ผู้เขียน หัวข้อ: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T  (อ่าน 54838 ครั้ง)

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 680
    • อีเมล์
Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2011, 17:43:03 »
(ขออภัยที่ไม่ได้ล้างรถ) นี่คือรถที่อยู่กับผมมาตั้งแต่เด็กๆ ครับผม แม่ผมซื้อตั้งแต่ป้ายแดงเชียวนะครับ ไม่ใช่มือ 2 ด้วย เมื่อปีก่อนผมคุยกับแม่ว่า ตอนซื้อ แม่เคยมองรุ่นไหนในช่วงเวลานั้นบ้าง ซึ่งก็ได้ความว่า ตัวแรกที่แม่มองตอนนั้น ก็ไม่ใช่ตัวอื่น นอกจากรถที่ยอดนิยมเป็นอันดับหนึ่งในทุกยุคทุกสมัย นั่นคือ Toyota Corolla นั่นเอง!!! ในช่วงนั้น ผมดูเวลาแล้วก็จะเป็น Corolla E90 (โดเรมอน) Minor changed ครับ
เป็นรถที่ให้อุปกรณ์ของเล่นเยอะ (1.6 นะครับ) และรูปทรงก็สวยถูกใจ โค้งมนดี แต่พอแม่ไปถามความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานหลายคน มีเพื่อนร่วมงานจำนวนหนึ่งพูดค่อนข้างตรงกันประมาณว่า โตโยต้าเป็นรถที่ดีมากในระยะสั้น แต่ไม่แนะนำนัก ถ้าจะใช้ระยะยาว เกิน 10-15 ปี

เหตุผลที่เพื่อนร่วมงานไม่ชอบรถโตโยต้าในระยะยาว แม่ผมลืมไปแล้วครับ แต่เมื่อประกอบกับการที่แม่ไม่ใช่คนที่ชอบเทิร์นรถบ่อยๆ ชอบใช้คันเดียวนานๆ อยู่แล้ว เหตุผลที่ว่านั้นจึงเพียงพอจะให้แม่ผมเปลี่ยนใจจากเจ้าโดเรมอนมาได้ (เหตุผลระยะยาวนั้น ปัจจุบันผมพอเข้าใจได้อยู่ เพราะเริ่มเจอกับตัวเองแล้วกับรถคุณตา Toyota Corona T171 หน้ายักษ์ 1990 ซึ่งจะขอรับใช้ในโอกาสต่อไปครับ) ตัวเลือกต่อมาที่แม่ผมมอง คือ Mitsubishi Lancer CHAMP ครับ
แต่อย่างที่ทุกท่านพอทราบกันอยู่ แต่ไหนแต่ไรมา แม้รถมิตซูบิชิจะเป็นรถญี่ปุ่นที่คุณภาพสูงมากในหลายมิติมุมมอง ทั้งสมรรถนะ ความทนทาน ฯลฯ แต่มิตซูบิชิทำตัวให้ลูกค้าด่าเรื่องศูนย์บริการอยู่บ่อยๆ อีกทั้งรูปทรงของเจ้า CHAMP ก็เริ่มล้าสมัยแล้ว เข้าข่ายเดียวกับเจ้า New Lancer (รุ่นที่ไม่ใช่ Lancer EX) ตอนนี้อ่ะครับ ลากอายุตลาดแบบเขี้ยวฝังดิน แม่ผมก็ไม่อยากจะเสี่ยงกับชื่อเสียด้านศูนย์บริการของมิตซูบิชิ ก็เลยไม่เอา ในที่สุดก็ไปลงที่...... Honda Civic EF Minor change

แม่ไปลองดูแล้ว ชื่นชอบในทัศนวิสัย และสมรรถนะในด้านต่างๆ จึงตัดสินใจ ซื้อครับ แต่ในวันที่จะไปจองนั้น แม่ผมพบว่า ในศูนย์บริการ Civic ที่จอดโชว์อยู่ กลายสภาพจาก EF เป็นเจ้า Civic EG ไปเสียแล้ว!!!!!!
คือว่า แม่ไม่ใช่คอรถยนต์ครับ เลยไม่ได้ติดตามข่าวสาร ว่าช่วงที่แม่ไปลองขับ EF เนี่ย จวนจะครบวาระที่จะต้อง Model change แล้ว วันที่มาขอจองตัวเก่า เป็นช่วงที่ EF ได้ถูกเคลียร์สต็อกออกไปแล้ว เพื่อเตรียมจะให้ EG เข้าแทนที่ เซลล์ขอให้แม่ลองรุ่นใหม่ดูครับ พอแม่ลองปั๊ป ปรากฏว่าแม่ไม่ชอบ อยากได้ตัวเดิมนั้นมากกว่า แม่รู้สึกว่า EG มีทัศนวิสัยและความรู้สึกกว้างขวางภายในได้ไม่ดีเท่า EF (นานาจิตตัง) อยากซื้อตัวเดิม แต่เซลล์ก็ยืนยันว่า ขายหมดแล้วจริงๆ เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ
เอาตัวใหม่เถอะ

ผลของการที่เซลล์ตื๊อมากๆ เข้า คือ ขีดสุดความอดทนของแม่ก็เดินทางมาถึงครับ แม่ยื่นคำขาดกับเซลล์ประมาณว่า ฉันมีความพร้อมจะซื้อรถ และฉันอยากจะซื้อ แต่ฉันไม่ใช่คนที่จะยอมจ่ายตังค์ซื้อรถที่ฉันไม่ชอบหรอกนะ เพราะฉะนั้น ไปหาตัวเดิมมาให้ได้ หาไม่ได้ กรูไม่ซื้อ!!!!!!!!!!!!!!!!!! >:(
ด้วยประโยคนั้น ไม่น่าเชื่อว่าสามารถทำให้เซลล์ตัวเป็นเกลียวพลิกแผ่นดินหา EF มาให้แม่ครับ แล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าเขาหามาได้ด้วย 2 คัน คันแรกเป็นสีแดง อีกคันเป็นสีน้ำเงินเข้มมาก ดูเผินๆ จะเป็นสีดำครับ แม่เลือกคันสีน้ำเงินเข้มครับ

เซ็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อย ในที่สุด เมษายน 1992 แม่ก็ไปถอยเจ้า EF รุ่นปี 1991 (รุ่นปีสุดท้ายของ EF) ป้ายแดง ออกจากศูนย์ พร้อมกับผมที่อยู่ในสถานะ “ป้ายแดง” เหมือนกัน อยู่ในท้องแม่ได้ 5 เดือนครับ
แม่ขับรถคันใหม่ไปทำงานทุกวัน พร้อมกับผมที่โดยสารไปด้วย และหลังจากนั้น รถคันนี้ก็ได้ป้ายขาว หลังจากนั้นอีกนิดหน่อย ผมก็ได้ “ป้ายดำ” ตามออกมาอุแว้ข้างนอกครับ

LineUp ของ EF มีเพียง 2 รุ่นย่อย คือ LX กับ EX ซึ่งมีจุดแตกต่างอยู่ 2 จุด คือ LX เป็นเกียร์ธรรมดา พวงมาลัยเพาเย่อร์ EX เป็นเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยเพาเวอร์ ส่วนออปชั่นอื่นๆ เหมือนกันทุกประการ

พล่ามเรื่องที่มาที่ไปมาเยอะแล้ว มาดูภายในรถกันดีกว่า จริงๆ แล้วครอบครัวผมมีรถที่เก่ากว่านี้อยู่คันนึง แต่ตอนเด็กๆ ผมมักเข้าใจผิดว่ารถของแม่นี่แหละ เก่าที่สุด เพราะอุปกรณ์ความสะดวกมีน้อยมาก จนบางครั้ง
ผมยังสงสัยว่านี่คือ “รถ” หรือ “โครงรถ” กันแน่???

เริ่มจากกุญแจ เป็นแบบเดิม ประตู ไร้ซึ่งระบบทันสมัยใดๆ ทั้งปวง แม้แต่ Central Lock ก็ไม่มีครับ
เข้าไปข้างใน กระจกข้างก็ยังเป็นแบบปรับมือ และพับมือ เวลาแม่ขับ กับเวลาผมขับ ก็จำเป็นต้องจอด แล้วเอี้ย~~~วตัวไปปรับที่ก้าน
กระจก เป็นแบบอัตโนมือเช่นกันครับ ลำบากพอสมควรเวลาไปคนเดียว แล้วจะซื้อของข้างทาง ต้องดับเครื่องแล้วลงไปหาแม่ค้า ไม่มีสวิตช์กดแบบง่ายๆ เหมือนคันอื่นๆ ที่เท้าแขนที่ประตูก็เล็กจัง (แต่ก็เท้าแขนได้จริง) ส่วนการก้าวขึ้นลง ผมไม่รู้สึกว่าลำบากนะครับ แต่อาจเป็นเพราะผมชินแล้ว ในการก้าวขึ้นลงทั้ง 4 ประตูก็ได้
ล้อ ปัจจุบันยังใช้ล้อที่ให้จากโรงงาน คือ ล้อกระทะพร้อมฝาครอบ 13 นิ้ว ยางสเปกมาตรฐานคือ 165/80 R13 แต่ด้วยปัจจุบัน เหลือไม่กี่ยี่ห้อที่ผลิตยางไซส์นี้ เท่าที่เช็คมาเมือ 2 ปีก่อน มีเหลือ Maxxis ยี่ห้อเดียว ปัจจุบันมันเลยกลายเป็นยางเทียบ คือใช้ไซส์ 175/70 R13 แข็งขึ้นนิดนึง เข็มไมล์อ่อนลงนิดนึงด้วย แต่ก็ถือว่าเป็นซีรี่ส์ที่นุ่มนิ่มในการเดินทาง
เบาะนั่ง เป็นเบาะไวนิลครับ สมัยนั้น เบาะไวนิลเป็นเบาะมาตรฐานที่ใช้แม้แต่ในแอคคอร์ด CA (Gen.3) เบาะที่หรูขึ้นมาหน่อย ก็คือ เบาะสักหลาด ส่วนเบาะหนัง ไม่ค่อยพบในรถช่วงนี้ครับ (ยกเว้น Luxury Car) นั่งมา 20 ปี เบาะคนขับขาดปรินิดหน่อยครับ
เบาะหน้า ให้เข็มขัดนิรภัย 3 จุด มา 2 ตำแหน่ง โอบกระชับด้านข้างและด้านหลังได้พอสมควรครับ แต่ก็ค่อนข้างแข็ง วัสดุใต้ไวนิลเป็นฟองน้ำแข็ง ผมเคยขับจากกรุงเทพฯ ไปถึงกาญจนบุรี ไม่เมื่อยหลัง ไม่เมื่อยเอว แต่โคตรเมื่อยตูด...... (ซึ่งผมชินแล้ว) รวมทั้งเบาะหลังด้วย เบาะหลัง มีเข็มขัดนิรภัย 2 จุด ให้มา 2 ตำแหน่ง เน้นการโอบกระชับด้านข้างของผู้โดยสารซ้าย-ขวาเท่านั้น จากรูปจะเห็นได้ชัดและรู้สึกได้จริง ถ้านั่ง 2 คน จะนั่งสบายมาก แม้เบาะรองนั่งสั้นนิดนึง แต่เพราะมันเอียงได้ระดับ จึงไม่เมื่อยนัก แต่ถ้าเพิ่มคนนั่งตรงกลางแล้ว คนตรงกลางจะเมื่อยเร็ว และยิ่งถ้าอัด 4 คนในเบาะหลัง สามารถอัดได้ครับ แต่สักพักคนริมก็จะเริ่มไหลเบียดเข้ามา เพราะเบาะไม่รองรับ แต่มีอรรถประโยชน์ที่ผมชอบ คือ ชองเก็บของหลังเบาะคู่หน้า มีมาให้ทั้งสองเบาะ

หน้าปัทม์.... เอิ่ม สำหรับผมมันอ่านไม่ยากครับ อยู่ในเบ้าที่ไม่ลึกมาก และเปิดรับแสงได้กว้าง ทำให้ไม่เจอปัญหามองหน้าปัทม์ในลานจอดรถไม่เห็น ส่วนในที่แจ้งก็พอมองเห็นได้ชัดแม้ท้องฟ้าจะเริ่มสลัวแล้ว ไม่เหมือนหน้าปัทม์ Jazz GD หรือ City 2002-2007 ที่ซ่อนเบ้าไว้ซะลึกเหมือนจะเล่นเกมซ่อนแอบกับคนขับ แล้วรุ่นที่ไม่ใช่หน้าปัทม์เรืองแสง ก็ต้องปรับตัวกันอีก แต่พูดไปพูดมาแล้ว.... มันดูเหมือนหน้าปัทม์ของ City ตัวแรก กับ Type Z ที่อายุใหม่กว่าคันนี้ร่วมทศวรรษไม่มีผิด....
คอนโซล เน้นแบบ “เลื่อน และ หมุน” ครับ ตามสไตล์รถยุคนั้น ก่อนที่รถยุคต่อๆ มา จะเปลี่ยนเป็นแบบ “กด และ หมุน” ซึ่งเป็นคอนเซปต์หลักจนถึงปัจจุบันครับ
ไม่มีที่เท้าแขน มีแต่เบรกมือ ขนาดมโหฬาร
อย่างน้อย ก็ยังดีที่ยังมีนาฬิกาดิจิตอลให้ครับ วัสดุทำคอนโซล คอนโซลแนวนอนตั้งแต่ซ้ายยันขวาเป็นดังที่เห็นตรงบริเวณระหว่างช่องแอร์กับผ้าสีชมพูที่วางไว้ เมื่อทดสอบโดยวิธี มะเหงกแมชชีน (เคาะ) ทั้งๆ ที่รถไม่มีออปชั่นอะไร ดูเหมือนลดต้นทุน แต่เมื่อเคาะแล้วคอนโซลจะให้เสียง กึกๆ ดูหนักแน่น ไม่โลว์เกรดนัก ไม่ใช่เสียง ก๊อกๆ ยกเว้นลิ้นชักเก็บของฝั่งคนขับ กับคอนโซลบางส่วนที่อยู่ไกลมือ และหน้ากากแอร์ เมื่อกดแล้วไม่แข็ง ยุบไปนิดหน่อย และคืนตัวเมื่อปล่อยมัน และเมื่อรวมกับการที่ตกแต่งรถด้วยสีดำทั้งคันอยู่แล้ว มันจึงดูไม่ Look cheap ส่วนสีดำกับเทาก็ไม่ตัดกัน และการใช้งานจริงก็เหนียวทนทานใช้ได้ ถึงตอนนี้คอนโซลไม่มีอาการพอง หรือปริแตกครับ
เครื่องเสียงที่มากับรถ เดิมเป็นวิทยุเทป 2 ลำโพง เสียงโคตรอู้อี้ แต่ไม่บี้แบน จนวันนึงที่เทปไปพันกันในเครื่องเมื่อปี 49 ไม่รู้ยังไงครับ เราแกะออกกันไม่ได้ ก็เลยถือเป็นมงคลฤกษ์ไปเปลี่ยนเครื่องเสียง พร้อมเจาะลำโพงเพิ่ม เสียงดีขึ้นเยอะ แต่อันเก่า พอเขาแกะเทปออกแล้วมันยังใช้ได้ ก็เลยยังเก็บไว้ แต่เขาใส่ช่องเทปกลับอยู่ในสภาพกลับหัวกลับหาง ส่วนวิทยุที่ใช้ปัจจุบันก็เป็นวิทยุตลาดทั่วๆไป ครับ เสาอากาศแบบดึงมือครับ
ตามด้วยทัศนวิสัย ผมคิดว่า EF คันนี้ได้อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากการที่รูปทรงยังเป็นแบบเหลี่ยม เสา A ซึ่งไม่ยื่นออกไปบดบังไกลมาก ทัศนวิสัยด้านหน้าเปิดกว้าง ดังนั้น เสา A และกระจกมองข้าง ไม่ค่อยมีปัญหากับการกลับรถครับ
ข้างหลัง เสา C มองจากข้างนอกจะไม่เล็กนัก แต่มันวางตัวในแนวหน้า-หลัง ไม่เอียงมาปิดทัศนวิสัยด้านหลังทำให้ทัศนวิสัยโปร่งตา แล้วกระจกหลัง ก็ใหญ่พอตัว คนขับสามารถมองผ่านกระจกมองหลังได้ชัดเจน
ไฟหน้า ยังไม่เป็นตาเพชรครับ
ต่อไป มาดูการขับขี่ คันนี้เกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ถอยหลัง 1 สปีด คลัตช์แห้งแผ่นเดียว คลัตช์แข็งอยู่พอสมควรครับ แต่เวลาขับจนชินแล้ว นอกจากรถจะติดจริงๆ ไม่เมื่อยครับ
ผมรู้สึกได้ค่อนข้างมากว่าการออกตัวยากกว่ารถเกียร์ธรรมดาคันอื่นที่ผมเคยขับ ตอนที่ยังไม่ชินกับการขับเกียร์ธรรมดา ผมทำเจ้านี่ดับไปหลายครั้งกว่ารถเกียร์ธรรมดาคันอื่นๆ เหมือนกับทอร์คออกตัวยังไม่พออะไรประมาณนี้ แต่พอออกตัวได้โดยไม่ดับ อัตราเร่ง แรงบิด แรงม้า ที่ไหลพรั่งพรูมากับเกียร์ 1 และเกียร์ 2 นั้นมากพอจะดันหลังผมให้ติดเบาะได้พอสมควร

ในการขับขี่รถเกียร์ธรรมดานั้น ผมจะขับในสไตล์รอบต่ำ (ยังไม่ถึงเกียร์ 5 รอบจะไม่เกิน 2,000 แต่จะไม่เหยียบคันเร่งฝืนกำลังเกียร์นะครับ) ทำให้ที่เกียร์ 4-5 อัตราเร่งแผ่วลงนิดหน่อย (ก็แหงล่ะ เครื่องเบนซิน เกียร์ 4 ที่รอบแค่นั้น ใครทำอัตราเร่งไหลต่อเนื่องได้โดยเครื่องไม่กลับบ้านเก่าก็เทพแล้ว!) แต่ก็เพียงพอจะให้ผมเร่งแซง ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ลงครับ

การที่ผมขับในสไตล์รอบต่ำ และไม่เร่ง ตีนต้นเป็นรถไอติม ช่วยประหยัดน้ำมันในเมืองได้พอสมควร แต่เมื่อไรที่ผมเผลอเร่งฝืนเกินกำลังเกียร์ เจ้า EF คันนี้ จะแสดงออกด้วย "เสียงทันสมัย" ซึ่งจริงๆ แล้วมันมีที่มาจากคลัตช์แห้ง ไม่ใช่จากสปริง แต่ฟังดูแล้ว มันคล้ายๆ กับเสียงทันสมัย ที่พบเห็นได้ในรถยนต์ล้ำอนาคตรุ่นหนึ่ง....... เสียงนั้นคือเสียง "ต่อกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ"
******เครื่องยนต์******
รถคันนี้ใช้เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ 1,493 ซีซี 4 สูบเรียง 16 วาล์ว เพลาลิ้นเดี่ยว Single OverHead Camshaft วิ่งมา 156,000 กิโลเมตร กับเวลา 20 ปี ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์ ไม่ขอทดสอบครับ พูดตรงๆ ว่าเสียดายทุนทรัพย์!!! รถคาร์บูเรเตอร์ ทุกท่านคงทราบว่า เติมแก๊สโซฮอล์ไม่ได้ บริโภคเฉพาะน้ำมันเบนซินเท่านั้น ซึ่งเบนซินที่ถูกที่สุดตอนนี้ก็คือ เบนซิน 91 การที่ผมพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าผมจะขับรถคันนี้แบบเกียร์สูงรอบต่ำ ไม่เหยียบฝืนกำลัง ก็เพราะเหตุผลนี้ล่ะครับ แต่พอถึงเกียร์ 5 แล้ว อันนี้ผมจะขับเร็วหน่อย รอบอาจจัดสักนิด แต่รถก็วิ่งเร็ว รอบเสียเปล่าไม่มากนัก และผมมักจะปล่อยไหลก่อนถึงจุดเหยียบเบรกประมาณ 200-300 เมตรประจำอยู่แล้ว

ส่วนการทดสอบ ผมขอทดสอบที่อัตราเร็วสูงสุดที่เกียร์ 5 เลยนะครับ ซึ่งรถคันนี้ ถ้าใครถามผมว่าเสื่อมสภาพไหม ผมแทบตอบได้ทันทีว่า เครื่องยนต์ ปัจจัยเรื่องเวลาส่งผลไม่มากครับ อัตราเร่งพอไหลต่อเนื่องได้จนถึงความเร็วราว 170 หลังจากนั้นก็ไหลเรื่อยๆ ได้ถึง 180 นิดๆ ครับ และถ้าปิดแอร์ งานนี้มี 190 ครับ
ช่วงล่าง เป็นแบบดับเบิ้ลวิชโบน ตอนนี้แข็งมาก ตึงตังเอาเรื่อง แต่หนึบมากเช่นกัน เมื่อรวมกับการที่เป็นรถเตี้ย จุด CM ต่ำแล้ว หนึบสุดๆ ครับ บนทางตรง ผมวิ่ง 170 กว่าแล้ว ยังสามารถปล่อยพวงมาลัยได้ โดยที่มันยังนิ่ง (แต่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้ทำครับ ศูนย์ล้อเริ่มกินซ้าย) เพื่อตอบสนองความสะใจแบบโรคจิตอีกอย่างหนึ่งของผมเช่นกัน คือ ตอนผมขับ เคยพบรถมาทำเสียมารยาท มาจี้ก้น บีบแตร ดริฟไฟใส่บนถนนทางตรง แต่พอเข้าโค้งปั๊ป รถแต่งที่จี้ก้นผมอยู่เมื่อกี้ อยู่โน่น...... ข้างหลังลิบๆ เป็นความสะใจแบบโรคจิต (ที่เสี่ยงกับลูกตะกั่ว) จริงๆ ส่วนวงเลี้ยว แคบใช้ได้ครับ ผมกลับรถโดยใช้เลนเดียวได้สบายๆ

เบรก เป็นแบบธรรมดา เมื่อเทียบกับสมัยนี้ครับ คือ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรก พร้อมช่องระบายความร้อน ด้านหลังเป็นดรัมเบรก ไม่มี ABS ซึ่งเวลาจะเบรกจากความเร็วสูงๆ ก็ต้องใช้สติหน่อยครับ พอๆ กับรถสมัยใหม่ๆ นี่แหละ แต่ภาพรวมแล้วไม่มีปัญหาอะไร

การ Jump คอสะพาน ผมเคยจัมพ์คอสะพานบนวงแหวนกาญจนาภิเษกที่ 150-160 ปรากฎว่ารถไม่เหาะ แต่ผมลอยขึ้นจากเบาะครับ เพียงแต่ รถที่พวงมาลัยไม่เพาเวอร์ ถ้าศูนย์ล้อไม่ตรง เวลาจัมพ์ พวงมาลัยผมบิดอย่างแรง เพราะคอสะพานไม่เสมอกัน แต่ก็ยังสามารถควบคุมรถไว้ได้ไม่ยาก

อนุสรณ์มือใหม่ของผม เข้าโค้งนี้ครั้งแรก ประเมินความโค้งผิด เลยเข้าโค้งไปที่ 100 กว่าๆ พอเข้าไปแล้ว ตกใจกับแรงเหวี่ยงมหาศาลที่ผลักผมไปติดประตู (แต่รถไม่มีอาการลอย หรือไถลครับ และเสียงยางเอี๊ยดๆ ก็ยังไม่มี) ด้วยวิสัยมือใหม่ตอนนั้น เลยเหยียบเบรกไปครึ่งแรง (รอดมาได้ไงฟะ? หรือผมตายไปแล้ว.....)
ต่อไป ว่าด้วยการเลี้ยว พวงมาลัยคันนี้เป็นพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็คแอนด์พีเนี่ยนพร้อมเพาเย่อร์ (ย้ำว่า เพาเยอร์) ซึ่งหนักพอควรที่ความเร็ว 0 (แต่ก็ต้องขึ้นกับยางด้วยครับ ยางที่ใหม่ๆ จะให้ความรู้สึกพวงมาลัยเบาได้) ต้องออกตัวไปสัก 2-3 ก.ม./ชม. แล้วจะเบา แต่เวลาวิ่งเร็วๆ บนทางราบโล่ง พวงมาลัยจะนิ่งมาก แม้ผมจะเหยียบถึง 170-180 แล้วก็ไม่ออกอาการวูบซ้าย-วูบขวา
ถามว่าคล่องตัวไหม ผมตอบชัดๆ ไม่ได้ครับ เพราะนิสัยการขับรถของผม รถรุ่นไหนก็ไม่คล่องตัวทั้งนั้น ผมชอบซิกแซกที่ความเร็วสูงครับ แต่ผมจะไม่ “มุด” ด้วยกรณีทั้งปวง ดังนั้น รถจะคล่องแค่ไหน มาอยู่กับผม ผมแทบไม่ได้ใช่ประโยชน์จากการคล่องตัวนั้นเลย เพียงแต่ นิสัยของพวงมาลัยนั้น ผมกระดิกพวงมาลัยเปลี่ยนเลนได้แบบ Accord G8 ส่วนการ “ปาด” ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละท่าน ว่า อย่างไรถึงจะรู้สึกว่า “ปาด” ถ้าท่านใดคิดว่า การเปลี่ยนเลนที่ถนนที่ไม่โล่งคือการปาดแล้ว ผมจะปาดบ่อยมาก แต่ถ้าท่านใดที่คิดถึงการปาดสุดขั้วแบบยั่วลูกตะกั่ว ผมแทบไม่เคยปาดครับ (แทบไม่เคย แปลว่า ยังมี) แต่อย่างไรก็ตาม ผมยกมือขอโทษทุกครั้งในการเปลี่ยนเลนบนถนนรกๆ ครับ
******อัตราการสิ้นเปลือง******

เนื่องจากเวลาและทุนทรัพย์ไม่อำนวยที่จะทดสอบแยกต่างหาก และใช้เงื่อนไขแบบพี่ J!MMY ทดสอบอัตราการสิ้นเปลือง ฉะนั้น ขอเป็นการทดสอบจากการใช้งานจริงครับ เป็นเส้นทาง ไป-กลับ บ้าน กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ที่ผมเรียนอยู่ โดยออกจากบ้านที่ถนนบางนา-ตราด ขาออก ผ่านซอยตลอดรามฯ 2 โลตัสรามฯ2 เข้าวงแหวนกาญจนาภิเษก ต่อด้วยมอเตอร์เวย์ (ส่วนที่วิ่งฟรีอ่ะครับ) ตามด้วยเข้าถนนพระราม 9 วิ่งตรงไปเรื่อยๆ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนรัชดาภิเษก วิ่งไปเรื่อยๆ ก่อนตัดเข้าวิภาวดีรังสิต และเข้ามหาวิทยาลัย
ส่วนขากลับ จะออกทางวิภาวดี ไม่เข้ารัชดาภิเษก เพราะกลัวตัวเองจะไปติดอยู่ที่โพไซดอน! (รถติดครับ อย่าคิดมาก) เลี้ยวซ้ายตรงแฟลตดินแดง ตรงไปเรื่อยๆ เข้าพระราม 9 แล้ววิ่งย้อนไปกลับที่มอเตอร์เวย์ ย้อนกลับต่อที่วงแหวนกาญจนาภิเษก แล้วก็เข้าถนนบางนา-ตราด แล้วก็ถึงบ้าน โดยสไตล์การขับจะแปลกๆ หน่อย อย่างที่เรียนให้ทราบ ว่า ถ้ายังไม่ถึงเกียร์  5 ผมจะคุมไม่ให้รอบเกิน 2,000 (ยกเว้น เจอใครทำตัวกวนเท้า) แต่เรื่องรอบต่ำ จะชดเชยไปกับการที่รถติดในพระราม 9 ครับ ผมจะขับรอบสูงก็พอถึงเกียร์ 5 นี่แหละ ผมถึงจะเหยียบไปเรื่อยๆ แบบไม่สนรอบ และขับเร็วพอสมควรด้วย (150-160) ถึงรอบจะจัด แต่รถก็วิ่งเร็วล่ะ

ผมเติมน้ำมันที่ปั๊มป์ Esso ครับ เบนซิน 91 เติมทีก็ซีดที ย้ำอีกครั้งครับว่าทำไมผมถึงขับรอบต่ำ เรามาดูกันครับ เติมเต็มถัง ไม่ขย่มรถ หัวจ่ายตัดได้ดังรูปครับ 1326.9 บาท กับน้ำมัน 31.34 ลิตร แต่ได้อัดล่วงหน้าเข้าไปให้เป็น 1340.0 บาท น้ำมัน 31.65 ลิตร (31.65-31.34=0.31 ลิตร) เพื่อให้ได้ตัวเลขราคากลมๆ และปัดเศษให้ครบ 20 บาท เพื่อให้ได้แต้มบัตรเครดิตเวลาจ่ายอีก 1 แต้ม แต่ผมจะของยึดมาตรฐาน หัวจ่ายตัด ถึงหัวจ่ายตัด การอัดเพิ่มถือเป็นน้ำมันของถังถัดไป 0.31 ลิตรที่อัดไปนั้นจึงขอนับรวมด้วย
ใช้จนหมดถัง เติมเข้าไปใหม่จนหัวจ่ายตัดอีกครั้งครับ 30.50 ลิตรพอดี รวมกับของเก่า เป็น 30.81 ลิตร
ระยะทางที่วิ่ง 386.6 กิโลเมตร
12.55 กิโลเมตรต่อลิตรครับ ยังประหยัดใช้ได้อยู่ ถ้าเทียบกับมาตรฐานเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ และวิ่งในเมือง (อยู่กับผม ถ้าไม่เจอรถติด ก็คือ 140 บนถนนโล่ง ซึ่งแม้ตอนรถติด ใช้เกียร์สูง รอบต่ำ แต่มองยังไง ก็ต้องเปลืองกว่าวิ่ง 110 คงที่ล่ะ) ถ้าทดสอบตามาตรฐานคุณ J!MMY คงจะไม่น้อยกว่า 15 ครับ ตัวรถนั้นประหยัดน้ำมันมาก เพียงแต่ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรมันแพง (คิดเลขคร่าวๆ จากถังนี้ 3.45 บาท/กิโลเมตร ที่ราคาน้ำมัน 43.24 บาท/ลิตร) เพราะราคาน้ำมันแพงครับ แพงแบบมหากาฬ
******การบำรุงรักษาระยะยาว******
เท่าที่ผมฟังมา อะไหล่เทียม กับอะไหล่มือสองของฮอนด้า หาได้ไม่ง่ายนักครับ แต่สำหรับทางครอบครัวผม จะใช้เฉพาะอะไหล่เทียบและอะไหล่แท้เท่านั้นครับ การจับอะไหล่เทียมมาใส่มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นรถปะผุบุโรทั่ง ในเรื่องอะไหล่แท้ ที่แพงกว่าอะไหล่ประเภทอื่นเป็นไหนๆ แต่น่าแปลกที่ผมรู้สึกว่า ถ้าเทียบราคาเฉพาะอะไหล่แท้ด้วยกันแล้ว อะไหล่ห้างของฮอนด้ากลับไม่ไม่ได้แพงไปกว่าอะไหล่แท้ของรถยี่ห้ออื่นๆ ตรงข้าม มันถูกกว่าอะไหล่ของโตโยต้าพอสมควรด้วยซ้ำ แต่สำหรับท่านที่ใช้เซียงกง มือสอง และของเทียมทั้งหลาย ผมพูดได้ทันทีว่า กรณีนี้ โตโยต้ามีค่าบำรุงรักษาถูกกว่ามาก

สำหรับรถใหม่เรื่องศูนย์บริการ แน่นอนว่า ศูนย์โตโยต้ามีภาพรวมทั่วประเทศที่ดีที่สุด ทั้งเรื่องจำนวนและคุณภาพ แต่การจะซื้อรถ ต้องพิจารณาเฉพาะศูนย์ที่จะซื้อ เพราะเรื่องคุณภาพการบริการ ขึ้นอยู่กับตัวของศูนย์เองเป็นสำคัญ จะซื้อรถจากศูนย์ไหน ต้องสืบดูประวัติศูนย์นั้น อย่าคิดว่า “เพราะศูนย์โตโยต้ามีภาพรวมที่ดี ซื้อจากโตโยต้าศูนย์ไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ” เพราะในบริเวณใกล้บ้านผม ศูนย์ที่ห่วยที่สุด เป็นของยี่ห้อโตโยต้า เข้ามาแล้ว เจอมาแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่คิดเอาอะไร จึงไม่ขอเอ่ยชื่อศูนย์
******สรุป******
รถฮอนด้าในช่วงนี้ หลายรุ่นดูจะให้อุปกรณ์ของเล่นไม่สะใจเท่ารถยี่ห้ออื่นๆ คนที่ไม่ได้รู้เรื่องรถมากนัก จะมองว่าล้าสมัยครับ แต่ถ้ามองที่ด้านอื่นๆ นอกจากของเล่นแล้ว กลับเป็นรถที่ดีกว่าที่คิด ระบบต่างๆ ช่วงล่าง เบรก พวงมาลัย กลับใช้งานได้ดี วัสดุที่ใช้ ไม่ใช่ของกระจอก แม้จะไม่มีออปชั่นอะไรมาเลย (คือ เหมือนลดออปชั่น แล้วเอาต้นทุนไปเพิ่มความเกรดวัสดุและความปลอดภัยมากกว่า ไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ แต่วัสดุคอนโซลใช้มาแล้ว 20 ปีไม่พอง, ไม่มีเซนทรัลล็อก แต่ที่นั่งหลังมีเข็มขัดนิรภัย ฯลฯ) แล้วการเสื่อมสภาพในด้านต่างๆ มีน้อยมาก ถ้าเทียบกับการใช้งานจริงสุดทรหด (วิ่งวันละ 100 กิโล 6 ปี จอดเฉยๆ อีก 10 ปี(<-- อันนี้ทำเสื่อมสภาพมาหลายรายแล้วครับ) แล้ววิ่งอาทิตย์ละ 30 โล 2 ปี แล้วกลับมาวิ่งวันละ 100 โลอีกในปีหลังสุด) ยังเหยียบแบบหลังติดเบาะได้ อัตราเร่งพาไหลได้ถึง 180 สบายๆ ช่วงล่างหนึบ และไม่ซดน้ำมัน (แต่ซดเงิน)

ถึงตอนนั้นผมจะไม่ค่อยชอบก็ตาม แต่พอผมมาขับเอง ก็รู้สึกได้ว่า เจ้า Civic EF แม่ผมเนี่ยแหละ เจ๋งที่สุดในบ้าน++++++

ออฟไลน์ Monstruo

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 379
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2011, 20:24:25 »
เขียนได้น่าอ่านมากครับ
ชอบมุกรถป้ายแดงกับคนป้ายแดงเนี่ยแหละ
ขอคารวะคุณแม่ในความหนักแน่น ไม่เปลี่ยนไปเอารุ่นที่ใหม่กว่า ผมเชื่อว่าคุณแม่ตัดสินใจถูกแล้วครับ

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 680
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2011, 10:11:00 »
ครับ ผมก็รู้สึกอย่างนั้น และรู้สึกว่า EG ล็อตแรกๆ มี Defect อยู่หน่อย ใช้ไม่สบายใจเท่า EF ล็อตหลังสุดนี้ครับ

อ้อ ลืมไปอย่างครับ ผมขอนำเสนอ โช๊ค ในตำนาน ก่อนที่รถจะมีระบบหัวฉีด และระบบคอมพิวเตอร์ ECU นั้น ตอนเครื่องเย็น จะรู้สึกได้ว่ารอบต่ำมาก บางวันอากาศหนาวจัดๆ บางครั้งพอถอนคันเร่งเพื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วมันพาลดับไปดื้อๆ ก็มี เมื่อดึงเจ้าโช๊คนี้ จะทำหน้าที่เป็นคันเร่งทางอ้อม คือ จ่ายน้ำมันเพิ่ม ดึงรอบให้สูงขึ้นเพื่อให้เครื่องอุ่นเร็ว และรอบไม่ต่ำเกินไป จนกว่าเครื่องจะเริ่มอุ่นครับ


ขอลงรูปจิปาถะครับ

ออฟไลน์ karn5811

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 595
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2011, 13:12:37 »
น่าจะถ่ายรูปภายนอกเยอะๆๆนะครับ

ออฟไลน์ Ruksadindan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11,700
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2011, 19:50:51 »
ขอบคุณครับ ถือว่ารักษาสภาพรถได้ดีมากทีเดียวครับ บอกตามตรงว่าซีวิคโฉมนี้ คุณแม่ผมก็เคยใช้ แต่ก็ขายไปตั้งแต่ยังไม่รู้ความอะไรเท่าไหร่เลย
เดินทางไปเรียน ดูลำบากนะครับ ต้องฝ่าดงรถติดในเมืองเพื่อไปถึงเกษตร แต่อาจจะยังดีกว่าเสียค่าผ่านทาง แล้วกาญจนาฯ ก็คือมอเตอร์เวย์ล่ะครับ

น่าจะถ่ายรูปภายนอกเยอะๆๆนะครับ
ถ้าได้เห็นเพิ่มอีกคงดีไม่น้อยครับ

ออฟไลน์ BMTA

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 547
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2011, 01:10:11 »

 เครื่องยังฟิตอยู่เลย วิ่งได้ตั้ง 170 แหนะ ปลายขนาดนี้รถ B-Segment ใหม่ๆมีอายเลยนะนั่น

2012 ALMERA  1.2E M/T

ออฟไลน์ BestHuafoo

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,120
  • เอี๊ยดแอ๊ด
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2011, 06:06:50 »

ความเร็วปลาย ยังเหลือๆอยู่เลย  :o

ออฟไลน์ redsun

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,027
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2011, 11:22:32 »
เขียนได้สนุกมากครับ

civicferio

  • บุคคลทั่วไป
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2011, 12:10:11 »


สโลแกนเลอค่ามากค่ะ ขอบคุรสำหรับรีวิวนะคะ

ออฟไลน์ TnP_PKt

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,430
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2011, 18:16:45 »
ผมหละชอบจริงๆรถฮอนด้ายุคปี 90 อะครับเป็นอะไนที่ผมว่ามันดูลงตัวดีมาก
ที่บ้านผมอดีตมี แอคคอร์ด ตาเพชรครับ ปี92 Exi ออโต้ หัวฉีด 2000cc 8 km/l เบนซิน 91 คงนึกภาพออกนะครับกิโลละกี่บาท???
แต่..ผมยังเสียดายจนถึงทุกวันนี้ครับ เป็นรถที่ผมชอบช่วงล่างมันมาก ไม่นิ่มไม่แข็งเกินไป
แถมเฟิร์มอีกต่างหาก ส่วนรายการเสื่อมผมยังงงๆว่า จขกท รักษารถดีมากกกกกก
หรือบ้านผมรักษารถไม่ดีพอกันแน่เพราะ ขนาดแอคคอร์ด ภายในยังมีพองอยู่นิดๆครับ
เปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 10k เปลี่ยนอะไหล่เครื่อง+ช่วงล่างตอน 280,000 km. ประมาณ 30k อะไหล่แท้
ผมว่าค่าซ่อมเทียบกับ st171 ของญาติถือว่า honda ซ่อมแพงกว่าครับ แต่รถโดยรวมดีกว่าโตโยต้าครับ
ยกเว้นมันซดหนักกว่า

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 680
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2011, 09:28:57 »
ขอบคุณทุกความเห็นครับ เดี๋ยวว่างๆ จะถ่ายภาพมาเพิ่ม
ที่บ้านผมอดีตมี แอคคอร์ด ตาเพชรครับ ปี92 Exi ออโต้ หัวฉีด 2000cc 8 km/l เบนซิน 91 คงนึกภาพออกนะครับกิโลละกี่บาท???

EXi มันเครื่องหัวฉีด ควรจะเติมแก๊สโซฮอล์ได้มิใช่ฤาครับ?

และถ้า EXi 8 กิโลลิตร แล้ว EX คาร์บูจะเท่าไหร่เนี่ย!!! สยอง....

ออฟไลน์ off_033

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,107
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2011, 10:04:45 »
สมัยใช้ eg ตอนเป็นคาร์บู กิน 7-8 โลลิตรในเมือง เติมแต่ 95,91 ช่วยชาติ  ซีดกันไป

จนเครื่องไปไม่ไหวถึงได้เปลี่ยนเป็น d15b +lpg ยิ้มเลยทีนี้

เครื่อง honda ยุค 90 นี่ชอบจริงๆ แป๊ดๆๆ 55+

ออฟไลน์ 9iC

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 121
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2011, 12:53:26 »
รักษาสภาพรภได้ดีมากๆ เลยครับ

รถคันแรกผมก็รุ่นนี้  ที่ชอบที่สุดคือ  ทรรศนะวิสัยโล่งมากๆ

ทำให้กะระยะง่ายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ส่วนความเร็วสูงสุดที่เคยลองก็ตามเจ้าของกระทู้เลยครับ 180

อัตราบริโภคน้ำมัน  ของผมได้ 14.xx ที่ 110 km/hr.

ปล. ไม่ทราบว่ากันชน  ไปทำมาใหม่รึเปล่าครับ  ของผมงี้เปลือกนอกลอกคราบไปแล้ว

 ::)

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 680
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2011, 18:27:33 »
เพิ่มรูปครับ
เนื้อที่กระโปรงหลัง

กระโปรงหน้า พร้อมโครเมียม

ลื้นชักเก็บของหน้าคนขับ

คลัทช์ เบรก คันเร่ง

และไฟทับทิมหลัง พร้อมชื่อ Civic แบบเดิมๆ


รูปเต็มคัน ขอเวลาหน่อยครับ พอดีจอดแบบหน้าชิดกำแพง ถ่ายยากหน่อย ช่วงนี้ยิ่งไม่ค่อยต้องไปไหน เลยไม่อยากสตาร์ตเครื่องบ่อยๆ...

ออฟไลน์ YIM

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,015
  • ไม่น่ารัก เราไม่มอง!!
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2011, 00:26:23 »
เสริมนิดนะครับ ว่า EF นี่แหละ คือพื้นฐานของ City SX8 (ทั้งรุ่นแรก และ Type-Z) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าจะมีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกัน

คุณเขียนซะทำให้ผมอยากได้ EF ขึ้นมาเลย ผมว่า Civic ในยุค 80 ทั้งตัว Wonder และ Grand Civic (EF) เนี่ย ทรงเหลี่ยมๆ หน้างุ้มๆ ของมัน อีกกี่ปีก็ยังดูได้ไม่มีเบื่อ

แต่คุณแม่ก็ใจแข็งนะครับ ไล่เซลล์จนไปหารถมาให้ได้ ขอคารวะจริงๆ ครับ
JDM เท่านั้น จะครองโลก!

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 680
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2011, 07:56:02 »

ออฟไลน์ Nanfa

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 104
    • อีเมล์
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 21:35:50 »
เยี่ยมครับ ความเร็วตั้ง 170 กม./ชม.

ฮอนด้ารุ่นก่อน เกียร์ออโต้กับเกียร์ธรรมดา ขับคนละความรู้สึกเลยครับ

เหมือนยายแก่ๆขี่จักรยานกับหลานสาวขี่โซนิค

ออฟไลน์ riccoauto

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 15
    • ติดแก๊ส
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2011, 12:05:53 »
แรงครับ ผมยังชอบขับเกียร์ MT มากที่สุดครับ ขับแล้วไม่ง่วงดี  ;D

ออฟไลน์ TEINCENTI

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 20
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กันยายน 07, 2011, 06:15:07 »
รถรุ่นนี้ผมยังใช้อยู่ถึงแม้ว่าจะขายไปแต่ก็ยังไปหาซื้อมาขับใหม่อีก ราคาถูกใช้งานสบาย

ออฟไลน์ Nat.Jan

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
Re: Honda Civic EF MinorChanged 1991 1.5LX M/T
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2013, 13:42:42 »
ผมก็ใช้อยู่ครับรุ่นนี้ หนึบดี