ว่าด้วยเรื่องรถไฟฟ้าจีน ช่วยมาลดช่องว่างระหว่างรถยุโรปและรถญี่ปุ่น

The Mechanics of Emotions

ตั้งแต่รถไฟฟ้าจีนเข้ามา ผมรู้สึกว่าช่องว่างพวก option หรือวัสดุมันมีความเข้าใกล้รถยุโรปมากขึ้น (อาจไม่ใช่เกรดเดียวกัน อย่างน้อยก็ยังมีให้) ยกตัวอย่างเลยก็พวก วัสดุภายในรถจีนบุนุ่มมาแทบจะทุกส่วนเป็นส่วนใหญ่ พวกระบบช่วยขับ ช่วยจอด ควบคุมผ่านโทรศัพท์ หลังคากระจก เบาะอุ่นเย็น นวดได้ สังเกตเลยว่ารถญี่ปุ่นมีการขยับอัด option อย่างเห็นได้ชัด ถึงจะไม่เท่ารถจีนก็ตาม อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น สามารถเป็นเจ้าของรถที่ดีไซน์ดูเหมือนรถพรีเมียมมากขึ้นในราคาที่จับต้องได้

ช่วงล่างอาจจะสู้รถยุโรปไม่ได้ แต่ก็ดูเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไป นุ่มนิ่มโคลงๆ เป็นผมก็พอรับได้ ได้แรงม้าระดับ 200-500 แรงม้า ในคราบรถบ้านๆ มันดูน่าสนใจมาก เพราะรูปลักษณ์ดูสวย ระบบต่างๆ ครบถ้วนทันสมัย แต่ไปดูในเฟสเวลารออะไหล่จากอุบัติเหตุ หรือชิ้นส่วนเสื่อม ต้องรออะไหล่แบบไม่มีกำหนด 2-4 เดือน หรือความเสถียรของเทคโนโลยีมันก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่กล้าซื้อใช้ ซื้อรถเหมือนไม่รู้อนาคตเลย

กลับกันเป็นรถญี่ปุ่น ยุโรปมือสองเก่าๆ  10+ ปี ยังมีอะไหล่เกลื่อน ของใหม่ ของเทียบ มือ2 เพียบ ใช้แล้วมันสบายใจตรงที่ชนหรือพังยังหาอะไหล่ทดแทนได้ แต่ลองแบรนด์รถที่ยุติทำตลาดในไทยไป ของยังพอหาได้ แต่ต้องรอหา ไม่ใช่ว่าจะหาได้ภายในวันเหมือนรถปกติ แต่รถจีนนี่ซิจะหาอะไหล่จากไหน ในเมื่อเบิกศูนย์ยังรอไม่มีกำหนด

สรุป
ส่วนตัวเปิดใจ ไปดูตัวรถไปลองนั่งลองขับแล้ว ดูใช้ได้ดี น่าสนใจ คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย แต่ระยะยาวก็ยังน่าห่วงเรื่องอะไหล่จริงๆ ครับ แค่อะไหล่ตัวถังยังรอ 2 เดือน ผมไปคุยกับศูนย์ซ่อมตัวถังยี่ห้อนึง พนงเคลมยังบอกเอง ติดตรงนี้จริงๆ ครับ
2010 BMW 325i M Sport
2016 Mazda CX-5 2.0S



I'm Ti

ซื้ออย่างนี้หวังระยะยาวไม่ได้หรอกครับ รีบทำรีบขาย


ไม่รู้เอามาประกอบรถขาย ทดสอบอะไรกับชิ้นส่วนมาบ้าง


ดูอย่างขอบประตูรถ NETA เอย พลาสติกดึงมือจับประตู .. คนทั่วไปมองเป็นยางปกติ พลาสติกก็พลาสติก


แต่ออกมาจากโรงงาน ยางก็มีหลายเกรด หลายส่วนผสม เม็ดพลาสติกก็มีหลายแบบ ไม่รู้รถจีนใส่อะไรมาให้


ถ้าจะให้ใช้ระยะยาว ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ผมก็ยังมองรถญี่ปุ่นอยู่ดี



punn

น้องที่ทำงานเคยใช้ proton ยางขอบประตูกรอบตั้งแต่ 5 ปีแรก มาดูฟอร์จูนเนอร์ผมจะ 20 ปียังเหนียวนุ่มอยู่เลย (เทียบให้ดูในมุมที่โดนลดต้นทุนพวกยางพวกโพลีเมอร์ต่างๆ)

กับชอบดูพวกยกช่วงล่าง ส่วนที่มองไม่เห็นก็มีโอกาสมีอะไรแปลกๆได้ เลยยังกังขาแบรนด์จีนอยู่ครับ

ซื้ออย่างนี้หวังระยะยาวไม่ได้หรอกครับ รีบทำรีบขาย


ไม่รู้เอามาประกอบรถขาย ทดสอบอะไรกับชิ้นส่วนมาบ้าง


ดูอย่างขอบประตูรถ NETA เอย พลาสติกดึงมือจับประตู .. คนทั่วไปมองเป็นยางปกติ พลาสติกก็พลาสติก


แต่ออกมาจากโรงงาน ยางก็มีหลายเกรด หลายส่วนผสม เม็ดพลาสติกก็มีหลายแบบ ไม่รู้รถจีนใส่อะไรมาให้


ถ้าจะให้ใช้ระยะยาว ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง ผมก็ยังมองรถญี่ปุ่นอยู่ดี
เป็นคนโลกปกติธรรมดา :)
ไม่โลกสวย และไม่โลกมืด อยู่กับความเป็นจริงและพลังงานบวก ..

ปราชญ์สอนสิ่งไหน คนก็จะจำสิ่งนั้น
ประสบการณ์เจอแบบไหน คนก็จะคิดทางนั้น
ต่างคนต่างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งเดียวกัน ก็จะออกมาแตกต่างกันไปครับ



apinui

ถ้าเป็นตัวบน หมายถึง EV จีนที่ขายระดับ 1-1.5 ล้าน ผมว่าลดช่องว่างได้เลยนะ เพราะว่า คนที่ตั้งใจจะซื้อยุโรปเริ่มต้น ก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น (ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับปัจจัยแต่ละคน)

แต่ในแง่รถญี่ปุ่น ตรงนี้ผมว่ามันทำให้เห็นชัดเลยว่า รถญี่ปุ่นต้องปรับราคากันยกใหญ่จนความเชื่อที่ใครๆก็บอกว่า รถญี่ปุ่นแพงเอากำไรเกินควร เมื่อก่อนไม่เชื่อ ตอนนี้เชื่อและ

ดู CX5 ล่าสุดสิ ปกติตัว Top SP ต้องอยู่แถวๆ 1.5ล้าน นี่เชนจ์ฯใหม่ขาย 1.3 ล้านได้ แปลว่า ถ้าเป็นโมเดลอื่นเช่นมาสด้า 3 หรือ CX30 ตัวท๊อป ก็ต้องขายต่ำล้านได้เช่นกัน



axister

ส่วนใหญ่คงต้องรอเวลาพิสูจน์ครับ

ข้อนึงที่จริงเลยคือ รถญี่ปุ่นต้องดีดตัวมาสู้โดยการกินมาจิ้นน้อยลง ยุโรปเองถ้าตัวไหนไม่กินตลาดเสี่ยแก่ๆ ก็ต้องทำราคาหรือใส่ของมาสู้ใน gap นั้นๆครับ

ผมเป็นคนนึงที่เลิกซื้อรถญี่ปุ่นเลย ส่วนยุโรปก็ยังพอมีบ้าง หันมาใช้รถจีนแทน ปัจจุบันวัสดุที่บอกว่าเน่าๆกากๆ ไม่กี่ปีพัง ผมรู้สึกไม่ได้ต่างขนาดนั้นอ่ะ ถ้าไม่นับราคาล่างสุดๆแบบ neta หรือ คุณภาพแย่เป็นจุดขายแบบ MG / คือ MG นิแย่ทุกรุ่นตั้งแต่ mg5 ยัน maxus9 ครับ  แต่ค่ายอื่นๆ ก็ยังทนในระยะตั้งแต่เปิดตัว ส่วนจะเทียบ 5ปี กับ 20ปี ผมคงตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยใช้รถถึง 20ปี แล้วก็ไม่มีเหตุผลว่า ของทน 20ปีมันจำเป็นยังไง ถ้า 5ปีแล้วมันเริ่มเสื่อมผมคงไม่ทนใช้

ข้อเสียสุดๆของรถจีนคือมัน test on production อย่าง byd นิทำขายแล้ว แต่เหมือนเป็นตัวทดลองภายในตัว ทำให้มันไม่มีการวางแผนระยะยาว stock อะไหล่อะไรพร้อมๆ เวลาเกิดเหตุทีรอนานมาก atto3 ผมรออะไหล่ชิ้นเล็กๆ ที 3-4เดือน ถ้ามันกระทบการขับขี่นิ คนทั่วไปที่มีรถคันเดียวจะทำยังไง ซึ่งค่ายจีนอาจจะไม่ได้แคร์เท่าไหร่

แต่เทียบกับญี่ปุ่นทุกวันนี้ก็ไม่ได้ดีเหมือนในอดีต ยิ่งพวกที่แย่อยู่แล้วอย่าง service  honda mazda แย่ลงไปอีก หรืออย่าง toyota service บางอย่างก็ดีแต่เซลที่มีมารยาทพร้อมๆก็ไหลไปค่ายอื่นหมด ยิ่งเทียบตรงๆ lexus service แย่ลงมาก เซลปัจจุบันรับมา product knowledge ไม่มีเลย ทั้งที่ในอดีตนิคุยคนไหนก็แม่นบริการดีหมด นินัดเทสวันรุ่งขึ้นลืมว่านัดกันก็เจอมาแล้ว

ส่วนยุโรปก็ตามสภาพ ลอยอยุ่ข้างบนไม่ลงมาเล่นด้วย แต่ยอดก็หายไปเยอะ พวก entry ก็คงหั่นของทำ balloon มาเล่น จับชั้นกลางอายุ 30+ อยุ่ เน้นคนมีเครดิต อยากมีหนี้สิน อยากมีรถหรู

อนาคตผมคงให้จีนมากกว่า วัฒนธรรมเค้าต่างจากญี่ปุ่นมาก จากที่ทำงานด้วยทั้งคู่เรื่องรถ จีนพัฒนาไว แต่ชอบ test on production เหมือนลูกค้าเป็นตัวประกัน ต้องรักกันให้รอดไม่งั้นค่ายไปไม่ได้ก็จะลอยแพ ส่วนญี่ปุ่นการทำงานจะเอาแต่ความอาวุโสเข้าสู้อะไรใหม่ๆพัฒนาได้ยาก ละเอียดจริง แต่ old school จนตามใครเค้าไม่ทันละรั้นสุดๆ ถ้าคนตำแหน่งใหญ่พูดจะต้องฟังต่อให้ 1+1 = 3 ก็เหอะ

ถ้าให้เลือกจะทำงานด้วย ผมชอบคนจีนมากกว่าครับ เจนใหม่ๆเค้าไม่ได้แย่เหมือนในอดีตแล้ว แค่งานเผาเยอะลูกค้าเสี่ยงเทสแล้วดีก็รอดไป เทสแล้วแย่เคลมเยอะก็รอกันไปยาวๆ



GOBBS

เห็นหัวกระทู้นึกถึง MAZDA skyactiv มากกว่า
ราคาญี่ปุ่น วัสดุดีกว่าญี่ปุ่นทั่วไป บุนุ่มเยอะ design option การขับขี่ ตอน skyactiv แรกๆนี่ต่างกับญี่ปุ่นเจ้าอื่นชัดเลย
และราคาค่าซ่อม ค่าแรง ความจุกจิกบางอย่างพอมันเริ่มเก่า ก็เข้าใกล้ยุโรป หนีญี่ปุ่นเช่นกัน 55555
รถจีนคนละอย่างครับ มันไปเพิ่มสิ่งที่ตามองเห็น กับสเปค แต่ไปลดในสิ่งที่เรามองไม่เห็นซะเยอะ
มันเหมือน โตโยต้า กับ ไดฮัทสุติดตราโตโยต้า ครับ แปะโลโก้ 3ห่วงเหมือนกันแต่ลดต้นทุนต่างกัน เลยยัด option มาได้ต่างกัน
ดู Ativ vs. Yaris HB. ก็ได้ครับ ตอนแรกๆ สื่อหรือกูรูทั้งหลายบอกยังไงก็ Ativ option สเปค ล้นท่วมรถ
พอมาหลังๆ เริ่มมีบางคนกลับมาบอกว่า ซื้อ Yaris HB. ที่เป็น Toyota แท้ดีกว่า....บางอย่างมันก็ใช้เวลาพิสูจน์นะ
.....2006 honda jazz idsi
.....2015 mazda2 skyD
..ใช้รถเท่าที่จำเป็นกันเถอะครับ...รถมันติด



DiKiBoyZ

รถยุโรป ก็ใช่ว่าจะดีนะครับ

หลายคนน่าจะรู้ว่า เขาใช้วัสดุรีไซเคิลกันนะอย่าลืม (ถ้าคนเคยใช้รถ จะรู้เลยว่า มันโอเคดี ถ้ายังใหม่อยู่)

ส่วนเกรดของ หรือ วัสดุ ผมว่า มันไม่ต่างกันหรอกครับ (ถ้าเป็นกลุ่มตัวเรือธง หรือ ตัวสูงๆ อันนี้ว่าไปอย่าง ก็เอาราคาหรือกลุ่มลูกค้าเป็นตัวกำหนดละกัน)

เอาง่ายๆ เกรดหนังแท้ มันก็คือ หนังแท้ เหมือนกันนั้นละ ส่วนใคร ค่ายไหน จะเรียกหรือใช้ของ นาปป้า เวอติโก้ หรือ อะไร ก็ว่าไป

สำหรับผม ความพรีเมี่ยม มันไม่ได้แค่พวกนี้ มันหมายถึง ความตั้งใจ ความบรรจง ความเอาใจใส่ และ พยายามรักษาจุดที่ตัวเองเด่นหรือจุดแข็งไว้ให้ได้ครับ

ซึ่งในแบรนด์ยุโรปเอง ก็ใช่ว่า ทุกค่าย หรือ ทุกรุ่น จะได้แบบนั้น ครับ



Booboo

ผมซื้อseal premiumมาลองใช้ดูสักพักแล้ว ผมว่ามันดีใช้ได้นะ ลูกเมียก็ชอบด้วย

ตัดสินใจภายใต้ตรรกะที่คิดว่า ของคุณภาพเท่ากันไม่ว่าดีหรือห่วยเท่ากัน ของจีนจะทำราคาได้ถูกกว่าเสมอ

ก่อนปีใหม่เมียเขาจะเปลี่ยนรถ นางไปจองsealion7 ตอนนี้ในบ้านมีbydจอดอยู่2คัน



kiwiwi

ดูๆกันไปครับ
สิงโตทะเล6 หลายคันเคลมเบาะแล้ว ไม่ถึงหมื่นโล ย่นและยุ่ยเร็วมาก ทั้งๆที่ถ้ามองด้วยตาและนั่งสัมผัสแรกคือดีงามเฉกเช่นรถญี่ปุ่น

อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ต้องอยู่กับรถสักพักจึงจะได้เห็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2025, 12:29:30 โดย kiwiwi »



XMSL

เหมือนญี่ปุ่นจะทำรถได้ทนทาน อะไหล่หาง่าย (ต้องออกมาสักระยะ) ถูกจริตคนไทย แต่รถกับเครื่องใช้ไฟฟ้ามันเริ่มคล้ายกันเข้าไปทุกที น่าสนใจว่าอายุใช้งานจริงๆ จะสั้นลงเท่าไหร่...ในเมื่อเทคโนโลยีแบต/มอเตอร์/โปรเซสเซอร์มันพัฒนาเปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้



SM.

ผมว่ามีผลกับตลาดมากนะครับ ทำให้ค่ายอื่นต้องปรับตัวกันมากเลย บางค่ายก็ต้องปรับแผนการทำตลาด เพื่อความอยู่รอด บางค่ายก็คงไม่ให้อะไรมาเยอะแยะขนาดนี้ ถ้ารถจีนยังไม่มา