ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...  (อ่าน 85552 ครั้ง)

ออฟไลน์ Valkilrey

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 646
    • อีเมล์
รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 12:48:01 »


มองว่าใช้รถมาระยะยาวพอควร จึงอยากแบ่งปันมุมมองและความรู้สึกรถคันนี้จากการใช้งานจริงให้ฟังกันครับ

ก่อนหน้าจะซื้อคันนี้ก็ใช้รถครอบครัวมาตลอด แล้วก็ศึกษาและติดตามเรื่องรถเรื่อยมาเช่นกัน ส่วนตัวแล้วอยากได้รถ Compact เพราะไม่เล็กหรือใหญ่ไป แต่ต้องมีอัตราเร่ง+ประหยัดน้ำมันกว่ารถเบนซินปกติทั่วๆไปในตลาด จนกระทั่ง Focus TDCi M/T เปิดตัวในเมืองไทย ก็สนใจอยู่ แต่เห็นว่านำเข้ามาแค่ 35 คันเท่านั้น ประกอบกับเป็น M/T คงไม่เหมาะจะให้คนในครอบครัวหรือแฟนขับ ต่อมาตัว TDCi Powershift เปิดตัว ก็สนใจมากๆ ได้ลองไป Test Drive กับทาง 0 บริการ และขอลองขับรถสมาชิกใน Focus Club อยู่สองคัน ประทับใจในอัตราเร่งที่เหนือชั้นมากๆ และจากที่ได้หาข้อมูลใน Focus Club มาตลอด ก็คิดว่านี่คือคันที่อยากได้ แล้วพอการเงินพร้อม ก็เป็นช่วง Motor Expo 2010 ซึ่ง ณ ตอนนั้น มีรถที่ให้เปรียบเทียบอีก 2 คัน คือ Cruze ที่เปิดตัว พย.2010 และ Prius ที่เปิดตัวในงาน Motor Expo ด้วยราคาดังนี้

Ford Focus TDCi Powershift Hatchback ราคา 1,169,000 บาท
Toyota Prius 1.8L Top ราคา 1,260,000 บาท
Chevrolet Cruze 2.0 LTZ ราคา 1,149,000 บาท





ส่วนตัวแล้วชอบรถแบบ Hatchback มากกว่า แม้ว่าทาง Cruze จะให้ option มาเต็มมากๆ ก็ต้องตัดทิ้ง (อีกอย่างเพราะตัวรถค่อนข้างยาวกว่า Compact ทั่วไป โดย Cruze ยาวถึง 4,600mm จึงไม่คล่องตัวในเมืองนัก) สำหรับ Prius ที่ไม่ได้เลือก เพราะมองว่าเพิ่งเปิดตัว อาจจะยังประกอบไม่เนียน ตัวรถอาจมีปัญหาอยู่แต่ต้องรีบเข็นให้ผ่าน QC เพื่อขายใ้ห้ทันงาน Motor Expo ที่ำสำคัญ พอเปิดราคากับ option ออกมา โดนโจมตีหนักเรื่อง option ไม่สมราคา เลยทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นที่เลือก Focus ด้วยอุปกรณ์ติดรถที่ให้มา แม้จะมีชื่อเสียกับ 0 บริการ แต่ตัวรถมันดีจนอยากเสี่ยงลองดู

และจริงๆอยากได้สีน้ำเงิน Ocean Blue แต่ไม่มีวี่แววว่าจะได้เมื่อไหร่ ในขณะที่สีขาว Diamond White มีรถเลย จึงจำใจเลือก... (เพราะรอรถมาตั้งแต่เดือนมกรา 2011 จนถึงต้นเดือนมีนา 2011 แล้ว และต้องรีบใช้รถด้วย)

>> พื้นที่ภายในรถ
     ยอมรับว่าคอนโซลกลางที่มีขนาดใหญ่ ได้เบียดบังพื้นที่วางเข่าไปพอควร ทำให้คนนั่งหน้าไม่ได้รับความสบายมากนัก ส่วนพื้นที่เบาะหลัง ถ้าพูดถึง Head Room ถือว่าโอเคอยู่ แต่ Leg Room มีน้อยมาก (ถ้าเลื่อนเบาะหน้าให้นั่งสบาย) สำหรับพื้นที่ท้ายรถ ก็มีขนาดไม่ใหญ่มากนักถ้านั่งกัน 4-5 คน แต่อย่างน้อยๆ ถ้าสามารถพับเบาะหลังได้ ก็จะวางของใหญ่ๆหรือยาวๆได้สบายขึ้น
    
>> พวงมาลัย
     ค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับ Honda City ที่แฟนใช้อยู่ เรียกว่าการหมุนในตัวเมืองค่อนข้างลำบากนิดหน่อย ถ้าเบาขึ้นอีกนิดจะดีมากๆ (ส่วนนึงคงเพราะเป็น ไฮโดรลิก+ไฟฟ้า) ส่วนเมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น ก็ให้ความมั่นคงและหนักแน่นดี รัศมีวงเลี้ยวที่ 5.3 เมตร มองว่าค่อนข้างกว้างไปนิด ถ้าต่ำขนาด 5.1 เหมือน City จะดีมากๆ แต่สำหรับรถ Compact แล้ว ก็ถือว่ามาตรฐาน
    
>> คันเร่ง/เกียร์/เบรค/การขับขี่
     อย่างที่บอกไว้ข้างบน ว่าอัตราเร่งที่ทันใจเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมากๆ เท่าที่สังเกตุ รอบเครื่องตั้งแต่ 800 จนถึง 1500 จะขึ้นช้าๆ แต่ 1500 ไป รอบจะขึ้นเร็วมาก คงเพราะการทำงานของ Turbo นั่นเอง ถ้าเหยียบปกติ รอบจะตัดราวๆ 1900-2200 แต่ถ้าการจราจรติดขัด บางครั้งก็เปลี่ยนที่ 1200 - 1700 ก็มี ซึ่งจะมีการกระตุกของเกียร์บ้าง น่าจะเป็นเพราะรอบต่ำไป (เพราะโดยตัวใส้เกียร์เอง เป็น Manual) แต่ถ้าเปลี่ยนที่ 2000 ขึ้น จะค่อนข้างเรียบรื่น Smooth ดี ส่วนตัวเป็นคนไม่ขับรถเร็วมาก ถึงแม้ตัวรถจะวิ่งได้ถึง 200 แต่ก็ไม่เคยเหยียบเกิน 130 เลย ซึ่งความเร็วขึ้นไวมากๆ แม้กระทั่งต้องชะลอหรือเบรคลงมาต่ำกว่า 60km/h แต่ก็สามารถเร่งขึ้นไป 100 ได้ในเวลาอันสั้นแบบทันใจโดยใช้รอบเครื่องต่ำๆ ซึ่งรถเบนซินธรรมดาๆ คงทำแบบนี้ไม่ได้หากไม่เหยียบรอบสูงๆ ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่า การตอบสนองของเบรคก็มั่นใจดี
     แต่สิ่งนึงที่ต้องพูดคือ Engine Break ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากตัวเครื่อง+Powershift หรือเปล่าถึงทำให้เป็นแบบนี้ (ตัว Focus MK3 และ Fiesta ที่เปิดตัวทีหลัง ไม่เห็นมีพูดถึงปัญหานี้) อาการคือ เมื่อใช้ความเร็วต่ำๆ (ไม่เกิน 60km/h) ไม่ว่าจะเหยียบคันเร่งหรือไม่เหยียบ เมื่อรอบเครื่องลงต่ำกว่า 1500 เกียร์จะเปลี่ยนต่ำลง ทำให้รอบเครื่องดีดไป 1900-2000 ทำให้ความเร็วรถลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งน่าหงุดหงิดมากๆ เพราะรถ auto ทั่วๆไปไม่มีปัญหานี้กัน หรือแม้กระทั่ง M/T ก็ยังสามารถควบคุม Engine Break ได้เอง แต่นี่กลับไม่รู้ว่ามันจะทำงานเมื่อไหร่ ปัญหาอีกอย่างคือ การลังเลของเกียร์ หรือพูดง่ายๆ ความฉลาดในการเปลี่ยนเกียร์ั ทำให้รอบเครื่องไม่สำพันธ์กับความเร็ว ณ ตอนนั้นๆ ซึ่งทำได้ไม่ดีเอามากๆ เช่นความเร็วลดลง รอบเครื่องก็ลดลงต่ำกว่า 1200 แต่แทนที่จะอยู่เกียร์นั้น กลับปรับเกียร์ลง ทำให้รอบเครื่องดีดไป 1900 และสมองกลเกียร์รับรู้ในเสี้ยววินาทีว่าต้องเปลี่ยนเกียร์ ก็สวิงเกียร์กลับ ทำให้รอบเครื่องกลับมาแถวๆ 1200 อีก จริงๆเมื่อพูดถึง Engine Break แล้ว มันควรจะดีก็ต่อเมื่อเราสามารถเป็นผู้ควบคุมใ้ห้มันเกิดได้เอง ไม่ใช่เกิดในเวลาที่ไม่ต้องการ แต่ยังไงข้อดีก็ยังพอมีอยู่ คือลดการใช้เบรคลง ทำให้ประหยัดน้ำมันขึ้นนิดนึง รวมถึงผ้าเบรคสึกช้าลง
    
>> ช่วงล่าง
     ตัวรถเดิมๆมากับล้อ 205/55R16 ซึ่งเป็นขนาด Standard ใน Compact หลายๆรุ่นตอนนั้น (Altis/Civic/Mazda3) โดยตัวเองมองว่ามีแก้มยางที่สูงพอควร น่าจะทำให้ซับแรงสะเทือนถนนโลกพระจันทร์ในเมืองไทยได้ดี แต่เมื่อขับขี่จริง ผลกลับไม่เป็นดังคิด ไม่ใช่ตัวเองคิดไปคนเดียว แต่คนที่มานั่ง บ่นกันว่าสะเทือนและแข็งมากๆ นั่งไม่สบาย มาวิเคราะห์ภายหลังใช้ไปสักพัก น่าจะเป็นเพราะตัวรถเองพัฒนาในยุโรป ซึ่งถนนหนทางที่นั่นดีกว่าเมืองไทยมาก อีกอย่าง ยางติดรถ Goodyear Eagle NCT5 ซึ่งเป็นยางติดรถขึ้นชื่อ (เสีย) ในรถหลายๆรุ่นในเมืองไทย น่าจะเป็นสาเหตุให้นั่งไม่สบาย เพราะซับแรงสะเทือนไ้ด้ไม่ดี จนกระทั่งธันวา 2012 วิ่งครบ 40,000โล เลยเปลี่ยนยางเป็นแบบนุ่มเงียบ Hankook Ventus S1 Noble ก็ถือว่าดีขึ้นราวๆ 30% อาการสะเทือนเวลาวิ่งผ่านเนินหลุมลดลง แต่ก็ยังถือว่าไม่ได้อย่างที่ต้องการนัก จึงตั้ง Project ไว้ในการเปลี่ยนยางรอบต่อไป คงลดไปใช้ล้อ 15 พร้อมยาง 195/65R15 แทน ซึ่งคงดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจ
    
>> ศูนย์บริการ
     ผ่านการเช็คระยะ 45,000km ไปเรียบร้อย จากที่ใช้บริการของ 0 มา ถือว่าช่างยังไม่มีความชำนาญมากนัก อาจพลาดในเรื่องง่ายๆได้ ผมกังวลมากๆ เพราะเห็นหลายๆคนโดนดีใน Focus Club มาแล้ว จึงต้องยืนกำชับข้างๆรถแทบจะตลอดเวลา แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีตลอด ซึ่งตรงนี้ผมมองว่ารถ Ford ไม่น่าเหมาะกับคนใช้รถทั่วๆไปที่ไม่ค่อยได้ดูแลรถนัก โดยเฉพาะ ญ ที่อาจปวดหัวกับการบริการจาก 0
    
>> อัตราสิ้นเปลือง
     ด้านล่างนี่คือตารางสรุปการเติมน้ำมันตั้งแต่ออกรถจนสิ้นสุด พฤษภาคม 2013 เติมน้ำมันไป 111 ครั้ง
หมายเหตุ : Range คือระยะทางที่วิ่งใน Trip นั้นๆ ใช้ในการคำนวณ กม./ลิตร
                 Avgขับ/day คือระยะทางขับต่อวันใน Trip นั้นๆ
                 Litre คือจำนวนลิตรที่เติมกลับจนเต็ม
                 BahtPaid คือจำนวนเงินที่จ่ายไปในการเติมครั้งนั้นๆ (ปัดเศษให้เป็น 0 เพื่อความสะดวกในการจ่ายเงิน เช่นเติมได้ 946 บาท ก็ปัดเป็น 950 ซึ่งหลายๆคนคงทำแบบนี้กัน)
                 Km/ลิตร คือตัวเลขที่ทุกๆคนสนใจ จากที่วิเคราะห์ดู ขับในตัวเมืองรถติดๆ จะได้ราวๆ 11.7-12.3 แต่ถ้าวิ่งไกลๆ จะได้ 14.5 ขึ้น
                 Baht/Km คือค่าใช้จ่ายบาทต่อกม.ใน Trip นั้นๆ เนื่องจากราคาดีเซลที่ค่อนข้างนิ่ง ทำให้ตัวเลขตรงนี้ไม่แกว่งมาก ถ้ารถติดๆ ตัวเลขก็จะอยู่ราวๆ 2.2-2.3 บาท/km แตุุ่ถ้าวิ่งยาวๆ ก็จะมี 1.7-1.9 บาท/km
                 TotalLitre คือจำนวนลิตรที่เติมตั้งแต่ถังแรกสะสมเพิ่มเรื่อยๆในการเติมแต่ละครั้ง
                 TotalBaht คือจำนวนเงินที่เติมตั้งแต่ถังแรกสะสมเพิ่มเรื่อยๆในการเติมแต่ละครั้ง
                 AvB/Km คือการหาค่าเฉลี่ยบาทต่อกม. ในการวิ่งตั้งแต่ออกรถจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรถแต่ละคันมีตัวเลขไม่เหมือนกัน ขึ้นกับหลายๆปัจจัย รวมถึงคนขับด้วย รถคันนี้ผมขับเสีย 90% ได้ตัวเลขออกมา ณ ล่าสุดที่ 2.14 บาท/กม. ครับ
                 Mrange คือระยะทางวิ่งได้สูงสุดในถังนั้นๆ คำนวณโดยเอา Km/ลิตร x 48 (ความจุถัง TDCi คือ 53 ผมจึงเอาแค่ 48 พอ เพราะความเป็นจริงคงไม่มีใครวิ่งจนเกลี้ยงถัง เพราะเสี่ยงกับรถดับกลางทาง) ซึ่งจากตัวเลขที่ออกมา ถ้ารถติดๆ จะขับได้ราวๆ 560-620 km แต่ถ้าวิ่งไกลๆ จะได้ถึง 800-870 km.
                 AvK/L คือการหาค่าเฉลี่ย Km/ลิตร เนื่องจากการขับขี่จริงๆมีทั้งรถติดและวิ่งไกลๆ ผมจึงอยากหาค่ากลางๆของรถคันนี้ออกมา ตัวเลขปัจจุบันอยู่ที่ 14.15 km/ลิตร
                 AvR/Mo คือการหาค่าเฉลี่ยระยะทางวิ่งใน 1 เดือนเปรียบเทียบกับเติมน้ำมันถังนั้นๆ หรือพูดง่ายๆ หากใครถามผมว่าใช้รถเดือนละกี่โล ผมก็ตอบได้ด้วยตัวเลขตรงนี้ ซึ่งล่าสุด คือ 2,006 กม./เดือน (ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปที่ 1,667 กม./เดือน)
                 AvB/Mo คือการหาค่าเฉลี่ยเงินที่จ่ายไปในการวิ่ง 1 เดือนเปรียบเทียบกับการเติมน้ำมันถังนั้นๆ หรือพูดง่ายๆ หากใครถามผมว่าค่าน้ำมันต่อเดือนเท่าไหร่ ผมก็ตอบได้ด้วยตัวเลขตรงนี้ ซึ่งล่าสุด คือ 4,262 บาท/เืดือน (ต้องขอบคุณราคาน้ำมันดีเซลที่ค่อนข้างนิ่ง ทำให้ตัวเลขตรงนี้ไม่แกว่งมาก)


                
สรุป : มาถึง ณ ตอนนี้ คงต้องนำคำในหัวเรื่องรีวิวมาใช้... คือหากย้อนเวลากลับไปได้ คงใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ นั่นคือเลือก Prius มากกว่า Focus เพราะรถที่ใครหลายๆคนบอกว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ อาจดีและเหมาะสมกับกลุ่มคนอีกส่วนนึง และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่พูดแบบนี้ เพราะเหตุผลดังนี้
1 เครื่องดีเซลที่เสียงค่อนข้างดังภายนอกและภายใน (รวมถึงอาการสั่นสะเืืืทือนเบาๆเวลาอยู่ในรถ) เมื่อเทียบกับเครื่อง Hybrid ที่เงียบสนิท
2 เกียร์ Dual Clutch ที่ทางเทคนิคแล้ว เยี่ยมมากๆ แต่การใช้งานจริงยังไม่ดีเท่าที่ควร (เกิดจากสมองกลหรือ Firmware ของตัวเกียร์) เทียบกับ CVT ของ Prius ที่การส่งกำลังต่อเนื่องไหลลื่นไม่มีสะดุดให้เสียอารมณ์ (รู้เพราะเคยนั่ง Lancer Cedia CVT มา)
3 พื้นที่ภายในที่กว้างขวางนั่งสบายกว่า รวมไปถึงท้ายรถที่จุมากกว่า Focus
4 รัศมีวงเลี้ยว Prius 5.2 แคบกว่า Focus 5.3 ทำให้คล่องตัวในการขับขี่กว่า
5 อัตราเร่ง แม้ Hybrid อาจจะเทียบ Turbo ไ่ม่ได้ แต่น่าจะไม่ด้อยกว่ามากนัก และีที่สำคัญ บางครั้งผมยังรู้สึกว่า Turbo แรงเกินความจำเป็น
6 พวงมาลัยไฟฟ้าของ Prius น่าจะเบากว่า Focus สำหรับขับในเมือง
7 ระบบ Push Start และ Smart Entry ของ Prius ที่คงทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้นในการขนของขึ้นลงรถ รวมถึงเวลาฝนตกด้วย ซึ่ง Focus ไม่มีตรงนี้
8 Cruise Control ของ Prius น่าจะช่วยให้การขับไกลๆไม่เมื่อยเ้ท้า ซึ่ง Focus ไม่มีตรงนี้
9 ความเป็น Toyota ทำให้มีคนซื้อใช้มากกว่า น่าจะช่วยให้ 0 บริการมีความชำนาญในการซ่อมบำรุง Prius มากกว่า
10 ความเป็น Toyota ทำให้มีสมาชิกใน Prius club มากกว่า Focus club แน่นอน ทำให้ข้อมูลเชิงลึกหาได้ง่ายกว่า
11 ความเป็น Toyota ทำให้น่าจะหาอู่ซ่อมได้ง่ายกว่าเมื่อหมดประกัน 0
12 ความเป็น Toyota ทำให้น่าจะหาของแต่งได้ง่ายกว่าในราคาที่ย่อมเยาว์กว่า
13 ความประหยัด ถ้าใช้ในเมือง ยังไงดีเซลก็สู้ Hybrid ไม่ได้ ต่อให้ราคา Gasohol 95 แพงกว่าดีเซลมากก็ตาม เมื่อคำนวณเป็น บาท/km แล้ว น่าจะใกล้เคียง หรือต่ำกว่า

ถ้าจะพูดถึงข้อด้อยในมุมมองส่วนตัวผมเองสำหรับ Prius คงมีแค่พวงมาลัยที่ออกแบบไม่สวยเอาเสียเลย แต่ถ้าได้เลือก Prius จริงๆ คงไปเอาพวงมาลัย CT200H มาใส่แทน (มีคนทำแล้วใน Prius club) ส่วนกระจกมองข้างพับไฟฟ้าไม่ได้นั้น ผมเชื่อว่าสักพักก็จะมีคนทำมาขายในราคาที่เหมาะสม แต่ที่เป็นปัญหาจริงๆ คือเกียร์ที่ไม่มี Shiftlock นี่แหล่ะ แต่ถ้าได้เลือก Prius จริงๆ ก็คงต้องทำใจยอมรับ และหาที่จอดแบบเข้าซองให้ได้ (ไ่ม่ก็เวลาไปจอดตามห้าง ขอความกรุณา รปภ.ให้ช่วยหาที่จอดเข้าซองให้หน่อย)

แต่ยังไงก็อยู่กับ TDCi มา 2 ปีกว่าแล้ว รถก็ไม่ใช่ถูกๆ คงใช้คันนี้ยาวๆไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากนั้นค่อยมาดูกันว่าตัวเลือกอะไรที่เหมาะสมกว่า และตั้งใจกับตัวเองว่า จะใช้เหตุผลให้มากขึ้น...

ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบครับ The End....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 06, 2013, 16:26:17 โดย Valkilrey »

ออฟไลน์

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,199
  • ขับขี่ปลอดภัย
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 13:09:17 »
อ่านแล้วเศร้า ๆ ยังงัยไม่รู้สิครับ
ข้อความที่ผมเขียน ก็แค่ความเห็นความรู้"ส่วนตัว"ของผม จะผิดจะถูกอย่างไรก็ต้องใช้วิจารณญาณกันเองนะครับ

สงสัยอะไรกรุณาถามในบอร์ด ตอบได้จะตอบให้ครับ

ออฟไลน์ Ji.Cl.

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 678
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 18:46:00 »
รู้สึกว่าท่านนี้จะเคยคุยกับผมว่าชอบรถปลายรุ่นมากกว่าต้นรุ่นนะครับ ขอแสดงความคิดเห็นดังนี้

1.เสียง ถ้าอัตราค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงพอกัน การสั่น และเสียง แลกกับการได้เครื่องที่ไม่ซับซ้อน ไม่หนักใจในระยะยาว

2.เกียร์ เกียร์คลัตช์คู่ เป็นเกียร์อัตโนมัติที่ประสิทธิภาพสูงสุดของยานยนต์ตอนนี้ หากโฟกัสยกเกียร์คลัตช์คู่ออก เอา CVT ใส่

  จะอืดลง (อืดลงเล็กน้อยในตัวเลข อืดลงมหาศาลในความรู้สึก ปัจจุบันมีเพียงอัลติสที่ทำเกียร์ CVT ให้รู้สึกแรงได้) และกินน้ำมันขึ้น

3.อันนี้เห็นด้วยครับ

4.ไม่มีความเห็นนะครับ แต่ผมว่ารัศมีวงเลี้ยว 0.1 เมตร ถ้ายังเสียดาย ผมคิดว่าควรจะไปขับ B-Segment รัศมีต่ำกว่า 5 เมตร น่าจะเหมาะกว่า (ไม่ประชดนะครับ)

5.ส่วนต่างอัตราเร่งที่ไม่ได้ใช้ ทำให้คุณเหยียบคันเร่งน้อยลง และแปรเปลี่ยนเป็นการประหยัดน้ำมัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบไฮบริดซับซ้อนมาช่วย ซึ่งจะทำให้เกิดในข้อ 13

6.อันนี้บอกชัดเจนว่าเป็นผู้ขับที่ใส่ใจรายละเอียดด้านโดยสารมากกว่าการขับ เพราะพวงมาลัยที่หนักจะทำให้มั่นใจในการควบคุมมากกว่าโดยเฉพาะออกต่างจังหวัด

7.ค่อนข้างคล้ายข้อ 6 นะครับ อุปกรณ์พวกนี้ผมกลับคิดว่าไม่จำเป็น อยากให้ตัดออกเพื่อลดราคาดีกว่า บิดสตาร์ตเอา เวลามีปัญหาไม่ซับซ้อน

8.เห็นด้วยครับ

9.ด้วยความสัตย์จริง อู่นอกเกือบทุกอู่ชำนาญซ่อมโตโยต้ามากกว่าศูนย์บริการครับ หากต้องการใช้โตโยต้าด้วยเหตุผลข้อนี้ควรมองไปที่อู่มากกว่าศูนย์บริการ

10.น้อยปริมาณ มากคุณภาพ คนที่กล้าเล่นโฟกัสคงยากที่จะเป็นกลุ่มตาเผือกยายอึ่งนะครับ

11.ใช่ครับ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เลี่ยงเข้าศูนย์หลังประกันหมดนะครับ สำนักงานใหญ่ทอดทิ้งลูกค้าได้มากกว่าที่หลายคนคิด (ดูบทความในลายเซ็นผมครับ)

12.ใช่ครับ แต่ยกเว้นพริอุสนะ เคยดูกระทู้ราคากันชน ไฟท้ายของรถพริอุสที่ชนหรือยังครับ เป็นโตโยต้าที่อะไหล่แพงกว่ารุ่นอื่นๆ

13.จริงครับ แต่เผื่อความความเสี่ยงไว้หรือยังครับ ไม่ใช่แค่ค่าแบตนะ (เพราะค่าแบตมันน่าจะถูกลงเรื่อยๆ) แต่ค่าระบบไฮบริดถ้ามันเสีย??

14.เปลี่ยนพวงมาลัยนี่นึกถึงถุงลมด้วยนะครับ ไม่ใช่เปลี่ยนมั่วๆ พอฉุกเฉินขึ้นมาถุงลมไม่ทำงานจะยุ่ง

15.พริอุสรุ่นปัจจุบันกระจกพับไฟฟ้าจากโรงงานตั้งแต่รุ่นต่ำสุดครับ

ออฟไลน์ Quadrifoglio Verde

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 550
  • Remember Life is Hanging in the Balance !
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 21:09:44 »
ด้วยความสัตย์จริง

ขอบคุณในความตั้งใจเรียบเรียงบทความ และความพยายามในการเก็บข้อมูลมากๆครับ

และ

ด้วยความสัตย์จริง ถ้ากลัวเรื่องขายต่อ...ติดต่อผมได้ครับ ผมรออยู่ ..อิๆ  8)
FIAT 131 SuperBrava 1600 T/C 1981
VOLVO 850 GLT 1997
Mercedes W204 C250 CDI AVANTGARDE 2011

ออฟไลน์ Ruksadindan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11,680
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2013, 23:43:14 »
อย่าได้เสียใจไปครับ รถดีเซลก็มีดีในแบบของมัน

ตัวเลขนี่สุดยอดอ่ะ เห็น 14 ได้ง่าย 13 ปลายๆก็เจอบ่อย

ออฟไลน์ MoO Cnoe

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7,348
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 00:48:58 »
ชื่นชมในการทำตารางมากครับ ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันเลย

promt

  • บุคคลทั่วไป
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 01:31:39 »

แต่ยังไงก็อยู่กับ TDCi มา 2 ปีกว่าแล้ว รถก็ไม่ใช่ถูกๆ คงใช้คันนี้ยาวๆไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากนั้นค่อยมาดูกันว่าตัวเลือกอะไรที่เหมาะสมกว่า และตั้งใจกับตัวเองว่า จะใช้เหตุผลให้มากขึ้น...


ลางเนื้อ ชอบลางยา ครับ

แต่

รีวิวที่มีคุณภาพแบบนี้ มีน้อยลงในเวบครับ

ขอบคุณสำหรับรีวิวที่เขียน เรียบเรียง ข้อมูลจากการใช้แบบคับแก้ว เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกอย่างมาก

ออฟไลน์ DF-SLB

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 259
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 04:54:04 »
ผมเอง อาการเดียวกับ คุณ Valkilrey เลยครับ ออกรถพร้อมๆกัน รู้สึกเหมือนกัน ผมเพิ่งไปเมือจีนมาครับ ถนนระกว่างเซี้ยงไฮ้ กับ เมือง นานตง เรียบแบบไม่มีรอยป่ะอะไรทั้งนั้น รถตู้วิ่ง 120 ไม่รู้สึกอะไรเลย  บ้านเราหาถนนแบบนี้ยากครับ รับรุ้ได้เลย ถนนโลกพระจันทร์ประเทศไทยเป็นยังงัย  ผมเองก็คงจะใช้คันนี้ไปยาวๆครับ แต่มีโครงการจะออก CX-5 แล้วล่ะครับ 

ขอขอบคุณที่เขียนรีวิวว์ดีๆแบบนี้ให้ได้อ่านกัน

ออฟไลน์ Valkilrey

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 646
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 11:18:12 »
ขอบคุณสำหรับ feedback จากทุกๆท่านนะครับ

"อ่านแล้วเศร้า ๆ ยังงัยไม่รู้สิครับ"<-- น่าจะเพราะว่า ในชีวิตที่ผ่านมาของผม มักจะตัดสินใจเป็นอย่างดี ผิดพลาดน้อย และโดยเฉพาะเรื่องรถแล้ว หาข้อมูลมานานพอควร แต่สุดท้ายก็ยังพลาดแบบไม่น่าให้อภัยตัวเอง ความรู้สึกที่ใส่ขณะเขียนรีวิวเลยออกมาแบบนั้น....

"รู้สึกว่าท่านนี้จะเคยคุยกับผมว่าชอบรถปลายรุ่นมากกว่าต้นรุ่นนะครับ"<-- จากที่เคยเรียนการตลาดมา ผมมองว่ารถก็เป็นเหมือน product อื่นๆในโลกนี้ ที่มีวงจร Product Life Cycle เหมือนกัน และแต่ละช่วงก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไปดังนี้

1st Phase - Launch
ระยะเวลา : ตั้งแต่เปิดตัวถึงประมาณ 1 ปี
ข้อดีที่ควรซื้อ : ความสดใหม่ ทำให้อยู่ในความสนใจและขายไ้ด้ด้วยตัวมันเองโดยไ่ม่ต้องพึ่งพา campaign อะไรมากนัก (เว้นเสียแต่ว่าการแข่งขันรุนแรง หรือทางค่ายรถต้องการเร่งยอดขายมากๆ)
ข้อเสียที่ยังไม่ควรซื้อ : เนื่องจากเพิ่งเปิดตัว จึงอาจไม่มี promotion อะไรมากนัก และตัวรถอาจมี defect จากการประกอบบ้าง และอาจมีปัญหาที่ยังไม่พบจนกว่าลูกค้าจะซื้อไปใช้กันสักพัก และ option ที่อาจมีกั๊กบางส่วนเพื่อไว้ปล่อยตอน minorchange หรือรุ่นปรับอุปกรณ์ประจำปี

2nd Phase - Growth
ระยะเวลา : น่าจะราวๆ 1 ปี - 3 ปี
ข้อดีที่ควรซื้อ : ความสดใหม่ลดลงไปบ้าง แต่จะได้ในส่วนของความชำนาญในการประกอบตัวรถมากขึ้นจากโรงงาน รวมไปถึงทางค่ายรถอาจมีปล่อย campaign กระตุ้นตลาดบ้าง ทำให้ยังคงความน่าสนใจอยู่
้ข้อเสียที่ยังไม่ควรซื้อ : ด้วยความสดใหม่ที่ลดลงบ้าง รวมถึงหลายๆคนอาจรอให้ minorchange ปรับหน้าตาหรือเพิ่มอุปกรณ์ จึงชะลอการซื้อไว้ก่อน

3nd Phase - Cash Cow
ระยะเวลา : 3 ปี - 4 ปีครึ่ง
ข้อดีที่ควรซื้อ : หลังปรับ minorchange ตัวรถมีความสดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง รวมถึงการประกอบที่นิ่งมากๆ ปัญหาก็น่าจะถูกแก้ไขไปเกือบหมดในรุ่น minorchange และส่วนมากค่ายรถก็จะอัด promotion ในช่วงนี้ด้วยเพื่อปั้มยอดให้มากสุดก่อนเข้า่สู่ phase สุดท้าย
ข้อเสียที่ยังไม่ควรซื้อ : แม้จะถูกปรับความสดใหม่ แต่ลูกค้าหลายๆคนอาจมองว่าอีกไม่นานก็มีตัว modelchange มาแล้ว รอดูหน้าตาก่อน และรถหลายๆรุ่นก็มักจะมีภาพ spyshot หลุดออกมาช่วงนี้ ทำให้เกิดการชะลอซื้อไปก่อน

4nd Phase - Decline
ระยะเวลา : 4 ปีครึ่ง - 5/6 ปี
ข้อดีที่ควรซื้อ : แน่นอนว่าส่วนลด แลก แจก แถม จะประดังประเดมาในช่วงนี้สุดๆก่อนเปิดตัวรุ่นใหม่ เพราะตัวรถสูญเสียความสดใหม่ไปเยอะแล้ว แต่การประกอบที่นิ่งสุดๆ และปัญหาตัวรถน่าจะแก้ไขจนหมดสิ้น ทำให้ความน่าสนใจในการซื้อยังมีอยู่สำหรับคนที่ไม่สนใจรถใกล้ตกรุ่น
ข้อเสียที่ยังไม่ควรซื้อ : ความสดใหม่หายเกลี้ยง คู่แข่งมีรถเปิดตัวใหม่ๆเยอะ แข่งขันได้ยากถ้าไม่ใช่รถเจ้าตลาด ต้องทำใจกับการตกรุ่นหลังซื้อได้ไ่ม่นาน

คนเราซื้อรถแตกต่างกันไป แต่ก็อยู่ภายใน 4 phases นี้ สำหรับผมเอง ที่ชอบรถปลายรุ่น (Cash Cow/Decline) เพราะข้อดีมันเกินห้ามใจจริงๆ เพราะยังไงรถทุกๆคนก็ต้องตกรุ่นเหมือนกันหมด แต่ผมต้องใช้รถไปนานๆ ถ้าตัวรถมีปัญหาการประกอบไ่ม่เนี้ยบ ปัญหาไม่ถูกแก้ไข promotion ไม่ดึงดูดใจให้ซื้อ ทำให้ save เงินในกระเป๋าแล้ว ก็ไม่รู้สึกว่าอยากออกรถรุ่นนั้นๆเลย

"1.เสียง ถ้าอัตราค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงพอกัน การสั่น และเสียง แลกกับการได้เครื่องที่ไม่ซับซ้อน ไม่หนักใจในระยะยาว"<-- ขอบคุณครับที่ให้มองอีกมุมนึง ถึงยังไงรถดีเซลก็คงเลี่ยงเรื่องสั่นและเสียงดังไม่ได้ ได้แต่ทำใจ

"2.เกียร์ เกียร์คลัตช์คู่ เป็นเกียร์อัตโนมัติที่ประสิทธิภาพสูงสุดของยานยนต์ตอนนี้ หากโฟกัสยกเกียร์คลัตช์คู่ออก เอา CVT ใส่จะอืดลงและกินน้ำมันขึ้น"<-- ไม่จริงครับ เพราะจากที่ผมหา้ข้อมูลเชิงลึกมา อัตรากินน้ำมันของ Dual Clutch กับ CVT ใกล้เคียงกัน คือดีกว่า 10% เมื่อเทียบกับ Torgue Converter AT ทั่วๆไปในตลาด ที่สำคัญ ตารางข้างล่างนี่บ่งบอกชัดเจน ว่า Skyactiv-Drive คือเทพแห่งเกียร์



"4.ไม่มีความเห็นนะครับ แต่ผมว่ารัศมีวงเลี้ยว 0.1 เมตร ถ้ายังเสียดาย ผมคิดว่าควรจะไปขับ B-Segment รัศมีต่ำกว่า 5 เมตร น่าจะเหมาะกว่า (ไม่ประชดนะครับ)"<-- จริงๆก็มองตามนั้นครับ ผมอาจคิดมากไป เพราะแค่ 10 cm ไม่น่าเีรียกว่ามีนัยยะสำคัญในการกลับรถหรือถอยจอดเลย

"5.ส่วนต่างอัตราเร่งที่ไม่ได้ใช้ ทำให้คุณเหยียบคันเร่งน้อยลง และแปรเปลี่ยนเป็นการประหยัดน้ำมัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบไฮบริดซับซ้อนมาช่วย ซึ่งจะทำให้เกิดในข้อ 13"<-- เป็นการวิเคราะห์ที่น่าสนใจ แต่จากตารางบันทึกน้ำมันที่ลงไว้ ผมมองว่ามันไม่ได้ดีขึ้นมากนัก

"6.อันนี้บอกชัดเจนว่าเป็นผู้ขับที่ใส่ใจรายละเอียดด้านโดยสารมากกว่าการขับ เพราะพวงมาลัยที่หนักจะทำให้มั่นใจในการควบคุมมากกว่าโดยเฉพาะออกต่างจังหวัด"<-- บุคคลิกพวงมาลัยรถแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน และเราไปแก้ไขอะไรมันไม่ได้ ยังไงความมั่นใจในการคุมรถขับไกลๆก็โอเคอยู่

"7.ค่อนข้างคล้ายข้อ 6 นะครับ อุปกรณ์พวกนี้ผมกลับคิดว่าไม่จำเป็น อยากให้ตัดออกเพื่อลดราคาดีกว่า บิดสตาร์ตเอา เวลามีปัญหาไม่ซับซ้อน"<-- ผมไม่ได้มองถึงเวลามีปัญหาเลย แต่คิดว่ารถหลายๆรุ่นในปัจจุบันก็ใส่ Push Start/Keyless Entry มาให้ โดยเฉพาะ Ecocar ดังนั้นช่างตามอู่ทั่วๆไปน่าจะมีความชำนาญในการซ่อมมากขึ้น

"8.เห็นด้วยครับ"<-- จริงๆมันมีพวงมาลัย Focus ที่สามารถใ่ส่ Cruise Control ได้ แต่เป็นแบบ 4 ก้าน ซึ่งผมไม่ชอบดีไซน์ และกลัวช่างที่ 0 ไม่มีความชำนาญในการถอด-ใส่

"ด้วยความสัตย์จริง ขอบคุณในความตั้งใจเรียบเรียงบทความ และความพยายามในการเก็บข้อมูลมากๆครับ"<-- จริงๆผมคิดว่ารีวิวยังไม่สมบูรณ์ แต่อยากเอาขึ้นเวปให้ได้โดยเร็ว ไว้ผมมีเวลามากกว่านี้จะมาเติมรายละเอียดที่ขาดหายไปครับ

"และ ด้วยความสัตย์จริง ถ้ากลัวเรื่องขายต่อ...ติดต่อผมได้ครับ ผมรออยู่ ..อิๆ"<-- กว่าจะขายต่อ คงไม่ต้องการแล้วมั้งครับ เพราะถึงเวลานั้นจริงๆ คงมีรถที่น่าสนใจมากกว่าคันนี้

"อย่าได้เสียใจไปครับ รถดีเซลก็มีดีในแบบของมัน"<-- ใช่ครับ คล้ายๆเลือกคู่ชีวิต อาจไม่ดีที่สุด แต่ด้วยความจำเป็นหลายๆอย่างก็ทำให้ต้องอยู่กันไปตลอด

"ตัวเลขนี่สุดยอดอ่ะ เห็น 14 ได้ง่าย 13 ปลายๆก็เจอบ่อย"<-- การใช้งานจริงของแต่ละคนนี่ไม่เหมือนกันจริงๆ หลายๆคนใน Focus Club ขับทางไกลทำไำ้ด้ 20-21 ก็มีมาแล้ว แต่ขณะเดียวกัน หลายๆคนยังไม่เคยได้มากกว่า 15 ก็มี ทุกๆอย่างอยู่ที่เท้าขวาอย่างเดียวเลย

"ชื่นชมในการทำตารางมากครับ ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันเลย"<-- ผมมองว่าตัวเลขไม่เคยโกหกเรา และใช้อ้างอิงได้หลายกรณี ถ้าซื้อคันใหม่ ผมก็คงทำแบบนี้อีก เพราะข้อดีอีกอย่างคือ เราจะได้รู้ว่าพอใช้ไปนานๆ อัตราสิ้นเปลืองตกลงไปไหม แค่ไหน ต้องแก้ไขอะไรบ้าง

"แต่รีวิวที่มีคุณภาพแบบนี้ มีน้อยลงในเวบครับ"<-- ผมกลับมองต่างนะ อ่านของหลายๆคน ก็มีคุณภาพทั้งนั้น เพียงแค่คนเรามี background ต่างกัน ผมชื่นชมทุกๆคนที่ลงรีวิวครับ

"ขอบคุณสำหรับรีวิวที่เขียน เรียบเรียง ข้อมูลจากการใช้แบบคับแก้ว เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกอย่างมาก"<-- ยินดีครับ อย่างที่บอกไว้ข้างต้น ข้อมูลยังไม่ครบถ้วน ไว้ผมมีเวลา จะมาเรียบเรียงเพิ่มเติมให้สมบูรณ์กว่านี้

"ผมเอง อาการเดียวกับ คุณ Valkilrey เลยครับ ออกรถพร้อมๆกัน รู้สึกเหมือนกัน ผมเพิ่งไปเมือจีนมาครับ ถนนระกว่างเซี้ยงไฮ้ กับ เมือง นานตง เรียบแบบไม่มีรอยป่ะอะไรทั้งนั้น รถตู้วิ่ง 120 ไม่รู้สึกอะไรเลย  บ้านเราหาถนนแบบนี้ยากครับ รับรุ้ได้เลย ถนนโลกพระจันทร์ประเทศไทยเป็นยังงัย"<-- ถนนเมืองไทยผมมองว่าเหมาะกับยางแก้มหนาๆ แบบว่า series 60 / 65 / 70 เพื่อซับแรงสะเทือนจากพื้นถนน แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มนึงที่ใส่แก้มเตี้ย series 30 / 35 / 40 / 45 / 50 เพื่อการเกาะถนน เสี่ยงกับยางแตกแม็กดุ้ง

ออฟไลน์ Jxxx

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 483
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 11:49:10 »



"2.เกียร์ เกียร์คลัตช์คู่ เป็นเกียร์อัตโนมัติที่ประสิทธิภาพสูงสุดของยานยนต์ตอนนี้ หากโฟกัสยกเกียร์คลัตช์คู่ออก เอา CVT ใส่จะอืดลงและกินน้ำมันขึ้น"<-- ไม่จริงครับ เพราะจากที่ผมหา้ข้อมูลเชิงลึกมา อัตรากินน้ำมันของ Dual Clutch กับ CVT ใกล้เคียงกัน คือดีกว่า 10% เมื่อเทียบกับ Torgue Converter AT ทั่วๆไปในตลาด ที่สำคัญ ตารางข้างล่างนี่บ่งบอกชัดเจน ว่า Skyactiv-Drive คือเทพแห่งเกียร์





ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าพูดถึงการส่งกำลังแล้ว SkyActiv-Drive loss น้อยกว่า Dual Clutch แบบ wet ครับ แต่ยังมากกว่าแบบ dry อยู่ แต่จะไม่มีปัญหาในช่วงออกตัว แบบ Dual (dry) ครับ ส่วนการเปลี่ยนเกียร์เนื่องจากออกแบบวงจรควรคุมและระบบไฮโดรลิคใหม่  มันเลยเปลี่ยนเกียร์เร็วกว่า Dual Clutch ครับ (เช่น 1->2 , 3->4 ผมมีตัวเลขอยู่ครับ แต่ขี้เกียจไปค้น 555)

ส่วนที่สำคัญของ SkyActiv-Drive จริงๆ (และสำคัญมากๆ) อยู่ตรง TCC ครับ (Torque Converter Clutch หรือ ที่เราๆ เรียกกันว่า Lock-up Clutch) พอออกตัวแป๊ปนึงเรื่มมีความเร็วนิดหน่อย (ไม่ถึง 10 kph) มันจะล็อกเลย หมายความว่าตัว Torque Converter ไม่ได้ทำงานแล้ว ไม่มีสลิป ไม่มีการสูญเสียกำลังตรงนี้ แต่ตัว Torque Converter นี่แหละครับทำให้ช่วงออกตัวทำงานได้อย่างนุ่มนวลไม่มีปัญหาเมื่อเทียบกับ Dual Clutch (โดยเฉพาะกับแบบ dry)

ปล. ตอนนี้ Ford ร่วมมือกับ GM กลับมาทำ Multi-step AT อีกแล้ว อย่าไปคิดว่ามีอะไรเทพครับ พัฒนากันไปเรื่อยๆ

http://www.carscoops.com/2013/04/ford-and-general-motors-to-jointly.html

ออฟไลน์ OattoH

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 37
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 12:56:19 »
ขอชื่นชมน้า Valkilrey มากๆครับ ที่เก็บข้อมูลได้ละเอียดสุดยอดดดดด

ผมเองออกรถช่วงเวลาใกล้เคียงกับน้าครับ (มกราคม 2011)
ซึ่งตอนเข้าไปหาข้อมูลใน club ทั้งก่อนและหลังซื้อ ก็ได้อ่านกระทู้ของน้าบ่อยๆ ได้อะไรดีๆ มากมาย
ขอขอบคุณมากครับ

สำหรับเรื่องที่น้า review มานี้ คงไม่ขอ comment อะไร เพราะเป็นความเห็นส่วนบุคคล
ด้วยระยะเวลาการใช้งานใกล้เคียงกัน ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกนิดหน่อย ว่าทำไม ถึงรู้สึกว่าตัดสินใจผิด
ผมคิดว่า TDCi mk2 มันเป็นรถที่เน้นไปด้าน Performance อย่างมาก ตามด้วยรูปลักษณ์(แต่อันนี้แล้วแต่คนชอบ)
ส่วนเรื่องความสะดวกสบาย อันนี้คนออกแบบไม่สนใจเลยซักติ๊ด !

ทำให้คนใช้จะถวิลหารถที่นุ่มนวล สะดวกสบาย กว้างขวาง อะไรทำนองนี้ ผมเองก็เป็นเช่นกัน
ยิ่งบวกกับอายุที่เพิ่มขึ้น สภาพครอบครัว ฯลฯ

อย่างน้อย ถ้าคนที่ใช้รถแบบเน้นการขับขี่ ผมเชื่อว่ายังขับไปยิ้มไปได้ทุกวัน (ตามสโลแกนน้าใหญ่)
แต่ถ้าไม่เน้นขับ คงมีอารมณ์แบบที่น้า Valkilrey เป็น หนักแหงๆ

สุดท้าย ขออนุญาตเสนอ 2 เรื่อง คือ
1.เรื่อง engine break ผมแนะนำ น้ำมันเครื่อง Gulf ผมเพิ่งเปลี่ยนมา เหมาะสำหรับขับในเมื่องมากๆ
  ลื่นมากๆ แบบ ไม่น่าเชื่อ (เดิมผมใช้ Total First Gold มาตลอด) แล้วชีวิตจะเปลี่ยนไป
2.ซื้อรถเพิ่มอีกคันครับ เอาเน้นห้องโดยสาร แล้วสลับใช้เอาครับ ไม่อยากให้ขายเจ้ากัสง่ะ

ออฟไลน์ Valkilrey

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 646
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 16:01:30 »
" ตอนนี้ Ford ร่วมมือกับ GM กลับมาทำ Multi-step AT อีกแล้ว อย่าไปคิดว่ามีอะไรเทพครับ พัฒนากันไปเรื่อยๆ"<-- ขอบคุณท่าน Jxxx มากครับ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Skyactiv-Drive ผมวิเคราะห์ว่าโลกหมุนไปข้างหน้าเรื่อยๆ การพัฒนาต่างๆก็มุ่งไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งระบบส่งกำลังของรถซึ่งหลักๆในปัจจุบันคือ Step-AT, CVT, Dual Clutch ก็คงแข่งขันกันพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวมันเองให้ดียิ่งๆขึ้นไป สำหรับ Dual Clutch ในรถบ้าน อาจมาทีหลัง แต่ก็ถือเป็นแค่ 1 ใน Transmission type เท่านั้น ไม่ได้ดีเยี่ยมในทุกๆด้าน ยังต้องพัฒนาต่อไปอีกเช่นกัน

"ขอชื่นชมน้า Valkilrey มากๆครับ ที่เก็บข้อมูลได้ละเอียดสุดยอดดดดด"<-- อย่างที่บอกไว้ ยังมีบางส่วนที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่นอุปกรณ์ภายในรถ การใช้งาน สิ่งที่ควรมีเพิ่มเติม สิ่งที่แต่งเพื่อความสะดวกเพิ่ม ไว้จะรีวิวเพิ่มภายหลังครับ

"ผมคิดว่า TDCi mk2 มันเป็นรถที่เน้นไปด้าน Performance อย่างมาก ตามด้วยรูปลักษณ์(แต่อันนี้แล้วแต่คนชอบ) ส่วนเรื่องความสะดวกสบาย อันนี้คนออกแบบไม่สนใจเลยซักติ๊ด !ทำให้คนใช้จะถวิลหารถที่นุ่มนวล สะดวกสบาย กว้างขวาง อะไรทำนองนี้"<-- จริงๆแล้วตัว Sedan จะมีท้ายรถที่กว้างกว่า แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวด้าน design ทำให้ทำใจเลือกไม่ลง เพราะ Hatchback ดูสมส่วนกว่า ที่สำคัญ ภายในมาในแนวสีดำซึ่งชอบเป็นส่วนตัว เพราะดูแลรักษาง่ายกว่าสีเบจของ Sedan ส่วนพวงมาลัยแบบ 3 ก้านก็สวยงามกว่า 4 ก้านของ Sedan ด้วย

"1.เรื่อง engine break ผมแนะนำ น้ำมันเครื่อง Gulf ผมเพิ่งเปลี่ยนมา เหมาะสำหรับขับในเมื่องมากๆ ลื่นมากๆ แบบ ไม่น่าเชื่อ (เดิมผมใช้ Total First Gold มาตลอด) แล้วชีวิตจะเปลี่ยนไป"<-- ตอนนี้ยังอยู่ในประกัน 0 3ปี/แสนโล อยู่ คงต้องเข้า 0 ไปก่อนแหล่ะครับ เพราะทาง 0 ไม่ยอมให้หิ้ว นมค. เข้าไปเอง ไว้หมดประกัน 0 แล้วคงเข้าอู่นอกที่หาข้อมูลเตรียมไว้แล้ว

"2.ซื้อรถเพิ่มอีกคันครับ เอาเน้นห้องโดยสาร แล้วสลับใช้เอาครับ ไม่อยากให้ขายเจ้ากัสง่ะ"<-- การเงินไม่พอให้ซื้อเพิ่มครับ แต่ก็มี Project อีกราวๆ 4-5 ปี ให้ลูกโตอีกหน่อย ค่อยขาย City ของแฟนแล้วซื้อ Mini MPV อย่างพวก Freed/Ertiga/Spin/Avanza/Exora แทน (ณ เวลานั้นๆค่อยมาดูว่ามีตัวเลือกอื่นอีกไหม)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2013, 10:24:39 โดย Valkilrey »

ออฟไลน์ Valkilrey

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 646
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 16:11:34 »
ขอเพิ่มเติมอีกหัวข้อละกัน เกี่ยวกับการวิเคราะห์เกจน้ำมันของ TDCi ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านที่ใช้รถเกจน้ำมัน analogue แบบนี้อยู่ในการสังเกตุอะไรต่างๆ หลายๆท่านคงเจอปัญหาว่าเหลือ 1/2 เติมเต็มก็น่าจะเท่านี้ๆ แต่กลับเป็นตัวเลขอื่นไป ผมว่าเพราะรูปแบบถังน้ำมันของรถแต่ละรุ่นมันไม่เหมือนกันนั่นเองครับ รวมไปถึงท่อที่ต่อจากถังน้ำมันขึ้นมาถึงคอถังเวลาเติมด้วย ตรงนั้นก็อาจเพิ่มได้อีก 1-2 ลิตรเลยทีเดียว ด้านล่างนี่คือข้อมูลที่เก็บมาในการเติมครับ



ความเป็นมาก็คือ เนื่องจากผมอยากรู้ว่าแต่ละขีดบ่งบอกปริมาณเติมเต็มเท่าไหร่ และน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน ทั้งการคำนวณระยะทางที่จะวิ่งได้อีก เติมเต็มถังต้องจ่ายประมาณเท่าไหร่ จะเติมให้พอกับของแถมจากปั้มควรจะเท่าไหร่ดี (เช่นแถมน้ำขวดเมื่อครบ 900 บาท หรือราวๆ 30 ลิตร ซึ่งผมทำประจำ เพราะเติมบางจาก) ประกอบกับผมมองว่าตัวเลขจากจอ LCD ตรงหน้าปัดมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะระยะทางที่วิ่งได้อีก หรืออัตราสิ้นเปลือง Litre/100km แต่เข็มบอกปริมาณน้ำมันจะเที่ยงตรงเสมอ เพราะยังไงก็มีแค่ 53 ลิตร ซึ่งถ้าสังเกตุจากเกจน้ำมันเสมอ ย่อมจะคำนวณได้เลยว่าควรหาปั้มช่วงไหนดี (โดยเฉพาะเวลาเดินทางไกล) ทั้งหมดที่กล่าวมา เลยเริ่มทำการถ่ายรูป, บันทึกระยะทางที่วิ่ง และปริมาณน้ำมันเติมเต็มกลับ จากการทดลองมาได้ราวๆ 7-8 ครั้ง ทำให้ได้ข้อสรุปดังนี้ครับ

1] การวิเคราะห์เกจน้ำมันนี้ใช้กับรุ่น TDCi ที่จุ 53 ลิตรเท่านั้น สำหรับรุ่นเบนซินที่มี 55 ลิตร อาจมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง

2] ความแม่นยำของตัวเลข จากการทดลองบ่อยๆ คาดว่ามีถึง 95-98%

3] การ”เติมเต็ม”ของผม คือพอหัวจ่ายตัด ได้กี่บาท จะปัดให้ลงหลักสิบ เช่น 926.8 --> 930.0 หรือ 1,001.6 --> 1,010.0 หรือ 1,109.4 --> 1,110.0 ซึ่งผมว่าคนใช้รถโดยทั่วไปก็ทำแบบนี้เหมือนกัน และนี่คือที่มาของตัวเลขสีเขียวเบอร์ 1 ในภาพ ที่แสดงถึงการเติมเต็มถัง

4] ที่เบอร์ 2 เขียนว่า 2.2 ลิตร คือจากขีดนี้ ถ้าเติมเต็ม จะเติมได้ราวๆ 2.2 ลิตร ซึ่งจริงๆผมอยากเขียนเป็นตัวเลขกลมๆคือ 2 ลิตร แต่จากการทดลองหลายๆครั้ง มันสรุปออกมาเช่นนี้ครับ เลยต้องลงตามความเป็นจริง

5] จะสังเกตุว่าแต่ละขีดจะแบ่งปริมาณน้ำมันเติมเต็มกลับไม่เท่ากัน ระหว่างขีด 2 กับ ขีด 3 ห่างกัน 9.8 ลิตร  และขีด 3 กับ ขีด 4 ห่างกัน  10 ลิตร ถือว่าใกล้เคียงกันมาก แต่พอเป็นขีด 4 กับ ขีด 5 ห่างกันถึง 12 ลิตร

6] เนื่องจากผมนิยมให้เหลือน้ำมันในถังอย่างน้อยๆ 1 ใน 4 เลยไม่มีข้อมูลหลังจากขีดที่ 5 ไปแล้ว เลยไม่รู้ว่า ที่จุด 6, 7 และ 8 มีตัวเลขเท่าไหร่ รวมไปถึงที่ขีด 9 หรือตัวเลข 0 บนหน้าปัด เติมเต็มเท่าไหร่ และเป็นไปได้ไหม ที่เข็มจะชี้ต่ำกว่านั้น? (เบอร์ 10 จากภาพ)

7] วิธีอ่านภาพอีกอย่างนึงคือ ที่เบอร์ต่างๆ เหลือน้ำมันในถังอีกเท่าไหร่ เช่นเบอร์ 3 เหลือในถังอีก 41 ลิตร, ที่เบอร์ 4 หรือครึ่งถัง จริงๆแล้วยังมีในถังอีกถึง 31 ลิตร แม้กระทั่งที่เบอร์ 5 ก็ยังเหลือในถังอีก 19 ลิตร

8] จริงๆแล้วผมอยากจะซอยย่อยลงไปอีก เช่น 8 ลิตรเข็มควรจะอยู่ตรงไหน หรือ 30 ลิตรที่พอจะได้น้ำขวดนั้นอยู่บริเวณไหน แต่ผมคิดว่ามันจะละเอียดเกินไป ซึ่งจากภาพที่ให้ไว้ ก็คงพอคำนวณกันได้อยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2013, 10:25:34 โดย Valkilrey »

ออฟไลน์ gundam126

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 706
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2013, 23:19:02 »
ขอบคุณสำหรับรีวิวดีๆครับ ข้อมูลแน่นมาก แต่ที่ชอบมากกว่าข้อมูลที่แน่นคือ วิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผลครับ

ออฟไลน์ Valkilrey

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 646
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2013, 10:38:52 »
" แต่ที่ชอบมากกว่าข้อมูลที่แน่นคือ วิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผลครับ"<-- น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน ที่ตอนตัดสินใจเลือก ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล...

>> การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆทั้งในและนอกรถ (เน้นเฉพาะที่อยากพูดถึง)

     แผงประตู : คู่หน้าจะมีความหนักแน่นในการปิด ต้องออกแรงมากกว่าปกติ ไม่งั้นจะปิดไม่สนิท ส่วนคู่หลังไม่ต้องใช้แรงมากนัก ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่โครงสร้างแผงประตู หรืออุปกรณ์ภายในแผงประตูที่ต่างกัน
    
     จอ MID กลางเรือนไมล์ : ใช้การควบคุมจากใบพายที่คอพวงมาลัยด้่านซ้าย แทนที่จะเป็นก้านยื่นออกมาจากเรือนไมล์เหมือนรถหลายๆรุ่น ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงแต่เวลา reset Trip เป็น 0 ต้องกดปุ่มค้างไว้นานพอควร แต่คงเป็นระบบป้องกันไม่ให้เผลอไป reset โดยไม่ตั้งใจ (น่าจะคล้ายๆกับการลบ file จากคอม ที่มีการถามอีกครั้งว่าจะ delete ไหม)
    
     ก้านควบคุมเครื่องเสียง : ค่อนข้างแปลกที่รุ่นนี้อยู่ตรงคอพวงมาลัยด้านซ้าย แทนที่จะอยู่ตรงก้านพวงมาลัยตามปกติ ซึ่งเท่าที่ใช้งานดู ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือเวลาเลี้ยวรถ ยังสามารถกดปุ่มเปลี่ยนได้ตามปกติ เพราะถ้าอยู่ตรงก้านพวงมาลัย เวลาเลี้ยว ต้องบิดแขนตาม
    
     ท้ายรถ : เปิดขึ้นได้ด้วย shock absorber 2 ก้านซ้าย-ขวา ซึ่งเปิดขึ้นค่อนข้างสูง จากที่กะจากสายตา น่าจะสูงราวๆ 185 cm ทำให้ถ้าจอดรถในห้างที่เพดานเตี้ย จะชนเพดาน ดังนั้นต้องระวัง แต่ผมติดคิ้วกันกระแทกไว้ ซึ่งก็พอกันได้บ้าง การเปิดขึ้นไม่เป็นปัญหา แต่เวลาปิดลงจะต้องใช้แรงพอควร ส่วนตัวผมเองโอเคอยู่ แต่ถ้าเป็น ญ หรือคนสูงอายุหน่อย อาจปิดไม่ลง ตรงนี้้น่าจะอยู่ที่การ set ความหนืดของตัว shock absorber มาตั้งแต่แรก อีกอย่างที่อยากพูดถึง คือไฟสัมภาระท้ายรถ ที่สว่างน้อยมากๆ ไม่สะดวกเวลาหาของตอนมืดๆ ผมเลยไปติดไฟ SMD สีขาวเพิ่ม เพิ่มความสว่างได้โอเคอยู่ ที่อยากพูดอีกอย่างคือล้ออะไหล่ ของติดรถให้เป็นแม็กมา ซึ่งจากที่หาข้อมูลมา ไม่เหมาะสมเท่าล้อกระทะแบน เพราะหนักกว่า ทำให้หยิบเข้าออกลำบาก และทำให้สูญเสียพื้นที่ท้ายรถไปพอควร ที่สำคัญ หลุมล้ออะไหล่เค้าออกแบบมาให้ใส่ล้อกระทะแบน พอ Ford Thailand ใส่ล้อแม็กแทน ทำให้ถ้าไม่ปล่อยลมให้ล้อแบนก่อน จะเอาออกจากหลุมไม่ได้ ผมเลยหาล้อกระทะแบนมาใส่แทนที่ เวลายางแบนก็เปลี่ยนได้ง่ายขึ้น
    
     เกียร์ : เป็นแบบกดปุ่มที่หัวเกียร์แล้วเลื่อนขึ้นลงตรงๆ ที่ชอบคือเวลาขยับเปลี่ยนโหมด ไ่ม่มีอาการรถกระตุกให้เสียอารมณ์ แต่ที่เีสียอย่างคือ ช่อง shiftlock ที่ปิดไว้แน่นหนามาก ผมต้องหาอุปกรณ์แงะให้เป็นเปิดไว้ตลอด เวลาใช้งานจริงจะได้ไม่เีสียเวลา
    
     แอร์ : แผงควบคุมมีปุ่มที่เล็กไปสักหน่อย สำหรับผมโอเคอยู่ แต่ถ้าเป็นคนสูงอายุใช้งาน อาจมีปัญหาในการปรับค่าต่างๆ จริงๆแล้วผมชอบแบบหมุนมากกว่า เพราะแอร์ digital อาจเสียได้ง่ายและซ่อมยากกว่า แพงกว่า
    
     เครื่องเสียง : เดิมๆเป็นแบบ CD 6 แผ่น ซึ่งใช้งานโอเคระดับนึง แต่ไม่ตอบโจทย์ผม และเนื่องจากอยากได้แบบตรงรุ่นเพื่อความสวยงาม เลยหา front ตรงรุ่นมาใส่ เป็น 7" touchscreen ที่มี USB / navi / กล้องมองหลัง ซึ่งช่วยในการถอยรถได้มาก
    
     กล่องใส่ของที่พักแขนระหว่างเบาะคู่หน้า : ช่องเก็บตื้นมาก น่าจะเพราะต้องออกแบบให้มีช่องลมไปเป่าแอร์เบาะหลัง จึงวางของได้ไม่มาก แต่ที่พักแขนด้านบนสามารถเลื่อนหน้า-หลัง ได้ ทำให้สะดวกกับการวางแขนมากขึ้น

     พนักพิงหัวเบาะหลัง : สามารถเลื่อนขึ้นลงได้ตามสรีระคนนั่ง แต่ที่ไม่ชอบอย่างคือ เป็นแบบ L คว่ำ ดังนั้นถ้ามีคนนั่งหลังสูงๆ ต้องเลื่อนขึ้น ทำให้บดบังมุมมองกระจกหลังไปพอควร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2013, 10:45:37 โดย Valkilrey »

ออฟไลน์ Boonkrub

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 49
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2013, 19:27:58 »
ความชอบของคนไม่เหมือนกันจริงๆ
ผมเองเคยใช้ Focus 5dr 2.0 กลับมีความรู้สึก
1. ไม่ชอบที่การกินน้ำมัน ค่อนข้างเยอะ
2. อืด อัตราเร่งไม่ทันใจ

แต่ ที่ชอบมากๆคือ
1. เบาะ นั่ง ยาว รองรับใต้เข่า สบายมากๆ โดยเฉพาะเวลาขับทางไกลหรือรถติด
อันนี้ลองวัดเทียบกับ altis และ e39 พบว่ายาวกว่าจริง 3-5 ซม. เบาะดีสุดตั้งแต่เคยใช้รถ
2. การขับขี่ ที่ให้ความรู้สึกมั่นคงมากๆ
เมื่อเร็วๆนี้ผมลองไปขับ prius จากศูนย์ ให้ความรู้สึกที่ต่างกันมากๆ
ข้อดีเรื่องเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบ อัตราเร่งดี เจอ เสียงพลาสติกดังตรงโน้น ตรงนี้
และการทรงตัวที่นุ่มเกินไป
ที่ขายไปเพราะ มันมีกลิ่นพลาสติกแถวๆ คอนโซลที่หาสาเหตุไม่ได้ และไม่มีที่จอดในร่ม

ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ csamabat

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 636
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2013, 13:32:50 »
ขอบคุณครับ ได้อะไรเยอะจากกระทู้นี้ :) ;)
1990 bmw e30 318i Mt 4 door
1992 bmw e36 318iA 4 door
1992 bmw e30 318i At  4door
1993 bmw e36 318i 4 door
1985 bmw e30 325iS cope
1991 bmw e30 318i Mt 4 door
1992 toyota corolla ae92  1.6 se limited
1993 toyota corolla ae101 1.6 Lx limited
1991 Nissan nv van SLX 1.6 At
2006 toyota avanza 1.3 E Mt

ออฟไลน์ Nlight

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 764
  • พิมพ์ผิดประจำ
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2013, 14:48:39 »
ขอบคุณสำหรับรีวิว และบทเรียนครับ  :)

ออฟไลน์ jumpon77

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,367
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2013, 20:50:12 »
ชอบมากๆๆครับถามหน่อยครับเข้าศูนย์อยู่หรีอเปล่าอะ
http://facebook.com/jumpon.hiranyanon
https://twitter.com/jumpon77     คุยได้นะครับ.
 Corolla Altis 1.8 E MT MY2008 Corolla Altis 1.6 J AT my2011 Isuzu D-MAX Spark my2003

ออฟไลน์ jimsrsa

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 406
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2013, 11:01:20 »
เป็นรถที่ผมชอบและอยากได้ถ้าเอามาขับเองคนเดียว ตอนซื้อจริง ครอบครัวต้องมาก่อน ไม่พ้นรถตลาดอยู่ดี

ออฟไลน์ mypop

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 244
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2013, 11:57:50 »
ไม่ได้เป็นแฟนคลับทั้งสองยี่ห้อนะครับ


แต่ผมชอบช่วงล่าง อัตราเร่ง งานประกอบ ของ โฟกัส อย่างมากครับ

จขกท รีวิวได้ดีมากครับ

ออฟไลน์ woradon_79

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 238
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2013, 19:16:24 »
ขอบคุณสำหรับรีวิวดีๆครับ ข้อมูลแน่นมากกกก
HONDA CR-V G1 (Sold)
HONDA HR-V (Sold)
BMW X1 E84 (Sold)
Mercedes Benz E220 W124
HONDA Civic FK

ออฟไลน์ Valkilrey

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 646
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: มิถุนายน 11, 2013, 10:17:15 »
ยังเข้า 0 อยู่ครับ ไว้ครบ 3 ปีก่อน จึงจะเบนเข็มไปอู่นอกที่เล็งไว้แล้ว

ออฟไลน์ RATTAPON

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 143
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2013, 11:23:43 »
ขอบคุณครับน้าValkilreyข้อมูลรายละเอียดการใช้งานละเอียดมากเลยครับ  เก็บสถิติการใช้งานของรถได้ละเอียดมากครับ  ผมก็มีความคิดเห็นเหมือนกับน้าครับ เจ้าTDCI ใช้ในเมืองรถติดมากๆ ผมว่าไม่ค่อยจะประหยัด และเกียร์ก็กระตุกเหมือนที่ว่าครับ  แต่ถ้าเอาไว้วิ่งทางไกลๆขับข้ามจังหวัดผมว่าประหยัดและเป็นรถขับสนุกครับ
ตอนนี้ผมเลยต้องออกแอลมิร่าเพื่อไว้ขับในเมืองอีกคันนึงครับ  เจ้าโฟกัสเอาไว้วิ่งทางไกลอย่างเดียวครับ...
ปล.ผมคนที่เจอน้าValkilreyที่เขาใหญ่ครับTDCIสีเงินครับ :D :D ;)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 19, 2013, 01:23:15 โดย RATTAPON »

ออฟไลน์ aoddy1

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 562
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2013, 03:59:08 »
ข้อมูลแน่นจริง การตัดสินใจบ้างครั้งสำหรับเราอาจไม่ดีเสมอไปแต่ต้องยอมรับมันได้ ถ้าเป็นผมผมคงนึกถึงข้อดีของเจ้ากัสแหละครับขับสนุกเอาไว้เที่ยวไกลๆค่าน้ำมันถูกกว่า ส่วนฟรีอุสถ้าให้ผมซื้อก็คงไม่เพราะเคยขับรถเพื่อนจาก กทม.-ชัยภูมิ แล้วไม่ชอบเอามากๆเหมือนไม่ได้ขับรถอะครับ มันเหมาะกับรถติดๆมากกว่า ถ้าผมเป็นเจ้าของกระทู้ผมคงเลือกครูซ เพราะหล่อมากๆถูกใจสุดถึงตอนนี้ก็ยังชอบอยู่ แต่พอเห็นข่าวเกียร์พังรายวันแล้วเพลียใจ รถอะไรรูปหล่อแต่ขี้โรคชมัด

ออฟไลน์ NoName__???

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,788
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2013, 11:17:05 »
ที่บ้านมีเก๋งดีเซลเหมือนกันค่ะ แต่ส่วนตัวHappyนะ เป็นรุ่นเก่ากว่าของพี่ จขกท อีก
ในเมืองรถติดก็อย่างที่ว่า 2บาทนิดๆตอนรถติด แต่ถ้าได้ออกต่างจังหวัดเมื่อไหร่นะ
ขับสนุกมาก  1 บาทกว่าต่อกิดลเอง เต็มถัง 1600 วิ่งได้ พันกว่าโลค่ะ แต่ปกติวิ่ง 140 เลยจะกินบ้าง ได้ประมาน 1000โลนิดๆต่อ 1ถัง
ส่วนตัวไม่ค่อยซีเรียสกับเรื่องเสียงดังนะ เพราะในรถเงียบใช้ได้เลย เรื่องสั่นมีบ้างรับได้

เคยคิดมองๆพรีอุสเหมือนกัน แต่ถ้าให้ต้องเพิ่มตังซื้อคงไม่คุ้มกับราคาส่วนต่างที่ต้องเพิ่มกับค่าน้ำมันที่ประหยัดกว่ากันไม่ได้มากนัก
แต่อะไหล่พรีอุสเหมือนจะไม่ค่อยถูกนะ เท่าที่หาข้อมูลมา ไฟหน้าก็มี 2หมื่นแล้ว ระยะยยาวการเก็บประจุของแบตจะเสื่อมลงมั้ย แบบแบตNotebook หรือ แบตรถยนต์
ค่าบำรุงรักษา ดีเซลก็คงสบายกว่าเยอะ นี่โชคดีคันที่ใช้เป็นเกียร์ 5 speedธรรมดาเลยไม่มีปัญหาอะไรมาก

ออฟไลน์ TDCI

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 397
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: มิถุนายน 20, 2013, 16:04:25 »
แต่ผมกลับกันเลย ยังรักน้องกัสเหมือนเดิม

ข้อดี

1 ถัง 53 ลิตร ผมพาเจ้ากัสกลัีบบ้านที่นครศรีธรรมราช แบบ 1 ถังยังเหลือทุกครั้ง
ทุกวันนี้วิ่งกทม.ชานเมืองวันละประมาณ 85 โล ค่าน้ำมันเดือนละไม่เกิน 4,200 บาท
(คลองเตย-บางใหญ่)

ช่วงล่างคงไม่ต้องพูดถึง เข้าส่งเดชยังเอาอยู่ อัตราเร่งอย่างที่รู้กัน แต่ปกติผมขับเร็ว
เฉพาะที่จำเป็น

ครบ 1 แสนโลแล้ว ไม่เคยงอแง

ข้อเสีย

รำคาญศูนย์บริการในบางครั้ง  เคยรอครึ่งวันเพื่อเปลี่ยนแบตฯมาแล้ว (ศูนย์สีลม)

ตอนนี้มองหามินิแวนสักคัน เล็ง Honda FREED อยู่   เอาไว้เวลาไปซื้อของ

ส่วนกระบะไม่มองเลย มันไม่มีที่จอด พวกพี่จะแข่งกันใหญ่ไปถึงไหน



ออฟไลน์ kukonba

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 361
  • เที่ยวไปให้ทั่วเมืองไทยเถอะครับ
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: มิถุนายน 24, 2013, 10:28:15 »
แอบมาดูขอบคุณครับ

ออฟไลน์ wooot

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 224
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2013, 20:10:26 »
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ครับ เป็นกระทู้คุณภาพมากๆ เก็บข้อมูลเกือบเป็นงานวิจัย
นี่ถ้าลองเอาข้อมูลใส่ใน spss วิเคราะห์ t test หรือ ANOVA ด้วย เอาไปเป็นแหล่งอ้างอิงได้เลย  ;D
เข้ามาอ่านเพราะเป็นรถที่ผมชอบมากๆๆ แต่ตอนที่ต้องการซื้อคือตอนที่เลิกผลิต เหลือคันเดียวสีฟ้า เลยจบที่ prius mc

ออฟไลน์ boontarin

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 43
    • อีเมล์
Re: รีวิว Ford Focus TDCi Mk2 Powershift : หากย้อนเวลาได้...
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2013, 21:36:09 »
ไม่ไหวครับ เหตุผลมากเกิน 555 ผมว่าของใช้งาน ถ้าสิ่งที่จะอยู่ด้วยกันไปนานๆ ต้องซื้อที่ emotional แหละ ถุกแล้ว ถ้าคิดเยอะไป ฉี่เหลืองเปล่าๆครับ

สำหรับผม รถทั้วไป ผมว่ามันไม่น่าจะมีคำว่า "แรงเกิน" นะครับ

และเห็นว่า ถ้า จขกท คิดว่าตัดสินใจผิด ทำไมไม่เปลี่ยนซะเลยล่ะครับ ทนใช้ในสิ่งที่ไม่ค่อยชอบ ผมว่ามันทรมาน
Freedom is the rights of all sentient beings.