม่ได้คืออุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ราคามันโหดจริงๆ
-
กระบะ ยุค 2000 ของที่บ้าน เอาไว้ทุกปาล์ม ยังมีให้เสียบเช็ค code เลย อาจจะไม่ใช่ OBD2 เต็มระบบ แต่ช่างที่ดูแลประจำเค้าก็เสียบตลอด มันแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าจะลองถอดๆใส่ๆเอง
-
วงการเครื่องยนต์พารามอเตอร์กำลังจะเริ่มเปลี่ยนผ่านจากเครื่องคาร์บูเป็นหัวฉีด ข้อดีที่มองเห็นชัดๆอันแรกคือประหยัดน้ำมัน 20-30% แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่แพงขึ้นเยอะและความยุ่งยากที่ต้องให้ศูนย์อ่านค่าจากกล่องให้ ผู้ใช้ที่จูนเครื่อง รีบิลท์คาบูฯ จนชำนาญแล้วส่วนใหญ่ยังคงไม่คิดจะเปลี่ยนเพียงแค่ให้ได้มาซึ่งความประหยัด แต่วงการรถยนต์ที่ต้องเปลี่ยนเป็น EFI (ซึ่งทำให้ต้องมีระบบอีเลคทรอนิคซับซ้อนตามมา) น่าจะโดนบังคับเรื่องมาตรฐานไอเสีย แม้แต่ในสนามแข่งที่มีกฏกติกาควบคุมก็โดนเรื่องสิ่งแวดล้อมบังคับครับ.
-
รถดี คืออะไร ยังนิยามไม่ได้เลยครับ
มันมีแต่รถที่เหมาะสมกับเจ้าของ ทั้งในแง่การใช้งาน ราคา รวมถึง เทคโนโลยี(สำคัญ) ด้วยเช่นกัน
เอาง่ายๆ ตอนนี้ กระจกไฟฟ้าหมดแล้ว ถามว่า อยากได้กระจกมือหมุนไหม? ตอบว่า ไม่ใครอยากได้หรอกครับ
เช่นนั้น มันก็ตามยุคตามสมัย ครับ จะปฏิเสธได้ไหม คำตอบคือได้ ก็ไปเอารถที่ราคาถูกหน่อย ตัวล่างๆ ตัวเริ่ม เลย
แต่ถามว่า มันใช่รถที่คุณอยากจะซื้อไหม มันอาจจะไม่ใช่ ถูกไหม....