ผู้เขียน หัวข้อ: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก  (อ่าน 6153 ครั้ง)

ออฟไลน์ ?????????

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 221
  • When I photograh, I make love.
http://www.bangkokpost.com/auto/autoscoop/24595/fuel-consumption-part-2

โดยหลักก็มี 2 วิธี คือ

1. เติมน้ำมันให้เต็มแบบเขย่ารถ แล้วเติมไปเรื่อยจนมองเห็นน้ำมันเอ่อมาที่คอขวด เอารถไปวิ่งเป็นระยะทางจำนวนหนึ่ง ซึ่งควรจะมากพอสมควรเพื่อลด Error จากการเติมน้ำมัน สมมติได้ระยะทาง X กม.
จากนั้นก็เติมน้ำมันกลับเข้าไปแบบเขย่าเหมือนเดิมจนเต็มปรี่(เหมือนเดิมอีก) สมมติได้ Y ลิตร  ----> อัตรากินน้ำมัน = X/Y กม./ลิตร

2. เติมน้ำมันจนหัวจ่ายตัดแล้วพอ เอารถไปวิ่งเป็นระยะทางจำนวนหนึ่ง ซึ่งควรจะมากพอสมควรเพื่อลด Error จากการเติมน้ำมัน สมมติได้ระยะทาง X กม.
จากนั้นก็เติมน้ำมันกลับเข้าไปด้วยวิธีเดิม (คือเติมจนหัวจ่ายตัดเท่านั้น) สมมติได้ Y ลิตร   ----> อัตรากินน้ำมัน = X/Y กม./ลิตร

กล่าวโดยรวม วิธีที่ 1 จะได้ผลคาดเคลื่อนจาก น้ำมันส่วนหนึ่งที่ระเหยไปในระบบระบายอากาศ/น้ำมัน ตามบทความข้างต้นที่ว่า Because the fuel system is designed to allow for a certain amount of air and space within it. After topping the tank this way, there could be an amount of fuel sloshing about in the ventilation system. Fuel is a volatile liquid and when subjected to heat _ in this case, from the air and road, the car's metal and from the exhaust system _ it expands and, if warm enough, evaporates as fumes. The expanded fuel creates extra pressure in the fuel tank, which leads to it trying to escape wherever possible _ in this case, through the air vent.

วิธีที่ 2 จะถูกต้องกกว่า ก็ต่อเมื่อ
+ เราเติมน้ำมันด้วยหัวจ่ายเดิม ปั๊มเดิม ทั้งสองครั้ง
+ เราแหย่ท่อเติมที่หัวจ่ายลงไปในรูลึกเท่ากันทั้งสองครั้ง

และที่บอกว่า ควรเอารถไปวิ่งด้วยระยะทางยิ่งมากยิ่งดี เพื่อลด error จากจำนวนลิตรที่เติมกลับเข้าไป เพราะอะไร ลองดูตัวอย่าง...

สมมติ จำนวนน้ำมันที่เราเติมน้ำมันกลับเข้าไปครั้งที่ 2 น้อยกว่าการเติมครั้งแรกอยู่ 0.5 ลิตร (สาเหตุอาจจะเกิดจาก เรามองระดับไม่ดี กะผิด หรือ หัวจ่ายตัดไม่แน่นอน)

* ในกรณีที่เราเอารถไปวิ่ง 100 กม. จำนวนน้ำมันที่เติมกลับครั้งที่ 2 เป็น 8 ลิตร ซึ่งอันที่จริงต้องเป็น 8.5 ลิตร เราจะได้อัตรากินน้ำมันเป็น 12.5 กม./ลิตร(100/8) แทนที่จะเป็น 11.76 กม./ลิตร(100/8.5) ซึ่งในกรณีนี้มี error อยู่ (12.5-11.76)/11.76x100 = 6.3%

** ในกรณีที่เราเอารถไปวิ่ง 300 กม. จำนวนน้ำมันที่เติมกลับครั้งที่ 2 เป็น 25 ลิตร ซึ่งอันที่จริงต้องเป็น 25.5 ลิตร เราจะได้อัตรากินน้ำมันเป็น 12 กม./ลิตร(300/25) แทนที่จะเป็น 11.76 กม./ลิตร(300/25.5) ซึ่งในกรณีนี้มี error อยู่ (12-11.76)/11.76x100 = 2.0%

จะเห็นว่า การวิ่งทดสอบด้วยระยะทางยิ่งมาก ยิ่งลด error ที่เกิดจากการเติมน้ำมันไม่ได้ระดับเท่าเดิมได้
:) Women are like cars: we all want a Ferrari, sometimes want  pickup truck, and end up with a station wagon. :)

ออฟไลน์ J!MMY

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15,602
    • www.headlightmag.com
    • อีเมล์
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 06:02:54 »
ขอบคุณครับ


แต่ถ้าจะให้แม่นยำกันจริง

ต้องทำถังแยกออกมาเลย แยกต่างหาก

อย่างหลังนี่ สำหรับผมแล้ว วุ่นกว่าครับ

ทุกวันนี้ เราเลยมีหลักที่ว่า

1. ถ้าเป็นรถต่ำกว่า 2,000 ซีซี หรือรถกระบะ จับเขย่าหมด ยกเว้นในบางกรณี เช่น ซิตี้ กับ แจ้ส ที่มีถังน้ำมันตรงกลางคันรถ
จึงจะใช้วิธีที่ 2

2. ถ้านอกเหนือจากเกณฑ์นี้ หรือต่อให้มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,000 ซีซี
แต่เป็นรถในกลุ่มประเภท พรีเมียม ที่ผู้ซื้อ ไมได้คำนึงถึงอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นหลัก
ใช้วิธีที่ 2 ครับ เติมหัวจ่ายเดียวกัน ทุกครั้ง

ออฟไลน์ YenChar

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,165
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 11:05:36 »
มีอีกวิธีที่น่าจะวัดได้คือ

เติม แล้ววิ่งใช้ในชีวิตจริงๆ จนเหลือซัก1/6 แล้วค่อยไปเติม
แน่ละ วิธี2 คนทำรีวิวคงทำเองไม่ได้
แต่มันก็เป็นการวัดที่ดี เพราะมันจะลดค่าความคลาดเคลื่อนของเรื่องหัวจ่ายน้ำมัน+คอถัง+ลมในถัง

ออฟไลน์ Ruksadindan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11,676
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 15:26:52 »
ขอบคุณที่นำมาฝากกันครับ ผมก็ทำวิธีสองแหละ เขย่าไม่เป็น+ถึงเขย่าเป็น Yaris S Limited คงไม่เด้งให้หรอกครับ  :-X

ไม่เห็นในบางกอกโพสต์แบบกระดาษเลย หรือเขาจะเอาลงให้ศุกร์นี้ครับ?

ออฟไลน์ aland

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 3
    • ??????? ?????? ????????
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กันยายน 30, 2009, 17:00:24 »
เข้ามาเก็บความรู้ครับ ขอบคุณ

ออฟไลน์ ton99

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2009, 00:40:04 »
ทั้ง 1 และ 2 ที่พูดมานั้น
จำเป็นต้องวิ่งให้มากเพื่อใช้น้ำมันให้เยอะเพื่อลด %ค่าความผิดพลาดตอนเติมน้ำมัน

แต่มีวิธีที่ผมเคยบอกคุณ Jimmy ไป คือ
ให้วิ่งไม่ต้องให้มาก แต่ให้วนกลับมาเติมใหม่อย่างน้อย 3 รอบ
วิธีนี้จะเป็นการเฉลี่ยความผิดพลาดตอนเติมน้ำมัน  เพื่อลดค่าความผิดพลาดลง
และถ้ายิ่งใช้น้ำมันไปเยอะก็จะยิ่งลด %ค่าความผิดพลาดตอนเติมน้ำมันไปได้อีก
ทั้งวิธีที่ 1 และ 2 วิ่ง 300 km จะมีแนวโน้มของ%ค่าความผิดพลาดสูงกว่าวิธีที่ผมบอก
ให้วิ่งรอบละ 100 km แล้วกลับมาเติม 3 รอบ


ออฟไลน์ J!MMY

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15,602
    • www.headlightmag.com
    • อีเมล์
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2009, 09:59:50 »
ต้น

วิ่ง 1 รอบ ค่าทางด่วน  200 บาท

วิ่ง 3 รอบ ค่าทางด่วน พอกะค่าน้ำมันเลย

จน ฮะ....ต้นช่วยจ่ายหน่อยสิ เหอๆ

ออฟไลน์ Ruksadindan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11,676
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2009, 12:34:47 »
เป็นลูกค้าดีเด่นของปั๊มกับป้อมเลยครับ

ออฟไลน์ ton99

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
Re: มีวิธีการทดสอบอัตราการกินน้ำมันมาฝาก
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2009, 21:26:19 »
ผมแนะนำให้ได้เฉยๆ
ส่วนที่จะทำตามหรือไม่นั้น  ก็สุดจะแล้วแต่
เรื่องค่าทางด่วน  ถึงผมจะออกให้ผมก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
ดีไม่ดีอาจจะมีพวกพาลหมั่นไส้ผมเพิ่มขึ้นด้วย
สู่อยู่เฉยๆดีกว่า  ไม่ต้องเสียอะไร

ถ้าไม่อยากจ่ายค่าทางด่วน
ก็ต้องไปวิ่งบนถนนธรรมดาเอา  ถนนที่วิ่งได้ดีกว่าทางด่วนก็มีเยอะแยะ  สะดวกทางไหนก็ไปทางนั้น 
หาช่วงที่เหมาะๆสะดวกกับการเติมน้ำมันแล้วก็วิ่งวนมันไปเรื่อยๆ
จะวิ่งวนบนถนน 2-3 รอบ แล้วเข้ามาเติมน้ำมัน 1 รอบ เพื่อให้ได้ระยะทางเยอะๆก็ได้

อย่างอัตราสิ้นเปลือง  ที่สื่อในเมืองไทยทุกค่ายทำกันมา
ก็มีเอาไว้ดูเล่นๆเท่านั้น  เอาไปใช้อ้างอิงอะไรมันก็จะไม่ได้
ถึงจะทดลองแบบที่ผมแนะนำไป  ถึงจะดีกว่าวิธีพวกที่สื่อใช้อยู่
แต่ก็ยังเอาใช้อ้างอิงระดับวิชาการไม่ได้อยู่ดี
ทีนี้ก็ขึ้นกับคนที่ต้องการใช้ผลทดสอบ  ว่าต้องการข้อมูลที่ถูกต้องขนาดไหน