ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด

Gunners-headlight

คือปัจจุบัน ต้องยอมรับเลยว่า ผมลังเลครับเลยอยากถามความเห็น พี่น้องในคลับนี้
ปัจจุบันผมมีรถ mu x 3.0 ใช้ดีตลอดไม่เคยงอแง 14 กิโลเมตรต่อลิตรโดยเฉลี่ย ช่วงปีใหม่มองว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน อยากให้คนที่บ้านได้นั่งที่นุ่มขึ้น แต่ยังเป็นทรงเอสยูวี เลยมองฮอนด้า crv ไฮบริดตัวเริ่มต้น 1.39 ล้าน ระหว่างตัดสินใจอยู่ บอสใหญ่แห่งยูเอส ไปก่อเรื่องอย่างที่เราเห็นกัน  :D ผมเลยแอบหวั่นไหวไปกับรถไฟรถไฟฟ้า พอสมควร zeekr7x ตัวเริ่มต้นซึ่งราคาเท่ากับทcrv แน่นอนขับดีกว่า ประหยัดกว่าในเรื่องของพลังงาน แต่ค่าประกันและอย่างอื่นแพงกว่าหมด เลยอยากขอไอเดียพี่ๆ ว่ามีใครเคยมอง เปรียบเทียบโจทก์นี้กันบ้างไหมตัดสินใจยังไงเป็นแนวทางครับ
ผมมีรถที่บ้านเป็นกระบะ อยู่แล้วหนึ่งคัน และมีรถเก๋ง eco car สามารถสำรองสามารถสำรองใช้งานได้ถ้าจำเป็น
ที่จริงก็รู้หมด แต่มันอดไม่ได้555



apinui

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 12:15:56 »
เพิ่มโจทย์ครับ ... ถ้าน้ำมันขาดแคลน ไม่ใช่แพงนะ ..ขาดแคลนแบบ จำกัดการเติม ปั๊มปิด-เปิดเป็นเวลา หรืออาจจะย้อนไปแบบปี 47-48 ที่ปั๊มปิด 4 ทุ่มทุกวัน เปิดอีกที ตี 5 แต่คิดว่าหนักกว่านั้นคือ เปิดปิดเป็นเวลาและจำกัดการเติมด้วย

ถ้ามีโจทย์นี้เพิ่ม ลองคิดดูครับว่า เราควรเลือกอะไรไว้สำรองติดบ้าน

โจทย์ด้านบน ผมคิดว่าเกิดขึ้นจริงหลังสงกรานต์ครับ ตอนนี้ผมเอารถที่มี ไปเติมน้ำมันให้เต็ม จากทุกครั้งผมจะเติมน้ำมันแค่พอใช้ ตอนนี้ ถึงครึ่งถังผมเติมให้เต็มเลย เลี้ยงให้เต็มตลอด เพราะวันพรุ่งนี้ อาจไม่มีให้เติม

ตระหนักกันได้แล้วนะครับ ผมว่า มันรุนแรงมาก แต่คนไทยยังไม่ตระหนักกัน คิดว่ามันแค่แพง ซึ่งจริงๆมันไมใช่แค่นั้น



Weetting

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 12:20:29 »
ถ้ามีเส้นทางใช้งานประจำ  กลับมาเติมไฟฟ้าที่บ้านได้

ผมว่าไปไฟฟ้าเลยก็ได้ครับ   ในช่วงปีนี้จะมี CX-6e ออกมาอีกตัว   น่าช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น
THE Manual Gearbox Preservation Society
Drive diesel until last day



albacore

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 12:22:31 »
ใช้ประมาณปีละกี่กิโลเมตรครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 07, 2026, 13:01:13 โดย albacore »



Floppy-T

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 14:19:04 »
ไฟฟ้าจีน ก็ขับดีอยุ่นะครับ

ห้ามชน ห้ามเกิดอุบัติเหตุนะครับ



Gunners-headlight

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 14:25:06 »
ใช้ประมาณปีละกี่กิโลเมตรครับ

30000-35000 km ต่อปีครับ



Devil13

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 14:51:36 »
แก้ปัญหาน้ำมัน ไปไฟฟ้าครับ
แต่คุณใช้รถกลางๆนะไม่ได้ใช้น้อย ถ้าต่อประกัั้น 1 ความคุ้มค่าอาจจะไม่ต่างมาก ผมเคยคำนวนไว้ส่วนต่างประมาน 17,000/1ปีเอง (ถ้าชาทที่บ้านตลอด)
แลกกับราคาแบตที่แพงมากๆ คุณต้องชั่งใจเองครับว่าคุ้มไหม ?
จะซื้อรุ่นไหนศึกษาราคาแบตก่อนครับ ถึงเวลาเปลี่ยนกองเชียร์ไม่ช่วยคุณจ่ายเหรอก

CRV ปัญหาน่าปวดหัวอยู่นะ ลองอ่านในกลุ่มครับ แรคพวงมาลัยเครมกัน 2รอบก็ไม่หาย
และรุ่นใหม่ก็ยังไม่แก้ ยังมีปัญหาเหมือนเดิมด้วย ไม่แปลกใจฮอนด้ายุคนี้คนด่าเยอะ

ผมว่าใจร่มๆ รอดูอะไรใหม่ๆดีกว่า
รอปาเจโร่ใหม่ ฟอจูนเนอร์ใหม่ปลายปีดีกว่า



ThisIsYuTh

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 14:57:07 »
ดูจากการขับเยอะประมาณหนึ่ง ผมว่าถ้าเปลี่ยนรถทุก 6-8 ปี ก็น่าไปไฟฟ้าเลยครับ แบตประกันยาวๆ 8 ปี อยู่แล้ว ถ้าไม่เน้นใช้ลากยาวแบบ 10+ ปี

เห็นราคารถญี่ปุ่นเทียบรถจีนแล้วซื้อไม่ลงจริงๆ เหมือนจ่ายค่าแบรนด์เกินครึ่งล้าน ทั้งที่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้งานบริการดีเหมือนก่อนแล้ว
2025 - Zeekr 7X (AWD)
2020 - Mazda CX-5 2.5T (KF)
2016 - Subaru XV (GP)
2013 - Mitsubishi Pajero Sport (KG)
2010 - Honda Civic (FD)
2006 - BMW 3 Series (E36)



PaPaMan

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 14:58:44 »
ใช้ประมาณปีละกี่กิโลเมตรครับ

30000-35000 km ต่อปีครับ


ใช้เยอะขนาดนี้ไปไฟฟ้าโลด คุณจะเห็นถึงความประหยัดจากการใช้เชื้อเพลิงชัดเจน หักกับค่าประกันที่แพงกว่าแล้วคุ้ม
แต่ถ้าใช้เยอะแบตก็เสื่อมเยอะและหมดประกันเร็วเป็นเงาตามตัวครับ ลองเลือกคันที่ประกันแบตไลฟ์ไทม์ครับ อ่านเงื่อนไขเค้าให้ดีด้วยครับว่ามียกเว้นอะไรบ้าง



เนื้อน่องไม่หนัง

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 17:42:03 »
ใช้รถเยอะ ถ้าไม่ติดเรื่องระยะทางแล้วชาร์จที่บ้านเองได้ ไฟฟ้าก็ตอบโจทย์ครับ

จริง CR-V E-HEV น่าสนใจนะครับ แต่เราไม่รุ้ปัญหาน้ำมันจะไปไกลถึงไหน ถ้าแพงยังพอทำใจ แต่ถ้าถูกจำกัดการเติม อันนี้ปั่นป่วนแน่ๆครับ



spn

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 19:07:19 »
ถ้าไม่รีบ น่ารอ CX-6e ครับ
Revo 2.8 J B-cab 4x4
Kia Jumbo K2700 1JZ GE + LPG
Camry 2.5 HV Premium
E220d w213



helloweentz

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 21:09:42 »
มีรถหลายคันแล้ว ผมว่า ไปไฟฟ้าได้นะครับ  ประหยัดได้เยอะ  :-X
BRV 2016
Mileage :  173,583
รายการซ่อม :
เกียร์
แอร์
โช๊คหลัง
ลูกยางยึดท่อ
เพลาขับ



I'm Ti

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 21:55:18 »
กำลังจะมองหา LPG เหมือนเดิม รถผมคันเก่าชนมาเพิ่งติดแก๊ส คืนทุนซะงั้น  :'(



marvel

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 22:00:35 »
เคยเปรียบเทียบโจทย์นี้เมื่อ 3 ปีที่แล้วครับ
รถเดิมในขณะนั้น คือ crv gen4 ใช้ ~40,000 กม. ต่อปี
จะเปลี่ยนรถ , ด้วยลักษณะการใช้งาน เลยจะใช้รถทรงเดิม ตัวเลือกก็มี crv gen6

แต่ตอนนั้นมีรถไฟฟ้า byd atto3 พึ่งเข้าไทยมา
เป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกๆที่อยู่ในงบของหลายๆคน ราคาขายพอๆกับบางรุ่นของ altis , civic , fortuner , etc.
ก่อนหน้านี้ รถไฟฟ้าจะมีพวกเทสล่า , taycan , ฯลฯ ซึ่งราคาเกินระดับนี้ไปไกล

ตอนนั้นเลยเป็นที่ฮือฮามาก ถึงขนาดไปเข้าคิวจองกันตอนกลางคืนก่อนวันที่โชว์รูมเปิดให้จอง
(ผมไม่ได้ไปเข้าคิวกับเค้า  ;D)







ผมลองคำนวณเปรียบเทียบค่าน้ำมัน ค่าไฟ
และ ความสะดวกในการดับเครื่องเปิดแอร์รอในรถนานๆได้ ซึ่งในวิถีชีวิตส่วนตัว ได้ทำแบบนี้บ่อย
เลยได้ atto3 มาในราคายอดดอย 555

ผ่านมา 3 ปี ใช้ atto3 ไป ~130,000 กม (รูปถ่ายเมื่อต้นเดือนก่อน)



เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้าจากจีนรุ่นแรกๆที่เข้าไทย
ณ ขณะตัดสินใจซื้อเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จึงมีเรื่องที่ไม่รู้บางเรื่อง เช่น

- ไม่รู้ว่ารถใหม่ๆจะลดราคาลงทุกปี ตั้งแต่ปีแรกๆที่ขาย  :o
(ที่ผ่านมา เคยชินกับรถป้ายแดงราคาใกล้เคียงเดิมตลอดอายุการขาย
แล้วค่อยมาลดหลายแสน หรือหลักล้านเพื่อโละสต็อคเมื่อรุ่นใหม่กำลังจะมา)
- ไม่รู้ว่าหากชน หรือ มีอะไรเสีย บางยี่ห้อจะไม่มีสต็อคอะไหล่ ต้องรออะไหล่นานมากๆ

ตอนผมซื้อ พวกผมเป็นกลุ่มแรกๆ ไม่มีกรณีรถไฟฟ้าจีนในไทยให้ศึกษาก่อน

แต่ปัจจุบัน รถไฟฟ้ามีหลายยี่ห้อที่ทำตลาดในไทยมา 2-3 ปี
มี case study ให้เรียนรู้ว่ายี่ห้อไหนเคลมยากง่ายแค่ไหน , รออะไหล่นานหรือไม่ , software เสถียรมั๊ย ฯลฯ
ถ้าผมจะซื้อตอนนี้ คงเข้าไปลองศึกษาเรื่องพวกนี้ในคลับคนใช้รถรุ่นนั้นๆก่อนครับ



e:smart Hybrid

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: เมษายน 07, 2026, 22:44:56 »
รถ Hybrid ถ้าน้ำมัน 40 บาท ก็ยังโลละ 2 บาทนะครับ เติม E20 ได้



nobody123

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: เมษายน 08, 2026, 02:29:20 »
ขับในเมือง ไฟฟ้า Hyudai Kia Toyota Volvo ครับ เปลี่ยนแบตโมดูลได้ ถือครองยาว ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ถูกโคตรๆ
ขับชานเมือง ไฮบริด ครับ



Odrecranon

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: เมษายน 08, 2026, 11:07:40 »
ผมขับไปกลับที่ทำงานชานเมืองรวมประมาณ 70 km ครับ รวมเสาร์-อาทิตย์ ปีหนึ่ง จะตกอยู่ประมาณ 30000 km
ตอนนี้ผมมีรถที่ใช้ประจำอยู่ 6 คัน เป็น ICE 4, PHEV 1, BEV 1
เทียบก่อนมี PHEV, BEV ค่าน้ำมันจะตกอยู่ที่ประมาณ 8000 บาทต่อเดือน อัตราเชื้อเพลิง 11-18 km/l แล้วแต่คัน

พอเอา PHEV, BEV เข้ามาแทน 2-3 วันต่อสัปดาห์ คำเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 5-6 พันบาทต่อเดือน
แต่สิ่งที่ต้องแลกเข้ามาคือ ค่าประกันภัยที่สูงขึ้น PHEV+BEV ประมาณ 1 แสนบาทต่อปี ตอนนี้ผมยังไม่ได้จ่ายเพราะได้ประกันภัย 4 ปี มาตอนซื้อรถ
ซึ่งถ้าคำนวนความคุ้มค่าและ สำหรับผมไม่คุ้ม
ถึงแม้ใช้แต่ PHEV/BEV ตลอดเวลา ก็ยังไม่คุ้ม

ผมว่าต้อง มีรถคันเดียว PHEV หรือ BEV อันนี้น่าจะคุ้ม

แต่จุดคุ้มไม่คุ้ม แล้วแค่รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน
ผมเองยอมรับค่าเชื้อเพลิง ในราคาน้ำมันตอนนี้ได้
แต่ที่ยอมรับไม่ได้คือ มันไม่มีเชื้อเพลิงให้เติม หรือต้องเข้าแถวเพื่อเติมน้ำมัน

แน่นอนว่าสงครามยังไงมันก็มีวันสิ้นสุด แต่เราไม่รู้ว่าสิ้นสุดจริงเมื่อไหร่ และน้ำม้นจะถูกเติมกลับเข้าสู่ระบบได้ปกติเมื่อไหร่
ผมเลยคิดว่า ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนรถ และคำนวนแล้วค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง และค่าประกันภัย มันน้อยกว่าคันเดิมแน่ ๆ และที่บ้านมีที่ชาร์จ ผมคงตัดสินใจซื้อ BEV แบบง่าย ๆ เลยครับ

แต่ถ้าคิดว่าเพราะน้ำมันตอนนี้แพง ไม่จำเป็นต้องซื้อรถใหม่ แคอยากใช้ BEV ในสถานการณ์แบบนี้
ผมว่าควรรอก่อนครับ ค่าเชื้อเพิ่งตอนนี้ขึ้นมา 1.6 เท่า สำหรับคนที่ค่าน้ำมันเดิมเดือนละ 1 หมื่นบาท คือจ่ายเพิ่มอีก 6 พันบาท
ถ้าเอาไปซื้อรถใหม่ ผมคิดว่าอยากจะพอคุ้มอยู่บ้าง
แต่ถ้าคุณจ่ายค่น้ำมันเดือนละ 5 พัน มันแทบจะไม่คุ้มเลย เพราะถ้าผ่อนรถใหม่ ดอกเบื้ยมันก็อาจจะพอ ๆ ค่าน้ำมันที่คุณจ่ายเพิ่มขึ้น ยังไม่รวมค่าประกันที่ต้องจ่ายรายปี
และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ที่ไม่มีความแน่นอน

สำหรับผม ปีนี้เองผมตั้งใจจะซื้อ 440 แต่ตั้งแต่ต้นปี รายได้ผมลดลงประมาณ 10-20% เมื่อเทียบ year-on-year
ร่วมกับภาวะสงคราม แต่ปัญหาความไม่เพียงพอของเชื้อเพลิง จึงพับแผนออกไปก่อน
ช่วงสถานการณ์แบบนี้ ผมเองไม่กล้าสร้างหนี้เพิ่มครับ พยายามลดค่าใช้จ่าย จนกว่าทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่ค่อยว่ากันใหม่
การเงินต้องวางแผนให้รอบคอบอย่างมากครับ

ถ้าคิดว่าจะซื้อแน่ ๆ ผมมองว่า  BEV จะช่วยคุณประหยัดได้มากกว่าในแต่ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง
hybrid อัตราสิ้นเปลืองตก 20 km/l เท่าที่ผมเคยเช่าขับที่ตปท Prius, Camry, RAV-4
ซึ่ง Mazda 2 1.3 ที่ผมใช้ก็มีอัตรานี้เท่า ๆ กัน ตอนนี้ประมาณ 2-2.5 บาทต่อ km
หากเทียบกับ BEV กับ off-peak TOU อันนันจะต่อ 0.5 บาทต่อ km
แต่ผมไม่แน่ใจว่าในอนาคต ค่า FT จะขึ้นอีกหรือไม่ เพราะ LNG ก็น่าจะเริ่มไม่พอเหมือนกัน ในช่วงสงคราม
แต่พอมองเรื่องค่าประกันภัยชั้น 1 ด้วย ผมว่าอาจจะได้คำตอบว่า BEV หรือ HEV ก็ได้ ต้องคำนวณดูอีกทีครับ

ผมเองเคยหาข้อมูลค่าประกันคร่าว ๆ B-C BEV ตกอยู่ที่ 3+ หมื่นบาท, C-D BEV ประมาณ 4+ หมื่นบาท, Tesla 5 หมื่นบาท
เทียบกับ HEV น่าจะมีราคาถูกกว่า 10000 บาทต่อ segment
คร่าว ๆ รวมค่าเชื้อเพลิง และประกันภัย ถ้าสถานการณ์ยังเป็นประมาณนี้ BEV จะคุ้มกว่า ถ้าขับเกิน 500 km /เดือน
อันนี้ไม่นับค่าบำรุง ค่าเสื่อมต่าง ๆ นะครับ เพราะมันแล้วต่อรุ่นของรถ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 08, 2026, 11:21:14 โดย Odrecranon »



Symphonic

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: เมษายน 08, 2026, 12:41:02 »
เข้ามาบอกว่า แคมรี่รุ่นปี 2025 กิน E20 อยู่ 22 กม/ลิตร ถ้าวิ่งยาวๆ ความเร็วตามกฎหมายนะ
แต่ถ้ารถเยอะวิ่งไหลๆ ตามๆ กัน มี 25-26 กม/ลิตร วัดจากการเติมน้ำมันกลับ

ถ้าใช้รถปีละ 30,000 กม เปลี่ยนรถประมาณ 6 ปี  รถ EV ก็จะอยู่ที่ 180,000 กม หมดประกันพอดี
คนที่จะซื้อต่อรถ EV ที่หมดประกันแล้ว ควรซื้อที่ราคาเท่าไหร่ดี เพราะถ้ารับต่อมา 0 บาท แต่เจออุปกรณ์อะไหล่
ไฟฟ้าน็อคก็ต้องจ่ายเองเพราะหมดประกันแล้ว



DiKiBoyZ

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: เมษายน 08, 2026, 14:00:38 »
จะบอกว่า จริงๆ ไม่เกี่ยวกับน้ำมันแพงหรอก

เพราะ 2-3 ปีมานี้ กระแสรถไฟฟ้า หรือ BEV บ้านเราดีมาก เรียกว่า บูมมาก ก้ได้

ยอดขายดีต่อเนื่อง บางรุ่นดีมาก บางรุ่นก็ทรงๆ บางรุ่นก็ร่วง(ที่เก่าแล้ว หรือ บ.แม่ทิ้งเป็นหม้าย)

ผมว่าว่า ณ เวลานี้ ก่อนจะมีสงคราม หลายคน ผมกล้าพูดได้ว่า เกิน 50% ละกัน มีตัวเลือกรถไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยว ในการตัดสินใจซื้อรถคันถัดไปแน่ๆ

ราคาน้ำมัน มันเป็นแรงหนุน หรือ เสริม ในช่วงจังหวะนี้พอดี

มันเลยส่งผลต่อการตัดสินใจเพิ่มเติม ในจังหวะที่มันได้



pladaek

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: เมษายน 11, 2026, 17:06:32 »
มันอยู่ที่เรา "ยอมรับราคาน้ำมัน" ได้เท่าไหร่ครับ
อย่างผมยอมรับได้ที่ไม่เกิน 4 บาท/กม.
ถ้า CRV ehev กินน้ำมันที่ 16-17 กม./ล.
ถ้าค่าน้ำมันแก๊สโซฮอล95 ราคาไม่เกิน 64-68 บาท/ล.
ผมก็ยังเลือกรถไฮบริดอยู่ครับ

ปัจจุบันนี้ราคาดีเซล 44 บาท
Hyundai H1 ผมกินน้ำมัน 10 กม./ล. ตกกิโลเมตรละ 4.4 บาท
ผมก็เลือกจอดไว้ แล้วใช้อีกคันที่เป็นเบนซิลที่ประหยัดกว่า
และราคาน้ำมัน E20 ที่ถูกกว่าดีเซลเยอะ

อีกปัจจัยคือ ใช้งานเยอะไหม
ถ้าวิ่งเยอะ การยอมรับราคาน้ำมันก็แตกต่างกันไป
อาจจะเหลือแค่ 3 บาท/กม. ยิ่งวิ่งเยอะ ผลต่างก็ยิ่งเยอะตาม

ส่วนตัวผมทำงานใกล้บ้าน บางวันอากาศดีก็ขี่มอไซด์ไปทำงาน
ไม่ค่อยได้วิ่งทางไกลบ่อยเหมือนแต่ก่อน
นานๆเข้ากรุงเทพทีไปกลับ 700 กม.
ถ้ากม.ละ 3 บาทก็ 2100 บาท
กม.ละ 4 บาทก็ 2800 บาท
ส่วนต่าง 700 บาทพอรับได้ กับนานๆได้ไปที
ไม่ได้ขับรถเพื่อทำเวลาที่ดีที่สุด.. แต่ขับรถเพื่อเจอช่วงเวลาที่ดีที่สุด..



nobody123

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:55:47 »
ลองพร็อมนี้ครับ แล้วปรับแต่งตามคุณชอบ: คุณคือ นักวิเคราะห์ TCO และ LCA รถยนต์ ระดับผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ 5 รุ่นนี้ใช้งานในไทย 23 ปี 2026-2049:
**รถ 5 รุ่น**
1. Audi A4 45 TFSI quattro - เบนซิน AWD สองล้านเจ็ด
2. Honda Accord e:HEV EL - ไฮบริด FWD ล้านแปด
3. Volvo S60 T8 AWD Plug-in Hybrid - PHEV สองล้านห้า แบต 18.8 kWh
4. Volvo ES90 Single Motor - BEV สามล้าน แบต 92 kWh
5. Tesla Model 3 LR AWD ล้านแปด แบต 75 kWh *สมมติฐาน: ปี 18 = 2044 ขายทิ้งเป็นซาก 0 บาท เพราะการประกอบกันของสองสาเหตุ คือ 5.1 ดังเห็นจากสหรัฐคนกลัวไม่มีพาร์ท และตรงกับประสบการณ์ผู้เขียนพร้อมซึ่งซื้อรถสหรัฐมาสองคัน ศูนย์มีพาร์ทให้หลังผลิตล็อตสุดท้ายแค่ 12 ปี หรือดังสหรัฐ แม้มีคนขายรถสปอร์ตเทสล่าแค่ห้าแสน ยังไม่มีคนซื้อ 5.2 ในไทยร้อน ด้านในเทสล่าแตก จากประสบการณ์ผู้เขียนพร้อมที่ขับนิสสันได้สุดแค่ปีที่ 16 แต่ bmw ผู้เขียนก็ 16 ปียังใช้ได้สบายใจ อนุโลมเทสล่า 18 ปี ดังนั้น คนซื้อเทสล่า ซื้อคันใหม่ Solid-state 2.5M ใช้ต่อถึง 2049 ขาย 2049 ได้ 1M*
*เงื่อนไขการใช้งาน กทม. วิภาวดี ไม่ขึ้นโทลเวย์*
- ระยะ: เมือง 18,400 กม/ปี + ทางไกล 1,600 กม/ปี รวม 20,000 กม/ปี
- ระยะใต้ท้อง: A4=14.0, Accord=13.5, S60=15.5, ES90=15.2, Tesla=14.0 cm
- ระยะแบตสูงจากพื้น: S60=25.1, ES90=15.2, Tesla=14.0 cm
- อุณหภูมิสูงขึ้นตามภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อรถพึ่งแบต โดยเฉพาะ soh 85-70% ปลายอายุ (ปีที่ 12 และ 18) เรนจ์และแรงเทสล่าจะลดมหาศาล ซึ่งไม่เกิดกับรถคันอื่นเลย
*สมมติฐานการเงิน*
- ราคารถปี 2026: ตามข้างบน
- เงินเฟ้อ: 2.5%/ปี ทุกค่าซ่อม, ค่าไฟ, ค่าน้ำมัน (ยกเว้นค่าแบต)
- ราคาน้ำมัน 2026: 40 บ/ลิตร, ไฟบ้าน: 4.50 บ/kWh
- ประกัน+ภาษี ปีแรก: A4=35k, Accord=28k, S60=40k, ES90=45k, Tesla=38k ลดลง 5%/ปี
- ซ่อมบำรุงตามจริง ใช้พาร์ทจริง 60% พาร์ทเทียบหรือมือสอง 40% แล้วแบต 1. e:hev เปลี่ยนสองรอบ 2. phev เปลี่ยนหกรอบ รอบละโมดูล โมดูลละ 75000 3. ES90 เปลี่ยนหกรอบ รอบละสี่โมดูล สี่โมดูลละ แสนสี่ 4. lr เปลี่ยนครั้งเดียวปีที่สิบสอง ไม่งั้นเร่งไม่ขึ้น ทั้งหมดนี้ ค่าแบต ไม่คิดเงินเฟ้อ คิดแบตเท่าเดิม เพราะเซลมีโอกาสถูกลง
- บูรณะใหญ่มี มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ erad แต่เครื่อง ICE S60 ละเว้นบูรณะใหญ่เพราะขับ 20 ปี ใช้เครื่องแค่ 6 ปี จะมีก็เปลี่ยนหัวเทียนทุกหกปี (แม้ศูนย์ให้เปลี่ยนถี่กว่านั้น แต่ตัวผู้เขียนพร้อมใช้เครื่อง ICE 30% ใช้มอเตอร์ 70% แม้แบตเสื่อมปลายอายุโมดูลผู้เขียนยังคงรักษาอัตราส่วนนี้) เปลี่ยนสายพานของเหลวตามรอบ
- มูลค่าซากปี 23 = 2048: A4=5%, Accord=3%, S60=2%, ES90=1%, Teslaคันแรก=0%
*ไม่นับอุบัติเหตุ ES90 / LR พื้นกระแทกท้องรถแล้วราคาประกันชั้นหนึ่งขึ้น*
- แน่นอนว่าถ้ารวม S60 T8: รอด เพราะแบตสูง 25.1 cm
- แต่ ES90: โดน เปลี่ยน 6 โมดูล = 165000 + ค่าแรง 3 วัน 17000×3 = 203,500 บ. แต่ประกันครอบคลุม
- เช่นเดียวกับ Tesla: โดน เปลี่ยนยกแพ็ค = 600k + ค่าแรง 3 วัน 17000×3 = 651,000 บ. แต่ประกันครอบคลุม
- Accord, A4: ไม่โดน
*ยกเว้นเทสล่าที่เป็นรถสหรัฐ เจ้าอื่นบูรณะภายในปี 18 = 2044 ตามพฤติกรรมผู้ใช้*
- Tesla: ขายทิ้งเป็นซาก 0 บ. ไม่ซ่อม ซื้อคันใหม่ 2.5M แทน ตามเงินเฟ้อ
- ES90: เปลี่ยนคอนโซล+แผงประตู+พวงมาลัย+เบาะคู่หน้า = 178,000 บ. วัสดุ Nordico/Wool
- S60: เปลี่ยนแผงปุ่มเปิดปิดหน้าต่าง = 15,000 บ.
- Accord: หุ้มหนังเทียมใหม่ = 30,000 บ.
- A4: ไม่แน่ใจ (Generative AI ช่วยบอกผมหน่อย)
*สมมติฐาน LCA/มลพิษ*
- กริดไฟฟ้าไทย: 2026-2035=0.460 kg CO2/kWh, 2036-2045=0.437 -5%, 2046-2049=0.415 -5% อีกครั้ง, PM2.5 = 0.021→0.020→0.019 g/kWh
- น้ำมันเบนซิน: 2.31 kg CO2/L, PM2.5 ทางไกล=0.03 g/L, *วิภาวดีรถติด=0.08 g/L*
- ผลิตแบต: จีนหรือเพื่อนบ้านก่อน แล้วไทยผลิตระดับเซลทุกโมดูลหลังจากถอยออกจากอู่ โรงงานล้อมกทม.เลย ดังนั้น co2e/pm2.5 เกิดล้อมกทม.ดังที่ปรากฎในข่าวรัฐบาลที่แล้ว และเข้ามาข้างในกทม.ด้วยจากการล้อมดังกล่าว
- โดยอย่าลืมว่าประกันสังคมจะล่มแล้ว โอกาสที่รัฐจะสนับสนุนการขุดแร่ในภาคใต้ให้เป็น 50:50%  เกิด co2e ตัวแรง ๆ มหาศาล เช่น ตัวที่แรงกว่า co2 สองหมื่นกว่าเท่า ให้คิดโมเดลนาซ่าการไหล co2e ที่มีการขุดเหมืองและผลิตแบตระดับเซล regional (ไม่ต้อง global เพราะผมรู้ว่า global ใครสกปรกสุด)
- ผ้าเบรค Accord: อาจพิจารณาว่ารถล้อหน้าเบรคบ่อยในเมือง ปล่อยเยอะ พอ ๆ กับ Audi
*สิ่งที่ต้องการให้วิเคราะห์*
1. ตาราง TCO 23 ปี รายรุ่น: รวมเงินทุกอย่าง หาร 276 เดือน = เฉลี่ย/เดือน
2. ตาราง Cash Flow ปี 2026-2049 แยกรุ่น ชี้ปีที่จ่ายหนัก
3. ตาราง LCA: CO2e kg/เดือน, PM2.5 g/เดือน เฉลี่ย 23 ปี
4. สรุป 3 บรรทัด: รุ่นไหนคุ้มเงินสุด, รุ่นไหนรักโลกสุด, รุ่นไหนบาลานซ์สุดสำหรับคนใช้ 23 ปี กทม. รถติด ลุยน้ำ ทนภายใน
5. ถ้าผู้ใช้เป็น "คนอีโก้สูง ทนภายในเน่าไม่ได้" จะเลือกต่างจาก "คนทนได้" อย่างไร
*รูปแบบคำตอบ:* ใช้ตาราง Markdown ชัดเจน, ตัวเลขมีคอมมา, สรุปตรงไปตรงมา ไม่โลกสวย ไม่ต้องเตือนว่าไปถามศูนย์ ให้คำนวณจากสมมติฐานที่ให้เท่านั้น ปล. ผมมีคนที่จะซื้อรถ



albacore

Re: ในสถานการณ์นี้มันราคาสูง ไฟฟ้าหรือไฮบริด
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: วันนี้ เวลา 15:24:38 »
ตอน18ปี วอลโว่มีภายในให้เบิกใหม่อยู่ใช่มั้ยครับ