ผู้เขียน หัวข้อ: User Voice : Honda HR-V 1.5 e:HEV RS คิดถูกใช่มั้ย ที่เปลี่ยนรถใหม่เป็นคันนี้ ?  (อ่าน 2442 ครั้ง)

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
User Voice : Honda HR-V 1.5 e:HEV RS

"จาก Gen1 สู่ Gen 2 นี่เราคิดถูกใช่มั้ย ที่เปลี่ยนรถใหม่เป็นคันนี้" ?


   กราบสวัสดีปีใหม่ 2024 พี่ๆและเพื่อนๆ สมาชิก Headlightmag Web board ทุกท่านครับ ไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้เขียน User Voice ฉบับนี้ขึ้นได้เร็วขนาดนี้ เพราะปกติที่บ้านผมจะมีกฎเหล็กเรื่องของเปลี่ยนรถ จะเปลี่ยนรถได้ก็ต่อเมื่ออายุ 10 ปี ขึ้นไป แต่ “น้องหมูแดง” คันนี้ มาเร็วกว่ากำหนดถึงเกือบๆ 4 ปี และรถคันนี้เป็นรถคันแรกที่ผมซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง และมีชื่อผมเป็นผู้ครอบครองในเล่มทะเบียนอีกด้วย (แอบภูมิใจเล็กๆ)

   แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ผม Post User Voice ฉบับนี้ลง Web board นั้น บอกเลยว่า เส้นทางของมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลย ถึงขั้นต้องถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า “ นี่เราตัดสินใจถูกใช่มั้ย ที่เปลี่ยนรถใหม่เป็นคันนี้? ” ซึ่งเราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกันใน User Voice ฉบับนี้ครับ


   ก่อนจะพาไปชมรถคันใหม่ของผมนั้น ตาม Style การเขียน Review ของผม ต้องขอเริ่มต้นด้วยการเท้าความที่มาของรถคันนี้สักนิดนึงเหมือนเช่นเคยนะครับ (ใครไม่อยากอ่าน สามารถข้ามตัวอักษรสีเขียวไปได้เลย)


   จุดเริ่มต้นของรถคันนี้ ต้องย้อนไปช่วงปลายปี 2021 พี่ที่ทำงานทีมเดียวกันและนั่งติดกันที่ออฟฟิศ มาปรึกษาเรื่องจะซื้อรถคันใหม่ แล้วก็ถอย City Hatchback e:HEV มา หลังจากนั้นก็คุยกันถึงรถคันนี้กันในทีมมาเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่ผม Wow กับมันมากๆ คือ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เชื่อมั้ยว่า พี่เขาขับรถมาทำงานระยะทางไกลกว่าผม 2 เท่าต่อวัน แต่ค่าน้ำมันผมมากกว่าพี่เขา 2 เท่าตัวต่อเดือน ยิ่งพอมีโอกาสต้องขับรถพี่เขาบ่อยๆ ได้สัมผัสกำลังเครื่องตัวนี้ รวมถึงตัว Honda Sensing ผมก็เริ่มชอบรถคันนี้ขึ้นมา

   พอเข้าช่วงกลางปี 2022 หัวหน้าทีมของผม ก็ถอย HR-V e:HEV มา แล้วช่วงปลายปี เพื่อนสนิทผม ก็มาปรึกษาเรื่องรถและถอย HR-V e:HEV มาเมื่อต้นปีนี้ แล้วทั้ง 3 คนพูดเป็นเสียงเดียวกัน ในเรื่องเครื่อง e:HEV และ Honda Sensing  เออ รถคันต่อไปของผม คงจะหนีไม่พ้น Honda e:HEV แล้วแหละ แต่ก็ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนรถใหม่สักประมาณ ปี 2026 นู่น คงใช้คันเก่าให้ใกล้ๆครบ 10 ปี ตามกฎเหล็กของที่บ้าน จะได้ไม่โดนบ่นมากเวลาเปลี่ยนรถ



   กลับมาที่ เจ้า HR-V 1.8 E-Limited คันที่ใช้งานอยู่นั้น แม้จะมีซ่อมนั่นซ่อมนี่บ้างนิดหน่อย มันก็ใช้งานได้ดีมาตลอด ปัจจุบันอายุก็ 6 ปีกว่าๆ กับเลขไมล์ 11x,xxx กิโล แล้วก็ยังคงใช้ได้อีกพักใหญ่ๆเลย แต่พอมาคิดย้อนดู ถ้านับตั้งแต่ต้นปี 2022 รถก็เริ่มมีต้องอาการให้ต้องซ่อมแซม บำรุงรักษาและเปลี่ยนอะไหล่สิ้นเปลือง พอลองเอาบิลมารวมๆกัน มีเกือบๆ 50,000 บาทอยู่ แถมนี่ไม่ได้รวมกับรายการเปลี่ยนปีกนกคู่หน้าพร้อมบูชยางต่างๆ แร็คพวงมาลัย และชุดสายพานลูกรอก (ชุดที่ 3) ที่ทำเคลมไปก่อนหมดประกัน Ultimate Care อีก แล้วแนวโน้มที่กำลังจะต้องไปต่อนั้น ปีนี้โดนแบตเตอรี่ก้อนใหม่แน่ๆ แถมชุดลูกรอกสายพานก็เริ่มมีเสียงดังอีกแล้ว และเหมือนว่ายางแท่นเครื่องกำลังจะลาโลก แล้วปีหน้าก็ต้องเปลี่ยนยางใหม่

   ถ้าต้องทำทั้งหมดนี่ก็หลายบาทอยู่นะ มันยังโอเคที่จะไปต่อจริงๆใช่มั้ย หรือ ลองดูราคาขายต่อกับส่วนต่างที่ต้องเพิ่มถ้าจะซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่ใจก็เทไปทางค่อยๆ ซ่อมไปมากกว่า รวมถึง ผมยังไม่พร้อมจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ กลัวว่าจะหนักเกินไป แม้ว่าที่ทำงานผมมีสวัสดิการด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน สำหรับซื้อรถยนต์ ที่ผมตั้งใจจะใช้ตอนช่วงปี 2026 ตามแผนเดิมที่วางไว้



   ปรากฏว่าช่วงปลายเดือนมิถุนายนนั้น ผมมีโอกาสได้คุยรายละเอียดกับคนที่เคยใช้สวัสดิการ พอทราบได้รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆแล้ว เมื่อคำนวณจากวงเงินและยอดผ่อนจ่ายออกมา ผมมั่นใจว่า ณ ตอนนี้ ผมมีความสามารถพอที่จะ Support การเปลี่ยนรถคันใหม่ได้ โดยที่ไม่เกินตัวและไม่ลำบากจนเกินไป จึงเอาไปปรึกษาครอบครัว ซึ่งก็เห็นด้วย และพูดกับผมมาประโยชน์นึงว่า


“อายุ 30 แล้ว ถึงเวลาที่ควรจะมีสมบัติเป็นชิ้นเป็นอันจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้แล้วนะ”

   เท่านั้นแหละ ผมตัดสินใจได้ทันที และภายใน 2 วัน ผมก็เริ่มกระบวนการขอสวัสดิการสินเชื่อและตรงดิ่งไปจองรถคันใหม่ที่ Showroom แล้วก็เตรียมก็ขายรถคันเดิมที่ที่บ้านซื้อให้ เพื่อนำเงินมาสมทบในการเป็นเจ้าของ Honda HR-V 1.5 e:HEV RS ป้ายแดงคันนี้ และหลังจากรอรถมา 55 วัน พร้อมกับฝ่าฟันกับกระบวนการขอสินเชื่อที่ยุ่งยากและปัญหาเยอะมาก (แต่เงื่อนไขมันดีมากๆๆๆ เลยต้องยอม)




   ในที่สุด 9 โมงเช้า ของวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม 2023 ก็เป็นฤกษ์งามยามดีที่ผมจะรับ “น้องหมูแดง” คันนี้ เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของที่บ้านและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมครับ  ;D


“ทำไมถึงเลือก HR-V เหมือนเดิมหละ” “แล้วมีตัวเลือกอื่นๆมั้ย”

   นี่คือคำถามที่ผมมักจะถูกถาม หลังจากตัดสินใจซื้อรถคันนี้ บอกตรงๆว่า ตอนเลือกรถ ผมแทบไม่ได้ดูตัวเลือกอื่นๆเลย เพราะเมื่อลองดูตามโจทย์และความต้องการแล้ว มันตรงจริตผมมากที่สุด ซึ่งโจทย์ของผมมีดังนี้

1.   ต้องเป็นรถยนต์ในกลุ่ม B Segment Crossover SUV เหมือน HR-V คันเดิม เนื่องจาก ผมชอบรถ 5 ประตู และขับรถ 5 ประตูมาตลอด เพราะติดใจความอเนกประสงค์ในการพับเบาะเก็บของต่างๆ และที่ต้องยกสูงหน่อยเพราะ ผู้ใหญ่ที่บ้านขึ้น-ลงสะดวก ทัศนวิสัยค่อนข้างดี ขับง่ายและคันไม่ใหญ่จนเกินไป
2.   ต้องประหยัดน้ำมันกว่าคันเดิม อยากได้รถที่เป็น Hybrid มากกว่า เครื่องสันดาบธรรมดา เพราะส่วนใหญ่ผมขับในกรุงเทพฯ เป็นหลัก และเป็นช่วง Rush hour ที่การจราจรติดขัดมากๆ แล้วเห็นเพื่อนๆใช้รถ Hybrid มันประหยัดกว่าแบบชัดเจน
3.   ภายในห้องโดยสารกว้างขว้าง นั่งสบาย แบบที่มนุษย์ Size 6XL แบบผมรับได้
4.   อุปกรณ์ที่จำเป็นและอุปกรณ์ความปลอดภัยครบครัน ไม่น้อยไปกว่าคันเดิม และมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้เราพอพึ่งพาได้
5.   Design ภายนอกและภายใน ไม่แย่หรือขัดตาจนเกินไป (ความรู้สึกส่วนตัว)
6.   Reliability ต้องไว้ใจได้ เพราะคันนี้จะเป็นรถคันหลักของบ้าน และผมใช้งานทุกวัน ไปอีกอย่างน้อยๆ 7 ปี หรือ จนกว่าจะผ่อนหมด
7.   ราคาตั้งไว้ไม่เกิน 1,200,000 บาท และอยากได้เป็น ตัว Top สุด

ซึ่ง B Segment Crossover SUV ในตลาดบ้านเรา ที่ปัจจุบันขายอยู่ในราคาไม่เกิน 1,200,000 บาท เท่าที่นึกออกก็จะมี


Honda HR-V 1.5 e:HEV RS

   ภาพรวมของคันนี้ดูโอเคสุด ผมชอบ Design รองจาก Mazda CX-30 ทั้งภายนอกและภายใน (ยกเว้นจอตู้กับปุ่มแตรนะ) ห้องโดยสารกว้างหายห่วง อุปกรณ์ความปลอดภัยก็มีพอสมควร ขาด Blind Spot กับกล้องรอบคัน และส่วนตัวคุ้นเคยกับ Honda มานานแล้ว และผ่านการใช้งานรถ Honda มา 4 คันแล้ว (Civic ตาโต, Stream, Jazz GK, HR-V Gen1)

Toyota Corolla Cross 1.8 Hybrid Premium Safety

   รถคันใหญ่ ดูนั่งสบายเก็บของได้เยอะ อุปกรณ์ความปลอดภัยก็ครบ แต่ส่วนตัวไม่ชอบ Design ทั้งภายนอกและภายในของ Cross มากที่สุดในกลุ่ม ที่ดูสวยหน่อยก็จะเป็น Cross GR Sport แต่ก็เกินงบ ที่สำคัญ มันไม่มี Auto Brake Hold ซึ่งผมใช้ทุกวันตอนขับคันเก่า อันนี้ไม่โอเค

Mazda CX-30 2.0 SP Carbon Edition

   เรื่อง Design ภายนอกและภายในสวยและตรงจริตผมที่สุดในกลุ่ม ผมชอบสี Machine Grey ของ Mazda มากๆ วัสดุก็ดูดีและหรูหรา และชอบเบาะหนังสีแดงและ Option ต่างๆ ที่ให้มามาก โดยเฉพาะเครื่องเสียง Bose กับ i-Activesense แต่ติดเรื่องอัตราสิ้นเปลือง กับ ความกว้างของห้องโดยสาร และราคาเกินงบไปนิดนึง

Nissan Kicks e-Power 1.2 VL / Autech

   ผมเจอกับ Kicks ทุกวัน เพราะที่ออฟฟิศมีเป็นร้อยๆคัน รถสวยและดูดีเลย ตัว Nissan Intelligence Mobility ก็ดูล้ำ เครื่อง e-Power ก็น่าจะแรงสะใจอยู่ ที่สำคัญราคาดีมากๆ แต่รถมันเล็กเกินไปสำหรับการเป็นรถที่ต้องใช้เป็นคันหลักของครอบครัว แถมยังมีปัญหาเรื่องแอร์พัง ที่ยังไม่เหมือนแก้ไม่จบด้วย

Haval Jolion 1.5 HEV Ultra

   เป็นอีกตัวเลือกที่ผมสนใจ เพราะ Package รถมาค่อนข้างดีมาก ทั้ง Design Option และราคาก็ดูคุ้มค่า แต่พอเริ่มดู Review เจอเรื่อง Top Speed ที่รู้สึกว่าน้อยไปหน่อย (156 K.M./H. ) ทั้งๆที่เคลมแรงม้ามาเยอะที่สุดในกลุ่ม รวมถึง Reliability และความน่าเชื่อถือของศูนย์ ที่แบรนด์ญี่ปุ่นยังมีภาษีดีกว่า

MG VS 1.5 Hybrid X / Peugeot 2008 1.2 Allure 2 คันนี้ ส่วนตัวผมไม่ได้มองเท่าไหร่

   และอีก 1 ตัวเลือกที่อยู่นอกกลุ่ม Crossover ก็คือ Honda Civic 2.0 e:HEV EL+ / RS ซึ่ง Civic เป็นรถที่ผมชอบและอยากได้มาตลอด ตั้งแต่ตัว FD, FC และ FE ปัจจุบัน Package รถโดยรวมถือว่ามันดีมากๆ เลย ทั้ง Design, เครื่องยนต์ และ Option มันตอบโจทย์เกือบทั้งหมด ยกเว้น ความเตี้ยของตัวรถและเบาะนั่ง ซึ่งคุณแม่ผมที่จะต้องนั่งรถไปทำงานกับผมทุกวัน ท่านมีปัญหาสุขภาพเรื่องเข่า เลยทำให้การย่อและลุกขึ้นจากรถที่ค่อนข้างเตี้ยนั้นลำบากมาก Civic เลยกลายเป็นตัวเลือกที่ชอบ แต่ไม่ตอบโจทย์



   สุดท้ายเลือกไปเลือกมา ก็กลับมาจบที่ HR-V e:HEV ตามที่คิดไว้นั่นแหละ แล้ว Blind Spot กับ กล้องรอบคัน ที่ขาดไป ผมรู้จักร้านที่สามารถติดตั้งเพิ่มให้ได้ ค่อยๆแก้จุดอ่อนกันไป ตามกำลังทรัพย์ที่มี 555
 
“แล้วทำไมไม่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหละ”

   อีก 1 คำถามสำคัญที่คนซื้อรถในปี 2023 น่าจะโดนถามทุกคน ตัวผมเองก็สนใจ BYD Atto3 Extended Range อยู่เหมือนกันนะ (ตอนนั้น ChangAn Deepal S07 กับ GAC Aion Y Plus ยังไม่เปิดตัว) ไปลองขับมาแล้วด้วย และผมประทับใจระดับนึงเลย แต่ด้วยวิถีชีวิตของผม ที่อยู่คอนโดนเป็นหลัก ไม่มีช่องจอดประจำ ต้องจอดซ้อนคันทุกวัน คอนโดก็ไม่มีจุดชาร์จ กลับบ้านเฉพาะสุดสัปดาห์ รวมถึงผมเดินทางต่างจังหวัดบ่อยพอสมควร และมี Surprise Trip กะทันหันอยู่บ่อยๆ

   ที่สำคัญ ผมยังไม่อยากปวดหัวกับวางแผนการเดินทางที่จะต้องหาชาร์จรถ นั่งรอรถชาร์จนานๆ รวมถึงไม่อยากเจอปัญหาจุกจิกของการ EV Station ตามที่สาธารณะ ที่เรามักเจอตาม Social เช่น จุดชาร์จเต็ม คิวยาว แย่งจุดชาร์จกัน จอดแช่ มีรถจอดขว้างจนใช้ไม่ได้ หรือจุดชาร์จมีปัญหาทางเทคนิคใช้งานไม่ได้  ก็เลยตัดรถยนต์ไฟฟ้า ออกจากตัวเลือกไป

   เอาหละครับ สาธยายข้อมูลที่ออกจะไร้สาระมาเยอะแล้ว 5555 สมควรแก่เวลา ที่จะเริ่มดูตัวรถกันนะครับ



   รถยนต์คันใหม่ของผม ที่จะมา Review ในครั้งนี้ ก็คือ Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT ปี 2023 หรือเรียกง่ายๆ ว่า HR-V ตัว Top สุด นั่นเอง ที่เลือกตัว Top เลย เพราะว่า Option หลายๆอย่างที่ผมอยากได้นั้น (ซึ่งจะกล่าวต่อไปใน Part อื่นๆ) มันมีเฉพาะใน RS เท่านั้น รวมถึงสีภายนอกที่ผมเลือกเป็น สี Ignite Red Metallic with Black Roof (Two Tone) หรือ สีแดงอิกไนต์พร้อมหลังคาสีดำ ก็จะมีเฉพาะรุ่น RS เช่นกัน และเป็นสีเปิดตัวของรุ่นนี้ในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังเป็นสีแดงแบบเดียวกับ City, Civic FE, CR-V e:HEV, WR-V และต้องเป็นรุ่น RS เท่านั้นเหมือนกันด้วย รวมถึงการตัดด้วยหลังคาคำนั้น ใน HR-V e:HEV ก็จะมีสีนี้สีเดียวที่มีมาให้

   สาเหตุที่เลือกสีนี้นั้น บอกเลยว่า ตอนแรกผมตั้งใจจะซื้อสีเทา และไม่ได้มองสีแดงเลย ทั้งๆที่ผมก็ชอบ เพราะผมเกิดวันจันทร์ ซึ่งตามความเชื่อรถสีรถนั้น สีแดงนั้นเป็นกาลกิณีสำหรับคนเกิดวันจันทร์ จนก่อนจะจองรถ คุณนายใหญ่ประจำบ้าน (A.K.A. แม่ผมเอง) เห็นคันจริงบนถนนแล้วชอบสีนี้ โดยเฉพาะการตัดด้วยหลังคาดำ แถมพอชี้สีอื่นๆให้ดู ก็ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา อย่างเดียว (แอบคิดในใจว่านี่รถลูกนะ) ไม่เป็นไร สายมูนิดๆอย่างเรา ก็เลยลองดูว่าใช้อะไรแก้เคล็ดได้บ้าง สุดท้าย ผมได้ไปอ่านบทความหมอดูชื่อดังหลายท่าน มีการระบุถึงการนับวันใหม่ตามโหราศาสตร์ ซึ่งอิงจากเวลาพระอาทิตย์ขึ้น แล้วพอเทียบเวลาเกิดผมแล้ว มันถือว่าเป็นวันอาทิตย์ สีแดงไม่เป็นกาลกิณี ทุกอย่างก็ตัดสินใจได้ทันที พร้อมกับตั้งชื่อรถคันนี้ว่า “น้องหมูแดง” ตามสีของมันนั่นเอง



   สำหรับราคานั้น ณ ปัจจุบัน HR-V e:HEV มีให้เลือก 3 รุ่น ราคาต่างกันรุ่นละ 100,000 บาท เริ่มต้นที่ รุ่น E 979,000 บาท ต่อด้วยรุ่น EL ที่ 1,079,000 บาท และจบด้วยรุ่น RS แบบคันนี้ ที่ 1,179,000 บาท แล้วแต่ละสี ก็ราคาไม่เท่ากันด้วยนะ ถ้าไม่อยากเสียค่าสีเพิ่ม ก็ต้องซื้อสีเทา Meteoroid Metallic เท่านั้น ส่วนสีดำ Crystal Black Pearl นั้น เพิ่ม 8,000 บาท และ สีขาว ทั้ง Platinum White Pearl และ Premium Sunlight White Pearl ที่หลายคนชอบกันนั้น เพิ่ม 10,000 บาท ทั้งคู่ ส่วนสีแดงหลังคำดำแบบคันนี้ แม้จะมีแต่ RS ก็ยังต้องเพิ่ม 10,000 บาท เช่นกัน ดังนั้นคันนี้จึงสิริรวมราคาที่ 1,189,000 บาท สุดเพดานราคาของรุ่นนี้ (แถมผมไม่ได้ลดสักบาทเลย  :'( )
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
ภายนอก Exterior


มิติตัวถังรถยนต์

มิติตัวถังของ HR-V e:HEV RS นั้น ตาม Catalog ระบุไว้ว่า ตัวรถ กว้าง 1,790 มิลลิเมตร x ยาว 4,385 มิลลิเมตร x สูง 1,590 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2610 มิลลิเมตร และมี Ground Clearance หรือความสูงใต้ท้องรถ อยู่ที่ 196 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับ HR-V 1.8 E-Limited คันเดิมของผมแล้ว รุ่นใหม่จะกว้างขึ้น 18 มิลลิเมตร ยาวขึ้น 91 มิลลิเมตร และ Ground Clearance จะสูงกว่าเดิม 11 มิลลิเมตร  แต่หลังคารถจะเตี้ยลง 15 มิลลิเมตร ส่วนฐานล้อนั้น เท่าเดิมเป๊ะ

ด้านหน้า


    ขอเริ่มที่กระจังหน้าของตัวรถก่อนเลย โดยรุ่น RS จะได้กระจังหน้าแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์ RS ติดมาด้วย ส่วนรุ่น E, EL จะได้กระจังหน้าแบบซี่ยาวแนวนอน ซึ่งส่วนตัวผมชอบกระจังหน้ารุ่น RS มากกว่าและเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกรุ่น RS  และ HR-V ทุกคันจะมาพร้อม Logo H ขนาดใหญ่ ที่ตกแต่งด้วยสีฟ้า อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ Honda ที่เป็น Hybrid นั้นเอง

ลงมาที่กันชนหน้า ยังคงแบ่งเป็น 2 ชิ้น เหมือน Gen ก่อน โดยกันชนชิ้นบนที่เป็นชิ้นใหญ่และสีเดียวกับตัวรถนั้น เหมือนกันทุกรุ่น แต่ชิ้นที่เป็นชายล่างจะต่างกัน โดยรุ่น E จะเป็นแบบธรรมดาและสีดำด้านของวัสดุเลย พอเป็น EL เพิ่มการตกแต่งสีเงินขึ้นมา ส่วนรุ่น RS นั้น จะเป็นแบบสปอร์ต สีดำเงาตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์ AMP UP (เส้นแดงๆ) ที่ช่องดักลมด้านหน้า จุดนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกรุ่น RS เพราะมันสวยกว่าตัวอื่น


   มาต่อกันที่ไฟหน้า HR-V e:HEV ทุกคันจะได้  ไฟหน้าแบบ Full LED ทั้งไฟหรี่ ไฟต่ำ ไฟสูง และ ไฟ Daytime Running Light และไฟเลี้ยว พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้า แบบอัตโนมัติ และระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เมื่อดับเครื่องยนต์ จุดเดียวที่แตกต่างกันคือ รุ่น RS จะได้ไฟเลี้ยวแบบ Sequential (ไฟเลี้ยววิ่ง) ในขณะที่ E,EL นั้น เป็นแบบกระพริบธรรมดา

   เรื่องความสว่างนั้น LED แสงสีขาวมันก็สว่างอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวผมอยากให้ความเข้มของแสงมันชัดเจมากกว่า เข้าใจว่าด้วยความเป็น Reflector มันเลยคุมการกระจายของแสงไม่ดีเท่ากับ Bi-LED Project ใน HR-V คันเก่าผม ยิ่งถ้าวันไหนเจอฝนตกหนักๆ ยิ่งรู้สึกว่าแสงมันเข้มไม่พอ แม้บางจังหวะจะเปิดไฟสูงและไฟตัดหมอกช่วยแล้วก็ตาม ก็แอบหวังว่ามันอาจจะเป็นเพราะความเคยชินจากรถคันเดิม แล้วพอใช้งานไปสักพัก ก็อาจจะชินและปรับตัวเข้ากับความสว่างแบบนี้ได้นะ


   อีกจุดนึงที่ผมชอบในคันนี้ ก็คือ เนื่องจากตำแหน่งของไฟ Daylight กับไฟเลี้ยวมันอยู่ติดกัน และแถบค่อนข้างเรียวยาวทั้งคู่ มันเลยดูกลืนกันมาก Honda จึงออกแบบให้ไฟ Daylight ดับลง เมื่อไฟเลี้ยวทำงาน ช่วยให้เวลาเราเปิดไฟเลี้ยวแล้ว รถคันอื่นๆจะเห็นไฟเลี้ยวเราได้ชัดเจนมากขึ้น


ส่วนสุดท้ายไฟตัดหมอกหน้า เป็นแบบ LED เช่นกัน ติดตั้งอยู่ในชายล่างของกันชน และมีเฉพาะรุ่น EL,RS เท่านั้น สำหรับความสว่าง เท่าที่ลองเปิดในที่มืดๆ นั้น มันก็สว่างใช้ได้เลย แต่ยังไม่เคยพาคันนี้ไปเจอหมอก เลยยังตอบไม่ได้ว่าตัดหมอกได้ดีหรือไม่ เท่าที่เคยใช้ ก็จะมีเปิดตอนที่ฝนตกหนักๆ มันช่วยให้เรามองเห็นส่วนที่ใกล้ๆได้สว่างขึ้น แต่ส่วนที่ไกลๆ ยังอยากให้มีความเข้มของแสงมากกว่านี้


ด้านข้าง

             เส้นสายด้านข้างของ HR-V e:HEV นั้น ดูแตกต่างจากรุ่นเดิมไปเยอะสมควรเลย มาคราวนี้ผมว่า Honda เน้นใช้แนวเส้นตรงเป็นหลัก ทั้งเส้นหลังคา กรอบหน้าต่าง สันประตู และชายล่างของรถ ล้วนเป็นเส้นตรงยาวแนวนอนขนานกับพื้นเกือบทั้งหมด และเหมือนปลายเส้นตรงของครึ่งคันล่างจะตวัดขึ้น ส่วนครึ่งคันบนรวมทั้งเสา A-Pillar  และ C-Pillar จะตวัดลง มันก็ดูสวยดีนะ แต่ยืนมองไปสักพักจะรู้สึกว่า รถมันดูแบนๆยาวๆกว่ารุ่นเดิม โดยเฉพาะช่วงฝากระโปรงหน้ารถที่มันดูยาวกว่ารุ่นเดิมชัดเจน และหลังคารถมันดูจะเตี้ย ไม่ค่อยโปร่งเท่าไหร่ (ซึ่งมันก็เป็นไปตามข้อมูลที่ระบุไว้จริงๆ) รวมถึงกระจกหน้าต่างทั้งคู่หน้าและหลังมันก็ดูบานค่อนข้างเล็กและยิ่งคันนี้ติดตั้ง คิ้วกันสาดของแท้มาด้วย เลยรู้สึกว่ากระจกยิ่งเล็กลงไปอีก แถมกระจกแนวกระจกบานท้ายรถก็ลาดเอียงมากกว่ารุ่นเดิม มันก็เลยยิ่งดูแบนลงไปอีก


บนหลังคามีการติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลามมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น และเนื่องจากคันนี้เป็นสีแดงหลังคาดำ ทำให้ เสา A-Pillar, หลังคา, ครีบฉลาม และ เสา C-Pillar บางส่วน (ตัดตรงจากแนวหลังคา) นั้นเป็นสีดำเงา และขอย้ำว่าเป็นการพ่นสีมาจากโรงงาน ไม่ได้เป็นการ Wrap Sticker แต่อย่างใด ส่วนสีอื่นๆนั้น จะเป็นสีเดียวกับตัวรถทั้งหมด

   ในรุ่น RS นั้นจะตกแต่งชายล่างและขอบซุ้มล้อด้วยการพ่นสีดำเงาแบบสปอร์ตพร้อมตกแต่งด้วยโครเมียม เช่นเดียวกับชายล่างกันชนหน้า ให้อารมณ์ดูสปอร์ตและหรูมากกว่ารุ่น E,EL ที่ใช้สีดำด้านของวัสดุเลย แต่เอาจริงๆสีดำด้านแบบนี้กลับให้ความรู้สึกลุยๆมากกว่า และน่าจะไม่ต้องกังวลเรื่องริ้วรอยเท่าไหร่ด้วย


กระจกมองข้างติดตั้งอยู่บริเวณประตูคู่หน้า ใกล้ๆกับ เสา A-Pillar มาพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และที่กระจกมองข้างด้านซ้าย มีการติดตั้งกล้องของระบบ Honda Lane Watch ไว้ด้วย ซึ่งจะมีเฉพาะรุ่น EL และ RS เท่านั้น  เมื่อมองจากด้านข้าง จะรู้สึกว่าขนาดดูจะสมส่วนกับตัวรถดี แต่ขอติอย่างนึง ไหนๆคันนี้ให้หลังคาดำ เสา A-Pillar ดำ แล้ว อยากให้กระจกมองข้างเป็นสีดำเช่นกัน พอมันเป็นสีแดง ผมรู้สึกว่ามันไม่ Balance กับสีของเสา A-Pillar เท่าไหร่ (สีอื่นไม่มีปัญหานี้)


              เอกลักษณ์สำคัญของ HR-V ที่ยังคงส่งต่อมาในรุ่นใหม่ก็คือ การย้ายมือจับประตูคู่หลังไปอยู่ที่เสา C-Pillar แต่พอรวมกับเส้นของกรอบหน้าต่างแล้ว ถ้าเทียบกับรุ่นเดิม ความรู้สึกกลับต่างกัน รุ่นนี้จะไม่ได้ดูกลืนจากเป็นรถ Crossover 2 ประตูเท่ารุ่นเดิม ส่วนตัวมือจับคู่หลังดันใช้วัสดุเป็นพลาสติกแข็งสีดำเหมือนเดิม คราวก่อนในคันเดิมผมกลัวเรื่องความแข็งแรง แต่มันก็พิสูจน์มาแล้ว 6 ปีกว่า ว่าสามารถใช้งานได้ดีและทนทาน มาคราวนี้หวังว่าจะเป็นเช่นเดิมนะ


ด้านหลัง


ด้านหลัง ถ้าดูรวมๆ มันก็ออกแบบมาโดยเน้นการใช้แนวเส้นตรงเหมือนกับด้านหน้าและด้านข้างนั่น และถ้าดูแบบละเอียดแล้วจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์หลัง เส้นขอบกระจกหลัง และมุมขอบฝาท้ายนั้น มันเป็นเส้นโค้งทั้งหมด เพียงแต่ถูกจัดวางเป็นแนวระนาบเดียวกัน และมีไฟท้ายที่เป็นจุดนำสายตา เลยทำให้รู้สึกว่ามันเป็นเส้นตรงทั้งหมด ซึ่งมันดูสวยมากๆและให้อารมณ์สปอร์ตในระดับนึงเลยทีเดียว


มาเริ่มเจาะทีละจุดกันบ้าง ไล่จากด้านบนสุดของฝาท้ายมีการติดตั้งสปอย์เลอร์สีเดียวกับตัวรถ (ยกเว้นสีแดงหลังคาที่จะเป็นสีดำเหมือนหลัง) ขนาดไม่ใหญ่มาก พร้อมแถบไฟเบรกแบบ LED ตรงกลาง มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น มีการซ่อนหัวฉีดน้ำล้างกระจกไว้บริเวณใต้ตัวสปอยเลอร์ และปลายสปอยเลอร์แต่ละด้านจะมีพลาสติกสีดำด้านตกแต่งเพิ่มเติม ซึ่งให้อารมณ์เหมือนการตวัดเส้นจากแนวนอนลงมาเป็นแนวตั้ง

ถัดลงมาเป็นกระจกบานหลังขนาดค่อนข้างใหญ่และลาดเอียงมากๆ มาพร้อมที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง ซึ่งมีระยะการปัดแบบครึ่งวงกลมพอดี



ถัดลงมาอีกเป็นไฟท้ายอันเป็นเอกลักษณ์ของ HR-V e:HEV รุ่นนี้เลย โดยจะเป็นไฟท้ายแบบ LED Light Strip ยาวคาดตัวรถเป็นแนวนอนจนสุดขอบท้ายรถทั้ง 2 ด้านเลย และมี Logo H พร้อม Logo H  ที่ตกแต่งด้วยสีฟ้า แปะอยู่ตรงกึ่งกลางของตัวรถพอดี และบริเวณปลายเส้นไฟท้ายแต่ละข้าง ก็จะมีเส้นเป็นลักษณะตัว U ลากลงมา ซึ่งเส้นครึ่งตัว U ที่อยู่บนแก้มข้างรถ จะทำหน้าที่เป็นไฟเบรก ส่วนที่เหลือที่อยู่บนฝาท้าย และ Light bar ยาวๆ นั้น จะติดตอนเปิดไฟหน้า และสำหรับที่ภายในกรอบตัว U นั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่อยู่บนแก้มข้างรถจะเป็นไฟเลี้ยว และส่วนที่อยู่บนฝาท้ายนั้น จะเป็นไฟถอยหลัง โดยภาพรวมผมว่ามันสวยมากเลยนะ แต่หลอดไฟเลี้ยวและไฟถอยหลังนั้น เป็นหลอดธรรมดา ไม่ใช่ LED แถมขนาดของช่องมันเล็กมากและเป็นแบบนี้ในทุกรุ่นทุกคันด้วย  Honda จ๋า ให้ Full LED มาเถอะ จะได้เห็นชัดๆเวลาเปิดไฟเลี้ยว หรือ เข้าเกียร์ถอยหลัง

อีกรายละเอียดนึงของไฟท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ แม้จะเป็น LED Light Strip เหมือนกัน แต่ในรุ่น RS จะเป็นกรอบใสแบบรมดำ Smoke ทั้งหมด ส่วน E,EL นั้นจะเป็นกรอบใสธรรมดาแล้วมีเส้นสีแดงคาดขาวตามแนวนอนอยู่ในกรอบ อันนี้แล้วแต่คนชอบนะ แต่ส่วนตัวผมชอบใสรมดำแบบของ RS มากกว่า


ถัดลงมาจากไฟท้าย ก็จะเป็นที่อยู่ของ ที่เปิดประตูหลัง กล้องมองหลัง และที่ติดป้ายทะเบียน และขนาบข้างด้วย Emblem ของรุ่นรถ ซึ่งด้านซ้ายจะเป็น Emblem “HR-V” ส่วนด้านขวาจะเป็น Emblem สัญลักษณ์ e:HEV และพิเศษเฉพาะรุ่น RS ที่จะผม Logo RS ติดอยู่เหนือสัญลักษณ์ e:HEV และตำแหน่งความสูงในการจัดวางจะต่างกับรุ่นอื่น เพื่อให้ Emblem ทั้ง 2 ด้านมัน Balance กัน

ด้านล่างสุดจะเป็นกันชนหลังสีเดียวกับตัวรถ และชายล่างของกันชน พร้อมแถบสะท้อนแสงสีแดงที่มุมทั้ง 2 ข้าง แน่นอนว่า ใน รุ่น E จะเป็นแบบธรรมดาสีดำด้านของผิววัสดุ ส่วนตัว EL จะเพิ่มการตกแต่งสีเงินมาเขา ส่วนรุ่น RS จะได้ชายล่างสีดำแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยโครเมียม


ล้อและยาง


             ถ้ามองล้อของ HR-V e:HEV ในแต่ละรุ่นนั้น จะเข้าใจว่ามันต่างกันหมด แต่จริงๆแล้ว ล้อของ HR-V e:HEV มันมี 2 แบบหลักๆคือ
-   ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว x 7J พร้อมยาง ขนาด 215/60 R17 ในรุ่น E และ EL เพียงแต่ 2 รุ่นนี้มีการทำสีล้อที่แตกต่างกัน เลยทำให้ดูเป็นคนละแบบ
-   ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว x 7.5J พร้อมยาง ขนาด 225/50 R18 ในรุ่น RS สีเทาเข้ม ซึ่งจริงๆแล้วมันคือล้อลายเดียว กับ Honda Vezel ตัว e:HEV Play ในญี่ปุ่นเลย เพียงแต่พ่นสีต่างกันและไม่ได้ปัดเงาตรงก้านเท่านั้น ซึ่งถ้าใครอยากได้ มีร้านรับทำให้เหมือนกับตัวญี่ปุ่นนะ แต่ถ้าอยากได้ง่ายกว่านั้น มี Sticker สำหรับติดให้เหมือนกับหลายของญี่ปุ่นด้วย (ซึ่งผมก็จะทำแบบนี้ 555)


แม้ว่าลายล้อ ขนาดล้อ และขนาดยางจะต่างกัน แต่ HR-V e:HEV ทุกคันนั้น ได้ยางติดรถรุ่นเดียวกันหมดคือ Bridgestone Alenza  ซึ่งเป็นยางสำหรับรถ SUV ที่ประสิทธิภาพการใช้งานจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากเลย ถือเป็น Series บนๆ ของ Bridgestone เลยทีเดียว


ส่วนยางอะไหล่นั้น HR-V e:HEV ทุกคัน ไม่มียางอะไหล่จ้า แต่จะได้ ชุดซ่อมยางชั่วคราว TPRK แทน ซึ่งจะอยู่ที่บริเวณผนังด้านขวาของห้องสัมภาระท้าย ที่สำคัญ โปรดศึกษาวิธีการใช้งานด้วย ใน YouTube มีสอนอยู่ ถึงเวลาต้องใช้ จะได้ใช้เป็นนะครับ


การล็อค-ปลดล็อค


HR-V e:HEV ทุกคัน ติดตั้ง ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ Honda Smart Key System ไว้ที่มือจับประตูคู่หน้า หากต้องการปลดล็อครถ เพียงสัมผัสที่บริเวณด้านในของมือจับประตู รถจะปลดล็อคพร้อมส่งเสียงเตือนและกระพริบไฟเลี้ยว 2 ครั้ง และหากต้องการจะล็อครถ เพียงแตะที่บริเวณ Sensor ที่เป็นขีดนูนๆ 3 ขีด บนมือจับประตู รถจะล็อคพร้อมส่งเสียงเตือนและกระพริบไฟเลี้ยว 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมผ่านกุญแจรีโมทพร้อมดอกกุญแจที่ซ่อนอยู่ภายในได้ เช่นเดียวกับรถยนต์ทั่วไป โดยตัวกุญแจรีโมทนั้น เป็น Design ใหม่แล้ว ปัจจุบันมีใช้ใน Honda รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น และอนาคตคงทยอยเปลี่ยนเป็นทรงนี้ทุกรุ่น

    และเมื่อมีการสั่งให้รถปลดล็อค ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม แล้วรถอยู่ในบริเวณที่เซนเซอร์วัดแสงตรวจจับว่ามืดจนไฟหน้าทำงาน ไฟหน้าและไฟท้ายจะสว่างขึ้นนานตามที่เราตั้งค่าไว้ ส่วนการล็อครถจะไม่มีผลต่อการทำงานของไฟหน้า เพียงแต่เมื่อคุณปิดประตูฝั่งคนขับ ไฟหน้าและไฟท้ายจะสว่างขึ้นนานตามที่เราตั้งค่าไว้เท่านั้นและจะดับไปเองเมื่อหมดเวลาที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ทุกคันยังมาพร้อมกับระบบพับกระจกมองข้างอัตโนมัติ โดยเมื่อเราล็อครถ กระจกจะพับเก็บอัตโนมัติ และเมื่อปลดล็อคและเปิดประตูฝั่งคนขับ กระจกมองข้างจะกางออกเองอัตโนมัติอีกด้วย


สำหรับการล็อครถนั้น ยังมีอีก Function นึงที่ทำได้คือ ระบบ Walk Away Door Lock ซึ่งถ้าเราพกกุญแจอยู่กับตัว และเปิดระบบนี้ไว้ เราสามารถเดินออกห่างจากตัวรถได้เลย แล้วรถจะทำงานล็อคเองโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ต้องบอกก่อนบางครั้งมันอาจจะ Error ได้ ที่สำคัญ ระบบนี้จะถูกปิดไว้จากโรงงาน หากต้องการใช้จะต้องเข้าไป Setting ในเมนูของรถเอง เพื่อเปิดการใช้งาน


การเข้า – ออกรถ


   เริ่มจากการเข้า – ออก ประตูฝั่งคนขับ ของมนุษย์ Size ยักษ์ สูง 175 เซนติเมตร, น้ำหนัก 125 กิโลกรัม อย่างผม โดยที่ปรับตำแหน่งเบาะทั้งระยะและความสูงให้พอดีกับที่ขับถนัดแล้วนั้น ถือว่าเข้า – ออก ได้สะดวกเลย ยิ่งถ้าเป็นกรณีที่เราสามารถเปิดประตูได้กว้างหน่อย จะไม่มีปัญหาเรื่องความกว้าง แต่ถ้าข้างๆมีรถที่จอดชิดๆ หรือ ช่องแคบๆ อันนี้อาจจะมีปัญหานิดนึงสำหรับคนที่ถอยเบาะเยอะๆ แบบผม ถ้าต้องเปิดประตูแคบๆ จะออกจากรถลำบากพอสมควร และอีกจุดที่ผมรู้สึก Concern เล็กๆ คือปีกเบาะรองนั่งมันสูง แล้วเวลาผมจะลุกจากเบาะ ต้องพยายามไม่ให้ขาทับปีกเบาะ กลัวมันจะเสียรูป

   ส่วนการเข้า - ออก ประตูฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า นั้น Feeling ต่างๆ จะเหมือนๆกับฝั่งคนขับเลย เพียงแต่เบาะมันจะปรับสูง - ต่ำ ไม่ได้ ถ้าใครตัวสูง ก็จะต้องก้มเยอะหน่อย อย่างตัวผมที่สูง 175 เซนติเมตร นั้นจะรู้สึกว่า เข้า – ออกฝั่งนี้ยากกว่าฝั่งคนขับ เนื่องจากผมปรับเบาะฝั่งคนขับไว้ต่ำกว่าฝั่งคนนั่งนั่นเอง


   มาถึงเบาะนั่งด้านหลัง เท่าที่ลองเข้า - ออก โดยปรับเบาะหน้าไว้ในตำแหน่งที่ผมขับ หรือ นั่งโดยสารตอนหน้า เรื่องความกว้างไม่ใช่ปัญหา ยิ่งเราเปิดประตูกว้างได้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเข้า - ออก ได้ง่ายขึ้น แต่เรื่องความสูงนี่แหละ ที่ยังต้อง Concern อยู่พอสมควร เรายังคงต้องก้มหัวมากพอๆกับการเข้า - ออก ฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า สำหรับคนสูงเท่าๆกับผม

   โดยภาพรวมแล้ว ส่วนตัวผมรู้สึกว่า การเข้า - ออก HR-V e:HEV คันนี้นั้น ส่วนตัวผมยกให้ฝั่งผู้ขับขี่ เข้า – ออกได่ง่ายที่สุด เพราะตัวเบาะมันสามารถปรับความสูงให้พอดีกับสรีระของเราได้มากที่สุด ซึ่งจะสบายมากๆ หากคุณเป็นมนุษย์ Size มาตรฐาน รูปร่างปกติ สูงไม่เกิน 175 เซนติเมตร แต่ถ้าคุณมีส่วนสูงที่มากกว่านี้ ความลำบากและระยะการก้มหัว มันก็จะเพิ่มขึ้น

การเปิด - ปิด ฝาท้าย


   HR-V e:HEV รุ่น EL และ RS นั้น จะติดตั้ง ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ที่มาพร้อมระบบเปิด-ปิดฝาท้าย โดยไม่ต้องใช้มือ Hands-Free Tailgate และระบบปิดฝาท้ายอัตโนมัติ เมื่อกุญแจออกห่างจากตัวรถ โดยเราจะสามารถเปิด - ปิดฝาท้าย ได้ตามวิธีต่อไป

   -   เปิด - ปิด ฝาท้ายจาก ปุ่มกดบริเวณคอนโซลหน้าฝั่งผู้ขับขี่ โดยกดค้างไว้ เพื่อเปิด และ กดค้างไว้อีกครั้ง เพื่อปิดฝาท้าย ซึ่งรถจะต้องอยู่ในเกียร์ P,N เท่านั้น
   -   เปิด - ปิด ฝาท้ายจาก ปุ่มกดบนกุญแจ Smart Key โดยกดปุ่มควบคุมฝาท้าย (ล่างสุด) ค้างไว้ 3 วินาที เพื่อเปิด และทำแบบเดียวกันเพื่อเพื่อปิดฝาท้าย โดยรถจะต้องดับเครื่องอยู่เท่านั้น และถ้ากดเปิดตอนที่รถล็อคอยู่ รถจะไม่ได้ปลดล็อคประตูบานอื่นให้
   -   เปิด - ปิด ฝาท้ายผ่าน ระบบ Hands-Free Tailgate หรือที่เรียกง่ายๆว่า เตะเปิด นั้นเอง โดยเราจะต้องพกกุญแจติดตัวไว้ แล้วยื่นเท้าเข้าไปบริเวณใต้กันชนหลังของกึ่งกลางตัวรถ สังเกตง่ายๆคือ ตรงกับ Logo H จากนั้นให้เอาเท้าออกทันที แล้วประตูท้ายจะเปิดขึ้นมา และถ้าจะปิด ก็ให้ทำวิธีเดียวกับตอนเปิด ปิดท้ายก็จะปิดลงมา ทั้งนี้ถ้าเตะเปิดในตอนที่รถล็อคอยู่ประตูท้ายจะเปิดโดยที่รถจะไม่ได้ปลดล็อคประตูบานอื่นให้
   -   เปิดฝาท้าย ผ่านสวิตช์กลอนไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่บริเวณขอบฝาท้ายเหนือป้ายทะเทียนรถ ซึ่งรถจะปลดล็อคประตูทุกบานให้ด้วย
   -   ปิดฝาท้าย โดยการกดปุ่มที่ฝาท้าย ซึ่งจะอยู่ด้านขวามือ โดยจะมีให้เลือก 2 รูปแบบดังนี้
      o   กดปุ่มด้านซ้าย เพื่อให้รถปิดฝาท้ายทันที
      o   กดปุ่มด้านขวา เพื่อเปิดระบบปิดฝาท้ายอัตโนมัติ เมื่อกุญแจออกห่างจากตัวรถ โดยสามารถกดปุ่มนี้ไว้ก่อนได้เลย แล้วพอเราเก็บของเสร็จและเดินออกห่างจากตัวรถ พร้อมพกกุญแจรถไว้กับตัว ระบบจะปิดฝาท้าย อัตโนมัติ พร้อมล็อครถให้เรียบร้อย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่จะมีการล็อครถให้หลังฝาท้ายปิดลง ส่วนวิธีอื่นๆ ต้องกดล็อครถเองนะ


นอกจากจะเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแล้ว เรายังสามารถตั้งความสูงในการเปิดฝาท้ายได้อีกด้วย โดยต้องทำการเปิดฝาท้ายก่อน จากนั้นเราก็ขยับฝาท้ายให้ได้ความสูงที่เราต้องจาก พอได้จุดแล้วก็กดปุ่มปิดฝาท้าย (ปุ่มด้านซ้าย) ค้างไว้ 3 วินาที ตัวรถจะมีเสียงสัญญาณดังขึ้นหมายถึงว่า ได้จำค่าความสูงของฝาท้ายเรียบร้อยแล้ว

และอีก 1 Function ที่เป็นเรื่องของความปลอดภัยนั่นก็คือ ระบบ Jam Protection ที่จะหยุดการทำงานและดีกลับอัตโนมัติ หากมีการกระทบกับสิ่งกีดขวางระหว่างฝาท้ายกำลังปิดลงมา ที่สำคัญมันไวต่อการสัมผัสดีเลย จากการที่ลองเอาไหล่ไปขวางมันมา แตะเบาะนิดเดียวมันก็ดีดกลับแล้ว


    ส่วนฝาท้ายของรุ่น E ที่ไม่ได้ Option นี้ ก็จะเป็นระบบโช้คอัพผ่อนแรงธรรมดา และเปิดผ่านสวิตช์กลอนไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่บริเวณขอบฝาท้ายเหนือป้ายทะเทียนรถ ซึ่งทำงานร่วมกันระบบ Smart Key เหมือน HR-V รุ่นเดิมนั่นเอง


ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย


ห้องเก็บสัมภาระด้านท้าย ผมรู้สึกว่าขนาดของมันไม่ได้ใหญ่มาก เอาจริงๆ มันดูเล็กลงทั้ง ความกว้าง ความลึก และความสูงในแบบที่รู้สึกได้ แต่มันก็ยังถือว่าเก็บของได้เยอะอยู่ ผมสามารถวางกระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้ว ที่อัดของเต็มสูบ พร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่ 2 ใบ กระเป๋า Notebook มาตรฐาน 2 ใบ และกระเป๋าเดินทางแบบถือใบบางๆ ได้อีก 1 ใบ ถือว่าจุได้ไม่เลวเลย

นอกจากนี้ Honda ยังติดตั้งไฟส่องสว่างห้องสัมภาระท้ายมาให้ด้วย และใช้เป็นไฟ LED สีขาว ที่สว่างใช้ได้เลย แถมมีมาให้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา รวม 2 จุดด้วย และที่ข้างๆไฟส่องสว่างด้านฝั่งซ้าย มีกาติดตั้ง ตะขอเล็กๆ สำหรับให้เราแขวนของได้ มาให้ด้วย


ในรุ่น RS นั้นจะมีแผ่นบังห้องสัมภาระท้ายติดมาให้เลย โดยจะยึดกับฝาท้าย ทำให้เวลาเปิดฝาท้ายแล้ว แผ่นบังสัมภาระจะถูกยกขึ้นไปด้วย ไม่เกะกะกับการขนของ ส่วน E,EL นั้น จะไม่ได้มาให้ แต่ก็สามารถสั่งเป็น อุปกรณ์ตกแต่งแท้ Honda Accessories ได้เลย


เมื่อยกพื้นของห้องสัมภาระที่ทำจากแผ่นไม้อัดขึ้น จะเจอช่องเก็บของขนาดใหญ่ ให้เราสามารถเก็บของได้เพิ่มขึ้น จะซ่อนของมีค่า หรือเก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้บ่อยๆก็ได้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือซึ่งปิดทึบไว้นั้น น่าจะเป็นจุดติดตั้งของแบตเตอรี่ Hybrid นั่นเอง

My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
ภายใน (Interior)


การติดและดับเครื่องยนต์


สำหรับการติดและดับเครื่องยนต์นั้น ไม่ต่างจากรุ่นเดิม โดย HR-V e:HEV ทุกคัน ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องแบบอัจฉริยะ One Push Ignition System แต่ย้ายปุ่ม Start ซึ่งในรถ Hybrid และ e:HEV ของ Honda จะเรียกว่า ปุ่ม “Power”  ไปอยู่บริเวณฝั่งขวาของคนขับถัดจาดมาตรวัตความเร็วไม่เล็กน้อย และตัวปุ่ม Start นั้น จะเป็นปุ่มใสๆแต่มีไฟสีแดงเรืองแสงออกมา อันนี้ผมชอบ มันสวยดี และสำหรับวิธีการใช้งานนั้นมีดังนี้

-   การ Start รถยนต์นั้น ให้เหยียบเบรก และกดปุ่ม Power 1 ครั้ง  ในขณะที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง P หรือ N
-   หากไม่เหยียบเบรก กดปุ่มครั้งที่ 1 ชุดเครื่องเครื่องจะทำงาน กดปุ่มครั้งที่ 2 จะเปิดระบบไฟทั้งหมด และ กดปุ่มครั้งที่ 3 เป็นการปิดระบบทั้งหมด
-   การดับเครื่องยนต์ ให้กดปุ่ม Power 1 ครั้ง
-   สำหรับการดับเครื่องยนต์และการปิดระบบทั้งหมดนั้น เกียร์ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หากอยู่ในตำแหน่งอื่น เครื่องเสียงจะยังทำงานอยู่และไม่สามารถล็อครถได้

อีกเรื่องนึงที่สำคัญคือ รถยนต์คันนี้เป็นแบบ Hybrid เวลาเรา Start รถ อาจจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ และรถคันนี้ไม่มีมาตรวัตรอบเครื่องยนต์ ดังนั้นวิธีการสังเกตว่ารถเรา Start และพร้อมที่จะขับขี่แล้ว ก็คือ สัญลักษณ์ “Ready” ที่จะแสดงอยู่บนมาตรวัต นั่นเอง


เบาะนั่งคู่หน้าและเบาะหลัง


เบาะนั่งของ HR-V e:HEV นั้น ภาพรวมส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันในทุกรุ่นย่อย แต่จะต่างกันที่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น โดยเบาะนั่งทั้งคันจะหุ้มด้วยหนังแท้และวัสดุสังเคราะห์เป็นโทนสีดำทั้งหมด มีตกแต่งด้วยแถบเส้นคู่ 2 แถบ คาดกลางจากแนวตั้ง จากกลางพนักพิงลงมาถึงเบาะรองนั่ง แถมมีทั้งเบาะหน้าและเบาหลังด้วย และในรุ่น RS จะพิเศษว่ารุ่นอื่นๆ โดยเพิ่มการตกแต่งด้วยด้ายสีแดงมาให้

   เบาะนั่งคู่หน้า รูปทรงจะเหมือนกับรถ Honda รุ่นใหม่ ทั่วๆไป ที่จะมีการปาดเบาะให้ส่วนที่รองรับไหล่มันแคบลงนิดนึง เมื่อเทียบกับ HR-V คันเดิม ผมเลยเจออาการนั่งแล้วไหล่ล้นเบาะไปนิดนึง ส่วนปีกเบาะทั้งพนักผิงและเบาะรองนั่งผมว่า ถ้าเป็นคน Size ปกติมันก็โอบกระชับกำลังดี แต่สำหรับมนุษย์ Size ยักษ์อย่างผม (สูง 175 เซนติเมตร, น้ำหนัก 125 กิโลกรัม) อาจจะรู้สึกบีบนิดๆ แต่การรองรับส่วนหลังและก้นนั้น ผมว่านั่งสบายในระดับนึงเลยทีเดียว ส่วนความยาวของเบาะรองนั่งคู่หน้า ผมรู้สึกว่ามันสั้นไปนิดนึง แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

   พนักผิงศีรษะของเบาะคู่หน้านั้น ผมว่ารูปทรงมันดูแปลกตา นึกๆไปมันแอบคล้ายกับหมอนพิงบนที่นั่งชั้น Economy ในเครื่องบิน โดยทรงมันจะออกแนวกว้างๆ และมีเส้นตะเข็บขีดแบ่งเขตเป็น 3 ส่วน เท่าที่ใช้มาผมค่อนข้างชอบมันเลย มันนิ่มกำลังดี และเวลาหันซ้าย - ขวา รู้สึกว่ามันมีพนักผิงมารองรับตลาด ที่สำคัญ เมื่อผมปรับที่นั่งให้เป็นท่าที่ขับขี่ได้ถนัดแล้ว พนักผิงมันไม่ดันหัวจนเกินไป

เรื่องการปรับเบาะคู่หน้าก็เป็นอีกจุดต่างกัน โดยเบาะนั่งคนขับนั้น รุ่น E,EL ปรับได้ 6 ทิศทาง (ปรับเอนตั้ง – นอน ,ปรับระยะใกล้ – ไกล, ปรับสูง – ต่ำ)  ด้วยระบบกลไก ในขณะที่รุ่น RS นั้น จะได้เป็นเบาะปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง (เพิ่มการกระดกหน้า - หลัง มาให้) ซึ่งผมชอบมากกว่า เพราะปรับให้รองรับกับสรีระของเราได้ละเอียดกว่า แต่ก็แอบเสียดายที่ยังไม่ให้ Memory Seat มา ส่วนเบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าจะปรับได้ 4 ทิศทาง (ปรับเอนตั้ง – นอน ,ปรับระยะใกล้ – ไกล) ด้วยระบบกลไกเหมือนกันทุกรุ่น


   มาต่อกันที่เบาะหลัง เท่าที่ดูรูปทรงของเบาะนั้น รู้สึกว่าเบาะหลังออกแบบมาให้เหมาะกับการนั่ง 2 คน มากกว่า จากการที่บริเวณที่นั่งตรงกลางมันนูนขึ้นมาเยอะกว่ารุ่นเดิมแบบชัดเจน ส่วนหนึ่งก็เพื่อรองรับกับที่วางแขนเบาะหลังที่มีขนาดใหญ่ว่ารุ่นเดิมเยอะมากๆ แล้วมีช่องวางแก้วน้ำติดมากับที่วางแขนเลย ถ้าจะนั่ง 5 คนจริงๆ มันก็พอได้แหละแต่คนกลางต้องตัวเล็กนิดนึงถึงจะโอเค

   ความสบายของการนั่ง เท่าที่ได้ลองนั่งตอนที่รถจอดนิ่งๆ ผมว่าตัวเบาะมันก็นั่งสบายใช้ได้เลยนะ การรองรับแผ่นหลังและก้นอยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่ควรจะต้องดึงพนักผิงศีรษะขึ้นมา ไม่งั้นมันจะดันบริเวณต้นคอหรือหลังท่อนบนจนน่ารำคาญ ส่วนเบาะรองนั่งนั้น ผมว่าสั้นไปหน่อย คนขายาวๆอาจจะเมื่อยถ้าต้องนั่งนานๆ และอีก 1 สิ่งที่ผมเสียดายมากๆคือ เบาะหลังในรุ่นนี้มันไม่สามารถปรับเอนได้ ซึ่งในHR-V รุ่นเก่ามันปรับเอนได้ 2 Step แล้วพอปรันเอน มันก็สบายใช้ได้เลย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ารุ่นใหม่นั้น ตัดออกทำไม


แม้ว่าจะตัดบางอย่างออก แต่ Honda ก็ยังคงจุดเด่นที่สุดของรถตระกูล Hatchback ของแบรนด์ไว้ นั้นคือการพับเบาะแบบ Ultra seat ที่มีมาตั้งแต่ Jazz GD จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นจุดขายและข้อได้เปรียบหลักๆเลยก็ว่าได้ โดยเบาะหลังสามารถพับแยกกับได้แบบ 60 / 40 และปรับได้ 3 Mode ดังนี้
- Utility Mode พับเบาะหลังทั้ง 2 ด้านลง เพิ่มความจุของห้องสัมภาระได้เยอะมาก
- Long Mode ปรับเบาะด้านหน้าซ้ายและพับเบาะด้านหลังฝังซ้ายลง เพื่อขนของแนวยาว
- Tall Mode พับเบาะรองนั่งด้านหลังขึ้น เพื่อขนของทรงสูง
จริงๆมันมีอีก 1 Mode ก็คือ Refresh Mode ที่จะปรับเบาะหน้าเชื่อมต่อกันเบาะหลัง เพื่อการพักผ่อนระยะสั้นได้ แต่คันนี้ลองแล้วไม่เรียบเหมือน Jazz GK อีกคันที่บ้าน การใช้งานจริงจึงอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยไม่อยากนับเป็น Mode ที่เหมาะกับการใช้งานในรถรุ่นนี้


พื้นที่ในห้องโดยสาร


   ประเด็นนี้น่าจะเป็น 1 ในประเด็นหลักๆ ที่ถูกพูดถึงกันสำหรับรถรุ่นนี้ ผมเห็นสื่อหลายๆสำนัก รวมถึงความเห็นคิดของชาว Social ต่างให้ความเห็นว่า “รถคันนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนตัวสูง” ซึ่งผมเองก็มีก็แอบกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะเท่าที่ดูตัวเลขของมิติตัวถังแล้ว ความสูงของจากพื้นถึงหลังคารถนั้นลดลง ในขณะที่ Ground Clearance กลับสูงขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม รวมถึง Design ของหลังคาที่รุ่นเดิมจะมีความโค้งมนคล้ายๆทรงโดมนิดๆ แต่รุ่นใหม่เป็นแนวเส้นตัดตรงมากกว่า ยังไงก็มีผลต่อพื้นที่ห้องโดยสารแน่นอน ดังนั้นเรื่องพื้นที่ห้องโดยสารนั้น ผมจะขอเน้นไปที่เรื่อง Head Room กันก่อน โดยจะวัดความรู้สึกจากคนที่มีความสูง 175 เซนติเมตร (ตัวผมเอง) เป็นหลักนะครับ

   เริ่มจากตำแหน่งเบาะคนขับที่น่าจะได้เปรียบที่สุด เพราะมันปรับระดับ สูง – ต่ำได้ กันก่อนเลย โดยผมปรับเบาะให้เป็นตำแหน่งที่ผมขับแล้วสบาย ซึ่งมันจะสูงกว่าตำแหน่งของคนปกตินิดนึง (ติดมาจากรถคันแรกที่เบาะติดตั้งมาสูง) Head Room จะเหลือประมาณ 1 กำปั้นครึ่ง จากม่านบังแดดของหลังคากระจก ส่วนตัวผมรับได้ แต่ถ้าเทียบกับ HR-V รุ่นเดิมแล้ว บอกเลยว่าความสูงของเบาะที่ผมปรับขึ้นจากตำแหน่งต่ำสุดนั้น จะน้อยกว่าคันเดิมแบบชัดเจน

   ต่อไป เบาะนั่งผู้โดยสายตอนหน้าที่ปรับความสูงไม่ได้ ผมปรับให้ระยะใกล้ – ไกลและระยะเอนพนักพิงหลังให้เท่ากับตำแหน่งเบาะคนขับที่ตามผมขับ Head Room จะเหลือน้อยกว่าฝั่งคนขับ โดยระยะห่างเหลือเพียง 1 กำปั้น ส่วนตัวคิดว่า ถ้าปรับเอนลง 1 จังหวะจะช่วยให้ดีขึ้นนิดนึง เทียบกับ HR-V รุ่นเดิม ถือว่าน้อยกว่าแบบรู้สึกได้ เพราะรุ่นเดิม ไม่ต้องปรับเอนช่วยก็ไม่อึดอัด


   สำหรับ เบาะหลัง เท่าที่ลองนั่งดู เรื่องของ Head Room ไม่ว่าจะฝั่งซ้ายหรือขวา ถ้าผมนั่งแบบหลังและก้นชิดพนักผิงหลังแบบเต็มๆ หัวผมจะเฉี่ยวๆกับผ้าหลังคานิดๆ แต่ถ้าขยับก้นออกห่างจากพนักพิงหลังนิดนึง (นั่งไหลๆหน่อย) ระยะห่างจากหลังคาจะดีขึ้น ซึ่งอาการนี้ ผมก็เป็นกับ HR-V คันเดิมที่ใช้อยู่นะ แต่จุดที่นั่งแล้วหัวติดจริงๆ คือที่นั่งตรงกลางของเบาะหลัง ที่มันนูนขึ้น อันนี้หัวผมชนกับเพดานพอดี ดังนั้นคนที่นั่งตรงนี้ ควรจะสูงไม่เกิน 170 เซนติเมตร ไม่งั้นนั่งลำบาก 

   สุดท้ายเรื่อง Leg Room เบาะนั่งคู่หน้าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะตำแหน่งที่ผมนั่งขับคือถอยเบาะไปสุดราง เนื่องจากขาผมยาว ดังนั้น พื้นที่ที่ได้มันเหลือเฟือมากๆ พอมานั่งเบาะหลังโดยปรับเบาะคู่หน้าทั้ง 2 ตัว ให้ถอยมาสุดรางแล้ว ก็ยังเหลือพื้นที่วางไว้แบบสบายๆ เพียงแต่ก็พยายามลีกเลี่ยงการนำของชิ้นหนาๆ ไปใส่ในกระเป๋าเก็บของหลังเบาะคู่หน้า เพราะถ้าหนามาก มีโอกาสจะโดนหน้าขาของคนนั่งได้ง่ายๆ

หลังจากอธิบายตามความรู้สึกไปแล้วนั้น ผมขอสรุปง่ายๆสั้นๆเลยว่า
-   ถ้าคุณมีส่วนสูงไม่เกิน 175 เซนติเมตร คุณสามารถขับขี่หรือโดยสารรถรุ่นนี้ได้สบายเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นตำแหน่งที่นั่ง
ตรงกลางของเบาะหลังเท่านั้น
-   ถ้าคุณมีสูงส่วนสูงประมาณ 175 – 185 เซนติเมตร การเป็นคนขับหรือผู้โดยสารตอนหน้า จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
หรือถ้าต้องนั่งเบาะหลัง อาจจะต้องนั่งแบบไหลตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ไม่ควรนั่งให้ก้นและแผ่นหลังแนบชิดกับพนักผิง
-   ถ้าเกิดคุณมีความสูงมากกว่า 185 เซนติเมตร แนะนำว่า ควรไปลองนั่งที่ศูนย์บริการก่อนว่าคุณรับได้กับ Head Room มั้ย ถ้าได้ก็ไม่มีปัญหาครับ


แผงประตู


   แผงประตูทั้ง 4 บานใน HR-V e:HEV ผมรู้สึกว่า Honda ใช้วัสดุที่ให้ผิวสัมผัสหลายรูปในการทำแผงประตูขึ้นมา ขอไล่จากขอบด้านบน ที่ใช้วัสดุเหมือนโฟมนุ่มๆ ที่กดแล้วยุบได้ ถัดมาเป็นส่วนแถบตกแต่งบริเวณรอบมือจับประตู ซึ่งวัสดุที่ใช้จะเป็นพลาสติกแข็งที่ผิวของค่อนเรียบและมีการคาดแถบโครเมียมเป็นเส้นตรงให้ดูมีลูกเล่นมากขึ้นมากขึ้น ถัดลงมาอีกเป็นที่วางแขนที่หุ้มหนังและบุฟองน้ำมาให้ และสุดท้าย กรอบแผงประตูส่วนที่เหลือ จะเป็นพลาสติกแข็งกัดลายแบบที่คุ้นเคยกันในรถ Honda ทุกๆรุ่นนั่นเอง เอาจริงๆ ถ้าเทียบกับ HR-V คันเดิม ที่ครึ่งบนหุ้มหนังทั้งหมดแล้ว ผมแอบรู้สึกว่า รุ่นใหม่มันดูลดต้นทุนกว่าเดิมมากๆเลย 555

   เรื่องของการออกแบบนั้น ส่วนตัวผมรู้สึกว่า มุมของความสวยงาม แผงประตูทุกบานมันดูแข็งๆ ทื่อๆ และเรียบจนเกินไป อาจจะเป็นเพราะมันแทบจะเป็นโทนสีดำทั้งบาน ยิ่งถ้าเป็นรุ่น E ที่ตัดแถบโครเมียมออก ยิ่งดูโล้นขึ้นไปอีก ยังดีที่มือจับเปิดประตูทุกรุ่นนั้น ใช้วัสดุเป็นสีเงินด้านๆ ที่พอจะตัดกับสีดำให้ดูเด่นและมีอะไรขึ้นมาหน่อย รวมถึง Design ของผมก็แอบดูแปลกตาอยู่นึดนึง ซึ่งผมว่ามันก็สวยดีนะ แถมมันจับถนัดมือกว่าแบบก้านเดี่ยวๆ ในใช้ในรถยนต์หลายๆรุ่น หลายๆยี่ห้อด้วย


แต่จุดที่ผม OK มากๆ กับแผงประตูของคันนี้ คือการจัดวางตำแหน่งต่างๆ เพื่อการใช้งาน ผมว่ามันทำได้ดีเลยนะ ทั้งที่วางแขนที่ผมรู้สึกว่า มันวางได้จริงกว่ารถคันเก่าๆที่ผมใช้มา รวมถึงตำแหน่งของแผงควบคุมกระจกหน้าต่างและกระจกมองข้าง ที่มีความเอียงในองศาที่ใช้งานได้ถนัดมือเลย จุดเดียวที่ผมแอบเสียดายคือ พอย้ายที่วางแก้วของแผงประตูคู่หลัง ขึ้นมาอยู่ติดกับแผงสวิตช์เปิด – ปิด กระจกหน้าต่างแล้ว ซึ่งมันก็ใช้งานได้สะดวกขึ้นแหละ แต่ก็ทำให้ช่องเก็บของที่เคยอยู่ตรงข้างๆลำโพงมันเคยถูกตัดออกไป ส่วนตัวผมอยากให้มีเหมือน HR-V รุ่นเดิม

แผงควบคุมกระจกหน้าต่างและกระจกมองข้าง


   แผงควบคุมกระจกหน้าต่างและกระจกมองข้างของ HR-V e:HEV ทุกคันนั้น จะบางจุดที่ต่างกันในแต่ละรุ่นย่อย แต่การจัดเรียงจะใช้รูปแบบเดียวกัน โดยบนสุดจะชุดปุ่มควบคุมการปรับ – พับกระจกมองข้างด้วยไฟฟ้า ถัดมาเป็นปุ่มล็อค – ปลดล็อคประตู คราวนี้เป็นแบบแนวนอน กดฝั่งซ้ายเพื่อปลดล็อค และฝั่งขวาเพื่อล็อคประตู ถัดลงมาอีกก็จะเป็นปุ่มล็อคกระจกไฟฟ้า โดยถ้าไฟสีส้มติดแสดงว่ากระจกทุกล็อคอยู่นั่นเอง สุดท้ายล่างสุดเป็นแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บาน

และสำหรับจุดที่แต่ละรุ่นต่างกันนั้น มีอยู่ 2 จุด คือ ในรุ่น EL, RS จะได้ระบบขึ้น – ลงอัตโนมัติและ Jam Protection ในกระจกคู่หน้า และแผงควบคุมกระจกที่ประตูทุกบาน จะตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black ดำเงา แต่ในรุ่น E จะตัดกระจก Auto เหลือแค่ฝั่งคนขับ และตัดการตกแต่ง Piano Black เป็นพลาสติกธรรมดาแทน


คอนโซลหน้า


   คอนโซลหน้านั้น ตรงเป็นด้วยโทนสีดำเพียงอย่างเดียว มีโครเมียมแซมอยู่เล็กน้อยๆ ตัววัสดุบนคอนโซนจะมีส่วนที่เป็น Soft Touch และส่วนที่เป็นพลาสติกแข็งธรรมดา และสำหรับการออกแบบนั้น ก็เป็นกลิ่นอายการ Design ของ Honda ยุคนี้ ที่จะมีแถบแนวนอนคาดยาวอยู่บริเวณคอนโซนฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า ให้ดูเหมือนกับว่ามันเป็นช่องแอร์ตลอดแนว แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ โดยเราจะเจอ Design แบบนี้ใน Civic FE และ CR-V Gen6 เพียงแต่ตกแต่งไม่เหมือนกันเท่านั้น


ขอเริ่มไล่อุปกรณ์ต่างๆจากซ้ายสุดมาขวาสุด เริ่มต้นจากช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า ที่คราวนี้ได้การจัดวางแบบรถยนต์ปกติทั่วไป(สักที) ไม่ใช่เป็นแผงยาวๆแบบรุ่นเดิมแล้ว แต่ก็ยังมีความพิเศษในเรื่องการทิศทางลม ที่ปรับด้วยสวิตช์บิดพร้อมขีดระบุตำแหน่ง ได้ 3 รูปแบบคือ
-   บิดให้ขีดชี้ลงข้างล่าง เพื่อปิดช่องลมในฝั่งนี้ทุกช่อง
-   บิดให้ขีดอยู่ตรงกลาง เพื่อปล่อยลมออกในช่องแอร์ปกติ ที่เป็นช่องแนวนอน มีตัวปรับทิศทางลม ขึ้น – ลง และ ซ้าย – ขวา และออกแบบให้กลืนไปกลับแถบแนวนอนคาดยาวบนคอนโซน
-   บิดให้ขีดชี้ขึ้นข้างบน เพื่อกระจายลมแอร์ให้พุ่งไปด้านหลังผ่านช่องแอร์ที่อยู่ติดกับด้านบนของช่องแอร์ปกติ

ส่วนตัวผมชอบช่องแอร์แบบนี้นะ ผมว่ามันใช้ประโยชน์ได้จริงการแบบเดิม ถ้าคนนั่งข้างหน้าหนาว ก็บิดไปที่รูปแบบการกระจายลมไปข้างหลัง ช่วยให้คนนั่งหลังรับลมแอร์ได้มาขึ้น


ถัดจากช่องแอร์ ขอลงมาดูที่ เก๊ะเก็บของด้านหน้าฝั่งผู้โดยสาร ซึ่งมีขนาดพอที่จะใส่พวกสมุดคู่มือประจำรถและของกระจุกกระจิกนิดหน่อยได้ ซึ่งเวลาเปิดเกะนั้น จะมีตัวหน่วงไม่ให้กระแทกแรงๆมาให้ด้วย แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่ติดไฟส่องสว่างมาให้เช่นเดิม


มาถึงบริเวณตรงกลางของคอนโซนหน้า ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอุปกรณ์ต่างๆ เริ่มจากบนสุดซึ่งเป็นที่อยู่ของหน้าจอเครื่องเสียง ผมไม่ได้มีปัญหากับจอภาพนะ แต่อยากจะถาม Honda Thailand ว่า ใคร!!!! อนุมัติให้หน้าตามันเป็นแบบนี้ มันเหมือนเอา TV จอตู้ขนาดจิ๋ว ที่ผมเคยใช้ดูการ์ตูนตอนเรียนอนุบาล หรือไม่ก็ตู้เลี้ยงปลาทอง มาวางแปะไว้บนคอนโซนหน้า มันทั้งเชย ทั้งหนา และเกะกะสายตามากๆ และเป็นจุดที่ผมคิดว่าออกแบบมาได้แย่ที่สุดในรถคันนี้ ในขณะที่รถที่ขายในญี่ปุ่นกับยุโรป ได้จอแบบ Civic e:HEV บ้านเรา แม้จะเป็นจอตั้ง แต่ก็ดูทันสมัยและบางกว่านี้เยอะ หรือถ้าแต่ไม่ได้ ก็ช่วยหาทางทำให้มันดูดีกว่าหน่อยเถอะ Honda !!!

บ่นมาเยอะแล้ว ไปจุดต่อไปละกัน โดยข้างๆกรอบจอนั้น บริเวณที่ตัดกับแถบแนวนอนคาดยาว ก็จะมีช่องแอร์ขนาบข้างอยู่ โดยเป็นช่องแอร์แนวนอนที่มีตัวปรับทิศทางลม ขึ้น – ลง และ ซ้าย – ขวา มาให้ด้วย และถัดจากหน้าจอเครื่องเสียงลดลง ก็จะเป็นปุ่มเปิด - ปิด ไฟฉุกเฉินสีดำ ที่มีขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจนและมีแค่ปุ่มนี้ปุ่มเดียว อันนี้ผมชอบ เวลาจะใช้งานมันไม่ได้คลำหาเลย สะดวกมากๆ

ถัดลงมาอีกก็จะเป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศ และใต้แผงควบคุมนั้น มีช่องเก็บของเล็กๆที่มีการติดยางกันลื่นมาให้ด้วย ขนาดของมันพอจะใส่กระเป๋าสตางค์ หรือ โทรศัพท์ ขนาด iPhone 13 Pro Max ได้ ขนาบข้างด้วยช่องเสียบ USB-A ฝั่งละ 1 ช่อง โดยฝั่งขวาจะเป็นช่องที่เชื่อมต่อกับชุดเครื่องเสียง ส่วนฝั่งซ้ายจะใช้สำหรับปล่อยกระไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งแต่ละฝั่งจะมีสัญลักษณ์ระบุไว้ชัดเจน และถ้ามองถัดลงมาอีกก็จะเป็นส่วนของ คอนโซลเกียร์ซึ่งจะแบ่งชั้นกับคอนโซนหน้า


   เลยจากกลางคอนโซลกลางก็จะมาสู่คอนโซลหน้าฝั่งคนขับ ก็เหมือนรถทั่วไป คือมีชุดมาตรวัด ชุดพวงมาลัย และด้านล่างจะเป็นแป้นเบรกและคันเร่ง ซึ่งในรุ่น RS นั้น จะได้เป็นแป้นเหยียบแบบสปอร์ต ที่เป็นโลหะสีเงิน

มาที่ด้านขวาสุดของคอนโซลหน้า ก็จะมีช่องแอร์อยู่ 1 ช่อง ซึ่งเป็นช่องแอร์แบบเดียวกับฝั่งผู้โดยสาร ที่สามารถกระจายแรงลมได้ 3 รูปแบบ ถัดจากช่องแอร์ลงมาก็จะเจอ ช่องเก็บของเล็กๆ ที่สามารถใส่บัตรจอดรถ หรือ ธนบัตรได้


ถัดลงมาอีก ก็จะเป็น แผงสวิตช์ 4 ช่อง ซึ่ง 2 ช่องแรกจากซ้าย ปกติจะเป็นช่องว่าง แต่คันนี้ติดตั้ง สวิตช์เปิด – ปิด การทำงานของอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม (มีอธิบายใน Part หลัง) ส่วน ช่องที่ 3 และ 4 นั้นจะเป็น Function ของรถที่มาจากโรงงาน แบ่งเป็น 2 ปุ่ม / ช่อง โดยช่องที่ 3 ด้านบน เป็น ปุ่มเปิด – ปิด ฝาท้ายไฟฟ้า ส่วนด้านล่างจะเป็นปุ่มเปิด – ปิดระบบ VSA และช่องที่ 4 นั้น ปุ่มด้านบนเป็นปุ่มเปิด – ปิด เสียงเตือนคนภายนอกรถขณะขับขี่โหมดมอเตอร์ไฟฟ้า และปุ่มด้านล่างจะเป็นปุ่ม Shortcut เพิ่มเข้าสู่เมนูตั้งแต่ระบบ Honda Sensing


จุดสุดท้าย ด้านล่างสุดบริเวณที่วางขา ก็จะมีก้านดึงเปิดฝาถังน้ำมัน ก้านดึงเปิดฝากระโปรงหน้า ติดตั้งอยู่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 22:19:05 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง

มาตรวัตและจอแสงข้อมูลการขับขี่


ชุดมาตรวัตของ HR-V e:HEV ทุกคัน รูปแบบและ Layout การจัดวางนั้นเหมือนกันหมด โดยถ้าคุณยังไม่ได้ Start รถนั้น ชุดมาตรวัตจะมืดสนิท เหมือนมาตรวัตเรืองแสงทั่วๆไป แต่ก่อนจะ Start นั้น รถ Honda ได้ใส่ Gimmick เล็กๆน้อยๆ มาให้ด้วย โดยเมื่อเข้าเข้ามานั่งในรถแล้วปิดประตู ตัวจอ MID จะมี Graphic พร้อมเสียง แบบสั้นๆ แสดงขึ้นมาต้อนรับเราด้วย ซึ่งถ้าเป็นตัว RS Graphic จะเป็นรูปสัญลักษณ์ RS ส่วนรุ่นอื่นๆจะเป็น Logo H สีขาว แทน

พอกดปุ่ม Power เพื่อ Start รถ หรือเปิดระบบไฟแล้ว ชุดมาตรวัตรก็จะติดขึ้นพร้อมเข็มที่กวาดไปจนสุดแล้วตีกลับมา เราก็จะเห็นรายละเอียดของมาตรวัตได้ชัดเจน ซึ่ง ชุดมาตรวัตของ HR-V e:HEV นั้น ผมขอแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ โดยสิ่งที่ใหญ่และกินที่พื้นที่มากที่สุดคือ จอ Multi Information Display (MID) ขนาด 7 นิ้ว ที่อยู่ฝั่งซ้ายและกินพื้นที่มาถึงตรงกลางเลย


ถัดจากจอไปทางขวาก็จะเป็นมาตรวัตความเร็วที่ยังใช้เป็นเข็มจริงๆที่กวาดตามเข็มนาฬิกา พร้อม Font ตัวเลขความเร็วที่มองเห็นง่ายและชัดเจนมาก เริ่มต้นจาก 0 เพิ่มที่ละ 20 จนไปสุดที่ 220 ซึ่งทั้งหมดนี้ ในรุ่น E,EL เป็นแบบเรืองแสงสีขาวทั้งหมด ส่วนรุ่น RS นั้น ตัวเลขต่างๆ จะเป็นสีขาวเหมือนกัน แต่เข็มมาตรวัตจะเป็นสีแดงอยู่รุ่นเดียว

ส่วนถัดไปนั้น คือ แผงไฟเลี้ยวและไฟแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งจะอยู่บริเวณขอบด้านบนของตรงกลางมาตรวัต ยังคงใช้เป็นไฟสัญลักษณ์อยู่ ซึ่งมันก็ชัดเจนและมองง่ายดี ส่วนสุดท้าย แถบเล็กๆที่ขอบด้านล่างของตรงกลางมาตรวัต จะเป็นแถบแสดงปริมาณน้ำมันในถัง ซึ่งมีทั้งหมด 10 ขีด โดย ฝั่งซ้ายเป็น E – Empty และ F – Full อยู่ฝั่งขวา


สำหรับ จอ Multi Information Display (MID) ขนาด 7 นิ้ว มีความละเอียดของหน้าจอที่ชัดเจนดี เน้นใช้ตัวอักษรสีขาว พื้นหลังสีดำเป็นหลัก เน้นให้มองเห็นได้ชัดและไม่ส่องแสงจ้าจนแสบตาเกินไป ส่วน Icon ต่างๆนั้น จะเป็นสีเขียวซึ่งจะหมายถึงการทำงานปกติของระบบนั้นๆ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มเมื่อไหร่ นั่นคือมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วก็เตรียมเข้าเช็คได้เลย ทั้งนี้เราจะไม่สามารถปรับแต่งสีอะไรเองได้เลย
เพื่อให้อธิบายได้ง่ายและชัดเจน ผมจะของแบ่งหน้าจอเป็น 2 ส่วนหลักๆคือ ส่วนที่อยู่นอกวงกลม กับในวงกลม โดยส่วนที่อยู่นอกวงกลมนั้น จะแสดงข้อมูลที่สำคัญต่อการขับขี่ ซึ่งจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ เริ่มต้นจากคำว่า “READY” ถ้าติดอยู่ เท่ากับรถพร้อมใช้งาน ถัดมาทางขวาเป็น ตัวเลขความเร็วเป็น Digital และใต้ตัวเลขจะเป็นหน่วยวัด km/h ถัดลงมา จะเป็นพื้นที่แสดงผลของการทำงานของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC with LSF) และ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LKAS) ซึ่งจะแสดงผลถ้าเรากดเปิดระบบ ต่อมาจะส่วนของการแสดง Mode การขับขี่ที่เรายังใช้อยู่ ถัดลงมาอีกเป็นการบอกตำแหน่งของเกียร์ และล่างสุดจะเป็นเลขไมล์ของตัวรถ ส่วนด้านซ้ายจะเป็นอุณหภูมิภายนอกตัวรถและ Icon สีเขียวรูปรถที่อยู่ในวงกลมนั้น จะเป็นสถานการณ์ทำงานของระบบช่วยเหลือต่างๆ และสุดท้าย ใต้วงกลมก็จะเป็นนาฬิกา และสัญลักษณ์ EV ที่จะติดขึ้นเมื่อเครื่องยนต์ถูกตัดการทำงาน และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียว


มาถึงจุดที่เป็น Multi Information Display จริงๆ ซึ่งอยู่ในวงกลม โดยจะสามารถปรับแสดงผลต่างๆได้ตาม Function ต่างๆ ทั้งหมด 10 แบบ ผ่านปุ่ม Home และ Toggle Switch บนพวงมาลัย ดังนี้
1.   Power Meter : มาตรวัตแสดงสถานะการใช้ – ชาร์จพลังงานของการรถยนต์ โดยเมื่อรถหยุดนิ่งเข็มไมล์จะอยู่ตรงกลางระหว่างฝั่ง Power กับ Charge พอมีการกดคันเร่งและดึงพลังงานไปใช้เพื่อขับเคลื่อน เข็มไมล์จะกวาดไปทางขวาเข้าสู่ฝั่ง Power ยิ่งกวาดไปมากเท่าไหร่ แสดงว่ารถใช้พลังงานในการขับเคลื่อนสูงขึ้นตาม และเมื่อถอนคันเร่งหรือเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็ว รถจะชาร์จพลังงานกลับ เข็มไมล์ก็จะกวาดไปทางซ้ายเข้าสู่ ฝั่ง Charge ยิ่งกวาดไปมากเท่าไหร่ แสดงว่ารถมีการชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตมากขึ้นตาม
2.   Power Flow : หน้าจอ Infographic แสดงสถานะและทิศทางการไหลของพลังงานของรถยนต์ ระหว่างเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเกียร์  พร้อมกับแถบแสดงปริมาณของไฟในแบตเตอรี่ Hybrid ด้วย
3.   Range & Fuel : หน้าจอแสดง ระยะทางขับขี่ที่เหลืออยู่ / ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยและระยะทางที่ขับขี่มาแล้ว หลังจาก Trip Reset ครั้งล่าสุด / แถบวัดอัตราสิ้นเปลืองแบบ Real Time และยังสามารถสลับระหว่าง Trip A / B ได้เพียงแค่เลื่อน Toggle Switch ขึ้น – ลง และกดเพื่อ Manual Reset ได้
4.   Speed & Time : หน้าจอแสดง ความเร็วเฉลี่ยและระยะเวลาใช้การขับขี่ หลังจาก Trip Reset ครั้งล่าสุด โดยจะ Link กับ Trip A / B และสามารถสับเปลี่ยนการแสดงผลได้เพียงแค่เลื่อน Toggle Switch ขึ้น – ลง และกดเพื่อ Manual Reset ได้เช่นกัน
5.   G-Meter : มาตรวัตแรง G ของตัวรถ
6.   Seat Belts : หน้าจอแสดงสถานการณ์คาดเข็มขัดนิรภัยของทุกตำแหน่งที่นั่งในรถ เมื่อตำแหน่งไหนยังไม่ได้คาดเข็มขัดจะมีสัญลักษณ์ X แสดงขึ้นมา พอคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย สัญลักษณ์จะเป็นเป็นเครื่องหมายถูกสีเขียว และสำหรับเบาะคู่หน้านั้น จะมี Sensor วัดน้ำหนัก เมื่อมีคนมานั่งแล้วไม่คาดเข็มขัด สัญลักษณ์ X จะเป็นสีแดง
7.   Safety Support : หน้าจอสำหรับเปิด - ปิดระบบ Safety Support 2 ระบบคือ ระบบ CMBS และระบบ RDM with LDW โดยถ้ามีเครื่องหมายถูกและแถบสีเขียว = ระบบเปิดการทำงานปกติ
8.   Customize Display : หน้าจอสำหรับ เปิด – ปิด การแสดงผลของ Function ต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น
9.   Information : หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนต่างๆของรถยนต์ โดยถ้ารถยนต์ไม่มีอะไรขึ้นเตือนก็จะแสดงข้อความ “No Current Information”
10.   Settings : หน้าจอสำหรับการตั้งค่า ต่างๆของรถยนต์ ซึ่งจะมี Menu หลักๆ ดังนี้




•   Clock Setup : ปรับตั้งเวลาและรูปแบบของนาฬิกาบนมาตรวัต
•   Driver Assist System Setup : ปรับตั้งค่าเกี่ยวกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ของรถยนต์
•   Meter Setup : ปรับตั้งค่าข้อมูลต่างๆและหลักการทำงานของมาตรวัต
•   Keyless Setup : ปรับตั้งค่าการทำงานของระบบ Keyless Entry ของรถยนต์
•   Lighting Setup : ปรับตั้งค่าระบบไฟส่องสว่างต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในรถ
•   Door Setup : ปรับตั้งค่าเกี่ยวกับระบบล็อค – ปลดล็อครถยนต์
•   Power Tailgate Setup : ปรับตั้งค่าการทำงานต่างๆที่เกี่ยวกับระบบฝาท้ายไฟฟ้า
•   Default All : Reset ทุกค่าที่ตั้งไว้ ให้กลับไปเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน

สิ่งนึงที่หงุดหงิดกับ Honda มากๆ คือ จอ MID แบบนี้ มันก็เหมือนกับที่อยู่ไหน City e:HEV นะ แต่ของ City เนี่ย ไม่ว่าคุณจะเลื่อนมันไป Menu ไหนก็ตาม ที่ขอบวงกกลมสีขาว จะมีแถบมาตรวัต Power & Charge แสดงอยู่เสมอ ในขณะที่ HR-V e:HEV นั้น เป็นแค่เส้นสีขาวธรรมดาๆ ก็ไม่เข้าใจว่าจะตัดออกไปเพื่ออะไร ทุกรุ่นก็มีให้หมดยกเว้น HR-V นี่แหละ เซ็ง



พวงมาลัยและปุ่มควบคุม


พวงมาลัยเป็นแบบ Multi-Function 3 ก้าน สามารถปรับระยะใกล้ – ไกล และระดับสูง – ต่ำ ได้ แบบอัตโนมือ และทุกรุ่นพวงมาลัยจะหุ้มด้วยหนังแท้และหนังสังเคราะห์ ที่มีผิวสัมผัสแบบเรียบลื่นและนุ่มมือกำลังดี ในรุ่น RS จะได้ความพิเศษด้วยการตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ส่วนการตกแต่งในส่วนอื่นๆนั้น ตรงปุ่ม Multi-Function ต่างๆจะตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงา Piano Black ทุกรุ่น แต่ถ้ามองลงมาที่ก้านพวงมาลัยด้านล่างรูปตัว V นั้น รุ่น RS ยังคงได้สีดำเงา Piano Black แต่รุ่น E,EL จะเป็นสีดำด้าน

ตรงกลางพวงมาลัยเป็นแป้นแตรติดโลโก้ H สีโครม ภายในบรรจุระบบถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับไว้ เอาตรงๆ จุดนี้เป็น 1 ในจุดที่ผมไม่ชอบเลย คือไอ้แป้นแตรมันจะนูนออกมาขนาดนี้เพื่ออะไร มันดูอ้วนๆ บวมๆ และใหญ่เกินไป เอาจริงๆพวงมาลัย Honda ทำมาสวยหลายรุ่นนะ Civic CR-V City Accord รุ่นปัจจุบัน ก็สวย มีแต่ HR-V รุ่นเดียวเนี่ยที่ได้ทรงแบบนี้ มันขัดหูขัดตาไปหน่อย ก็ต้องทำใจยอมรับกันไป


มาต่อกันที่ปุ่ม Multi-Function โดยไม่ว่าจะเป็นรุ่นย่อยไหน ก็ใช้เป็นปุ่มแบบเดียวกัน Function เหมือนกันทั้งหมด ขอเริ่มจากฝั่งซ้ายก่อน จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ

-   ส่วนที่เป็นวัสดุสีดำด้าน จะเป็นปุ่มควบคุมหน้าจอแสงข้อมูลการขับขี่บนมาตรวัต โดยจะมี ปุ่ม Home 1 ปุ่ม ใช้สำหรับเข้าสู่ Menu หลัก หรือกลับสู่หน้าจอแสดงผลปกติ และมี Toggle Switch 1 ปุ่ม ที่สามารถหมุนขึ้น-ลง เพื่อเปลี่ยน Function ต่างๆ  และกดเพื่อ Enter ได้
-   ส่วนที่เป็นวัสดุดำเงาแบบ Piano Black เป็นปุ่มควบคุมชุดเครื่องเสียง จัดวางในรูปแบบคล้ายๆตัว C โดยปุ่มบน-ล่างที่อยู่ซ้ายสุดนั้น จะใช้ความระดับความเสียงของเครื่อง + อยู่ด้านบน และ – อยู่ด้านลง ถัดเข้ามาด้านขวาที่ติดกับปุ่มแตร ปุ่มด้านบนจะเป็น ปุ่ม Source สำหรับเปลี่ยน Mode ของเครื่องเสียง ส่วนผมด้านล่างขวาจะถูกแบ่งเป็น 2 ปุ่ม (ปุ่มซ้าย-ขวา) ใช้เลื่อนเปลี่ยนเพลงและคลื่นวิทยุ
-   ส่วนที่เป็นปุ่มแถวล่างสุด จะใช้สำหรับควบคุมฟังก์ชั่นการโทรศัพท์ แบ่งเป็น 3 ปุ่ม ซ้ายสุดคือ รับสาย ตรงกลางคือ วางสายหรือย้อนกลับ และขวาสุดเป็นปุ่ม เรียกใช้ระบบ Voice Command ของโทรศัพท์ที่เราเชื่อมต่อไว้ เช่น Siri for iPhone เป็นต้น


ส่วนปุ่ม Multi-Function ที่ก้านพวงมาลัยฝั่งขวานั้น จะเป็นปุ่มสำหรับควบคุม ระบบ Adaptive Cruise Control และระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆ (ซึ่งจะอธิบายใน Part ของ Honda Sensing) ตกแต่งลักษณะเดียวกับปุ่มที่ก้านฝั่งซ้าย เพียงกลับด้านกัน โดยส่วนที่เป็นวัสดุสีดำด้าน จะเป็นปุ่มเปิด-ปิด ระบบ ถัดไปเป็นปุ่ม Cancel ส่วนปุ่มที่เป็นส่วนดำเงานั้น ขวาสุดและเป็นปุ่ม Set, Reset ความเร็ว แล้วยังเป็นปุ่ม + - ความเร็วเมื่อระบบกำลังทำงาน และส่วนที่ติดกับแป้นแตรนั้น ด้านบนจะไม่มีปุ่ม แต่ด้านล่างจะแบ่งเป็น 2 ปุ่ม ซ้ายสำหรับตั้งระยะห่างจากรถคันหน้า ขวา สำหรับระบบรักษารถให้อยู่ในเลน


และที่ด้านหลังของพวงมาลัย จะเป็นก้าน Paddle Shift ติดอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง โดย + อยู่ขวา และ - อยู่ซ้าย ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่ Paddle Shift สำหรับเพิ่ม – ลดเกียร์ แต่มันระบบชะลอความเร็วที่พวงมาลัย Deceleration Paddle Selectors เรียกง่ายคือ ระบบช่วยหน่วงความเร็วด้วยมอเตอร์นั่นแหละ กด - ก็เพิ่มความหน่วง + ก็ลดความหน่วง มี 4 ระดับให้เลือกใช้


ก้านควบคุมระบบไฟหน้าและไฟเลี้ยว


ติดตั้งบริเวณคอพวงมาลัยด้านขวา ใช้งานเหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยสวิตช์ควบคุมไฟหน้า จะเป็นแบบหมุนที่ตัวปลายก้าน ซึ่งใน Honda รุ่นใหม่ๆ ที่มีไฟหน้า Auto นั้น จะเรียงลำดับใหม่เป็น OFF < Auto > ไฟหรี่ > ไฟต่ำปกติ โดยตำแหน่งเริ่มต้นการทำงานของ ตำแหน่ง Auto ทุกครั้งที่ Start รถไฟหน้าจะอยู่ในโหมด Auto ซึ่งเราสามารถบิดไปที่ ตำแหน่งไฟหรี่ และไฟต่ำ ได้ตามปกติ แต่ว่า ในการบิดไปที่ตำแหน่ง OFF เพื่อปิดไฟนั้น สวิตช์จะเด้งกลับมาที่ Auto โดยอัตโนมัติ แม้ว่าไฟหน้าจะปิดก็ตาม

การที่เราบิดไปที่ OFF เพื่อปิดไฟหน้าและ Daylight นั้น ไฟมันจะดับก็ต่อเมื่อ เบรกมืออยู่ในตำแหน่งทำงานเท่านั้น ถ้าเราปลดเบรกมือ ไฟหน้าและ Daylight จะติดและกลับมาทำงานในโหมด Auto ทันที ซึ่งข้อดีของมันคือ เราสามารถ Start รถแล้วบิดไปที่ OFF เพื่อปิดไฟหน้าและ DRL ในกรณีที่เราจอดรอคนได้ และเมื่อถึงเวลาที่รถเคลื่อนตัว ไฟหน้าก็จะพร้อมทำงาน ช่วยขจัดปัญหาลืมเปิดไฟหน้าในเวลากลางคืนได้ดีเลย

ถัดจากสวิตช์ควบคุมไฟหน้า เข้ามาจะเป็นสวิตช์วงแหวนสำหรับเปิด – ปิด ไฟตัดหมอกหน้า ส่วนตัวก้าน ดึงเข้า = เปิดไฟสูง / ผลักออก = เปิดไฟสูงค้าง / ยกขึ้น – กดลง เปิดไฟเลี้ยว มีการติดตั้งระบบไฟเลี้ยวกระพริบ 3 ครั้ง สำหรับเปลี่ยนเลนมาให้ด้วย (ผ่านมา 6 ปี ผมยังเรียกชื่อไม่ถูกเหมือนเดิม) และที่หัวของก้านไฟเลี้ยวนั้น ติดตั้งปุ่มสำหรับ กดเรียกดูภาพจากระบบ Honda Lane Watch มาให้ด้วย


ก้านควบคุมระบบปัดน้ำฝน


ติดตั้งบริเวณคอพวงมาลัยด้านซ้าย มาพร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ซึ่งมีหลักการทำงานและหลักการควบคุม เหมือนกับ HR-V รุ่นเดิมทุกอย่างเลย โดยการตำแหน่งของ Function การใช้งานก็จะเป็น MISS < OFF > AUTO > LO > HI และยกก้านเข้าหาตัว = ฉีดน้ำ ที่ก้านจะมีวงแวนปรับระดับความเร็วของการปัด สำหรับโหมด Auto 

ส่วนใบปัดน้ำฝนหลังจะปรับที่สวิตช์หมุนปานกลาย จะมี OFF > INT > ON และก็ฉีดน้ำเท่านั้น และเหมือนเข้าเกียร์ถอย ขณะที่ระบบปรับน้ำฝนด้านหน้าทำงานอยู่ ใบปัดน้ำฝนหลังจะทำงานอัตโนมัติ 2 ครั้ง

ชุดเครื่องเสียงและลำโพง


   ในหัวข้อ ผมจะขอพูดถึงเฉพาะการใช้งานหน้าจอ และไม่พูดเรื่อง Design และตำแหน่งการจัดวาง เพราะบ่นไปในตั้งตอนอธิบายคอนโซลหน้าไปแล้ว

   ชุดเครื่องเสียงใน HR-V e:HEV ทุกรุ่น จะได้เเป็นหน้าจอระบบสัมผัส Advanced Touch ขนาด 8 นิ้ว เหมือนกันหมด เข้าใจว่าเครื่องเสียงชุดนี้เป็นชุดเดียวกันกับ Honda City / City Hatchback ที่เป็นรุ่น SV RS และ e:HEV RS ซึ่งผมว่าถ้ามันอยู่ใน City ก็โอเคนะดูสมกับราคารถ แต่ใน HR-V คันเป็นล้าน ผมอยากได้จอแบบ Vezel ในญี่ปุ่น ซึ่งเหมือนกับ Civic e:HEV ของบ้านเรา ให้ตัวนี้มาเถอะ มันดูดีกว่าเยอะและจะทำให้รถดูหรูและสวยขึ้นเป็นกอง เอาเถอะ มีแบบนี้ก็ต้องทำใจ อย่างน้อยๆมันก็มี Function มาเกือบครบอยู่นะ ก็จะมี


-   วิทยุ FM สามารถบันทึกช่องได้ อย่างละ 12 สถานี และ วิทยุ AM บันทึกได้ 6 สถานี
-   เชื่อมต่อโทรศัพท์ ผ่าน Bluetooth สำหรับโทรศัพท์และฟังเพลง
-   รองรับระบบสั่งงานด้วยเสียง Siri ในกรณีที่เชื่อมต่อกับ iPhone
-   ช่องต่อ USB สำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องเสียง มีมาให้ 1 จุด บริเวณคอนโซลกลาง ฝั่งใกล้ๆคนขับ เป็นแบบ USB Type A สามารถเสียบ Thumb Drive และเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านการเสียบสายได้
-   รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay / Android Auto แบบใช้สายเสียบเท่านั้น
-   รองรับการใช้งาน Web Link Application ที่จะสะท้อนหน้าจอมือถือขึ้นมาที่จอรถ ผ่านการเสียบสายได้ ทั้งนี้สามารถสะท้อนภาพขึ้นในกรณีที่เบรกมือไฟฟ้าทำงานอยู่เท่านั้น หากปลดเบรกมือไฟฟ้า จอภาพจะตัดการสะท้อนภาพทันที
-   แสดงภาพจากกล้องมองหลัง ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (มุมกว้าง 180 องศา / มุมตรงปกติ / มุมดิ่งลงพื้น)
-   แสดงภาพจากกล้องระบบ Honda Lane Watch ที่ติดตั้งที่ใต้กระจกมองข้างด้านซ้าย

แม้จะเป็นจอ Touch Screen แต่ที่ขอบจอด้านขวา จะมีปุ่มควบคุมจออยู่ มีด้วยกับ 5 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่ม Home, ปุ่มย้อนกลับ, ปุ่มเพิ่มเสียง, ปุ่มลดเสียง, ปุ่มปิดเสียง (กด 1 ที) และปิดชุดเครื่องเสียง (กดค้าง) ซึ่งผมว่ามันสะดวกดี ไม่ต้องไปคลำหาบนหน้าจอ


สำหรับชุดลำโพง ผมเข้าใจว่าทุกรุ่นใช้ Spec ลำโพงเดียวกัน แต่จำนวนไม่เท่ากัน โดยรุ่น E ให้มา 4 ตำแหน่ง ซึ่งจะอยู่ที่ด้านล่างของประตูทั้ง 4 บาน ขยับมาที่รุ่น EL ที่เพิ่มลำโพงบนคอนโซนหน้ามา 2 จุด (ซ้าย – ขวา) รวม 6 ตำแหน่ง สุดท้าย รุ่น RS ที่เพิ่มลำโพงบนด้านบนของแผงประตูคู่หลังอีกข้างละจุด รวมเป็น 8 จุด

เรื่องคุณภาพของภาพและเสียงที่ให้มานั้น อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้งานได้ สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นเครื่องเสียงอะไรนักแบบผม ที่ผมว่าดีเลยคือ เสียง ส่วนตัวผมฟังเพลงผ่าน Apple Music ซึ่งเชื่อมต่อกับรถผ่าน Apple CarPlay แบบเสียบสาย คุณภาพโอเคเลย ไม่รู้สึกว่าเสียงมันบี้หรือไม่มีมิติแต่อย่างใด ฟังเพลินๆได้ แล้วถ้าเปลี่ยนไปฟังเพลงผ่าน USB ที่ไฟล์เสียงคุณภาพดีหน่อย จะรู้สึกว่าเสียงมันจะใสและชัดเจนขึ้นกว่าฟังจากมือถือนิดนึงด้วย


แต่จุดที่ผมไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไหร่คือเรื่อง ภาพ โอเคว่ามันดูรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร แต่ความละเอียดของหน้าจอนั้น ถือว่าสอบตกโดยสิ้นเชิง ผมยังเห็นความเป็นเหลี่ยมของ Pixel ที่ชัดเจน ซึ่งมันดูไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็นในปี 2023 แล้ว ผมเห็นแล้วนึกถึงจอติดรถ HR-V คันเก่า ที่ถอดทิ้งไปหลังจากซื้อรถมาได้ 4 เดือน เรื่องนี้อยากให้ Honda ปรับปรุงโดยด่วนเลย ยังดีที่จอชุดนี้มันยังมี Function การใช้งานที่ตามสมัยสำหรับปี 2023 แล้วก็ยังมีความเสถียรเมื่อต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆของรถ จำพวก LaneWatch และกล้องหลัง ผมเลือกยังไม่ถอดทิ้ง

ส่วนเรื่องการโทรศัพท์ ไม่ว่าจะผ่าน Apple CarPlay หรือ Function ของตัวจอเอง ถือว่าทำได้ดีมาก เสียงชัด Microphone ชัด ไม่เอ๋อ ไม่หน่วง และแสดงข้อมูลที่ชัดเจนครบถ้วน


สุดท้าย WebLink ที่สามารถสะท้อนหน้าจอมือถือขึ้นไปบนจอ เพิ่มดู YouTube ได้นั้น ส่วนตัวผมแทบไม่ได้ใช้งานเลย เพราะการใช้งานแต่ละที่นั้น ต้องคอยตั้งค่าว่า จะเชื่อมต่อเป็น Function ไหน ระหว่าง Apple CarPlay หรือ WebLink ที่สำคัญ จะใช้ WebLink ได้ ก็ต้องตอนที่รถจอดสนิทและเบรกมือทำงานเท่านั้น ก็เลย Set ให้เชื่อมต่อเป็น CarPlay ไว้ และเท่าที่ลองใช้งาน Weblink นั้น มันก็พอใช้งานได้จริงแหละ แต่ด้วยจอที่มันไม่ได้คมชัดเท่าจอโทรศัพท์มือถือสมัยนี้แล้วขนาดจอก็ต่างกันไม่มาก ผมเลยแก้ปัญหาโดยดูผ่านจอมือถือแล้วเสียบ CarPlay ให้เสียงออกจากลำโพงรถแทน
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง

แผงควบคุมระบบปรับอากาศ


   ระบบปรับอากาศของ HR-V e:HEV ทุกรุ่น เป็นแบบควบคุมอุณหภูมิและแรงลมอัตโนมัติ สามารถปรับตั้งอุณภูมิได้ แต่ไม่แยกฝั่ง มาให้ โดยควบคุมผ่าน แผงควบคุมที่ติดตั้งอยู่บริเวณใต้ชุดเครื่องเสียงและปุ่มไฟฉุกเฉิน Design ของแผงควบคุมนั้น ผมว่ามันเหมือนๆกับ Honda รุ่นปัจจุบันเกือบทุกรุ่นเลย ต่างกันที่ Function และการตกแต่งเพียงเล็กน้อย ซึ่งของ HR-V จะตกแต่งด้วยกรอบสีเงิน พร้อมแสงไฟสีขาว แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ก็คือ

-   จอแสดงผลเล็กๆแต่ยาวตลอดแนว พื้นสีดำตัวอักษรและสัญลักษณ์ต่างๆสีขาว แสดงผลทั้ง ระดับแรงลม, A/C ON – OFF, ทิศทางลม และอุณหภูมิ ซึ่งการจัดวางการแสดงผลนั้นจะสัมพันธ์กับตำแหน่งของปุ่มหมุนและปุ่มกดต่างๆ
-   ปุ่มหมุนสีเงิน จะเป็นปุ่มทรงกลม 3 วง เรียงกัน ปุ่มซ้ายสุด จะหมุนเพื่อปรับแรงลม ได้ X ระดับ และถ้ากดที่ปุ่มจะเป็นการเปิด – ปิด ระบบปรับอากาศ  ถัดมาตกลางจะหมุนปรับทิศทางลมต่างๆ และขวาสุดหมุนปรับอุณหภูมิ ซึ่งเวลาหมุนนั้นจะมีไฟเรืองแสงขึ้นมาด้วย โดยหมุนซ้าย จะลดอุณหภูมิลงและมีไฟสีฟ้าติดขึ้น ส่วนหมุนขวาจะ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นและมีไฟสีแดงขึ้น
-   ปุ่มกด จะอยู่ระหว่างปุ่มหมุนแต่ละปุ่ม เท่าที่ดูมีทั้ง 5 ปุ่ม คือ ซ้ายสุดเป็น A/C ON – OFF ซึ่งจะติดกับปุ่มเปิดระบบหมุนเวียนอากาศ คั่นด้วยปุ่มหมุน และจะเป็นปุ่มเปิดระบบไล่ฝ้า หน้า และหลัง และคั่นด้วยปุ่มหมุนอีกปุ่มนึง จนมาถึงปุ่มสุดท้ายคือ Max Cool ที่กดแล้ว แอร์จะทำงานแบบถวายชีวิตเพื่อให้ห้องโดยสารเย็นให้เร็วที่สุด

   ส่วนตัวผมชอบแผงควบคุมระบบปรับอากาศของรุ่นนี้มากกว่าของรุ่นก่อน ทั้งเรื่องของ Design และความง่ายในการใช้งาน ซึ่งรุ่นเดิมเป็นแบบ Touch อย่างเดียว จะปรับทีต้องหันไปมองว่ากดถูกปุ่มมั้ย แต่รุ่นนี้ มีแบบปุ่มกดกับสวิตช์หมุน ซึ่งคลำหาและปรับค่าต่างๆได้ง่ายกว่าเยอะ

   สำหรับความเย็นของระบบปรับอากาศนั้น ผมกล้าพูดได้เลยว่า แอร์คันนี้เย็นสะใจมากๆ แล้วส่วนใหญ่ผมใช้รถขับไปทำงานช่วงเช้า 8.00 – 9.00น. และขับกลับบ้านหลัง 19.00น. ตลอด เปิด 24.5 หรือ 25 พัดลม Auto ก็เย็นสบายแล้ว แต่ถ้าวันไหนต้องขับกลางวัน แล้วเจอแดดแรงๆหรือ ร้อนจัดๆ ผมจะปรับลงมาประมาณ 24 พัดลม Auto

แต่ถ้ากลัวว่าจะหนาวเกินไป ไม่ต้องกังวลครับ รถคันนี้มี Heater มาให้นะ สังเกตได้จากการที่เราปรับอุณหภูมิไปสูงสุดแล้วจอจะขึ้น “Hi” พร้อมกับมีลมอุ่นๆออกมาจากช่องแอร์ ถามว่าเมืองไทยที่อากาศร้อนเสมือนอยู่บนเตาถ่านจะได้ใช้ตอนไหน จริงๆ ในช่วงหน้าหนาว จะมีบางพื้นที่ในเมืองไทยที่มีโอกาสได้สัมผัสอากาศหนาวอยู่บ้าง ใครอยู่ที่นั่น หรือผ่านแถวนั้น ก็อาจจะได้ใช้บ้าง แต่หลักๆผมว่า การที่รถมี Heater มันช่วยให้อุณหภูมิในห้องโดยสารมันใกล้เคียงกับอุณหภูมิที่เราตั้งไว้และคงที่ได้มากกว่า รถที่ไม่มี Heater แล้วหวังพึ่งการตัดต่อของคอมแอร์อย่างเดียว อันนี้ผมสัมผัสได้จริงๆนะ

ส่วนประเด็นเรื่องความร้อนจากหลังคากระจกนั้น แน่นอนว่าตอนที่แดดแรงๆ โดยเฉพาะช่วงเที่ยง กระจกมันอมความร้อนเยอะพอสมควรเลย แต่แอร์คันนี้สู้ไหว ผมชไม่รู้สึกว่ามีไอร้อนมาถึงตัวเรา ยกเว้นจะเอามือไปอังๆ ใกล้ๆกระจก ถึงจะรู้สึกร้อนผ่าวที่มือ


คอนโซลเกียร์ และ คันเกียร์


   ถ้ามองคอนโซลหน้าจากมุมกว้าง อาจจะรู้สึกว่าคอนโซลหน้า คอนโซลเกียร์ และคอนโซลกลางมันเชื่อมยาวต่อกัน แต่จริงๆแล้ว คอนโซลหน้ากับคอนโซลเกียร์มันแยกชิ้นกันโดยมีช่องว่างเล็กๆอยู่ ไม่รู้เกี่ยวกับหรือเปล่านะครับ แต่การที่ทำแบบนี้  Honda อาจจะเก็บเอกลักษณ์ที่ HR-V ตัวเก่ามีคอนโซล 2 ชั้น ไว้ในรุ่นใหม่นี้ (อันนี้ผมเดาล้วนๆ)

   สำหรับคอนโซลเกียร์ของคันนี้ ออกแบบโดยดันรางเกียร์ให้ไปอยู่ชิดกับคอนโซลกลาง ซึ่งผมว่าตำแหน่งมันกำลังพอดี แล้วก็ทำให้เหลือพื้นที่ด้านหน้าให้ใช้สอยได้ มีการตกแต่งด้วยเส้นโครเมียมรูปตัว C ที่หัวด้านบนจะลากยากไปถึงบริเวณคอพวงมาลัย ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเพิ่มมิติและความสวยงามในกับภายในรถคันนี้ แต่ว่าจะต้องเป็นรุ่น EL หรือ RS เท่านั้นที่จะมีให้ ส่วนรุ่นได้คอนโซลแบบเดียวกัน แต่ไม่มีเส้นโครเมียม


   บริเวณพื้นที่หน้ารางเกียร์ Design มันจะคล้ายๆกับอุโมงค์เล็กๆ โดยจะมีช่อง Power Outlet ติดตั้งอยู่บริเวณผนักด้านบนชิดขอบซ้าย ส่วนพื้นด้านหลังนั้น ในรุ่น RS จะติดตั้งระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charging) มาให้ ส่วนรุ่น E,EL จะเป็นพื้นที่วางของธรรมดา แต่ก็สามารถสั่งติดตั้งเพิ่มจาก Catalog ของ Honda Accessories ได้ บอกก่อนราคาก็เอาเรื่องอยู่นะ

เท่าที่ลองใช้งานจริง ส่วนตัวผมใช้กับ iPhone 13 Pro Max ผมว่ามันก็พอจะใช้ได้ เพียงแต่เวลารถวิ่งผ่านถนนที่ไม่เรียบ บางทีมันก็เลื่อนไปมา ชาร์จเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ประกอบกับเวลาเราจะใช้ CarPlay ก็ต้องเสียบสายซึ่งมันชาร์จไฟในตัวอยู่แล้ว ผมเลยไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ ส่วนใหญ่ถ้าจะใช้ ผมมักใช้ชาร์จ AirPods มากกว่า


คันเกียร์ของ HR-V เป็นแบบรางตรง หัวเกียร์หุ้มหนังสังเคราะห์บางๆมา และมีปุ่ม Shift Lock ที่ด้านหน้าของหัวเกียร์ ตัวคันเกียร์เป็นทรงสูงใช้วัสดุสีเงินด้านๆและมีการบุถุงหนังครอบลงมาถึงฐานเกียร์มาให้ ส่วนบริเวณฐานเกียร์จะใช้วัสดุเป็น Piano Black

สำหรับตำแหน่งของเกียร์นั้นมีอยู่ 5 ตำแหน่ง คือ P R N D B โดยจะมีไฟบอกตำแหน่งเกียร์สีส้มๆที่ฐานเกียร์ และบริเวณเหนือรางเกียร์จะมีช่องเล็กๆให้เสียบกุญแจสำหรับ ปลดเกียร์ว่างเวลาจอดซ้อนคันได้


คอนโซลกลางและกล่องเก็บของ


   คอนโซลกลางของคันนี้ เป็นพลาสติกขึ้นรูปสีดำที่กัดลายให้พื้นผิวมันขรุขระเล็กน้อย เชื่อมต่อระหว่างคอนโซลเกียร์ไปจนถึงกล่องเก็บของและช่องแอร์ตอนหลัง

   เริ่มต้นจากส่วนที่ถัดมาจากคอนโซลเกียร์ จะแบ่งเป็น 2 ส่วนตามแนวตั้ง โดยฝั่งซ้ายจะเป็นที่วางแก้ว 2 ตำแหน่งเชื่อมกัน ขนาดพอจะวางแก้วขนาดทั่วๆไปได้ ยกเว้นพวกแก้วโอ่งหรือกระติกก้นใหญ่ๆ แต่ละฝั่งจะมีเคี้ยวล็อคไม่ให้แก้วไหลไปมาข้างละ 2 อัน ซึ่งผมว่ามันใช้จากได้จริงและดีมากๆเลย

   ส่วนฝั่งขวาข้างๆที่วางแก้วนั้น จะเป็นชุดแผงสวิตซ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการขับขี่ ไล่จากบนสุดจะเป็น สวิตช์ Drive Mode ซึ่งเราสามารถเลื่อนขึ้น เลื่อนลงเพื่อปรับ Mode การตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ 3 Mode : Sport < Normal > ECON โดยเวลาเราเปลี่ยน Mode ก็จะมี Graphic ขึ้นบนมาตรวัตด้วย

   ถัดลงมาอีกจะเป็น ปุ่มเปิด – ปิด การทำงานของ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) ซึ่ง HR-V ถือเป็นรถ Honda ประกอบในรุ่นแรกที่ติดตั้งระบบนี้มาให้ (รายละเอียดจะอธิบายอีกครั้งใน Part ของระบบการขับขี่)

    และส่วนล่างสุด จะเป็นปุ่มเบรกมือไฟฟ้า และปุ่มเปิด - ปิด ระบบ Auto Brake Hold มาให้ สำหรับวิธีการใช้งานนั้นมีดังนี้

-   เบรกมือไฟฟ้า : ดึงสวิตช์ดึงเพื่อขึ้นเบรกมือ ที่ปุ่มจะมีสีแดงติดขึ้นมา และกดสวิตช์ลงเพื่อปลดเบรกมือ ไฟสีแดงก็จะดับลง ทั้งนี้ถ้าหากออกตัวโดยที่ลืมปลดเบรกมือ ระบบจะทำการปลดเบรกมือให้อัตโนมัติ แต่จะทำงานก็ต่อเมื่อคนขับต้องคาดเข็ดขัดนิรภัยเท่านั้น และสำหรับการจอดซ้อนคันให้รถเข็นได้นั้น ก่อนดับเครื่องจะต้องปลดเบรกมือทุกครั้ง เนื่องจากเมื่อดับเครื่องแล้วรถจะปลดเบรกมือไม่ได้
-   Auto Brake Hold : ขณะใช้งานต้องอยู่ในเกียร์ D หรือ B และคนขับต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น โดยกดที่ปุ่ม Hold เพื่อเปิดระบบ เมื่อเบรกรถจนหยุดนิ่ง ให้เหยียบเบรกจนสุด ไฟแสดงสถานะบนมาตรวัดจะติดขึ้น ก็สามารถยกเท้าออกจากเบรกได้เลย รถจะหยุดอยู่นิ่งๆ หากต้องการออกรถก็แค่แตะคันเร่ง

ที่สำคัญ คราวนี้ Honda พัฒนาให้รถมันจำค่าของการเปิดระบบ Auto Brake Hold มาให้ด้วย จากคันเดิมที่ต้องกดเปิดระบบทุกครั้งหลังจาก Start รถ มาคันนี้ ถ้ากดเปิดระบบไว้แล้ว รถมันจะจำค่า แล้วไม่ว่าคุณจะดับเครื่อง ปลดเข็มขัด หรือทำอะไรให้ระบบมันตัดการทำงานเองก็ พอกลับมาทำตามเงื่อนไขของการใช้งาน คือ รถ Start พร้อมใช้งาน และคนขับขาดเข็มขัดนิรภัย ระบบก็จะกลับมาStandby และพร้อมทำงานแบบอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่มเปิด แล้วมันจะเป็นแบบนี้ทุกครั้ง จนกว่าคุณจะกดปุ่มปิดระบบเอง อันนี้ดีงามมากๆ


   ส่วนต่อไป ถัดลงมาจากที่วางแก้วและแผงสวิตซ์ ก็จะเป็นกล่องเก็บของที่มีขนาดใหญ่และลึกพอสมควร สามารถใส่พวกกล้อง DSLR ตัวเล็กๆ หรือของใช้กระจุกกระจิกได้ และส่วนตัวผมแนะนำให้ไปหาซื้อถาดพลาสติกที่ขนาดตรงกับกล่องนี้ ซึ่งมีขายตาม Shopping ต่างๆ ราคา 100 ต้นๆ มาใส่เพื่อเพิ่มพื้นที่วางของได้อีก ใช้แล้ว Work มากๆ  ส่วนฝาปิดกล่องเก็บของนั้น ก็จะทำหน้าที่เป็นที่วางแขนตรงคอนโซลกลางไปในตัว ซึ่งใน HR-V รุ่นนี้ ออกแบบมาให้มันกว้างและยาวกำลังดี วางแขนได้สบายแม้จะเลื่อนขึ้นลงแบบรุ่นเก่าไม่ได้ แถมยังเสริมวัสดุที่นุ่มๆและหุ้มหนังมาด้วย ดีกว่ารุ่นเก่าที่หุ้มหนังมาแต่ไม่มีความนุ่มเลย

สุดท้ายหลังจากกล่องเก็บของ ก็จะเป็นช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งในรุ่น EL และ RS จะมีช่องแอร์หลังติดตั้งมาให้บริเวณปลายคอนโซลกลาง โดยจะเป็นแอร์เป็น 2 ช่อง ปรับขึ้น - ลง และซ้าย – ขวา ได้ รวมถึงมีที่เปิด - ปิด ลมแอร์แบบกลไก ให้มาด้วย ส่วนรุ่น E นั้นจะเป็นช่องวางของเล็กๆมาให้แทน

และเฉพาะรุ่น RS เท่านั้น ที่ใต้ช่องแอร์ด้านหลังจะมีการติดตั้ง Port USB-A 2 ช่อง ให้คนนั่งด้านหลังสามารถ เสียบสายชาร์จเพื่อชาร์จมือถือและอุปกรณ์ Electronics ได้    


หลังคากระจก Panoramic Glass Roof


   พอเงยหน้าขึ้นมาด้านบน ก็จะพบกับ หลังคากระจก Panoramic Glass Roof 1 ในจุดเด่นของ HR-V e:HEV ที่สงวนไว้ให้กับรุ่น RS เท่านั้น และมันคือ 1 ในเหตุผลหลักๆที่ทำให้ผมเลือกตัว RS เลยก็ว่าได้ ซึ่งผมเองเคยมีโอกาสนั่ง HR-V ทั้งตัวเก่าที่เป็น Panoramic Sunroof และ รุ่นปัจจุบันที่เป็น Panoramic Glass Roof บอกเลยว่าผมติดใจและชอบมากๆ มันช่วยให้บรรยากาศในการขับขี่และโดยสาร มันโปร่ง โล่ง สบายตา มากขึ้น แล้ว เอาจริงๆ มันคาใจผมตั้งแต่ตอนซื้อ HR-V คันเก่า เมื่อปี 2017 ซึ่งที่บ้านไม่ยอมเอาตัวที่มี Sunroof เพราะกลัวน้ำรั่ว พอมาคราวนี้ ซื้อเอง ผ่อนเอง ดังนั้นสิทธิ์การเลือกเป็นของเรา แถมพอรุ่นนี้มันเปิดไม่ได้ ก็สบายใจเรื่องน้ำไม่รั่วได้ (แต่ถ้าเปิดได้มันจะดีต่อใจกว่านี้นะ)


   สำหรับ Spec ของกระจกหลังคาของตัว RS นั้น เท่าที่ลองหาข้อมูลได้มา ผมเข้าใจว่ามันเป็นกระจก Temple Glass เนื่องด้วยเรื่องของความปลอดภัย แล้วมาการเคลือบสารบางอย่างจนเป็นกระจก Low E  (ย่อมาจาก Low Emissivity) ซึ่งเป็นแบบเดียวกับการเคลือบกระจกอาคาร โดยจะมีคุณสมบัติที่ลดความร้อนและป้องการรังสีความร้อนให้ผ่านได้น้อยกว่ากระจกทั่วไป รวมถึงตัวกระจกจะแผ่รังสีความร้อนต่ำกว่ากระจกทั่วไป แต่ยังคงความใสสว่างอยู่ และสะท้อนแสงต่ำ ทั้งนี้กระจกหลังคาของรุ่นนี้นั้น จะมีความเข้มเทียบเท่ากับการติดฟิล์ม 60% และ Honda เองก็ไม่แนะนำให้เราไปติดตั้งฟิล์มกรองแสงใดๆเพิ่ม เพราะอาจทำปฏิกิริยากับ สารเคลือบที่ coating มาในกระจกแล้ว


   แม้ว่าหลังคาจะเป็นกระจกบานใหญ่ทั้งบาน แต่พอมาดูในห้องโดยสาร หลังคาจะถูกแบ่งเป็น 2 ตอน และยังดีม่านบังแดดมาให้ โดยในตอนหน้าที่จะตรงกับคนขับและคนนั่งหน้า จะเป็นม่านแบบตาข่ายโปร่งแสง ที่สามารถเลื่อนเปิด - ปิด ได้ด้วยมือของเราเอง ซึ่งน่าจะม้วนเข้าไปเก็บบริเวณสันเพดานกลางรถ ซึ่งมันก็ดูใช้งานได้สะดวกดีนะ แต่ตัวม่านมันโปร่งแสงไปหน่อย อยากให้ทึบกว่านี้สัก 30%

ส่วนหลังคาตอนหลังนั้น พื้นที่กระจกดูจะกว้างกว่าตอนหน้าหน่อยนึง และได้แผ่นปิดหลังคาแบบทึบแสงแบบถอด ซึ่งเป็นที่โจทย์จันกันในทุกๆ Platform โดยมันจะมาเป็นแผ่นปิดหลังคา 2 ชิ้น ที่มีสลักยึดกับหลังคาแผ่นละ 4 จุด สำหรับวิธีการใช้งานนั้น ผมว่าทุกคนคงได้เห็นกันตาม YouTube ตอนใส่กับถอด ยังไม่ยากลำบากเท่าไหร่ แต่ถอดออกมาแล้วจะไปเก็บไว้ไหน นี่แหละที่ลำบากหละ แม้ว่า Honda จะแถมซองอย่างดี สำหรับไว้เก็บแผ่นหลังคาเมื่อถอดออก แต่ก็เหมือนเดิม จะเอาไปวางไว้ไหนดี แม้ว่าห้องสัมภาระท้ายดูน่าจะตอบโจทย์ แต่ถ้าคุณมีสัมภาระ คุณจะวางมันยังไงดีหละ ยิ่งถ้ามันโดนทับแล้วหักหรืองอ ก็ต้องเตรียมเงินไว้เลย เอาจริงๆ ผมอยากได้ม่านม้วนแบบตอนหน้านะ แต่คิดว่าน่าจะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำไม่ได้ เพราะที่ญี่ปุ่นก็ได้แผ่นปิดหลังคาแบบนี้


มาถึงประเด็นสำคัญที่ผมเชื่อว่าหลายคนสงสัยว่ามันร้อนมั้ย บอกก่อนว่า ชีวิตประจำวันปกติของผม วันทำงานก็ขับรถไปทำงานซึ่งพอเช้า 9 โมงก็จอดรถในตึกออฟฟิศแล้ว และกว่าจะออกจากออฟฟิศเพื่อเดินทางกลับบ้าน ก็จะหลัง 1 ทุ่มเกือบทุกวัน แต่ละวันจึงไม่ค่อยเจอแดดจัดๆ เลย จะมีแค่เสาร์ – อาทิตย์ ที่ขับตอนกลางวันต้องเจอแดดจัดๆบ้าง เท่าที่ลองใช้งานมามันก็ไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนนะ ถ้าแดดไม่ได้ส่องลงมาตรงๆหรือท้องฟ้ามีเมฆเยอะนิดนึง พอเปิดตอนกลางวันได้ แต่ถ้าไปเจอวันฟ้าใสที่ไม่มีเมฆเลย แม้จะไม่รู้สึกว่าร้อน แต่ก็ต้องปิดม่านเพราะแสงมันจ้าและแสบตามากๆ

อีกประเด็นนึงคือ การจอดรถตากแดด ยังไงก็ควรต้องปิดม่านไว้ตลอด อย่างน้อยก็เพื่อถนอมอุปกรณ์ภายในรถไว้สักหน่อย ยิ่งเป็นสีดำซึ่งดูดความร้อนด้วย และถ้าวันไหนผมต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดนานๆ ก่อนจะขึ้นรถประมาณ 5 นาที ผมก็จะแก้ปัญหาด้วยการสั่ง Start รถผ่าน Honda Connect ให้เปิดแอร์ไว้ พอถึงรถก็เปิดประตูกว้างๆให้รถได้ระบายความร้อนออก ก็ช่วยได้พอสมควร


วัสดุบุหลังคา


เล่าถึงตัวหลังคากระจกไปแล้ว ยังไม่ได้เล่าถึงอุปกรณ์ภายอื่นๆที่ติดอยู่กับหลังคารถเลย เริ่มต้นจากวัสดุบุหลังคาก่อน ผมเข้าใจว่ามันคือวัสดุ Recycle ชนิดหนึ่งที่นำมาขึ้นรูปเพิ่มบุหลังคารถ ผิวสัมผัสจะคล้ายกับผ้าที่สากๆมือหน่อย เหมือนกับรถทั่วๆไป

สำหรับโทนสีที่ใช้นั้น HR-V e:HEV จะมีโทนสีของวัสดุบุหลังคา อยู่ 2 โทน คือ โทนสีเทาสว่างในตัว E,EL และโทนสีดำ ในรุ่น RS ซึ่งรวมถึงสีของกรอบพลาสติกเสา A,B,C Pillar แผงบังแดดคู่หน้า และมือจับบนหลังคาด้วย


แผงบังแดดคู่หน้า


   แผงบังแดดคู่หน้าของ HR-V e:HEV นั้น มีขนาดที่กำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป โดยทั้ง 2 ข้างในจะมาพร้อมกระจกส่องหน้าและฝาปิดกระจก แต่ในรุ่น RS นั้น จะได้ไฟส่องสว่างที่กระจกด้วย น่าเสียดายที่เป็นหลอดไฟแสงสีส้ม ไม่ใช่หลอด LED แสงสีขาว

อีก 1 คุณสมบัติพิเศษของที่บังแดดคู่นี้คือ คุณสามารถถอดมันจากจุดล็อคแล้วหมุนมันให้มาเป็นที่บังแดดด้านข้างได้ จริงๆรถรุ่นอื่นก็ทำได้นะ แต่คันนี้มันสามารถเลื่อนให้มันขยับออกไปได้นิดนึง ใช้ให้มันบังแดดได้มากขึ้น อันนี้ผมว่าดีนะ และก็พึ่งเคยเจอในรถคันนี้นี่แหละ


แผงสวิตช์ด้านบนหลังคา และไฟส่องสว่างในรถยนต์


แผงสวิตช์ด้านบนหลังคา และไฟส่องสว่างในรถยนต์ นั้น บริเวณห้องโดยสารตอนหน้า จะติดตั้งอยู่กลางรถเลน โดยจะเป็นแผงควบคุมระบบไฟส่องสว่างในตัวรถ ประกอบด้วย ปุ่มเปิดไฟอ่านแผนที่ฝั่งผู้โดยสานตอนหน้า >> สวิตช์ On – Door – Off  สำหรับควบคุมการเปิด - ปิด ไฟในรถทั้งหมด และสัมพันธ์กับการเปิด – ปิดประตู รถยนต์ >> ปุ่มเปิดไฟอ่านแผนที่ฝั่งคนครับ ที่สำคัญไฟในห้องโดยสารนั้น ให้มาเป็น LED ทั้งหมดเลย

และสำหรับรุ่น RS ที่มีสันเพดานตรงกลางรถนั้น จะติดตั้งไฟอ่านหนังสือด้านหลัง แบบสัมผัส มา 2 จุด โดยเราสามารถแตะที่ตัวไฟเพิ่มเปิดและปิดได้เลย ซึ่งถ้าเป็นรุ่น E,EL จะเป็นไฟ LED พร้อมกรอบธรรมดาแทน และติดตั้งเยื้องไปใกล้ตำแหน่งเบาะหลังมากกว่า


ราวมือจับบนหลังคา


   ราวมือจับบนหลังคา HR-V e:HEV ทุกรุ่น จะได้ทั้งหมด 4 ตำแหน่ง ทุกตำแหน่งมีการใส่ตัวหน่วงในการดีดกลับมาให้ด้วย และแน่นอนว่าวัสดุนั้นก็คงเป็นพลาสติกเช่นเคย และโทนสีก็จะเปิดไปตามสีของวัสดุบุหลังคา อย่างคันตัว RS ก็จะเป็นสีดำนั่นเอง
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
ระบบขับเคลื่อนและช่วงล่าง

เครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบส่งกำลัง


Spec เครื่องยนต์ของ HR-V e:HEV ทุกคัน เป็นเครื่องยนต์รหัส LEC6 เบนซิน 4 สูบ แบบ Atkinson Cycle ขนาด 1,498 CC. DOHC 16-Valve จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิกส์ PGM-FI มาพร้อมระบบแปรผันวาล์ว i-VTEC ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 – 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร ที่ 4,500 – 5,000 รอบ/นาที รองรับน้ำมันเบนซินได้ถึง Gasohol E20

ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พละกำลังสูงสุด 131 แรงม้า ที่ 4,000 – 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร ที่ 0-3,500 รอบ/นาที มาพร้อมกับ แบตเตอรี่ Lithium-ion 60 Cell ขนาดกี่ kW/h นั้นไม่แน่ใจ เพราะไม่มีเอกสารฉบับไหนจาก Honda ที่ระบุไว้ชัดเจน และส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT (Electrical Continuously Variable Transmission)


แต่เมื่อรวม แรงม้าและแรงบิดสูงสุดนั้นทาง Honda ใช้ตัวเลขจากแรงม้าและแรงบิดสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าเลย  ผมเข้าใจว่า เนื่องจากไม่มีจังหวะที่เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อพร้อมกัน ดังนั้น ค่าที่มอเตอร์ไฟฟ้าทำได้นั้น เป็นค่าสูงสุดนั่นเอง

ดูเผินๆแล้ว นี่มันเครื่องของ City / City Hatchback e:HEV หนิ เอาจริงๆ มันก็ใช่แหละ แต่สำหรับ HR-V e:HEV นั้น จะมีการปรับจูนพละกำลังเครื่องยนต์มากกว่า 7 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลังมากกว่า 22 แรงม้า เพิ่มให้เหมาะสมกับขนาดของรถและความกว้างของล้อยาง ที่เพิ่มขึ้นมานั้นเอง

ระบบ Hybrid (e:HEV)


   ถ้าย้อนกลับไปในตอนที่ Honda Thailand เปิดตัวรถ Hybrid ในประเทศไทยครั้งแรก ณ ตอนนั้น Honda ยังใช้ระบบ Integrated Motor Assist (IMA) ซึ่งเป็นแบบ Parallel Hybrid ที่พัฒนามานานแล้ว โดย ณ ตอนนั้น รถที่มีจำหน่ายและใช้ระบบนี้ ก็คือ Jazz 1.3 Hybrid,  Civic FB 1.5 Hybrid และ CR-Z 1.5 ซึ่งไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่

จนกระทั่ง Accord G9 2.0 Hybrid เปิดตัวในปี 2014 ระบบ Hybrid รูปแบบใหม่ Sport Hybrid i-MMD (Intelligent Multi-Mode Drive) ก็ถูกแนะนำให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักกัน คราวนี้มาเป็นระบบ Full Hybrid ที่ผสานการทำงาน ของเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว เกียร์ E-CVT และแบตเตอรี่ Lithium-ion ตั้งแต่การออกตัว การขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ การใช้ความเร็วสูง และระหว่างลดความเร็ว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบนี้ก็ประจำการอยู่ใน รถยนต์ Honda Hybridตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ทั้ง Accord City Civic CR-V และ HR-V ที่ขายอยู่ใน Showroom ณ ตอนนี้ ก็ล้วนใช้ระบบขับขี่แบบนี้ทั้งสิ้น


ส่วนคำว่า “ e:HEV ” ที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ จริงๆ มันคือชื่อทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ของ Honda ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ Sport Hybrid i-MMD นั่นแหละ หรือสรุปให้ง่ายกว่านั้น คือ Honda ใช้ชื่อนี้ แทนคำว่า “ Hybrid ” นั่นเอง โดยเริ่มใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนที่ City e:HEV เปิดตัว ซึ่ง ณ ตอนนั้น Honda Accord G10 ก็มีการเปลี่ยนชื่อรุ่น จาก Accord Hybrid เป็น Accord e:HEV แทนด้วย


   สำหรับการทำงานของระบบ e:HEV นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 Mode หลักๆได้ดังนี้

-   EV Drive :  สำหรับขับขี่ความเร็วในความเร็วต่ำ รวมถึงกรณีที่รถหยุดยิ่ง ระบบจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว และเครื่องยนต์จะไม่ทำงาน หากแบตเตอรี่มีกำลังไฟเพียงพอ
-   Hybrid Drive : สำหรับขับขี่ความเร็วในความเร็วปานกลางที่คงที่และจังหวะเร่งแซง ระบบจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ปั่นไฟส่งไปที่มอเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนล้อหรือเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่
-   Engine Drive : สำหรับขับขี่ความเร็วในความเร็วสูง ระบบจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว
-   Regeneration : ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดจากการลดความเร็ว เป็นกระแสไฟฟ้า และเพื่อชาร์จเข้าสู่แบตเตอรี่

ทั้งนี้ HR-V e:HEV นั้น ไม่มี Function และปุ่มให้เรากดเลือก Mode การทำงานของระบบ Hybrid ได้เอง รถจะคำนวนและปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบที่เหมาะสม และต้องขึ้นอยู่กับกำลังไฟที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ Hybrid ด้วย หากแบตเตอรี่ใกล้หมด เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นเพื่อปั่นไฟเข้าสู่แบตเตอรี่นั่นเอง


ระบบพวงมาลัย


   HR-V e:HEV ทุกคัน จะได้พวงมาลัย แร็ค แอนด์ พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่รุ่น RS นั้น จะได้ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าพร้อมอัตราทดเกียร์แบบแปรผัน (Variable Gear Ratio Steering : VGR) เพิ่มขึ้นมา ซึ่งการทำงานของมันนั้นเท่าที่หาลองหาข้อมูล มันจะมีการแปรผันอัตราทดกับน้ำหนักพวงมาลัย พูดง่ายๆคือ ในความเร็วต่ำๆก็จะหมุนพวงมาลัยได้สบายขึ้น พอความเร็วสูงพวงมาลัยก็จะมีน้ำหนักและควบคุมได้คมและแม่นยำมากขึ้น รวมถึงระยะรอบพวงมาลัยหมุนสุดนั้น จะน้อยกว่ารุ่นธรรมดาด้วย


หลังจากดูและอ่าน Review มาจากหลายๆสำนัก ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ระบบ VGR ในรุ่น RS นั้น ให้การขับขี่ที่ดี มั่นใจและสนุกว่า รุ่น E,EL ที่ไม่มี ระบบ VGR ซึ่งจุดนี้ก็เป็นอีก 1 เหตุผลสำคัญที่ผมเลือกตัว RS

เนื่องจากรถผมเป็นรุ่น RS และ ผมยังไม่มีโอกาสได้ลองขับ รุ่น E,EL เลย ทำให้คงตอบไม่ได้ว่าต่างกันขนาดไหน แต่ที่ได้สัมผัสในรถตัวเองนั้น ผมว่าระบบ VGS ทำงานได้ดีมากๆ ซึ่งเวลาที่ผมขับช้าๆเพื่อวนในที่จอดรถที่คอนโดผม พวงมาลัยมันเบาดี หักเลี้ยวได้ง่าย พอขับบนถนนปกติ น้ำหนักพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้น ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจขึ้น ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่าแม้มันจะทำงานด้วยมอเตอร์ แต่ก็ให้ความเป็นธรรมชาติของพวงมาลัยได้ดีทีเดียว ส่วนตัวไม่รู้สึกถึงอาการฝืดๆหรือโหวงๆแปลกๆ ที่เคยเจอในรถบางรุ่น

อีกประเด็นนึงทีสำคัญมากสำหรับพวงมาลัยรถคันนี้คือ ระยะรอบพวงมาลัยหมุนสุด ซึ่งผมรู้ว่าระยะค่อนข้างสั้นมาก โดยรุ่น E,EL มีระยะที่ 2.71 รอบ ส่วนรุ่น RS จะสั้นลงไปอีก โดยเหลือระยะเพียง 2.44 รอบเท่านั้น ข้อดีของมันคือ พวงมาลัยค่อนข้างไวต่อการหักเลี้ยว และไม่ต้องใช้การหักเลี้ยวมากในการเลี้ยวแต่ละครั้ง


แต่ก็มีข้อเสียหรือข้อควรระวังอยู่นิดนึง ถ้าคุณไม่ได้ขับรถคันนี้บ่อยๆหรือเป็นประจำ คุณจะไม่ค่อยชินกับระยะหมุนของมัน และบางครั้งคุณอาจจะมากเกินไปหรือเผลอหักไปจนสุดด้วยความไม่ชิน ซึ่งอาจจะส่งผลกับความทนทานและระยะการใช้งานของแร็คพวงมาลัยได้ แล้วการปรับตัวให้ชินกับพวงมาลัยคนนี้ ส่วนตัวผมต้องใช้ระยะเวลาประมาณนึงเลยกว่าจะเริ่มชิน

กลับกัน ถ้าคุณขับรถคันนี้เป็นประจำ แล้วต้องสลับไปขับรถคันอื่นอยู่บ้าง พอคุณขับรถคันอื่น คุณจะหมุนพวงมาลัยน้อยเกินไป แล้วบางจังหวะคุณอาจจะต้องเติมพวงมาลัยระหว่างเลี้ยว หรือถ้าเป็นมุมแคบๆ อาจจะเลี้ยวไม่พ้นก็เป็นได้ ส่วนตัวผมประสบพบเจอกับตัวเอง เนื่องจากผมสลับรถขับอยู่บ้าง แล้วรถอีกคันมีระยะพวงมาลัยหมุนสุดมากกว่าคันนี้เกือบ 1 รอบเลย ต้องตั้งสติดีๆเวลาจะขับรถอีกคันนึง


ช่วงล่างและระบบกันสะเทือน


ระบบกันสะเทือนของ HR-V e:HEV จะมีพื้นฐานเหมือนกันคือ ช่วงล่างด้านหน้า เป็นแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท
พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็น ทอร์ชั่นบีม แต่การ Set ช่วงล่างนั้น ทั้งโช้คอัพและสปริง จะ Set ค่ามาต่างกัน โดยตัว E,EL จะเน้นนุ่มสบาย ส่วน RS จะเน้นให้ขับขี่ได้สนุกกว่า

และอีกเช่นเคย เนื่องจากรถผมเป็นรุ่น RS และ ผมยังไม่มีโอกาสได้ลองขับ รุ่น E,EL เลย คงตอบได้เฉพาะ Feeling ของตัว RS เท่านั้น ซึ่งผมค่อนข้างโอเคครับ การ Set ช่วงล่างแบบนี้นะ มันก็ให้ความนุ่มนวลในระดับที่ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ นั่งได้โดยที่ไม่มีเสียงบ่นด่า ในขณะที่วัยรุ่นแอบซิ่งพอตัวอย่างเรา ที่ชอบซุกซนเวลาซิ่งบนทางด่วนคนเดียว ด้วยความเร็วประมาณ 100 – 120 ก.ม./ช.ม. (นานๆทีมีเผลอไปถึง 140 บ้าง ^^) ก็สามารถสนุกกับการขับขี่ได้พอสมควรเลย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางโค้ง อาการรถไม่ได้รู้สึกน่ากลัวเลย ผมขับได้แบบมั่นใจ แต่ก็ต้องทำใจยอมรับว่า ด้วยความเป็น Honda มันก็จะต้องหลงเหลือทั้งความกระด้างและอาการย้วยของช่วงล่างอยู่บ้าง

โดยภาพรวมแล้ว ผมว่าคราวนี้ Honda รับรู้ปัญหาช่วงล่างใน HR-V รุ่นก่อน แล้วนำมาปรับปรุงมาได้โอเคในระดับนึงเลย และตอนนี้ ผมเองก็ยังไม่ได้มีความคิดที่มองหา โช็คและสปริง Aftermarket มาเปลี่ยนแทนของเดิม แบบในรุ่นเก่า ที่มันกระด้าง โยนและย้วย แบบที่ไม่ไหวเอาเสียเลย


ระบบเบรก


   ระบบเบรกของคันนี้ จะเป็นดิสก์เบรก ทั้ง 4 ล้อ แต่ในจานเบรกหน้าจะเป็นแบบมีช่องระบายความร้อนด้วย และด้วยความเป็นรถ Hybrid นั้น ผมคิดว่า การที่รถมีการ Regeneration พลังงานที่เกิดการเบรก เป็นกระแสไฟฟ้าเข้าไปที่แบตเตอรี่ นั้น จะมีผลถึง Feeling และระยะของการเบรก

แต่พอได้ขับจริง และใช้งานมาสักพัก ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างจากรถยนต์เครื่องสันดาปทั่วๆไปเลย แป้นเบรกของคันนี้ควบคุมง่าย ใช้เวลาปรับตัวไม่นานก็ชิน ระยะเหยียบของแป้นกำลังดี และรถก็หน่วงความเร็วตามที่เราเหยียบลงไป โดยระยะเหยียบช่วงแรกๆ รถจะเริ่มชะลอ แต่ยังไม่หน่วงมาก พอเหยียบลงไปอีกแป้นเบรกจะเริ่มมีน้ำหนักสู้เท้ามากขึ้น แล้วรถจะหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆแบบที่รู้สึกได้ สุดท้าย ถ้ายิ่งกดเพิ่มลงไปอีก คราวนี้จะรู้สึกว่าแป้นเบรกเริ่มกดไม่ลงแล้ว แต่ถ้าคุณเหยียบถึงระยะนี้ นั่นถือรถจะเบรกจนหยุดในระยะที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งบางครั้งมันอาจจะเบรกจนหัวทิ่มเลย บอกตรงๆเลยว่าเอาอยู่แน่นอน และส่วนตัวผมให้ระบบเบรกของรถคันนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี และผมชอบเลย

แม้ว่าผมจะชอบเบรกของรถคันนี้ แต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังรู้สึกว่ามันค่อย OK เท่าไหร่ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ต้องขับไหลๆตามคันหน้าไปแบบช้าๆ ในกรุงเทพฯ ด้วยความเร็วไม่เกิน 5 K.M./H แล้วเปิดใช้งานระบบ Auto Brake Hold ควบคู่กันไปนั้น บางจังหวะที่เราค่อยๆเลียเบรกไปเรื่อยๆ เพื่อให้รถหยุดแบบนิ่มนวล ปรากฏว่าระบบ Auto Brake Hold ดันทำงานเร็ว รถมันก็เลยหยุดทันที เลยจะมีความรู้สึกว่ามันกระตุกแรงไปนิดนึง จริงๆคันเก่าก็เป็นนะ แต่ไม่กระตุกแรงเท่าคันนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 00:52:27 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
ระบบความปลอดภัย

** ข้อมูลบางส่วน ขออนุญาต อ้างอิงจากข้อมูลใน Website ของ Honda Thailand ครับ **


ระบบความปลอดภัยพื้นฐาน

สำหรับระบบความปลอดภัยพื้นฐานของ HR-V e:HEV นั้น ผมว่าให้มาครบในระดับนึงเลย ซึ่งประกอบด้วย

-   ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ประกอบด้วย ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS) / ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags) / ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)   
-   ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)
-   ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
-   ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)
-   สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
-   ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Auto Door Lock by Speed)   
-   ระบบกุญแจนิรภัย IMMOBILIZER พร้อมสัญญาณกันขโมย
-   เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง ปรับระดับสูง-ต่ำได้
-   เข็มขัดนิรภัยด้านหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง (คันเดิม 3 ตำแหน่ง 2 จุด + 2 ตำแหน่ง 1 จุด)
-   จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)

 
ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist  : AHA)


ระบบจะช่วยส่งแรงเบรกไปที่ล้อโดยอัตโนมัติให้สัมพันธ์กับความเร็ว และลักษณะของการเข้าโค้ง เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่


เสียงเตือนคนภายนอกรถขณะขับขี่โหมดมอเตอร์ไฟฟ้า (Acoustic Vehicle Alerting System : AVAS)


เมื่อรถขับเคลื่อนในโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์และเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ระบบจะส่งเสียงเตือนให้ผู้ที่อยู่ภายนอกรับรู้ว่ามีรถเคลื่อนตัวอยู่ในระยะใกล้ โดยระบบนี้จะมีมากับรถยนต์ Honda ที่เป็น Hybrid หรือ e:HEV ทุกคัน และสามารถปิดระบบได้จากปุ่มภายในรถ


ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger & Rear Seat Belt Reminder)


    โดยระบบจะเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกตำแหน่ง โดยแจ้งเตือนบนหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ บนมาตรวัด TFT หากมีผู้โดยสารขึ้นนั่งในรถตำแหน่งใดก็ตาม ระบบจะแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารทุกตำแหน่งที่นั่งคาดเข็มขัดนิรภัย เพียงแต่ว่าเสียงเตือนจะดังเฉพาะกรณีที่คนขับหรือผู้โดยสารตอนหน้า ไม่คาดเข็มขัดเท่านั้น แถมจะดังต่อเนื่องไม่มีหยุด จนกว่ารถจะหยุดนิ่งด้วย


ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)


    เมื่อมีการเปิดประตูหลัง เพื่อวางของที่เบาะหลัง และหลังจากนั้น เมื่อผู้ขับขี่ดับเครื่องยนต์ ระบบจะเตือนบนหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ บนจอมาตรวัด TFT ทุกครั้ง เพื่อให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบที่นั่งด้านหลังว่าลืมสิ่งของ หรือเด็กอยู่ที่เบาะด้านหลังหรือไม่


ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)


   Option ที่ Honda เขาดูภูมิใจนำเสนอมากๆ และมีเฉพาะในรุ่น EL และ RS เท่านั้น โดยระบบนี้จะมีกล้องติดตั้งอยู่ที่ใต้กระจกมองข้างด้านซ้าย ซึ่งเมื่อเราเปิดไฟเลี้ยวซ้าย หรือกดปุ่มที่หัวก้านไฟเลี้ยว ระบบจะทำงานโดยส่งภาพที่ได้มาแสดงบนหน้าจอเครื่องเสียง และจะดับลงเมื่อปิดไฟเลี้ยว หรือกดปุ่มที่หัวก้านไฟเลี้ยวอีกครั้ง

   ถามว่าใช้งานดีมั้ย สำหรับผมมันโอเคและก็ใช้งานได้ดีนะ รถคันเดิมผมก็เอาไปได้เพิ่มมา เพราะ HR-V Gen 1 รุ่นก่อน MC ไม่มี มามีตอนตัว MC ซึ่งสามารถเบิกอะไหล่แท้มาติดตั้งได้ ซึ่งผมก็ได้ใช้มาน่าจะเกือบ 4 ปีและชินกับมันไปแล้ว จริงๆ มันก็ช่วยผมได้เยอะอยู่นะ ช่วยให้มองเห็นมุมทางฝั่งซ้ายได้ไกลและกว้างกว่ากระจกมองข้างเยอะพอสมควร มาคันนี้ เขามีให้ใช้ก็ดีครับ ใช้งานมันต่อไป

   ที่จะหงุดหงิดหน่อยกับระบบนี้ ก็คือเวลาเปิด Maps ผ่านจอแล้วจะต้องเลี้ยวซ้าย พอเปิดไฟซ้าย Maps ตัดเป็นภาพจากกล้องแทน บางทีมันมีมากกว่า 1 เส้นทาง เลยจะงงๆว่าจะต้องเข้าไปเส้นทางไหน ต้องอาศัยกดปุ่มที่ปลายก้านไฟเลี้ยวเผื่อปิดภาพเอาแทน


ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control : HDC)


   Option ใหม่ ที่ Honda ติดตั้งใน HR-V e:HEV เป็นรุ่นแรก สำหรับรถที่ประกอบและขายในประเทศไทย (ตอนนี้ CR-V ใหม่ก็ได้ Option นี้แล้ว) หลักการทำงานของมันก็คือ ระบบจะช่วยควบคุมคันเร่งและเบรก เพื่อรักษาความเร็วได้อย่างเหมาะสม เมื่อขับรถลงจากทางลาดชัน โดยระบบจะทำงานที่ความเร็วต่ำกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


กระจกมองข้างด้านซ้ายปรับลดอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง (Auto tilt-down Door Mirror when Reverse)


   Option นี้ จริงๆมันก็มีในรถหลายๆรุ่น หลายยี่ห้อมานานแล้วแหละ ซึ่งการทำงานของมันก็คือ เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง กระจกมองข้างด้านซ้ายจะปรับมุมในกดลงมานิดนึง เมื่อให้เรามองเห็นพื้นถนนเวลาเราขับถอยหลัง และเมื่อเลื่อนเกียร์ออกจากเกียร์ถอยหลัง กระจกจะปรับมายังตำแหน่งมุมองที่เราตั้งไว้ตามปกติ ทั้งนี้ เวลาจะใช้งานเราต้องเลื่อนสวิตช์ปรับกระจกมองข้างไปทางด้านซ้าย ไม่งั้นระบบจะไม่ทำงาน

   แต่ก็แอบสงสัยอย่างนึงนะ Honda จะทำทั้งที่ ทำไมต้องมีแต่ด้านซ้าย ? ผมอยากให้ Option นี้มันมีทั้ง 2 ข้าง มันจะเป็นประโยชน์กว่ามากกว่า และควรจะให้มาทุกรุ่นนะ ไม่ใช่เฉพาะรุ่น RS แบบตอนนี้
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING

** ข้อมูลการทำงานของระบบ ขออนุญาต อ้างอิงจากข้อมูลใน Website ของ Honda Thailand ครับ **


   Honda ติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING มาให้ใน HR-V e:HEV ทุกคัน และไม่ว่าคุณจะซื้อรุ่นล่างสุดหรือ Top สุด ก็จะได้ทุก Function เหมือนกันทั้งหมด โดยทุก Function จะทำงานร่วมกับกล้องตรวจจับสภาพแวดล้อมบนท้องถนน ที่จะติดตั้งอยู่บริเวณกระจกบังลมด้านหน้า ซึ่งจะประมวลผล เพื่อส่งแจ้งเตือนให้คนขับรับรู้และช่วยควบคุมรถในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้นั่นเอง
 
 
สำหรับ Function ของ Honda SENSING ที่มีให้ใน HR-V e:HEV นั้น จะมีด้วยกัน 6 Function ดังนี้


ระบบเตือนการชนรถ และ คนเดินถนน พร้อมระบบช่วยเบรก
(Collision Mitigation Braking System : CMBS)



   เป็นระบบที่ช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วของรถเมื่อมีรถคันข้างหน้า รถสวนทาง หรือคนเดินถนน อยู่ในระยะที่ไม่ปลอดภัย
โดยระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลบนมาตรวัต พร้อมสัญญาณเสียง รวมถึงมีการสั่นเตือนของพวงมาลัย ในกรณีรถสวนทาง ซึ่งหากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองหรือ อยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเบรกและเสริมแรงเบรกให้อัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชน หรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ

สำหรับการทำงานจริงนั้น กรณีที่แจ้งเตือนมันทำงานค่อนข้างไว บางจังหวะขับเข้าไปใกล้คันหน้าหน่อย แล้วยังไม่เบรกก็ขึ้นสัญลักษณ์เตือนบ้าง แต่ถึงขั้นมีเสียงเตือนนั้น จะเจอน้อยกว่า ส่วนระบบเบรกอัตโนมัตินั้น ผมมีโอกาสได้ลองใช้ระบบนี้แบบไม่ได้ตั้งใจ (และไม่ได้อยากจะลองใช้) มาแล้ว 2 ครั้ง
-   ครั้งแรก ผมขับอยู่บนทางด่วน แล้วรถข้างหน้าเบรกกะทันหันตอนที่เรากำลังมองกระจกข้างเพื่อเตรียมแซง เลยไม่ได้มองข้างหน้าไปชั่วขณะ พอเสียงเตือนดังพร้อมกับ ICON รถและเครื่องหมาย ! สีส้ม ขึ้นบนจอมาตรวัต ผมก็ตกใจแล้วเหยียบเบรก แต่รถเบรกให้ก่อนแล้วพร้อมไฟฉุกเฉินกระพริบ ไม่ต้องถามหาความนิ่มนวลนะ หัวทิ่มเต็มๆเลย เพียงแต่มันไม่ได้หยุดแบบทันที ยังมีระยะเบรกอยู่ แล้วพอรถคันหน้าไปต่อ ตอนที่รถเรายังไม่ได้หยุดสนิท ระบบก็ตัดการทำงาน รถจะไหลตามความเร็วที่เหลือแล้วเราก็สามารถเหยียบคันเร่งขับได้ต่อเลย
-   ครั้งที่ 2 ผมเลี้ยวขวาออกจากแยกซอยคอนแวนต์ เข้าถนนสาทรแล้วอยู่เลนซ้ายสุดเพื่อเตรียมจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนนราธิวาส แล้วอยู่ดีๆ รถที่อยู่เลนถัดไปทางขวา 1 เลน ก็เร่งแซง แล้วเลี้ยวซ้ายตัดหน้ารถผมเพื่อเข้าทางเข้าอาคารแถวๆนั้น คราวนี้ยังไม่ทันจะเหยียบเบรกเลย รถเตือนและจัดการเบรกเองให้เสร็จสรรพ จนหยุดนิ่ง โดยสิ่งเดียวที่ผมได้ทำเองคือ กดแตรยาวๆ ไป 1 ครั้ง

หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้งมา ผมรู้สึกว่าระบบพวกนี้มันใช้งานได้จริง และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้เราได้จริงๆ แต่เราก็ต้องระมัดระวังในการขับขี่เองด้วย รวมถึงระบบพวกนี้ก็อาจจะมี Error บ้าง เพราะในบางจังหวะ อย่างการขับรถขึ้นทางลาดในอาคารจอดรถ ซึ่งเราต้องเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถขึ้นเนินไป แล้วพอสุดปลายเนินมีรถจอดอยู่ในช่องจอดที่ตรงกันข้าม รถจะขึ้น ICON รถและเครื่องหมาย ! สีส้ม เตือนบนจอมาตรวัต มีเสียงเตือนบ้างในบางครั้ง แต่รถยังไม่ได้เบรกเอง ลักษณะนี้ผมเจออยู่บ่อยๆ ที่ ที่จอดรถ Condo ผม และที่จอดรถ office ผม


ระบบเตือน และ ช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ
(Road Departure Mitigation system with Lane Departure Warning : RDM with LDW)



เป็นระบบที่ใช้กล้องด้านหน้าในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางจราจร หากพบว่ารถอยู่ในสภาวะเบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนที่หน้าจอแสดงข้อมูล พร้อมการสั่นเตือนของพวงมาลัย และในกรณีที่รถเริ่มเบี่ยงออกนอกช่องทางมากยิ่งขึ้น ระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย เพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทาง หากรถยังคงเบี่ยงออกนอกช่องทางจนอาจเกิดอุบัติเหตุระบบเบรกจะทำงานเพื่อชะลอความเร็ว (ในกรณีเส้นแบ่งถนนเป็นเส้นทึบ) เพื่อลดความเสี่ยงที่รถจะออกนอกช่องทางจราจร

จากการใช้งานจริงๆ นั้น ระบบถือว่าทำงานไวใช้ได้เลย เท่าที่สังเกต จะเริ่มทำงานตั้งความเร็วเลย 65 K.M./H ขึ้นไป (มั้ง) พอรถใกล้จะเบนออกนอกเลน ที่หน้าจอก็จะขึ้นสัญลักษณ์สีส้มพร้อมคำว่า Lane Departure แต่จะยังไม่ถึงกลับ แล้วพอรถมันเริ่มจะออกนอกเลนแล้ว มันจะดึงกลับเข้าเลนเองเลย ช่วยเวลาที่เราเผลอแล้วรถมันจะเบนออกนอนกเลนโดยที่ไม่รู้ตัวได้ดี แต่ก็แอบงงๆกับ Logic ของเสียงเตือนอยู่นิดๆ บางทีมันก็ดังบ้าง ไม่ดังบ้าง หรือผมยังไม่เข้าใจ Logic ของเสียงเตือนก็ไม่รู้ 555

อีกประเด็นสำคัญที่ผมรู้สึกว่ามันประโยชน์ก็คือ พอรถมีระบบนี้แล้ว มันช่วยให้เราต้องเปิดไฟเลี้ยวเวลาจะเปลี่ยนเลนทุกๆครั้ง เพื่อปิดระบบชั่วคราวและทำให้เราจะสามารถเบนรถออกจากเลนได้โดยรถจะไม่ดึงกลับเข้าเลนเอง ส่วนตัวมันช่วยแก้นิสัยที่บางทีลืมเปิดไฟเลี้ยวได้จริงๆ แต่สำหรับบางคนที่อาจจะชอบมุดหรือเปลี่ยนเลนหลบรถช้าไปเรื่อยๆ อาจจะมีหงุดหงิดบ้างนะ


ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมปรับความเร็วตามคันหน้าที่ความเร็วต่ำ
(Adaptive Cruise Control with Low Speed Following : ACC with LSF)


 

เป็นระบบช่วยควบคุมความเร็วของรถให้คงที่ตามที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ และระบบจะปรับความเร็วอัตโนมัติและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม สำหรับในช่วงความเร็วต่ำ หรือเมื่อต้องเจอรถติด ที่รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวได้อย่างช้า ๆ ระบบจะช่วยปรับความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถคันหน้า รวมถึงเบรกและหยุดตามอัตโนมัติ และระบบจะเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มที่พวงมาลัยหรือเหยียบคันเร่ง

ผมได้ใช้งานบ้าง บนทางด่วนใน กทม. ซึ่งเป็นเส้นจากที่ใช้ประจำ และเวลาเดินทางต่างจังหวัด ส่วนใหญ่ผมจะตั้งความเร็วไว้ที่ 90 – 100 K.M. กับระยะห่างใน Step ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งระบบมันก็ทำงานได้ดี แม่นยำ และไว้ใจได้เลย แล้วช่วงที่ใช้ระบบ LSF คลานๆไปบนทางด่วน มันทำได้ดีมากๆ เลย เพียงแต่หลายๆจังหวะมันรู้สึกยังรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่

ยกตัวอย่างง่ายๆเลย สมมุติว่า เราตั้ง Cruise ไว้ที่ 100 K.M./H เวลาที่ข้างหน้าไม่มีรถ มันก็ไปตามปกติเลย แล้วพอมันตรวจจับรถคันหน้าได้ มันก็จะลด - เพิ่มความเร็วตามขคันข้างหน้าแบบ Smooth มากๆ ถ้าคันข้างหน้านั้น ขับเนี่ยนๆ ไม่ได้เร่งหรือเบรกแรงๆ และจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่ความเร็วต่ำๆ ไปจนถึงความเร็วสูงๆ แต่ถ้าไปเจอก็กรณีที่คันข้างหน้าช้ากว่าความเร็วที่ตั้งไว้ แล้วเราเปลี่ยนเลนออกไปเพื่อจะหลบหรือแซง พอเปลี่ยนเลนเสร็จ แล้วข้างหน้าเราว่างหรือรถคันหน้ายังไม่อยู่ระยะที่ตรวจจับ รถเพิ่มความเร็วกลับไปตามที่เราตั้ง ซึ่งมันก็เป็นไปตามหลักการนั้นแหละ เพียงแต่เร่งความเร็วค่อนข้างรุนแรงไปน้อย ยิ่งถ้าความเร็วมันห่างกันมากๆ ก็แอบหน้าหงายกันเลยทีเดียว แล้วถ้าระหว่างเร่งๆ เกิดจับรถได้แล้วมันช้ากว่าความเร็วที่กำลังเร่งอยู่ ก็เบรกแรงจบแบบหัวทิ่มก็ดี ถือว่าความ Smooth เป็น 0 เลยก็ว่าได้

อีกประเด็นนึงที่ต่อเนื่องกันคือ ระยะห่าง ที่รถจะเว้นไว้ ที่ผมตั้งเป็นใกล้สุด เพราะระยะใกล้สุดมันยังห่างพอสมควร ห่างจนรถมันเข้ามาแทรกได้สบายๆเลย ยิ่งถ้าความเร็วสัก 60 – 80 K.M./H นะ รถแทรกเข้ามาได้ง่ายมากๆ แล้วพอมีรถเข้ามาแทรกปุ๊ป รถมันก็พยายามจะระยะห่างตามที่ตั้งไว้ปั๊ป สิ่งที่ตามมาคือการเบรกที่ค่อนข้างแรงและมีหัวทิ่มบ้าง พร้อมกับอาการที่ต้องเหลือบมองกระจกมองหลังแล้วลุ้นว่าคันข้างหลังมันจะด่าหรือมาจูบท้ายรถเรามั้ย บางจังหวะถือว่าค่อนข้างหน้ากลัวพอสมควรเลย

   ดังนั้น ผมเลยขอสรุปเป็นข้อแนะนำส่วนตัวว่า เวลาจะใช้ระบบนี้

1.   ถ้าเห็นว่าจะมีรถเข้ามาแทรกข้างหน้าขับกินเลนเข้ามา ควรแตะเบรกเบาๆนิดนึง ให้ระบบตัดการทำงานชั่วคราว แล้วควบคุมรถด้วยตัวเราเองก่อน จนมีระยะห่างจากคันหน้าประมาณนึง แล้วค่อยกดปุ่ม RES ให้ระบบกลับมาทำงาน
2.   ไม่ควรใช้ระบบนี้ในช่วงที่ถนนมีการบีบเลนลดลง หรือมีการจราจรที่ชุลมุน เพราะรถอาจเบรกแรง แล้วจะโดนชนท้ายเอาได้
3.   ควรจะมองกระจกหลังบ่อยๆ เพื่อคอยหลบเมื่อคันหลังมาเร็วกว่า และคอยดูว่าคันหลังเบรกทันมั้ยเวลารถมันชะลอหรือเบรกเอง


ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ
(Lane Keeping Assist System : LKAS)



โดยกล้องด้านหน้าจะทำการตรวจจับเส้นแบ่งช่องทางเดินรถซึ่งระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อช่วยผู้ขับให้ควบคุมรถอยู่ภายในช่องทางปกติ เมื่อต้องขับขี่ในระยะทางไกล ๆ ผู้ขับอาจรู้สึกเหนื่อยล้า หรือรู้สึกง่วง และอาจเผลอปล่อยพวงมาลัย จนทำให้รถกำลังจะเบี่ยงออกนอกเส้นแบ่งช่องถนน ระบบจะช่วยเพิ่มแรงหน่วงของพวงมาลัย เพื่อควบคุมรถให้อยู่ในช่องถนน
   
   จากการใช้งานจริงๆ นั้น ผมว่ามันทำงานได้ดีมากๆ ถ้าถนนเส้นนั้นมีเส้นแบ่งเลนที่ชัดเจนและกล้อง Sensing จับเส้นถนนได้ รถมันก็จะพยายามอยู่ตรงกลางเลนมากที่สุด แถมพอเจอโค้งกว้างๆ รถก็จะโค้งตามเลนไปให้ด้วย ส่วนตัวผมจะชอบใช้ระบบนี้บนทางด่วน หรือ Motorway ควบคู่กันไป อย่างตอนที่ผมขับไป – กลับ กรุงเทพ - พัทยา ตลอดทางผมก็ตั้ง ACC พร้อมเปิด LKAS ไว้ ตลอดทางผมก็แค่จับพวงมาลัยไว้ตลอดเวลาเท่านั้น แล้วก็ปล่อยให้รถมันจัดการตัวมันเองไปเรื่อยๆ ลดอาการเหนื่อยล้าได้ดีมากๆเลย


ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่
(Lead Car Departure Notification System : LCDN)



เป็นระบบที่ตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า เมื่อต้องเจอรถติด ที่รถหยุดนิ่งเป็นเวลานาน และผู้ขับอาจละสายตาจากด้านหน้าชั่วคราว เมื่อรถคันหน้าเคลื่อนตัวแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนผ่านหน้าจอแสดงข้อมูลและสัญญาณเสียง เพื่อให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ตามรถคันหน้า

   จากการใช้งานจริงๆ นั้น นี่เป็นระบบที่ผมได้ใช้บ่อยที่สุดในบรรดา Honda SENSING ที่ให้มา และผมว่ามันมีประโยชน์มากๆเลยนะ หลายๆครั้งที่ผมที่ติดไฟแดงแล้วกดเลือกเพลง หรือขยับดูแผนที่ผมหน้าจอรถ แล้วเผลอไม่ได้ดูข้างหน้า พอได้ยินได้เตือน มันทำให้เรากลับมา Focus ที่ถนนข้างหน้าอีกครั้ง และพร้อมที่จะวางทุกอย่างและขับขี่รถยนต์ต่อไป


ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
(Auto High-Beam : AHB)



เป็นระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติด้วยกล้อง โดยจะปรับเป็นไฟสูงเมื่อขับขี่ในที่มืด และจะปรับเป็นไฟต่ำเมื่อตรวจจับได้ว่ามีรถสวนทางหรือรถยนต์ด้านหน้า

บอกก่อนว่า แรกๆ ผมยังคิดไม่ออกว่าจะไปลองใช้ระบบนี้ที่ไหน เพราะด้วยการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร เป็นหลักนั้น ยังไม่เคยเจอที่ไหนที่มืดสนิทจนระบบนี้ทำงาน ปรากฏว่าระหว่างขับรถไปทำธุระที่นึง ซึ่งไม่ได้ไกลจากบ้าน ผมขับผ่านซอยที่ไม่มีไฟถนนและข้างทางมีแต่ต้นไม้ประมาณ 400 เมตร จะก็มีแค่ไฟดวงเล็กๆอยู่ที่ 3 แยกสุดซอย ระบบนี้ก็ทำงานโดยเปิดไฟสูงเอง สักพักนึงมีมอไซต์ส่วนมา มันก็ปิดเองแล้วพอมอไซต์คันนั้นผ่านไป ไฟสูงก็เปิดขึ้นมาใหม่ จนถึง 3 แยก ผมเลี้ยวขวาแล้วก็เจอไฟถนนและไฟจากโครงการบ้านจัดสรร ไฟสูงก็ดับลงทันที ถือว่าระบบทำงานได้ดีพอสมควรเลยนะ


เมื่อสรุปโดยภาพรวมแล้ว ส่วนตัวผมรู้สึกว่า เป็นเรื่องดีนะที่ Honda Thailand ใส่ Honda SENSING ใน HR-V e:HEV ทุกรุ่นย่อย ทุกระบบมันใช้งานได้จริง และทำงานได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว อาจจะมีเอ๋อๆบ้างเล็กน้อย แต่มันช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายให้กับคนขับและผู้โดยสารรถคันนี้ได้พอสมควรเลย

รวมถึงการที่ Honda เลือกที่จะใส่ระบบนี้ในรถอีกหลายๆรุ่นโดยที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรุ่น Top เท่านั้น อย่างล่าสุด City Turbo Minor change ผมก็แอบ Surprise นะที่ใส่ Honda SENSING มาตั้งแต่ตัวเริ่มต้น แล้วถ้าตัว City Hatchback Turbo MC มาเมื่อไหร่ ผมคิดว่า Honda น่าจะใส่มาให้ทุกรุ่นย่อยเช่นกัน ซึ่งทำให้รถใหม่ที่ Honda ขายอยู่ ณ ตอนนั้น มี Honda SENSING ติดมาทุกคัน !! ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี และอยากให้หลายๆแบรนด์ทำตาม แต่ก็แอบเสียดายนิดนึง ที่ Honda SENSING ที่ให้มาให้รถ Honda ที่ขายในประเทศไทยนั้น ยังไม่ได้มาแบบเต็มระบบ ยังมีอีกหลายๆ Function ที่มีในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยยังไม่มี โดยเฉพาะ Blind Spot (Honda เรียกว่า BSI) ใส่มาซะทีเถอะนะ
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
Honda Connect


Honda Connect เป็น Application ที่เชื่อมต่อระหว่าง โทรศัพท์มือถือกับรถยนต์ ของเรา โดยการติดตั้ง กล่อง Telematics Control Unit (TCU) เข้าไปที่รถยนต์ เพื่อเชื่อมกับระบบของรถและรับ-ส่งสัญญาณมือถือ นั่นเอง ซึ่ง Honda Connect ที่ใช้กับ HR-V e:HEV นั้น จะเป็น Generation 3 ที่จะมี Function ให้ใช้งานได้มากขึ้นจากรุ่นเดิม โดยเพิ่มความสามารถในการสั่งการรถยนต์จากโทรศัพท์มือถือเข้ามา และสำหรับการติดตั้ง ใน HR-V e:HEV นั้น รุ่น RS จะติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเลย ส่วนรุ่น E,EL นั้น สามารถเลือกซื้อเป็นอุปกรณ์ตกแต่ง (Honda Accessories) ได้ในราคาประมาณ 12,000 บาท ทั้งนี้ Honda จะฟรีค่าบริการการใช้งานสัญญาณมือถือให้ 1 ปี หลังจากนั้น หากต้องการใช้งาน จะมีค่าบริการรายปีประมาณ 1,500 บาท/ปี


วิธีการเริ่มใช้งาน Honda Connect นั้น อย่างแรกเลย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้ว Download App “ Honda Connect Thai ” จากนั้นให้ทำการ Create Account ของตัวขึ้นมา (ถ้าใครมี Account อยู่แล้วก็ Sign in เข้า Account ได้เลย)  และเมื่อมี Account เรียบร้อย ก็จะมี Function เล็กๆน้อยๆให้พอใช้งานได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีกล่อง TCU ที่รถ (ทุกคนใช้ได้) หลังจากมี Account แล้ว สิ่งที่ต้องทำในขั้นตอนต่อไป สำหรับรถที่มีกล่อง TCU นั้น คือ ติดต่อศูนย์บริการ เพื่อเปิดการเชื่อมต่อการระหว่างกล่อง TCU รถ กับ Account ของเรา ซึ่งผมเองก็ให้เขาทำในวันที่รับรถใหม่เลย รอไม่นาน เราก็จะสามารถใช้ Honda Connect ได้เต็มรูปแบบ


และทุกๆ 3 เดือน Application จะแจ้งเตือนให้เรายืนยันการเป็นเจ้าของรถคันที่เราเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งวิธีการก็ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมากนัก เพียงแค่ทำตามขั้นตอนที่ App แจ้ง และใส่เลขไมล์ ณ ตอนนั้น แล้วรอประมวลผลสักครู่ ก็เรียบร้อยแล้ว

สำหรับ Function ของ Honda Connect ใน HR-V e:HEV RS คันนี้ ที่จะใช้งานในกรณีที่เราจ่ายค่าบริการรายปีนั้น ผมขอสรุปเป็น 8 ข้อหลักๆดังนี้

Remote vehicle control การสั่งการระยะไกล

   เป็น Function ใหม่ใน Honda Connect Gen 3 ที่เพิ่มการสั่งการให้รถยนต์จากระยะไกล ผ่านสัญญาณมือถือ เพื่อให้รถยนต์ทำงานในบาง Function ผ่าน Application ได้ ซึ่งมี 3 Function ดังนี้


-   เปิด - ปิด ไฟหน้ารถยนต์ : สามารถสั่งให้รถ เปิด - ปิด ไฟหน้าและไฟท้ายได้ โดยเมื่อเราสั่งเปิดไฟ ไฟหน้าและไฟหน้าจะสว่างขึ้นแบบกระพริบๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะสั่งปิด หรือเปิดประตูรถยนต์


-   ล็อค – ปลดล็อค รถยนต์ : สามารถสั่งให้รถ ล็อค หรือ ปลดล็อค ประตู และฝาท้าย ผ่าน App ได้ รวมถึงเช็คสถานะของการล็อครถ ณ ปัจจุบันได้อีกด้วย


-   สตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเปิดและตั้งค่าระบบปรับอากาศ และดับเครื่องยนต์ : สามารถสั่งให้รถ สตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดเครื่องปรับอากาศได้ เมื่อสั่งการแล้วระบบจะทำงานและรถยนต์จะยังล็อคอยู่ เมื่อครบ 10 นาที หากยังไม่มีการเข้ามากดปุ่มสตาร์ทให้รถพร้อมขับขี่ ระบบจะทำการตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ หรือถ้าเกิดว่าเราสั่งสตาร์ทผ่าน App แล้วอยากจะดับเครื่อง ก็สามารถสั่งการใน App ได้เลย

ในการสั่งการจาก App นั้น ไม่ว่าคุณจะใช้ Function ไหนก็ตาม จะต้องมาการยืนยันตัวตนทุกครั้ง ผ่านกรอก PIN Code หรือ สแกนลายนิ้วมือ หรือ การแสกนใบหน้า วิธีใดวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่มีมาให้ด้วย

สำหรับการใช้งานจริงนั้น มันก็ใช้งานได้จริงแหละ กดสั่งอะไรไปมันก็ทำได้ตามนั้น Status ก็ตรงอยู่นะ เพียงแต่ว่า Application มันจะ Update และประมวลผลค่อนข้างช้า สั่งอะไรไปจะต้องรอ Load นิดนึง รวมถึงการ Update ระหว่างรถกับ App มันจะไม่ได้ Real Time เท่าไหร่ บางครั้งผมจอดรถ ล็อครถเรียบร้อย พอเดินเข้าบ้าน ลองเปิดดูใน App สถานะรถมันจะบอกว่าไม่ได้ล็อคเลย ต้องรอระบบมัน Refresh ใหม่ แป๊ปนึง ถึงจะ Update เป็นปัจจุบัน ซึ่งมันเป็นตลอดเลย

นอกจาก App ไม่ค่อยจะ Real Time แล้ว อีก 1 อย่างที่ผมมักจะเจอคือ สั่ง Start รถ แล้วระบบมัน Error ค่อนข้างบ่อยพอสมควรนะ และเท่าที่สังเกตดู ถ้ารถอยู่กลางแจ้ง หรือ พื้นที่เปิดโล่ง จะไม่ค่อยเจอปัญหา แต่ถ้าเป็นที่ๆดูจะปิดทึบ หรืออยู่ในอาคาร จะเป็นบ่อยกว่า และมันก็พื้นที่เดิมๆ อย่าง ที่จอดรถที่ Office กับที่จอดรถที่ Condo ของผม ก็เลยไม่มั่นใจว่ามัน Error ที่ระบบหรืออาจจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อสัญญาณของกล่อง TCU ในรถ


Internet Wi-Fi Sharing : การแชร์สัญญาณ Internet Wi-Fi ในรถยนต์


   ตัวกล่อง TCU สามารถใช้เป็น Hotspot ในการ Share สัญญาณ Internet Wi-Fi ให้กับคนขับและผู้โดยสารในรถได้ โดยจะมีระยะการกระจายสัญญาณได้ห่างจากตัวรถไม่เกิน 40 เมตร และสามารถใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ ทั้งนี้ รถจะต้องสตาร์ทอยู่เท่านั้น ถึงจะใช้งานได้

   การใช้สัญญาณ Internet ได้นั้น ก็จะต้องมีผู้ให้บริการเครือข่ายและค่าบริการ ซึ่ง Honda Connect ก็จะผูกการใช้งานสัญญาณกับ AIS โดยทาง AIS ก็จะ Package Internet ให้เราเลือกใช้งานพร้อมกับเก็บค่าบริการรายเดือน เหมือนๆกับการใช้ซิมมือถือนั่นเอง ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่รวมกับค่าบริการรายปี และจะใช้ Function นี้ได้ ก็ต่อเมื่อ TCU อยู่ในสถานะที่พร้อมใช้งานและมีการจ่ายค่าบริการรายปีด้วย

   สำหรับ Function นี้ ส่วนตัวผมยังไม่เคยลองใช้งาน เนื่องจากมี Package Internet ในมือถืออยู่แล้ว รวมถึงคนที่ขึ้นรถบ่อยๆก็มีเหมือนกัน เลยรู้สึกว่ายังไม่จำเป็นต้องมี Hotspot บนรถและขอ Save ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไว้ดีกว่า

Car Status : สถานะรถยนต์


ใน Application จะมีการแสดงสถานะต่างๆ ของรถยนต์ให้เรารับทราบด้วย เช่น ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและระยะทางที่เหลือที่รถจะขับได้  อุณหภูมิห้องโดยสาร สถานะการล็อครถ สถานะของฝากระโปรงหน้า สถานะของประตูท้าย แรงดันไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ สถานะของถุงลมนิรภัย และสถานะอื่นๆ ซึ่งเราสามารถเช็คได้ตลอดเวลา เมื่อรถยังไม่ได้มีการสตาร์ท

นอกจากแสดงสถานะต่างๆแล้ว ก็ยังสามารถส่งการแจ้งเตือนต่างๆ มาที่มือถือของเราได้อีกด้วย เช่น การแจ้งเตือนความผิดปกติของรถยนต์ แจ้งเตือนเมื่อสัญญาณกันขโมยดัง แจ้งเตือนสถานะต่างๆตามที่เราตั้งค่าไว้ เป็นต้น รวมถึงยังสามารถแจ้งเตือนการบำรุงรักษา การเข้ารับบริการ และกำหนดการเข้ารับบริการครั้งถัดไป ได้อีกด้วย


บันทึกข้อมูลลักษณะการขับขี่


ตัวกล่อง TCU สามารถบันทึกข้อมูลการขับขี่และแสดงผลพฤติกรรมการขับขี่ต่างๆ ได้ เช่น ระยะทางการขับขี่ ช่วงเวลาการขับขี่ อัตราความเร็วสูงสุด  อัตราความเร็วเฉลี่ย และการบันทึกประวัติการเดินทาง เป็นต้น แล้วจะนำมาแสดงผลบน Application ในมือถือให้เราทราบด้วย


Find My Car :  ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์

เราสามารถตรวจสอบพิกัดของรถยนต์ (Find My Car) ได้โดยผ่าน Application โดยจะแสดงตำแหน่งของรถยนต์ของเรา และตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือที่เราติดตั้ง Appไว้  และในกรณีที่รถยนต์ถูกเคลื่อนย้าย ระบบจะส่งสัญญาณแจ้งเตือนความผิดปกติมาที่มือถือของเรา เพื่อให้เรารับทราบด้วย

   นอกจากดูพิกัดแล้ว ยังมี Function : Geo Fence & Speed Alert แจ้งเตือน เมื่อเข้าและออกนอกพื้นที่หรือขับเร็วเกินกำหนดที่ตั้งไว้ โดยผู้ขับขี่สามารถกำหนดขอบเขตการขับขี่ของรถยนต์ตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และถ้าขับรถเข้าหรือออกนอกพื้นที่ ที่เรากำหนด Geo Fence จะแจ้งเตือนทันที หรือหากมีบางครั้งที่เผลอขับรถเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ Speed Alert จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ทันทีว่าขับเร็วเกินกว่าที่ตั้งค่าไว้เช่นกัน

ค้นหาและแชร์การเดินทาง

Function นี้ จะทำงานเชื่อมต่อกับ Application แผนที่ เพื่อค้นหาเส้นทางหรือสถานที่ใกล้เคียง เช่น สถานีบริการน้ำมัน, ตู้ATM,  ร้านสะดวกซื้อ และศูนย์บริการ Honda ได้ และยังสามารถทำการบันทึกสถานที่ที่ใช้ประจำ ทั้งหมดนี้ ตัว App จะเชื่อมต่อการทำงานไปยัง Google Maps นั่นเอง และนอกจากนี้ เรายังสามารถแชร์บันทึกการเดินทางพร้อมภาพถ่ายบน Facebook ส่วนตัวได้อีกด้วย


Emergency Call : ติดต่อเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉิน


เมื่อถุงลมทำงานในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะส่งสัญญาณไปยังศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า (Honda Call Center) เพื่อติดต่อและประสานงานให้ความช่วยเหลือไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ หรือหมายเลขสำรองฉุกเฉิน ถ้าหากไม่สามารถติดต่อได้ ระบบจะทำการติดต่อหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) ให้ทันที

และสำหรับกรณีเหตุฉุกเฉินอื่นๆ รวมถึง สำหรับผู้ใช้งานที่มี App Honda Connect แต่ไม่ได้มีหรือเชื่อมต่อ กล่อง TCU ที่รถยนต์นั้น สามารถเข้าไปที่ตั้งค่าหมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญสำหรับกรณีฉุกเฉินได้เช่น ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า สถานีตำรวจ รถพยาบาล บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง รวมทั้งบริษัทประกันภัย เพื่อบริการประสานงานความช่วยเหลือฉุกเฉิน


แจ้งข่าวสารและสิทธิพิเศษ

ผู้ที่ใช้งาน Application Honda Connect นั้น จะได้รับการบริการแจ้งข้อมูลข่าวสารและสิทธิพิเศษต่างๆ ผ่านการแจ้งเตือนใน App รวมถึง แจ้งเตือนการต่ออายุ Package สัญญาณมือถือของกล่อง TCU, ต่อประกันภัยและภาษีรถยนต์ล่วงหน้า ให้กับผู้ใช้งานได้รับทราบอีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 00:52:54 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
การขับขี่และการใช้งานจริง

ทัศนวิสัย


   ทัศนวิสัยของ HR-V e:HEV นั้น ครั้งแรกที่ได้ขับรถรุ่นนี้ ในวันที่จองรถ ผมลงจาก HR-V Gen 1 คันเก่าผมแล้วขึ้นมาขับรถ Test Drive ของ Showroom จำสัมผัสแรกได้เลยว่า กระจกหน้า กระจกหน้าต่างทั้ง 4 บาน มันเล็กลงกว่าเดิมเยอะแบบรู้สึกได้ Point of View ตอนที่เข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับ ต่างจากคันเก่าเลย ความกว้างของกระจกหน้าจากซ้ายไปขวานี่ไม่มีประเด็นอะไรเลย แต่ความสูงของกระจกนี่แหละที่ต่าง ผมมองเห็นที่บังแดดอยู่ด้านบนของระดับสายตาชัดเจน แล้วด้านล่างของระดับสายตา ผมมองเลขตัวเลขความเร็วบนมาตรวัตแบบชัดเจน ซึ่งคันเก่าผมนั้นระดับสายตาผมจะมองไม่เห็นที่บังแดดด้านบน และจะไม่ได้มองเห็นมาตรวัตชัดเจนแบบคันใหม่นี้

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันไม่ได้แย่นะ พอรับรถคันนี้มาใช้จริงๆ ผมใช้เวลาปรับตัวกับเรื่องทัศนวิสัยด้านหน้าแป๊ปเดียว ก็เรื่องชินและขับใช้งานได้ปกติ มองเห็นได้ชัดเจน แต่ที่จะต้องใช้เวลานานหน่อยคือ การกะระยะมุมกันชนหน้า ที่ผมยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่


   มาถึงทัศนวิสัยด้านข้างทั้งซ้ายและขวา นี่แหละที่ต่างกันแบบชัดเจนมากๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นผลมาจากกระจกที่หน้าต่างที่เล็กลง และระยะการถอยเบาะที่เกือบจะติดมุมของเสา B – Pillar ทำให้เวลามองออกไป ถ้าเป็นมุมเฉียงไปทางด้านหน้าประมาณ 45 องศาขึ้นไปจะไม่มีปัญหา แต่ถ้ามุมต่ำกว่านั้นจะเริ่มไม่ค่อยเห็นแล้ว ต้องใช้กระจกมองข้างช่วยเอา แต่ก็ยังมีมุมอับเยอะกว่ารุ่นเดิมอยู่


   สุดท้าย ทัศนวิสัยด้านหลัง ผมรู้สึกว่ามันตรงข้ามกับทั้งด้านหน้าและด้านข้าง เพราะผมโอเคกับกระจกประตูท้าย และกระจกมองหลังของคันนี้มากๆ รู้สึกว่ากระจกประตูท้ายมันกว้างและสูงกำลังดี เวลามองผ่านกระจกหลังแล้ว มันเห็นชัดและกว้าง มองได้ค่อนข้างถนัด


อัตราเร่งและการตอบสองของเครื่องยนต์


   สำหรับเครื่อง 1.5 e:HEV บล็อกนี้ กับ Body HR-V และลักษณะการใช้งานของผม บอกเลยว่า เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ผมชอบอัตราเร่งช่วงต้นของคันนี้มากๆ แตะนิดเดียว รถก็ทะยานไปข้างหน้าแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ใน EV Mode หรือเครื่องยนต์ทำงานอยู่ และบางจังหวะที่เราการเรียกพลังเพื่อเร่งแซง หรืออยู่ในสถานการณ์คับขัน เพียงแค่กดคันเร่งลงไป รถมันพร้อมจะไปกับคุณแน่นอน

ส่วนตัวเคยมีโอกาสลองออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง แล้วกดคันเร่งเต็ม 100% ช่วงแรกๆ ประมาณ 0 – 60 K.M./H. มันดึงจนหลังติดเบาะเลย แล้วก็ขึ้นไปต่อถึงประมาณ 100 K.M./H. ได้แบบไม่ต้องลุ้นอะไร แต่พอความเร็วเริ่มจะเกิน 110 K.M./H. ไปแล้ว แรงดึงจะเริ่มลดลงและความเร็วจะไต่ขึ้นช้าลง สวนทางกับเสียงเครื่องที่กระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วพอเริ่มเลย 120 K.M./H. ขึ้นไป แรงจะเริ่มหมดแบบรู้สึกได้เลย ผมเองเคยเร่งไปสูงสุดแค่ 140 K.M./H. รถมันไปได้แหละและยังไปได้ต่ออีก แต่อาจจะต้องใจเย็นกับมันนิดนึง

   โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า HR-V 1.5 e:HEV มันก็เพียงพอ สำหรับคนที่ขับรถปกติทั่วไปๆ ไม่ว่าจะขับในเมือง หรือ เดินทางต่างจังหวัด ขึ้นเหนือ – ล่องใต้ ไปทั่วราชอาณาจักรไทย รถคันนี้ก็ไปได้แบบสบายๆ พร้อมพละกำลังที่เพียงพอให้ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ หรือบางจังหวะก็แอบซิ่งได้ และมันอาจจะเกินพอสำหรับบางคนด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณเป็นสายซิ่งที่ชอบใช้ความเร็วสูงในการเดินทาง พอเจอถนนโล่งๆ ก็ยืนพื้นที่ความเร็วเกิน 120 K.M./L ขึ้นไป อันนี้ก็อาจจะต้องเผื่อใจ เผื่อระยะ ไว้หน่อยเวลาจะเร่งแซงนะ


ความมั่นใจในการขับขี่


   ลักษณะการขับขี่ของผมส่วนใหญ่ ในเมืองจะขับตามๆคันหน้าไปเรื่อยๆ ยิ่งช่วงที่ขับบ่อยๆมักจะเป็นช่วง Rush Hour ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้ รถมันก็ขับได้ดีคอนโทลคันเร่งและเบรกไม่ได้ยากอะไร และมันก็น่าจะวัดอะไรไม่ค่อยได้หรอก

    ทีนี้สถานการณ์ที่จะได้รับรู้ถึงความมั่นใจจริงๆ คงเป็นช่วงที่ขึ้นทางด่วนและเดินทางไกล ซึ่งลักษณะการขับขี่ของผมก็จะใช้ความเร็วไม่เกิน 120 K.M./H ยกเว้นช่วงเร่งแซงที่อาจจะไปถึง 140 K.M/H บ้าง เวลาขับทางไกลก็จะมีการเปลี่ยนเลนซ้าย - ขวา ไปเรื่อยๆ ตามจังหวะ ไม่ได้ปาดหรือมุดแบบต่อเนื่องยาวๆ ตัวรถก็ยังให้ความมั่นใจในการขับขี่ได้ดี ส่วนตัวไม่ค่อยรู้สึกถึงอาการโคลงหรือดื้อโค้งเท่าไหร่ แต่อาการตึงตังและกระด่างเวลาผ่านรอยต่อถนนและถนนที่เป็นคลื่นนั้น ยังเก็อาการได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เสียดายที่ยังไม่ได้ลองขับในบนเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว รถอาจจะยังไม่ได้ออกอาการเยอะ เลยอาจจะจับความรู้สึกได้ไม่ชัดเจนนัก

โดยรวมผมคิดว่า HR-V e:HEV RS (ที่ต้องเน้นว่า RS เพราะช่วงล่างต่างจาก E และ EL) ถือว่าขับขี่ได้มั่นใจสำหรับคนใช้รถทั่วๆไป ที่ไม่ได้ขับขี่โหดร้าย ผู้ใหญ่ที่นั่งในรถบ่อยๆ ก็บอกว่านั่งสบายไม่ได้บ่นอะไร และถือว่ารุ่นนี้ทำได้ดีกว่ารุ่นที่แล้วแบบที่รู้สึกได้ชัดเจน


อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน


   เปลี่ยนจากรถสันดาปล้วนๆ มาเป็นรถ Hybrid ยังไงก็ Wow และ Happy กับอัตราสิ้นเปลืองมากๆ ตอนนี้ขับมา 7,000 K.M. +แล้ว เฉลี่ยผมขับได้ประมาณ 16 - 18 K.M./L นิดหน่อย และน้ำมัน E20 1 ถัง มี 550 K.M. ยืนพื้นไว้ได้เลย นี่ขนาด 80% เป็นการขับขี่ในสภาพการจราจรที่ติดขัดแสนสาหัสของย่านสีลมแล้วนะ ช่วงสุดสัปดาห์ ถึงได้ขับเร็วๆบนทางด่วนบ้าง ได้ขนาดนี้ก็โอเคแล้ว เทียบกับคันเดิมน้ำมัน 1 ถัง คันใหม่ขับได้ไกลกว่าเป็นเท่าตัว แถมเติมกลับเข้าไปถูกว่า เพราะถังเล็กกว่าเดิมประมาณ 8 ลิตรได้

เอาจริงๆนะ ผมว่าพอเราใช้งานไปสักพัก ได้เรียนรู้และเข้าใจจังหวะของรถ แล้วก็จะเริ่มรู้เทคนิคได้ว่า ต้องกดคันเร่งแค่ไหน เครื่องจะยังไม่ติด หรือ เร่งยังไงให้เครื่องส่งกำลังไปที่ล้อและปั่นไฟเข้าไปคู่ขนานกันไป หรือ จุดไหนพอจะปล่อยไหลให้เครื่องดับและใช้ Paddle Shift ช่วยปรับให้ล้อปั่นไฟเข้าแบตได้เยอะๆ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมว่ามันช่วยให้เราขับได้ประหยัดมากขึ้น


   ส่วนการเดินทางไกล   ที่ผมเคยขับไปก็จะมีพัทยา สุพรรณบุรี ชลบุรี และไกลสุดที่กำแพงเพชร ส่วนใหญ่ผมเปิด Adaptive Cruise Control ตั้งไว้ที่ 110 K.M./H จะอยู่ที่ประมาณ 18 – 19 K.M./L ทั้งนี้มันมีจุดสังเกตอยู่นิดนึง คือช่วงเวลาที่รถขับด้วยความเร็ว 110 K.M./H. เครื่องยนต์จะส่งกำลังไปที่ล้อผ่านเกียร์เป็นหลัก จะมีแค่บางจังหวะเท่านั้นที่จะปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่ควบคู่กันไปด้วย ทำให้กว่าจะมีแบตพอให้ตัดเข้า EV Mode จะใช้เวลาพอสมควร แถมการใช้ EV Mode ในความเร็วสูงก็ใช้พลังงานจากแบตค่อนข้างเยอะ เลยทำให้อัตราสิ้นเปลืองมันอาจจะดูไม่ได้ประหยัดมากเท่าไหร่

ผมเลยคิดว่า ถ้าเราขับเอง มีจังหวะการเหยียบสลับกับผ่อนคันเร่ง แบบเนียนๆ ไม่ซิ่ง ไม่กระโชกโฮกฮาก และรู้จักปล่อยไหลในบางจังหวะ การจะเห็นตัวเลขระดับ 20 K.M./L ขึ้นไปนั้น ไม่เกินจริงเลย เพราะบางจังหวะผมเคยขับได้ถึง 23 K.M./L กันเลยทีเดียว   


ความสะดวกสายในการโดยสาร


   ภาพรวมของห้องโดยสารคันนี้ สำหรับผมซึ่งนั่งแต่เบาะคนขับ ถือว่าโอเคมากๆ นั่งขับนานๆได้สบาย มีพื้นที่พอให้ขยับแข้งขาได้นิดๆหน่อย และ Ergonomic ของร่างกายกับการจัดตำแหน่งของเบาะนั่ง ที่วางแขน ที่พักเท้า เบรก - คันเร่ง พวงมาลัย ที่ปรับทุกอย่างเท่าที่จะปรับเองได้เพื่อให้ตรงกับท่าทางที่พอดีที่สุด นั้นค่อนข้างโอเคมากๆสำหรับผม ไม่รู้สึกถึงความผิดธรรมชาติตรงไหนเลย

   ส่วนเบาะหน้าผู้โดยสารทั้งตอนหน้าและตอนหลังนั้น เท่าที่สอบถามผู้ใช้บริการเป็นประจำนั้น ทุกคนก็บอกว่านั่งสบายดี ชอบความนุ่มของเบาะที่นั่งนานๆแล้วไม่ค่อยรู้สึกเมื่อย แล้วก็พื้นที่วางขาของผู้โดยสายตอนหลังที่ค่อนข้างกว้างสบาย ขยับขาไปๆมาๆได้สะดวก จะมีก็แค่ถ้าต้องนั่งเบาะหลัง 3 คน ที่ตรงกลางเบาะมันนูนขึ้นเยอะไปหน่อย นั่งแล้วมันไม่ค่อยสบายเท่าไหร่


   เรื่องสุดท้าย ความโปร่งสบายในห้องโดย ที่ความสูงมันน้อยลงกว่ารุ่นเดิมและคันนี้รุ่น RS เบาะดำแดง ผ้าหลังคาดำ เสาประตูดำทั้งหมด มองด้วยตามันอาจจะรู้สึกว่ามันอึดอัด แต่พอใช้งานจริง ผมไม่รู้สึกอึดอัดเลยนะ กลับจากชอบให้มันดำทั้งหมดแบบนี้ มันไม่ค่อยจ้าเวลาโดนแสงแดด เลยรู้สึกว่ามันสบายตากว่าโทนสว่าง ยิ่งปกติผมปรับให้ iPhone iPad Notebook เป็น Dark Theme ตลอด ผมเลยรู้สึกว่ามันถูกจริตกับผม แถมคันนี้มีตัวช่วยเป็นหลังคากระจก เลยทำให้มันเพิ่มความโปร่ง โล่ง สบาย ให้กับห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้น (ถ้าแดดไม่แรงนะ)
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ไม่ชอบ และสิ่งที่อยากได้เพิ่มเติม


สิ่งที่ชอบ

-   อัตราสิ้นปลืองน้ำมัน : นี่คือสิ่งที่ผมชอบที่สุดในรถคันนี้ ประหยัดมากๆๆๆๆ ค่าน้ำมันหายไปครึ่งนึงจากเดิมเลย เอาส่วนต่างมาช่วยเป็นค่าผ่อนคันนี้ 5555
-   อัตราเร่งช่วงต้น : ชอบ Feeling การดึงของมัน โดยเฉพาะถ้าเราต้องการอัตราเร่งเพื่อเปลี่ยนเลนหรือแซง แล้วตอนนั้นรถอยู่ในช่วงที่เป็น EV แรงบิดมากเต็มและพาเราพุ่งทะยานไปค่อนหน้าได้ดี
-   หลังคากระจก : ผมว่ามันเป็นตัวช่วยสำคัญให้ขับและนั่งรถคันนี้ไม่โดยไม่รู้สึกว่ามันอึดอัด ผมเปิดม่านทิ้งไว้ตลอด ถ้าไม่ได้ขับตอนที่แดดจัดๆ แล้วถ้าช่วงไหนไม่มีคนนั่งหลัง ผมถอดแผ่นปิดหลังคาออกเป็นสัปดาห์ๆเลย
-   Honda Sensing : ผมชอบทุกระบบที่ให้มาเลย รู้สึกว่ามันใช้งานได้จริงทุกๆระบบ และช่วยได้ในระดับที่หน้าพอใจทีเดียว
-   ระบบปรับอากาศ : ชอบทั้งตัวแผงควบคุมที่ใช้งานง่ายมากๆ และความเย็นที่เย็นเร็วและสม่ำเสมอ แถมมีช่องแอร์ด้านหลังมาให้ ถือเป็นการแก้ไขจุดด่อนจากรุ่นเดิมที่ดีมากๆ
-   Honda Connect :  ผมชอบ Function ดูสถานะรถ กับ Start รถเปิดแอร์มากที่สุด และใช้บ่อยมากๆ บางทีแม่ผมเสร็จงานก่อน ขึ้นไปรอที่รถก่อน ผมก็สั่ง Start เปิดแอร์ไว้ให้ จะได้ไม่ต้องนั่งรอร้อนๆ
-   ระบบ Walk away door lock : มันเหมาะกับคนชอบลืมอย่างผมมากๆ มั่นใจได้ว่ารถล็อคแน่นอน ไม่ต้องเดินกลับไปดูที่รถ


สิ่งที่ไม่ชอบ

-   ชุดเครื่องเสียงจอตู้ปลา : จริงๆ ผมโอเคกับ Function พื้นฐานที่ให้มานะ ขาดแค่ Wireless CarPlay อย่างเดียว แต่ที่รับไม่ได้เลยคือการออกแบบที่เหมือนเอา ตู้ปลา หรือ TV รุ่นเก่า มาวางไว้บนคอนโซลหน้า แม้มันจะมองเห็นง่าย แต่ช่วยออกแบบในมันดูดีกว่านี้หน่อยเถอะ หรือง่ายที่สุด เอาจอแบบเดียวกับ Civic e:HEV มาใส่ก็จบแล้ว
-   ม่านบังแดดและแผ่นปิดหลังคา : น่าจะเป็นสิ่งที่น้องโดนตำหนิมากที่สุด แล้วพอเทียบกับรุ่นเก่าที่เป็นไฟฟ้า ยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่ จริงๆ สำหรับตอนหน้าผมโอเคกับม่านเลื่อนอัตโนมือนะ แต่อยากให้มันทึบแสงกว่านี้หน่อย บางครั้งผมรู้สึกว่าเปิดกับปิด ไม่ต่างรู้สึกต่างกันมาก ส่วนแผ่นปิดตอนหลัง จริงๆผมมันก็พอรับได้นะ และยังดีที่มันเป็นแบบทึบแสง แต่มันควรทำได้ดีกว่านี้อีก โดยเฉพาะเรื่องของที่เก็บของมัน แม้ Honda จะมีซองหนังมาให้ แต่มันเกะกะมากๆ ต้องระวังมันหักหรืองออีก อยากให้เป็นม่านเลื่อนมือแบบตอนหน้าก็ยังดี
-   แป้นแตรพวงมาลัย : ออกตัวเลยว่า ผมเกลียด Design มันจริงๆ เอาพวงมาลัยรุ่นอื่นๆมาใส่แทนเถอะนะ
-   ไฟหน้า LED Multi - Reflector หรือที่ผมตั้ง Nickname ว่า “ไฟเกล็ดปลา” มันก็สว่างพออยู่นะ แต่ความเข้มของแสงกับ Cut off มันไม่โอเคเท่าไหร่ แสงมันฟุ้งกระจายและจางไปหน่อย ส่วนตัวอยากให้เอาไฟ LED Bi Projector แบบ Gen 1 กลับมามากกว่า
-   ระบบเปิด - ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ : มันคือระบบง่ายๆที่ทำงานได้ดีมากๆ ซึ่งผมชอบนะ แต่สำหรับคันนี้ Sensor มันไวเกินเบอร์มากๆ ฟ้าครึ้มนิดเดียวหรือขับผ่านร่มไม้ทึบๆ หรือเงาของสะพาน ไฟมันติดแล้ว จะปิด OFF ก็ไม่ได้ แถมรุ่นนี้ไม่มีเมนูปรับตั้งความไวของ Sensor แบบรุ่นเก่าด้วย ผมกลัวไฟหน้าจะอายุสั้น
-   ผมรู้สึกว่า Honda มีข้อจำกัดเรื่อง “ การสีรถ” ที่มากเกินไป ซึ่งมีประเด็นหลักๆ 2 ประเด็นดังนี้
o   ผมสังเกตว่า ถ้าคุณซื้อ Honda รุ่นที่ไม่ใช่รุ่น Top หรือตัว RS คุณมีตัวเลือกแต่ สีขาว สีเทา และสีดำ เท่านั้น ไม่เข้าใจว่าเหมือนกันว่าทำไม
o   เรื่อง ค่าสี ที่ต้องจ่ายเพิ่ม จริงๆ หลายค่ายก็มีการเก็บเพิ่มแบบนี้ แต่ผมว่า Honda ควรมีสีรถที่ไม่ต้องเพิ่มเงินให้เลือกมากว่า 1 สี อย่าง HR-V e:HEV เนี่ย มีแค่สีเทาสีเดียวเท่านั้น


สิ่งที่อยากได้เพิ่มเติม

-   ปุ่ม Remote Start บนกุญแจ : ไหนๆ รถมันก็สามารถสั่ง Start ผ่าน Honda Connect ได้แล้ว ก็อยากให้ใส่ปุ่มมาให้กดที่ กุญแจ Remote ด้วย เพราะถ้าไม่ใช่รุ่น RS ก็ไม่มี Honda Connect มาจากโรงงาน แม้จะติดตั้งเพิ่มเองได้ แต่ก็หลายตังค์อยู่ แถมมันฟรีแค่ 1 ปี อนาคตถ้าอยากใช้ก็ต้อง Subscribe และมีค่าใช้จ่ายรายปีอีก ที่สำคัญ น้องเล็กอย่าง City และ WR-V ก็ใส่มานะ HR-V ใส่มาด้วยเถอะ
-   Ambient Light : เห็น Civic e;HEV RS ได้ ก็อยากได้บ้างอะ ใส่มาเถอะ เฉพาะรุ่น RS ก็ได้ หรือไม่ก็มีให้เลือกซื้อเพิ่มใน Honda Accessories ก็ยังดี
-   Blind Spot : อย่างที่ทุกๆคนบ่นนั่นแหละ ใส่มาสักทีเถอะ Honda  ผมเข้าใจนะว่าคุณใส่ Lane Watch มาให้แล้ว และผมเองก็ใช้มันจนชินและติดไปแล้วด้วย แต่ Blind Spot มันมีประโยชน์กว่าจริงๆนะ ใส่มาสักทีเถอะ
-   กล้องรอบคัน : นี่ก็เป็นอีกอย่างที่อยากให้ใส่มา ตอนนี้เห็น CR-V กับ Accord มีแล้ว อนาคตหวังว่าจะลงมาในรุ่นเล็กๆบ้าง
-   Sensor รอบคัน : อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ Honda จะหวงอะไรนักหนา ไม่ให้กล้องรอบคันมา ก็ช่วยใน Sensor มาสักหน่อยเถอะ เฉพาะ RS ก็ได้ แต่นี่ไม่ให้มาสักจุดเลย จริงๆไปติดเพิ่มเองก็ได้นะ แต่ถ้าได้มาจากโรงงานเลย มันก็ดีกว่านะ
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
เปรียบเทียบระหว่าง HR-V Gen 1 กับ Gen 2


   ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ โดยเฉพาะคนที่ขับ HR-V Gen 1 ที่กำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนเป็น Gen 2 ดีมั้ย เดี๋ยวผมสรุปให้เป็นข้อๆละกันครับ ซึ่งรถที่ใช้เทียบนั้น เป็น รถผมเองทั้ง 2 คัน โดย คัน HR-V Gen 1 เป็น รถรุ่น 1.8 E Limited CVT ปี 2017 ตัวก่อน Minor change และคัน HR-V Gen 2 เป็น รถรุ่น 1.5 e:HEV RS E-CVT ปี 2023 รุ่นปัจจุบัน

   ที่สำคัญ ขอย้ำเลยว่า ทั้งหมดนี้ เป็นความคิดส่วนตัวของผมเอง ดังนั้น โปรดอย่าดราม่าและใช้วิจารณญาณในการเชื่อด้วย เพราะมันอาจจะตรงใจหรือไม่ตรงใจใคร ก็เป็นได้ครับ ถ้าทุกคนเข้าใจแล้ว ผมสรุปไว้เป็น ข้อหลักดังนี้

Design ภายนอก


ผมว่าแนวทางการ Design มันคนละแบบ Gen 1 สำหรับผมมันออกมาในแนวหรูหรา ดูภูมิฐาน ส่วน Gen 2 ตัว RS มองแล้วผมนึกถึงคำว่า Sport Premium เลย รวมๆแล้วอันนี้ผมว่าแล้วแต่คนชอบจริงๆ ส่วนตัวผมผมชอบทั้งคู่นะ แต่ถ้าวัดเป็นคะแนน Gen 1 จะได้มากกว่าประมาณ 0.25 คะแนน

Design ภายใน


   ข้อนี้ผมชอบตัวเก่ามากกว่า ผมว่ามันดูหรู ดู Premium และดูตั้งใจทำมาอย่างประณีต มากกว่า และมีแค่จุดเดียวที่ไม่ชอบคือช่องแอร์ยาวๆ ฝั่งผู้โดยสาร แต่ในรุ่นใหม่ผมรู้สึกว่ามันดูเรียบง่าย ไม่ Wow เท่ากับรุ่นเดิมในตอนที่เปิดตัวใหม่ รวมถึง Design ของชุดเครื่องเสียงตู้ปลาและแป้นแตรอันโหนกนูน มันยังกวนในผมอยู่

ความสะดวกสบายในห้องโดยสาร

   ความรู้สึกผมนะ แม้คันเก่ามันจะสูงกว่า โปร่งกว่า แต่ผมรู้สึกว่า คันใหม่ให้ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารมากมากกว่า โดยเฉพาะตัวเบาะนั่งที่รู้สึกว่ามันนุ่มและนั่งสบายกว่า รวมถึงผิวสัมผัสของหนังที่ผมรู้สึกชอบแบบนี้มากกว่าคันเก่า ส่วนเรื่องความกว้างของพื้นที่วางขาทั้งเบาะหน้าและหลัง บอกเลยว่าหายห่วง คันเก่าดียังไง คันใหม่ก็ยังดีอย่างนั้น

   อีกเรื่องนึงที่ต้องพูดถึงคือ Position ในการจัดวางสิ่งต่างๆ ทั้งที่วางแขน แผงประตู ที่วางแก้ว ผมรู้สึกว่า เจ้าคันใหม่นี่จัดวางได้ดีกว่าคันเก่าหลายจุดอยู่ โดยเฉพาะที่วางแขนคอนโซลกลาง แม้จะเลื่อนหน้า - หลัง ไม่ได้แบบคันเก่า แต่มันวางได้กำลังพอดีเลย

   ส่วนผู้โดยสารคนอื่นๆ ทั้งที่นั่งประจำและไม่ประจำนั้น พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชอบคันใหม่มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องความนุ่มนิ่มของเบาะ

อุปกรณ์และ Option ที่ให้มา

   รถมันต่างกันหลายปี รุ่นใหม่ก็ย่อมได้เทคโนโลยีที่สดใหม่กว่า อย่าง Honda Sensing, Honda Connect Gen 3 รวมถึงอุปกรณ์ของเล่นต่างๆที่รุ่นเก่าไม่มี เช่น มาตรวัตที่เป็นจอ MID 7 นิ้ว, Apple CarPlay, ฝาท้ายไฟฟ้า + Kick Sensor เป็นต้น แต่ถ้าย้อนไปตอนรุ่นเก่าเปิดตัว ณ ตอนนี้ Option ที่จัดมาก็ถือว่าไม่ขี้เหร่นะ ที่จำได้ขึ้นใจเราคือ Panoramic Sunroof กับเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Brake Hold เนี่ย HR-V รุ่นแรกของ Honda Thailand ที่ใส่มานะ

ชุดลำโพงและเครื่องเสียง


   เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ดีเลิศทั้งคู่นะ แต่ถ้าเทียบกันแล้ว รุ่นใหม่ก็ยังดีกว่าพอสมควรเลย ผมยัง Ok กับชุดเครื่องเสียงที่ให้มา ไม่ได้คิดว่าจะต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ในคันเดิมนั้น รถผมเป็น MY2016 ที่ปรับจอจาก Advanced Touch 7 นิ้ว เป็นจอ 6.1 นิ้ว ซึ่งน่าจะเป็นรุ่นที่แย่ที่สุดในบรรดาจอที่ติดรถ HR-V มา ชุดนั้น ทนได้ 4 เดือน ถอดออกเปลี่ยนใหม่และวางไว้ที่ห้องนอนจนฝุ่นเกาะเลยทีเดียว

อัตราเร่งและพละกำลังเครื่องยนต์


1.5 e:HEV 131 แรงม้า ในคันใหม่ กับ 1.8 i-VTEC CVT 141 แรงม้า ในคันเก่า 10 แรงม้าที่หายไป ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันอืดหรือแย่ลงนะ สำหรับคนขับรถทั่วๆไป ผมว่ามันเพียงพอแล้วแหละ เพียงแต่ 2 คันนี้ เวลาขับมันจะให้อารมณ์และความรู้สึกคนละแบบกัน

คันใหม่ ด้วยความที่เป็น Hybrid เครื่องยนต์ + มอเตอร์ไฟฟ้า + แบตเตอรี่ เลยจะได้แรงกระชากและการพุ่งทะยานในอัตราเร่งช่วงต้นแบบที่สะใจมากๆ จนบางจังหวะที่ผมขับในเมือง มันแอบพุ่งจนคนนั่งข้างๆตกใจก็มี แต่พอเกิน 120 K.M./H ขึ้นไป รู้สึกเลยว่าเครื่องยนต์ทำงานหนัก เสียงเครื่องมาเต็ม ความเร็วขึ้นช้ากว่าช่วงแรกๆแบบรู้สึกได้ ถึงกระนั้น ถ้าเกิดต้องเร่งแซงในความเร่งสูงๆ ส่วนตัวยังรู้สึกว่าไปได้ แต่อาจจะต้องเผื่อเยอะกว่าคันเก่านิดนึง

ส่วนคันเก่า สันดาปล้วนๆ + เกียร์ CVT ช่วงต้นด้อยกว่า Hybrid ชัดเจน บางครั้งกดคันเร่งผิดจังหวะ รอบตีสูง แต่แรงบิดยังมาไม่เต็มเท่าที่ควร พอช่วงความเร็วสูง อันนี้ได้เปรียบกว่า ขับอยู่สัก 120 K.M./H แล้วอยากแซง Kick Down ลงไปรถก็พร้อมทะยานขึ้นไปได้ดีกว่า ยิ่งถ้าไล่รอบถูกจังหวะนะ เผลอแป๊ปๆ ขึ้นไปถึง 160 K.M./H ได้เลย แถมเสียงเครื่องจะสบายหูกว่า 1.5 e:HEV ที่เหมือนจะเค้นเอา
ทุกอนูของแรงม้าออกมา

แล้วถ้าถามว่า “ชอบคันไหนมากกว่าคัน” ผมค่อนข้างจะถูกจริตกับ 1.5 e:HEV มากกว่า เพราะส่วนใหญ่ผมขับรถในเมือง ขึ้นทางด่วนบ้าง ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 K.M./H จึงได้ใช้งานในช่วงอัตราเร่งช่วงต้นและออกตัวมากกว่า ซึ่งจุดนี้ผมว่าคันใหม่ทำได้ตรงใจผมมากกว่า

อัตราการสิ้นแปลืองน้ำมัน


   ไม่ค่อยอยากเทียบกันเท่าไหร่เลย ยังไง 1.5 e:HEV ก็ชนะ 1.8 i-VTEC แบบขาดลอย คันเดิมเคยทำได้ดีที่สุดในชีวิตคือ 16.2 ก.ม./ลิตร ซึ่งรอบนั้นขับทางไกล + ฝนหนักตลอดทาง ขับแค่ 80 ก.ม./ช.ม. จากหัวหิน กลับ กรุงเทพ ส่วนเวลาขับในเมืองทุกๆวันนะหรอ นานๆจะพ้นเลขตัวเดียวสักครั้ง ปกติยืนพื้นที่ 8.5 – 9.5 K.M./L. พอมาคันใหม่นี่ ถังแรก 18 ก.ม./ลิตร ยื่นพื้นมาเลย แถมเป็นช่วงรถติดหนักๆในเมืองด้วย

ทัศนวิสัยจากมุมมองคนขับ


   มองจากมุมมองคนขับ กระจกบานหน้า คันเก่าจะได้เปรียบกว่าในเรื่องของขนาดกระจกที่ใหญ่กว่า แต่พอใช้งานจริงๆแล้ว ผมว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่ถ้าเป็นทัศนวิสัยด้านข้างนั้น คันเก่าทำได้ดีกว่าจริงๆ คันใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัวกันพอสมควร สุดท้ายด้านหลัง ผมยกให้คันใหม่ดีกว่า เพราะผมชอบมุมมองของคันใหม่ที่ได้ทั้งกว้างและสูง แต่คันเก่าจะกว้างแต่ความสูงมันตีบไปนิดนึง 


Feeling การขับขี่

   ถ้าเป็นรถ Standard ทั้งคู่ คันใหม่กินขาด เพราะพัฒนาและปรับปรุงจุดด้อยในคันเก่าให้ดีขึ้นมาเยอะแบบรู้สึกได้ ส่วนตัวผมว่าดีขึ้นทั้ง อัตราเร่งตอนต้น ช่วงล่าง พวงมาลัย และเบรก โดยเฉพาะพวงมาลัย VGS ที่ช่วยได้เยอะเวลาที่จะขับช้าๆหรือจอด ที่ปรับน้ำหนักให้เบาและหมุนง่าย

   แต่ถ้าเป็นคันใหม่ Standard กับ คันเดิมของผมที่เปลี่ยนโช๊ค สปริง และเพิ่มกันโคลง ยังไงรถทำเพิ่มก็ดีกว่า Standard แต่คราวนี้ Gap ความต่างระหว่าง Standard กับรถทำเพิ่ม มันห่างน้อยลงเกือบ 50% ก็ว่าได้ และในอนาคตอันไกลมากๆ (มั้ง) เจ้าคันใหม่ของผมอาจจะเข้าสู่ Status รถทำเพิ่มก็ได้นะ 5555


ระบบความปลอดภัย

   ถ้านับเฉพาะ 2 คันนี้ รุ่นใหม่ ใส่ Honda Sensing มาขนาดนี้ ไม่ชนะก็แปลกแล้ว แต่ในวันที่รุ่นเก่าเปิดตัว มาจนถึงวันนี้ ระบบความปลอดภัยที่รุ่นเก่าให้มา ก็ยังไม่ถือว่ามันน้อยหรือล้าสมัยจนเกินไป เพราะรถใหม่ๆบางรุ่น ยังให้มาน้อยกว่าในราคาที่สูงกว่าเลย แต่ก็นะ ทุกวันนี้ Honda ก็ยังเป็นจอมกั๊กอยู่ในอันดับต้นๆของตลาดอยู่ดี


สรุปภาพรวม


   สำหรับภาพรวมของทั้ง 2 คันนี้ ผมรู้สึกว่า ถ้าเรื่องที่เกี่ยวกับการออกแบบ ทั้งรูปลักษณ์ ทัศนวิสัย หรือสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา ผมยังชอบในสิ่งที่มีอยู่ในรุ่นเก่ามากกว่านะ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ Technology อุปกรณ์ต่างๆ และการขับขี่ทั้งหมด ยอมรับเลยว่ารุ่นใหม่ใหม่ทำได้ดีกว่ามาก สุดท้ายถ้าต้องจิ้มเลือกคันใดคันนึง ณ ตอนนี้ ผมค่อนข้างเทใจไปทางรุ่นใหม่มากกว่าพอสมควร

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 01:05:07 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
บทสรุป


“ตัดสินใจถูกใช่มั้ย ที่เปลี่ยนรถ และ ถ้าย้อนกลับไปได้ ยังจะซื้อรถคันนี้ ” คำถามนี้อยู่ในหัวผมมาตลอด 55 วัน ที่รอรับรถ ผมก็ถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า ตัดสินใจเร็วไปหรือเปล่า พักโครงการไว้ก่อนมั้ย ถอยกลับตอนนี้ยังทันนะ จนวันที่รับรถกลับมาบ้านและใช้งานมาเกือบจะ 4 เดือน ผมก็ได้คำตอบว่า

“ผมตัดสินใจไม่ผิดครับ ที่เปลี่ยนรถมาเป็น HR-V e:HEV คันนี้”

ถ้าย้อนกลับไปในวันแรกที่ผมรับน้องช่อม่วง หรือ รถ HR-V 2017 คันเดิมมาใช้งาน ณ ตอนนั้น ตัวรถมันก็ตอบโจทย์การใช้งานของเราที่มีในตอนนี้ได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน หลายๆอย่างเปลี่ยนไป พร้อมด้วยการเกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่   ส่งผลให้ความต้องการของเรานั้นก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย หลายๆสิ่งที่ตอบโจทย์ในวันนั้น อาจจะไม่ตอบโจทย์ได้ดีเท่าเดิมในวันนี้ ซึ่งมันก็เป็นวัฏจักรของสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางนวัตกรรม ที่จะมีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา และตอนนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วที่ น้องช่อม่วง จะส่งไม้ต่อให้ น้องหมูแดง เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคันโปรดของผมแทน และจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน(มาก)


   และการที่ได้ น้องหมูแดง คันนี้มาใช้งาน ในตอนนี้ ถือมันตอบโจทย์การใช้งานและตรงกับความต้องการได้ดีขึ้นมากๆ ทั้งเรื่องของอุปกรณ์ ของเล่น และเทคโนโลยีใหม่ๆที่ใส่มาให้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ เรื่องของความสะดวกสบายในการโดยสารและใช้งานที่ผมและครอบครัวพอใจมากๆกับรถคันนี้ เรื่องของการขับขี่ได้จะขับให้ผู้ใหญ่นั่งสบายก็ได้ หรือจะแอบซลเป็นวัยรุ่นขาซิ่งเวลาขับคนเดียวก็ไม่มีปัญหา เรื่องของอัตราสิ้นเปลืองที่ช่วย Save เงินในบัญชีได้เกือบครึ่งนึง

ที่สำคัญ การตัดสินใจซื้อรถในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจในการทำงานหาเงิน และบังคับให้วินัยทางการเงินของผมต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น (จากเดิมที่ วินาศสันตโรขึ้นสุด เหลือแค่วินาศเฉยๆมั้ง) และฝึกความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นให้กับตัวผมด้วย มีรถมีหนี้แล้วต้องทำงานหาเงินเพื่อเติมน้ำมัน ซ่อมบำรุง และชำระค่างวดให้ตรงเวลาทุกครั้งนะ 😊


ท้ายที่สุด สำหรับผม น้องหมูแดงคันนี้ มันเป็นมากกว่ารถยนต์ 1 คัน หรือเครื่องจักรกลชิ้นหนึ่ง มันไม่ใช่แค่พาหนะที่พาเราจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ซื้อมาใช้ พอเบื่อหรือพังก็ทิ้งก็ขายไป แต่ผมมองรถยนต์ของผมเหมือน “เพื่อน” คนหนึ่ง เป็นที่ไปไหนไปกันทุกที ไม่เคยทิ้งกันไปไหน เป็นเพื่อนที่ทำให้เรามีความสุขเวลามองดู รับฟังเวลาระบายความทุกข์ได้ และสามารถบ่งบอกความเป็นตัวเราได้ ดังนั้น ผมจะต้องดูแลเอาใส่ใจ บำรุงรักษา ให้ความสำคัญและให้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้กับเพื่อนคันนี้ ดังนั้นผมจึงตั้งชื่อให้กับรถที่ผมใช้ทุกคัน เพื่อให้รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญของผม

 
นี่แหละครับ เรื่องราวของ “ น้องหมูแดง ” รถยนต์คันใหม่คันแรกผมที่ได้เป็นเจ้าของจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง


ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ

** Review นี้สงวนสิทธิ์สำหรับ www.headlightmag.com เท่านั้นนะครับ ห้ามนำไปเผยแพร่ที่อื่นโดยเด็ดขาด **
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 01:07:59 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
ของแถม

   User Voice ของผมนั้น มันจะขาด Signature ประจำตัว ไปได้อย่างไร ซึ่งระหว่างรอรถ ผมก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลและ List รายการที่จะต้องทำหลังจากรับรถ ตามประสาคนรักรถและชอบแต่งรถ พอรับรถมา ก็เริ่มบรรเลงจัดการตามที่ List ไว้ เท่าที่พอจะมีกำลัง (ทรัพย์) และได้รับ Sponsor จากผู้ใหญ่ใจดีในบ้าน 

   ณ วันที่ผม Post Review นี้ ผมก็จัดการตาม List ไปแล้วถึง 15 รายการ (เยอะเหมือนกันนะ)  ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

อุปกรณ์ตกแต่งแท้ Honda Accessories


   ซื้อรถ Honda ทั้งที จะไม่มีอุปกรณ์ตกแต่งของ Honda Accessories ก็คงจะแปลก บางส่วนมันคือของแถมที่คุณเซลล์จัดให้ ซึ่งผม Request ว่าขอเป็นของแท้เท่านั้น บางส่วนผมก็สั่งเพิ่มและจ่ายเงินเอง โดยให้คุณเซลล์สั่งให้และติดตั้งในเสร็จก่อนรับรถเลย และบางส่วนกก็จะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีให้ในรุ่นย่อยบนๆ และตัว Top อยู่แล้ว

   สำหรับอุปกรณ์ตกแต่งแท้ Honda Accessories ที่ติดอยู่ในรถของผมนั้น ถ้าไม่นับที่เป็น Option ในรุ่น RS อยู่แล้ว ก็มีด้วยกัน 7 รายการ ดังนี้
1.   พรมปูพื้นและผ้ายาง : อันนี้ของแถม Basic ที่ทุกคันน่าจะได้ของแท้ (ปัจจุบันถอดเก็บเรียบร้อย)
2.   คิ้วกันสาด 4 ประตู : อันนี้แล้วแต่คนชอบนะ ซึ่งรถผมทุกคันก็ติดกันสาดหมด ผมว่ามันใช้ประโยชน์ได้จริง เวลาจอดแล้วแง้มกระจกนิดๆ แล้วช่วยเพิ่มมิติให้ด้านข้างตัวรถไม่เรียบเกินไป โดยถ้าเป็นของแท้ มันจะมีกิ๊บล็อคเป็นจุดๆตามขอบที่ติดกับรถยนต์ และวัสดุที่ใช้ก็ทนทานดี Test จากคันเก่า 6 ปีกว่า มันก็ยังใสอยู่นะ แต่ก็มีรอยขีดข่วนตามการใช้งานบ้าง
3.   คิ้วบันไดสเตนเลส LED : ปกติเซลล์มักจะแถมแบบที่เป็นสเตนเลสให้ แต่อันนี้ผมเลือกจ่ายส่วนต่างเพิ่ม เพื่อเอาแบบที่มีไฟ LED สีขาวมาด้วย ผมว่าเวลาเปิดประตูแล้วมันดูสวยดี และช่วยกันรอยขีดข่วนตัวถังได้นิดหน่อย แต่มันก็แอบงุดหงิดนิดนึงนะ พึ่งรู้ว่า 1 ชุดมี 4 ชิ้น แต่ม้นมีไฟแค่คู่หน้า ทำไม Honda ทำแบบนี้
4.   ไฟส่องสว่างที่เท้า : ติดตั้งบริเวณที่วางเท้าคู่หน้า ฝั่งละ 1 จุด โดยของรุ่นนี้ ถ้าเป็นของแท้จะเป็นแสงไฟสีขาว (คันเก่าสีน้ำเงิน) ทำงาน 3 Step คือ
-   ถ้าไฟหน้าไม่ทำงาน ไฟส่องเท้า จะดับ
-   ถ้าไฟหน้าทำงาน ไฟส่องเท้า จะสว่าง 50% ตลอดเวลา
-   ถ้าเปิดประตูรถ ไฟส่องเท้าจะสว่าง 100% (ทำงานเหมือนไฟในห้องโดยสาร)
ผมชอบ Option นี้ตรงที่มันไม่ทำให้ห้องโดยสารมืดเกินไปในตอนการคืน และเวลาทำของหล่นก็มีแสงไฟส่องให้พอมองเห็นบ้าง
5.   กระบะใส่ของท้ายรถ (ถาดท้าย) : เป็นถาดพลาสติกขึ้นรูป ขนาดพอดีพื้นกับห้องสัมภาระท้าย ข้อดีของมันคือ เราสามารถวางของได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอยขีดข่วน หรือความสกปรกเลย แล้วก็ถอดมาทำความสะอาดง่ายด้วย
6.   แผงกันรอยเบาะพนักพิงหลัง : เป็นแผ่นยางที่ติดกับด้านหลังของเบาะหลัง เพื่อป้องกันรอยขีดข่วนจากสัมภาระที่เราบรรทุก อันนี้ส่วนตัวผมแนะนำเลย เพราะมีบทเรียนจากคันเก่าที่ไม่มีแผ่นยางนี้ มันเป็นรอยและเป็นขุยนิดๆเพราะถูกของที่ใส่ท้ายรถถูไปถูมา
7.   แผงครอบกันรอยห้องสัมภาระ : เป็นแผ่นสเตนเลสสีเงินที่ขึ้นรูปทรงมาพอดีกับรถ โดย 1 ชุดจะมี 2 ชิ้น ติดที่บริเวณขอบประตูท้าย ช่วยกันรอยเวลาเรายกของขึ้นรถแล้วเผลอไปขูดกับของประตูได้ เหมาะกับคนซุ่มซ่ามที่ต้องยกกระเป๋าเดินทางขึ้นรถทุกสัปดาห์แบบผมมากๆ

นอกจาก 7 รายการนี้ ก็ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งจาก Honda Accessories ให้เลือกอีกมากมาย ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและราคา รวมถึงข้อจำกัดในการติดตั้งของแต่ละรุ่นได้ ใน Website ของ Honda Accessories ได้เลย แอบบอก Trick ไว้นิดนึงว่า ถ้าอยากได้อุปกรณ์ตาม Catalog นั้น แนะนำให้สั่งตั้งแต่เราจองรถหรือก่อนรับรถเลย เพราะมันจะไม่เสียค่าแรงในการติดตั้ง สำหรับอุปกรณ์ที่จะต้องติดตั้งโดยศูนย์ แต่ถ้าสั่งหลังออกรถ อันนี้อาจจะเสียค่าแรงนะ


ฟิล์มกรองแสง AA Window Film รุ่น Total Nano Ceramic


ย้อนกลับไปตอนที่รับ HR-V Gen 1 เมื่อปี 2017 คุณเซลล์แถมฟิล์มกรองแสงมา พอใช้ไป 6 เดือน ผมลอกทิ้งทั้งคันเพราะโคตรร้อน ก็เลยตั้งใจว่า รอบนี้จะไปติดฟิล์มเอง ไม่เอาฟิล์มแถม แล้วก็เริ่มหาข้อมูลฟิล์มที่น่าสนใจ พอถึงวันที่ไปจองกับเซลล์คนเดิม รอบนี้เขาแถมเป็น AA Window Film รุ่น Total Nano Ceramic ซึ่งเราก็ดู Review ตัวนี้มาและเป็น 1 ในตัวเลือกที่สนใจ รวมถึงตัว American Black Crystal ที่เป็นตัว Top สุด ซึ่งสามารถจ่ายส่วนต่างเพิ่มได้และผมก็ตั้งใจว่าจะเอาตัวนี้  สุดท้ายมีโอกาสแวะไปดูฟิล์มจริงที่สำนักงานใหญ่ของ AA Window Film เพื่อเทียบ ทั้ง 2 ตัว และดูความเข้ม ปรากฏว่า เบอร์ความเข้มของฟิล์มตัว Top ที่เล็งไว้ ดันขาดตลาดจนเลยกำหนดรับรถไปไกล ครั้นจะรอก็คงจะทนร้อนไม่ไหวและพนักงานก็แนะนำให้ติดรุ่นที่เซลล์แถมก็เพียงพอแล้ว ผมเลยตัดสินใจเลือกรุ่นนี้แทน (ประหยัดตังไปเยอะอยู่ 555)


AA Window Film หรือชื่อเดิม American Auto Film นั้น เท่าที่ลองหาข้อมูลมา ก็เป็น Brand ของฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารที่มีชื่อเสียงระดับนึง และเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมานานพอสมควร ส่วนฟิล์มรุ่น Total Nano Ceramic นั้น ก็เป็น รุ่นยอดนิยมของ Brand นี้

โดย Spec ของฟิล์มนั้น ตาม Catalog ระบุว่า เป็นฟิล์มคุณภาพสูง ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งใช้อนุภาคพิเศษของ Nano Ceramic ในการผลิตเข้าไปในเนื้อฟิล์ม แทนการย้อมสีหรือฉาบด้วยโลหะ ซึ่งทำให้ได้ฟิล์มที่ มีประสิทธิภาพสูง ลดความร้อนได้สูงมาก ไม่มีส่วนผสมของโลหะ ไม่รบกวนสัญญาณต่างๆโทรศัพท์มือถือ, คลื่นวิทยุ, ระบบนำทาง (GPS), ระบบ Easy Pass เป็นต้น รวมถึงช่วงป้องกันแสงสีฟ้า ลดการสะท้อนแสง ทำให้ทัศนวิสัยจากการมองจากภายในรถ ออกมานอกรถ ที่เคลียร์และคมชัดทั้งกลางวันและกลางคืน


   สำหรับความเข้มของฟิล์มรุ่นนี้นั้น มี 4 รุ่น : TC30 (50%) TC20 (60%) TC10 (70%) และ TC05 (80%) โดยทุกรุ่นนั้นสามารถป้องกันรังสี UV (UVR) ได้ 99%  และมีค่าแสงสะท้อนเท่ากัน (VLR) ที่ 6% เท่ากัน แต่จะต่างกันที่ ค่าแสงส่องผ่าน (VTL) กับ ค่าการลดความร้อน (TSER) โดยรุ่นที่ผมเลือกติดที่รถนั้น
-   กระจกบานหน้าเต็มบาน ผมเลือกเป็น TC20 (60%) มีค่าแสงส่องผ่านที่ 25% กับ ค่าการลดความร้อนที่ 58%
-   กระจกบานอื่นๆ รอบคัน ผมเลือกเป็น TC10 (70%) มีค่าแสงส่องผ่านที่ 10% กับ ค่าการลดความร้อนที่ 65%

จากการใช้งานจริงนั้นมาสักพักนึงนั้น ผมรู้สึกว่าความเข้มหรือดำของฟิล์มตัวนี้ เวลามองออกจากในรถ สีจะออกเป็นโทนสีน้ำตาลเข้ม คล้ายๆกระจกสีชา ซึ่งส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอฟิล์มสีลักษณะนี้ เพราะคันเก่ามันจะสีออกดำอมฟ้านิดๆ แรกๆก็แอบไม่ชินนะ พอใช้ไปสัก 1 – 2 สัปดาห์ ผมกลับรู้สึกชอบมากกว่าแบบในคันเดิมนะ รู้สึกว่ามองผ่านแล้วแสงที่เข้าตามันมีความจ้าและแสบตาน้อยกว่าคันเดิม เพียงแต่ถ้าเรามองจากข้างนอกเข้ามาในรถ ถ้าเป็นบานหน้าที่ติด TC20 มันจะยังเห็นเป็นภาพลางๆ ส่วนด้านข้าง TC10 จะเข้มขึ้นแต่ยังไม่ได้ดำสนิท พอมองเห็นเป็นรูปร่างได้ถ้าเข้ามาใกล้ๆ


เรื่องการขับขี่ช่วงกลางวัน ผมขอให้น้ำหนักในประเด็นของการกันความร้อนเป็นหลัก ซึ่งเวลาที่เจอแดดร้อนๆ ณ ตอนนี้ผมถือว่าเอาอยู่ในระดับที่ดีเลย ไม่รู้สึกถึงไอร้อน เข้ามาถึงหน้าหรือมือที่จับพวงมาลัย ขับได้สบายๆ แต่ถ้าเอามือไปแตะๆ บริเวณบนคอนโซลหน้า ผิวสัมผัสจะรู้สึกอุ่นๆไปจนถึงร้อน โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการตากแดด ซึ่งผมเข้าใจว่ารถเกือบทุกคันก็เป็นแบบนี้ เลยไม่ได้นับเป็นปัญหาเท่าไหร่ ส่วนปัญหาจริงๆที่ผมเจอและมีหงุดหงิดเล็กๆคือ เงาคอนโซลหน้าสะท้อนบนกระจก ซึ่งเวลาแดดส่องเข้ามาในบางองศามันจะเห็นเงาสะท้อนลางๆบนกระจก มันไม่ได้ชัดเจนมากจนบดบังทัศนวิสัยนะ แค่ผมรู้วสึกว่ามันเกะกะสายตา แล้วมันเกิดขึ้นบ่อยและง่ายกว่าตอนที่ผมขับคันเดิมนะ

ประเด็นต่อไป การขับขี่ช่วงกลางคืน กับฟิล์มที่มีความเข้ม 60 – 70% แรกๆก็แอบกังวลว่ามันจะมืดหรือขับลำบาก แม้ว่าจะเป็นฟิล์ม Ceramic แล้ว และปกติผมขับกลางคืนแทบทุกวันด้วย ปรากฏว่าพอได้ลองใช้จริง มันขับสบายมาก มองเห็นรายละเอียดทุกอย่างชัดเจน ไม่เป็นปัญหาเลย เพียงแต่ถ้าเกิดเจอต้องถอยรถจอด ในจุดที่ไม่มีไฟถนนหรือไฟไม่สว่าง การมองกระจกมองข้างเวลาจะถอยนั้นจะต้องเพ่งมากกว่าเดิมเล็กน้อย ถึงจะเป็นภาพสะท้อนในกระจกได้ชัด โดยที่ยังไม่ถึงขั้นตอนเปิดกระจกหน้าต่างช่วยก็ได้

ประเด็นสุดท้าย การผ่านของสัญญาณต่างๆ เท่าที่ใช้มา ไม่เคยเจอปัญหาอะไรเลย ทั้ง Easy Pass สัญญาณโทรศัพท์ และสัญญาณ GPS รวมถึง ผมยังสามารถ เอา Key Card ทาบที่กระจกฝั่งคนขับ แทนการเปิดกระจกและแตะบัตรเข้าที่จอดรถ Condo ได้เลย ซึ่งมันช่วยให้เวลาที่ฝนตก ผมไม่ต้องเปิดกระจกยื่นมีออกไปแล้วเจอน้ำฝนกระเด็นเข้ารถ ซึ่งมันดีมากๆเลย

แล้วถ้าถามผมว่า แนะนำให้ติดฟิล์ม Total Nano Ceramic ของ AA Window Film แบบรถคันนี้มั้ย ขออนุญาตแนะนำเป็น 2 คำตอบดังนี้
-   ถ้ารถคุณได้ฟิล์มรุ่นนี้เป็นของแถม หรือ ถ้าคุณมีงบประมาณที่จะติดฟิล์ม Ceramic ในราคาประมาณ 10,000 บาท +- ได้นิดๆ ผมแนะนำให้คุณควรไปลองดูฟิล์มรุ่นนี้เป็นตัวเลือกแรกๆเลย สิ่งที่ได้มันถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมกับราคาที่ต้องจ่าย
-   แต่ถ้าคุณมีงบประมาณที่พร้อมและตั้งใจจะติดฟิล์มตัว Top Grade คุณภาพสูงๆ อยู่แล้วละก็ ทำตามที่คุณตั้งใจไว้เถอะครับ แน่นอนว่ามันยังมีฟิล์มกรองแสงที่คุณภาพและคุณสมบัติดีกว่ารุ่นนี้ แต่ราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย


เคลือบ Ceramic ของ Seeker : So Tough


   อย่างที่รู้กันว่า Honda ขึ้นชื่อเรื่อง สีบาง เป็นที่สุด จึงต้องหาวิธีที่จะปกป้องสีรถให้สวยและไร้รอยได้นานๆ รวมผมเองก็ชอบล้างรถบ่อยๆ เพื่อให้รถสะอาดและเงางามอยู่เสมอ ซึ่ง 2 คันก่อนหน้านี้ ผมก็จัดการเคลือบ Ceramic และบำรุงรักษามาเรื่อยๆ พอมาคันนี้ แรกๆลังเลระหว่างเคลือบ Ceramic กับ ติดฟิล์มใสกันรอยทั้งคัน พอมาพิจารณาดูหลายๆปัจจัยแล้ว ก็กลับมาจบที่ การเคลือบ Ceramic เหมือนเดิม


   สำหรับการเคลือบ Ceramic ให้รถคันใหม่รอบนี้ ผมเลือกใช้บริการที่ร้าน Flamingo Car Spa ลาดพร้าว 101 แยก 13 ซึ่งเป็น Car Care ร้านประจำที่ทั้งบ้านผมใช้บริการมาเกือบ 6 ปี แล้ว (ตั้งแต่ร้านเปิด) โดยผลิตภัณฑ์น้ำยาเคลือบ Ceramic ที่ร้านนี้ใช้นั้น เป๋นของ Seeker Polish จากประเทศเยอรมัน เอาจริงๆ ตอนแรกก็แอบหวั่นๆ เพราะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อย Happy กับ เคลือบแก้ว Brand นี้ เมื่อเกือบ 7 ปีที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นเลือกตัวถูกสุดด้วย และไม่ได้บำรุงรักษาเพราะร้านนั้นปิดไป แต่รอบนี้ เท่าที่ดูจากผลงานของร้านนี้ที่ทำได้ดีมาตลอด และเลือกผลิตภัณฑ์ ร้านแนะนำก็คิดว่า มันต้องดีแหละ


   Package ที่ผมเลือกนั้น ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Seeker รุ่น So Tough ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็น Top Grade ของ Seeker ณ ตอนนี้ ซึ่งคุณสมบัติของน้ำยาตัวนี้ตามที่ระบุใน Catalog นั้น ตัวชั้นเคลือบจะมีความแข็งระดับ 10H และมีความหนาถึง 100 Micron ช่วยปกป้องสีรถจาก รอยขีดข่วน รังสี UV และ ความเป็นกรด-ด่าง ได้ รวมถึงตัวชั้นเคลือบ มีความยืดหยุ่นสูง (แอบงงว่ายืดหยุ่นยังไง) และทนความร้อนได้ถึง 110 องศาเซลเซียส


   นอกจากเคลือบ Ceramic ที่ตัวรถแล้ว ใน Package ยังรวมถึง การเคลือบล้อแม็กด้วย Nano Carbon Coating Booster, เคลือบกระจกรอบคัน, เคลือบแก้วภายใน, Package การบำรุงรักษาและ Treatment ตัว Ceramic  2 ครั้ง (6 เดือน / ครั้ง)  และ Package ล้างรถ ดุดฝุ่น พร้อมเคลือบสีด้วย ผลิตภัณฑ์เคลือบสีรถยนต์ SEEKER Sio2 Hybrid อีก 12 ครั้ง และถ้าหากรถมีการซ่อมสีหรือตัวถัง ก็สามารถกลับมานำกลับมาเคลือบใหม่ได้

   กระบวนการในการเคลือบทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทางร้านใช้เวลาประมาณ 2 วัน โดยทางร้านก็ Update ความคืบหน้าของการทำงานผ่าน Line ให้ผมรับทราบตลอด พร้อมเก็บทุกกระบวนการทำงานมาให้ดูด้วย ซึ่งผลงานที่ได้นั้น ก็ตามภาพเลยครับ


   รถเงาช่ำมากๆ ดึงความสวยของสีแดงขึ้นมาได้อีกระดับนึงเลย เวลารถสะอาดๆและโดยแสงนะ มันสวยจริงๆ ส่วนเรื่องคุณสมบัติของตัวเคลือบนั้น ที่เห็นได้ชัดๆเจนคือ น้ำไม่เกาะพื้นผิวของรถเวลาที่ขับเกิน 80 K.M./L น้ำจะไหลตามกระแสลมเป็นทางแบบเห็นได้ชัดเจนมากๆ  แล้วถ้าเจอฝนตกหนักๆ รถจะสะอาดเหมือนกันล้างมาใหม่เลย เพียงแต่จะคราบของน้ำที่กระเด็นจากถนนบริเวณชายล่างเท่านั้น


   สุดท้ายเรื่องบริการหลังการขาย ปกติรถทุกคันที่บ้านผมใช้บริการร้านนี้เป็นประจำตั้งแต่เปิดร้าน ซื้อ Package ล้างรถกันมาตลอด ทุกครั้งที่เอารถเข้าไป ก็ดูแลรถผมให้แบบเป็นมาตรฐานและเนี๊ยบสุดๆ ซึ่งผมสามารถแนะนำอย่างเต็มปากเต็มคำกับเพื่อนๆและคนรอบตัวที่สนใจจาะมาใช้บริการร้านนี้ได้แบบสนิทใจเลย และอยากแนะนำให้กับทุกท่านใน HLM Web board นี้ ที่อาจจะสนใจ หรืออยู่ใกล้ๆร้านนี้ (ลาดพร้าว 101) ลองมาใช้บริการได้นะครับ ได้รับความประทับใจแน่นอน



ฟิล์มหลังคากันรอยและกันความร้อน


   แม้ Honda จะเคลมเรื่องสารเคลือบที่กันความร้อนของหลังคากระจกแล้วว่าเอาอยู่ แต่แดดเมืองไทยก็สู้กลับมาเต็มคาราเบลเช่นกัน ผมเองก็เสียวๆอยู่ว่ามันจะเอาไม่อยู่ แต่ก็ไม่อยากติดฟิล์มกรองแสงที่หลังคา เพราะไม่อยากให้กระจกหลังคามันมืดเกินไป และทาง Honda ก็ไม่แนะนำให้ติดฟิล์มกรองแสงข้างใน ก็เลยไปลองหาดูว่า บรรดารถหลังคากระจกเต็มบาน เขาแก้ปัญหากันอย่างไร แล้วผมก็เจอตัวเลือกที่คิดว่าน่าจะตอบโจทย์ผมในที่สุด

บอกก่อนว่า ผมติดฟิล์มชนิดนี้หลังจากรับรถมาได้ 2 วัน และมีแค่วันรับรถเท่านั้นที่ได้ขับกลางแดดจริงๆ ก็เลยอาจจะเทียบความรู้สึกไม่ได้ เลยจะขออธิบายเฉพาะความรู้สึกหลังจากติดฟิล์มไปแล้วนะครับ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดๆเลยคือเนื้อฟิล์มนั้นจะมีสีออกฟ้าๆนิดๆ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากภายนอกรถเลย รวมถึงเวลามองจากข้างในออกมา แสงมันจะออกฟ้าๆนิดๆ เช่นกัน อีกเรื่องนึงคือ ความใส เวลาผมออกไปมันจะรู้สึก Drop ลงกว่าตอนไม่ติดประมาณ 10% แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่นะ ผมว่าการที่มันขุ่นนิดๆ แบบนี้ มันช่วยให้สบายตาในการมองมากกว่าฟิล์มที่ใสจนเหมือนไม่ได้ติดเลย

มาถึงคุณสมบัติสำคัญที่เราต้องการมากที่สุด นั่นคือ การกันความร้อน ส่วนตัวลองเปิดม่านหลังคาขับรถตอนเที่ยงๆ ในวันที่ฟ้าค่อนข้างใส ส่วนตัวไม่รู้สึกว่ามีไอร้อนมาถึงหัวนะ ส่วนนึงคิดว่ามาจากความเย็นของแอร์รถ แต่เปิดได้ไม่นานก็ต้องปิด เพราะแสงมันจ้าเกินไป และเท่าที่ลอง Test ดูนั้น ถ้าจะให้รู้สึกถึงความร้อนจริงๆ เราต้องเอามือไปแตะหรืออังๆใกล้ๆ กระจก หรือไม่ก็ถ้าขับโดยปิดม่านไปสักพัก ตรงร่องมือจับสำหรับเลื่อนเปิด - ปิด ม่าน ซึ่งน่าจะเป็นเหล็กนั้น จับแล้วจะรู้สึกอุ่นๆ แค่นั้นเลย

   สุดท้าย เรื่องราคาและพิกัดร้านนั้น เนื่องจากว่า มันมีเหตุการณ์ที่เกิดความผิดพลาดกันเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ร้ายแรงอะไร และทุกฝ่ายก็ร่วมกันหาทางออกและรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ถ้าบอกไปมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ผมขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดไว้นะครับ แต่ขอยืนยันว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์กับฝีมือและการบริการของร้านนี้ ดีและไว้ใจได้ครับ


ฟิล์มใสกันรอยภายใน – ภายนอกรถยนต์ และ Sticker ตกแต่ง


   1 ในบทเรียน ที่ได้มาจาก HR-V คันเดิม ก็คือ จุดใดก็ตามที่มีผิวมันวาว เงา หรือ ใส โปรดทำใจว่ารักษาดีขนาดไหนมันก็เป็นรอย ดังนั้นถ้าอยากใช้งานอย่างสบายใจ ก็ไปหาฟิล์มหรือ Sticker มาติดเถอะ ซึ่งคันเดิมของผม ก็ติดฟิล์มใสบริเวณ คอนโซลกลางที่เป็น Piano Black ช่วยได้เยอะเลย

   พอมา HR-V e:HEV คันนี้ จุดที่เป็นวัสดุผิวมันวาว เงา และ ใส นั้นมีเยอะว่ารุ่นเดิมพอสมควรเลย ไม่ได้การณ์แล้ว รีบเอาไปติดฟิล์มใสกันรอยดีกว่า ว่าแล้วก็ติดต่อร้าน Showcase Sticker ร้านเดิมที่เคยทำ Sticker สีสันต่างๆให้รถคันก่อน ซึ่งร้านเขาก็มีชื่อเสียงเรื่องของ Sticker และฟิล์มใสกันรอยภายนอก – ภายในด้วย แต่จะเป็นแบบเฉพาะจุดนะ ไม่ได้ Wrap ทั้งคัน และอีกข้อสำคัญหนึ่งคือ งาน Sticker และ ฟิล์ม ของร้านนี้ เป็นแบบ Die Cut ทั้งหมด ตัดด้วย Computer ทำให้ชิ้นงานมีความสวยและเข้ารูปพอดีในทุกรายละเอียด แถมจะไม่มีกรีดหรือตัดใดๆที่รถเราเลย มั่นใจได้ว่ารถเราจะไม่มีรอยแน่นอน


หลังจากจองและได้คิวแล้ว ผมก็เอารถเข้าไปรับบริการ โดยจุดที่ผมเลือกติดฟิล์มใสนั้น มีหลายจุดมากๆ ได้แก่ หน้าจอเครื่องเสียงและปุ่มควบคุม / กรอบหน้าจอ / ชุดควบคุมระบบปรับอากาศ / คอนโซลเกียร์ / กรอบสวิตช์กระจกทั้ง 4 ประตู / ก้านพวงมาลัย / สวิตช์ควบคุมต่างๆบนพวงมาลัย / ปุ่ม Power / ปุ่มไฟฉุกเฉิน / สวิตช์ปรับ Mode การขับขี่ / ปุ่มเปิด-ปิดระบบ HDC / สวิตช์เบรกมือไฟฟ้า / ปุ่ม Brake Hold หน้าจอเรือนไมล์ / ปุ่มเปิดฝาท้ายไฟฟ้า / ปุ่มเปิด – ปิด เสียงเตือน AVAS / ปุ่มเปิด – ปิด VSA และ ปุ่ม Shortcut เข้า Sensing


นอกจากฟิล์มกันรอยภายในรถแล้ว ผมยังเลือกติดฟิล์มใสกันรอยภายนอก ในจุดเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดรอยได้ ซึ่งก็จะมี เบ้ามือจับประตูคู่หน้า / ฝาถังน้ำมัน / โคมไฟหน้า / ไฟตัดหมอก และมาถึงร้าน Sticker ทั้งที จะไม่ติด Sticker ก็คงจะไม่ได้ จัดไปเลยกับการติด Sticker กันรอยสีดำด้าน ที่เสาประตูและมือจับประตูคู่หลัง รวมๆแล้ว ถ้านับเป็นรายการก็ได้ประมาณ 20 กว่ารายการ แต่ถ้าจะนับเป็นชิ้นผมว่าน่าจะเกือบ 100 ชิ้นเลย โดยทางร้านใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมง ในการติดทั้งหมดนี่

ผลงานที่ออกมานั้น บอกเลยว่า โคตรเนี้ยบ และโคตรเนียน มองผ่านๆเหมือนไม่ได้ติดฟิล์มเลย ทุกชิ้นส่วนถูกตัดแบบได้พอดีเป๊ะๆ และไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กจุดน้อยแค่ไหน ก็มีการเข้ารูปโครงเว้าและเข้ามุมได้พอดีทุกจุด โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นพื้นผิวดำเงา พอติดฟิล์มเข้าไป เหมือนมันช่วยเพิ่มความเงามากขึ้น ดูสวยมากๆ ส่วนบรรดา Sticker สีดำด้านภายนอนกนั้น ผิวสัมผัสดีมากๆ แล้วก็สีของ Sticker ก็เนียนเหมือนกับของเดิมเลย แต่จะออกเงาและเข้มกว่านิดๆ ที่สำคัญทุกจุดเข้ามุมได้แบบพอดีเป๊ะๆ แม้แต่มุมที่อยู่ใต้กันสาด ทางร้านก็ตัด Sticker ให้มีขนาดรองรับมุมและขอบของกันสาดด้วย โคตรใส่ใจรายละเอียดเลย


ถ้าใครสนใจจะติด Sticker หรือฟิล์มใสกันรอยแบบเฉพาะจุด ลองทักไปสอบถามร้านนี้ดูครับ ราคาอาจจะสูงหน่อย (ทั้งหมดที่ติดไป ผมจ่ายไปหมื่นนิดๆ) แต่ก็สามารถเลือกติดเป็นจุดๆตามที่เราต้องการได้ ที่สำคัญ เมื่อเทียบกับคุณภาพและบริการของทางร้านแล้ว มันคุ้มที่จะลงทุนและไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
Sensor หน้า - หลัง แบบไม่เจาะกันชน พร้อมปุ่ม เปิด – ปิด


   ในเมื่อ Honda ไม่ติดมาให้ เซลล์ก็แถมแค่ Sensor ด้านหลัง 2 จุด เราก็ต้องหาติดเอง และใน HR-V คันเดิม ผมก็ติด Sensor รอบคัน เพราะทุกๆวัน จะต้องขับผ่านมุมเลี้ยวหักซอกแคบๆที่อยู่ในคอนโดตัวเอง และเวลาจะจอดรถในโรงรถที่บ้าน ผมต้องจอดให้ข้างหน้าชิดกำแพง ไม่งั้นท้ายรถจะเลยหลังคา มันเลยช่วยได้เยอะและจำเป็นมากๆ ก็เลยว่าจะไปติดชุด Ultra sonic 8 จุด แบบเดียวกับคันเดิม แต่พอเช็คดูแล้ว มันติดปัญหาที่จอติดรถกับมาตรวัต มันไม่รองรับการแสดงผลของตัววัดระยะบนหน้าจอ (ต้องเปลี่ยนจอถึงจะแสดงผลได้) แล้วถ้าจะติดโดยไม่สนใจเรื่องการแสดงผลบนจอนั้น เมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายก็รู้ว่ามันแพงไป (ชุดละประมาณ 10,000 บาท) ก็เลยลอง Search หาตัวเลือกใหม่ๆ ใน Internet และ กลุ่ม HR-V Club ใน Facebook


   Search ไปเรื่อยก็เจอ Facebook Page ชื่อ “เซนเซอร์ถอยหลัง ไม่เจาะกันชน” ที่ขายและติดตั้ง Sensor หน้า - หลัง แบบไม่เจาะกันชน ลองเข้าไปดู Review เออ น่าสนใจดี ราคาก็ไม่แรงมากด้วย แถมไม่ต้องเจาะรถเป็นรูด้วย ก็เลยตัดสินใจ ยกเลิก Sensor แถม แล้วก็พอรับรถมา ก็ให้ร้านมาติดตั้งให้ โดยวิธีการติดตั้งนั้น ผมเข้าใจว่าจะคล้ายๆกับ กาติดตั้ง Sensor ถอยหลังทั่วไปๆ เพียงแต่ตัวรับ-ส่งคลื่นสัญญาณ จากตัวหัว Sensor ที่ต้องเจาะกันชน เป็นแผง Sensor ตรวจจับการเคลื่อนไหวติดอยู่บนพื้นผิวด้านหลังของกันชนหน้า - หลัง แทน โดยไม่ต้องเจาะรถ ติดตั้งแบบไม่ตัดต่อสายไฟ แถมยังยังไม่มีจุดอับสัญญาณตรงแนวแผงรับสัญญาณด้วย


   การทำงานของ Sensor ชุดนี้นั้น ชุดหน้า - หลัง จะแยกกันโดยสิ้นเชิง โดยชุด Sensor หน้า จะมีปุ่มเปิด - ปิด การทำงานให้ โดยเราสามารถเลือกปุ่มให้มีขนาดตรงรุ่นกับช่องติดตั้งปุ่มของรถได้ (มีเฉพาะรถยนต์บางรุ่น) ส่วน Sensor หลัง ก็จะทำงานต่อเมื่อ เข้าเกียร์ถอยหลัง และตัดการทำงานเมื่อออกจากเกียร์ถอยหลัง เหมือน Sensor ถอยหลังทั่วๆไป และสำหรับหลักการวัดระยะของ Sensor ชุดนี้นั้น และมี 3 ระดับ สัมพันธ์กับการส่งสัญญาณเสียง (Beep) เตือน  3 รูปแบบ ดังนี้

-   เมื่อเข้าใกล้สิ่งกีดขวางในระยะต่ำกว่า 70 C.M.  เสียงเตือนจะเริ่มเตือนด้วยเสียง Beep จังหวะห่างๆ กัน
-   เมื่อเข้าใกล้สิ่งกีดขวางในระยะต่ำกว่า 40 C.M. เสียงเตือนจะเตือนด้วยเสียง Beep จังหวะถี่ๆ
-   เมื่อเข้าใกล้สิ่งกีดขวางในระยะต่ำกว่า 15 C.M. เสียงเตือนจะเตือนด้วยเสียง Beep ยาวต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ก่อนติดตั้ง ทางร้านแจ้งว่า เนื่องจากชุด Sensor ใช้เป็นแบบตรวจจับการเคลื่อนไหว ดังนั้น ถ้ารถยนต์จอดนิ่งและวัตถุที่ Sensor จับได้ ไม่มีการเคลื่อนไหว เสียงเตือนจะไม่ดัง พูดง่ายๆคือ สมมุติว่าเราถอยรถเข้าหากำแพง ถ้ารถเคลื่อนที่ Sensor จะส่งเสียงเตือนปกติ แต่พอรถหยุดนิ่งเสียงเตือนจะเงียบ ซึ่งจะไม่เหมือนกับ Sensor ทั่วไปที่จะดังค้างตลอด ถ้าเข้าใจหลักการทำงานและรับได้ก็ไม่เป็นปัญหา ซึ่งผมเองก็เข้าใจและยอมรับได้


จากการใช้งานจริงนั้น มันก็ไว้ใจได้ในระดับนึงเลย เพียงแต่เวลาที่เสียงเตือนระดับแรกมันดัง มุมมองที่เราเห็นมันรู้สึกใกล้ว่ามากแล้วทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เทียบง่ายๆเลยจากเส้นกะระยะกล้องถอยหลัง เสียงเตือนระยะแรกจะดังเมื่อวัตถุหรือสิ่งกีดขวาง มันมาอยู่ที่เส้นประ เส้นสุดท้ายที่ใกล้กับกันชนมากที่สุด ทำให้เวลาใช้งานจริง พอใช้การกะระยะจากสายตาเราแล้ว หลายครั้งที่เราจอดรถหรือหยุดรถในระยะที่ Sensor ยังไม่แจ้งเตือนเลย ซึ่งผมคิดว่าหลายๆคนอาจจะรู้สึกไม่ชินหรือไม่ชอบลักษณะแบบนี้ แต่ส่วนตัวผมรับใช้และรู้สึกว่า เป็นแบบนี้ก็ดีนะ มันไม่ได้ดังคงน่ารำคาญเหมือนแบบเก่าๆบางคัน ที่ร้องเตือนตั้งแต่ยังห่างมากๆ แถมดังไม่หยุดด้วย

สำหรับค่าเสียหายของชุดนี้นั้น ชุด Sensor หลัง 1,850 บาท (สำหรับรถญี่ปุ่น), ชุด Sensor หน้า + ปุ่มเปิด - ปิด ตรงรุ่น 3,250 บาท ทั้งหมดก็ 5,100 บาท รวมค่าติดตั้งเรียบร้อยแล้ว และทางร้านมีบริการติดตั้งนอกสถานที่ด้วยนะ (มีค่าบริการเพิ่มเติม) ถ้าใครสนใจ ก็สามารถ Search หา Facebook Page “เซนเซอร์ถอยหลัง ไม่เจาะกันชน” ได้เลยครับ


กล้องบันทึกภาพ หน้า-หลัง Finevue รุ่น GX300 + Cellink B7 Powerpack


   บอกตรงๆว่า นี่เป็นอุปกรณ์ที่ผมใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลนานมากๆ และก็ตัดสินใจเลือกนานมากๆ กว่าจะได้มา เพราะว่ากล้องหน้า - หลัง Thinkware X550 ที่อยู่ในรถคันเดิมนั้น มันสร้างมาตรฐานไว้สูงและดีมากๆ เพียงแต่ว่ามันใช้งานมานานมากแล้ว ก็เลยไม่ได้ถอดออกตอนขายรถไป พอได้รถคันใหม่ ก็อยากจะหากล้องที่คุณภาพดีและตอบโจทย์การใช้งานแบบชุดเดิม ซึ่งโจทย์การใช้งานนั้นมีดังนี้

-   ต้องเป็นชุดกล้องบันทึกภาพหน้า - หลัง
-   ตัวกล้องหน้า อยากได้แบบที่มีจอและต่อ Wi-Fi ดูภาพจาก App ได้
-   กล้องหลัง ต้องติดอยู่ที่ในตัวรถเท่านั้น
-   คุณสมบัติมาตรฐานต้องมีมาครบถ้วน เช่น บันทึกต่อเนื่อง โดยทับไฟล์เก่าไปเรื่อยๆ , มี Crash Detection หรือ G- Sensor และเก็บไฟล์ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญแยกจากไฟล์บันทึกต่อเนื่อง
-   คุณภาพของภาพนั้น ขอให้ชัดทั้งกลางวันและกลางคืน มองเห็นรายละเอียดรอบข้างและป้ายทะเบียนได้ชัดเจน ไม่ได้ซีเรียสว่าจะต้อง 4K 2K หรือ Full HD
-   ต้องมี Packing Mode เพราะปกติรถต้องจอดซ้อนคันเกือบทุกวัน

ช่วงระหว่างที่รอรถ ผมก็หาข้อมูลใน Internet ดู Review หลายๆรุ่น จะกลับไป Thinkware ก็ดีแต่ราคาก็แพงเหลือเกินและถ้าเอารุ่นมีจอ มันก็ต่อ Wi-Fi ไม่ได้ เลยพยายามหายี่ห้ออื่นๆ ที่ดูราคาย่อมเยาลงมาหน่อย ซึ่งเท่าลองที่ดูๆก็จะมี iRoad, G-net, 70mai, DDPAI, FineVu, AZDOME, Viofo, Proof ฯลฯ และหลังจากศึกษาข้อมูลของกล้อง พร้อมหาร้านติดตั้งที่ดูน่าเชื่อถืออยู่สักพัก สุดท้ายผมก็ตัดสินใจเลือก ด้วยเหตุผลสุด Classic นั่นก็คือ Promotion Set สุดคุ้ม นั่นเอง แต่ก็อยู่ในตัวเลือกที่ดูๆไว้อยู่ ไม่ใช่เอาแต่ราคาเท่านั้น


และ Promotion Set ที่ผมเลือกนั้น ประกอบด้วย ชุดกล้องหน้า - หลัง ของ FineVu รุ่น GX300 และ Power pack ของ Cellink รุ่น B7 โดยทั้งหมดนี้ จัดจำหน่ายและติดตั้งที่ร้าน Premium Store by Carcamkorea ซึ่งเป็นร้านเดียวกับที่ติดตั้งชุดกล้อง ของ Thinkware ใน HR-V คันเก่าผม เมื่อ 5 ปีก่อนนั่นเอง และผมก็ค่อนข้างมั่นใจกับร้านนี้ เพราะตั้งแต่ติดตั้งในคันเก่ามา ไม่เคยเจอปัญหาอะไรเลย


   สำหรับ FineVu GX300 นั้น เป็นชุดกล้องหน้า-หลัง ที่ผลิตในเกาหลีใต้ Design ของตัวกล้องด้านหน้าเป็นแบบไร้จอภาพ มีเพียงปุ่ม ช่องใส่ Memory Card Shortcut ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งาน ไฟแสดงสถานะต่างๆ เท่านั้น ส่วนกล้องหลังเป็นแบบที่ติดอยู่ภายในตัวรถบนกระจกบานหลัง และเชื่อมต่อการบันทึกและพลังงานการตัวกล้องหน้าโดยตรง ตัวกล้องทำจากพลาสติกที่สามารถทนความร้อนได้สูง

-   ความละเอียดในการบันทึกภาพ : กล้องหน้า 2K QHD / กล้องหลัง Full HD
-   ใช้ Sensor บันทึกภาพของ Sony Starvis IMX335 (กล้องหน้า)
-   มีระบบ HDR ช่วยปรับภาพให้มีความสว่างชัดเจนทั่วทั้งภาพ และมี Auto Night Vision ช่วยปรับคุณภาพวิดีโอที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ สำหรับการบันทึกภาพช่วงกลางคืน
-   มี Parking Mode บันทึกภาพขณะจอดรถ โดยทำงานร่วมกับการตรวจจับการเคลื่อนไหว และ G-Sensor
-   มีระบบ Smart Time Lapse เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยความจำสูงสุด จะลดอัตราเฟรมการบันทึกโดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีเหตุการณ์ในขณะที่กู้คืนการบันทึกอัตราเฟรมเต็ม (30fps) เมื่อตรวจพบเหตุการณ์ที่อาจเกิดความเสียหายกับรถ
-   Build in GPS / G-Sensor ในตัว
-   มีระบบแจ้งเตือนต่างๆ เช่น บอกเวลาตอนต้นชั่วโมง, เตือนให้จอดพักเมื่อขับขี่ต่อเนื่องนานๆ (2 ชั่วโมง/ครั้ง) เตือนกล้องจับความเร็ว (เฉพาะในบางประเทศที่มี Firmware ให้ติดตั้ง)
-   บันทึกข้อมูลด้วย Micro SD Card รองรับความจุสูงสุดที่ 128GB (ควรเลือกใช้ Micro SD Card ที่ Class สูงๆ หน่อย)
-   เชื่อมต่อกับ Smart Phone ด้วย Wi-Fi Direct ผ่าน Application “FineVu Wi-Fi” เพื่อเรียกดูภาพที่กำลังบันทึกอยู่แบบ Real Time และ เรียกดู Video ย้อนหลังและสามารถ Download File มาเก็บไว้ใน Smart Phone ของเราได้ รวมถึงการ Update Firmware ของตัวกล้องด้วย
-   เปิดดูภาพและ Clip VDO ด้วยการเชื่อมต่อ Micro SD Card กับ Computer ผ่าน Program : FineVu Player ซึ่งสามารถเลือกดูภาพได้จากมุมมอง หน้า หลัง และ Multi-view หน้า-หลัง พร้อมกัน พร้อม Function แสดงความเร็ว แรงG และตำแหน่งของรถ ณ ขณะนั้นอีกด้วย

 

จากการใช้งานนั้น คุณภาพของภาพและเสียงที่บันทึกได้ ถือว่าดีในระดับนึงเลยทีเดียว เอาเรื่องเสียงก่อน ตัวไมค์รับเสียงที่เกิดขึ้นในห้องโดยสารได้ชัดเจน ไม่ว่าคุณจะฟังเพลงอะไร พูดคุยกันในรถ หรือ คุยโทรศัพท์ในรถ ทุกอย่างจะถูกบันทึกไว้ทั้งหมดควบคู่ไปกับภาพเลย ซึ่งถ้าใครไม่ชอบก็สามารถเลือกปิดไมค์และการบันทึกเสียงได้นะ


ส่วนเรื่องภาพ ที่กล้องหน้าเคลมไว้ว่าเป็น 2K QHD นั้น เท่าที่ผม Download Video มาลง Computer แล้ว Capture มาลง Web Board ทั้งภาพที่ขับขี่ในช่วงกลางวัน ช่วงโผล้เผล้ (แสงน้อย) และ ช่วงกลางคืน ผมว่ามันก็ทำได้ดีนะ ความชัดถือว่าโอเคเลย มองเห็นทัศนวิสัยต่างๆได้ชัดเจน กลางคืนยังดูออกว่ารอบๆข้างเราเป็นที่ไหน มีรถอะไรบ้าง แล้วมีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นบ้าง ส่วนกลางวันก็ไม่เจออาการแสงจ้าจนมองไม่รู้เรื่องนะ และอีก 1 จุดที่สำคัญมากคือ ป้ายทะเบียนคันหน้า ซึ่งถ้าอยู่ในระยะที่ไม่ไกลมาก ก็จะมองเห็นทะเบียนได้ชัดเจนเลย ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้ ภาพ หรือ Clip VDO เราสามารถหวังผลจากมันได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย


สำหรับกล้องหลังที่เป็น Full HD นั้น แน่นอนว่ามันไม่ได้ชัดเท่ากล้องหน้า ทำให้ทัศนวิสัยในระยะไกลๆ อาจจะไม่ได้คมชัดเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นระยะที่เราหวังผล เช่น รถคันหลัง หรือรถคันอยู่ข้างๆคันหลังในเลนอื่นๆ ก็ยังมองเห็นป้ายทะเบียนและลักษณะของรถคันนั้นๆ ได้ชัดเจน เอาภาพ และ VDO ไปใช้ได้แน่นอน


   เรื่องของการเชื่อมต่อกับ Application “FineVu Wi-Fi” ผ่าน Direct Wi-Fi นั้น เท่าที่ผมลองใช้กับ iPhone ถือว่ามีความเสถียรดีมากๆ ระหว่างใช้ App ไม่มีหลุดเลย แล้วถ้าไม่มีการขยับใน App นานๆ กล้องก็จะตัดการเชื่อมต่อให้อัตโนมัติ ซึ่งก็โอเคนะ กันเราลืมได้ดี ส่วน User Interface ของ App นั้น ใช้งานได้ง่ายมากๆ ซึ่ง Functions หลักๆจะมี 5 แบบดังนี้
1.   Live View : สามารถดูภาพสดจากกล้องได้แบบ Real Time
2.   Dashcam Files : สามารถเรียกดู File VDO ที่บันทึกอยู่ใน Micro SD Card ที่อยู่ในกล้อง โดยแยกดูเป็นหมวดได้ ทั้ง Normal, Parking, Event, Motion เป็นต้น
3.   Download Files : สามารถเรียกดู File VDO ที่เราได้ Download มาเก็บใน Smartphone ของเราแล้ว ซึ่งเราสามารถดูได้แม้ไม่ได้เชื่อมต่อกับกล้องอยู่
4.   Setting : Menu สำหรับตั้งค่าการทำงานของกล้อง ทั้ง เรื่องภาพ เรื่องเสียง เรื่องการจัดการพื้นที่ของ Micro SD Card และการ Set Function อื่นของกล้อง
5.   Summary Event : สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับ Driving Time / ระยะทาง / ความเร็วเฉลี่ย และเส้นทางที่เราขับขี่ได้ โดยสามารถดูเป็นช่วงเวลาได้ 3 รูปแบบหลักคือ 3 วันล่าสุด / สัปดาห์ล่าสุด / เดือนล่าสุด นอกจากนี้เรายังเลือกดูเป็นช่วงวันที่ตามที่เราต้องการได้ โดยเลือก Start Date และ End Date รวมถึงยังสามารถดูได้แม้ไม่ได้เชื่อมต่อกับกล้องอยู่ โดยข้อมูลที่แสดงนั้น จะเป็นข้อมูล ณ ครั้งล่าสุดที่เราเชื่อมต่อกับกล้องและเปิดเข้าไปดูหน้าจอนี้

พูดถึงแต่สิ่งที่ชอบไปแล้ว ขอบ่นเรื่องที่ไม่ชอบบ้าง ซึ่งผมเจอปัญหาอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ

1.   สวิตช์เปิด - ปิด กล้อง นั้นเป็นกลไกแบบเลื่อนขึ้น – ลง ทำให้เวลาที่จอดรถแล้วเกิดปิดกล้อง พอ Start รถใหม่ มันจะไม่เปิดเองอัตโนมัติแบบกล้องรุ่นอื่นๆ ต้องเลื่อนสวิตช์เปิดเอง แล้วปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นคือ ลืมเปิดกล้อง ซึ่งบางครั้งก็รู้สึกตัวเร็ว แต่บางครั้งก็ผ่านมา 2 – 3 วันแล้ว โชคดีที่ไม่ได้เกิดเหตุอะไร
2.   ระบบแจ้งเตือนกล้องจับความเร็ว ซึ่งผมเข้าใจว่ามันทำงานร่วมกันระหว่าง Firmware ของกล้องกับ GPS Sensor เท่าที่ใช้มามันก็พอจะไว้ใจได้นะ โดยเวลาแจ้งเตือน ก็จะเป็นเสียงพูดเป็นประโยคดังนี้
  “ Speed Camera in ...(ระยะห่างจากกล้อง) , Speed limit is ...(ความเร็วที่จำกัด)... Kilometer per hour ”
ทีนี้ ถ้าขับเร็วสักประมาณ 100 K.M./H มันจะเตือน 2 ระยะ คือ 600 Meter / ahead แต่ถ้าช้ากว่านั้น จะเพิ่มเป็น 3 ระยะ ที่ 600 Meter / 300 Meter / ahead ปัญหาที่เจอคือ บางจังหวะมันจะทำงานแปลกๆ เมื่อมัน Error โดยมันจะเตือน 3 ระยะ แบบต่อเนื่องยาวๆเลย เท่ากับว่าคุณจะได้ยินกล้องพูดประโยคข้างบนติดกันหลายรอบ ซึ่งมันน่ารำคาญมาก และกว่าจะครบนี่ เผลอๆขับเลยกล้องไปสักพักแล้ว ดังนั้น ถ้าใครขี้รำคาญ แนะนำว่า ปิดการแจ้งเตือนไปเลยเถอะ


   อีก 1 อุปกรณ์ที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ Power-pack ของ Cellink รุ่น B7 ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้กล้องสามารถบันทึกภาพใน Parking Mode ได้นานขึ้น โดยหลักการทำงานของมันก็จะเหมือนกับ Power Bank ที่เราใช้ชาร์จมือถือนั่นเอง  โดยระหว่างที่เราขับรถยนต์นั้น ตัว Powerpack ก้อนนี้ก็จะชาร์จไฟเก็บไว้ และเมื่อเราดับเครื่องยนต์ อุปกรณ์ตัวนี้ก็จะทำหน้าที่จะจ่ายไฟฟ้าเป็นพลังงานให้กับตัวกล้อง ช่วยให้สามารถบันทึก Parking Mode ได้ยาวนานและไม่ต้องพึ่งพา Battery ของรถยนต์


   ส่วนการติดตั้งนั้น จะคล้ายกับการติดตั้งกล้องบันทึกภาพในรถยนต์ผ่าน Fuse Tab เพียงแต่มี Powerpack ก้อนนี้มาคั่นอยู่ตรงกลาง โดยต่อสายไฟ Fuse Tab มาที่ตัว Powerpack แล้วต่อสายไฟของชุดกล้องให้รับไฟจาก Powerpack นั่นเอง ส่วนตำแหน่งที่ติดตั้งนั้น ทางร้านเขาติดตั้งไว้ที่ใต้เบาะหนังฝั่งคนขับ ซึ่งผมก็เป็นตำแหน่งที่ดีนะไม่เกะกะและไม่มีอะไรไปโดนมันเลย แถมไม่โดนแดดเวลาจอดรถกลางแจ้งด้วย


   สำหรับการใช้งานจริง ลักษณะการใช้งานรถยนต์ของผมในทุกๆวัน ก็จะขับรถออกจากคอนโดประมาณ 8.30น. ถึงที่ทำงานและจอดรถประมาณ 9.15น. ยิงยาวถึงประมาณ 19.45น. ก็จะ Start รถขับกลับคอนโด ถึงที่หมายพร้อมจอดรถประมาณ 20.30น. แล้วก็จอดยาวๆถีง 8.30น. ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ใช้กล้องเดิมกับแบตของรถในรถคันเก่า ถ้าพึ่งเปลี่ยนแบตมาก็จะเข้า Parking Mode ได้ประมาณ 8 ชั่วโมงและลดลงเลยๆตามประสิทธิภาพของแบต พอมาใช้กล้องพร้อม Power pack ชุดนี้ บันทึก Parking Mode ได้ยาวต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนเลย และถ้าจอดไว้เกิน 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการ Start รถ มันก็จะตัดไฟให้กล้องหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ รวมๆแล้วก็ทำงานได้ดีไม่มีปัญหาอะไรเลย


   ปัจจุบันผมไม่มั่นใจว่า Promotion นี้ยังมีอยู่มั้ย ถ้ายังมีนะผมจะแนะนำให้คนที่ต้องจอดรถซ้อนคันบ่อยๆ (แบบผม) จอดรถในที่เสี่ยงๆ หรือจอดรถในพื้นที่เปิดและพื้นที่สาธารณะเป็นประจำ ควรจะไปจัดมาสักชุดนึง อย่างน้อยๆมันก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ในเวลาที่คุณจอดรถ แต่ถ้าคุณจอดรถในบ้าน ในพื้นที่ปิดอ อยู่แล้ว ถ้าสนใจก็ติดทั้งชุดได้ หรืออย่างน้อยๆ ติดกล้องหน้า – หลังก็ เพียงพอในระดับนึงแล้ว


Blind Spot Monitoring System (BSM)


   ระบบที่ทุกคนสาปส่ง Honda Thailand ว่า ทำไมไม่ยอมใส่มาให้สักที ซึ่งผมเองก็เป็น 1 ในนั้น แถมรถใหม่ๆสมัยนี้ที่เป็นยี่ห้ออื่นๆ ก็ใส่มาให้กันเกือบหมดแล้ว แม้ Honda ยังยืนยันที่จะให้ Lane Watch ที่กระจกมองข้างด้านซ้ายมา แต่มันก็ทดแทนกันไม่ได้ ในเมื่อไม่ยอมที่จะใส่มาให้ ไปหาติดเองก็ได้ เดี๋ยวนี้ในวงการประดับยนต์เริ่มพัฒนาและคิดค้นสินค้าและวิธีการที่จะติดตั้ง ระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยในรถยนต์ เพื่อจำหน่ายเป็นอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้แล้ว และ Blind Spot Monitoring System หรือ BSM ก็เป็น 1 ในนั้นด้วย


   หลังจากลองค้นหาข้อมูลของการติดตั้งระบบ BSM มาสักพัก ก็เริ่มเห็นว่า ปัจจุบันนี้เริ่มมีหลายร้านที่รับทำ มีอุปกรณ์และ Option ให้เลือกอยู่หลากหลายแบบ ส่วนราคาของแต่ละร้านนั้น จะไม่ได้หนีห่างกันมาก จะอยู่ที่ประมาณปลายๆหลักพัน ถึงหมื่นต้นๆ แล้วแต่อุปกรณ์ที่เลือกและชื่อเสียงของร้าน ซึ่งพอลองเปรียบเทียบกันไปแล้ว ผมก็ตัดสินใจเลือกร้าน NTCar888 แถวย่านรังสิต – คลอง 5 เนื่องจากร้านเขาดูน่าเชื่อถือประกอบกับใน FB Page ของร้านนั้น มีผลงานการทำรถ HR-V e:HEV มาหลายคันมากๆ และมีงานที่เข้าไปทำตามศูนย์บริการด้วย ก็เลยเชื่อมั่นว่าจะทำรถผมออกมาได้ดี รวมถึง ราคาของระบบ BSM ที่ร้านนี้ อยู่ที่ 8,900 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว


   ชุดอุปกรณ์ของระบบ BSM ที่จะติดตั้งในรถผมนั้น หลักๆจะมีอยู่ 6 ส่วนหลักๆ คือ ตัวรับ – ส่งสัญญาณ Radar 2 ตัว , ชุดสายไฟทั้งระบบ, ชุดไฟสัญญาณแจ้งเตือนที่กระจกมองข้าง, ชุดลำโพงเสียงเตือน และสวิตช์เปิด - ปิดระบบภายในรถยนต์ ส่วนตัวกระจกนั้น ทางร้านใช้วิธีการ Laser ตัวกระจกเดิมให้เป็นรูปสัญลักษณ์แจ้งเตือนแบบเดียวกับของ Honda Japan เพื่อให้ไฟสัญญาณแจ้งเตือนสามารถติดสว่างออกมาตามรูปสัญลักษณ์ได้ ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกันกับการทำงานระบบ BSM ในรถหลายๆรุ่น หลายๆยี่ห้อง ที่มีการติดตั้งมาจากโรงงานนั่นเอง

   เรื่องวิธีการติดตั้ง ผมเองไม่ได้เข้าไปดูทุกกระบวนการ แต่พอจะอธิบายได้ว่า ทางร้านจะถอดกันชนหลังออก เพื่อติดตั้ง ตัวรับ – ส่งสัญญาณ Radar ไว้ที่มุมกันชนทั้ง 2 ข้าง จากนั้นก็เดินสายไฟแบบ Plug & Play เต็มระบบ แล้วถึงจะดำเนินเชื่อมต่อกับชุดอุปกรณ์ส่วนที่เหลือ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ส่วนเรื่องงานประกอบและความเนี๊ยบนั้น เท่าที่มองดูด้วยตาเปล่า ผมว่าเนี๊ยบและแน่นหนาดี ไม่มีตรงไหนไม่สนิท


   เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาทดสอบการใช้งานกัน โดยหลักการทำงานและ Function ของที่ติดตั้งมานั้น ก็จะมี 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
-   Blind spot detection (BSD) : จะทำงานต่อเมื่อมีรถเข้าใกล้ในระยะ4-12 เมตร โดยไฟจะขึ้นค้าง และ ไม่มีเสียงเตือน
-   Lane change assistance (LCA) : เมื่อเปิดไฟเลี้ยว หากมีรถเข้ามาในระยะเรดาร์ 4-12 เมตร จะส่งเสียงเตือน และ ไฟที่กระจกจะกระพริบเตือนทันที ว่าโปรดระวัง หรือ ไม่ปลอดภัย
-   Rear cross traffic alert (RCTA) : จะมีระยะเตือนฝั่งซ้ายและขวา ด้านละ 2 และ 5 เมตร ขณะที่ถอยออกจากบ้านหรือที่จอดทั่วไปที่เอาหน้ารถเข้า

บอกก่อนกว่า ส่วนตัวผมยังไม่เคยได้ขับรถที่ติดตั้งระบบ BSM ไม่ว่าจะมาจากโรงงานหรือทำเพิ่มเองมาก่อนเลย ดังนั้น นี่คือครั้งแรกที่ได้ใช้ระบบนี้แบบจริงๆจังๆ ซึ่งผมรู้สึกว่า


แล้วถ้าเอามาเทียบกับ Lane Watch ที่ Honda Thailand เขาภูมิใจและขยันใส่มาให้ในรถของเขาหละ ส่วนตัวผมอยู่กับ Lane Watch มา 4 ปีกว่าๆ ซึ่งผมก็ค่อนข้างชอบมันและมีหลายๆจังหวะที่ได้ใช้แล้วมันช่วยได้จริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า BSM มันคลอบคลุมได้มากกว่าและช่วยได้มากกว่า อย่างแรกเลยคือ BSM มันมี 2 ข้าง แต่ Lane Watch มันมีข้างเดียว อย่างที่สอง ระยะการทำงานของ BSM เยอะกว่า อย่างที่ 3 BSM มีทั้งไฟแจ้งเตือนและเสียงเตือน แต่ Lane Watch มีแต่ภาพบนจอ และอีกอย่างนึงคือ จะใช้ Lane Watch ได้ รถต้องมีจอ แต่ BSM แสดงผลบนกระจกมองข้างซึ่งทุกคันต้องมี ผมเลยไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วต้นทุนของ 2 ระบบนี้ BSM อาจจะถูกกว่า Lane Watch นะ (เดาเอา)

ทีนี้ BSM จะมาแทน Lane Watch ได้แบบ 100% มั้ย เชื่อว่าคำตอบของหลายๆคนคือ ได้แน่นอน แต่สำหรับผมว่าคิดว่า มันทดแทนได้ประมาณ 90% เพราะจากที่ใช้งานมา แม้ BSM จะมีหลายความสามารถมากกว่า แต่มันมีบางสถานการณ์ที่ภาพจากกล้อง Lane Watch ช่วยให้ผมได้เยอะมาก โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เจอทางแยกตัว Y แล้วจะดูรถที่มาจากทางซ้าย เพื่อเบี่ยงเข้าถนนหลัก ซึ่งผมจะต้องเจอสถานการณ์นี้ทุกวัน แล้วกล้อง Lane Watch ที่อยู่ที่ใต้กระจกมองข้างด้านซ้าย มันจะหันออกไปในมุมที่เห็นรถจากถนนอีกเส้นพอดี แล้วผมจะเห็นผ่านจอได้ชัดๆเลยว่า มีรถมาหรือไม่ ถ้าออกไปจะอันตรายมั้ย ซึ่งสถานการณ์นี้มันอยู่นอกเหนือการทำงานของ BSM


ดังนั้น สำหรับความเห็นของผมแล้ว ผมขอสรุปเลยว่า Honda Thailand ครับ โปรดติดตั้ง BSM ที่คุณใช้ชื่อทางการตลาดคุณว่า “ Blind Spot Information System (BSI) ” ในรถยนต์ Honda ที่ขายในประเทศไทย สักทีเถอะครับ ส่วน Lane Watch เนี่ย ถ้าอยากใส่ก็ใส่เพิ่มมาให้มีทั้ง 2 อย่างเลย แต่ถ้าต้องเลือกเพียงอย่างเดียว ยังไง BSI ก็สมเหตุสมผลมากกว่า แล้วทุกคนจะเลือกสาปส่งคุณเรื่องนี้และจะได้ไม่ต้องไปหาติดตั้งเองข้างนอก จบนะครับ Honda 

   ท้ายที่สุด ถ้าใครใช้ Honda หรือรถที่ไม่ระบบ Blind Spot Monitoring System แล้วอยาก Upgrade รถคุณให้มีระบบนี้ ผมแนะนำให้ลองมาคุยกับร้านนี้ก่อน บอกเลยว่าคุณจะได้ระบบ BSM ที่ไว้ใจได้ ในราคาที่สมเหตุสมผล และไม่ต้องกังวลเรื่องการติดตั้งและงานประกอบของร้านนี้ ผมรู้สึกว่างานของเขาอยู่ในระดับมืออาชีพจริงๆครับ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 22:25:36 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
กล่อง Android CarPlay Box : Novel CarPlay Touch Pro


   แม้ว่าผมจะเกลียด Design ของจอตู้ปลาในรถคันนี้มาก แต่ผมก็ไม่ได้อยากจะเป็นชุดเครื่องเสียง เพราะส่วนตัวผมรู้สึกว่าจอที่มาจากโรงงานมันจะทำงานได้เสถียรกับอุปกรณ์ต่างๆในรถยนต์ที่เกี่ยวข้อง แล้วจอรุ่นนี้มันก็มี Apple CarPlay ที่มันเพียงพอสำหรับผม และก่อนหน้านี้ใน HR-V คันเดิม ผมได้เอาไปเปลี่ยนแบบจอ Android มา เลือกแบบ Top Spec ราคา 20,000 กว่าบาท แล้ว พบว่ามันให้ความบันเทิงได้ดีมาก แต่ก็มีเรื่องที่มันไม่โอเคเลย ทั้งเรื่องความสว่างที่ปรับต่ำสุดแล้วยังแสบตาในเวลากลางคืน / คุณภาพของไมค์ที่เวลาคุยโทรศัพท์แล้วไม่รู้เรื่องเลย / ความไม่เสถียรของการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ติดรถบางชิ้น เช่น Lane Watch, กล้องถอยหลัง เป็นต้น 

   พอหลังจากใช้งานไปสักพักนึง เวลาคนที่บ้านมานั่งรถผม เริ่มบ่นๆมา ไม่มีอะไรให้ดูเลยเวลาเดินทางไกลหรือรถติดในเมืองนานๆ ซึ่งรถอีกคันที่บ้านจะมีกล่อง Android CarPlay Box ติดอยู่ในรถ คันนี้น่าจะหามาติดบ้างนะ ประกอบกับ ผมก็เริ่มคิดถึงการเปิดข่าวดูในตอนเช้าระหว่างขับรถไปทำงาน พอเย็นๆรถติดก็เปิด Content ดูแก้เบื่อ ซึ่งคันเก่าทำได้ แต่คันนี้ใหม่ทำไม่ได้ แล้วพอถึงเทศกาลลดราคา 11.11 มันลดราคา ก็เลยจัดมา 1 กล่อง


   สำหรับกล่อง Android CarPlay Box ที่ผมเลือกซื้อนั้น เป็นของยี่ห้อ Novel รุ่น CarPlay Touch Pro ซึ่งเป็นรุ่นรอง Top ของ Novel ณ วันที่ผมซื้อ โดย Spec ของมันก็จะมีรายละเอียดดังนี้

-   ใช้ Chip ประมวลผลของ Snapdragon CPU 8 Cored RAM 4GB และ ROM 64 GB มาพร้อมระบบปฏิบัติการแบบ Android 10.0และ User Interface ที่ออกแบบสำหรับการใช้งานบนจอรถยนต์โดยเฉพาะ
-   รองรับ ระบบสัมผัสหน้าจอ จากชุดเครื่องเสียงของตัวรถได้โดยตรง
-   แสดงภาพ และ VDO แบบเต็มหน้าจอด้วยระบบ Chipset รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมกับ Function ที่สามารถแบ่งเล่น 2 หน้าจอได้ พร้อมกัน
-   เชื่อมต่อกับ Internet ผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่รองรับทั้งความถี่ 2.4G และ 5G รวมถึงรอบรับการใส่ Sim Card เพื่อใช้งาน Internet พร้อม Function Wi-Fi Hotspot Sharing
-   รองรับ การเชื่อมต่อ Bluetooth เพื่อเชื่อมต่อ การฟังเพลง และระบบโทรศัพท์ ที่ให้เสียงคมชัดกในการรับสายลสนทนา
-   รองรับ การส่งถ่ายข้อมูลรวดเร็วทั้งระบบภาพและเสียง  ระหว่างกล่องกับชุดเครื่องเสียงของรถยนต์ ผ่านการเสียบสาย USB แบบ Plug & Play
-   มีช่องใส่ Micro SD Card สำหรับเปิดไฟล์ต่างๆ โดยสามารถรองรับไฟล์ Media ทั้ง Video (MP4, MKV, RMVB,AVI format) และ Audio (WAV, AAC, WMA,AMR,MP3,FLAC format)
-   รองรับการใช้งาน Application ต่างๆ ทั้ง Google Maps, Netflix, YouTube, LooxTV, Ais Play, TrueID, Disney Hotstar, HBO, Google Chrome, VLC และ อื่นๆ โดยสามารถ Download Application ต่าง ผ่าน Google Play Store ได้
-   รองรับระบบการสั่งงานด้วยเสียง ทั้ง ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ
-   รองรับการเชื่อมต่อง Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ผ่าน Application


โดยอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องนั้น จะประกอบด้วย ตัวกล่อง CarPlay Box, สายเชื่อมต่อแบบ USB Type A หัวแปลง Type A to Type C และคู่มือการใช้งาน ซึ่งการติดตั้งในเข้ากับชุดเครื่องเสียงในรถผมนั้น เพียงแค่เสียบสาย USB เข้ากับกล่องและช่องเสียบ USB ของตัวรถ แล้วรอสักพัก บนหน้าจอจะขึ้นข้อความให้เราเลือกว่าจะเชื่อมต่อข้อมูลแบบใด ระหว่าง Apple CarPlay หรือ Weblink ให้เลือกเป็น CarPlay แล้วรอสักครู่ แล้ว Interface ของ Home Screen ของตัวกล่องก็จะแสดงขึ้นมาให้เราเริ่มใช้งานได้เลย


สำหรับการใช้งานนั้น ตัวกล่องนี้จะเปลี่ยนให้ชุดเครื่องเสียงในรถเราเป็น Smart Phone ที่มีระบบปฏิบัติการ Android โดยเมื่อเราเชื่อมต่อกับ Internet แล้ว ก็จะสามารถ Download Application ต่างๆ แล้ว Log In เพื่อใช้งานได้เหมือนบน Smart Phone ของเรานั่นเอง แต่ถ้าไม่เชื่อมต่อกับ Internet ก็ยังสามารถเล่น Content ต่างๆ ที่เราลงไว้ในเครื่อง หรือผ่าน Micro SD Card ได้ อีกด้วย ซึ่งการใช้งานหลักๆของผมนั้น จะประกอบไปด้วย App ดังนี้
1.   YouTube : App หลักในการเปิด Content ของผมเลย Login User YouTube Premium ของเราทิ้งไว้ แล้วก็เปิดมันทุกอย่าง ทั้งเพลง, รายการทีวี, รายการ Online,  Talkshow, ละคร, Series, Review ต่างๆ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ เรื่องผีจาก The Ghost Radio 555
2.   Ais Play / Loox TV : App นี้ ผมจะใช้ดู Free TV ผ่าน Online เป็นหลัก ซึ่งก็ทำได้ดี ไม่มีกระตุก
3.   Apple Music : ผมใช้ App นี้ในการฟังเพลง เนื่องจากเป็นสมาชิกที่ Subscribe รายปีอยู่แล้ว โดย Function การทำงานหลักๆ จะคล้ายๆกับ Apple Music ที่อยู่บน iPhone แต่ความเสถียรอาจจะต่างกันเล็กหน่อย เนื่องจากมัน Run อยู่ระบบ Android
4.   Google Maps : ผมใช้เปิดระบบนำทางโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับมือถือส่วนตัว
5.   VLC Player : ใช้เปิดเพลงกับ VDO จาก SD Card ที่เสียบไว้ในกล่อง
6.   Facebook : ไม่ต้องตกใจ ผมไม่ได้เลื่อนดู Feed บนจอระหว่างขับรถ มันอันตรายและไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ผมใช้เฉพาะการดู VDO ต่างๆบน Facebook Watch กับ Facebook Live เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมี App อื่นๆ ที่ติดตั้งไว้ แต่จะไม่ค่อยได้ใช้งานบ่อยๆ อย่างเช่น Netflix, HBO Go, Mono Max , VIU, OneD, Ch3 Plus เป็นต้น โดยภาพรวม

อีกเรื่องนึงที่สำคัญมากๆคือ Function การโทรศัพท์ ที่เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth ซึ่งผมใช้อยู่บ่อยๆ ทั้งโทรศัพท์ทั่วไป, Line Call หรือแม้การ Conference Call เรื่องงานผ่าน Microsoft Teams


ประเด็นสุดท้าย เรื่องความเสถียรในการทำงานของกล่อง ซึ่งผมจะมองเป็น 3 ประเด็นหลักๆคือ

1.   ความเสถียรในการทำงานของตัวกล่อง : เรื่องความเสถียร ถ้าเป็นช่วงที่เปิด Content หรือ แสดงผลต่างๆ มันลื่นไหลดี ไม่ได้มีภาพหรือเส้นกระตุกแต่อย่างไร แต่พอเวลาเราใช้ Touchscreen ผ่านหน้าจอรถยนต์ ความลื่นของกล่องนี้ ผมให้พอๆกับ มือถือ Android ระดับราคาประมาณ 5,000 – 6,000 บาท ซึ่งมันไม่ได้เร็วและตามนิ้วเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่ได้หน่วงจนใช้งานแล้วหงุดหงิด ที่จะเจอหนักหน่อยคือเวลาที่เปิด 2 หน้าจอพร้อมกัน ถ้าปล่อยให้มันแสดงผลอย่างเดียว ไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องกด Set ค่า หรือปรับอะไร มันหน่วงหนักเลย แต่ไม่ได้ถึงกับค้างไปเลยนะ และอีกประเด็นนึงคือ Apple CarPlay ที่จะ Link กับตัวกล่อง อันนี้ไม่แนะนำให้ใช้ มีความเอ๋อพอสมควร แนะนำว่าถ้าจะใช้ CarPlay ตัวสายกับรถไปเลยดีกว่าเยอะ

2.   ความเสถียรในการเชื่อมต่อกับ Internet : ส่วนตัวผมจะเชื่อมต่อ Internet โดยการใส่ Sim Card เป็นหลัก ซึ่งตัวกล่องก็รับสัญญาณแบบ 4G ได้ดีเหมือนๆกับ Smart Phone ทั่วๆไป เพียงแต่เวลาเปิดใช้งานใหม่ๆ จะต้องใช้เวลาประมาณ 1 นาที กว่ากล่องจะจับสัญญาณ Internet ได้ และยังมีประเด็นเรื่องความแรงของสัญญาณในพื้นที่นั่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าขับไปจุดที่สัญญาณไม่แรง ก็จะมีอาการรอ Load บ้าง แต่ส่วนใหญ่ในกรุงเทพ ก็ไม่มีปัญหาอะไร


3.   ความเสถียรในการทำงานร่วมกับชุดเครื่องเสียงของตัวรถ : ถือว่าเสถียรดีทีเดียว ทั้งการเชื่อมต่อกับเครื่องเสียง และการควบคุมด้วยอุปกรณ์ของตัวรถ ทั้งปุ่มบนหน้าจอและปุ่มเครื่องเสียง/รับ-วางสาย บนพวงมาลัย จะมีแค่ตอนแรกๆ ที่ใช้สายType C -C กับ Adapter ที่แปลง Type C เป็น USB-A ที่แถมมาในกล่อง ผมเจอกอาการกล่องดับและ Reboot เองบ้าง ก็แอบงงๆอยู่ นึกว่ากล่องเอ๋อ พอลองไปให้สาย USB Type A – Type C แบบที่รองรับการส่งข้อมูลมาใช้แทน ก็ไม่เจออาการนี้อีกเลย


สำหรับค่าตัวของเจ้ากล่องชุดนี้ สนนราคาที่ 9,500 บาท จัดจำหน่ายโดยร้าน NTcar888 ที่ผมไปทำ BSM มานั่นแหละ เพียงแต่ผมสั่งผ่าน Shopee ซึ่งใช้ชื่อร้านว่า Car-3D Shop (Confirm ทางร้านแล้ว) โดยเจ้าของร้านแนะนำให้สั่งในช่วงเทศกาล 11.11 ที่จะได้ลดส่วนจาก Code ของ Shopee มาอีก 2,000 บาท แถมถ้าใครไม่อยากจ่ายเป็นก้อน ยังผ่อน 0% x 10 เดือน ได้อีกด้วย ส่วนใครที่มองว่ามันมีรุ่นอื่นและยี่ห้อที่ราคาย่อมเยากว่านี้ แล้วทำไมเลือกรุ่นนี้หละ ผมมองว่า มันก็เหมือนการเลือกซื้อ Smart Phone เครื่องนึง ถ้าเราอยากได้การใช้งานที่ลื่นไหล เสถียร ประมวลผลได้รวดเร็ว และ Spec สูงๆ เราก็จะมองหารุ่นที่เป็นเรืองธง ซึ่งก็มาพร้อมค่าตัวที่สูงขึ้นนั่นเอง ประเด็นก็ต้องแล้วแต่ต้องการของคนที่จะใช้งาน

ประเด็นสุดท้าย หลายๆคนอาจจะคิดว่า ด้วยราคาขนาดนี้ เปลี่ยนไปเป็นจอ Android ดูจะคุ้มกว่า เอาตรงๆ มันก็ใช่นะ คุณจะได้ทั้งจอใหญ่ขึ้น ความละเอียดมากขึ้น ภาพคมชัดขึ้น เสียงก็น่าจะดีขึ้น แถมสำหรับ HR-V รุ่นนี้ เวลาเปลี่ยนเป็นจอ Android แล้ว จะทำให้ตู้ปลาบนคอนโซลหน้านั้น หายไปด้วย แต่ที่ผมเลือกที่จะใช้กล่องนั้น หลักๆเลยก็เพราะ เรื่องของความเสถียรกับการใช้ร่วมกับอุปกรณ์ติดรถของชุดจอเดิม ซึ่งผมใช้งานในประเด็นนี้บ่อยๆ รวมถึง Spec ของจอชุดนี้ มันก็ไม่ได้ถึงขึ้นจะรับไม่ได้ และผมยังไม่ค่อยอยากให้มีการรื้อภายในรถคันใหม่สักเท่าไหร่ ดังนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะชอบและเลือกแบบไหนให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด


ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่กระจกมองข้าง


   บอกเลยว่าอันนี้เป็นความชอบของตัวเองล้วนๆ เพราะคันนี้ได้ไฟหน้าข้างหน้าแบบ Sequential แล้ว พอไปเห็นอุปกรณ์ชิ้นนี้ ก็เลยอยากหามาติดให้มันดูต่อเนื่องกับไฟเลี้ยวข้างหน้า แล้วพอดีกว่าร้าน NTcar 888 ที่เอารถไม่ติดตั้ง Blind Spot นั้น เขามีขายพอดี ในราคาชุดละ 2,500 บาท รวมติดตั้ง ก็เลยทำไปพร้อมกันเลย แถมได้ส่วนลดมานิดหน่อยด้วย

   โดยชุดไฟเลี้ยวแบบ Sequential นี้ จะมาแบบตรงรุ่นเลย โดยจะมีรูปทรงและจุดยึดต่างๆ ที่เหมือนกับชุดไฟเลี้ยวที่ติดจากโรงงาน ทำให้วิธีการติดตั้งนั้นง่ายมาก เพียงแค่แกะกรอกกระจกมองข้างออก แล้วถอดชุดเลี้ยวเดิมออก จากนั้นก็นำชุดเลี้ยวอันใหม่ลงใส่ไป พร้อมเสียบปลั๊ก และประกอบกรอบกระจกมองข้างกลับเข้าไป ก็เรียบร้อยแล้ว

   สำหรับการใช้งานนั้น จริงๆมันก็ทำงานตามหลักการการใช่ไฟเลี้ยวทั่วๆไปนั่นเอง เพียงแต่เพิ่มลูกเล่นของการวิ่งของไฟแบบ Sequential ขึ้นมาเท่านั้นเอง ทั้งหมดก็เพื่อความสวยงามเป็นเรื่องหลักเลย แต่ผมรู้สึกว่า มีอีกจุดนึงที่ดีขึ้นกว่าของเดิมติดรถ คือ ความสว่างและชัดเจนของตัวไฟเลี้ยว ที่มันเห็นได้ชัดกว่าของเดิม ซึ่งถูกใจผมมากๆ และถ้าใครสนใจ ก็ลองทักไปสอบถามกับทางร้านได้ครับ

พรมปูพื้น Black liners Exclusive Series : Stud Mat แบบ Full Option


   ตั้งแต่เด็กๆ รถที่บ้านทุกคันใช้พรมปูพื้นในรถยนต์แบบใยไวนิลดักฝุ่นทั้งหมด รวมถึงรถคันเก่าของผมด้วย พอมาคันนี้ผมก็ยังคงมองหาพรมแบบเดิม แต่อยากได้แบบที่เข้ารูปทั้งคันและคุณภาพดีๆหน่อย ก็เลยลอง Search หาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนมาจน พรมของ Black liners by Ei ที่มีให้เลือกหลายแบบ หลายเกรด หลายสีมากๆ และตัดเข้ารูปกับรถแต่ละรุ่นโดยเฉพาะ

   ชุดพรมที่ผมเลือกนั้นเป็น รุ่น Exclusive Series : Stud Mat ซึ่งเป็นพรมไวนิลดักฝุ่นรุ่น Top ที่สุดของร้าน ซึ่งมีความหนาเป็นพิเศษและใช้เส้นใยไวนิลที่หนา แน่น และนุ่ม ช่วยดักฝุ่นไม่ให้ฟุ้งกระจายภายในรถและดักน้ำได้ดี พร้อมกับเสริมด้วยแผ่นรองส้นเท้าที่พรมชิ้นคู่หน้า ที่ถูกออกแบบมารองรับการใช้งานบริเวณส้นเท้าโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานยาวนานมากขึ้น ที่สำคัญ ตัดตามรูปตามรุ่นรถยนต์เพื่อให้เข้ารูปและลงตัวทุกสัดส่วน พร้อมเสริมด้วยปุ่มหนามกันเลื่อนด้านหลัง ทำให้ชิ้นงานไม่เลื่อนไถลไปมาอีกด้วย


   เลือกรุ่นได้แล้ว ก็มาเลือกสี กับ เลือกแบบต่อ โดยพรมรุ่นนี้จะมีให้เลือก 8 สี ซึ่งผมเลือกเป็นสีเทาเข้ม เนื่องจากภายในรถเป็นสีดำทั้งคันและไม่อยากให้พื้นมันมืดจนเกินไป ส่วนแบบที่สั่งนั้น ทางร้านจะมีให้เลือก 2 แบบคือ Standard มีเฉพาะพรมปูพื้น กับ แบบ Full Option ซึ่งเป็นแบบที่ผมเลือก โดยจะให้มาเต็มคัน ซึ่งรวมบริเวณตามขอบต่างๆบนพื้นรถด้วย แต่ยังไม่รวมพื้นที่ห้องสัมภาระท้ายนะ (สามารถสั่งเพิ่มได้)


   สำหรับการสั่งซื้อนั้น ผมสั่งซื้อผ่าน FB Page : Backliners.th เลย โดย ณ ตอนที่สั่งนั้น มี Promotion ลดราคาอยู่ โดยผมจบที่ 4,400 บาท สำหรับรุ่น Exclusive Series : Stud Mat แบบ Full Option สีเทาเข้ม พร้อมนัดวันรับของซึ่งสามารถเลือกให้จัดส่งถึงบ้าน หรือไปรับของและติดตั้งที่สำนักงานใหญ่ ของ Black liners ในซอยเจริญกรุง 81 ได้ ซึ่งผมเลือกที่จะไปรับเอง พอถึงวันนัดก็เข้าไปแจ้งเรื่อง และรอที่บริเวณห้องรับรองลูกค้า ซึ่งมีพรมรุ่นต่างๆของเขาโชว์อยู่ และให้เราได้ลองสัมผัสและเปรียบเทียบตามอัธยาศัยเลย ผมเองก็เดินดูจนเพลินเลย ผ่านไปไม่ถึง 10 นาที รถก็ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว


   คุณภาพของพรมนั้น หลังจากใช้งานมา 4 เดือน ผมว่ามันนุ่มเท้าดีนะ ปกติผมจะใส่รองเท้าแตะขับรถเป็นหลัก แต่บางครั้งผมก็เลือกจะขับรถด้วยเท้าเปล่า ทำให้ได้สัมผัมกับตัวใยพรมมันก็ไม่ได้สากเท้าเรามาก ประกอบกับชั้นความหนาที่มีเฉพาะ Exclusive Series ทำให้เวลาวางเท้าและลงน้ำหนักลงไป มันรู้สึกว่ามีความนุ่มสบายอยู่ ต่อมา เรื่องของการเก็บฝุ่นรวมถึงเศษหิน ดิน ทราย ได้ดี แต่ที่ประทับใจมากๆคือ การดักน้ำ ที่ปีนี้ฝนมาแบบกระหน่ำ Summer Sale มากๆ ทำให้มีน้ำฝนที่ติดมากับรองเท้าแตะที่ลุยน้ำอยู่บ่อยๆ บางครั้งพอยกรองเท้ามาเหยียบพรมแล้ว เห็นหยดน้ำอยู่บนพรม พอขับไปแป๊ปนึง มันก็แห้งแล้ว แถมรถก็ไม่มีกลิ่นอับชื้นเลย

   อีกเรื่องนึงที่ขาดไม่ได้เลยคือ การตัดเย็บและการยึดเกาะกับพื้นรถ บอกเลยว่า โคตรเนี๊ยบ ขอบพรมแต่ละชิ้นนี้เนียนกริ๊บ แลรูปทรงของพรมแต่ละชิ้นก็ตัดเข้ามุมแบบเป๊ะๆ ไม่มีการแหว่งหรือเลยขอบ เลย แถมบางชิ้นที่ต้องต่อกัน ก็จะมีจุดยึด (แป๊ก) เชื่อมกันแบบพอดีเป๊ะๆและแข็งแรงมาก จึงไม่มีทางที่มันจะแยกออกจากกันได้เลย ถ้าเราไม่ได้แกะมันเอง ส่วนเรื่องการยึดเกาะกับพื้นรถนั้น ทางร้านของใส่ใจมากๆ โดยจะมีทั้งการแปะตีนตุ๊กแกระหว่างพรมกับพื้นรถ แต่ถ้าชิ้นในมันใหญ่มากๆ จะมีการใช้ตีนตุ๊กแกแผ่นใหญ่แล้วทำตัวยึดพรมไว้ตรงกลาง เพื่อใช้ยึดกับตัวล็อคบนพรมด้วย ดั้งนั้นไม่ว่าจะขยับหรือขยี้เท้ายังไง พรมก็จะไม่เลื่อนเลยสักนิดเดียว


   ประเด็นสุดท้ายที่หลายๆคนอาจจะ Concern กับพรมใยไวนิลดักฝุ่น คือมันอมฝุ่นเยอะจนมีโอกาสฟุ้งในรถได้ แถมทำความสะอาดยากและแห้งยากมาก ซึ่งผมก็รู้นะ แต่ยอม เพราะส่วนตัวไม่ชอบพรมที่ฝุ่นหรือเศษต่างๆ มันชอบกองอยู่บนผิวพรม ทำให้บางครั้งมันมีโอกาสที่พื้นรองเท้าจะลื่นได้ (ส่วนตัวเคยเจอมา) ผมเลยเลือกใช้พรมแบบนี้แล้วเลือกที่จะทำความสะอาดบ่อยๆ ผ่านการเข้า Car Care ล้างรถ - ดูดฝุ่นเอา เฉลี่ยๆก็ประมาณ 2 สัปดาห์ครั้ง ก็ไม่ได้พรมมันอมฝุ่นเท่าไหร่นะ

   ถ้าใครสนใจ ผมแนะนำว่าให้ทักไปสอบถามกับทางร้านเขาผ่านช่องทางการติดต่อของร้านเขาได้เลย ให้เขาแนะนำ Product ต่างๆแล้วลองตัดสินใจดูว่า แบบไหนจะเหมาะกับคุณมากที่สุดครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2024, 22:21:33 โดย ToRToNGPaT »
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง

ที่เก็บแผงบังแดดหลัง Panoramic Glass Roof  สำหรับ HONDA HR-V e:HEV RS


   1 ปัญหาที่คนใช้ HR-V e:HEV RS จะต้องเจอก็คือ เมื่อคุณอยากจะถอดแผ่นปิดหลังคาตอนหลังออก แล้วจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี จะใส่ซองหนังที่ Honda แถมมาให้กับรถ โอเคมีที่เก็บมิดชิดก็จริง แต่จะวางไว้ไหนดีหละ ในรถก็ไม่ได้ ท้ายรถก็ต้องระวังอะไรมาทับ แถมเกะกะอีก

   ระหว่างที่ไถ่ๆดู Post ต่างๆใน FB Group : HONDA HR-V 2022 CLUB THAILAND ก็ไปเจอ item ที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นกระเป๋าสำหรับใส่แผ่นปิดหลังคา ที่จะแขวนติดอยู่ที่ด้านหลังของเบาะหลัง โดยรูปทรงมันจะคล้ายๆกับ ซองหนังของ Honda นั่นแหละ แต่จะเป็นกระเป๋ามีซิปรูดปิดได้ และมีตะขอเกี่ยว 2 อันและเชือกหูเกี่ยวอีก 1 จุด สำหรับวิธีการติดตั้งของมันนั้น เอาเชือกหูเกี่ยวไปคล้องกับก้านของหัวหมอนตรงกลาง ส่วนตะขอเกี่ยวนั้น จะเกี่ยวกับจุดยึดที่หลังพนักพิง ฝั่งซ้าย 1 จุดและฝั่งขวา 1 จุด ซึ่งมีมากับตัวรถอยู่แล้ว พอติดตั้งเรียบร้อย ตัวกระเป๋าจะแนบชิดกับพนักผิงเบาะหลังเลย


   การใช้งานนั้น เวลาเราจะเก็บแผ่นปิดหลังนั้น สามารถถอดแล้วเสียบลงกระเป๋าจากในรถได้เลย ซึ่งภายในกระเป๋านั้น จะแบ่งเป็น 2 ช่องสำหรับใส่แผ่นปิดหลังคาได้ 2 แผ่นพอดี และถ้าหากไม่ได้เก็บแผงปิดหลังคา กระเป๋านี้ก็ยังพอใส่ของชื้นบางๆได้ด้วย

   ใครที่ใช้ HR-V e:HEV RS อยู่ ถ้าเกิดสนใจก็หาซื้อได้ใน Shopee นะครับ สนนราคา 1,990 บาท ไม่รวมค่าจัดส่งและส่วนลดนะครับ

แผ่นบังแดดสำหรับ Panoramic Glass Roof  ตอนหน้า


   หลังจากแก้ปัญหาความร้อนด้วยการติดฟิล์มกันรอยกันร้อนภายนอกไปแล้ว แต่ก็มีอีก 1 ปัญหาที่ยังต้องเจอบ้างคือ ความจ้าของแสงแดดที่ส่องลงมา โดยเฉพาะจากหลังคาตอนหน้าที่ได้ม่านบังแดดแบบตะข่ายโปร่งแสง ซึ่งเวลาขับใช้ในเมืองปกติ มันก็พอถูไถ่ไปได้ เพราะยังมีร่มไม้ เงาตึก เงาสะพาน ช่วยบังแดดเป็นช่วงๆ เลยคิดว่าคงไม่ต้องหาซื้อที่บังแดด หรือทำอะไรเพิ่มหรอก แถมส่วนใหญ่ก็แถบไม่ได้ขับรถตอนกลางวันเลย

แต่ล่าสุด ผมเดินไปทางสุพรรณบุรี ในวันที่ฟ้าใสขั้นสุด ปัญหาเกิดหละทีนี้ ระหว่างขับรถช่วงเที่ยง แดดลงหัวตรงๆ แสงจ้ามาก รู้สึกแสบตา แต่ไม่ได้รู้สึกว่าร้อนหัว ซึ่ง ณ ตอนนั้น ผมแก้ปัญหาโดยการนำ ซองใส่แผงบังแดดที่ Honda แถมมาให้ กับกระดาษน้ำตาลแบบที่ Car Care ใช้วางที่พื้นเวลาล้างรถเสร็จ ซึ่งยังไม่ได้เหยียบลงไป สอดเข้าไประหว่างกระจกกับม่านบังแดด แก้ปัญหาเฉพาะไปก่อน แต่พอคิดไปคิดมา มีที่บังแดดติดรถไว้ก็ดีนะ มีโอกาสได้ใช้แหละ ก็เคยลองเปิดหาเปิดหาใน Shopping Online App ก็เจอกับเจ้าสิ่งที่


เจ้าสิ่งนี้ก็คือ แผ่นบังแดดสำหรับ Panoramic Glass Roof ซึ่งทำมาจากสิ่งที่คล้ายๆกับกระดาษฟรอยด์ (มั้ง) ตัดเข้ารูปตามรุ่นรถและเย็บขอบมุมมาเรียบร้อย มาพร้อมกับจุ๊บยางสำหรับยึดติดกับกระจกหลังคา โดยสำหรับ HR-V e:HEV RS จะมีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา หนา 5 ชั้น และแบบเสริมหนัง หนา 6 ชั้น รวมถึงเลือกได้ว่าจะเอา เฉพาะตอนหน้า ตอนหลัง หรือ ทั้ง 2 ชิ้น ซึ่งที่ผมเลือกมาเป็นแบบธรรมดา เฉพาะตอนหน้า (แบบถูกที่สุด) สนนราคาอยู่ ที่ 450 บาท (ไม่รวมส่วนลดและค่าจัดส่ง) รอไม่นานของก็มาส่งที่บ้าน

พอแกะกล่องออกมา ก็จะพบกับแผ่นบังแดดที่ม้วนอยู่หลวมๆ กับจุ๊บยางอีก 5 ตัว โดยพอจะใช้งานก็แค่นำจุ๊บยางมาใสตามช่องที่เจาะไว้แผ่นบังแดด ซึ่งจะอยู่ที่แต่ละมุม และตรงกลางแผ่นอีก 1 จุด จากนั้นก็เอาเข้าไปติดที่กระจกหลังคาของตัวรถ แล้วก็เลื่อนม่านบังแดดมาปิดอีกชั้นได้ เท่าที่ได้ลองใช้มา มันก็กันแสงแดดได้เกือบ 100% นะ แถมช่วยกัน UV และความร้อนได้ด้วย จะมีแค่ขอบๆที่แสงเล็ดรอดเข้ามานิดๆ แต่ก็ไม่ได้แยงตาอะไร แล้วพอไม่ได้ต้องการ ก็สามารถม้วนหลวมๆแล้วเก็ยไว้ที่ช่องเก็บของใต้พื้นห้องสัมภาระได้ด้วย

ส่วนตัวผมอยากแนะนำว่า นี่เป็นอีก 1 item ที่คนที่ใช้ HR-V e:HEV RS ติดรถไว้ ก็จะดีนะครับ ถ้าสนใจก็ Search หาให้ Internet ได้ไม่ยากเลยครับ


เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ Bwell รุ่น CF-8000


   จริงๆผมติดเครื่องฟอกอากาศไว้รถมาสักพักนึงแล้ว เนื่องจากผมเป็นโรคภูมิแพ้อากาศและฝุ่น เพียงแต่เครื่องเดิมมันแค่กรองฝุ่นได้อย่างเดียวและใช้งานมาสักพักแล้ว ทีนี้พอจะเปลี่ยนรถคันใหม่ ก็เลยถือโอกาส Upgrade เครื่องฟอกอากาศในรถไปพร้อมกันเลย และเจ้าเครื่องฟอกอากาศ Bwell รุ่น CF-8000 นี้ ก็เป็นรุ่นที่ผมถูกป้ายยาจากพี่ๆที่ทำงานมาเป็นปีแล้ว โดยเจ้าเครื่องฟอกอากาศรุ่นนี้ ก็จะมีคุณสมบัติดังนี้
-   มีระบบฟอกอากาศ 5 ขั้นตอน ฟอกอากาศครบวงจรตั้งแต่กรองฝุ่น ดูดกลิ่น ฆ่าเชื้อโรค
-   มีแผ่น Prefilter ช่วยกรองฝุ่นละอองขนาดใหญ่ และ แผ่นกรอง HEPA ช่วยกรองฝุ่นขนาดเล็ก สารก่อภูมิแพ้ ละอองเกสร ขนสัตว์ รวมถึงมี Charcoal ช่วยดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์  Function Ionizer ช่วยสลายควันบุหรี่
-   มีระบบฆ่าเชื้อโรค ด้วย UV ที่สามารถเปิด – ปิด ได้
-   มีค่า CADR (Pollen/Dust/Smoke) : 48/40/36 CFM ซึ่งค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) จะใช้พิจารณาประสิทธิภาพการกรองอากาศ โดยยิ่งค่า CADR สูง ยิ่งสามารถฟอกอากาศได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
-   มีระบบเตือนอายุแผ่นฟอกอากาศ
-   ควบคุมการทำงานด้วยระบบสัมผัส (Touch Panel)
-   ปรับความเร็วลมได้ 3 ระดับ Low / Medium / High
-   สามารถตั้งเวลาปิดได้ตั้งแต่ 2 ถึง 8 ชั่วโมง
-   ขนาดเล็กเพียง 250 x 135 x 190 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักแค่ 1.2  กิโลกรัม เท่านั้น
-   สามารถใช้วางใกล้ตัวโดยไม่จำกัดขนาดห้อง หรือวางไกลตัวในรถยนต์และห้องที่มีขนาดไม่เกิน 10 ตารางเมตร
-   เชื่อมต่อเพื่อรับกระแสไฟเข้าเครื่องด้วยสาย USB แบบ Type A พร้อมกับมี Adapter ต่อกับปลั๊กไฟบ้านมาให้ในกล่อง
-   มาพร้อมการรับประกันมอเตอร์ มากถึง 5 ปี


สำหรับการใช้งานในรถนั้น ผมจะวางไว้ที่เบาะหลัง โดยเชื่อมต่อกระแสไฟจากตัวรถด้วยการเสียบสาย USB กับช่องจ่ายไฟที่อยู่ใต้ช่องแอร์ด้านหลัง แล้วก็พอ Start รถ เครื่องมันจะเริ่มทำงานเอง และเมื่อดับเครื่อง เครื่องก็จะหยุดทำงาน ซึ่งจากที่ใช้งานมา 4 เดือน ก็รู้สึกว่ามันทำงานได้ดีนะ สังเกตจากฝุ่นที่เกาะตามคอนโซลรถจะไม่ค่อยมี และผมก็ไม่ค่อยจามในรถนะ รวมถึงเวลาที่เอาอาหารที่มีกลิ่นขึ้นรถแล้วพอเอาลงไปแป๊ปเดียวกลิ่นก็จางลงและหายไปเลย คิดเองว่าก็น่าจะมีผลมาจากเจ้าเครื่องนี้นี่แหละ

ส่วนเรื่องราคานั้น สนนราคาเต็มอยู่ที่ 3,990 บาท หาซื้อได้ตามช่องทาง Online และ Counter Bwell ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ แต่ผมแนะนำว่า ใครจะซื้อให้ซื้อผ่าน Shopping Online App ที่จะมีโค้ดส่วนลดต่างๆมาให้เราใช้ ทำให้ผมได้เครื่องนี้มาในราคาประมาณ 2,300 บาท ส่วนไส้กรองนั้นจะมีแถมมาเครื่อง 1 แผ่น ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ก็สามารถสั่งได้ใน Line official ของ Bwell แล้วให้เขาส่งตรงถึงหน้าบ้านคุณได้เลย โดยราคา Official อยู่ที่แผ่นละ 600 บาท

เบาะรองหลัง Air Lumbar to go


   ประมาณ 4 ปีที่แล้ว ผมได้ Post ถามเกี่ยวกับ Air Lumbar to go ใน Web board แห่งนี้ ซึ่งก็ได้ข้อมูลที่ดีและช่วยให้ผมตัดสินใจซื้อมาใช้งานจริง แล้วก็พบว่า มันควรค่าที่จะแนะนำต่อมากๆ

   Air Lumbar to go เป็นชุดเบาะรองหลังที่ Air Lumbar พัฒนาและออกแบบร่วมกัน Toyota โดยใช้เทคโนโลยี Air Motion Technology ที่ผสานหลักการ Ergonomic Seating Concept และ Dynamic Seating Concept เข้าด้วยกัน โดยใช้ เทคโนโลยีมวลลม ซึ่งนวัตกรรมที่พัฒนาเพื่อใช้ฟื้นฟูร่างกายในทางการแพทย์โดยสหรัฐอเมริกา มาเป็นพื้นฐานและต่อยอดให้สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยมุ่งเน้นเรื่องการช่วยให้สุขภาพหลังนั้นดีขึ้น ทั้งนี้ยังการันตีด้วยรางวัลการออกแบบระดับโลกอย่าง Good Design Award 2016 และ Design Excellent Award 2016 อีกด้วย

   สำหรับการติดตั้งและใช้งานนั้น แบบที่ผมใช้จะเป็นแบบที่สำหรับรถที่ถอดหัวหมอนของเบาะนั่งออกมาได้ โดยที่ส่วนบนของเบาะรองหลังจะมีก้านพลาสติกที่มีการเจาะช่องไว้ เวลาติดตั้งก็ให้เราถอดหัวหมอนของเบาะนั่งออกจากราง จากนั้นก็สอดก้านของหัวหมอนเข้าไปในก้านพลาสติกแล้วเสียบกลับเข้าไป จากนั้น ให้ยัดชายเบาะด้านหลังลงไปในซอกระหว่างพนักพิงหลังกับเบาะรองนั่งในรถของเรา สุดท้ายให้ปรับระดับให้ Tag Waste Line ที่อยู่ข้างเบาะอยู่ในระดับเอวของเราในเวลาที่เรานั่งพนักเบาะ โดยขยับชายด้านผม ซึ่งสามารถเลื่อนปรับระดับได้ เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย

   จากที่ผมใช้งานมาตลอด 4 ปี มันช่วยลดความเมื่อยล้าได้ดีมากๆ ผมสามารถขับรถต่อเนื่องนานๆได้เกิน 4 ชั่วโมง โดยที่ไม่มีอาการเมื่อยหลังเลย และเมื่อมีคนอื่นมาลองนั่งพิง ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันกว่า มันสบายมากๆ แถมมันสามารถใช้ได้กับรถยนต์ยี่ห้อ แม้มันจะขายอยู่ใน Catalog ของ Toyota Accessories

ปัจจุบันผมได้ย้ายเจ้าเบาะรองชุดนี้จากรถคันเดิมมาอยู่ในรถคันใหม่เรียบร้อยและคงจะอยู่ไปอีกยาวๆ แถมตอนนี้ก็สั่งเพิ่มมาใส่รถคันอื่นในบ้านแล้วด้วย โดย ณ ตอนนี้ Air Lumbar to go สามารถหาซื้อได้ใน Shopping Online App ทั้งแบบที่จำหน่ายโดย Toyota Accessories Official เอง และ Reseller เจ้าอื่นๆ มีให้เลือก 3 สี ทั้ง ดำ ครีม และ เทา (สีใหม่ล่าสุด) สนนราคาเต็มจาก Official ที่ 3,990 บาท ยังไม่รวมส่วนลดและค่าส่ง ซึ่งสามารถหาได้ไม่ยาก ที่สำคัญกรุณาเลือกเฉพาะของแท้เท่านั้น เพราะเคยลองของเทียบเคียงมาแล้วไม่สบายและดีเท่าของแท้เลย
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ ToRToNGPaT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,933
    • Wongnai : ติดตามต้อง
สุดท้ายแล้ว อยากจะสปอยนิดนึงว่า นอกจาก User Voice ”น้องหมูแดง” คันนี้แล้ว ณ ตอนนี้ผมกำลังเขียน User Voice ของอีกคันนึงอยู่ จริงตั้งใจว่าจะลงใกล้ๆกัน แต่ด้วยหลายๆปัจจัยทั้งเวลาของผม และจังหวะที่จะได้ขับรถนี้ มันเลยยังไม่สมบูรณ์ อดใจรอ เจ้าแฝดคนละฝา ของน้องหมูแดงกันอีกนิดนึงนะครับ

   แอบใบ้ให้นิดนึงว่า เจ้าแฝดคนละฝาของน้องหมูแดง นั้น เป็นรถที่เกือบทุกคนด่าและบ่นว่า “มันแพงเกินไป” และผมแอบคิดว่า อนาคตมันอาจจะเป็น Rare Item เพราะรถมันขายไปออกนี่แหละ 555


ขอบคุณสำหรับการติดตามนะครับ

** Review นี้สงวนสิทธิ์สำหรับ www.headlightmag.com เท่านั้นนะครับ ห้ามนำไปเผยแพร่ที่อื่นโดยเด็ดขาด **
My Car = My Friend

2023 Honda HR-V 1.5 e:HEV RS E-CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องหมูแดง)
2023 Honda WR-V 1.5 RS CVT Ignite Red Metallic / Black Roof (น้องถุงแดง)


Review ของกินอร่อยๆ เรียนเชิญที่ Wongnai : ติดตามต้อง

ออฟไลน์ Xtream@tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 391
ขึ้นปีใหม่มาก็เจอรีวิวคุณภาพเลย ขอบคุณสำหรับการรีวิวครับ

ออฟไลน์ imvile

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 618
ละเอียดมากครับ

นี่ก็โดนตก HR-V ตัว E มาให้แฟน
แทน altis 2014 esport ซึ่งไม่มีอะไรเลยแม้แต่ key less
ขับชานเมืองปทุม - กทม ได้ 20km/L+ ตลอดเลยครับ

ติดใจแค่จออย่างเดียว นอกจากดีไซน์แย่แล้ว สีซีด จาง มองข้างสีเพี้ยนง่าย เข้ากล้องถอยนึกว่าเอาภาพจากมือถือสมัย 20+ ปีที่แล้ว
J32 since 2011
F30 since 2014
W205 since 2019
ACV70 since 2021

ออฟไลน์ CHANOM

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,089
รีวิวคุณภาพต้อนรับปีใหม่เลยค่ะ ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์นะคะ

เราเองก็โดนขุมพลัง e-hev ตกมาเหมือนกัน แต่เลือกเป็น Civic e-hev แทนค่ะ
ตอนแรกก็ลังเลกับ HR-V เพราะขับรถยกสูงมาโดยตลอด

แต่เรากลับรู้สึกว่าทัศนวิสัยของ HR-V เจนแรกดีกว่า
เจนปัจจุบัน ขับแล้วรู้สึกทึบกว่า โดยเฉพาะด้านหลัง
และอัตราการเร่งของ Civic ที่ตอบสนองเรามากกว่า (ทั้งที่ก็ไม่ใช่คนเหยียบ)

ตอนนี้ก็ ปวดเข่านิดหน่อยเพราะรถเตี้ย แต่โดยรวมแฮปปี้ดีนะคะ
แต่ดูรีวิวแล้ว น่าจะได้ตามรอย BSM แน่ๆเลย เพราะเป็นสิ่งที่อยากได้เหมือนกัน

ปล. ยอมใจคนยื่นกู้สวัสดิการค่ะ (ทำงานสถาบันการเงินเหมือนกัน)
เราเองตอนแรกก็ลังเล เพราะผ่อนกับแบงค์ เงื่อนไขดีกว่าจริงๆ
แต่เห็นเอกสานกับขั้นตอนและยอมแพ้ ไปยื่นไฟแนนซ์ข้างนอกเอาก็ได้ 55
In My Garage
2007 MB A180 CDI W169
2007 MB C220 CDI W203
2021 Mazda CX3 Comfort
2023 Honda Civic E-Hev RS

Sold
2016 Mazda 2 Skyactiv-D High Connect
2019 Honda HRV EL
2021 Subaru Forester IS-Eyesight

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 27,290
ภรรยาผมก็ชอบมาก แต่ผมคิดว่า คันเล็กไปหน่อยสำหรับรถครอบครัว เลยเล็ง CR-V ไว้ ขอรอเวลาที่เหมาะสมก่อน