ผู้เขียน หัวข้อ: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000  (อ่าน 16839 ครั้ง)

ออฟไลน์ capton

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 379
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #60 เมื่อ: เมษายน 17, 2015, 21:59:08 »
ชอบรถเครื่องใหญ่ โดยเฉพาะ american muscle
เกลียดเครื่องดีเซลแบบสุดติ่ง
เรื่องการเก็บภาษีรถยนต์ในเมืองไทย และ "over protectionism"

ผมเห็นจขกทชอบโพสอะไรในทำนองนี้มาหลายรอบแล้ว

ขอแสดงความคิดเห็นทีละเรื่องเลยแล้วกันนะครับ
1. ผมก็ชอบรถเครื่องใหญ่เหมือนกัน แม้ผมจะไม่ได้ใช้พวก v8 ทั้งหลาย แต่ก็เคยขับมาหลายคัน รถที่ผมใช้ทั้งที่ไทยและที่อยู่ตอนนี้ก็เครื่องเกิน 3000 ทั้งคู่
มันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ารถสี่สูบเทอร์โบที่ทำให้แรงเท่ารถเครื่องที่ใหญ่กว่าจริง แต่ยังไงก็ต้องยอมรับนะครับว่ามันไม่ประหยัดและปล่อยมลภาวะน้อยเท่า 4 สูบเทอร์โบ
คุณเอาตัวเลขโรงงานมาวัด แต่ผมเอาตัวเลขจากที่ใช้งานจริงครับ ยังไม่เคยขับรถเครื่อง 6 สูบขึ้นไปคันไหนแล้วได้เกินสิบโลลิตรเลย ตั้งแต่เก่ายันใหม่ คล้ายๆกับที่คุณ koong ว่าไว้เลย ว่ามันทำให้ประหยัดได้ แต่การใช้งานจริงยังไงมันก็คงสู้กันไม่ได้ครับ รถเครื่องโตมันประหยัดขึ้น แต่คุณก็ต้องไม่ลืมว่ารถเครื่องเล็กมันก็ประหยัดขึ้นด้วยเช่นกัน

2. ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเบนซิลกับดีเซล ผมเลือกเบนซิลแบบไม่ต้องคิดเลย จขกทก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน แต่คุณก็ต้องเปิดใจบ้างนะครับ ถ้ามันไม่มีอะไรดีเลยมันขายไม่ได้หรอก แรงบิดรอบต่ำอย่างแรกเลยที่ยังไงเบนซิลก็ให้คุณไม่ได้ ยิ่งถ้าบรรทุกเต็มดีเซลแรงจะแทบไม่ตกเลย แต่พอเป็นเบนซิล c63 amg ยังรู้สึกเลยครับว่ากดคันเร่งเท่าเดิมมันไม่ไปเท่าเดิม ความประหยัดคุณเทียบ benz bmw audi ทั้งหลายดูก็ได้ ว่าดีเซลมันประหยัดกว่าเบนซิลหมด ผมไม่ดูตัวเลขในโบรชัวร์นะ ผมเอาการใช้งานจริง
ดีเซลกดนิดนึงก็ไปแล้วแต่เบนซิลต้องเติมคันเร่งเยอะกว่าพอสมควร แต่พอกดเต็มส่วนใหญ่เบนซิลมักจะไปเร็วกว่า ในพิกัดเท่าๆกัน
อีกอย่างนึง ผมว่าคุณก็ไม่ควรจะพูดจาประชดประชันว่ามันเป็นเครื่องรถเทรคเตอร์หรืออะไร เพราะคงมีคนที่เขาใช้แล้วเขาอ่านแล้วเขาจะรู้สึกไม่ดีนะครับ เหมือนถ้าสมมุติคุณใช้ mustang v8 แล้วผมบอกว่าคุณมันเป็นพวกทำลายทรัพยากรโลกแบบนั้นแหละ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบก็น่าจะจบ ไม่รู้ว่าคุณจะด่ามันไปเพื่ออะไร?

3. เรืองภาษีผมก็เห็นด้วยกับคุณอีกนั่นแหละ ดู CO2 แล้วจะดู cc อีกทำไม แต่ติดนิดเดียว คุณจะเหน็บประเทศไทยทำไมครับ? เหมือนเรื่องเครื่องดีเซลนั่นแหละ
ชอบอะไรไม่ชอบอะไรไม่มีใครว่าคุณครับ แต่พอคุณเริ่มเหน็บ ประชด หรือจิกกัด คนเขาก็เกิดความรู้สึกด้านลบครับ
ผมว่าคุณมีประเด็นที่ผมเห็นด้วยหลายประเด็น และคิดว่าน่าจะมีคนที่คิดแบบผมเหมือนกัน แต่การแสดงความคิดเห็นแบบ egocentric และการไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมันจะให้ไม่มีใครอยากฟังคุณครับ
ชอบความเห็นนี้ครับ แล้วก็เห็นด้วยกับ จขกท. ในเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงสร้างใหม่ แต่ผมสงสัย ว่าดีเซลคือเครื่องแทรคเตอร์ นี่คือมันพัฒนามาจาก
เครื่องแทรคเตอร์จริงๆ หรือแค่ประชด ว่ามันเสียงดังเหมือนเครื่องแทรคเตอร์ ขอความรู้จริงๆครับ

ส่วนตัวไม่เคยใช้เบนซินเลยครับ ใช้ดีเซลมาตลอด เก๋ง>SUV>PPV>รถตู้   อยากจะใช้รถเบนซินบ้าง ก็กลัวค่าน้ำมัน  แฟนไม่ชอบรถแก๊สด้วย
แต่รถส่งของที่บริษัท แก๊สทุกคัน (บ้าจริงเชียว 555) 

พรรคพวกผมใช้ VX100 ดีเซล กะ เบนซิน กินน้ำมันต่างกัน 4-5กิโลต่อลิตร  ต้องเอาไปติดแก๊ส ถึงพอฟัดพอเหวี่ยงกัน
ถ้าให้ผมเลือก เบนซินกะดีเซล ในบอดี้เดียวกัน ไปดีเซลครับ แต่ถ้า คนละบอดี้ แบบ bmw กับ Vigo  ผมไป เบนซินแบบไม่คิดชีวิต ;D

ออฟไลน์ Ivy Modernist

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,573
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #61 เมื่อ: เมษายน 17, 2015, 22:21:49 »
ชอบรถเครื่องใหญ่ โดยเฉพาะ american muscle
เกลียดเครื่องดีเซลแบบสุดติ่ง
เรื่องการเก็บภาษีรถยนต์ในเมืองไทย และ "over protectionism"

ผมเห็นจขกทชอบโพสอะไรในทำนองนี้มาหลายรอบแล้ว

ขอแสดงความคิดเห็นทีละเรื่องเลยแล้วกันนะครับ
1. ผมก็ชอบรถเครื่องใหญ่เหมือนกัน แม้ผมจะไม่ได้ใช้พวก v8 ทั้งหลาย แต่ก็เคยขับมาหลายคัน รถที่ผมใช้ทั้งที่ไทยและที่อยู่ตอนนี้ก็เครื่องเกิน 3000 ทั้งคู่
มันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ารถสี่สูบเทอร์โบที่ทำให้แรงเท่ารถเครื่องที่ใหญ่กว่าจริง แต่ยังไงก็ต้องยอมรับนะครับว่ามันไม่ประหยัดและปล่อยมลภาวะน้อยเท่า 4 สูบเทอร์โบ
คุณเอาตัวเลขโรงงานมาวัด แต่ผมเอาตัวเลขจากที่ใช้งานจริงครับ ยังไม่เคยขับรถเครื่อง 6 สูบขึ้นไปคันไหนแล้วได้เกินสิบโลลิตรเลย ตั้งแต่เก่ายันใหม่ คล้ายๆกับที่คุณ koong ว่าไว้เลย ว่ามันทำให้ประหยัดได้ แต่การใช้งานจริงยังไงมันก็คงสู้กันไม่ได้ครับ รถเครื่องโตมันประหยัดขึ้น แต่คุณก็ต้องไม่ลืมว่ารถเครื่องเล็กมันก็ประหยัดขึ้นด้วยเช่นกัน

2. ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเบนซิลกับดีเซล ผมเลือกเบนซิลแบบไม่ต้องคิดเลย จขกทก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน แต่คุณก็ต้องเปิดใจบ้างนะครับ ถ้ามันไม่มีอะไรดีเลยมันขายไม่ได้หรอก แรงบิดรอบต่ำอย่างแรกเลยที่ยังไงเบนซิลก็ให้คุณไม่ได้ ยิ่งถ้าบรรทุกเต็มดีเซลแรงจะแทบไม่ตกเลย แต่พอเป็นเบนซิล c63 amg ยังรู้สึกเลยครับว่ากดคันเร่งเท่าเดิมมันไม่ไปเท่าเดิม ความประหยัดคุณเทียบ benz bmw audi ทั้งหลายดูก็ได้ ว่าดีเซลมันประหยัดกว่าเบนซิลหมด ผมไม่ดูตัวเลขในโบรชัวร์นะ ผมเอาการใช้งานจริง
ดีเซลกดนิดนึงก็ไปแล้วแต่เบนซิลต้องเติมคันเร่งเยอะกว่าพอสมควร แต่พอกดเต็มส่วนใหญ่เบนซิลมักจะไปเร็วกว่า ในพิกัดเท่าๆกัน
อีกอย่างนึง ผมว่าคุณก็ไม่ควรจะพูดจาประชดประชันว่ามันเป็นเครื่องรถเทรคเตอร์หรืออะไร เพราะคงมีคนที่เขาใช้แล้วเขาอ่านแล้วเขาจะรู้สึกไม่ดีนะครับ เหมือนถ้าสมมุติคุณใช้ mustang v8 แล้วผมบอกว่าคุณมันเป็นพวกทำลายทรัพยากรโลกแบบนั้นแหละ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบก็น่าจะจบ ไม่รู้ว่าคุณจะด่ามันไปเพื่ออะไร?

3. เรืองภาษีผมก็เห็นด้วยกับคุณอีกนั่นแหละ ดู CO2 แล้วจะดู cc อีกทำไม แต่ติดนิดเดียว คุณจะเหน็บประเทศไทยทำไมครับ? เหมือนเรื่องเครื่องดีเซลนั่นแหละ
ชอบอะไรไม่ชอบอะไรไม่มีใครว่าคุณครับ แต่พอคุณเริ่มเหน็บ ประชด หรือจิกกัด คนเขาก็เกิดความรู้สึกด้านลบครับ
ผมว่าคุณมีประเด็นที่ผมเห็นด้วยหลายประเด็น และคิดว่าน่าจะมีคนที่คิดแบบผมเหมือนกัน แต่การแสดงความคิดเห็นแบบ egocentric และการไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมันจะให้ไม่มีใครอยากฟังคุณครับ
ชอบความเห็นนี้ครับ แล้วก็เห็นด้วยกับ จขกท. ในเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงสร้างใหม่ แต่ผมสงสัย ว่าดีเซลคือเครื่องแทรคเตอร์ นี่คือมันพัฒนามาจาก
เครื่องแทรคเตอร์จริงๆ หรือแค่ประชด ว่ามันเสียงดังเหมือนเครื่องแทรคเตอร์ ขอความรู้จริงๆครับ

ส่วนตัวไม่เคยใช้เบนซินเลยครับ ใช้ดีเซลมาตลอด เก๋ง>SUV>PPV>รถตู้   อยากจะใช้รถเบนซินบ้าง ก็กลัวค่าน้ำมัน  แฟนไม่ชอบรถแก๊สด้วย
แต่รถส่งของที่บริษัท แก๊สทุกคัน (บ้าจริงเชียว 555) 

พรรคพวกผมใช้ VX100 ดีเซล กะ เบนซิน กินน้ำมันต่างกัน 4-5กิโลต่อลิตร  ต้องเอาไปติดแก๊ส ถึงพอฟัดพอเหวี่ยงกัน
ถ้าให้ผมเลือก เบนซินกะดีเซล ในบอดี้เดียวกัน ไปดีเซลครับ แต่ถ้า คนละบอดี้ แบบ bmw กับ Vigo  ผมไป เบนซินแบบไม่คิดชีวิต ;D


เป็นคำแซวพวกดีเซลครับ

พวกรถแรงกินจุ ก็โดนเรียกว่า Gas-guzzler

ออฟไลน์ localgame

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,595
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #62 เมื่อ: เมษายน 17, 2015, 23:57:14 »

กินน้อยกว่าหรือไล่เลี่ยกัน  และส่วนมากพ่นควันพิษน้อยกว่ารถยอดฮิตในไทยแลนด์ ฉะนั้นความเชื่อแบบไทยๆที่ว่า เบนซินบล็อกโตกินมาก ปล่อยพิษมาก จึงเป็นความเชื่อที่ผิดครับ  คุณมองข้ามพวกรถฮิตๆที่กลายเป็นว่า กินน้ำมันพอๆกัน แถมพ่นควันมากกว่า และจ้องแต่รถเบนซินนำเข้าจากนอกอย่างเดียว แบบนี้แฟร์มากๆครับ  

ถ้าเอาเรื่องกินน้ำมันอย่างเดียว ใกล้ๆตัวคุณก็ดู fortuner เอาในเมื่อคุณก็เทียบแค่ BMW F30

ผมพยายามหารถที่มีความจุอย่างน้อย3000CCทั้งเบนซินและดีเซลที่อยู่ในsegmentเดียวกันขนาดรถใกล้เคียงกันเพราะถ้าวัดกันข้ามsegmentรถที่มีน้ำหนักตัวมากกว่ายังไงก็กินน้ำมัน+ปล่อยไอเสียมากกว่า รถญี่ปุ่นไม่ค่อยมีเครื่องใหญ่ขนาดนั้น(เกิน3000CC) ส่วนใหญ่จะอยู่ในlexusซะมากกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นรถยุโรปที่มีทั้งดีเซลและเบนซินในบอดี้เดียวกันที่ทั้งเบนซินและดีเซลเกิน3000CC ค่อยดูภาพที่ผมลงให้ดูละกันครับจะได้ดูจากสถิติไปเลยว่าที่ผมบอกว่ารถเครื่องเบนซินใหญ่ๆมันกินกว่า+ปล่อยไอเสียมากกว่าจริงรึเปล่าและลองเทียบทั้งเครื่องเล็กกว่า3000CCที่เอามาขายในบ้านเราด้วยว่าประหยัดกว่าจริงมั้ย ไม่ได้เอามาจากความเชื่อหรือผมมโนขึ้นมาเอง
เริ่มจาก Benz E-Class ภาพใหญ่หน่อยนะครับ รายละเอียดมันเยอะมาก



จากภาพรวมดีเซลของเบนซ์ทำอัตราสิ้นเปลืองได้แย่กว่าเครื่องเบนซินแทบทุกรุ่นแต่รุ่นที่ประหยัดที่สุดดันเป็นE200 CDI ที่เรี่ยวแรงน้อยแต่ประหยัดที่สุด
ผมอาจจะจำผิดเรื่อง E250CDI กับ E300 เรื่องอัตราสิ้นเปลืองเหมือนเคยอ่านในโบรชัวจากงานมอเตอโชว์ว่าE300มันกินกว่าดีเซลแต่ข้อมูลของWikiบอกว่าดีเซลมันกินน้ำมันกว่า
ต่อไปที่BMW

ชัดเจนทุกรุ่นทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ประหยัดกว่า+ปล่อยไอเสียน้อยกว่า
ข้ามไปที่Audiต่อเลยครับ


ชัดเจนแทบทุกรุ่น ดีเซลเครื่องเล็กไปจนถึงใหญ่สามารถปล่อยไอเสีย+ประหยัดน้ำมันกว่าเบนซินแทบทุกรุ่น
ต่อที่ยักใหญ่อย่างporscheต่อเลย


จากภาพDieselก็ปล่อยไอเสียน้อยกว่า+ประหยัดกว่า และยิ่งเครื่องใหญ่ไอเสียยิ่งเยอะ
สุดท้าย Toyota land cruiser prado



ในภาพที่ผมตัดมาจากWiki fortunerกับland cruiser prado J150 ใช้เครื่องยนตร์ตัวเดียวกันถือว่าsegmentเดียวกัน ผมเลยไปหาข้อมูลการกินน้ำมันจากhttp://www.fuel-economy.co.uk/mpg.php และพบว่าข้อมูลที่คุณ Ivy หามาผิดอย่างชัดเจน เครื่องดีเซลบล็อกเล็กประหยัดกว่าและปล่อยไอเสียน้อยกว่าอย่างชัดเจน

สรุป
จากภาพที่ผมสรุปเครื่องยนตร์จากรถแบรนด์ดังของยุโรป ภาพรวมเครื่องดีเซลเป็นเครื่องที่ประหยัดที่สุดและปล่อยไอเสียน้อยที่สุด ไม่รวมรถไฮบริด เครื่องเบนซินยิ่งใหญ่ไอเสียยิ่งเยอะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้น

ปล. ผมไม่ได้อคติรถเครื่องใหญ่ทุกวันนี้ชอบขับรถ6สูบมากกว่า4สูบตรงที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งเยอะเหยียบเบาๆรถก็ไปไม่ลากรอบ รถดีเซลก็ตอบโจทย์ตรงนี้ของผมเช่นกัน คนที่อยากเล่นรถเครื่องใหญ่ไว้ขับสบายๆในวันเสาร์อาทิตย์ควรจะจ่ายภาษีมากกว่ารถเครื่องเล็กไว้ใช้งานเหมาะสมแล้ว หรือถ้าหาจุดกึ่งกลางสำหรับภาษีรถยนต์ออกกฏหมายเเป็นขั้นบันไดตามไอเสียที่ปล่อยดูน่าจะเหมาะสมกว่าแต่ยังไงก็ควรสนับสนุนรถเล็ก+รถไฮบริด+ขนส่งสาธารณะให้มากขึ้นจะดีที่สุด

ออฟไลน์ Chris Evn

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,134
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #63 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 00:12:19 »
มันตลกตั้งแต่ เอา SLK มาเทียบกับ VIGO แล้ว

ออฟไลน์ shikimaru

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,070
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #64 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 01:03:51 »
ส่วนตัวผม อยากให้กฎหมายบังคับ vsc abs ebd ba ถุงลมขั้นต่ำ 4 มาเป็นออบชั่นพื้นฐานเลย โดยกำหนดภาษีใครใส่ครบลด 5% หรือเท่าไหร่กะว่าไป ถ้าใส่ไม่ครบ ก็+จำนวนที่ไม่ใส่ไปเลย กี่ % ก็ว่าไป จากนั้นส่วนที่เก็บภาษีได้น้อยลง ผมมองว่ามันจะไปลดอัตราการเกิดเหตุได้เยอะ สูญเสียจากอุบัติปีนึงคิดเป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยนะครับ

ออฟไลน์ Ivy Modernist

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,573
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #65 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 01:22:40 »

กินน้อยกว่าหรือไล่เลี่ยกัน  และส่วนมากพ่นควันพิษน้อยกว่ารถยอดฮิตในไทยแลนด์ ฉะนั้นความเชื่อแบบไทยๆที่ว่า เบนซินบล็อกโตกินมาก ปล่อยพิษมาก จึงเป็นความเชื่อที่ผิดครับ  คุณมองข้ามพวกรถฮิตๆที่กลายเป็นว่า กินน้ำมันพอๆกัน แถมพ่นควันมากกว่า และจ้องแต่รถเบนซินนำเข้าจากนอกอย่างเดียว แบบนี้แฟร์มากๆครับ  

ถ้าเอาเรื่องกินน้ำมันอย่างเดียว ใกล้ๆตัวคุณก็ดู fortuner เอาในเมื่อคุณก็เทียบแค่ BMW F30

ผมพยายามหารถที่มีความจุอย่างน้อย3000CCทั้งเบนซินและดีเซลที่อยู่ในsegmentเดียวกันขนาดรถใกล้เคียงกันเพราะถ้าวัดกันข้ามsegmentรถที่มีน้ำหนักตัวมากกว่ายังไงก็กินน้ำมัน+ปล่อยไอเสียมากกว่า รถญี่ปุ่นไม่ค่อยมีเครื่องใหญ่ขนาดนั้น(เกิน3000CC) ส่วนใหญ่จะอยู่ในlexusซะมากกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นรถยุโรปที่มีทั้งดีเซลและเบนซินในบอดี้เดียวกันที่ทั้งเบนซินและดีเซลเกิน3000CC ค่อยดูภาพที่ผมลงให้ดูละกันครับจะได้ดูจากสถิติไปเลยว่าที่ผมบอกว่ารถเครื่องเบนซินใหญ่ๆมันกินกว่า+ปล่อยไอเสียมากกว่าจริงรึเปล่าและลองเทียบทั้งเครื่องเล็กกว่า3000CCที่เอามาขายในบ้านเราด้วยว่าประหยัดกว่าจริงมั้ย ไม่ได้เอามาจากความเชื่อหรือผมมโนขึ้นมาเอง
เริ่มจาก Benz E-Class ภาพใหญ่หน่อยนะครับ รายละเอียดมันเยอะมาก



จากภาพรวมดีเซลของเบนซ์ทำอัตราสิ้นเปลืองได้แย่กว่าเครื่องเบนซินแทบทุกรุ่นแต่รุ่นที่ประหยัดที่สุดดันเป็นE200 CDI ที่เรี่ยวแรงน้อยแต่ประหยัดที่สุด
ผมอาจจะจำผิดเรื่อง E250CDI กับ E300 เรื่องอัตราสิ้นเปลืองเหมือนเคยอ่านในโบรชัวจากงานมอเตอโชว์ว่าE300มันกินกว่าดีเซลแต่ข้อมูลของWikiบอกว่าดีเซลมันกินน้ำมันกว่า
ต่อไปที่BMW

ชัดเจนทุกรุ่นทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ประหยัดกว่า+ปล่อยไอเสียน้อยกว่า
ข้ามไปที่Audiต่อเลยครับ


ชัดเจนแทบทุกรุ่น ดีเซลเครื่องเล็กไปจนถึงใหญ่สามารถปล่อยไอเสีย+ประหยัดน้ำมันกว่าเบนซินแทบทุกรุ่น
ต่อที่ยักใหญ่อย่างporscheต่อเลย


จากภาพDieselก็ปล่อยไอเสียน้อยกว่า+ประหยัดกว่า และยิ่งเครื่องใหญ่ไอเสียยิ่งเยอะ
สุดท้าย Toyota land cruiser prado



ในภาพที่ผมตัดมาจากWiki fortunerกับland cruiser prado J150 ใช้เครื่องยนตร์ตัวเดียวกันถือว่าsegmentเดียวกัน ผมเลยไปหาข้อมูลการกินน้ำมันจากhttp://www.fuel-economy.co.uk/mpg.php และพบว่าข้อมูลที่คุณ Ivy หามาผิดอย่างชัดเจน เครื่องดีเซลบล็อกเล็กประหยัดกว่าและปล่อยไอเสียน้อยกว่าอย่างชัดเจน

สรุป
จากภาพที่ผมสรุปเครื่องยนตร์จากรถแบรนด์ดังของยุโรป ภาพรวมเครื่องดีเซลเป็นเครื่องที่ประหยัดที่สุดและปล่อยไอเสียน้อยที่สุด ไม่รวมรถไฮบริด เครื่องเบนซินยิ่งใหญ่ไอเสียยิ่งเยอะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้น

ปล. ผมไม่ได้อคติรถเครื่องใหญ่ทุกวันนี้ชอบขับรถ6สูบมากกว่า4สูบตรงที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งเยอะเหยียบเบาๆรถก็ไปไม่ลากรอบ รถดีเซลก็ตอบโจทย์ตรงนี้ของผมเช่นกัน คนที่อยากเล่นรถเครื่องใหญ่ไว้ขับสบายๆในวันเสาร์อาทิตย์ควรจะจ่ายภาษีมากกว่ารถเครื่องเล็กไว้ใช้งานเหมาะสมแล้ว หรือถ้าหาจุดกึ่งกลางสำหรับภาษีรถยนต์ออกกฏหมายเเป็นขั้นบันไดตามไอเสียที่ปล่อยดูน่าจะเหมาะสมกว่าแต่ยังไงก็ควรสนับสนุนรถเล็ก+รถไฮบริด+ขนส่งสาธารณะให้มากขึ้นจะดีที่สุด

คุณอ้าง prado มาเทียบ fortuner แล้วมัน segment เดียวกันตรงไหนไม่ทราบ  prado เกรดเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด สร้างจากคนละพื้นฐาน   ข้อมูล fortuner 3.0 D4D เทียบกับ 4.0V6 ผมอ้างอิงมาจากการทดสอบของฝั่งแอฟริกาใต้ ที่มีทั้งสองรุ่นทำตลาดอยู่ หัดลองไปหาดูเอาเองให้ละเอียดก่อนมากล่าวหาลอยๆว่าผมหามาผิด

ผมบอกที่ไหนว่าให้ยกเลิกภาษีนำเข้าไปเลย ดูหัวเรื่องกระทู้ ผมก็ชี้แจงแล้วว่าภาษีสรรพสามิตใหม่มันซ้ำซ้อน และไม่มีเหตุผล มีช่องว่าง ทั้งนี้มีพวกเรายกตัวอย่างไปแล้วกรณีเครื่องห่วยสุดๆแต่ความจุไม่เกิน 2.8 เสียภาษีน้อยกว่า เครื่อง 3 พันอัพ สะอาดโคตร  หัดไปดูในเม้นก่อนๆดูเอาครับ   การแก้ไขคือต้องออกกฏหมายเเป็นขั้นบันไดตามไอเสียที่ปล่อย  แต่ที่แน่ๆถ้าเล่นกันแฟร์ๆ ดีเซลพวกกะบะคอมมอนเรลเสร็จแน่ๆ เรื่ีอง ปล่อยมลพิษ

อีกเรื่องผมสงสัย ไม่เข้าใจพวก อวย protectionism อย่างละห่ำ  อุตสาหกรรมนี้เป็น export oriented sector เช่นเดียวกับ HDD และ เครื่องแอร์  แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เพราะพวกคุณต้องการ ปกป้องกันสุดโต่งเกินไป ตลอดกาลและตลอดไป โดยไม่ได้ส่งเสริมให้พวกในประเทศโดยเฉพาะพวกทำชิ้นส่วนนอนรอแต่ labour cost advantage ไม่ยอมขยับ upstream ใน value chain ทำให้ อุตสาหกรรมตอนนี้ เสียcompetitiveness  ลองไปศึกษา infant industry argument คร่าวๆเอาเองครับ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 01:26:28 โดย Ivy Modernist »

ออฟไลน์ นักกล้าม มาม่า

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 65
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #66 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 09:24:00 »
มันตลกตั้งแต่ เอา SLK มาเทียบกับ VIGO แล้ว

ก็ว่าครับ ผมก็ยัง งง อยู่ว่าเอามาเทียบกันได้ยังไง  :-\ :-\ :-\

ออฟไลน์ localgame

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,595
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #67 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 11:18:32 »

คุณอ้าง prado มาเทียบ fortuner แล้วมัน segment เดียวกันตรงไหนไม่ทราบ  prado เกรดเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด สร้างจากคนละพื้นฐาน   ข้อมูล fortuner 3.0 D4D เทียบกับ 4.0V6 ผมอ้างอิงมาจากการทดสอบของฝั่งแอฟริกาใต้ ที่มีทั้งสองรุ่นทำตลาดอยู่ หัดลองไปหาดูเอาเองให้ละเอียดก่อนมากล่าวหาลอยๆว่าผมหามาผิด

ผมบอกที่ไหนว่าให้ยกเลิกภาษีนำเข้าไปเลย ดูหัวเรื่องกระทู้ ผมก็ชี้แจงแล้วว่าภาษีสรรพสามิตใหม่มันซ้ำซ้อน และไม่มีเหตุผล มีช่องว่าง ทั้งนี้มีพวกเรายกตัวอย่างไปแล้วกรณีเครื่องห่วยสุดๆแต่ความจุไม่เกิน 2.8 เสียภาษีน้อยกว่า เครื่อง 3 พันอัพ สะอาดโคตร  หัดไปดูในเม้นก่อนๆดูเอาครับ   การแก้ไขคือต้องออกกฏหมายเเป็นขั้นบันไดตามไอเสียที่ปล่อย  แต่ที่แน่ๆถ้าเล่นกันแฟร์ๆ ดีเซลพวกกะบะคอมมอนเรลเสร็จแน่ๆ เรื่ีอง ปล่อยมลพิษ

อีกเรื่องผมสงสัย ไม่เข้าใจพวก อวย protectionism อย่างละห่ำ  อุตสาหกรรมนี้เป็น export oriented sector เช่นเดียวกับ HDD และ เครื่องแอร์  แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เพราะพวกคุณต้องการ ปกป้องกันสุดโต่งเกินไป ตลอดกาลและตลอดไป โดยไม่ได้ส่งเสริมให้พวกในประเทศโดยเฉพาะพวกทำชิ้นส่วนนอนรอแต่ labour cost advantage ไม่ยอมขยับ upstream ใน value chain ทำให้ อุตสาหกรรมตอนนี้ เสียcompetitiveness  ลองไปศึกษา infant industry argument คร่าวๆเอาเองครับ  

ที่ผมบอกว่าsegmentเดียวกันคือเอา prado 3.0d4d มาเทียบกับ 4.0 ผลคือดีเซลประหยัดกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเครื่อง2ตัวนั้นวางอยู่ในfortuner ทั้งคู่ผลก็น่าจะออกมาเหมือนๆกันแต่ข้อมูลที่คูณบอกมาดันกลับกันอย่างสิ้นเชิงคุณบอกข้อมูลมาว่า
Fortuner 3.0 D4D vs Fortuner 4.0V6

Fortuner 3.0 ดีเซล 25.9-26.8 mpg  Co2 emission 228g/km

Fortuner 4.0 เบนซิน ทำได้ 30.6-35.4 mpg  Co2 emission 309g/km
ซึ่งคุณบอกว่าผมเอาความเชื่อมาพูดว่าดีเซลเครื่องใหญ่กินน้ำมันกว่าเบนซินผมก็ยกเครื่องใหญ่มาทั้งยุโรปเลยมาให้คุณดูว่าผมไม่ได้มโนหรือเอาความเชื่อผิดๆมาบอก
แต่ข้อมูลที่คุณหามาแหล่งที่มาก็ไม่มี เวปอะไรก็ไม่รู้ หาข้อมูลมาผิดรึเปล่าก็ไม่แน่ ผมคงไม่หัดไปหาข้อมูลใหม่หรอกนะครับ ของผมแสดงรูปและแหล่งที่มาชัดเจนเพื่อsupport evidenceของรูป แต่คุณกลับไม่ใส่มาและดันบอกให้ผมกลับไปหาเองอีก  ::)

ส่วนเรื่องยกเลิกภาษี ผมก็ยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าคุณจะให้ยกเลิกภาษี :D ส่วนเรื่องภาษีแบบขั้นบันไดผมก็พิมพ์บอกไปแล้วว่าผมสนัับสนุนในเรื่องนี้ เรื่องเครื่องเล็กปล่อยมลพิษเยอะกว่าเครื่องใหญ่มันก็มีครับแต่เป็นส่วนน้อย แต่ถ้ามีการคิดภาษีแบบขั้นบันไดจะช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้

อีกอย่างผมไม่ใช่พวกprotectionism อย่างละห่ำ ผมมองในแง่ของเศรษฐกิจและความจำเป็นต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มองถึงแง่เครื่องใหญ่บล็อกโตมาขับเล่นชิวๆเน้นสนุกไปวันๆ ปัจจุบันผมมองว่าสมเหตุสมผลแล้ว ผมเริ่มมองเห็นรถยนตร์บ้านเรามีการพัฒนามากขึ้น ยกตัวอย่าง Honda Jazz,City, Ford Fiesta, Focus, MG3, Mazda2 ที่กล้าอัดออพชั่นเต็มๆแบบเมืองนอกมาขายให้ผู้บริโภคในเมืองไทย แต่ก็ยังมีหลายยี่ห้อที่ยังกั๊กออพชั่นอยู่ สิ่งอำนวยความสะดวก+ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่จำเป็นมากกว่าเครื่องใหญ่ สมรรถณะที่คุณIvyกล่าวมาตลอดคือแรงม้าเยอะ ซึ่งไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนประเทศหรือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนในประเทศเลย ถามว่าปัจจุบันแรงม้าของรถทั่วไปพอแก่การใช้งานรึเปล่าผมมองว่าพอแล้ว แต่ระบบความปลอดภัยยังไม่พอ บางรุ่นของeco car ตัดออพชั่นพวกนี้ออก เหล็กกันกระแทกในกันชนบางรุ่นยังตัดออกเลยน่าเกลียดมาก ผมไม่ได้ปกป้องรถในประเทศแต่ผมมองว่าเราควรจะปรับปรุงรถในประเทศให้ดีขึ้นโดยมีกฏหมายเรื่องความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมา ออพชั่นบางอย่างควรเป็นของstandardของรถทุกรุ่น เหมือยสมัยก่อนที่กำหนดเรื่องsafety belt เป็นต้น ในเมื่อแรงม้ามันพอแก่การใช้แล้ว การขยายCC.ของเครื่องยนตร์เพื่อให้ได้แรงม้าเยอะ+ปล่อยไอเสียมากขึ้นควรจ่ายภาษีแพงกว่าถูกแล้ว กรุงเทพเป็นจังหวัดที่คนอยู่เยอะสุดในเมืองไทยและติดอันดับรถติดเป็นอันดับที่8ของโลก การใช้รถที่CC.สูงวิ่งในเมืองค่าCo2จะปล่อยออกมามากกว่าวิ่งในระยะยาวๆ และจากตารางรถยุโรปชื่อดังที่ผมเอามาให้ดูจะเห็นว่าเครื่องยิ่งใหญ่Co2ยิ่งเยอะ เผาผลาญน้ำมันมากขึ้น รัฐจึงเน้นไปที่รถเครื่องเล็ก+รถไฮบริด ซึ่งแก้ปัญหาของคนเมืองได้ดี และรถไฮบริดส่วนใหญ่วิ่งทางไกลก็ดีด้วยเช่นกันสังเกตุจากแรงม้าของรถไฮบริดหลายๆรุ่นค่อนข้างสูง+ประหยัด+ปล่อย Co2น้อยกว่ารถทั่วไป สนับสนุนด้านนี้ถูกต้องแล้ว

ปัจจุบันรัฐสามารถกำหนดให้รถส่วนใหญ่นำเข้าเครื่องที่แรงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดอย่าง C300 bluetec hybrid,E300 bluetec hybrid,320D,520Dและรถญี่ปุ่นไฮบริดอีกมากมาย ลองสักเกตุดูอย่าง E300 bluetec hybridดูสิครับ มันเป็นรถที่เกิน200ม้า+ประหยัดเกือบจะที่สุดตั้งแต่E-Classเคยทำมา :oแล้วแบบนี้เราควรจะสนับสนุนต่อหรือแอนตี้ดีเซล แทร๊กเตอร์ดีแหละครับ  :D

ผมแนะนำให้คุณลองมองแบบกว้างๆดูครับ ถ้าคุยกับคนไม่เล่นรถหรือคนทั่วไปจะมีสักกี่คนที่ต้องการรถเครื่องใหญ่สมรรถณะสูงแต่กินน้ำมัน เราสามารถกำหนดกฏหมายอื่นที่สามารถยกระดับรถในประเทศได้และทำให้เราไม่ต้องไปimport รถนอกเข้ามา เข้าใจว่าcompetitivenessจะช่วยยกระดับในประเทศแต่เรามีวิธีที่ยกระดับได้เหมือนกัน และรถความจุ3000+ ก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับรถเก๋งในประเทศ อยากได้ก็จ่ายตังซื้อเอา รัฐไม่ได้มีข้อห้ามว่าห้ามนำเข้ามาแบบสมัยก่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 11:33:41 โดย localgame »

ออฟไลน์ Auto

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,871
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #68 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 11:49:14 »
ผมก็นึกว่ากระทู้นี้จบไปแล้วนะ

Prado  ใช้แชซซีย์ที่เรียกว่าแทบจะเหมือนกันกับ Fortuner  เลยบางอย่างด้านหลังจะไม่เหมือนมันมีจุดเยอะกว่า   
แล้วเรื่องการเปิดเสรีเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์    ถ้าท่านคิดว่าพร้อมเปิดให้คนตกงานเป็นแสนคนได้เชิญเปิดเลย ครับ ภายใน 10 ปีโรงงานเราจะทยอยปิดไป
คนญี่ปุ่นเขาคงไม่คิดแบบท่านเพื่อให้เกิดการแข่งขันหรอก  ไม่งั้นเค้าจะมาลงทุนบ้านเราทำไม   ถ้ารัฐบาลไทยไม่มีอะไรไปซัพพอร์ตให้เค้า
การที่เค้าเปิด AEC  เพื่อให้มันเกิดการเคลื่อนย้ายตลาดแรงงานและการตลาดในการขายสินค้าของนายทุนข้ามชาติ      คนได้ประโยชน์จริง ๆ คือทุนยักษ์ใหญ่ที่เป็นคนผลักดันให้เปิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร      การเคลื่อนย้ายโรงงานปัจจุบันทำได้ไม่ยากแค่รอเวลาเท่านั้นเองประเทศไหนน่าลงทุนก็เอาอันนั้น

ใครที่อยากแข่งอยากมโนจะเอานั่นเอานี่  เมื่อถึงเวลานั้นจากที่มีรายได้ทำธุรกิจส่วนตัวเดือนนึงหลายแสนจะอยู่ได้หรือเปล่า  เพราะคนตกงานมากมายเศรษฐกิจมันก็เปลี่ยนไปอีกแบบนึง    ราคารถยนต์อาจถูกลงจริงแต่คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาจะซื้อ 


ออฟไลน์ Ivy Modernist

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,573
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #69 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:22:48 »
ผมก็นึกว่ากระทู้นี้จบไปแล้วนะ

Prado  ใช้แชซซีย์ที่เรียกว่าแทบจะเหมือนกันกับ Fortuner  เลยบางอย่างด้านหลังจะไม่เหมือนมันมีจุดเยอะกว่า  
แล้วเรื่องการเปิดเสรีเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์    ถ้าท่านคิดว่าพร้อมเปิดให้คนตกงานเป็นแสนคนได้เชิญเปิดเลย ครับ ภายใน 10 ปีโรงงานเราจะทยอยปิดไป
คนญี่ปุ่นเขาคงไม่คิดแบบท่านเพื่อให้เกิดการแข่งขันหรอก  ไม่งั้นเค้าจะมาลงทุนบ้านเราทำไม   ถ้ารัฐบาลไทยไม่มีอะไรไปซัพพอร์ตให้เค้า
การที่เค้าเปิด AEC  เพื่อให้มันเกิดการเคลื่อนย้ายตลาดแรงงานและการตลาดในการขายสินค้าของนายทุนข้ามชาติ      คนได้ประโยชน์จริง ๆ คือทุนยักษ์ใหญ่ที่เป็นคนผลักดันให้เปิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร      การเคลื่อนย้ายโรงงานปัจจุบันทำได้ไม่ยากแค่รอเวลาเท่านั้นเองประเทศไหนน่าลงทุนก็เอาอันนั้น

ใครที่อยากแข่งอยากมโนจะเอานั่นเอานี่  เมื่อถึงเวลานั้นจากที่มีรายได้ทำธุรกิจส่วนตัวเดือนนึงหลายแสนจะอยู่ได้หรือเปล่า  เพราะคนตกงานมากมายเศรษฐกิจมันก็เปลี่ยนไปอีกแบบนึง    ราคารถยนต์อาจถูกลงจริงแต่คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาจะซื้อ  



แปะจากเม้นเก่า สงสัยคุณ auto ไม่ได้ดู

อุตสาหกรรมนี้เป็น export oriented sector เช่นเดียวกับ HDD และ เครื่องแอร์  แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ

แต่ที่แน่ๆ เพราะพวกคุณต้องการ ปกป้องกันสุดโต่งเกินไป ตลอดกาลและตลอดไป โดยไม่ได้ส่งเสริมให้พวกในประเทศโดยเฉพาะพวกทำชิ้นส่วนนอนรอแต่ labour cost advantage ไม่ยอมขยับ upstream ใน value chain ทำให้ อุตสาหกรรมตอนนี้ เสียcompetitiveness ชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศมาประกอบรถในประเทศแทน

เป็นไงดีไหมครับ ชูแต่ค่าแรงงานต่ำมาตลอด 40 กว่าปี ไม่ได้พัฒนาด้านอื่น อาศัยหลบอยู่หลังกำแพงภาษีสุดโหดอย่างเดียว ลองไปศึกษา infant industry argument คร่าวๆเอาเองครับ  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 12:27:57 โดย Ivy Modernist »

ออฟไลน์ Auto

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,871
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #70 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:32:06 »
ผมก็นึกว่ากระทู้นี้จบไปแล้วนะ

Prado  ใช้แชซซีย์ที่เรียกว่าแทบจะเหมือนกันกับ Fortuner  เลยบางอย่างด้านหลังจะไม่เหมือนมันมีจุดเยอะกว่า   
แล้วเรื่องการเปิดเสรีเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์    ถ้าท่านคิดว่าพร้อมเปิดให้คนตกงานเป็นแสนคนได้เชิญเปิดเลย ครับ ภายใน 10 ปีโรงงานเราจะทยอยปิดไป
คนญี่ปุ่นเขาคงไม่คิดแบบท่านเพื่อให้เกิดการแข่งขันหรอก  ไม่งั้นเค้าจะมาลงทุนบ้านเราทำไม   ถ้ารัฐบาลไทยไม่มีอะไรไปซัพพอร์ตให้เค้า
การที่เค้าเปิด AEC  เพื่อให้มันเกิดการเคลื่อนย้ายตลาดแรงงานและการตลาดในการขายสินค้าของนายทุนข้ามชาติ      คนได้ประโยชน์จริง ๆ คือทุนยักษ์ใหญ่ที่เป็นคนผลักดันให้เปิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร      การเคลื่อนย้ายโรงงานปัจจุบันทำได้ไม่ยากแค่รอเวลาเท่านั้นเองประเทศไหนน่าลงทุนก็เอาอันนั้น

ใครที่อยากแข่งอยากมโนจะเอานั่นเอานี่  เมื่อถึงเวลานั้นจากที่มีรายได้ทำธุรกิจส่วนตัวเดือนนึงหลายแสนจะอยู่ได้หรือเปล่า  เพราะคนตกงานมากมายเศรษฐกิจมันก็เปลี่ยนไปอีกแบบนึง    ราคารถยนต์อาจถูกลงจริงแต่คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาจะซื้อ 



แปะจากเม้นเก่า สงสัยคุณ auto ไม่ได้ดู

อุตสาหกรรมนี้เป็น export oriented sector เช่นเดียวกับ HDD และ เครื่องแอร์  แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เพราะพวกคุณต้องการ ปกป้องกันสุดโต่งเกินไป ตลอดกาลและตลอดไป โดยไม่ได้ส่งเสริมให้พวกในประเทศโดยเฉพาะพวกทำชิ้นส่วนนอนรอแต่ labour cost advantage ไม่ยอมขยับ upstream ใน value chain ทำให้ อุตสาหกรรมตอนนี้ เสียcompetitiveness  ลองไปศึกษา infant industry argument คร่าวๆเอาเองครับ 
  ผมก็บอกแล้วไง  คนญี่ปุ่นเขาคงไม่มาสนใจข้อความทางคุณหรอก      ผมว่าเขามีนวัตกรรมในการทำงานมากเพียงพอรวมถึงวิธีการทำงานโนฮาวต่าง ๆ    รวมถึงแผนงานแต่ะปีในแต่ละโรงงาน      ถ้าอยากเปิดอย่างที่คุณว่าจริงยังไงบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะต้องย้ายออกจากประเทศไทยตามแผนหน้าเสื่อที่วางไว้ครับ 
เขาคงไม่สนใจที่จะไปแข่งขันอะไรตามที่คุณว่าหรอก    ประเทสไหนดี เขาก็เอาเอานั้น  เขาดูภาพความน่าลงทุนเป็นหลักครับ   ลงทุนที่ไหนได้ผลตอบแทนสูงสุดเขาเอาอันนั้น     เขาไม่มาสนใจแข่งขันนอะไรแบบไหนอย่างที่คุณว่าหรอก

ผมทำงานอยู่นี่  10 ปี เวลาจะขึ้นประกอบเครื่องยนต์ทีรอคนญี่ปุ่นมาจัดการชี้แนวทางให้  แผนงานก็มาจากคนญี่ปุ่น การวาง Process  ก็มาจากคนญี่ปุ่นเป็นหลักมาปรับใช้ในไทยนิดหน่อย   ไม่ใช่คนไทยไม่มีฝีมือน่ะครับ  แต่คนญี่ปุ่นเขาไม่ปล่อยโนฮาวออกมาหรือไม่ได้ให้เราคิดเองแต่ต้องคิดตามแนวทางของเค้า   
หลายอยางเป็นแต่ความลับแทบทั้งนั้น    งานส่วนใหญ่สามารถนำไปประกอบที่ประเทศอื่นได้ทั่วอาเซียน   เพราะงานต้นแบบจริง ๆ อยู่ในกำมือคนญี่ปุ่น
เขาพร้อมที่จะไปทุกเมื่อหรือเคลื่อนย้ายฐานการผลิต  เอกสารสำคัญคนญีปุ่นจะถือเก็บไว้เวลาต้องเคลื่อนย้ายฌโรงงานเขารู้ว่าจะเอาอะไรไป
แผนงานมันมีอยู่แล้วเกือบทุกบริษัท    ผมอยากรุ้ว่าเปิดเสรีขนาดนั้น  คุณจะไปแข่งกับใครเพราะสุดท้ายความพ่ายแพ้ก็จะตกกับเราเอง
รัฐบาลทำได้คือควบคุมเรื่องมาตรการภาษีและเรื่องมลพิษ กฎหมายแรงงาน เพื่อควบคุมบริษัทเหล่านี้ให้ไปตามกลไกที่กำหนด

ออฟไลน์ Ivy Modernist

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,573
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #71 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:39:12 »
ผมก็นึกว่ากระทู้นี้จบไปแล้วนะ

Prado  ใช้แชซซีย์ที่เรียกว่าแทบจะเหมือนกันกับ Fortuner  เลยบางอย่างด้านหลังจะไม่เหมือนมันมีจุดเยอะกว่า  
แล้วเรื่องการเปิดเสรีเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์    ถ้าท่านคิดว่าพร้อมเปิดให้คนตกงานเป็นแสนคนได้เชิญเปิดเลย ครับ ภายใน 10 ปีโรงงานเราจะทยอยปิดไป
คนญี่ปุ่นเขาคงไม่คิดแบบท่านเพื่อให้เกิดการแข่งขันหรอก  ไม่งั้นเค้าจะมาลงทุนบ้านเราทำไม   ถ้ารัฐบาลไทยไม่มีอะไรไปซัพพอร์ตให้เค้า
การที่เค้าเปิด AEC  เพื่อให้มันเกิดการเคลื่อนย้ายตลาดแรงงานและการตลาดในการขายสินค้าของนายทุนข้ามชาติ      คนได้ประโยชน์จริง ๆ คือทุนยักษ์ใหญ่ที่เป็นคนผลักดันให้เปิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร      การเคลื่อนย้ายโรงงานปัจจุบันทำได้ไม่ยากแค่รอเวลาเท่านั้นเองประเทศไหนน่าลงทุนก็เอาอันนั้น

ใครที่อยากแข่งอยากมโนจะเอานั่นเอานี่  เมื่อถึงเวลานั้นจากที่มีรายได้ทำธุรกิจส่วนตัวเดือนนึงหลายแสนจะอยู่ได้หรือเปล่า  เพราะคนตกงานมากมายเศรษฐกิจมันก็เปลี่ยนไปอีกแบบนึง    ราคารถยนต์อาจถูกลงจริงแต่คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาจะซื้อ  



แปะจากเม้นเก่า สงสัยคุณ auto ไม่ได้ดู

อุตสาหกรรมนี้เป็น export oriented sector เช่นเดียวกับ HDD และ เครื่องแอร์  แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ แล้วการเปิดเป็นเสรีมากขึ้นใน domestic market จะซวย export performance จนเจ๊งปิดโรงงานกันยังไงไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ เพราะพวกคุณต้องการ ปกป้องกันสุดโต่งเกินไป ตลอดกาลและตลอดไป โดยไม่ได้ส่งเสริมให้พวกในประเทศโดยเฉพาะพวกทำชิ้นส่วนนอนรอแต่ labour cost advantage ไม่ยอมขยับ upstream ใน value chain ทำให้ อุตสาหกรรมตอนนี้ เสียcompetitiveness  ลองไปศึกษา infant industry argument คร่าวๆเอาเองครับ  
 ผมก็บอกแล้วไง  คนญี่ปุ่นเขาคงไม่มาสนใจข้อความทางคุณหรอก      ผมว่าเขามีนวัตกรรมในการทำงานมากเพียงพอรวมถึงวิธีการทำงานโนฮาวต่าง ๆ    รวมถึงแผนงานแต่ะปีในแต่ละโรงงาน      ถ้าอยากเปิดอย่างที่คุณว่าจริงยังไงบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะต้องย้ายออกจากประเทศไทยตามแผนหน้าเสื่อที่วางไว้ครับ  
เขาคงไม่สนใจที่จะไปแข่งขันอะไรตามที่คุณว่าหรอก    ประเทสไหนดี เขาก็เอาเอานั้น  เขาดูภาพความน่าลงทุนเป็นหลักครับ   ลงทุนที่ไหนได้ผลตอบแทนสูงสุดเขาเอาอันนั้น     เขาไม่มาสนใจแข่งขันนอะไรแบบไหนอย่างที่คุณว่าหรอก

ผมทำงานอยู่นี่  10 ปี เวลาจะขึ้นประกอบเครื่องยนต์ทีรอคนญี่ปุ่นมาจัดการชี้แนวทางให้  แผนงานก็มาจากคนญี่ปุ่น การวาง Process  ก็มาจากคนญี่ปุ่นเป็นหลักมาปรับใช้ในไทยนิดหน่อย   ไม่ใช่คนไทยไม่มีฝีมือน่ะครับ  แต่คนญี่ปุ่นเขาไม่ปล่อยโนฮาวออกมาหรือไม่ได้ให้เราคิดเองแต่ต้องคิดตามแนวทางของเค้า    
หลายอยางเป็นแต่ความลับแทบทั้งนั้น    งานส่วนใหญ่สามารถนำไปประกอบที่ประเทศอื่นได้ทั่วอาเซียน   เพราะงานต้นแบบจริง ๆ อยู่ในกำมือคนญี่ปุ่น
เขาพร้อมที่จะไปทุกเมื่อหรือเคลื่อนย้ายฐานการผลิต  เอกสารสำคัญคนญีปุ่นจะถือเก็บไว้เวลาต้องเคลื่อนย้ายฌโรงงานเขารู้ว่าจะเอาอะไรไป
แผนงานมันมีอยู่แล้วเกือบทุกบริษัท    ผมอยากรุ้ว่าเปิดเสรีขนาดนั้น  คุณจะไปแข่งกับใครเพราะสุดท้ายความพ่ายแพ้ก็จะตกกับเราเอง
รัฐบาลทำได้คือควบคุมเรื่องมาตรการภาษีและเรื่องมลพิษ กฎหมายแรงงาน เพื่อควบคุมบริษัทเหล่านี้ให้ไปตามกลไกที่กำหนด

เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้

ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมนี่อย่างเดียวนะ เพราะตอนนี้ HDD ก็กำลังมีแววแล้ว แต่ด้านนั้น เค้าโดนปัจจัยเรื่อง innovation ใหม่ๆกำลังมาแทนที่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 12:42:15 โดย Ivy Modernist »

ออฟไลน์ Auto

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,871
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #72 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:41:04 »
ลองคิดง่าย ๆ  ให้โรงงานประกอบรถยนต์คิดตัวเลขต้นทุนคนงานเปลี่ยนเป็นวันล่ะ 500  บาท   คิดว่ามีบริษัทไหนในประเทศไทยกล้าที่จะจ้างคนงานไทยต่อไหม
ทุกคนคิดหมดว่าจะไปลงทุนประเทศไหนต่อดี    เรื่องแข่งขันน่ะไม่มีทางเพราะบ้านเราไม่ได้ทำรถปอร์เช่ เฟอรรารี่ ที่ผลิตวันนึงไม่เยอะขายคันนึงหลายล้านบาท    โรงงานนึงคนงานไม่กี่คน

แต่โตโยต้า มิตซูโรงงานเดียวมีคนกี่พันคน  ไหนจะผู้ผลิตต่อเนื่องอีกเป็นหมื่นคน  เพราะเป็นงาน Mass มูลค่ารถมันก็แค่คันล่ะ 5-6 แสนบาท  จะไปเทียบกับมูลค่าอีกโรงงานนึงไม่ได้     จะไปเพิ่มมูลค่ายังไงไม่ทราบเพื่อให้สอดรับกับค่าแรงหรือการแข่งขันที่สูงขึ้นได้   เกินกว่า 300  เกรงว่าจะปิดโรงงานกันหมด


เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้


ถ้าจะเพิ่มมูลค่าตามที่คุณว่ามา   ต้องให้กะบะตอนเดียววีโก้ ไทรทัน ขายคันล่ะ1 ล้าน  รถ 4 ประตูขายกันคันล่ะ 2ล้านล่ะครับแล้วยอดขายรถยนต์ต้องเท่าเดิมด้วยนะ    แรงงานไทยอยู่ได้จริง  ตามที่คุณบอกแน่นอนครับ นั่นละเพิ่ม Value  ของผลิตภัณท์แน่นอน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 12:45:40 โดย Auto »

ออฟไลน์ localgame

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,595
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #73 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:53:05 »

เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้

ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมนี่อย่างเดียวนะ เพราะตอนนี้ HDD ก็กำลังมีแววแล้ว แต่ด้านนั้น เค้าโดนปัจจัยเรื่อง innovation ใหม่ๆกำลังมาแทนที่

บ้านเรามันเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนาน ถ้าจะคุยถึงเรื่อง human capital คงออกนอกเรื่องรถไปไกลลามไปถึงการเมืองเกรงว่าเวปนี้จะไม่เหมาะแก่การสนทนาแบบนั้น ในวันนึงที่คนในประเทศเราพัฒนามากขึ้นค่าแรงเราเพิ่มมากขึ้นวันนั้นคุณจะได้เห็นการแข่งขันแบบที่คุณต้องการเองแหละครับ แต่ปัจจุบันยังทำแบบนั้นไม่ได้บ้านเราไม่ได้แข็งแรงพอเพื่อจะรับต่อการเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันขนาดนั้น พอแค่นี้ก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะลามไปเรื่องอื่นเยอะเกินไป

ออฟไลน์ Ivy Modernist

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,573
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #74 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:56:37 »
ลองคิดง่าย ๆ  ให้โรงงานประกอบรถยนต์คิดตัวเลขต้นทุนคนงานเปลี่ยนเป็นวันล่ะ 500  บาท   คิดว่ามีบริษัทไหนในประเทศไทยกล้าที่จะจ้างคนงานไทยต่อไหม
ทุกคนคิดหมดว่าจะไปลงทุนประเทศไหนต่อดี    เรื่องแข่งขันน่ะไม่มีทางเพราะบ้านเราไม่ได้ทำรถปอร์เช่ เฟอรรารี่ ที่ผลิตวันนึงไม่เยอะขายคันนึงหลายล้านบาท    โรงงานนึงคนงานไม่กี่คน

แต่โตโยต้า มิตซูโรงงานเดียวมีคนกี่พันคน  ไหนจะผู้ผลิตต่อเนื่องอีกเป็นหมื่นคน  เพราะเป็นงาน Mass มูลค่ารถมันก็แค่คันล่ะ 5-6 แสนบาท  จะไปเทียบกับมูลค่าอีกโรงงานนึงไม่ได้     จะไปเพิ่มมูลค่ายังไงไม่ทราบเพื่อให้สอดรับกับค่าแรงหรือการแข่งขันที่สูงขึ้นได้   เกินกว่า 300  เกรงว่าจะปิดโรงงานกันหมด


เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้


ถ้าจะเพิ่มมูลค่าตามที่คุณว่ามา   ต้องให้กะบะตอนเดียววีโก้ ไทรทัน ขายคันล่ะ1 ล้าน  รถ 4 ประตูขายกันคันล่ะ 2ล้านล่ะครับแล้วยอดขายรถยนต์ต้องเท่าเดิมด้วยนะ    แรงงานไทยอยู่ได้จริง  ตามที่คุณบอกแน่นอนครับ นั่นละเพิ่ม Value  ของผลิตภัณท์แน่นอน

ตลอกเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไทยนี้ อยู่เกือบท้ายๆของvalue chain ใน global auto industry ในอดีตคุณขาย labour cost advantage ได้ผล แต่ปัจจุบันคุณก็ยังพยายามโฆษณาขาย สิ่งที่คุณคิดว่าเป็น advantage แต่มันไม่ใช่อีกแล้วเพราะ ต่างประเทศได้ cost advantage ไปแล้ว  ขณะเดียวกันคุณก็ไม่สามารถขยับ upstream เช่นเข้าสู่การผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อน ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (มี value added) ไม่ได้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณไม่ได้เร่งพัฒนาสร้างจุดแข็งอื่นๆ โดยเฉพาะ human capital ซึ่งเป็น long-term determinant ของ competitiveness และเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการขยับ upstream  เพราะเนื่องจากมีกำแพงภาษีสุดโหด คุณสบายๆพึ่ง ค่าแรงถูกๆมาตลอดไม่ได้ดิ้นรนพัฒนาอะไร  

ตอนนี้มาเจอ deadlock เข้าให้แล้ว คงต้องโทษตัวพวกคุณเองครับ ที่ไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้น่าสนใจ มีศักยภาพ ดึงดูดในสายตาของพวก บ. ต่างชาติ และชะตากรรมก็เสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

ปล. อีกเรื่องพวกคุณยังไม่โต้เลยนะ ว่ากลัวอะไรกันกับ domestic market ในเมื่อ อุตสาหกรรมนี้มันเป็น export oriented
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 13:30:58 โดย Ivy Modernist »

ออฟไลน์ Ivy Modernist

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,573
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #75 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 12:59:48 »

เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้

ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมนี่อย่างเดียวนะ เพราะตอนนี้ HDD ก็กำลังมีแววแล้ว แต่ด้านนั้น เค้าโดนปัจจัยเรื่อง innovation ใหม่ๆกำลังมาแทนที่

บ้านเรามันเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนาน ถ้าจะคุยถึงเรื่อง human capital คงออกนอกเรื่องรถไปไกลลามไปถึงการเมืองเกรงว่าเวปนี้จะไม่เหมาะแก่การสนทนาแบบนั้น ในวันนึงที่คนในประเทศเราพัฒนามากขึ้นค่าแรงเราเพิ่มมากขึ้นวันนั้นคุณจะได้เห็นการแข่งขันแบบที่คุณต้องการเองแหละครับ แต่ปัจจุบันยังทำแบบนั้นไม่ได้บ้านเราไม่ได้แข็งแรงพอเพื่อจะรับต่อการเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันขนาดนั้น พอแค่นี้ก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะลามไปเรื่องอื่นเยอะเกินไป

คุณมีเวลาตั้ง 40 กว่าปีเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้  แต่ไม่ได้ทำอะไรเรื่อง human capital สร้างคุณภาพ ความสามารถ ทักษะความรู้ให้บุคลากรภายในประเทศเลยเนี่ยนะครับ สาเหตุนึงเลยคือพวกคุณอยู่สบายเกินไป เคยตัวเพราะมีกำแพงภาษีมาช่วย

พวก HDD ที่ตั้งฐานหลังพวกคุณหลายปี เค้ายังพยายามดิ้นรนมากกว่าพวกคุณเลย  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 13:32:53 โดย Ivy Modernist »

ออฟไลน์ mamaman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,630
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #76 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 20:05:57 »

รถยนต์ 1200 CC นี่เป็น สินค้าฟุ่มเฟือยเหรอครับ
ทำ ข่นส่งมวลชน ทั่วประเทศดีๆ สิ แล้วค่อยมาอ้าง

ผมว่า รถ มันไม่ใช่ สินค้าฟุ่มเฟือยนะ

แต่รถหรูนะ อาจจะใช่

ออฟไลน์ Koong

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 915
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #77 เมื่อ: เมษายน 18, 2015, 21:01:01 »
1. จขกท ใช้คำว่า พวกคุณ  พวกคุณ พวกคุณ เยอะมาก หรือว่าคุณไม่อยากเป็นพวกเราแล้วหรือ แต่เรายังอยากให้คุณเป็นพวกเราอยู่นะ ดูคุณก็เป็นผู้มีความรู้ที่ดีคนนึง  แตกต่างได้ แต่อย่าแตกแยก   ถ้าเปลี่ยนคำว่าพวกคุณเป็นพวกเราได้  ข้อความที่คุณโพสจะอ่านแล้วรู้สึกดีขึ้นมาทันที

2. เรื่องกฎหมาย หรือ พรบ ต่างๆ    มันก็เหมือนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ บางครั้งก็ต้อวเขียนตรรกะป้องกันไว้หลายๆชั้น ป้องกันบัค  อย่างกรณีนี้ก็เช่นกัน  แค่ค่าการปล่อยมลพิษไม่พอหรอก ต้อง มีจำกัดซีซี เข้ามาด้วย

 เหตุผลก็อย่างที่บอก    รถเครื่องโตๆ  ที่วางในรถคันเล็ก  ผลการทดสอบ อาจจะทำตัวเลขได้ดีกว่า  รถเครื่องเล็กที่คันใหญ่กว่าบางรุ่น   ตัวเลขที่เอามาโชว์ดูสวยหรู  
      แต่การใช้งานจริง  คนขับรถเครื่องใหญ่ๆ แรงๆ คงไม่ได้ได้ตามมาตรฐานทีใช้ทดสอบแน่ๆ  ยามใดที่รีบ ที่เร่ง   มีเท่าไหร่เหนียบหมด   คุณคิดว่ารถเครื่อง 2000  เหยียบมิด  กับรถเครื่อง 3000 เหยียบมิด  ใครปล่อยมลภาวะ  ใครเผาผลาญพลังงานมากกว่ากัน
     มองในแง่ดี เขาก็เลยต้องเอา ซีซี  มาคุมไว้อีกชั้นหนึ่ง    มองในแง่ร้าย คือการกีดกัน การค้า   แต่ประเทศอื่นเขาก็ทำกัน  ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ฯลฯ 
    เราก็แค่ต้องซื้อรถเครื่องใหญ่ๆ ที่แพงมากๆ  หรือบางคนก็ไม่สามารถที่จะมีรถแบบนั้นขี่ได้เลย   แต่ถามว่ามันจำเป็นไหม   ก็แล้วแต่จะคิด   ทุกวันนี้บ้านเราก็มีรถให้เลือกขับจนนับไม่ถ้วนแล้ว ถึงจะแพงไปหน่อยตอนออกรถใหม่  แต่ก็สามารถหาซื้อกันได้ตามใจฉัน   
    นี่ถ้าไปเกิดในฮ่องกง  ในสิงคโป   หรือในญี่ปุ่น  ไม่อกแตกตายกันหรอ  รถถูกแต่ไม่มีสิทธิซื้อ ถึงซื้อได้  ซื้อมาแล้วก็ยุ่งยากมากความ  ขับเร็วเกินก็ไม่ได้ ทำผิดกฏจราจร ไม่ใช่แค่ปรับเงิน แต่ถึงขั้นยึดใบขับขี่ห้ามขับกันไปเลย   อยู่เมืองไทยสบายสุดๆแล้ว  ยังจะเอาอะไรกันอีก   กะอีแค่จะไม่มีโอากศขับรถเครื่องใหญ่ๆที่ราคาไม่แพง....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 18, 2015, 21:19:36 โดย Koong »

ออฟไลน์ Sinplug

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 371
    • https://www.facebook.com/groups/4G64Club
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #78 เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 09:19:13 »
สำหรับผมเรื่องภาษีรถยนต์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงคิดภาษีไปที่ค่า Co2 แทนความจุไม่เกิน 3,000 CC ผมว่าเริ่มเป็นแนวทางตามยุโรปขึ้นอีกนิดแต่ไม่มากเท่าไรแต่ก็ยังดีกว่าภาษีตัวเก่าพอสมควร ส่วนเครื่องเบนซินเท่าที่เคยใช้งาน V6 3.0 ดีเซลเทอร์โบกับ V6 3.0 เบนซินเทอร์โบ ขับทางไกล ลอยตัวไปเร็ว ไม่เหนือยทั้งดีเซลและเบนซินและประหยัดและนิ่งกว่าเครื่องบล็อกเล็ก 4 สูบ เมื่อเดินทางไกล  V6 3.0 ดีเซลประหยัดกว่า V6 3.0 เบนซิน แต่ถ้าในเมืองก็กินทั้งคู่แต่ดีเซลกินน้อยกว่า ส่วนไปลุย Offroad เบนซินก็ไม่แพ้ดีเซลในบล็อกเท่ากัน แต่จะให้ดีขอเครื่องเบนซิน N/A ส่วนดีเซลจะมีเทอร์โบหรือไม่มีก็ได้ ส่วนตัวเคยใช้เครื่อง V8 เบนซิน N/A เพราะชอบเครื่องบล๊อกใหญ่ทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะใช้งานได้อเนกประสงค์และลุยได้ถึงใจมากกว่า กดนิดเดียวก็ลากตัวถังหนักๆได้สบายๆ ยิ่งลอยตัวแล้วแทบไม่ต้องเชนเกียร์ช่วยในการเร่งแซงหรือทำความเร็วเลย
"ผมก็แค่กะบะเบนซิล''4G64 Turbo  แรงม้า XXX Max. Torque 618 N/m''  
Facebook: 4G64 Club Thailand/4G64T Club Thailand

ออฟไลน์ mamaman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,630
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #79 เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 12:04:52 »

อ่านไปอ่านมา งงเลย
นี่มันเรื่องอะไร

ตกลง รถดีเซล เครื่องขนาดเท่ากันกับเบนซิน ด้วยโหลดเท่ากัน มันประหยัดกว่าใช่ไหม ?
การที่รถใหญ่ มีค่าปล่อย co2 ต่ำไม่ได้แปลว่ามันประหยัดใช่ไหม ?
ทุกวันนี้ มันมีสองทางคือ
ทางหนึ่ง มลพิษ
ทางหนึ่งประหยัด
จะเอาทางไหน ?

ตกลงกระทู้นี้ คุยเรื่อง มลพิษ หรือ ประหยัด ผมว่ามันคนละอย่างกันเลยนะครับ ?????
แล้วเรื่อง การลงทุน นะครับ

ตอนนี้ บ้านเรา ไม่สามรถผลิต รถได้เอง เพราะไม่มีการสนุบสนุน จากทุกภาคส่วน


ผมในฐานะ คนขี้ข้าในอุตสหกรรม รถยนต์
บอกได้เลย ว่า ทุกค่าย ทุกแบรน

เราชอบอวยตัวเราว่าเก่ง อย่างโน้น อย่างนี้ ช่างไทยเก่งแบบนั้นแบบนี้ พูดข้าม ซ๊อตไปถึงขั้น ทำรถเอง
รถยนต์นะครับ ไม่ใช่ งานเชื่อม งัดแกะ

เราคิดว่า ประเทศไทย เก่งเจ็ง
แต่จริงๆ แล้วไม่เลยครับ
ตอนนี้ เราแค่รับจ้างผลิตได้แค่นั้น
รถยนต์ หนึ่งคัน มีเป็น หมื่นๆ มาตราฐาน หากรวม
คนไทยยังรู้ไม่หมดเลย

ยอมรับความจริงเถอะครับ ว่าเรา .....
ความจริงเค้าเลือกเราเป็นฐานเพราะ ค่าแรงและ ความพร้อมด้านการลงทุน
ไม่ใช่เพราะเรามี บุคลาการ เก่งๆ หรอกครับ

เปิดตา เปิดใจครับ

ที่ผมเกลียดที่สุดคือ พวกคนชั้นสูงที่ยกตัวเอง ว่าจบสูงมา รู้เยอะ
หารู้ไม่
ถ้าไม่มี แรงงาน ค่าแรง ต่ำๆ ทำงาน สายตัวแทบขาด
หลายๆคน ก็ไม่ได้อยู่ สุขสบาย รับเงินเดือนสูง office บริบัทิข้ามชาติหรอกครับ



ออฟไลน์ localgame

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,595
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #80 เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 12:46:21 »

อ่านไปอ่านมา งงเลย
นี่มันเรื่องอะไร

ตกลง รถดีเซล เครื่องขนาดเท่ากันกับเบนซิน ด้วยโหลดเท่ากัน มันประหยัดกว่าใช่ไหม ?
การที่รถใหญ่ มีค่าปล่อย co2 ต่ำไม่ได้แปลว่ามันประหยัดใช่ไหม ?
ทุกวันนี้ มันมีสองทางคือ
ทางหนึ่ง มลพิษ
ทางหนึ่งประหยัด
จะเอาทางไหน ?

ตกลงกระทู้นี้ คุยเรื่อง มลพิษ หรือ ประหยัด ผมว่ามันคนละอย่างกันเลยนะครับ ?????


อันนี้คือถามใช่มั้ยครับ ไม่ได้ประชดหรืออะไรใช่รึเปล่า ถ้าถามผมตอบเผื่อเลยแล้วกัน
ตกลง รถดีเซล เครื่องขนาดเท่ากันกับเบนซิน ด้วยโหลดเท่ากัน มันประหยัดกว่าใช่ไหม ?
ส่วนใหญ่ดีเซลประหยัดกว่า
การที่รถใหญ่ มีค่าปล่อย co2 ต่ำไม่ได้แปลว่ามันประหยัดใช่ไหม ?
ส่วนใหญ่ค่าco2ที่ปล่อยออกมามันจะควบคู่ไปกับการเผาผลาญเชื่อเพลิง ถ้ารถประหยัดมากๆจะปล่อยco2ต่ำ สังเกตุจากตารางข้างบนๆ
ทุกวันนี้ มันมีสองทางคือ
ทางหนึ่ง มลพิษ
ทางหนึ่งประหยัด
จะเอาทางไหน ?
มันควบคู่กันไปนะครับ ถ้าประหยัดก็ปล่อยมลพิษน้อย

ตกลงกระทู้นี้ คุยเรื่อง มลพิษ หรือ ประหยัด ผมว่ามันคนละอย่างกันเลยนะครับ ?????
คุยเรื่องเครื่องเกิน3000cc. แต่บอกถึงผลกระทบของเครื่อง 3000cc.ว่าด้วยมันกินน้ำมัน+ปล่อยมลพิษมากกว่าเครื่องบล็อกเล็ก และแนบข้อมูลเรื่องดีเซล+เบนซินบล็อกโต

ออฟไลน์ mamaman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,630
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #81 เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 13:04:50 »
ขอบคุณ สำหรับคำตอบครับ คุณ localgame
ผมถามจริงๆ ครับ ไม่ไดประชด
แบบว่า ผมเห็น งัดข้อมูล แย้งกันไปแย้งกันมาเลย สับสน

ส่วนเรื่องการลงทุน อันนั้นผมประชดเฉยๆ แค่อยาก ระบาย

ออฟไลน์ mamaman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,630
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #82 เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 13:30:39 »
คุณ Ivy Modernist
ไม่ใช่ คนไทยเหรอครับ ถึงใช้คำว่าพวกคุณ

พวกคุณ ในนั้น ก็คือ คุณ Ivy Modernist ด้วยไหมครับ ถ้าใช่

โดยส่วนตัว
ผมมองว่า
เราปกป้อง ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศเสมอ เพราะเหตุผลด้านการลงทุน

ถามว่าผมเห็นด้วยกับคุณ Ivy Modernist นี่ เรื่องภาษีงี่เง่า

ถ้าอยากให้ตลาดรถมัน บูมจริงๆ
ก็ ลด
เพราะในเมื่อคุณ เก็บ TAX มหาโหด มาหลายสิบปี พวกคุณคนไทย ก็ทำได้แค่ขยายถนน
แทนที่จะไปลงทุน
เพราะอะไร เพราะ หาก ข่นส่งมวลชน มันดี รถคงขาย้อยลง หากยังทำราคารถมาแบบนี้

ทำยังไง ให้รถเป็นของฟุ่มเฟือย จริงๆ
ก็แค่ ลดภาษี ให้ราคา รถ มันสามารถ ซื้อมา แล้วโยนทิ้งได้แบบต่างประเทศ สิครับ แบบนี้ิเรียกฟุ่มเฟือย
เหมือนกับที่ กะบะ ข่นส่ง มันเกลื่อนเตนซ์รถ ทุกวันนี้ละ
แล้วยิ่ง eco car นี่ แทบจะ ซื้อง่ายขายคล่องเลย
ดูยอดขาย eco car กับ กะบะ ข่นส่ง พวกเราก็คงรู้ ว่าจะแก้ปัญหา ตลาดรถงี่เง่านี่ยังไงนะครับ ฝากด้วยครับ

เลิกซะเถอะ ภาษี ขูดเลือดขูดเนื้อ ประชาชนเนี่ย
ลดภาษี สิครับลด ๆ ๆ แล้ว รถจะขายดีกว่านี้ รวมถึง เก๋ง SUV ที่ผลิตในบ้านเรา
ไม่ใช่ มัวแต่ตกอยู่ ภายใต้ อิทธิพล ของค่ายรถบางค่ายแบบนี้

ออฟไลน์ warez

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 702
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #83 เมื่อ: เมษายน 20, 2015, 23:13:18 »
หลายคน หลายเหตุผล หลายความคิด ไม่มีใครผิดครับ

ผมเข้ามาเห็นด้วยกับคุณ Ivy ครับ โดยจะขอแชร์ประสบการณ์
เนื่องจากได้สัมผัสเครื่องยนต์เบนซินบล็อกเล็ก (1.5 - 2.0)
 บล็อกกลาง (V6 3.0 V6 3.5)  และพวกดีเซลคอมมอนเรลยุคปัจจุบันมาพอสมควร

รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ V6 3.0 , 3.5 ไม่ได้กินน้ำมันขนาดที่หลายคนคิดจริงๆ ขับเรื่อยๆ ตามกฎหมายกำหนด มีเลข 12-13 กม/ ลิตร
ให้ท่านเห็นแน่ๆ ข้อนี้ผมลองมาแล้วใน Holden Commodore ที่้เครื่อง 3.6 V6 SIDI ฉีดตรง วิ่งในแถบ Queensland Australia ที่อากาศร้อน และคุณภาพน้ำมันไม่ได้หนีเราไปเท่าใดนัก (คันนี้ผมเคยรีวิวไว้ใน HLM เรานี่แหละ ไม่ได้แปะ Link ให้นะครับ)

คันต่อมา คือ KIa Carnival โฉมที่แล้ว ใช้เครื่อง 3.5 V6 เช่นกัน คันนี้ไม่ได้วัดจริงจัง เพราะใช้เป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่อัตราการบริโภคก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (แน่นอนครับ มันขับดีกว่า Hyundai H1 คันที่ผมเพิ่งจะออกมาเมื่อปีที่แล้วอยู่เยอะเหมือนกัน) (จะว่าไป H1 ดีเซลนี่ก็เข้าข่ายเครื่องแทรกเตอร์นะ ฮ่าๆ ผมเก็ทมุขนี้จาก Jeremy Clarkson)

และอีกคัน เป็น Accord 3.0 V6 สภาพเดิมๆ คันนี้ใช้ในประเทศไทยเรานี่เอง เดินทางไกลผมทำได้ 12-13 กม/ลิตร เช่นกัน โดยใช้ความเร็วเดินทางปกติ เร่งแซงบ้าง นึกสนุกกดเล่นบ้างบางจังหวะตอนโล่งๆ

ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่าโครงสร้างในบ้านเรามันเป็นแบบนี้มานานมากแล้ว อาจทำให้เกิดการยอมรับกันไปโดยคิดว่านี่คือเรื่องปกติ

เราลองคิดง่ายๆก็ได้ว่า ถ้าไม่เก็บภาษีในอัตราที่สูงขนาดนี้ คุณภาพชีวิตบนถนนเราจะดีกว่านี้หรือไม่ เอาเงินที่ต้องไปจ่ายภาษีไปใส่ ESP , 7-airbags ซึ่งมันเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานที่ทุกคนควรจะต้องมีได้หรือยัง ถ้ากลัวผู้ผลิตกั๊กอีก ก็ออกเป็นกฎหมายพื้นฐานไปเลย คิดเล่นๆก็ได้ ถ้ารถทุกคันมี ESP อุบัติเหตุหลุดโค้งข้ามไปชนอีกฝั่ง ลื่นหลุดถนนและอื่นๆ น่าจะน้อยลงไม่มากก็น้อยล่ะ (ไม่มีตัวเลขอ้างอิงนะครับ)

ส่วนเรื่อง Protect อุตสาหกรรมประกอบรถในประเทศ แปลว่าเรายอมรับให้ผู้ผลิตเอาเปรียบจริงๆ เพราะถ้าเราบอกว่าปล่อยภาษี คนก็แห่ไปซื้อรถประกอบนอกกันหมด
อ้าว แปลว่ายอมรับว่ารถประกอบไทยด้อยกว่าจริงๆงั้นสิ (ผมคิดว่ามันต้องเป็นหน้าที่ผู้ผลิตล่ะครับที่จะทำอย่างไรให้คุณภาพมันเทียบเท่ารถที่นำเข้ามา)
แน่นอน โอกาสที่อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศจะล้มมีครับ ดูตัวอย่างจากออสเตรเลีย รถนำเข้าเยอะแยะไปหมด แต่ Ford Australia , Holden Australia เอ่อ ... ประกาศ lay off กันไปเมื่อช่วงปี 2013 นี่เอง
แต่สุดท้าย ผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์เองก็ได้ประโยชน์อยู่คือได้ใช้รถที่ spec มันครบ

Accord 3.5 Camry 3.5 Altima 3.5   Commodore , Falcon, Mustang mondeo taurus avalon  ... (u name it)  พวกนี้ไม่ได้ถือเป็นของหรูหราเลย มันคือ economical mid size sedan ด้วยซ้ำ เป็นรถที่ทำมาเพื่อให้ใครๆก็จับต้องได้

ตราบใดที่รัฐยังเห็นว่ารถยนต์นั่งเป็นของฟุ่มเฟือย ส่งเสริมรถที่ใช้พื้นแชสซีผมก็มองว่าตลาดในไทยมันก็คงต้องเป็นแบบนี้ คือมีแต่ปิคอัพ และรถเก๋งเล็กๆ ระบบความปลอดภัยแบบปัจจุบัน วิ่งกันเต็มไปหมด

ตอนนี้จริงๆผมก็ยังแอบหวังว่าจะได้เจอ Accord 3.0 V6 ที่เอาเครื่อง 3.0 Earthdreams จากจีนมาลงบ้านเราบ้างหลังจากปรับโครงสร้างภาษีใหม่อยู่ ถ้าในเมื่อ 3.5 มาแล้วราคาจะโดดไปแถวๆ 2.9 ล้านเหมือนเดิมเพราะภาษี แล้วทำไม 3.0 บล็อกใหม่จะไมมีโอกาสได้มาล่ะ

ผมก็มีความเห็นเหมือนคุณ coolcarrera ครับ คือเคยชี้แจงเหตุผลไปแล้วในกระทู้เก่าๆว่า การ over-protectionism จะทำให้อุตสาหกรรมรถในประเทศ เสื่อม competitiveness เพราะ ผู้ประกอบการในไทยสบาย ชูแต่ labour cost advantage อย่างเดียว ไม่ต้อง ขยับไป upstream ใน value chain มันถึงเกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้ ที่ พวกค่ายรถชักจะนำเอาชิ้นส่วนจากนอกเข้ามาประกอบขายเป้นรถมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกอวย over-protectionism เค้าเถียงว่า กลัวรถประกอบในขายไม่ได้  จุดนี้ผมโต้ไปแล้วว่า คุณต้องแข่งด้วยคุณภาพ สมรรถนะ และราคาที่จะต้องลดต่ำลงมา ยอมลด margin  เพื่อตั้งรับกับรถนำเข้า  

ส่วนที่พวกเค้าอ้างว่า อุตสาหกรรมในประเทศจะเจ๊ง  ไม่รุ้พวกเค้าลืมไปหรือเปล่าว่า อุตสาหกรรมนี้ พวก transnational corps ตั้งการผลิตเพื่อ export เป็นหลัก พูดง่ายๆ export-oriented sector เช่นเดียวกับ เครื่องแอร์ และ HDD  มันเกี่ยวอะไรกับภาวะ domestic consumption วะนั่น      

พอพูดถึงรถความจุมากกว่า 3000  พวกอวย protectionism ก็กลัวกันมาก โต้กันด้วยความเชื่อที่ปลูกฝังกันมาว่า รถความจุเยอะกินน้ำมันมาก ปล่อยมลพิษเยอะ   ผมเลยยกตัวอย่าง รถนอกที่ความจุแบบเยอะๆเลย  มาเทียบกับรถในขายดี เช่นกะบะดีเซล   ปรากฏว่า กะบะดีเซลนอกจากพ่นควันพิษเยอะกว่าแล้ว ยังกินน้ำมันไล่ๆกับรถนอกความจุโตเลย   อย่างไรก็ดี พวกอวย protectionism เค้าก็ยังอ้างว่าเทียบกันไม่ได้  ผมงง ก็เอารถนำเข้าที่พวกคุณเชื่อว่ากินน้ำมันๆ มลพิษมากๆ มาเทียบให้เห็นชัดๆแล้วไง  
ตลกดีนะครับยกตัวอย่างรถ1รุ่นแล้วเหมารวมว่าเบนซินเครื่องใหญ่มันประหยัดกว่า เอาง่ายรถบ้านเราW212 E300 กับ W212 E250 CDI ผมเอามาเทียบกันละแรงม้าใกล้เคียงกัน แรงบิดใกล้เคียงกัน CDIก็ปล่อยมลพิษน้อยกว่าประหยัดกว่าด้วย ผมแนะนำว่าคุณมองภาพรวมดีกว่าครับยังไงดีเซลมันก็ประหยัดกว่าเบนซิน แล้วรถเพื่อการพาณิชย์จะให้ใช้เบนซินเครื่องโตเพื่อต้องการแรงบิดไปดีเซลคุ้มกว่าไหมครับ บ้านเรารถติดเฉลี่ยติดท็อปๆของโลกดันจะไปสนับสนุนให้ขายเครื่องเบนซินบล็อกโต เข้าใจว่าขับทางไกลมันประหยัดแต่ในเมืองมันคุ้มหรอ เอารถดีเซลกับเบนซินที่ccเท่ากันมาสตาทเครื่องหรือวิ่งในเมืองยังไงดีเซลก็ประหยัดกว่า ผมไม่ได้ปกป้องรถที่ผลิตในบ้านเราแต่ไม่เห็นด้วยกับการที่ไปสนับสนุนให้เอาเข้ามาขายในปริมาณมาก ยุโรปรถน้อยกว่าบ้านเราแต่ทำไมไม่เห็นมีใครโหยหารถเครื่องใหญ่ๆเลยครับ

บ้านผมรถไม่ได้ติดเฉลี่ยนท็อปๆของโลกเลยครับ
เผอิญบ้านผมมีจังหวัดหนึ่ง ชื่อว่า กรุงเทพฯ
ซึ่งผู้ปกครองพยายามทำให้มันโตกว่าจังหวัดอื่นเยอะๆ ปัญหาเลยมากเท่านั้นเอง
ทำให้ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ ทั้งๆที่กรุงเทพฯไม่มีอะไรเหมือนประเทศไทยเลย

ออฟไลน์ 6162002

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,087
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #84 เมื่อ: เมษายน 21, 2015, 00:29:58 »
อ่านเพลินดีครับ เห็นด้วยกับหลายๆความเห็น ได้ความรู้ใหม่ๆจากหลายๆท่าน

ฝั่งนึง ทฤษฎีเป๊ะเป็นนักวิชาการสุดโต่ง ไฟแรงหยั่งกะนั่งอยู่ในคลาส Marketing มีวิเคราะห์ Value Proposition ใช้ศัพท์สวยหรู
อีกฝ่ายก็ ทฤษฎีเยี่ยม ออกแนวนักปฏิบัติที่เข้าใจความเป็นจริง ที่อยู่กับทางเลือกที่พอทำได้


เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้

ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมนี่อย่างเดียวนะ เพราะตอนนี้ HDD ก็กำลังมีแววแล้ว แต่ด้านนั้น เค้าโดนปัจจัยเรื่อง innovation ใหม่ๆกำลังมาแทนที่

เท่าที่อ่านแล้ว ผมว่า จขกท. ไฟแรง ความรู้ดีนะครับ  ทำเอาผมนึกถึงตัวเองเลย เพิ่งโดนบริษัทส่งไปอบรมทักษะการเป็นผู้นำมา 
อยากจะ Share ว่า 

การพิมพ์ในลักษณะวิจารณ์อย่างเดียว สื่อออกมาในลักษณะที่คุณมีความรู้เป็นคนละชนชั้นกับคนอื่น มันไม่มีทางทำให้คนอื่นคล้อยตามไปได้หรอกครับ
เหมือนนักวิชาการที่พูดแล้วฟังขึ้น แต่มันเอาไปปฏิบัติไม่ได้ และไม่มีใครสนใจจะ Buy-in กับคุณหรอกครับ  (ผมก็เคยเป็นเหมือนกัน ตอนนี้ตระหนักแล้ว ว่ามันได้แค่ความสะใจส่วนบุคคล แต่ไม่เกิดผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้)

ถ้าคุณเปลี่ยนคำพูด ให้เกียรติคนอื่นมากกว่านี้   

การ Discuss หัวข้อนี้จะสร้างสรรค์ น่าอ่านกว่านี้อีกเยอะเลยครับ >_<

ออฟไลน์ mamaman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,630
    • อีเมล์
Re: โครงสร้างสรรพสามิตใหม่ กับ รถความจุ +3000
« ตอบกลับ #85 เมื่อ: เมษายน 21, 2015, 07:16:36 »
อ่านเพลินดีครับ เห็นด้วยกับหลายๆความเห็น ได้ความรู้ใหม่ๆจากหลายๆท่าน

ฝั่งนึง ทฤษฎีเป๊ะเป็นนักวิชาการสุดโต่ง ไฟแรงหยั่งกะนั่งอยู่ในคลาส Marketing มีวิเคราะห์ Value Proposition ใช้ศัพท์สวยหรู
อีกฝ่ายก็ ทฤษฎีเยี่ยม ออกแนวนักปฏิบัติที่เข้าใจความเป็นจริง ที่อยู่กับทางเลือกที่พอทำได้


เพราะที่ผ่านมา พวกคุณไม่ได้พยายามสร้าง value creation อย่างการพัฒนา human capital ไงละครับ คุณไม่สามารถ pitch จุดแข็งอื่นๆเพื่อโน้มน้าวให้พวกต่างชาติสนใจลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้่ได้ เอาชู labour cost advantage อย่างเดียว พึ่งกำแพงภาษีเอา  แล้วตอนนี้เป็นไงก็เห็นๆกันอยู่  นโยบายปกป้องหัวทิ่มที่พวกคุณอวยนั่นแหระครับ คือสาเหตุที่คุณจะแข่งกับคนอื่นไม่ได้

ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมนี่อย่างเดียวนะ เพราะตอนนี้ HDD ก็กำลังมีแววแล้ว แต่ด้านนั้น เค้าโดนปัจจัยเรื่อง innovation ใหม่ๆกำลังมาแทนที่

เท่าที่อ่านแล้ว ผมว่า จขกท. ไฟแรง ความรู้ดีนะครับ  ทำเอาผมนึกถึงตัวเองเลย เพิ่งโดนบริษัทส่งไปอบรมทักษะการเป็นผู้นำมา 
อยากจะ Share ว่า 

การพิมพ์ในลักษณะวิจารณ์อย่างเดียว สื่อออกมาในลักษณะที่คุณมีความรู้เป็นคนละชนชั้นกับคนอื่น มันไม่มีทางทำให้คนอื่นคล้อยตามไปได้หรอกครับ
เหมือนนักวิชาการที่พูดแล้วฟังขึ้น แต่มันเอาไปปฏิบัติไม่ได้ และไม่มีใครสนใจจะ Buy-in กับคุณหรอกครับ  (ผมก็เคยเป็นเหมือนกัน ตอนนี้ตระหนักแล้ว ว่ามันได้แค่ความสะใจส่วนบุคคล แต่ไม่เกิดผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้)

ถ้าคุณเปลี่ยนคำพูด ให้เกียรติคนอื่นมากกว่านี้   

การ Discuss หัวข้อนี้จะสร้างสรรค์ น่าอ่านกว่านี้อีกเยอะเลยครับ >_<

ผมเห็นด้วยกับ 6162002
เราคือ คนไทยครับ และ คนไทย ก็คือคนไทย ไม่มีใครเหนือไปกว่าใคร จะอวดก็อวดในเรื่อง ที่มีข้อมูล เหตุผล ไม่ใช่ โจมตี ตัดสิน กับ วิจารณ์ จากความคิดตัวเอง

ผมว่า กระทู้นี้มันเพี้ยน ตั้งแต่

เอากะบะดีเซล ไปเทียบ กับ รถเบนซินเครื่องเท่ากัน
แต่ลืมกันไปว่า
กะบะแบก ตัวถังหนักกว่า

ดูตัวอย่างที่เหมาะสม

ลองเอา มาสด้า สองใหม่ ดีเซล 1.5 ( Turbo ) กับ มาสด้า สองเบนซิน 1.5 ( สกายแอคทีฟ )
เอาเครื่องเท่ากัน ตัวถังเดียวกัน วัดกันไปเลยง่ายดี