ผู้เขียน หัวข้อ: Reportภารกิจฟื้นสภาพCorona:สิ่งที่ควรมีก่อนรถหรู คือความรับผิดชอบและความดันทุรัง  (อ่าน 64353 ครั้ง)

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 677
    • อีเมล์
     สืบเนื่องจาก http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php/topic,15478.0.html เป็น Review รถคันสุดรักของผม โตโยต้า โคโรน่า ปี 1990 1.6GL ซึ่งถ้าเทียบได้คล้ายๆ ใกล้เคียงกับ Camry 2.0G ของเมื่อ 21 ปีที่แล้ว (ผมรู้สึกว่าไลน์อัพของรุ่น AT/ST 171 ค่อนข้างเทียบกันได้ลงตัวกับ Camry ACV40 ตัวปัจจุบันนะครับ เพียงแต่เครื่องใหญ่ขึ้นตามยุคและบอดี้ของรถ คือ Corona 1.6XL ---> Camry 2.0E รถใหญ่รุ่นประหยัด ||| 1.6GL ---> 2.0G รถใหญ่ เครื่องเล็ก แต่หรู ||| 2.0GL ---> 2.4G รถใหญ่ เครื่องสมตัว หรูหรา  ||| 2.0GLi หัวฉีด ---> 2.4V Hybrid รถใหญ่ เครื่องสมตัว โคตรหรู พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำแห่งยุค เพียงแต่อนาคตของไฮบริด ไม่น่าจะเป็นแบบเดียวกับหัวฉีด)

     หลายท่านอาจขัดใจเล็กน้อย เพราะแม้ Corona กับ Camry จะเป็น D-Segment เหมือนกัน แต่ในช่วงหนึ่งที่โตโยต้าขายทั้ง Corona และ Camry พร้อมกัน Camry จะราคาแพงกว่า แล้วเราจะเทียบกันได้หรือ? แต่สำหรับตัวผมมองว่า จริงสำหรับรุ่น ST191 เท่านั้น เพราะในช่วงที่รถคันนี้เป็นป้ายแดง Camry รุ่นแรกยังไม่เข้ามาขายประเทศไทย มีแต่ในต่างประเทศ ดังนั้น Corona คือรถหรูหนึ่งเดียวของโตโยต้าในช่วงนั้น (อยากหรูกว่าโคโรน่า? คำตอบคือ คราวน์) ดูๆ ไปแล้ว ตำแหน่งที่ยืนในตลาดที่ Corona ยืนอยู่ในตอนนั้น มันก็คือจุดเดียวกับที่ Camry ยืนอยู่ในตอนนี้นั่นเอง แล้วการจัดไลน์อัพก็คล้ายกันอีก เลยต้องขอยกตนเปรียบเทียบกับ Camry แต่ก็นะ... ออปชั่นหรูของตอนนั้นกับหรูของตอนนี้ก็ต้องคนละระดับกันอยู่แล้ว

     D-Segment คันหรูนี้เคยเป็นของพ่อ แล้วก็มาอยู่ในมือของคุณตาผมในเวลาต่อมา แต่ในปัจจุบัน สภาพของมันเสื่อมโทรมตามกาลเวลาและคุณภาพการประกอบจากโรงงาน อีกทั้งคุณตาผมท่านก็ไม่อยู่กับผมแล้ว ทำให้ไม่ค่อยได้ใช้ จนคุณแม่ตัดสินใจไปยกเลิกสัญญาประกันภัยภาคสมัครใจทิ้งไปแล้ว ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะหาประกันไม่ได้อีกต่อไป แต่ ณ ช่วงนั้นผมขับรถไม่เป็น และไม่รู้เรื่องรถยนต์ การทำสัญญาต่อไปเสมือนโยนเงินทิ้งไปไม่สิ้นสุด และไม่รู้ว่าจะต้องโยนเงินทิ้งไปอีกเท่าไหร่กว่าจะได้ใช้



     นอกจากนี้ แม่ผมก็มีภาระหน้าที่อื่นๆ อีกมาก ทำให้การดูแล Civic EF ก็มากอยู่แล้ว จึงไม่มีเวลามาดูแลรถสุดรักของผมคันนี้เลย มีเพียงปีหนึ่งที่จะไปตรวจสภาพเพื่อต่อทะเบียนให้ เท่านั้นจริงๆ รถจึงโทรมลงเป็นดังที่ท่านเห็นในรีวิว ทั้งๆ ที่วิ่งอยู่แต่บนถนนลาดยางมะตอย ไม่ได้ลุยอะไรเลย ยังมีคนบอกว่า

โห พี่ ผ่านมากี่สมรภูมิแล้วครับนั่น  :o

แง้ ><
.
.
.

     ตอนนี้มันไม่เหลือสภาพของรถหรูสักเท่าไหร่นัก แต่ผมไม่อยากให้มันเป็นแค่รถเก่าๆ ที่ปุเลงๆ ไปไหนต่อไหน แต่อยากให้มันเป็นรถคลาสสิค ที่ห้อตะบึงไปได้ทั่วแดน ผมเองก็เคยพูดถึงเรื่องการทำสภาพรถคันนี้ แม่ผมก็ตามใจผมครั้งหนึ่งโดยการพาผมและรถไปที่ศูนย์โตโยต้า (ก็ตามวิสัยของแม่นะครับ มันหลายจุด หลายอย่าง ถ้าไปอู่นอกก็ต้องไปหลายอู่หน่อยล่ะ อู่ละอย่าง แต่ศูนย์ ที่เดียวทำได้หมด และแม่จะไม่ชอบอู่นอกอยู่แล้ว) โดยครั้งนั้นไปเข้าศูนย์โตโยต้าที่หนึ่ง แถวบ้านผม ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วแม่ก็ไม่พูดถึงเรื่องการทำสภาพรถคันนี้อีกเลยครับ เหตุผล อยู่ในรีวิวก่อนหน้านี้ ถ้าขี้เกียจเปิด ก็พูดคร่าวๆ ว่าเป็นเรื่องราคาและบริการ (เวลาผมตามแม่ไปจะพอรู้ราคาของอะไหล่แท้เบิกศูนย์ของแต่ละยี่ห้อได้บ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะอะไหล่แท้ฮอนด้า เพราะใช้ EF อยู่)

     แต่ราคาอะไหล่แท้ของ AT171 แพงกว่าอะไหล่แท้ EF ร่วมเท่าตัวหรือมากกว่า เช่นตัวอย่างที่อยู่ในรีวิวนะครับ รูปในรีวิวเก่า จะมีรายการราคาอะไหล่แท้ที่ผมสอบถามอีกครั้งจากอีกศูนย์หนึ่ง ที่ไม่ใช่ศูนย์ที่กล่าวถึงข้างบน ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้ต่อว่าอะไรขอเอ่ยชื่อนะครับ ศูนย์ที่กล่าวถึงทีหลังนี้คือ โตโยต้า ที บี เอ็น บางนา ตรงข้ามเซนทรัลบางนา ไปสอบถามราคาอะไหล่แท้จากศูนย์นั้นอีกรอบ ได้ตัวเลขดังรูป ถ้ามีผู้บริหารระดับสูงโตโยต้าเข้ามารับชมที่นี่ ผมขอขอบคุณที่เข้ามาชมครับ และยืนยันได้ว่า เป็นใบราคาจากศูนย์คุณจริงๆ ตรวจสอบได้ เป็นช่วงประมาณไตรมาส 2-3 เดือนไหนจำไม่ได้แล้ว ผมไปขอทดลองขับฟอร์จูนเนอร์ บิ๊กไมเนอร์เชนจ์ 3.0V 2WD ขับรถโคโรน่าคันนี้เข้าศูนย์ไป 2 คนกับญาติผู้สูงอายุอีกท่านหนึ่ง


     เมื่อศูนย์พึ่งไม่ได้ แม่ไม่พูดถึงการซ่อมอีกเลย แต่ผมยังคิดว่าซ่อมได้ โดยใช้อู่นอก ลองหาอู่ที่ไว้ใจได้ แต่อีกสาเหตุหนึ่งคือคนที่แม่รู้จักส่วนมากมีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกและภาคอีสาน ในขณะที่บ้านผมอยู่ใกล้รามคำแหง 2 คอนเนกชั่นที่พอพึ่งได้จึงอยู่ไกล และด้วยความที่ไม่ชอบอู่นอกเป็นทุนเดิม แม่จึงยังไม่ทำ แล้วก็ปล่อยรถคันนี้ให้โทรม จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จนถึงวันที่เริ่มร่างต้นฉบับนี้ ปีครึ่งแล้วที่ดองโปรเจกต์ไว้

     ผมเองก็ยังไม่มีคอนเนกชั่นตรงนี้ มีเพียงญาติผมท่านหนึ่ง ลูกชายของพี่สาวของย่า เป็นเจ้าของอู่มาตรฐาน ตรอ แถวดอนเมือง ซึ่งก็ไม่ใช่อู่ครบวงจรที่ทำทุกเรื่อง จนมีวันหนึ่ง ผมรำลึกความหลัง แล้วเดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าผมในช่วงปิดเทอม โรงเรียนลาซาล บางนา เข้าไปไม่มีนักเรียน มีครูอยู่บ้างบางท่านที่มีธุระ ผมก็พบกับครูที่สอนผมมาครับ สอนการงาน และดูแลร้านเครื่องเขียนของโรงเรียน ก็นั่งคุยกันนานพอดู คุยไปคุยมา ผมก็เพิ่งจะรู้ว่ามีมาสเตอร์อีกท่านหนึ่ง สอนภาษาอังกฤษ (มีมีสสอนคอมพิวเตอร์มัธยมต้น วัยกลางคน) เป็นช่างเก่า และรู้จักช่างเยอะ ที่สำคัญ ท่านรู้จักผมดีด้วย ผมเลยโทรศัพท์ไปขอคำแนะนำเรื่องอู่ที่ไว้ใจได้กับมาสเตอร์ มาสเตอร์ท่านก็ตกลงให้ความช่วยเหลือครับ ในฐานะศิษย์เก่าจบมาแล้วปีครึ่ง ซาบซึ้งมากครับ ยิ่งกว่านั้น มาสเตอร์เป็นคนพาผมไปที่อู่ด้วยตนเอง ทีละอู่ เชื่อว่าการที่ผมได้อาศัยชื่อของมาสเตอร์ไปในอู่ที่แนะนำจะทำให้ได้ราคาแบบกันเองด้วย ^^

     หลายท่านที่อ่านคงจะเคยมีประสบการณ์บูรณะสภาพรถมาบ้างไม่มากก็น้อย นี่อาจเป็นเรื่องธรรมดาของหลายท่าน แต่นี่คือประสบการณ์ “ครั้งแรก” ของผม ที่ไม่ได้ทำสี เพราะยังดีอยู่ แต่เน้นไปที่ระบบเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และซ่อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายนอก และภายในที่เสีย โดยมีข้อแม้ว่าไม่แปลงรถอะไรทั้งสิ้น เป้าหมายสูงสุดของผมคือ ทำให้รถคันนี้ “เหมือนวันแรกที่ออกจากโรงงาน” (รู้ว่าคงไม่ได้ แต่ต้องทำให้ใกล้เคียงที่สุด) อย่างน้อยน่าจะเป็นจุดอ้างอิงราคาบางอย่างได้สำหรับคนที่จะซ่อมรถ หรือตัวผมเองในอนาคตครับ

     ในรีวิวโปรเจกต์นี้ ผมทำขึ้นเพื่อหวังให้เป็นการอ้างอิงได้บ้างสำหรับคนที่คิดจะทำอะไรกับรถยนต์ (ที่ไม่ใช่การเอาไปแต่งจนเฟี้ยว) ว่าควรจะหาร้านประเภทไหน ที่ไหนที่ไม่น่าจะมี ที่ไหนน่าจะหาได้ดี ราคาอ้างอิงประมาณเท่าไหร่ (ที่สำคัญ ควรคิดเรื่องเล็กๆ ก่อน จะได้ไม่เสียเงินใช่เหตุ) ส่วนบางอย่างถ้าแพงเกินไป หรือท่านที่เคยทำรู้ว่าผมโดนต้มจากการนี้ ขอให้แสดงความเห็นลงมา เพื่อเป็นบทเรียนในอนาคตกับทุกคน ขอบคุณครับ

     การซ่อมครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณคุณพ่อเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ครับ ทีนี้ รายการซ่อมแต่ละอย่าง บ้างก็จบในร้านเดียว บ้างก็ยุ่งเหยิงมั่วไปหมด เพราะฉะนั้นผมขอพูดถึงการบูรณะเป็นข้อๆ ตามจุดที่เสีย และไม่เรียงตามลำดับเวลาที่ซ่อมครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปัญหา 1 ---> จานจ่ายไฟมีน้ำมันเครื่องเยิ้ม และท่อหม้อน้ำหล่อเย็นซึม น้ำจึงแห้งไว แล้วน้ำมันเครื่อง+น้ำหล่อเย็น เปรอะทั่วห้องเครื่องเลยทีเดียว และมีสายไฟที่ฝาครอบเปื่อยผุจนหมด


การซ่อมรายการนี้ไปตามคำแนะนำของมาสเตอร์ครับ ร้านสำโรงผ้าเบรกลาซาล



     ชื่อร้านไม่ค่อยเกี่ยวกับเครื่องเท่าไหร่เนาะ แต่งานซ่อมออกมาถือว่าใช้ได้ครับ ผมเอารถไปส่งประมาณ 10 โมง นัดรับรถบ่าย 4 โมงครึ่ง แต่พอไปถึง ผมก็เห็นช่าง รื้อเข้า รื้อออก รื้อเข้า รื้อออก รื้อเข้า รื้อออก รื้อเข้า รื้อออก สรุปว่า เสร็จ 2 ทุ่มครับ ผมต้องทำใจอย่างหนึ่งว่า การซ่อมเครื่องยนต์ที่อายุมาก มีความเปราะ และอาจมีการผิดพลาดต่างๆ ได้ ซึ่งผมเจอประจำอยู่แล้ว ผมมารออยู่ที่อู่ตอน 4 โมง รอเหงือกแห้งเลยทีเดียว

     การซ่อมของร้าน ---> เปลี่ยนซีลโอริง เปลี่ยนท่อน้ำหม้อน้ำ มีการหักนอกเหนือความคาดหมาย คือ ตัวหมุนจ่ายไฟ (อันนี้ผมไม่ทราบว่าเขาเรียกว่าอะไร แต่มันเป็นตัวหมุนภายในจานจ่ายที่จะหมุนเอาปลายสลับแตะจ่ายไฟให้สายหัวเทียนแต่ละสาย) และ ชิ้นโลหะอะไรสักชิ้นภายในที่หักออกมาเวลาลองหมุนจานเหมือนมีเสียงโลหะถูกเขี่ย ซึ่งทั้งสองปัญหาถูกแก้ไขจนเรียบร้อยภายในวันเดียว โดยตัวหมุนอู่ได้หาจากจานอื่นมาใส่ ส่วนชิ้นส่วนที่หักก็เช่นกัน เมื่อพบชิ้นที่หักก็หาตัวอื่นมา เจียรูปให้เข้ากับชิ้นเดิมและเปลี่ยนกลับเข้าจานจ่าย แล้วก็ประกอบกลับ, อู่ล้างคราบน้ำมันเครื่องออกให้ ใช้ลมเป่าไล่ความชื้นออกจากทั่วห้องเครื่อง ทำให้เครื่องดูสะอาดขึ้นเยอะครับ ส่วนสายไฟที่โผล่ ช่างจัดการใส่กระดูกงู และใช้ตัวยึดไว้ ทำให้ดูสวยงามขึ้นเยอะ


     ค่าซ่อมรวมเบ็ดเสร็จ ---> 800 บาท อืม... ไม่แพงครับ อยู่ในงบที่แจ้งมาตั้งแต่ต้น และที่สำคัญมันคือการ “ซ่อม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่างในศูนย์ทั่วๆไปมักทำไมเป็น เจออะไรก็จะมัก “เปลี่ยน” อย่างเดียว ซึ่งถ้ากรณีนี้ผมเข้าไปซ่อมที่ศูนย์ ค่าใช้จ่ายของผมเฉพาะจานจ่ายจะบานเป็น

20,000 กว่าบาท ไม่รวมค่าแรง

     คุณภาพงานซ่อม ---> เท่าที่ขับมา ถือว่าโอเคครับ เครื่องไม่กินน้ำ ดูสะอาดตา ดูใหม่ขึ้น และจนถึงปัจจุบัน เดือนนึงมาแล้วจานจ่ายยังปกติอยู่ งานซ่อมจานจ่าย ไม่มีอะไรต้องตินอกจากตอนประกอบกลับตั้งไฟแก่เกินไปทำให้มีเสียงเขก ซึ่งแก้ได้ไม่ยาก และแก้แล้ว

     สำหรับบุคคลภายนอกหรือใครที่แว้บมาอ่านแล้วไม่ทราบจุดนี้นะครับ เสียงเขก ศัพท์ที่เป็นทางการคือ อาการน็อค เกิดจากการความผิดปกติอะไรก็ตามที่ทำให้การจุดระเบิดในกระบอกสูบผิดจังหวะของมัน ไม่ส่งผลร้ายแรง แต่จะทำให้เปลืองน้ำมัน และระยะยาว (เป็นปี) ถ้าไม่แก้อาจมีผลข้างเคียงกับเครื่อง รถส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ใช้เครื่องหัวฉีดมักจะมีกล่องคอมพิวเตอร์ คอยปรับตั้งค่าไม่ให้เกิดความผิดปกติตรงนี้ แต่สำหรับรถผมไม่มี การตั้งค่าตรงนี้ตั้งด้วยระบบอัตโนมือให้เหมาะกับน้ำมันที่ใช้, การใช้เกียร์ และน้ำหนักตีนคนขับ ตั้งผิดไปทางหนึ่ง จะเขก แต่ถ้าตั้งผิดไปอีกทาง รถจะอืดมาก และต้องตั้งค่าใหม่ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้น้ำมันที่ค่าออกเทนไม่เหมือนเดิมครับ แต่เวลาใช้ ไม่ลำบากอย่างที่คิด พอตั้งอยู่ตัวแล้วก็ใช้ยาว

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ปัญหาต่อไป ---> เมื่อเลี้ยงรอบไว้ที่ 4,000 นิ่งๆ จะมีเสียงอื้อดังมากเข้ามาในห้อง ทั้งๆ ที่ฟังข้างนอกเสียงมันก็ปกติ เสียงเหมือนเสียงรถที่สั่นสะท้านไปทั้งตัวถัง ดังจนขี้หูเต้นเลยทีเดียว แต่พอเลยไปที่ 5,000 มันเงียบลง รอบสี่พันสำหรับบางคันถือว่าสูง แต่คันนี้เป็นเกียร์ธรรมดา ซึ่งมักจะทดรอบจัดกว่าเกียร์อัตโนมัติอยู่เป็นธรรมชาติ รอบ 4,000 ที่เกียร์ 5 ตกที่ความเร็วแค่ประมาณ 130 ดังนั้นในการขับถนนที่โล่งๆ จะมีเสียงแสนรัญจวนใจ ผมเอาไปให้ร้านสำโรงผ้าเบรกก็วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นท่อไอเสีย เมื่อพูดถึงท่อไอเสีย ท่อผมหม้อกรองผุพัง ทะลุเป็นรู คือผุอยู่



ก็เลยไปที่ร้านท่อไอเสีย โดยเรื่องนี้ ทุกอู่ที่ไป ไม่ได้ไปโดยคำแนะนำของมาสเตอร์ ทันทีที่ร้านขับรถขึ้นแท่นแล้วก้มไปดู พบว่าสภาพของท่อโดนสนิมรับประทานเรียบ ตั้งแต่ลงจากเครื่องมาถึงท้ายรถอุดมไปด้วยสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งวัสดุเดิมเป็นโลหะ ขัดออกได้ยาก ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนท่อทั้งยวงตั้งแต่หน้ารถถึงปลอกท้าย เล่าอาการให้ร้านฟัง และลองให้ฟังแล้ว ร้านออกปากว่าหายแน่



     ร้านก็ถามว่าจะใช้อะไร จะเอาปลอกท้ายโตๆ หล่อๆ ไหม?



     ผมก็ตอบว่า วันนี้เอารถมาซ่อม ไม่ได้มาแต่ง ปลอกท้ายเอาแบบมาตรฐานเล็กๆ ทั่วไป เสียงให้เงียบๆ แต่ตัวท่อให้ใช้วัสดุที่ทน คุยๆ ไปสรุปว่า รูปการเดินท่อเป็นแบบเดิมๆ เล็กๆ เรียบร้อย แต่วัสดุที่ใช้เป็นสแตนเลส ไร้สนิมชั้นดี ใช้ได้อีกนาน

     หลังรถผมกลายเป็นท่อสแตนเลสชั้นดี ร้านก็คิดค่าเปลี่ยน 6,000 บาท ไม่แน่ใจว่าเป็นราคาที่ถือว่าถูกต้องหรือถูกฟัน เพราะการเดินท่อแบบเดิมของรถ มีหม้อกรองแค่ 2 หม้อ



     ผลการซ่อม ช่วงรอบต่ำๆ และสูงเฉียดขีดแดง ถือว่าเสียงเบากว่าเดิมพอสมควร เสียงด้านนอกก็มีความรู้สึกแน่นขึ้น มั่นใจขึ้น ถือว่าดีเลยล่ะครับ แต่ช่วงรอบ 4,000 รอบที่มีเสียงหอน ไม่หาย และไม่แม้แต่เบาลง ผมหงุดหงิดเพราะตอนแรกช่างใหญ่ออกปากว่าหาย แต่อีกด้านก็เข้าใจว่าในช่วงที่เป็นหน้าที่ของเขาได้ทำดีแล้ว แต่มีฉากหนึ่งที่ผมหงุดหงิดแทบปรี๊ดเมื่อช่างอีกคนหนึ่งมาพูดกับผมว่า “รอบสูงๆ เครื่องมันก็หอนดังอย่างนี้แหละ” “รอบตั้งสี่พัน วิ่งจริงไม่ถึงหรอก” เออ ออกปากว่าหายแน่ ก็ไม่หาย ยังมาพูดงี้อีกเหรอวะ? แต่ก็... นะ ช่างเถอะ ช่วงรอบที่เหลือเงียบหมดแล้ว แล้วก็ไม่ต้องเสี่ยงกับการที่วิ่งๆ อยู่แล้วท่อหลุดมาลากกับพื้นด้วย ส่วนท่อเหล็กเดิม ผมก็ให้เขาตัดใส่กระโปรงหลัง ขายที่ร้านรับซื้อของเก่าได้ 154 บาท สมทบซ่อมต่อไป



     หลังจากนั้น ผมก็พุ่งเป้าไปที่ยางแท่นเครื่องทั้ง 4 ตัว เพราะมีตัวหนึ่งทรุดจนลงไปกองกับพื้นแล้ว สตาร์ต/ดับเครื่องมีเสียงกุกกักๆ เข้ามาในรถชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครั้นจะเปลี่ยนตัวเดียว ตัวอื่นก็จะคอยฉุดให้ตัวใหม่ทรุดลงเร็วก่อนเวลา ผมเลยไปเปลี่ยนทั้งสี่ตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีคนเปรยๆ ให้ฟังอยู่ก่อนแล้วว่าเสียงอื้อๆ นี่อาจจะเป็นที่ยางแท่นเครื่องอีก 3 ตัวที่ไม่ดูดซับแรงสะเทือนเท่าที่ควร เลยไปเปลี่ยนครับ ตั้งความหวังไว้ลึกๆ ว่าไอ้เสียงอื้อๆ นี่น่าจะหายไปเสียที



     ผมเปลี่ยนเฉพาะบูชยางของแท่นเครื่อง ไม่เปลี่ยนขา รวมค่าแรงก็ 2,000 บาท (2020 แล้วต่อลงมา) ผลคือเรื่องเสียงไม่หายครับ ช่วงรอบอื่นก็เบาลงแล้ว แต่ช่วงรอบ 4,000 เบาลงไปบ้าง แต่ดังกว่าช่วงรอบอื่นชัดเจน ส่วนด้านอื่นถือว่าดี เสียงกุกกักหายไป แรงสั่นจากเครื่องน้อยลงครับ


(เรื่องล้างไดสตาร์ต จะพูดถึงข้างล่างสุดเลยนะครับ)

     เรื่องเสียงอื้อ ผมลองจัดการพวกหม้อกรองอากาศไปอีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่หาย แต่ก็เงียบลงอีกหน่อยนึง เท่าที่ทำมามันเงียบลงไปแล้วพอสมควรครับ จากเสียงที่ดังสะท้านแบบขี้หูเต้น เป็นเสียงเหมือนเวลาเปิดวิทยุดังๆ, ช่วงรอบที่มีเสียงอื้อแคบลง หลังจากที่เปลี่ยนสองอย่างนี้ไป ช่างแทบทุกอู่ที่ผมเข้าหลังจากนั้นก็บอกว่า ถ้าขนาดนี้ยังไม่หายก็เป็นการเสื่อมสภาพทั่วไปของเครื่องแล้วล่ะ ไม่อันตราย ถ้าจะให้หายจริงๆ คงรื้อยาว ดังนั้น ผมเลยยอมรับเรื่องเสียงอื้อนี้ไปก่อน ใช้การหลีกเลี่ยงช่วงความเร็วนั้นเอา จนกว่าจะหาโอกาสได้ในครั้งต่อไปครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ต่อไปก็เป็นเรื่องของการขับขี่ รู้สึกว่าระบบบังคับเลี้ยวน่าจะมีปัญหา ดังที่ผมเคยเล่าว่าระยะฟรีกว้างและเบาเกินไป ที่ร้านสันนิษฐานคร่าวๆ ว่าเป็นที่ลูกหมากล้อหลวม ก็เลยไปทำครับ ที่ร้าน “สำโรงผ้าเบรกลาซาล”



     การซ่อมของร้าน ---> แต่พอรื้อดูจริงๆ ลูกหมากยังแน่นอยู่ ปัญหามันอยู่ที่พวกอุปกรณ์ข้างในแร็คพวงมาลัย และอุปกรณ์พวกบูช ฯลฯ ที่กรอบจนหักไป สรุปว่า รื้อทำระบบเลี้ยวใหม่หมด เปลี่ยน บูชแร็ค ยางรัดแร็ค ยางกันโคลง และลูกปืนก็เปลี่ยนใหม่ ยกเว้นแต่ตัวแร็คที่ไม่เปลี่ยน



     เบ็ดเสร็จ 1,800 บาท พวงมาลัยติดรถผมจะเป็นรุ่นเพาเย่อร์ แต่ผมก็ไม่ติดเพาเวอร์ เพราะอยากรักษาสภาพเดิมๆ ไว้ครับ



     คุณภาพงานซ่อม ---> แม้เราจะเห็นว่าชิ้นส่วนที่เปลี่ยนนั้นเสียจริง และเห็นกับตาว่าน็อต สกรู ทุกตัวถูกขันกลับเข้าที่ แต่เมื่องานประกอบสำเร็จแล้ว นาทีแรกที่ขึ้นไปขับ ทำไมข้าพเจ้าขับแล้วยังรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจระบบพวงมาลัยมากขึ้นสักเท่าไหร่วะ? โอเคล่ะ ฟีลลิ่งมันดีขึ้น แต่เราหวังว่าการซ่อมมันจะให้ฟีลดีกว่านี้ (เฉพาะเรื่องพวงมาลัยนะครับ ไม่ใช่ช่วงล่าง) แต่พอขับๆ ไป เริ่มชินกับมัน ก็เริ่มพอเข้าใจมันบ้างว่ามันอาจจะออกแบบมาเป็นรถนั่ง ไม่ใช่รถขับ อาการต่างๆ ที่น่ากลัวก็หายไปหมดแล้ว ผมชักรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของงานซ่อมซะแล้วสิ แต่เป็นเรื่องของ Setting จากโรงงานที่ไม่ถูกใจผมต่างหาก โดยเฉพาะช่วงที่เราหมุนพวงมาลัยผ่านช่วงรอยต่อระหว่างระยะฟรีเข้าไปในระยะที่ล้อจะเริ่มเลี้ยว พวงมาลัยจะหนักขึ้น (รถปกติที่ผมขับมันก็ต่างกันอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าของผม “เพาเย่อร์” ไม่มีปั๊มคุม น้ำหนักพวงมาลัยเลยต่างกันมากขึ้น) ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจเท่าที่ควร ในขณะที่ Civic EF พวงมาลัยไม่เพาเวอร์เหมือนกัน น้ำหนัก ถ้าจ้องจับผิดจริงๆ มันก็ต่างกันพอๆ กับโคโรน่าผมนี่แหละครับ เพียงแต่ว่า การออกแบบระบบบังคับเลี้ยว ผมยกให้ฮอนด้าครับ ทำได้ดีกว่า ในฐานะคนขับ รู้สึก EF มั่นใจกว่าชัดเจนครับ (อธิบายไม่ถูกครับ แต่ผมขับโตโยต้ามาสองสามคัน ไม่ประทับใจระบบบังคับเลี้ยวสักคัน)

     พูดถึง ผมเคยสงสัยว่า แม้รถจะเก่า 21 ปี แต่มันก็เป็นถึงคัมรี่ของยุคนั้น ทำไมพวงมาลัยพาวเวอร์จากโรงงานถึงมีแค่รุ่น 2.0 นะ เมื่อลองหาข้อมูลพบว่า รถสมัยนั้นแทบไม่มีพาวเวอร์ให้เลย รถที่จะมีพาวเวอร์ต้องหรูสุดๆ ของยุคเท่านั้น Corolla AE92 โดเรมอน ซึ่งคืออัลติสของยุคนั้น พบว่า ก่อนไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่รถรุ่นผมอยู่ในตลาด AE92 ไม่มีพวงมาลัยพาวเวอร์มาให้เลยแม้แต่ในรุ่นท็อปสุด 1.6SE Limited มีมาครั้งแรกคือรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ส่วนค่ายอื่นๆ อย่าง Honda Civic EF ก็มีพาวเวอร์ให้เฉพาะรุ่น EX เกียร์อัตโนมัติ, Accord CA (ปี88) มีพาวเวอร์ให้ทุกรุ่น เพราะมีแต่รุ่น 2.0 ไม่มีเครื่องเล็กๆ Mitsubishi Lancer Champ 1.3 ก็ไม่มีพาวเวอร์ ฯลฯ สรุปว่า ถ้าคิดในแง่ดี ก็จะบอกว่า พวงมาลัยพาวเวอร์ของยุคนั้นคือออปชั่นสุดหรู รถเรายังแพงไม่พอที่จะมีมันมาจากโรงงาน แต่ถ้ามองอีกมุม กรูก็รถ D-Segment รุ่น GL นะเฮ้ย ให้มาหน่อยก็ดีนะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     เรื่องเครื่องยนต์กับระบบเลี้ยวทำไปแล้ว ต่อไปก็เรื่องโช๊คอัพ รถคันนี้ใช้แม็กเฟอร์สันสตรัท เป็นโช๊คน้ำมันหุ้มสปริง ซึ่งสภาพปัจจุบัน โช๊คคู่หน้า รั่ว จนน้ำมันโช๊คซึมออกไปจนหมด เหลือแต่สปริงที่คอยรับหน้าที่ เพราะฉะนั้น ช่วงล่างด้านหน้าเลยนิ่มๆ ย้วยๆ แต่พอเจอหลุมเมื่อไหร่ อะแฮ่ม!!! โดดเป็นม้าพยศเลยทีเดียว ส่วนโช๊คคู่หลังก็กำลังซึมตามไปติดๆ แต่ยังออกไม่หมดครับ ต้องทำอะไรสักอย่างกับโช๊ค 4 ตัวนี่ซะแล้ว



     ถ้าจะเปลี่ยนโช๊ค เชิญเปิดในรีวิวครับ โช๊คแท้เบิกศูนย์ 4 ตัว ราคารวมกัน 17,540 บาท โช๊คที่ผลิตจากธาตุอูนอูนเฮ็กเซียม ขนส่งมาจากดาว Naboo นั่นผมคงไม่ซื้อหรอกครับ ผมหาร้านอัดโช๊คเอาละกันครับ แล้วผมก็นึกถึงปั๊ม ปตท. เก่าๆ ที่แยกศิครินทร์ขึ้นมาได้ เพราะใกล้โรงเรียนผม ที่นั่นจะอุดมไปด้วยอู่สารพัดนึก อู่ติดเพาเวอร์ ร้านไดนาโม เครื่องยนต์ ซ่อมกลอน ติดฟิล์ม ล้อแม็ก ฯลฯ ซึ่งมีร้านซ่อมโช๊ค "โมทย์โช๊คอัพ" อยู่ในนั้นด้วย และได้รับคำแนะนำจากอู่ “มหาพรชัย การช่าง” (ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป) มาอยู่แล้ว ผมก็เลยเข้าไปซ่อม



     การซ่อมก็ทั่วๆ ไปที่ร้านโช๊คทำ แล้วก็อัดน้ำมัน ครบ 4 ตัว ค่าซ่อม 1,500 บาท อ้า... ถูกดีแฮะ ผลการซ่อมก็โอเคครับ โช๊คหน้าหลังออกมาในสไตล์ที่ควรจะเป็น คือโดดบ้างตามประสาแม็คเฟอร์สันสตรัท แต่ไม่ใช่ม้าพยศเหมือนก่อน และการวิ่งบนถนนเรียบที่เคยนุ่มจนน่ากลัวก็ตึงตังมากขึ้น ให้ความมั่นใจในการขับได้มากขึ้น และสำคัญกว่านั้นคือ เข้าโค้ง รถโยนน้อยลงด้วย ใช้ได้เลยทีเดียวครับ


ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 677
    • อีเมล์
     ต่อไปก็เริ่มจัดการกับเรื่องการใช้งานของรถ (เรื่องนี้ก็ไม่ได้ไปตามคำแนะนำของมาสเตอร์ครับ แต่มาสเตอร์เข้ามาช่วยนิดหน่อย) ที่เห็นจังๆ เลย ก็คือเรื่องประตูครับ ประตูหน้าซ้าย ต้องใช้แรงปิดมาก เวลาผมไปไหนมาไหนกับใครนี่แทบจะประสาทรับประทานกับบานนี้ เพราะแรงผู้หญิง แรงคนชรา มักจะปิดไม่สนิทครับ บางครั้งผมไม่ได้ไปด้วย กลับมาบ้านบางทีผมลืม... เห็นอีกทีตอนกลางคืนเห็นไฟกลางห้องโดยสาร(ที่ผมตั้งให้สว่างเมื่อประตูเปิด)สว่างอยู่
แถมรูกุญแจที่ประตูหน้าซ้ายยังแข็ง ไขยาก
ประตูหลังเองก็ใช่ย่อย สวิตช์เซนเซอร์ที่จะจับว่าประตูเปิดอยู่หรือไม่เสียทั้ง 2 บานหลัง วิ่งไปไหนจะไม่ทราบเลยว่าข้างหลังปิดประตูแน่นไหม
แล้วก็ยังกระโปรงหลัง ที่ต้องใช้แรงคชสารในการปิดให้เข้า และการงัดให้เปิดไม่ว่าจะด้วยกุญแจ หรืองัดใต้เบาะคนขับ

     อู่ที่ใช้ อู่แรก “มหาพรชัย การช่าง” อันนี้ผมรู้จักมาก่อนจากการลองสุ่ม จุดที่ผมชอบอู่นี้คือการวิเคราะห์หาสาเหตุที่มีความพยายามดีครับ และเมื่อได้ข้อสรุปที่แน่นอนแล้วก็พยายามหาหนทางการซ่อมที่ถูกใจที่สุดให้เจ้าของรถตัดสินใจ อู่มหาพรชัย เป็นอู่แบบคนเดียวครับ เช่าคนเดียว ทำคนเดียว ไม่มีลูกมือ แม้เจ้าของอู่จะซี้กันกับอู่ข้างๆ อย่างไรก็ตามผมมักไม่ค่อยให้อู่นี้ทำเรื่องที่ใหญ่ๆ เช่นพวกเครื่องยนต์มากนัก (แต่ก็เคยนะ) เพราะมีคนน้อย มีโอกาสพลาด แต่งานนี้เป็นงานเล็กทั่วไป ผมจึงตัดสินใจให้อู่นี้ดูครับ



     งานนี้น่าประทับใจมาก สาเหตุที่เขาพบคือ กระโปรงหลังมีเขี้ยวกลอนประตูที่ทรุดเลื่อนลงไปด้านล่างเกินขีดที่ควรจะเป็น เวลาปิดเลยต้องใช้แรงให้มันกระแทกลงไปถึงเขี้ยวงับของมัน พอลงไปแล้ว ก็งับแน่นเกินไป เปิดยากอีก การแก้ไขง่ายมาก ก็แค่คลายน็อต ขยับเขี้ยวขึ้นสูง แล้วขันน็อตกลับ อาการที่กระโปรงหลังหายเป็นปลิดทิ้ง เปิดง่าย ปิดง่าย แต่จะมีข้อเสียคือ ปลายกระโปรงจะปิดไม่เสมอกับของตัวถังรถ เหลื่อมกันนิดนึง แต่ไม่เป็นไร รับได้ครับ คิดค่าแรง 100 บาท



     ส่วนบานประตูหน้าซ้าย อู่มหาพรชัยลองขยับเขี้ยวดูแต่ก็ไม่ได้ผล จึงสันนิษฐานคร่าวๆ ว่ากลอนน่าจะสึก เอิ่ม อันนี้ชักเป็นเรื่องใหญ่ละ ผมเลยยังไม่ทำ ไปที่ร้านปะผุตัวถังที่มาสเตอร์แนะนำไว้ให้รู้จักก่อนหน้า เขาก็หาสาเหตุไม่ได้ เพราะงานประตูดูจะไม่เกี่ยวกับตัวถังนัก ไปหาร้านประตูเฉพาะทาง และผมก็ไปเจอช่างกลอนประตูคนหนึ่งในปั๊มปตท. แยกศิครินทร์ ถุดจากร้านโมทย์โช๊คอัพไป 2 ห้อง บอกอาการไปเสร็จ ลุงแกเดินถือค้อน สิ่ว ออกมาสกัด ทุบๆ เขี้ยวประตู 2-3 ที ประตูบานนั้นปิดง่ายในบัดดล อันนี้ผมลืมถามลุงไปครับ ว่าแก้ยังไง

     ส่วนกุญแจฝั่งคนนั่งที่ไขยาก ลุงแกบอกว่ากุญแจน่าจะเสีย ซึ่งกุญแจที่ใช้เป็นกุญแจ KVE ที่พ่อผมไปแปลงมาตอนรถใหม่ๆ อยู่ แล้วบริษัทนั้น ป่านนี้ลาโลกไปถึงดาวลูกไก่แล้ว ถ้าจะทำ คือเปลี่ยนกุญแจรอบคัน เอ่อ... งั้น ปล่อยมันไว้งั้นแหละลุง ลุงก็เรียกค่าซ่อม 100 บาท

     เซนเซอร์ประตูคู่หลัง แก้ได้ด้วย Sonex ครับ (น้ำยาหล่อลื่นชนิดสเปรย์ครับ) ไม่ได้ให้อู่ไหนทำ ตอนไปปรึกษามาสเตอร์ มาสเตอร์แกะออกมา ฉีดฟู่ดเดียว เซนเซอร์ทำงานทันที แสดงออกถึงการลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงของขี้ฝุ่นและสนิมในช่วงเวลาที่ผ่านมา

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     พูดถึงประตู มือเปิดประตูด้านนอกของรถ เป็นพลาสติกชุบโครเมียม โดยเบ้าข้างในจะเป็นสีดำด้าน เป็นความหรูหราอย่างหนึ่งที่รถเมื่อ 21 ปีที่แล้วไม่ค่อยชุบให้นัก ส่วนมากจะเป็นพลาสติกดำด้านทั้งยวง แต่เมื่อเวลาผ่านไป... มือจับเริ่มถูกสนิมรับประทาน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ภาพรวมยังอยู่ในอาการที่ขัดได้



     แต่ยกเว้นประตูบานคนขับ...



     สนิมกินถึงเนื้อ อาการสุดเยียวยา เลยตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ ก็ไปซื้อของเทียมมาจากร้านอะไหล่ยนต์ ตรงรุ่น 400 บาท แล้วอีกอย่างคือประตูบานคนขับเมื่อปิดมักจะมีเสียงก๊องแก๊งๆ ดังมาทุกครั้งเลยทีเดียว ผมเลยเดินไปร้านอะไหล่ยนต์ สั่งมือจับเทียมตรงรุ่นมา แล้วเอามาให้ลุงที่ปั๊ม ปตท. แยกศิครินทร์ทำ ลุงแกรื้อแผงประตูออกมา ก็พบสาเหตุของเสียงก๊องแก๊งว่าเป็นเพราะ

     คานประตูจุดยึดหลุดไปจุดหนึ่ง ทำให้ปลายคานสะบัดเวลามีแรงกระแทก เช่นจังหวะการปิดประตู ลุงแกบอกว่า ถ้าจะอ๊อกเชื่อมไปใหม่ สีรถจะเสียนะ ขอแนะให้เอาคานออก คานเล็กแค่นี้ช่วยอะไรไม่ได้หรอก



     คานเล็กจริงเว้ยเฮ้ย นิ้วชี้ผมยังใหญ่กว่าอีก ไอ้คุณโตโยต้ามันแอบทำงี้เลยรึ? แต่มีก็ดีกว่าไม่มีนะ ผมเลยขอให้ลุงหาวิธีแปลงให้ไม่ต้องเอาคานออก ลุงแกใช้วิธีนี้ครับ ตัดแผ่นยางออกมา แล้วอัดเข้าไปในช่องว่างที่เกิดขึ้น ลดการสะบัดของปลายคานได้ แต่พอหลายปีไปแล้วลุงบอกยางจะเก่า เริ่มกันไม่อยู่ ก็ต้องมาเปลี่ยนยางใหม่นะ ผมก็ตกลง ลุงเลยยัดแผ่นยางลงไปแบบนี้ รวมทั้งค่าเปลี่ยนมือจับด้วย อยู่ที่ 150 บาท รวมค่ามือจับที่ซื้อมาเอง 400 ก็จะได้ 550 บาท ขอบรอบๆ มีรอยมากขึ้นจากการเปลี่ยน แต่ตัวมือง้าง แวววาวสะท้อนแสง



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ต่อไป เป็นเรื่องหลอดไฟเลี้ยว ถ้ามันแค่ขาด คงเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดา เพราะมันไม่ขาด แต่ไห้แสงน้อย ไฟที่ว่าคือไฟเลี้ยวซ้ายด้านหลังจะไม่สว่างนักครับ ทั้งๆ ที่หลอดไม่ขาด แต่แสงน้อย เห็นความต่างชัดเจนเมื่อเปิดไฟฉุกเฉินแล้วเดินไปดู ทั้งๆ ที่วัตต์/โวลต์ของหลอดก็เท่ากันพอดี งานนี้ผมไปตามคำแนะนำของมาสเตอร์ครับ ร้าน “อ้วนไดนาโม”

     ลองไปลองมา เจอว่า ไอ้ความแตกต่างที่ว่า ครึ่งหนึ่ง เป็นคุณภาพที่แตกต่างกันระหว่างหลอดเก๊กับหลอดสแตนลีย์ (Stanley) ซึ่งเป็นหลอดคุณภาพสูง พอเปลี่ยนไปใช้สแตนลีย์ ที่วัตต์/โวลต์เท่าเดิม ก็สว่างขึ้น คือตอนหลอดอยู่นอกโคมไฟท้ายแล้วถือว่าสว่างเท่ากัน แต่พอใส่ลงไปจริงๆ ก็ยังไม่สว่างเท่าข้างขวาอยู่ดี ส่วนต่างที่เหลือ ร้านบอกเป็นเพราะฝุ่นจับในโคมซ้ายมากกว่าโคมขวา ลองจ้องดูตรงกลางสิ มันสว่างเท่ากัน เพียงแต่ฝุ่นมันทำให้แสงที่โคมซ้ายไปได้ไม่เต็มโคม เลยดูมืดกว่า ถ้าอยากเท่าเป๊ะก็เปลี่ยนโคม (ก็จริงส่วนนึง แต่จริงไม่จริงยังไง ส่วนต่างเท่านี้ผมไมซีเรียสล่ะ ตอบตงลงพอแค่นั้น) ค่าหลอด+ค่าวิเคราะห์ต่างๆ 80 บาท อืม... อันนี้ไม่แน่ใจนะครับ ว่าสำหรับการเปลี่ยนไฟหลอดเดียวมันถือว่าแพงไปหรือเปล่า แต่ก็น่าจะปกติ ราวๆนี้แหละ...



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ต่อไปก็เป็นเรื่องของแอร์ โรคประจำตัวโรคหนึ่งของ 171 ทั้ง 1.6 และ 2.0, ทั้งก่อน และหลังไมเนอร์เชนจ์ คือหน้ากากช่องลมแอร์ หักได้หักดี หักแทบทุกคัน รวมทั้งผมด้วย และอีกปัญหาหนึ่งคือสวิตช์กระจกไฟฟ้าประตูบานหน้าซ้ายเสีย ถ้าจะเปิดกระจกต้องกดจากฝั่งคนขับ แต่มอเตอร์ยังใช้ได้ปกติ



     เรื่องช่องลม ครั้นจะซื้อใหม่ ของแท้เบิกศูนย์ 4 ตัว ราคารวมกันคือ “หนึ่งหมื่นทอนสิบบาท” เนื่องจากนามสกุลผมไม่ใช่ “ซัคเกอร์เบิร์ก” ไม่ใช่ “เกตส์” ไม่ใช่ “เจียรวนนท์” ผมขอยอมแพ้ราคานี้ครับ ม่ายยยยยอาววววววว|||||ของเทียมเบิกอู่ ราคารวมกันได้ประมาณ “ครึ่งหนึ่งของราคาศูนย์” เห!!! แพงอยู่นะ แล้วมันทนไหมนี่...|||||จะซ่อมได้ไหม ผมตระเวนหากี่อู่ๆ ก็ไม่รับซ่อม

     โชคยังเข้าข้างเมื่อผมได้ข้อมูลเรื่องอู่ที่ซ่อมช่องลมได้มาจากสมาชิกท่านหนึ่งในนี้ ผมไปตามคำแนะนำครับ ผมถ่อจากบ้านที่บางนาไปถึง “อู่คุณเล้ง” ที่รัชดาภิเษก ส่วนนี้ถ้าผมไล่แผนที่ไม่ผิดน่าจะไม่ถูกท่วม (มั้ง?) ผมก็ให้เขาซ่อมช่องลมแอร์ 3 ช่อง (เพราะอีกช่องยังดีอยู่) ตอนแรกพี่เขาจะถอดแค่ตัวช่องลมออกไป แต่... พลาสติกเก่ามันเริ่มกรอบแล้ว ช่างเริ่มบ่นว่ากลัวพลาสติกแตก ผมก็เลยให้ช่างถอดคอนโซลไปทั้งชิ้น แล้วไปนั่งถอดแบบใจเย็นๆ ที่โต๊ะได้ และให้เขาซ่อมตัวสวิตช์ด้วย เขาก็รับทำครับ

     การซ่อมของร้าน ---> เรื่องครีบช่องลม รถรุ่นนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวครีบ (สังเกตว่าแม้จะหันไปคนละทาง แต่ทุกครีบยังยึดกับช่องลมได้ดี แต่อยู่ที่ตัวยึดครีบที่ชอบหัก พี่เขาเลยตัดพลาสติกขึ้นมา แล้วทำเป็นตัวยึดครีบแอร์ให้ใหม่ ทีนี้ก็คงทนไปอีกนาน ส่วนสวิตช์ก็ถอดไปซ่อม ทำได้ด้วย เมื่อประกอบเสร็จ ระบบกระจกไฟฟ้าของผมก็สมบูรณ์อีกครั้งโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย ค่าแรงทั้งหมด 300 บาทครับ



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     เรื่องของแอร์อย่างที่สอง แอร์เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ไม่มีลมออก แต่คอมเพรสเซอร์ทำงาน กินรอบเครื่องปกติ ซึ่งอันนี้เกิดจากรีซิสแตนซ์ของแอร์ขาด ก็เปลี่ยนใหม่



     อันนี้ไม่ใช่งานใหญ่ ก็ไม่ได้ไปตามคำแนะนำของใครเหมือนกัน หยิบ GPS Garmin ออกมา กดหาร้านไดนาโม แล้วก็เข้าร้านที่ใกล้ที่สุด "โพธิ์ปั้นไดนาโม" เปลี่ยนรีซิสแตนซ์ซะ โดยร้านบอกให้ผมใช้ของ Denso แพงกว่าแต่ทนกว่า ผมเลยตกลง ค่ารีซิสแตนซ์ 570 ค่าแรง 200 รวม 770 บาท เราก็เลยต่อไปแบบจุ๋มจิ๋ม เหลือ 750 บาท



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ต่อไปก็เป็นเรื่องไล่ฝ้า ที่เสีย ปัญหาโลกแตกที่มักเจอโดยเฉพาะเมื่อเราเปลี่ยนฟิล์ม แต่งานนี้ไม่ได้ขาดเป็นเส้นๆ แต่วงจรเสียทั้งหมด พอต่อขั้วทดสอบปุ๊ปมันช็อตใส่จนควันขึ้นเลย

     แน่นอนว่าแนวทางแก้ปัญหาคือการเปลี่ยนกระจก กระจกแท้ TSG ของใหม่สดไม่มีแล้ว ทางเลือกคือ ของเทียมมือหนึ่ง หรือของแท้มือสอง ซึ่งผมก็หาได้แล้วในเชียงกงใกล้บ้านผม แต่ว่านะ... กระจกบานหลังไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยถอด ซีลยางที่ใช้อยู่ยังเป็นซีลจากโรงงาน จะเปลี่ยนกระจกเล่นๆ เพื่อไล่ฝ้า?? ไม่เอาดีกว่า วิ่งเป็นเพื่อนเจ้าโอ้ไปละกัน จะไม่ทำอะไรกับกระจกหลัง จนกว่าจะเจอร้าน ที่ซ่อมโดยไม่เปลี่ยนกระจกได้เมื่อไหร่ค่อยทำละกันครับ ไม่ว่าด้วยวิธีอะไรก็ตาม จะหาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาร้านที่ทำได้ตรงใจผมครับ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     เรื่องต่อไป คือเครื่องเสียง นี่คือวิทยุเทปติดรถ National A477 Hi-Power กำลังขับ 40W วิทยุแบบอนาล็อกล้วนๆ หมุนบิดหาคลื่น ปรับค่า Balance Fader Bass Treble ด้วยมือบิดทั้งหมด ยกเว้นรุ่นท็อปสุด 2.0GLi จะให้วิทยุเทปแบบดิจิตอล อาการคือ ไฟเข้าปกติ แต่เสียงไม่ออก และเทปไม่หมุน ไปหลายร้านก็ไม่รับ แนะนำให้เปลี่ยนวิทยุไปเสีย แต่ผมยังยืนยันเป้าหมายเดิม คือ “วันแรกที่ออกจากโรงงาน” จึงยืนกรานจะซ่อม



ร้านที่รับซ่อมจริงๆ คือร้านที่ผมไปตามคำแนะนำของมาสเตอร์ครับ ร้าน เจษฎาอิเล็กทริค ร้านหลังจากเข้าร้านนี้ผมชื่นชมเขามากทีเดียว เจ้าของร้านเป็นผู้ที่มีไม่ครบ 32 ประการ แต่สู้ เอาวิชาในเรื่องไฟฟ้าของตนทำมาหากิน ไม่ทำตัวเป็นภาระสังคม แต่จุดที่ผมสงสารคือทั้งชีวิตมีแต่เด็กฝึกงาน ฝึกเป็นก็ไปเปิดร้านของตัวเอง

     ดังนั้น แม้จะรับงานเขาถอดวิทยุให้ผมไม่ได้ ผมจึงต้องไปหาอีกร้านให้ถอดวิทยุให้ ในช่วงที่ถอดเขาบอกว่า นี่ไม่น่าใช่วิทยุติดรถ เครื่องเสียงติดรถของโตโยต้าไม่ได้ถอดแบบนี้ วิธีที่ใช้ถอดเป็นวิธีของมาสด้า... ผมงงเลยครับ อะไรนี่

     ร้านนี้ก็ซ่อมใช้ได้ครับ มอเตอร์เล่นเทปที่เสียก็เปลี่ยนตามสเตป แต่การที่เสียงไม่ออก คือแท่งแกน Volume เสีย เป็นแท่งที่รับและประมวลผลคำสั่งที่เราบิดลูกบิดสั่งไป (ผมไม่ทราบเรื่องนี้เท่าไหร่ครับ ผมไม่ได้มาทางด้านไฟฟ้า) แล้วเราจะหาตัวโวลุ่มแบบอนาล็อกของวิทยุ 21 ปีที่แล้วมันไม่ง่าย รวมถึงสภาพร่างกายของเขา (และอาจจะรวมถึงความขี้เกียจของเด็กฝึกงาน) เขาไม่สามารถหามาให้ผมได้ เขาจึงพยายามลองต่อดู สุดท้ายสามารถทำให้ผมได้ 2 ลำโพง คือ หน้าขวา และหลังซ้าย ไขว้กันอยู่ ผมรู้ว่าสุดความสามารถของเขาแล้ว และเขาก็คิดเฉพาะส่วนที่ทำได้ ก็โอเค ผมก็รับงาน จ่ายค่าซ่อม 350 และค่าถอดใส่วิทยุ 100 บาท

     วันนั้นกลับไป ผมข้องใจเรื่องวิทยุนี่มากเลยครับ เราเห็นมันมาแต่เด็กๆ แล้วมันก็เป็นแบบอนาล็อก ก็ดูเข้ายุคกันดี มันไม่ใช่ของติดรถรึ? ผมถามพ่อ พ่อยืนยันว่า นี่วิทยุติดออกมาจากโรงงานแน่นอน เพราะตอนออกใหม่ๆ พ่อก็เคยลงมือเปลี่ยนวิทยุเองครั้งหนึ่ง แต่พอทำแล้วไม่ชอบวิทยุใหม่ที่ซื้อมา เลยเอาของเก่า ซึ่งเป็นของเดิมๆ จากโรงงานมาใส่ไว้อย่างเดิม ของเคยทำ พ่อจำได้

     ยังไม่มั่นใจ—เอาใหม่ ผมเลยเข้าไปที่เว็บตลาดรถมือสอง หารถรุ่นนี้ แล้วดูว่ายังมีรุ่นที่เป็นวิทยุเทปเดิมๆ หลงมาขายหรือไม่

     การหาไม่ง่ายนัก ส่วนใหญ่กลายเป็นซีดีหมดแล้ว ส่วนวิทยุเทปที่เปิดเจอก็มีด้วยกันหลายรุ่น ตอนแรกเหมือนมืดแปดด้าน แต่สักพัก ลงไปอ่านๆ ดูข้างล่างตรงคำโฆษณารถใต้ภาพ เจอคำว่า “วิทยุ-เทปดิจิตอล” โลกสว่างขึ้นมาทันที เพราะว่า ผมมีโบร์ชัวร์ของรถรุ่นผมนี้อยู่ จากข้อมูลในโบร์ชัวร์ วิทยุเทปดิจิตอล มีเฉพาะตัวท็อป 2.0GLi เพราะฉะนั้นที่เหลือจะเป็นอนาล็อก แม้วิทยุเทปที่เจอจะมีหลายรุ่น แต่เกือบทุกรุ่นที่เจอเป็นเทปดิจิตอลหมด (ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับรถผม) วิทยุเทปอนาล็อกที่เจอในตลาดมือสองมีเพียงรุ่นเดียว คือที่ผมใช้อยู่นี้!!!!!

     ปัจจุบัน ถามว่ากล้าสรุปไหม ผมค่อนข้างมั่นใจพอสมควรว่าเป็นของเดิมจากโรงงาน ช่างที่บ้านหม้อบอกว่าเป็นวิทยุ Hi-Power รุ่นแรกๆ ของวิทยุรถยนต์เลยทีเดียว ทีนี้ถ้าถามว่า แล้ววิทยุสมัยก่อนที่ไม่ใช่ Hi-Power เสียงเป็นอย่างไร ผมก็มีคำตอบ เพราะเจ้า Civic EF ผม วิทยุเดิมไม่มี Hi-Power ครับ ให้คุณลองนึกถึงเสียง 2 เสียงที่มีความดังเท่ากัน พูดประโยคเดียวกัน แต่เสียงหนึ่งเป็นเสียงนักเลงสิบล้อที่เสียงดังอยู่แล้ว และพูดแบบสบายๆ กับเสียงของผู้หญิงเรียบร้อยๆ ตัวบางๆ ที่พยายามเค้นเสียงตะโกนเพื่อให้ดังเท่าเสียงนักเลงสิบล้อ นั่นล่ะครับ ความแตกต่าง ถ้าเทียบกับ Corona แล้ว เครื่องเสียงติด EF เสียงจะแบนกว่า แล้วพอปรับเบสมากๆ เข้า เสียงจะโคตรอู้อี้เหมือนนักร้องร้องอยู่ในโอ่งครับ

เอ้า นอกเรื่องไปเสียนาน ก็มาดูต่อ ตอนนี้เครื่องเสียงออกแค่ 2 ลำโพงไขว้ เมื่อร้านใกล้บ้านซ่อมไม่ได้แล้ว แต่ผมยังไม่พอใจ ก็ต้องไปไกลสักนิด ซึ่งอาณาจักรความบันเทิงคงจะไม่ใช่ที่ไหนนอกจาก



     บ้านหม้อ ครับ การไปบ้านหม้อไม่ได้ไปตามคำแนะนำของมาสเตอร์ ผมเข้าไปทางเยาวราช ตอนแรกเข้าไปเจอร้านเครื่องเสียงแบบตึกแถว ก็ไม่รับซ่อม แต่พอขับไป ก็ไปได้ร้านรับซ่อมที่เป็นร้านแบบตั้งโต๊ะเอาตรงทางเท้าครับ รับซ่อม เมื่อเครื่องเสียงผมอยู่กับผู้เชี่ยวชาญ ถึงหาซื้อแท่งแกนโวลุ่มใหม่ไม่ได้ แต่ก็ซ่อมได้ระดับหนึ่งครับ เสียงกลับมาออกได้ 4 ลำโพง สวิทช์ทุกอย่างกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม ยกเว้น Fader ที่ปรับเสียงให้ค่อนไปทางหน้า-หลัง ที่ซ่อมไม่ได้แล้วจริงๆ (ส่วนสวิทช์ Balance ซ้ายขวา ยังปรับได้) ทีนี้พอประกอบวิทยุกลับ ผมเอาเทปที่ตัวเองเตรียมมาใส่ลงเครื่องไป แล้วเทปที่เล่นค้างไว้จากหลายเดือนก่อนก็เริ่มเล่นต่ออีกครั้งครับ



     วิทยุรุ่นนี้ให้เสียงสเตอริโอด้วยครับ ฟังเพลงนี้ดีๆ จะเห็นว่าเพลงนี้เล่นเสียงสเตอริโอด้วย (หลายท่อนครับ) ซึ่งพอเอาเทปมาเปิดก็แยกเสียงสเตอริโอให้ด้วย แต่จุดที่เป็นข้อเสียคือคนที่จะสุนทรีย์กับเครื่องเสียงนี้ได้เต็มคราบ คือ"คนที่นั่งข้างหลัง" เพราะลำโพงหน้า ไม่ได้ติดที่บานประตูตรงตาตุ่มเหมือนที่เราคุ้นกัน แต่ติดอยู่ตรงข้างๆ ริมคอนโซล (เหมือน Soluna AL50) ข้อเสียมันคือ คนที่นั่งด้านหน้าซ้าย หูซ้ายจะใกล้ลำโพงมากกว่าการติดที่ตาตุ่ม ทำให้เสียงเข้าหูสองข้างไม่เท่ากัน ความสุนทรีย์จะหายไปส่วนหนึ่ง



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ระบบไฟอีกอย่างที่ทำ คือหน้าปัทม์ หน้าปัทม์นี่วิ่งกลางวันก็ยังโอเคดี แต่พอมืดปั๊ป เปิดไฟ ผมก็เจออีกเรื่อง ทำไมไฟหน้าปัทม์แหว่งหายไปงั้นล่ะ?



     ขนาดเร่งไฟสว่างสุดก็ยังมืด เหมือนหลอดไฟขาดไฟดวงนึง ถ้าแค่หลอดขาดมันคงธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดา เพราะไม่ขาด (อีกแล้ว) ผมเข้าไปหาอู่ที่ผมไปทำกระโปรงหลังรถ “มหาพรชัย การช่าง” ครั้งนี่ช่างก็สร้างความประทับใจให้ผมอีกครั้ง หลังจากถอดคอนโซลออก และเอาหน้าปัทม์มาดู เจอว่า รถรุ่นนี้ ออกแบบมีที่ใส่หลอดไฟหรี่ 3 ดวงเท่านั้น ที่เหลือจะป็นไฟเตือน ไฟเลี้ยว ไฟแสดงสถานะ ซึ่งก็ติดทุกดวงอยู่แล้ว จึงสว่างได้เท่านี้


   
     แต่หลังจากนั้น ช่างรุ่ง (เจ้าของอู่) ก็นึกอะไรขึ้นได้ แล้วบอกผมว่า ถ้าหน้าปัดกลางคืนจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่ๆ ไม่ใช่สีเหลืองสด รับได้ไหม เพราะว่าหลอดไฟทั้ง 3 ดวง มีถุงยาง (จริงๆ มันเป็นปลอกยางหุ้มหลอดไฟไว้ จุดประสงค์คือเปลี่ยนสีของแสงให้ดูวัยรุ่น รุ่นนั้น แต่ช่างแกเรียกย่อๆ ว่าถุงยาง) คลุมไว้ แสงมันเลยมืด ถ้าถอดถุงยางออกแสงน่าจะสว่างขึ้น แต่สีจะเปลี่ยนเป็นสีจริงๆ ของหลอดคือสีแก่ๆ หน่อย ผมลังเลนิดๆ แต่ก็ตกลง ลองดู ในขณะเดียวกันก็จำวิธีถอดประกอบคอนโซลไว้ด้วย หลังจากที่ถอดถุงยางกันเอดส์ออก ผลออกมา ซีกที่มืดไปสว่างขึ้น มองเห็นได้สบาย แต่ถือว่ายังมืดเกินไป ไม่สว่างอย่างที่หวังไว้



     ผมลองถามผู้ใช้คนอื่นๆ ว่ากลางคืนเขาแหว่งเหมือนผมรึเปล่า ทุกคนตอบเหมือนกันว่าแหว่ง อะไรเนี่ย?? ทำไมเป็นงี้ ภาพโบรชัวร์ที่ผมเจอมาทำไมมันไม่เห็นจะ…



     แหว่ง!!!!!! ดูดีๆ แหว่งจริงๆ แฮะ แบบนี้มันอะไรกันล่ะ รถคันนี้เป็นถึง Corona มันจะลดต้นทุนเกินไปไหม พวงมาลัยไม่พาวเวอร์ก็แล้ว ลำโพงคู่หน้าไม่ได้ติดที่ประตูก็แล้ว หลอดไฟหน้าปัดหลอดละ 20 ยังขี้เหนียวอีกวุ้ย โฮ่โฮ่โฮ่ ยกให้เขาเลย โตโยต้าเอ๋ย ส่วนของเรา ก็คงต้องยอมรับสภาพนี้ไปแล้วหล่ะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ผมกล่าวถึงการซ่อมเครื่องยนต์ ช่วงล่าง อุปกรณ์ประกอบ และไฟฟ้าที่จำเป็นไปหมดแล้ว ทีนี้ผมขอพูดถึงการเก็บงานเล็กๆ น้อยๆ ที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าไม่ทำอะไรก็ได้ แต่ผมก็ตัดสินใจทำ เพราะความที่ต้องการให้รถ “เหมือนวันแรกที่ออกจากโรงงาน” เริ่มจากฝาครอบล้อ ที่เป็นพลาสติกทั่วไป เมื่อใช้งานก็มีรอยถลอกบ้าง



     แต่หลายฝา ที่ถลอกมาก จนผมรู้สึกว่าควรจะทำอะไรสักอย่าง



     ตอนแรกผมพยายามจะหาฝาครอบตรงรุ่นจากร้านอะไหล่ยนต์ งานนี้ผมตระเวนหาตามคำแนะนำ ที่แนะนำต่อกันไปเรื่อยๆ (ไปอู่นั้นไม่มีเลยแนะนำไปอู่นี้ ไปอู่นี่ไม่มีเลยแนะนำไปอู่นู้น ไปอู่นู้นไม่มีก็แนะนำไปอู่โน้น แนะไปแนะมาจนแนะวนกลับมาที่ร้านแรก) ทีนี้ผมจะไปที่อู่ทำสี อันนี้ผมไม่รู้เรื่องการทำสีเลยครับ ผมเลยไปที่อู่ทำสี ที่ได้รับคำแนะนำมา อยู่ที่ซอยแบริ่ง อันนี้ขอสงวนชื่ออู่นะครับ ตอนแรกว่าจะให้อู่พ่นสีรถให้เลย แต่ได้อู่ดีครับ แนะนำว่าไม่ต้องมาให้พ่นแบบนี้ก็ได้ มันแพง 4 ล้อจะตกราว 2,000 บาท น้องไปหาสีสเปรย์พ่นเองเถอะ ผมก็ทำตามนั้นครับ เดินเข้าร้าน ไทวัสดุซื้อสีสเปรย์มา 75 บาท + สีดำ 40 บาท ยี่ห้อถูกๆ มันคงไม่ทนนัก แต่หลังหมดกระป๋องนี้ผมคงชำนาญขึ้น ก็จะขยับไปซื้อสีแพง Bosny ทีนี้พ่นแล้วอยู่ยาวครับ



     สีโครเมียม พ่นล้อ และสีดำพ่นตัวอักษร TOYOTA ที่อยู่บนฝาครับ ฝีมือการพ่นครั้งแรก หลังพ่นเสร็จ ฝาครอบล้อสะท้อนแสงแวววาว (และมือผมก็กลายเป็นมือชุบโครเมียมไปหลายวัน) เมื่อใส่กลับเข้าไป รถดูเปล่งปลั่งขึ้นไม่น้อยนะครับ ซึ่งก็ต้องระวัง ผมยังไม่แน่ใจว่าเจอน้ำยาล้างรถมันจะหลุดไหม (ถ้าหลุดก็เรื่องยาวล่ะครับ) แต่ไม่เป็นไรผมพ่นสะเก็ดๆ สีไว้ที่กระทะล้อข้างในส่วนหนึ่ง นิดเดียว แล้วคอยดูว่าเมื่อเอาเข้าคาร์แคร์จะหลุดไหม แต่ยังไม่ได้ลองครับ


ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 677
    • อีเมล์
     ต่อไป รถคันนี้มีเข็มขัดเฉพาะคู่หน้า ไม่มีเข็มขัดคู่หลัง เป็นอีกจุดหนึ่งที่คุณพี่โตลดต้นทุนอย่างน่าถีบ ซ้ำร้ายว่าหัวเข็มขัดฝั่งซ้ายหักเสียอีก หักแบบนี้ไม่ร้ายแรง แต่จะลำบากเพราะมันเข็มขัดจะไม่ล็อกตัวเอง เมื่อปลดเข็มขัด หัวมันจะร่วงลงไปที่จุดต่ำสุด ต้องคอยล้วงไปเอาทุกครั้งที่ขึ้นนั่ง



เข็มขัดจากศูนย์ ราคา 4,660 บาทไม่รวม VAT ซึ่งแน่นอนว่าอะไหล่ที่ขนส่งมาจากดาวนาเม็กผมไม่เอา ผมเลยไปเอาอะไหล่ญี่ปุ่นมือสองจากเมืองเชียงกง ทีนี้ ไม่มีใครแยกขายหัวเข็มขัดให้เลย ไม่มีแม้แต่จะแยกขายให้ฝั่งเดียว (ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ที่เชียงกง) แยกย่อยยิบๆ ที่สุดที่ผมหาได้จากการตระเวน 7 ซอยในเมืองเชียงกงคือเอาเข็มขัดทั้งยวงของคู่หน้ามาเลย 2 ข้าง ราคาต่างกันไป บ้างก็ 1,000 บ้างก็ 900 บ้าง 800 ถูกกว่านี้ไม่มี จะหาเข็มขัดสีเทาที่เข้ากับรถผมก็ไม่มี เข็มขัดส่วนใหญ่ที่ส่งตู้มาจากญี่ปุ่นจะเป็นสีน้ำตาล เพราะโคโรน่ารุ่นนี้ในญี่ปุ่นจะภายในสีน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่สีเทา แต่สุดท้ายก็ไปได้เข็มสีเทามา ราคา 800 บาทครับ

     ปัญหายังไม่หมด เพราะร้านที่ไปซื้อขายอย่างเดียว ไม่ประกอบให้ ผมเลยไปให้ร้านข้างนอกซึ่งเป็นร้านบ้านประกอบให้อีกที แต่หลังประกอบแล้ว เข็มขัดเจ้ากรรมดันดึงแล้วไม่ล็อก ด้วยความขี้เกียจเพราะเข็มขัดเป็นอย่างท้ายๆ ที่ทำ ผมจึงให้เขาตัดสายเข็มขัด เปลี่ยนเอาหัวใหม่เข้ากับสายเก่า เย็บเข็มขัด และเปลี่ยนเต้าเสียบใหม่ เพราะหัวเข็มขัดมีรูปร่างไม่เหมือนรุ่นเดิม(แต่คล้ายกัน)ครับ ทีนี้ก็โอเคแล้ว ได้เข็มขัดที่ล็อกได้ และหัวไม่ไหลลงไปข้างล่างแล้ว ค่าเปลี่ยน กระทิงแดง 6 ขวดครับ พี่เขาเรียกมาแบบนี้จริงๆ ยายผมเลยแกล้งบอกว่าฝากพี่ไปซื้อละกัน เท่าไหร่ พี่เขาก็เรียกไป 100 บาท ทีนี้ผมกับยายก็ขึ้นรถ ทดสอบเข็มขัดสักครู่ แล้วก็กลับ แต่พี่เขาลูกผู้ชายจริงครับ สวนกันอีกรอบหน้าปากซอย พี่เขาเรียกหยุดแล้วคืนตังค์ทอนให้ผมด้วย ใจสุดๆ เลยครับคนนี้

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ต่อไปคือฝาแตร หรือฝาครอบพวงมาลัย พวงมาลัยเดิมๆ นั้น ช่องพลาสติกที่ท่านเห็นว่างๆ ตรงกลางนี้จะมีตัวอักษรว่า CORONA ฝังอยู่ข้างใน แต่มันไม่ใช่ตัวอักษรโลหะ นานไปมันเลยหาย แถมของผมยังหักอีก ทีนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องเปลี่ยนใหม่ ในเมืองเชียงกง ผมเดินหาแบบแยกขายได้มากที่สุดคือวงพวงมาลัยทั้งวง ไม่มีการแยกฝาแตรให้ ราคาถูกสุด 1,200 แถมยังไม่ตรงรุ่นอีก (ส่วนมากเป็นแบบ 4 ก้านของรุ่น 2.0GLi ไมเนอร์เชนจ์ แป๊ะยิ้ม) เลยตัวสินใจว่าไม่เปลี่ยน แต่สั่งทำพลาสติกเอา ตอนแรก จากคำแนะนำของญาติที่ดอนเมือง ผมไปที่วงเวียน 22 กรกฎาคม หาร้านพลาสติก ซึ่งผมหาได้ แต่เขารับทำเฉพาะตัดขนาดพลาสติก ไม่รับสลักตัวอักษร Corona ตามไปหากี่ร้านๆ ก็ไม่รับ แต่ยอมรับว่าเดินไม่ครบครับ ผมคงมีวาสนาไม่พอจะเจอร้านที่นั่นแน่ๆ



     หลังจากกลับมาจากวงเวียน 22 โดยที่ไม่ได้ป้ายกลับมา แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้วูบไปติดเอดส์กับนางคนไหนเข้า ผมเข้าไปหาที่มาบุญครอง ก็ไม่มีอีก ผมเลยคิดว่าจะปริ๊นท์สติ๊กเกอร์เอา แล้วงัดพลาสติกเดิมออกมา (หักอยู่แล้วนี่) แปะสติ๊กเกอร์ และแปะพลาสติกอันเดิมทับ ก็จัดแจงตัดต่อโลโก้ตัวอักษร Corona ไปปริ๊นท์สติ๊กเกอร์ 250 บาท แต่เมื่อใส่พวงมาลัยไป ทำไมมันไม่สวย?? ไม่สวยเล้ยยยยยยย แถมไม่น่าคงทนอีก แดดเลียหน่อยก็หายหมดแล้วเนี่ย



     ในวันที่ผมไปซ่อมครีบแอร์ ซ่อมสวิตช์กระจกไฟฟ้า และเปลี่ยนรีซิสแต๊นซ์ (ซึ่งเป็นวันเดียวกัน) ผมลองถามคนแถวนั้นดูเล่นๆ ว่าแถวนี้มีร้านป้ายแบบพวกวงเวียน 22 ไหมครับ ผลออกมาว่าได้รับคำแนะนำมาร้านหนึ่ง ผมเลยงัดพลาสติกออกไปอีกครั้ง ซึ่งพอเดินไปถึงร้าน ผมก็เดินเลยร้านไปรอบนึง เพราะดูเผินๆ ผมดูไม่ออกนะ ว่าเป็นร้านป้าย เพราะอุปกรณ์ที่ร้านป้ายควรจะมีทั้งหมดอยู่หลังร้าน ป้ายที่แสดงตัวว่าร้านป้ายก็แปะอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้ผมนึกว่าเป็นบ้านคูหาข้างๆ ที่ปิดอยู่ ส่วนหน้าร้านอุดมไปด้วยผลิตภัณฑ์ความงามสำหรับสตรี จนพอเดินวนกลับมาแล้วเห็นว่าตึกแถวนี้มีเปิดอยู่ร้านเดียวเลยลองเข้าไปดู แล้วถึงเจอ (คือพอดีเขาทำธุรกิจ 2 อย่างพร้อมกันน่ะครับ) ผมยื่นพลาสติกเก่าให้ และใช้อินเตอร์เน็ตเปิดรูปรถมือสอง รูปตราพวงมาลัยอย่างที่ผมอยากให้เป็นให้เขาดู เขาเห็นตัวอย่างแล้วรับทำครับ ทั้งตัดพลาสติก ออกแบบตัวอักษรขึ้นใหม่ สลักลงไปในพลาสติก ลงสี และส่ง EMS ถึงบ้าน ทั้งหมด 700 บาท

     เมื่อไปรษณีย์มาถึงบ้าน พร้อมพลาสติกใหม่ แว่บแรกผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะร้านเขาคิดว่าการลงสีเฉพาะอักษรอาจกลืนกับพื้นหลังทำให้เห็นยาก เลยลงสีพื้นหลังไปด้วย ทำให้พื้นไม่เป็นสีดำอย่างที่เคยเป็นจากโรงงาน แต่การดร๊าฟต์ตัวอักษรขึ้นใหม่ถือว่าใกล้เคียง แล้วกลับด้าน และเจาะจากฝั่งตรงข้ามขึ้นมา เรียบร้อยไร้ที่ติ เมื่อใส่ลงไปในพวงมาลัยแล้วกลับดูดีมีสง่าขึ้นพอสมควรเลยครับ ยิ่งเมื่อถอดผ้าพันออกและขัดพวงมาลัยใหม่ (แต่ถอดแล้วไม่ทิ้ง เก็บไว้ดูเป็นที่ระลึกของคุณตา) พวงมาลัยดูสวยพอใจเลยล่ะ



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     หันมามองที่เกียร์ ตาเอาผ้าปิดไว้ที่ด้านบน แต่เมื่อเลิกผ้าขึ้นจะเห็นแล็กซีนที่พันไว้เพื่อปกปิดรอยฉีกขาดขนาดใหญ่ และยางส่วนอื่นๆ ที่เริ่มกรอบจนขาดเป็นรูขนาดใหญ่หลายจุด ครอบเกียร์แท้ เบิกศูนย์ ประมาณ 1,600 บาทครับ ผมว่ารับได้นะ แต่พอสั่งไป... ศูนย์ตอบกลับว่า "เลิกผลิตแล้วครับ" --- ฮ่วย



     ปัญหานี้ เชียงกง ช่วยคุณได้...



     ผมไปตระเวนเมืองเชียงกงเพื่อหายางครอบเกียร์ใหม่ รุ่นเก่าหาตรงรุ่นแทบไม่ได้เลยครับ แต่ก็ไปหามาได้จากร้านหนึ่ง จริงๆ ก็ไม่ตรงรุ่นหรอกครับ ถอดมาจาก AE92 แต่เมื่อยกมาเทียบกันดูแล้ว ไม่ใช่แค่ใกล้เคียง แต่ใช่เลย ตัวเดียวกันเป๊ะ เอามาเทียบกันอย่างไรก็เหมือนกันทุกมิติ ผมเลยตกลงซื้อมา 300 บาท อันนี้ที่ร้านใส่ให้ ใส่แล้วฟีลลิงเกียร์ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรต่างเลยครับ ก็เลยจัดการขัดยางครอบเกียร์ใหม่ แล้วถอดยางที่คุณตาแปะหัวเกียร์ไว้ออก ให้เห็นหัวเกียร์เดิมๆ ที่มาจากโรงงาน ดูใหม่ขึ้นอีก



เทียบกับภาพนี่ครับ ภาพมุมเดียวกัน ถ่ายไว้ในรีวิว ช่วงก่อนฟื้นสภาพ



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ต่อไปเป็นการกล่าวถึง คิ้วกันกระแทกข้างรถ เดิมๆ จากโรงงาน ก็จะมีคาดเส้นโครเมียมให้แบบนี้



     แต่ปัจจุบันคิ้วหลายส่วนโครเมียมหลุด กลายเป็นแบบนี้



     มาสเตอร์บอกว่า จริงๆ แล้วดึงโครเมียมที่เหลือออกหมดเลยก็จะสวยไปอีกแบบนะ ไม่น่าเกลียดหรอก (พอเพียง) แต่ผมนั้นยังไม่ลืมที่จะทำให้ใกล้เคียง “วันแรกที่ออกจากโรงงาน” ให้มากที่สุด แต่ครั้นจะหาคิ้วใหม่ทั้งชุด เบิกศูนย์ หมื่นกว่าบาท (จากดาวพร็อกซิมาอีกแล้ว) คิ้วเชียงกงส่วนมากก็ไม่ค่อยมี จะมีก็เป็นประตูทั้งบาน ไม่ขายแยก นอกจากรถขายซากมา ประตูเละ แต่คิ้วสมบูรณ์ อันนั้นถึงจะแยกให้ ซึ่งก็หายากครับ แต่ว่า ผมตระเวนไปที่ร้านประดับยนต์ราวสิบกว่าร้านได้ ไม่มีร้านไหนรับคาดคิ้วโครเมียมให้เลย มีทั้งการไปตามคำบอกเล่า (แบบที่ไปหาฝาครอบล้อนั่นแหละครับ = =”) และตระเวนหาเอง จนแล้วจนรอดก็ไม่มี ผมเลยเปลี่ยนแนวไปใช้วิธี หาเส้นโครเมียมเอง แล้วติดเอง โดยใช้กาว Outdoor ของ 3M มาติด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ แค่เส้นโครเมียมกว่าผมจะหาเจอก็ปาไปหลายร้านเหมือนกัน แถมร้านที่มีก็มีแต่คิ้วขนาดเบ้อเริ่ม เอามาแปะคิ้วผมคงหายไปครึ่ง ก็ต้องตระเวนหาต่อไปจนมาได้ที่ร้านเลิศกลการ ที่แยกศิครินทร์ ถิ่นประจำผมอีกนั่นแล... ขายในราคาเมตรละ 60 บาท แพงพอดูเลยนะ แต่ก็ขี้เกียจหาแล้ว ซื้อเลยครับ ก็จัดการนั่งติดเองที่บ้านครับ

     ตอนแรกผมยอมรับว่างงว่าเทปกาวสองหน้า มันจะอยู่เหรอ? เห็นประดับยนต์หลายร้านแนะจัง เลยลองถามร้านหนึ่งที่แนะนำผมมาว่าอยู่เหรอ เจอแดดเจอฝนนะ เขาก็พาผมไปดูที่รถกระบะ Tiger ของใครก็ไม่รู้ที่คูหาข้างๆ เขาชี้ให้ดูที่กันสาดที่ติดรถไว้... เฮ้ย นี่มันยึดด้วยเทป 3M ที่เขาบอกเป๊ะเลยนี่หว่า ยึดมา 10 กว่าปีแล้วยังอยู่ งั้นโอเค เดินเข้าไทวัสดุใกล้บ้าน ซื้อเทปกาว VHM Outdoor ของ 3M มา แล้วเริ่มติด



     คำแนะนำในการติด: ทำความสะอาดทั้งสองฝั่งก่อนติดกาว



     สรุปว่าผมติดไปเฉพาะคิ้วที่หลุดครับ คิ้วที่ยังไม่หลุดก็ไม่ยุ่งกับมัน ส่วนที่ติดเพิ่ม มีความสูงเท่ากับคิ้วเดิมๆ ผมค่อนข้างพอดี แต่ว่าถ้ามามองใกล้ๆ จะเห็นว่าคิ้วใหม่นูนออกมา แต่ก็ไม่เป็นไรครับ รวมๆ ดูหล่อขึ้นนะเจ้า Corona



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     อีกจุดที่เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก คือ เบาะหลังผมพับได้



     แต่หัวดึงที่พับหลุดหายไปหนึ่งตัว เลยไปหาตัวใหม่ อันนี้เคยลองหาดูตามเชียงกงแล้วก็ไม่พบก้านที่รูปร่างตรงรุ่น งานนี้ เป็นอะไหล่ชิ้นเล็กๆ กว่าจะหาเจอคงไปหลายร้านทีเดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมเลยขอเบิกศูนย์ครับงานนี้



     ของเบิกศูนย์ ราคา 235 บาท + ภาษี 7% เป็น 251 บาท เอ้า ไม่กี่ตังค์ เอานี่ดีกว่า ตระเวนหาเชียงกงอย่างถูกก็ 50 แต่ค่าน้ำมันวิ่งหานี่ 200 อาจเอาไม่อยู่... เอาไปเห๊อะ!!!!!! สรุปแล้ว ในการซ่อมรถครั้งยิ่งใหญ่ในโอกาสนี้ ผมใช้อะไหล่แท้โตโยต้าตั้ง 1 ชิ้นแน่ะ



-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ปัญหาสุดท้าย เกิดหลังจากผมตระเวนซ่อมรถได้สักระยะ การสตาร์ตรถชักจะลำบาก เวลาบิดสตาร์ทนี่เสียงไดสตาร์ตเหมือนใจจะขาด เสียงเหมือนพยายามจะหมุนแต่หมุนไม่ไป ต้องบิดสตาร์ดใหม่หลายๆ ครั้ง ถึงจะติด สักพักก็เริ่มลาม คือ สตาร์ตยากขึ้นอีก พอสตาร์ตติด รอบเดินเบาในช่วงเครื่องเย็น ต่ำมากจนรถสั่นสะท้านไปทั้งคัน พอเครื่องอุ่นรอบถึงจะสูงขึ้น หลังจากนั้นก็ลามไปมากกว่านั้น คือสตาร์ตยากขึ้นอีก แล้วพอสตาร์ตติด ถ้าไม่รีบเบิ้ลคันเร่งก็จะดับเลยทีเดียว อาการนี้น่าเป็นห่วงมากครับ ดังที่เห็นในบิลในหัวข้อการเปลี่ยนแท่นเครื่องว่าผมถึงกับไปล้างไดสตาร์ตมา แต่ก็ยังไม่หาย แต่แล้ว ผมก็ถึงกับทุบโต๊ะ หัวเราะดังๆ เลยครับ ผมเจอสาเหตุของอาการแปลกๆ นี้แล้ว นั่นเป็นเพราะ ในช่วงการตระเวนซ่อมรถ ร่วมเดือนที่ไป พันกว่ากิโลเมตรที่วิ่ง ผมลืม.....!!!!!
.
.
.
.
.
.
.
.
     ลืมเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ;D ;D ;D ;D ค่าล้างได 400 นี่เหมือนค่าลืมแท้ๆ ผมซื้อน้ำกลั่น 12 บาทมาเติม หายสนิท :D :D

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ในตอนนี้ ผมพบจุดบกพร่องของ Toyota Corona AT171 Model Changed 1990 1.6GL M/T ของผมเพียงเท่านี้ อาจจะเหลือพวกเปลี่ยนยาง ถ่ายของเหลวเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็คงไม่ต้องพูดถึงเนอะ โอกาสหนึ่งเดือนที่ผ่านไปผมทำได้เท่านี้ มีค้างๆ คาๆ อยู่บ้างตามที่ท่านอ่านมา แต่ ณ ปัจจุบัน ผมพอใจ และดีใจที่ได้บูรณะรถของผมให้ดีขึ้นได้ขนาดนี้ในเวลาหนึ่งเดือน

     ในรีวิวโปรเจกต์นี้ ผมทำขึ้นเพื่อหวังให้เป็นการอ้างอิงได้บ้างสำหรับคนที่คิดจะทำอะไรกับรถยนต์ (ที่ไม่ใช่การเอาไปแต่งจนเฟี้ยว) ว่าควรจะหาร้านประเภทไหน ที่ไหนที่ไม่น่าจะมี ที่ไหนน่าจะหาได้ดี ราคาอ้างอิงประมาณเท่าไหร่ (ที่สำคัญ ควรคิดเรื่องเล็กๆ ก่อน จะได้ไม่เสียเงินใช่เหตุ) ส่วนบางอย่างถ้าแพงเกินไป หรือท่านที่เคยทำรู้ว่าผมโดนต้มจากการนี้ ขอให้แสดงความเห็นลงมา เพื่อเป็นบทเรียนในอนาคตกับทุกคน ขอบคุณครับ

     ค่าทำรวมทั้งหมด ผมขี้เกียจกดเครื่องคิดเลข แต่เมื่อรวมค่าน้ำมันวิ่ง ค่าอาหาร และซื้อข้าวของเล็กน้อยระหว่างซ่อม หมดไปราวๆ 20,000 บาทครับ (มันน้อยเพราะไม่ต้องทำสีน่ะครับ สีมันยังดีอยู่ ถ้าทำสีด้วยก็ บวกอีกสองหมื่น) ตอนนี้ผมค่อนข้างพอใจในสภาพของรถที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และยังนึกถึงวิธีที่เหมาะสม หรืออู่ที่เหมาะสมในการทำให้สภาพรถดีขึ้นไปกว่านี้ได้ จึงปิดโปรเจกต์การซ่อมของผมไว้เท่านี้ก่อน แต่จะค่อยๆ หาโอกาส และร้านที่เหมาะสมในการสานงานที่ค้างๆ อยู่บ้างในบางหัวข้อให้สมบูรณ์ครับ

     พบกันใหม่ โอกาสหน้า สวัสดีครับ


ออฟไลน์ NONT4477

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9,855
  • Let the SKYFALL
ขอบคุณครับ :D อ่านเพลินดี
 ท่าทางคุณเป็นคนรักรถมากเลยนะครับ
อะไหล่รถรุ่นเก่าหาไม่ได้ง่ายๆ บางชิ้นแพงอีกต่างหาก (โช้คแพงมาก)
Top Gear's Biggest FAN!!! (IN MY House)
I'm NAC1701  ^ ^

Chariot

  • บุคคลทั่วไป
รถที่คนอื่นอาจมองว่าไม่มีคุณค่า ไม่น่าสะสม ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง

แต่มันมีค่าเมื่ออยู่กับคนที่รู้ค่าของมันครับ

ผมยกย่องให้บทความนี้ "นี่เป็นรีวิวที่ดีที่สุดของ User's Voice !!"

เพราะมันไม่ได้อธิบายเรื่องการขับขี่ หรือเอาโบรชัวร์มากางอย่างเดียว

แต่รวมถึงการซ่อมบำรุงรักษา ให้รถมันอยู่กับเราไปนานๆ

ซึ่งหลายคนมักลืมตรงนี้ เติมน้ำมัน ใช้อย่างเดียว เสียก็เข้าศูนย์


ขอบคุณที่ทำรีวิวนี้ขึ้นมาครับ ทำให้ผมมีกำลังใจในการปลุกชีพ Peugeot 404 ของผมขึ้นมามากเลย...

ออฟไลน์ off_033

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 957
    • อีเมล์
รถเก่าก็สนุกงี้ละครับ  อู่นอกเห็นเป็นห้องแถวโทรมๆมักจะซ่อนช่างเก่งๆไว้  เหอๆ

แต่เท่าที่อ่านมาเห็นว่าจะไปอิงกับศูนย์ซะมากไปหน่อย  ไปวรจักรดีกว่าถ้าอยากได้ของใหม่ที่พอจะหาได้  เช่นโช้คอาจจะได้ราคาไม่แพงนักแต่เป็นของใหม่

เอาของเดิมไปอัดก็ใช้ได้ไม่นานเท่าไหร่

GreenG

  • บุคคลทั่วไป
โอโห สุดยอดครับ

ไปร้านเล้งที่ผมแนะนำด้วย  ;)

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 677
    • อีเมล์
ขอบคุณครับ :D อ่านเพลินดี
 ท่าทางคุณเป็นคนรักรถมากเลยนะครับ
อะไหล่รถรุ่นเก่าหาไม่ได้ง่ายๆ บางชิ้นแพงอีกต่างหาก (โช้คแพงมาก)


ตามนั้นครับ คันนี้รักมาก



รถเก่าก็สนุกงี้ละครับ  อู่นอกเห็นเป็นห้องแถวโทรมๆมักจะซ่อนช่างเก่งๆไว้  เหอๆ

แต่เท่าที่อ่านมาเห็นว่าจะไปอิงกับศูนย์ซะมากไปหน่อย  ไปวรจักรดีกว่าถ้าอยากได้ของใหม่ที่พอจะหาได้  เช่นโช้คอาจจะได้ราคาไม่แพงนักแต่เป็นของใหม่

เอาของเดิมไปอัดก็ใช้ได้ไม่นานเท่าไหร่

การอ้างอิง จุดประสงค์ของผมจริงๆ คือประชดศูนย์ครับ (ยอมรับว่าอคติส่วนตัวกับศูนย์ใกล้บ้าน กับ TMT ใหญ่) ไม่ใช่ TBN ที่กล่าวถึงนะครับ เป็นอีกศูนย์ ใกล้ๆ กันนั่งแหละ

ศูนย์ดีๆ ที่ผมพบอยู่ไกลออกไปพอควร แต่ก็ตกม้าตายด้วยราคากลางมหาโหดที่ TMT ตั้งมา (ซึ่งไม่เกี่ยวกับศูนย์)

ตอกย้ำกว่านั้น รถคันนี้มีคุณค่ากับผมมากไม่ใช่เพราะมันเป็น Toyota Corona แต่เพราะมันเป็นรถของคุณตาผม และความทรงจำมากมายของผมที่อยู่ในรถครับ

จุดประสงค์รอง คืออยากจะให้เทียบราคา ในการตัดสินใจว่าจะเอาของประเภทไหน ของคุณภาพ หรือแบบราคาประหยัด ซึ่งก็ต้องแลกกับความไม่สะดวกบางอย่าง

ของใหม่ (ถ้าไม่พูดถึงโช๊คนะ) ถ้าราคาใกล้เคียงกับการซ่อมผมก็ซื้อของใหม่ครับ แต่บางอย่าง ซ่อมก็อยู่ได้นานพอกัน และถูกกว่าเยอะ ผมก็ขอซ่อมดีกว่า

อย่างครีบช่องลมน่ะครับ ถ้าซื้อใหม่ถูกที่สุดยังไงก็ยังแพงกว่าซ่อม 3 ช่อง 100 เป็นไหนๆ หรืออย่างเรื่องหน้าปัทม์ก็ไม่ใช้หลอดใหม่เลย ถอดถุงอย่างเดียว

ส่วนการอัดโช๊ค ตั้งแต่ใช้มาครึ่งเดือนมันยังไม่เยิ้มครับ แต่ก็ขอบคุณที่พูดมาครับ เดี๋ยวจะลองดูว่าอยู่ได้เท่าไหร่ ถ้าไปเร็วทีนี้ก็วรจักรโลดครับ



รถที่คนอื่นอาจมองว่าไม่มีคุณค่า ไม่น่าสะสม ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง

แต่มันมีค่าเมื่ออยู่กับคนที่รู้ค่าของมันครับ

ผมยกย่องให้บทความนี้ "นี่เป็นรีวิวที่ดีที่สุดของ User's Voice !!"

เพราะมันไม่ได้อธิบายเรื่องการขับขี่ หรือเอาโบรชัวร์มากางอย่างเดียว

แต่รวมถึงการซ่อมบำรุงรักษา ให้รถมันอยู่กับเราไปนานๆ

ซึ่งหลายคนมักลืมตรงนี้ เติมน้ำมัน ใช้อย่างเดียว เสียก็เข้าศูนย์


ขอบคุณที่ทำรีวิวนี้ขึ้นมาครับ ทำให้ผมมีกำลังใจในการปลุกชีพ Peugeot 404 ของผมขึ้นมามากเลย...
ขอบคุณคร๊าบบบบบบบ ทำเมื่อไหร่เก็บภาพมาฝากด้วยเน้อ ขอให้สภาพ 404 กลับมานิ้งในเร็ววัน ;D ;D คงสวยคลาสสิกน่าดู ยุคซิกส์ตี้ ><



โอโห สุดยอดครับ

ไปร้านเล้งที่ผมแนะนำด้วย  ;)
ขอบคุณครับ อู่นี้ซ่อมได้ตรงจุดที่ผมต้องการมากเลยครับ ;D ;D ;D ;D ;D ;D

ออฟไลน์ Ruksadindan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11,617
ยอดเยี่ยมครับ

อยากเอารถคุณปู่ไปบูรณะให้เหมือนใหม่แบบนี้บ้าง แต่ยังไม่มีตัง  :'(

ออฟไลน์ hummerhead

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 44
ขอบคุณสำหรับการเนื้อหาดีๆ   สุดยอด :)
ขอให้มีความสุขกับขับรถครับ
Cefiro a32 2005-2009
Mitsubichi cedia 2009-2012
Subaru legacy bd ej 20 twinturbo 2012-2015
Toyota yaris 2014-.......
Subaru legacy bg7 ej22 na 2015-2016
Subaru legacy bg7 ej25 na  2016........

ออฟไลน์ MC Stradale

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,518
สวดยอดครับ สามารถจริง ขุดรถคันนี้ขึ้นมาจากเมืองบาดารอีกครั้ง
ผมก้ชอบนะครับการนำรถเก่ามาทำให้ดูดีขึ้น แล้วนำกลับมาวิ่งได้ มันดูคลาสสิคดีครับ

ออฟไลน์ JIRATH

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,783
    • อีเมล์
เห็นแล้วต้องกลับไปฟื้นสภาพน้องอัลติสที่บ้านแล้วล่ะครับ ปัญหาคืองบ อิอิ
2008 Mazda CX-9 (SOLD)
2008 BMW X5 3.0si E70 (SOLD)
2010 Volkswagen CC R-Line (SOLD)
2014 Subaru BRZ Limited (SOLD)
2016 Subaru STi (SOLD)
2016 Honda Accord Sport
2016 BMW 328d F31 Xdrive
2015 Lexus CT200h F-Sport
2006 BMW 330i E90 6M/T

ออฟไลน์ YenChar

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,144
อึ้งไปเลย

ผมขอสรุปยอดค่าใช้จ่ายด้วยได้มั้ยครับ
มีโครงการจะบูรณะ E36 ของแม่ยายอยู่พอดี
เห็นรีวิวนี้ อยากทำบ้างครับ

methus zaa

  • บุคคลทั่วไป
สุดยอดจริงๆครับ คุณเป็นคนรักรถมากๆ นับถือจริงๆครับ

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 677
    • อีเมล์
ผมขอสรุปยอดค่าใช้จ่ายด้วยได้มั้ยครับ
มีโครงการจะบูรณะ E36 ของแม่ยายอยู่พอดี
เห็นรีวิวนี้ อยากทำบ้างครับ

เงินที่ออกจากกระเป๋า 20,000 กว่าครับ แต่นั่นรวมค่าน้ำมันที่วิ่งวนหาอู่ และข้าวของต่างๆ ที่ไปเดินซื้อตามตลาด/ห้างระหว่างช่วงซ่อมครับ

(จริงๆ ผมเขียนไว้ในย่อหน้ารองสุดท้ายของรีพอร์ตแล้วนะครับ อ่านผ่านๆ สิท่า ;D)

แต่ถ้ากดเครื่องคิดเลขเอาเฉพาะเนื้อๆ ก็บวกเอาจากรีวิว คือ

ค่าแรงจานจ่าย                                                          800

ท่อไอเสียสแตนเลสทั้งยวง                                        6,000

ยางแท่นเครื่อง+ค่าแรง                                            2,000

ระบบบังคับเลี้ยว+ค่าแรง                                           1,800

อัดโช๊ค (ไม่รู้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่)                              1,500

แก้กระโปรงหลังปิดยาก                                               100

แก้ประตูหน้าซ้ายปิดยาก                                              100

เปลี่ยนมือจับประตู+ค่าแรง                                           550

หลอดไฟเลี้ยวซ้ายหลัง+ค่าวิเคราะห์ (= ='')                      80

ซ่อมหน้ากากแอร์,สวิตช์กระจกไฟฟ้า                               300

รีซิสแตนซ์แอร์+ค่าแรง                                                750

ซ่อมวิทยุเทป 2 ร้านรวมกัน                                           900

ไฟหรี่หน้าปัทม์แหว่ง                                                      0 (รวมกับการแก้กระโปรงหลัง)

สเปรย์พ่นฝาครอบกระทะล้อ                                         110 (สีรุ่นถูก ซีดเมื่อไหร่จะจัด Bosny)

เข็มขัดหน้าซ้าย+ค่าแรง                                              860

ตรา CORONA ที่ฝาแตร                                              950 (สติ๊กเกอร์ที่ไม่ใช้ 250+สั่งตัดสำเร็จรูป 700)

ครอบโคนเกียร์กระปุก                                                 300

เส้นโครเมียม+กาว3M                                                804 (เส้นโครเมียมเมตรละ60*8เมตร+กาว3Mรุ่นอัครอภิมหาโคตรหนึบ)

หัวดึงพับเบาะหลัง                                                     235

ค่าล้างไดสตาร์ต (ค่าลืม T_T)                                      400

ค่าน้ำกลั่นแบตเตอรี่                                                     12



รวม                                                                   18,551 บาทครับ

ค่าน้ำมันประมาณ 3,500 กว่าจะเสร็จ + ค่าข้าว ค่าฯลฯ รวมก็ 20,000 กว่าบาทครับ

เวลาที่ใช้ หนึ่งเดือนเต็ม (เช้ายันเย็น จันทร์ยันศุกร์นะครับ)




แต่ว่า ไม่ได้ทำสี นะครับ (ถ้าทำสี +20,000 บาท)

แล้วราคาของรถญี่ปุ่นกับ BMW เทียบกันได้เหรอครับ ผมว่าถ้าเอาชัวร์ๆ และไม่ทำสี เตรียมเงินไว้สัก 2 เท่าของโปรเจกต์ผมน่าจะพอเหลือๆ ครับ

ออฟไลน์ checkmate

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 567
    • อีเมล์
อ่านแล้ว สาระดีครับ ชอบครับ ตรงที่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ  :)

ออฟไลน์ tubtup

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 668
    • อีเมล์
ขอบคุณครับ
รถผมที่ใช้อยู่ประจำ city ก็ 15 ปี แล้วครับ ตอนนี้ 36x,xxx km. แล้ว
ใช้ประจำ ใช้หนัก ขับเร็ว ทำ sales engineer
รถเดี๋ยวนู้นเดี๋ยวนี้เสีย ก็ซ่อมไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยังมีบางอย่างที่ไม่สมบูรณ์ อยากไปซ่อมก็ไม่ค่อยมีเวลาว่าง
เก็บเงินจะไปซ่อมไอ้ที่เสีย ก็ดันมีของใหม่เสียขึ้นมาก่อน ของเก่าก็เลยไม่ได้ซ่อม
เดี๋ยวซ่อมทุกอย่าง รวมเก็บสภาพแล้วจะ รีวิวให้ดูครับ แต่คงอีกนาน  ;D

ออฟไลน์ mini_freak

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 337
  • ไอ้บ้ารถ mini / AWD หัวรุนแรง / Save the MT
    • อีเมล์
เหมือนผมกำลังดู Wheeler Dealers อยู่เลย ตอนที่ต้องตระเวณหาของตามร้านอะไหล่มือสอง แล้ว DIY รถกันเองให้ดูดีให้ได้
ผมว่าเจ๋งออกครับ น่าสนด้วย
เสพติด AWD แถมโดน BC5 ของใครบางคนแถวนี้ยั่วกิเลส.... ยั่วซะต้องสอยมาสักคัน
Twitter @z2bbgr

ออฟไลน์ Pasakorndvm

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,295
อดทนมาก ๆ ครับ สุดยอดแห่งความพยายาม ปรับปรุงแล้วน่าขับขึ้นเยอะเลย
'19 Honda Civic EL