ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้ารถ EV ปรับลดกำลังมอเตอร์ลง ประหยัด วิ่งได้ไกลมากขึ้น ก็น่าจะดีนะครับ  (อ่าน 2738 ครั้ง)

ออฟไลน์ eHEV

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,151
จาก

ผมดูคลิปนี้นะครับ ผมว่านี่คือ สิ่งที่อยากเห็นในรถ EV ที่ขายในบ้านเราครับ

คือ รถปรับลงการใช้กำลังลง แบตเตอรี่น้ำหนักเบาลง(ตัวรถเบาลง) เลยทำให้ประหยัดและวิ่งได้ไกลขึ้น สำหรับผม 500++ นี่คือ ใช้ได้มากๆ ครับ

เมื่อวาน ผมได้มีโอกาสไปลองทริปพิเศษของ MG จริงๆ ผมไปลองตัว ICE แต่มีโอกาสได้นั่งทั้ง ZS และ EP

ผมว่าทั้ง 2 คัน มีข้อเสียอย่างคือ กำลังเครื่องดีครับ แต่อาจจะแรงเกินไปหน่อยสำหรับคนใช้ทั่วๆ ไป
ถ้าปรับกำลังลงมาให้อยู่ราวๆ 95-110 แรงม้า แรงบิดราวๆ 160-200 น่าจะดีกว่า ทำรถให้ประหยัด วิ่งได้ไกลขึ้น
และที่สำคัญ คือ น่าจะทำรถให้มัน Mass มากกว่านี้ คือ ประกอบสักรุ่นนึง ที่มันใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้ ให้ได้ภาษีใกล้ 0
แบบที่รัฐบาลได้ลงเชิญชวนไว้ ก็น่าจะดีนะครับ

สิ่งนึงที่ผมเจอ คือ ผมว่ารถที่มันมีแบต มีข้อดี คือ รถมันนิ่งกว่าตัวสันดาบ ครับ อย่าง ZS นี่ผมรู้สึกเลยว่าตัว EV นั่งสบายกว่าตัวปกติที่มันแข็งและเด้งมาก ส่วน EP ถ้าตัดเรื่องหลังคาที่มันดูเตี้ยไปหน่อย ผมว่านั่งสบายและช่วงล่างนิ่มกว่า ZS ครับ

อยากให้ค่ายรถเอา EV ราคาต่ำกว่าล้าน มาขายกันเยอะๆ ครับ โดยเฉพาะทรง Van แบบ EP แบบ E6
ส่วนตัวผมมองว่า Good Cat มันทรงวัยรุ่นไปหน่อย ไม่ค่อยอเนกประสงค์ครับ ชอบทรงแบบนี้มากกว่าครับ

มาแชร์กันครับ ::)

ออฟไลน์ Symphonic

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,586
บางทีมันก็เป็นจุดขายนะพี่ เป็นจุดที่เอาไว้คุย
ว่าอัตราเร่งระดับซุปเปอร์คาร์ทำได้ง่ายๆ อะไรประมาณนั้น

เอาจริงๆ ผมก็คิดแบบพี่แหละ ว่าถ้าปรับอัตราเร่งลง
ให้ไม่ต่างจากรถบ้านทั่วๆ ไป ณ เวลานี้ แบตจะอยู่ได้
นานขึ้น วิ่งได้ไกลขึ้น หรือใช้แบตได้เล็กลง ถูกลง
และชาร์จธรรมดาแต่เต็มเร็วกว่า

แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้ามันมาแบบนั้น แล้วจุดขายคืออะไร
อัตราเร่ง เหมือนๆ ICE
หน้าตารถ ก็ทั่วๆ ไป
แต่ดันเติมพลังงานนานกว่า
และค่าพลังงานที่ต้องจ่าย
อาจถูกกว่าไม่มาก หรือพอๆ กัน
ก็เป็นได้ครับ

ออนไลน์ Auto

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,981
อัตราเร่งและแรงบิดต่ำ   มันจะยิ่งไม่มีจุดขายทำให้ขายไม่ออก   สู้ใช้เครื่องสันดาปไม่ดีกว่า

ออฟไลน์ axister

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,282
กดน้อยๆมันก็มาไม่เยอะนิครับ ไม่เห็นต้องจำกัดเลย

ใครอยากแรงก็กดไปเยอะๆ การทำงานมันน่าจะไม่เหมือน ice นะครับ

จะลีนราคาได้คือลดสเปค ลดแบต หลักๆเลยคือแบต ซึ่งจะก็เจอชะตาเดียวกับ mg ตอนนี้ที่ defect เยอะมาก

ส่วนแบตก็ไม่ควรลด ไม่งั้นคนเท้าหนักก็จะใช้งานได้น้อยเป็นจุดด้อยไปอีก

สิ่งที่ควรทำคือแนวคิดแบบของ neo ครับที่ให้เช่าแบตแทนการซื้อ รถขายไม่กี่แสน เช่าแบตเป็นปีๆไปแทน เสียก็เปลี่ยนให้ฟรี ยังไงตอนนี้ขายก็ประกันแบตกันอยู่แล้ว ทำเป็น price pack แยกออกไป จะได้ไม่ไปโดนดอกเบี้ยจาก finance

ออฟไลน์ nick.tanakorn

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 56
เหมือนในคลิปจะมีข้อมูลประมาณว่ารถไม่แรงเพราะเน้นประหยัด จริงๆมันน่าจะใช้กับรถแบบ ICE ได้มากกว่ารึเปล่าครับ ที่แบบ รถ3สูบมันไม่แรงแต่ประหยัดกว่าเครื่อง V12 แน่นอน ถ้าขับที่ความเร็วเท่ากัน (นน.เครื่องและน้ำมันที่ใช้มันต่างกันเยอะ)

แต่ EV น่าจะให้ผลที่ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะขนาดมอเตอร์ตัวแรงๆของเทสลาก็เล็กมากๆ การSaveน้ำหนักทำได้ไม่เหมือนกับเครื่อง ICE แน่นอนมันไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

ยิ่งถ้าไปลกแบตเพื่อ Save น้ำหนักนี่ตายเลย Range หายหมดแน่ๆ

ผมว่าที่ EV ต้องทำคือ หาทางลดน้ำหนักตัวรถ เพิ่มประสิทธิภาพมอเตอร์ เพิ่มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่(เพิ่มความจุโดยให้นน.เท่าเดิม)มากกว่านะครับ พวกนี้จะเพิ่ม Efficiency ของตัวรถ จะทำให้วิ่งได้ไกลขึ้น

แล้วรถ EV ที่แรงๆก็เหมือนกับท่านบนว่า ถ้าไม่ซิ่งมันก็ไม่กินน้ำมันครับ รถที่Rangeไกลสุดตอนนี้น่าจะเป็น Tesla Model s Plaid+ ซึ่งก็โครตแรง แต่ก็วิ่งได้ไกลมาก ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลยกับประโยคที่ว่า"เน้นวิ่งไกล เลยไม่แรง"

ออฟไลน์ a601970

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 697
  • ประชาธิปไตย หัวใจคือประชาชน
ผมว่ารถ EV ควรเน้นระยะทางเป็นจุดขาย
จึงจะสามารถเอาชนะรถน้ำมันได้
อย่างเช่นชาร์จเต็มวิ่งกรุงเทพ-เชียงใหม่
เพราะการชาร์จเต็ม 1 ครั้งใช้เวลานานกว่าเติมน้ำมันเต็มถังแน่อยู่แล้ว
ดังนั้นรถ EV ควรชูประเด็นเรื่องระยะทางมากกว่า
ถ้าชาร์จเต็มวิ่งได้ 1000 กิโล จะดีมาก

ผมว่ารถ EV ที่น่าสนใจคือรถที่ผันเอาพลังงานที่ใช้กับอัตราเร่งสูงๆไปใช้กับระยะทางที่เพิ่มขึ้นดีกว่าครับ
อัตราเร่ง 0-100 ซัก 10 วิ ความเร็วสูงสุดซัก 180 ก็เพียงพอแล้ว
ประเภทอัตราเร่งที่ใช้เวลาน้อยๆ ผมว่าไร้สาระและเป็นอันตรายมากกว่าครับ

ออฟไลน์ deertesla

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,206
เหมือนในคลิปจะมีข้อมูลประมาณว่ารถไม่แรงเพราะเน้นประหยัด จริงๆมันน่าจะใช้กับรถแบบ ICE ได้มากกว่ารึเปล่าครับ ที่แบบ รถ3สูบมันไม่แรงแต่ประหยัดกว่าเครื่อง V12 แน่นอน ถ้าขับที่ความเร็วเท่ากัน (นน.เครื่องและน้ำมันที่ใช้มันต่างกันเยอะ)

แต่ EV น่าจะให้ผลที่ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะขนาดมอเตอร์ตัวแรงๆของเทสลาก็เล็กมากๆ การSaveน้ำหนักทำได้ไม่เหมือนกับเครื่อง ICE แน่นอนมันไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

ยิ่งถ้าไปลกแบตเพื่อ Save น้ำหนักนี่ตายเลย Range หายหมดแน่ๆ

ผมว่าที่ EV ต้องทำคือ หาทางลดน้ำหนักตัวรถ เพิ่มประสิทธิภาพมอเตอร์ เพิ่มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่(เพิ่มความจุโดยให้นน.เท่าเดิม)มากกว่านะครับ พวกนี้จะเพิ่ม Efficiency ของตัวรถ จะทำให้วิ่งได้ไกลขึ้น

แล้วรถ EV ที่แรงๆก็เหมือนกับท่านบนว่า ถ้าไม่ซิ่งมันก็ไม่กินน้ำมันครับ รถที่Rangeไกลสุดตอนนี้น่าจะเป็น Tesla Model s Plaid+ ซึ่งก็โครตแรง แต่ก็วิ่งได้ไกลมาก ซึ่งมันไม่เกี่ยวกันเลยกับประโยคที่ว่า"เน้นวิ่งไกล เลยไม่แรง"
อย่าหาทางลดน้ำหนักตัวถังอีกเลยครับ การลดน้ำหนักส่งผลไม่ีหลายอย่าง  จะหาทางแก้คือทำยัไงก็ได้ให้ระบบมันกินไฟน้อยลง  อีกทั้งระบบฟิกซ์เกียร์ที่ตีนต้นดีตีนปลายแย่มันส่งผลต่อการกินไฟครับ อยากยืดให้วิ่งไกลไปอีกต้องมีระบบเกียร์หลายอัตราทดแบบรถน้ำมันใช้อยู่  ขอให้ช่วยลดภาระการวิ่งทางไกลซึ่งโดยเฉลี่ยเหยียบกัน90-120 จะลากแค่เพียงเกียร์เดียวมอเตอร์ก็ทำงานเยอะกินไฟ  ซึ่ง porcshe เริ่มทำไปแล้วกับ taycan รวมไปถึงต้องพึ่งพาความหวังว่าอนาคตจะมีแบตชนิดใหม่ทีมันดีกว่านี้ครับ อีกอย่ารถยนต์ไฟฟ้าผลิตแรงม้า แรงบิดเกินความจำเป็นเกินไป ในราคา 6แสนบาทขอให้ได้150แรงม้าวิ่งได้ใกลในสถานการณ์จริงที่ 550 ม./การชชาร์จ1ครั้งดีกว่ามา300-400แรงม้าแต่วิ่งได้แค่300กม. แถมราคาหลักล้านครับ

ออฟไลน์ sukhontha

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,007
เรื่องลดกำลัง  ไม่เห็นด้วย  จริตของคนใช้มอเตอร์  คือชอบตรงนี้..

ส่วนเรื่องแบตฯ  -ระยะทาง  ก็คงพยายามกันต่อไป  เดี๋ยวแบตฯรุ่นใหม่มาก็ดีขึ้นแหละ

ออฟไลน์ Winnie_The_Poom

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 173
    • อีเมล์
เรื่องลดกำลัง  ไม่เห็นด้วย  จริตของคนใช้มอเตอร์  คือชอบตรงนี้..

ส่วนเรื่องแบตฯ  -ระยะทาง  ก็คงพยายามกันต่อไป  เดี๋ยวแบตฯรุ่นใหม่มาก็ดีขึ้นแหละ

ตามนี้แหละครับ จบ มันเป็นเรื่องของการพัฒนาการ ใจร้อนไปก็เท่านั้น ทุกวันนี้ใครใช้รถเยอะๆ ไกลๆ มันก็ยังไม่เหมาะกับการใช้งานแบบนั้นอยู่ดี พวกที่วิ่งเกิน 300-400 กิโลต่อวัน คงต้องใช้ตัวเลือกอื่นไปก่อน

ออฟไลน์ AquaFlash

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 70
นึกว่าผมคิดคนเดียวซะอีก

ลดกำลังลงหน่อย เพื่อให้วิ่งได้มากขึ้น
รถเก๋งนี่ 180-200NM ก็วิ่งฉิวแล้ว
ดีเซลสมัยก่อน 250-300NM ขน 1 ตันวิ่งขึ้นเขายังไหว

รถไฟฟ้า = ประหยัดค่าพลังงาน ไม่มีไอเสีย
เปิดแยก Segment กันไปเลย อยากได้แรงๆ อยากได้วิ่งไกลๆ
แอบคิดถึง Iphone 128GB & 256GB แยกตลาดกันไป

ออฟไลน์ KKOOB

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 132
เรื่องนี้เข้าใจผิดกันไปหลายจุดเลยครับ เข้าใจว่าหลายๆท่านน่าจะเปรียบเที่ยบมอเตอร์กับเครื่องยนต์สันดาปโดยใช้ตรรกะที่ว่า เครื่องเล็ก/แรงม้าน้อย จะประหยัดกว่า เครื่องใหญ่/แรงม้าเยอะ ซึ่งก็จริงสำหรับเครื่องสันดาป แต่มันไม่จริงสำหรับมอเตอร์ครับ ยกตัวอย่าง
- รถยนต์วิ่งที่ความเร็วคงที่ 100 กม/ช อาจจะใช้กำลังประมาณ 60 แรงม้า (สมมุติ) ที่ 60 แรงม้านั้น เครื่องยน์ 1.6 120 แรงม้า กับ เครื่องยรต์ 3.0 300 แรงม้านั้น กินน้ำมันไม่เท่ากัน แต่......
- รถยนต์วิ่งที่ความเร็วคงที่ 100 กม/ช มอเตอร์อาจจะใช้กำลัง 50 kW ที่ 50 kW นั้น มอเตอร์(ที่มีกำลังสูงสุด) 150 แรงม้า กับ มอเตอร์(ที่มีกำลังสูงสุด) 300 แรงม้า ใช้พลังงานไฟฟ้า แทบจะเท่ากัน (สมมุติว่ามอเตอร์แบบเดียวกัน) ต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
- ลองยกตัวอย่างง่ายๆ Porsche Taycan 408 แรงม้า กับ Taycan Turbo S 761 แรงม้า มี Range ที่ต่างกันนิดเดียว คือ Long distance range ที่ 385km กับ 340km
- มอเตอร์ที่มีกำลังเยอะกว่า ไม่ใช่แค่เพื่อความแรงเร็ว แต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้ากลับเวลาเบรคได้เยอะตามไปด้วย

แล้วทำไมค่ายรถถึงอยากทำรุ่นแรงม้าเยอะๆออกมาขาย
- เหตุผลมีอย่างเดียวครับ "กำไร"
- รถไฟฟ้าเป็นรถที่มีต้นทุนแพง เนื่องจาก Battery มีราคาที่สูง
- ค่ายรถยุโรป (สัญชาติอื่นไม่ทราบ) เค้ามีกลยุทธ์ราคาขายคือ ขายรถไฟฟ้าในราคาที่เท่ากับรถน้ำมันทีี่ให้แรงม้าเท่าๆกัน (หรืออาจจะแพงกว่าเล็กน้อย) เช่น Taycan turbo S ราคาก็จะเที่ยบเคียงประมาณ Panamera Turbo S ที่ option เท่าๆกัน (ในเมืองนอก ราคาในไทยเทียบกันไม่ได้เพราะภาษีไม่เท่ากัน)
- ด้วยความที่ต้นทุนรถไฟฟ้าส่วนใหญ่อยู่ที่ Battery อยู่แล้ว ดังนั้น ต้นทุน Taycan กับ Taycan Turbo S ต่างกันไม่มากแล้ว แต่ราคาขายต่างกันเกือบเท่าตัว ดังนั้นพวกรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จึงอยากทำรุ่นแพงๆแรงม้าเยอะๆมาขายกันก่อน จะได้กำไรเยอะกว่า
- ยกตัวอย่าง Tesla หรือรถไฟฟ้าแทบจะทุกรุ่น จะขายตัวแพงก่อน ตัวถูกตามมาทีหลัง กรณี Tesla model 3 ตัวถูกกว่าจะออกมาได้นี่ตามหลังตัวแพงอยู่เป็นปีๆเหมือนกัน
- ตอนนี้มีแค่รถยี่ห้อเดียวที่ผลิตรถไฟฟ้าออกมาเป็นแนว Mass production จริงๆ คือเน้นสร้างเยอะๆ เพื่อให้ได้ถูกๆ คือ VW ID3 /ID4 อันนี้เค้าชัดเจนว่าต้องการผลิตเยอะๆ เพื่อลดต้นทุนทุกอย่างที่ทำได้ ก็จะเป็นรถไฟฟ้ายี่ห้อเดียวที่เปิดตัวด้วยรุ่นถูกออกมาก่อน

ดังนั้นสรุปได้ว่า รถไฟฟ้าแรงม้าน้อย ไม่ได้ทำให้วิ่งได้ไกลเสมอไป วิ่งได้ใกล้หรือไกลหลักๆอยู่ที่ Efficiency ของระบบขับเคลื่อนทั้งหมด และ Battery รถไฟฟ้าที่ความจุแบ๊ตเท่ากัน แรงม้าใกล้เคียงกับ ต่างยี่ห้อกันก็จะเห็นว่าระยะทางที่วิ่งได้ต่างกันเยอะก็มี ซึ่งตอนนี้แนวโน้มของรถไฟฟ้าก็ยังคงมุ่งเน้นระยะทางที่วิ่งได้กันต่อไป แต่จะไม่มากแล้ว หลายๆค่ายตอนนี้ก็จะเริ่มมุ่งเน้นไปที่ระบบชาร์จไฟกันมากขึ้นแล้ว หมายความว่าเราอาจจะไม่ได้เห็นการก้าวกระโดดของระยะทางวิ่งของรถไฟฟ้ากันเร็วๆนี้ แต่จะเห็นการก้าวกระโดดของการชาร์จไฟแทน เนื่องจากเราจะใส่แบ๊ตเข้าไปในรถเยอะๆก็ได้ เช่น 150-200 kWh แต่การชาร์จมันก็จะเป็นลิมิตแล้ว ใส่ไปเยอะๆก็จะชาร์จนานจนเกินไป

ตอนนี้เห็นว่าเวลาเค้าทดสอบรถไฟฟ้าที่เมืองนอก (ทดสอบกันเอง) ส่วนใหญ่จะไม่สนใจกันแล้วว่าชาร์จเต็มวิ่งได้ไกลเท่าไหร่ แต่จะสนใจเช่นว่า ถ้าวิ่งระยะทาง 1,000 กิโลเมตร จะใช้เวลาที่ชั่วโมง (รวมชาร์จไฟด้วย)

....ประมาณนี้ครับ

ออฟไลน์ nick.tanakorn

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 56
เสริมจากท่านบนอีกนิดครับ ขอยกตัวอย่างเทสลา Model 3 ที่มีตัว Long Range กับ Performance

ตัว LR นั้นขับได้ 560(ประมาณ) และตัว P ได้ 530(ประมาณ) ทั้ง 2 ตัวใช้แบตตัวเดียวกัน แต่ความแรงไม่เท่ากัน และที่ Range ต่างกันนั้นไม่ได้เกิดจากความแรงของมอเตอร์ครับ

แต่เกิดจาก Aerodynamic ของล้อ เพราะตัว Performance นั้นใส่ล้อ 20 นิ้วที่ขนาดใหญ่และหนักกว่าตัว Longrange ที่ใช้ล้อ 19" ครับ

แทบจะเรียกได้ว่าความแรงของมอเตอร์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Range เลยสักนิด ถ้าจะให้ Range เพิ่มที่ต้องทำคือ

1. เพิ่ม Efficiency ของทั้งระบบ 2. เพิ่มแบต

เทคโนโลยีของแบตก็คงพัฒนาไปเรื่อยๆแหละครับ ทั้งตัว 4680 ของเทสลา และเทคโนโลยี Super Capacitor ซึ่งยังคงราคาแพงอยู่มาก กว่ารถจีนรถญี่ปุ่นจะเอามาทำราคาต่ำล้านได้อาจจะต้องรอกันสักหน่อยครับ

ออฟไลน์ O_o"

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9,312
หลายๆประเทศ​ รถ EV เหมาะสำหรับใช้งานในระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก 300-400 km. ขับใช้ระยะไปกลับที่ทำงานกับพี่พัก

ถ้าไกลกว่านั้นก็มีระบบขนส่งมวลชน​อื่นๆ ทั้งรถไฟฟ้าความเร็ว​สูง ทั้งเครื่องบิน

แต่สำหรับในไทย คือรถคันเดียวไปได้ทั่วประเทศ​ ขับกลับบ้านต่างจังหวัดรวดเดียวระยะทาง 700-800 km.

รถ EV มันตอบโจทย์​ให้ไม่ได้หรอกครับ ถึงทำได้แบตเตอรี่​ก็ต้องมีความจุใหญ่มาก ขนาดแบตเตอรี่​ก็ใหญ่ขึ้นตาม ราคารถ EV ก็จะแพงขึ้นไปอีก

แถมด้วยระยะเวลาในการชาร์ต​ก็นานขึ้นด้วยตามขนาดความจุแบตเตอรี่​

บางค่ายรถจึงพัฒนา​ระบบ e power ขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์​ผู้ที่ต้องการรถที่ขับเคลื่อน​ด้วยมอเตอร์​ไฟฟ้าแต่ไม่อยากจอดชาร์ต​ไฟ

ออฟไลน์ namepr

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 53
  • Ultimate Driving Mechine
    • อีเมล์
จริงๆ แล้ว เครื่อง EV ไม่ได้เหมือน ICE นะครับ

efficiency ของรถ EV ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 90 % ขึ้นไป

การเพิ่มขนาดมอเตอร์ ทำให้การกินไฟ เพิ่มขึ้นไม่ได้มากครับ (ถ้ากด ความเร็วเท่าๆ กับ มอเตอร์ตัวเล็ก)

สิ่งที่มีผล หลักๆ เลย คือ ความเร็วที่เราขับ Aerodynamic และน้ำหนัก ครับ

ยิ่งกด มากยิ่งเปลืองไฟครับ รถยิ่งกินอากาศมาก ยิ่งเปลืองไฟมาก

ถ้าจะทำให้วิ่งได้ไกลขึ้น ต้องทำให้ efficiency ดีขึ้น (internal resistance ลดลง) , Aerodynamic ดีขึ้น

อัตราส่วนระหว่าง ขนาดแบตเตอร์รี่ และ น้ำหนักรถ กำลังดี ครับ ถึงจะวิ่งได้ไกลที่สุด

รถแบตเยอะ แต่หนักมาก ก็วิ่งได้ไม่ไกล , รถแบตเล็กน้ำหนักน้อย ก็วิ่งได้ไม่ไกล ทุกอย่างต้องพอดี ครับ นี่คือความยาก
2013 - Ford Fiesta :: Hatchback 1.5 Trend
2015 - Mazda 3 Skyactive SP
2017 - BMW 330e Luxury
2021 - Volvo XC40 Recharge P8

ออฟไลน์ Weetting

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,970
  • ช่วงล่าง+เครื่องยนต์
เสริมให้นะครับ

เลือกดูพวกช่องที่มาทางรถโดยตรง​ดีกว่า

ข้อมูล​ยูทูป​เบอร์​ มันมั่วไปหมด

ข้อมูลมโน  ทำเอาเร็วรีบอัพ รีบลงคลิป
Make manual transmission great again

ออฟไลน์ nick.tanakorn

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 56
เสริมให้ต่อครับ ถ้าจะดูข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟฟ้า ให้ไปดูช่องที่เน้นรถไฟฟ้าอย่างเดียวเลยดีกว่าครับ ถ้าภาษาไทยเห็นจะมีช่อง Tesla Bjorn Thai ช่องเดียวครับที่ข้อมูลแน่นจริงๆ

ถ้าไปดูช่องรถสันดาบ ข้อมูลอาจจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ครับ

ออฟไลน์ รักเธอเสมอ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,006
ตอนนี้ขับได้ 300-500 km ก็ยังไม่ถูกใจ
ถ้าจะเอาชาร์จ 15 นาทีขับได้ 1,000 km คงต้องรออีกสัก 10 ปี น่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆมาแทนที่

ออฟไลน์ Mr. RO

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 167
    • อีเมล์
ตอนนี้ขับได้ 300-500 km ก็ยังไม่ถูกใจ
ถ้าจะเอาชาร์จ 15 นาทีขับได้ 1,000 km คงต้องรออีกสัก 10 ปี น่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆมาแทนที่

อย่าง Hyundai ioniq 5 ที่ 18 นาที ชาร์ตได้ 80% ซึ่งก็น่าจวิ่งได้ราวๆ > 300 km ก็โอเคแล้วนะ เพราะขับรถจริงทุกๆ 200-250 km ควรจะพักเข้าห้องน้ำกันบ้างนะ

ออฟไลน์ deertesla

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,206
อยากให้ยัดเกียร์หลายๆอัตราทดจะได้ยืดระยะทางกับเอาใจคนชอบขับรถบ้าง

ออฟไลน์ panjap

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,005
อยากให้ยัดเกียร์หลายๆอัตราทดจะได้ยืดระยะทางกับเอาใจคนชอบขับรถบ้าง

เกียร์เยอะไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้รถหนักขึ้นครับ และคุณต้องมีระบบคลัชอีก  รถ ev แค่เกียร์เดียวก็เพียงพอแล้ว

ออฟไลน์ Symphonic

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,586
เรื่องเกียร์กับรถ EV
จริงๆ ความรู้สึกเหมือนพวกรถไฟใต้ดินในญี่ปุ่นมันมีการเปลี่ยน step อยู่นะครับ