Toyota BZ4X และ Nissan X-trail e-Power จะมีกลุ่มลูกค้าเดียวกันไหมครับ

Odrecranon

ผมมีความสงสัยในแนวคิดของ e-Power ครับ

ทาง Nissan ตั้งใจให้ feeling การขับขี่ และอัตราเร่งเหมือนรถไฟฟ้า และมีเครื่องยนต์แบบ Self-charging hybrid
แต่ข้อเสียคือ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะการขับทางไกล ซึ่งอาจมากกว่า HEV ของ Toyota ด้วยซ้ำ

สำหรับผมเองแล้ว อัตราสิ้นเปลืองก็มีส่วนในการตัดสินใจซื้อรถ ถ้าจะซื้อใช้งานทั่วไป และส่วนใหญ่ผมขับในเมือง กลับมา charge ที่บ้านได้
ผมเองคงเลือก BEV/HEV เพราะค่าใช้จ่ายพลังงาน น่าจะน้อยกว่า
ค่าบำรุงรักษาระยะยาว BEV น่าจะน้อยกว่า เพราะไม่ต้องดูระบบส่งกำลัง แบบเครื่องยนต์ด้วย
ผมเลยมองไม่ออกว่า จุดขายของ X-trail คืออะไร ถ้าต้องเทียบกับ BZ4X
แล้ว e-Power จะพัฒนาต่ออย่างไร เพราะปัญหาตอนนี้คืออัตราสิ้นเปลืองตอนขับทางไกล

ผมเองมองว่า Serena ที่ขายได้ เพราะรูปแบบรถครับ แต่ Xtrail นี่ตัวเลือกในตลาดเยอะพอควร
เลยอยากทราบกลุ่มลูกค้าเขาครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 08, 2026, 18:58:06 โดย Odrecranon »



PREM

ทาง Nissan ตั้งใจให้ feeling การขับขี่ และอัตราเร่งเหมือนรถไฟฟ้า และมีเครื่องยนต์แบบ Self-charging hybrid

นี่แหละครับจุดขายที่เขาพยายามชูอยู่ ก็คงมองหากลุ่มลูกค้าที่ไม่เอา EV (ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่) แต่ชอบฟีลลิ่งการขับแบบ EV ครับ
bZ4X น่าจะกลุ่มคนที่ต้องการ EV แต่ไม่กล้าใช้รถจีน และงบไม่ถึงรถยุโรปครับ
2013 Mercedes E 63 AMG (W212)
2016 Volvo XC60 D4 
2020 Volvo V60 T8 Inscription
2022 Mazda CX-30 SP



akewizard

ผมเองก็มอง X-trail E power อยู่คับ......
ส่วนข้อด้อยเรื่องอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน อันนี้ผมพอยอมรับได้คับ เพราะเดิมขับ Subaru xv วิ่งทางไกล 110-120 ก็กินน้ำมันราวๆนี้
จะกังวลก็ค่าราคาน้ำมันช่วงนี้ว่าจะผันผวนมากน้อยแค่ไหน

ส่วน BZ4X ก็แอบสนใจอยู่เหมือนกัน แต่ยังกังวลเรื่องการแวะชาร์ตกลางทางเวลาเดินทางไกล ส่วนตัวผมมองว่ายังไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่



Devil13

ยากครับ
ผมเล็ง bz4x ถ้ามันเป็นไฮบริท แล้วราคาสัก 1.3 ล้าน คงได้มาจอดที่บ้านผมแล้ว
แต่ไม่มอง X-trail เลย ไม่สนใจอะไรในรถคันนี้เลย เห็นราคากับหน้าตาแล้วไม่ผ่าน



Nakrabb

ส่วนตัวสนใจนิสสัน X Trail รุ่นนี้มาก และไม่เคยมอง BZ4X เลย เนื่องจากชอบดีไซน์โดยรวมภายนอกภายใน ปุ่มต่าง ๆ มาตรวัดของ X Trail และปกติเวลาเดินทางไกลไม่ค่อยแวะจอดนานเต็มที่คือจอดฉี่จอดเยี่ยว ส่วนของกินจะกินขนมปังน้ำที่ซื้อไว้ก่อนเดินทาง นอกจากนี้เป็นคนขี้เกียจต้องมานั่งลุ้นที่ชาร์จ และรอรอชาร์จ หากให้เลือกรถไฟฟ้าขอจบที่เทสล่า Modey Y ดีกว่าในจำนวนเงินที่เท่ากัน (กรณีเลือกซื้อคันที่ 2)



apinui

"ค่าบำรุงรักษาระยะยาว BEV น่าจะน้อยกว่า เพราะไม่ต้องดูระบบส่งกำลัง แบบเครื่องยนต์ด้วย"

ผมว่าตรงนี้ไม่ใช่ครับ ... ถ้าลองไปอยู่ในกลุ่ม BEV ทั้งหลายไม่ว่าค่ายจีนค่ายอเมริกา ค่าดูแลรักษาไม่ต่างจากรถน้ำมันเลย เผลอๆแพงกว่าด้วย

ยกตัวอย่างแต่เปลี่ยนน้ำหล่อเย็นแบ็ต บางคันล่อไปครึ่งหมื่น แพงกว่าเปลี่ยนน้ำหม้อน้ำรถสันดาบอีก บางคันใช้คอมเพลสเซอร์ระบายความร้อนแบ็ต คอมพังกันก็เยอะ เปลี่ยนที 2-3 หมื่น

เรื่องค่าดูแลรักษา ตามความเห็นผมนะ ตอนนี้ BEV มันแพงกว่าน้ำมันแล้วครับ ยังไม่รวมค่าประกันภัยที่มันแพงกว่าแน่ๆอีก ... ระยะยาวมองไม่เห็นเลยว่ามันจะถูกกว่า เฉพาะเรื่องค่าดูแลรักษานะ ...



panupong508

ผิดหวัง X trail นิดหน่อยครับ ตอนแรกคิดว่าจะได้อัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ดีกว่านี้



Odrecranon

"ค่าบำรุงรักษาระยะยาว BEV น่าจะน้อยกว่า เพราะไม่ต้องดูระบบส่งกำลัง แบบเครื่องยนต์ด้วย"

ผมว่าตรงนี้ไม่ใช่ครับ ... ถ้าลองไปอยู่ในกลุ่ม BEV ทั้ง


ผมยังไม่ได้หาข้อมูล service ทั้งสองคันนี้ เลยอาจให้ความเห็นผืดพลาดเองครับ
ผมยังหาข้อมูล service X-trail ในไทยไม่ได้

ผมเทียบรถที่ผมใช้เอง แต่เป็น PHEV ไม่ใข่ e-Power
Service ตกปีละ 12000 กับ ประกันปีละ 4 หมื่นกลาง ๆ
เทียบ BEV อีกคัน ปีละ 2 พันกว่า ๆ แต่ประกันภัย 5 หมื่นกลาง ๆ ครับ
ระยะยาว ผมยังไม่แน่ใจเรื่องคุณภาพ และความทนทานของอุปกรณ์
ได่แต่หวังว่าจะไม่เกิดปัญหาครับ



DiKiBoyZ

ผมได้ลอง BZ4x ตั้งแต่ตอนเปิดตัวแล้ว (ช่วงคนที่ทิ้งใบจอง ไปเอา Model Y กันนั้นละ)

มันก็ไม่ได้ว๊าววว อะไรมากมายนะครับ ราคาก็ไม่ได้ถูก แบตเตอรี่ก็ไม่ได้เยอะ กำลังก็ไม่ได้เยอะ

มันดีตรง มันเป็น Toyota เลย บอกตรงๆ

เทียบกับ e-Power มันผิดที่ผิดทางครับ

ถ้าเทียบกับ e:HEV คือ เครื่องยนต์ปั่นไฟเข้าแบตเตอรี่ แล้ว มอเตอร์ปั่นล้อ มันคือ การทำงานเหมือนกันเลย

ต่างกันแค่ e:HEV เครื่องยนต์ปั่นตรงลงล้อได้เท่านั้นเอง แต่ e-Power ยังคงทำงานแบบเดิม แถมไม่ได้ประหยัดกว่า HEV คู่แข่งซะด้วย

ผมว่า e-Power มันไม่ได้ยืดหยุ่น แถมต่อไป มันจะเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลังด้วยซ้ำ

เห็นด้วยกับด้านบนว่า Serena มันขายได้ด้วยตัวรถ รูปแบบรถ และ ราคาที่ถูกกว่า(คู่แข่ง) ไม่ใช่เพราะ e-Power หรอก คนไม่ได้อิน e-Power ขนาดนั้น



เนื้อน่องไม่หนัง

ข้อดีของ e-power คือ อัตราเร่ง และความประหยัด ในช่วงความเร็วที่ไม่สูงมากครับ

ผมคิดว่าจริงๆเขาทำมาเพื่อคนญี่ปุ่น ที่ไม่ชอบ BEV เพราะเรื่องที่จอดและที่ชาร์จครับ
E-power เป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองมาก โดยที่ไม่ต้องเสียบชาร์จแบบ BEV และยิ่งใช้งานในเมือง หรือที่ๆไม่สามารถใช้ความเร็วสูงได้ มันก็ประหยัดมากๆเลย

สำหรับผม ผมจัดหมวด e-power อยู๋กับ Hybrid อย่าง e-hev/hev มองที่เชื่อเพลิงที่ใช้
ส่วน bz4x ก็ไปเทียบกับ BEV แทน

ถ้าจะเทียบ Bz4x กับ X-trail ผมว่าไปดูว่าเราสะดวกชาร์จหรือเปล่าดีกว่าครับ

เรื่อง ค่าบำรุงรักษา BEV อาจถูกกว่า รอบ service ห่างกว่า แต่อย่าลืมว่ามีแบตลูกใหญ่ที่ ถ้าต้องเปลี่ยนก็คือจบเลย..
ส่วน Hybrid ยังไงอุปกรณ์มันเยอะกว่า โอกาศเสียก็เยอะกว่าครับ แต่อะไหล่ระยะยาวน่าจะยังมีมือสองให้เล่นได้
อันนี้ยังไม่นับเรื่อง การบริหารอะไหล่ของแต่ละแบรนอีกนะครับ

ในปัจจุบัน ถ้าต้องเลือก ผมคงจิ้ม Hybrid toyota / honda มาก่อน e-power ครับ
อัตราเร่งถึงจะไม่ดีเท่า แต่ก็เพียงพอ และด้วยความที่มีเครื่องยนต์ส่งกำลังลงล้อ มันยืดหยุ่นกว่าครับ
เรื่องอะการซ่อมบำรุง ลึกๆ คิดว่า Toyota/Honda น่าจะทำได้ดีกว่า Nissan อย่างน้อยก็เพื่อนเยอะกว่าครับ

Serena ที่ขายได้ เพราะไม่มีเจ้าไหนเอา MPV ไซส์นี่ มาขายครับ แล้วพอขาย C27/C28 คู่กัน มันเลยทำให้ระบบ e-power ดูดีขึ้นมากครับ
ผมเชื่อว่าถ้า StepWGN วางขายใน ราคาเท่ากันยอด Serena น่าจะหายไปอีกเยอะครับ



XMSL

เอาอีโคซิสเต็มของรถน้ำมันมาทำรถไฟฟ้าขายระหว่างทาง เผื่อโดนใจลูกค้าบางกลุ่ม รอการเปลี่ยนถ่ายไปสู่อะไรสักอย่างภายหลัง...



mhujee

  2คันนี้ขอเลือ X Tail เพราะชอบ Nissan เป็นทุนเดิมและการออกแบบ
 เห็นบางท่านว่าค่าบำรุงรักษา BEV ไม่ต่างกับรถน้ำมัน
 เอ่อ...ถ้าไปคิดว่า BEV มันพังแล้วต้องซ่อม มันแน่นอนมันคงไม่ต่างกัน แต่
คำว่าบำรุงรักษาคือเช็คระยะก่อนมันจะพัง อันนี้ประสบการตรง ใช้มา 2ปี+8เดือน ค่ายบิ๊วยัวดอย
ผมจ่ายตังค่าบำรุงรักษาไป 900 สำหรับการเช็คระยะ 2ปี 2รอบ เพราะตอนนี้มันยังไม่พัง (เป็นค่าสลับยางครั้งละ 450 บาท)
 ไม่ไช่ว่าผมได้โปรแถมค่าบำรุงอะไรนะ แต่2ปี 6หมื่นโล ในตารางมีเปลี่ยนแค่กรองแอร์ซึ่งเขาเปลี่ยนฟรีให้ทุกคัน
 ส่วนอุบัติเหตุเคยซ่อมสีกันชนหน้าแก้มซ้าย เปลี่ยนไฟหน้าซ้ายมาใช้เวลารออะไหล่ 2 สัปดา ซ่อมอีก1สัปดา ผมคงโชคดีมากที่ใช้เวลาเท่านี้
 ซึ่งอีก2คัของผม Subaru XV กับ Triton  ถ้าเทียบ2ปีเช็คระยะ4รอบ XV นี่รวมๆ 16,000 แน่่ๆ ส่วนไทรทัน 8,500 ประมาณนี้
 งั้นขอรวมค่าประกันแล้วกัน แน่นอนรถไฟ้าแพงกว่ารถน้ำมันที่ทุนประกันเท่ากันประมาณ 1.5-1.8 เท่า
 จะเชื่อคนที่ใช้ทั้งรถ EV และรถน้ำมันหรือจะเชื่อคนที่บอกว่า เขาว่ามา เพื่อนบ่นมา คนใกล้ตัวบ่นมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 07, 2026, 09:52:30 โดย mhujee »



solo

BYD ผมรออะไหล่สามเดือนครับ



apinui

  2คันนี้ขอเลือ X Tail เพราะชอบ Nissan เป็นทุนเดิมและการออกแบบ
 เห็นบางท่านว่าค่าบำรุงรักษา BEV ไม่ต่างกับรถน้ำมัน
 เอ่อ...ถ้าไปคิดว่า BEV มันพังแล้วต้องซ่อม มันแน่นอนมันคงไม่ต่างกัน แต่
คำว่าบำรุงรักษาคือเช็คระยะก่อนมันจะพัง อันนี้ประสบการตรง ใช้มา 2ปี+8เดือน ค่ายบิ๊วยัวดอย
ผมจ่ายตังค่าบำรุงรักษาไป 900 สำหรับการเช็คระยะ 2ปี 2รอบ เพราะตอนนี้มันยังไม่พัง (เป็นค่าสลับยางครั้งละ 450 บาท)
 ไม่ไช่ว่าผมได้โปรแถมค่าบำรุงอะไรนะ แต่2ปี 6หมื่นโล ในตารางมีเปลี่ยนแค่กรองแอร์ซึ่งเขาเปลี่ยนฟรีให้ทุกคัน
 ส่วนอุบัติเหตุเคยซ่อมสีกันชนหน้าแก้มซ้าย เปลี่ยนไฟหน้าซ้ายมาใช้เวลารออะไหล่ 2 สัปดา ซ่อมอีก1สัปดา ผมคงโชคดีมากที่ใช้เวลาเท่านี้
 ซึ่งอีก2คัของผม Subaru XV กับ Triton  ถ้าเทียบ2ปีเช็คระยะ4รอบ XV นี่รวมๆ 16,000 แน่่ๆ ส่วนไทรทัน 8,500 ประมาณนี้
 งั้นขอรวมค่าประกันแล้วกัน แน่นอนรถไฟ้าแพงกว่ารถน้ำมันที่ทุนประกันเท่ากันประมาณ 1.5-1.8 เท่า
 จะเชื่อคนที่ใช้ทั้งรถ EV และรถน้ำมันหรือจะเชื่อคนที่บอกว่า เขาว่ามา เพื่อนบ่นมา คนใกล้ตัวบ่นมา

ไปเช็คระยะที่ไหนมา 2 ปี จ่าย 900บาท ไปฟังใครเค้ามาเล่าต่อป่าวครับ แค่ค่าแรงก็เกินแล้ว  ;D ;D




mhujee

 ก่อนอื่นต้องขออภัยเจ้าของกระทู้นะครับ ที่ออกชายฝั่งไปไกลเลย แต่เผอิญว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อมูลของบางท่านที่มาแชร์
และต้องขอโทษเป็นอย่างสูงที่จำราคาผิด สลับยางถ่วงล้อครั้ง1 =556 บาท  ทำ 2 ครั้ง(ไมล์จริง 60,000 แต่วิ่ง2ป๊ ต้องเข้าเช็คระยะ3ครั้ง)
ก็ตีไป 1,100บาท เลขกลมๆ แต่0เขาไม่ได้บังคับต้องทำกับเขา จะไปสลับข้างนอกก็ได้ ดังนั้นถ้าถ้าไม่ประสงค์สลับยาง ก็เช็คระยะ6หมื่นโล=0บาท
ในตารางPM 6หมื่นโลแรกมีแค่เปลี่ยนกรองแอร์ทุก2หมื่นโล ซึ่งฟรี
แต่หาเจอแค่บิลตอน20,000 โล ขี้เกียจหาครับ ไม่รู้จะลำบากทำไมแค่ต้องยืนยันตัวตน
ว่าผมใช้งานจริงรถ EVจริงๆ ไม่ได้ฟังใครมา
 คนที่ซื้อช่วงติดดอยฟรีค่าแรงทุกคัน หลังจากนั้นผมไม่รู้ ก็ไม่แปลกที่จะมีตารางค่าแรงเช็คระยะ
  และอีก2คันรถน้ำมันที่ผมอ้างถึง XV และ Triton ราคาเช็คระยะที่ผมแจ้ง 6 ครั้ง (เช็คทุก6เดือน/10,000โล)นั้นก็ฟรีค่าแรงเช่นกัน
และช่วง4หมื่นโลของ XV นี่แจ้งผิดด้วยซ้ำแค่ช่วง4หมื่นโลนี้ก็ 8,000 กว่าบาทแล้ว(ฟรีค่าแรง)
แต่ใจความสำคัญที่เราถกกันคือค่าบำรุงรักษารถไฟฟ้าและรถน้ำมัน ถ้าเข้าศูนย์ตัวไหนใช้จ่ายเยอะกว่ากัน (ท่านบอกไม่ต่างกัน เผลอๆEVเยอะกว่า)
  ดังนั้นก็อยากให้มาพูดจากประสบการจริงเคสบายเคส ไม่ไช่จะเหมารวมยกกรณีพัง กรณีเกิดอุบติเหตุ หรือเพราะว่าเป็นรถจีน
หรือนิสัยคนจีนทำธุรกิจไม่เหมือนญี่ปุ่นจะตีเหมาว่าสินค้าเขาก็ไม่น่าจะดีเหมือนกัน เลยอยากจะให้เคสบายเคส เรื่องนิสัยคนจีนอันนี้ผมไม่เถียง(แต่ว่าเป็นบางส่วนไม่ไช่ทุกบริษัททุกคน)
ผมก็ทำธุรกิจกับคนจีน นำเข้าอินเวอเตอและแผงโซล่าเซลก็มีทั้งโกง และซื่อสัตย์ ต้องอยู่ให้เป็น เสาะหาพาทเนอร์ให้ถูก
  ไม่ไช่ว่าเรา ปิดใจ แล้วจะพยายายามปิดตาคนอื่นด้วยข้อมูลที่แค่ฟังมา
เรื่องประกันรถ EV ที่ว่าแพงเกือบๆ2เท่า ไช่มันก็แพงจริงตามที่ผมได้กล่าวไว้ดานบน อันนี้ผมก็ยอมรับ เพราะมันเป็นเป็นเรื่องจริง
ถ้าเลือกได้ว่าราคา EV ญี่ปุ่นแพงกว่า EV จีนซักไม่เกิน 20% ที่วิ่งไกลเท่ากัน ผมก็คงเลือกญี่ปุ่น แต่ราคาเขาทำไม่ได้จะเรื่องอะไรก็แล้วแต่เขา
 แต่ตัวเลือกของผมตอนนั้นคือต้อง EV เพราะมีรถน้ำมันอยู่แล้ว2คัน ซึ่งผมก็ไม่ได้มีอคติกับรถน้ำมันเลย และไม่ได้อวยอะไรรถEV เพราะข้อมูลผมก็เอาจากที่ผมประสบใช้มาจริงๆมาแชร์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 16, 2026, 08:39:40 โดย mhujee »