โพลล์

เลือกรถที่ท่านชอบ ในรุ่นมาตรฐาน ในราคาให้ฟรี...

BMW F30
58 (54.2%)
Mercedes Benz C Class
37 (34.6%)
Toyota Collora Altis
4 (3.7%)
Honda Civic
1 (0.9%)
Mazda 3
5 (4.7%)
Nissan Sylphy
1 (0.9%)
Chevrolet Cruze
1 (0.9%)

จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 104

ผู้เขียน หัวข้อ: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น  (อ่าน 11470 ครั้ง)

ออฟไลน์ XL_SiZe

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,041
รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 12:32:14 »
โหวตก่อนจ้า ค่อยมาอ่าน..........


.


.


.

พอดีได้ไปอ่านในกระทู้หนึ่งมาครับ
http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php/topic,42752.0.html
ในกระทู้นั้น แนวโน้มเชิงประมาณว่า

รถยุโรปจริง ๆ แล้วแพงเพราะภาษีนะ แพงเพราะโลโก้นะ
แพงเพราะคนไทยยอมให้แพงนะ ซื้อไม่ลงหรอก เพราะมันไม่ได้ดีกว่าเลย

ผมจึงสงสัยมากว่า มันไม่ดีกว่าเลยจริงหรือ???
ในส่วน การขับขี่ การออกแบบ วัสดุอุปกรณ์ โครงสร้าง ความทนทาน เป็นอย่างไรครับ
ตัดภาพลักษณ์ออก และ ห้ามเอาราคามาพูดนะครับ เพราะหลายท่านบอก แพงภาษีครับ จริง ๆ รถไม่ได้แพง...

ปล. ยังไม่รู้ผลโหวต แต่น่าจะเป็นคำตอบได้  :D :D :D :D :D

GreenG

  • บุคคลทั่วไป
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 12:34:06 »
ตอบ Altis ไปเพราะขับรถในไทย

แต่ถ้าผมอยู่ยุโรป ผมคงเลือก C-class ครับ

ออฟไลน์ Alcatraz

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,609
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 13:16:28 »
ผมไม่ได้กดโหวตให้ เพราะมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่มีประโยชน์

เรื่องที่ จขกท สงสัยไปลองขับดูจะรู้เองดีกว่า ว่าต่างกันขนาดไหน ไม่ต้องมานั่งเทียนรอความเห็นคนอื่นว่า ไอโน่นดี ไอนี่ห่วย บางทีคุณไปลองแล้วอาจบอกว่าอัลติสดีกว่าซีรี่ย์ 3 ก็ได้

คนมีเงินซื้อของระดับล้านขึ้นไปไม่ได้โง่นะครับ ถ้าโง่ไม่มีเงินล้านหรอก ผมไม่ได้พูดถึงราคารถนะ ผมพูดรวมทุกอย่างในโลกนี้ อย่างนาฬิกาเรื่อนละแสนกับห้าร้อยก็บอกเวลาได้เหมือนกัน ทำไมเรือนละแสนถึงยังขายได้

ออฟไลน์ localgame

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,592
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 13:28:10 »
ผมว่ากระทู้แนว ยุโรป vs ญี่ปุ่น นี่มีมาทุกเดือนเลยจริงๆ ผมว่าคนเรายังแยกไม่ออกระหว่างรถกลุ่มพรีเมี่ยมกับรถตลาดทั่วไป ไม่งั้นจะไม่เห็นตัวเลือกมาในลักษณะนี้

จากตัวเลือกที่ให้มาทั้งหมดมีแบรนพรีเมี่ยมอยู่แค่เบนซ์กับบีเอ็ม ที่เหลือเป็นรถmassทั่วไป เอาตามหลักแค่นี้ก็รู้อยู่แล้วว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกรถอะไร ของแบบนี้มันเทียบกันไม่ได้ครับ

รถพรีเมี่ยมจัดเต็มเรื่องออพชั่น โครงสร้างตัวรถ เครื่องยนตร์ดีกว่า ช่วงล่างมาเต็มกว่า C-Class กับ Series 3 โครงสร้างรองรับได้เกินกว่า500ม้า ส่วน civic altis Sylphy mazda3 Cruze

โมให้ถึง300ม้า รถก็แทบจะรับไม่ไหวแล้ว แค่นี้ก็ต่างกันตั้งแต่โครงสร้างแล้วครับ ถ้าจะเทียบญี่ปุ่นกับยุโรปจริงๆเอา รถพรีเมียมมาเทียบกับเถอะครับ แบบ Lexus Acura Infiniti vs Benz Bmw ประมานนี้จะดูใกล้

กันมากกว่า ส่วน honda toyota mazda vs Volk Citroen Skoda แบบนี้จะดูดีกว่านะครับ ยังไงรถต่างระดับกันมันก็ไปวัดกันไม่ได้อยู่แล้ว

ออนไลน์

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,179
  • ขับขี่ปลอดภัย
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 13:32:01 »
คนรวย ไม่ได้โง่  ถ้าโง่คงไม่รวย

เอาเฉพาะในเรื่องของรถนะครับ คำนี้มันใช้ไม่ได้หรอกครับ ความรวยไม่ได้วัดว่าคนนี้จะฉลาดเรื่องการเลือกซื้อรถนะครับ

เอาแค่ตัวอย่างแย่ ๆ ที่เห็นได้ กระหรี่รวย ๆ มีเยอะไป ซื้อรถอะไรก็ไม่ได้แปลว่าเขารวยเพราะฉลาดหรือโง่ แค่ว่า เขาหาเงินเก่ง ไม่ได้แปลว่าเขาหาเงินอย่างฉลาดและใช้อย่างฉลาด


เรื่องอื่นไม่ขอพูด
ข้อความที่ผมเขียน ก็แค่ความเห็นความรู้"ส่วนตัว"ของผม จะผิดจะถูกอย่างไรก็ต้องใช้วิจารณญาณกันเองนะครับ

สงสัยอะไรกรุณาถามในบอร์ด ตอบได้จะตอบให้ครับ

ออฟไลน์ 2k

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,564
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 14:43:48 »
รถยุโรปดีกว่าครับแต่มันแพงเพราะภาษีไปจริงๆ  :P ที่ผมคิดคือราคาค่าตัวของรถยุโรประดับพรีเมี่ยมแพงกว่ารถญี่ปุ่นระดับเดียวกันเกือบๆ3เท่า แต่ว่าประสิทธิภาพความต่างของรถญี่ปุ่นกับรถยุโรปมันไม่ได้ต่างระดับ3เท่าที่ความเร็วสูงสุดแล่นได้600กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือเข้าโค้งหักศอกได้ดีกว่ารถญี่ปุ่นสามเท่าแบบนั้น  :P แต่ก็อีกนั่นแหละถ้าเอารถยุโรปกับรถญี่ปุ่นมาทดสอบขับแบบรีดเร้นประสิทธิภาพสูงสุดทุกจังหวะเช่นเข้าโค้งจนออกอาการแทบหลุดโค้ง เหยียบเร่งไต่ความเร็วไล่ระดับเกียร์เองแบบไม่สนใจสุขภาพเกียร์ยังไงรถยุโรปก็ไปได้เร็วและทำได้ดีกว่ารถญี่ปุ่นทุกช่วงความเร็วอยู่ดี  :P ความต่างเรื่องของคุณภาพเหล็กที่เอามาใช้ทำตัวถัง คานเสริมตามจุดจ่างๆ วัสดุที่นำมาใช้ทำเครื่องยนต์ ที่รวมกันออกมาแล้วเป็นควมต่างในการใช้งาจจริงๆแบบไม่มองออพชั่นต่างๆ แล้วไอ้ความต่างตรงนี้นี่แหละมันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแล้วว่าจะตีราคาให้ต่างกันระดับกี่บาท? สำหรับผมให้ไม่ต่างกันราคาระดับสามเท่าแบบนี้ แต่คนอื่นจะมองว่าไม่แพงก็แปลกเพราะระบบความคิดของคนไทยมองว่ารถยุโรปต้องแพงต้องจ่ายสูงกว่ารถญี่ปุ่นบ้านๆเพื่อแลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ใครใคร่ซื้อก็ซื้อตามแต่สะดวกกัน  :) ผมไม่เห็นด้วยกับราคาขายรถยุโรปที่มันสูงเกินไปแบบนี้แต่จะให้แก้กฏหมายภาษีก็ไม่มีมีวันที่จะได้เห็นในชาตินี้แน่นอน คนที่พอใจกับรถยุโรปราคานี้ก็จะให้ประโยชน์กับผมเหมือนกันในยามที่พวกเค้าขายต่อมาให้ผมซื้อต่อนี้แหละ  ;D
หมาเฝ้าบ้านแจกฟรีจ้า www.dogfindhome.com


ออฟไลน์ aobness

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 692
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 14:54:15 »
ผมว่าต่างตั้งแต่ฟิลลิ่งเปิดปิดประตูละนะ

ออฟไลน์ Alcatraz

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,609
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 15:06:52 »
คนรวย ไม่ได้โง่  ถ้าโง่คงไม่รวย

เอาเฉพาะในเรื่องของรถนะครับ คำนี้มันใช้ไม่ได้หรอกครับ ความรวยไม่ได้วัดว่าคนนี้จะฉลาดเรื่องการเลือกซื้อรถนะครับ

เอาแค่ตัวอย่างแย่ ๆ ที่เห็นได้ กระหรี่รวย ๆ มีเยอะไป ซื้อรถอะไรก็ไม่ได้แปลว่าเขารวยเพราะฉลาดหรือโง่ แค่ว่า เขาหาเงินเก่ง ไม่ได้แปลว่าเขาหาเงินอย่างฉลาดและใช้อย่างฉลาด


เรื่องอื่นไม่ขอพูด


ผมก็ลืมนึกไป จริงๆมีอีกหลายพวก อย่างพ่อแม่รวย วันนั้นเห็น 370z สวย หรือแฟนเชียร์ให้ซื้อก็ซื้อไป อยู่ๆบอกอยากได้รถเปิดหลังคา ขายดาวน์ไปออก slk ตัวใหม่
แปปๆ อยากได้รถสูง ดาวน์ไปออก macan อีกทั้งๆที่แต่ละคันไมล์ยังไม่พ้น 4 หลักเลยเห็นแล้วเสียดายราคาที่หายไป แต่ก็มีพวกที่รอช้อนรถแบบนี้แยอะอยู่

กลับมาเรื่องเดิม ตามตัวอย่างที่ยกไปข้างบน แสดงให้เห็นอะไรบ้าง Brand value อยู่ๆมีคนมาถาม Honda กับ BMW รถใครดีกว่า คนทั่วๆไปแม้แต่เด็กอนุบาลยังตอบได้เลยรถอะไรดีกว่า แต่ถ้าคนเล่นรถอาจมีสงสัยว่า Honda นี่รถอะไร BMW นี่รถอะไร ถ้าบอกว่า Honda NSX กับ BMW i8 หลายคนอาจจะบอกว่า NSX ดีกว่าในขณะที่ราคาเท่าๆกัน นี่คือการเปรียบเทียบที่มวยถูกคู่ ไม่ใช่เล่นเอา c class ไปเทียบกับ civic แล้วถามว่าให้ฟรีเอาคันไหน

ออฟไลน์ TheZero

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 594
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 15:29:19 »
ผมว่ากระทู้ไม่ค่อย สร้างสรรค์ครับ

ดูข้อมูลกันเองละกันครับ อย่าใช้ความรู้สึกครับ
ถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดี คงไม่ขายได้เป็น แสนคัน หรอกนะครับ

ยอดขาย 2014 ของ UK

BMW 138,338 คัน Market share 6.01%
Nissan 138,338 คัน Market share 5.59%
Mercedes-Benz 124,419 คัน Market share 5.02%
Toyota 94,012 คัน Market share 3.8%

Most popular cars in 2014

1) Ford Fiesta 131,254
2) Ford Focus 85,140
3) Vauxhall Corsa 81,783
4) Volkswagen Golf 73,880
5) Vauxhall Astra 59,689
6) Nissan Qashqai 49,909
7) Volkswagen Polo 48,004
8) Audi A3 45,581
9) Fiat 500 44,005
10) Nissan Juke 39,263

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 16:26:27 โดย TheZero »

ออฟไลน์ yoyoyo

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 83
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 15:31:28 »
ตามตัวเลือกที่ให้มา ถ้าตัดเรื่องราคากับยี่ห้อออก แค่เข้าไปนั่งในห้องโดยสาร 2ยี่ห้อแรกก็กินขาดแล้วครับ

ตัวเปรียบเทียบต่างกันเกินไปครับ

ออฟไลน์ NarinrachMaisok

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,620
  • Das Auto
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 15:54:11 »
ผมมีคำถามครับปีนึงเราได้ภาษีรถยนต์นำเข้ากี่บาท แล้วเราเอามาคำนวนว่าหารเฉลี่ยนต่อคนเนี่ยเป็นภาษีคนละกี่บาท จะได้ช่วยๆกันจ่ายทดแทนในส่วนนั้น รับรองได้เห็นรถยุโรปปลอดภาษีแน่ๆ ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าจะยอมจ่ายกันรึเปล่า หลายๆคนที่บ่นๆเนี่ย ก็ยังไม่ได้ซื้อยุโรปซักคันเลยครับ แต่บ่นกันเป็นหมีกินผึ้งแทนคนซื้อรถยุโรปเลย คนไทยนิสัยแย่อยู่อย่าง จะเอาให้ได้ตามใจทุกอย่าง รถต้องดี ราคาต้องถูก ออฟชั่นต้องเต็ม อะไรแบบนี้ถ้านึกภาพไม่ออกก็คงราวๆ ช่วงล่างขับสี่แบบแลมโบ ภายในฟรุ๊งฟริ๊งแบบ benz และยังต้องประหยัดแบบดีเซลไฮบริด+แก๊สอีก แถมค่าซ่อมบำรุงต้องถูกแบบพี่โต ..........เออเอากะมันสิ

ปล.ผมไม่ได้สนับสนุนให้เราซื้อของแพงโดยไร้เหตุผลนะครับ แต่เรื่องบางเรื่องมันก็ซับซ้อนเกินที่เราจะเข้าใจ ก็อย่าไปใส่ใขมันเลยครับ สู้เอาเวลาไปปรับตัวให้มันเข้ากะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปดีกว่า มีความสุขกว่าเยอะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 16:14:58 โดย NarinrachMaisok »

ออนไลน์

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,179
  • ขับขี่ปลอดภัย
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 16:15:15 »
ใครก็ได้ช่วยตอบผมที รถยี่ปุ่นที่อังกฤษ c-seg กี่บาท รถยุโรป c-seg กี่บาท จะได้รู้ว่า ที่ไทยเนี่ย อัตราเรตราคา มันต่างกันแบบไหน แต่ที่แน่ๆ เหมือนเคยได้ยินแว้บๆ รถยี่ปุ่นที่ต่างประเทศก็ 7-8แสน รถยุโรป ล้านต้นถึงล้านกลาง ล้าน งั้นเวลาขายในไทยทำไม รถยุ่นยังขายราคา7-9แสนหรือล้านต้นเหมือนเดิมล่ะครับ ทั้งๆ ที่ประกอบไทย อะไหล่ก็ส่วนใหญ่จะอยู่ในไทย ผม งง กะราคาการขายครับ ถ้ารถยุโรป ราคาที่เค้าขายได้หรือควรจะขายจริงๆ คือล้านต้นๆถึงล้านกลางๆ แล้วรถยี่ปุ่นล่ะ ควรจะขายกี่บาทครับ  

ปล.สำหรับผมคือถ้าซื้อไหวก็ซื้อถ้าซื้อไม่ไหวก็ไม่ซื้อแค่นั้นครับ ไม่นั่งเสียเวลาคร่ำครวนว่าทำไมไม่ขายเท่านั้น ทำไมไม่ขายเท่านี้ เราซื้อรถยุโรปราคานี้เหมือนโง่เลย เราซื้อรถยี่ปุ่นคนอื่นจะมองเรากระจอกมั้ยนะ อะไรต่อมิอะไร บลาๆๆๆ ถ้ามานั่งคิดแบบนี้ปวดหัวตายครับ ราคาขายของรถยนต์ มันค่อนข้างซับซ้อนซ่อนเงื่อน เพราะงั้นไปคิดตามก็ปวดหัวเปล่าๆ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ที่แน่ๆ คนมีเงินส่วนใหญ่ เค้าไม่ค่อยมานั่งคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้หรอกครับ เค้าอยากได้เค้าก็ซื้อ แทบจะน้อยมากที่จะมานั่งคิดคำนวนว่ามันคุ้มค่าทั้งราคาและคุณภาพรถตามอัตราสัดส่วนของราคารึเปล่า  มันหยุมหยิมไปหน่อย

อยากรู้ราคารถแบบไม่มีภาษี ให้ดูที่ อเมริกาครับ ราคา Invoice ใน Title น่าจะตอบคำถามเรื่องราคาว่ารถไทยแพงแค่ไหนได้ดีอยู่แล้ว

หรือถ้านึกไม่ออก ลองเทียบ MINI ประกอบในประเทศ กับ Citroen DS3 ที่ขายโดยยนตรกกิจดูก็ได้ สองคันนี้เป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนเรื่องการตั้งราคารถประกอบไทย ที่ราคาเมืองนอกเท่า ๆกัน

หรือยังนึกไม่ออกอีก ลองดูราคาของ Honda Freed, Nissan Juke, Ford ECOSPORT เทียบดูก็ได้ครับ ยี่ห้อรองยี่ห้อหลักตั้งราคาต่างกันขนาดไหน ทั้ง ๆที่เมืองนอกมันก็เท่า ๆ กัน

เยอะ
ข้อความที่ผมเขียน ก็แค่ความเห็นความรู้"ส่วนตัว"ของผม จะผิดจะถูกอย่างไรก็ต้องใช้วิจารณญาณกันเองนะครับ

สงสัยอะไรกรุณาถามในบอร์ด ตอบได้จะตอบให้ครับ

ออฟไลน์ thesun

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 89
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 16:56:32 »
ใน list ด้านบน เอา F30 มาจับกับ altis เนี่ยนะ

ออฟไลน์ ぼくは"P.P."です

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 690
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 17:01:29 »
ผมว่าBMW F30กับ C-Class น่าจะเทียบกับพวกD-Segment มากกว่านะครับ ;D
Great Handling = Great Car

ออฟไลน์ Highway Star

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,667
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 17:11:33 »
ถ้าว่ากันที่ขนาดตัวรถกับพื้นที่ภายในมันก็เหมือนๆกันนี่แหละ แต่อยากให้มองที่คุณภาพการขับขี่และการโดยสารนะครับ ลองเอารถในตัวเลือกทั้งหมดวิ่งที่ความเร็ว160upแล้วหลบรถตัดหน้ากระทันหันคุณคิดว่าคันไหนจะทำให้มีโอกาสรอดมากกว่ากันทั้งการแก้อาการหรือทั้งเมื่อปะทะไปแล้วอย่างน้อยผมถือหางสองคันบนแน่ๆ ถ้าดาวสามแฉกกับใบพัดฟ้าขาวไม่ดีจริงคงไมม่มีใครจ่ายแพงๆมาใช้กันหรอกครับซื้ออัลติสก็ได้นิจ่ายแปดแสนเองได้เหมือนกันคนที่ซื้อเค้าไม่ได้โง่นะครับ

ออฟไลน์ forty-two

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 42
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 17:56:12 »
มวยไม่ถูกคู่ ???

ออฟไลน์ nemus

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 67
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 17:57:52 »
เอาตรงๆนะ อย่าโกรธกัน
โจทย์แนวนี้ และเงื่อนไข รวมถึงความเห็นที่ จขกท โพสมานั้น
เหมือนมีธงอยู่แล้ว เพียงต้องการผลโหวตมาซัพพอร์ตธงที่ตั้งไว้

ออฟไลน์ sixmund35

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 176
    • อีเมล์
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 18:00:43 »
ให้ฟรีก็เอาเบนซ์บีเอ็มอยู่ดี เพราะราคาตลาดมันสูงกว่าคันอื่นๆ

ถ้าบอกว่าเอาไปละห้ามขายต่อ ต้องใช้จนพัง ก็เลือกเหมือนเดิม เพราะหรูกว่า ขับละโก้กว่า ดูรวยกว่า

ถ้าถามว่ารถยุโรปมันไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก คงตอบว่า เดี๋ยวนี้ตลาด Mass ก็ทำรถได้ดีขึ้นมากมาย จนหลายคนเกิดคำถามว่า "แล้วเราจะเพิ่มเงินอีกเป็นล้านสองล้าน เพื่อเอารถยุโรปเนี่ย จะคุ้มเม็ดเงินจริงหรือ" มากขึ้น แบบนี้มากกว่าครับ

สรุปคือผมไม่คิดว่าผลโหวตจะบ่งชี้อะไรเป็นนัยยะสำคัญนะครับ

ออฟไลน์ Mr Children Namonaki Uta

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 328
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 18:20:18 »
หลายๆคนเขียนแบบรวมๆ หลายประเด็นเข้าด้วยกัน

ต้องแยกก่อนระหว่างความพอใจ กับความเป็นจริงครับ

ความพอใจคืออะไร คือความรู้สึกที่ว่า คุ้มแล้ว ดีแล้ว กับราคาที่จ่าย เท่ากับมันไม่แพงเกินไปสำหรับคุณ

ความเป็นจริงคืออะไร ความเป็นจริงคือราคาในต่างประเทศ รถยุโรปเหล่านี้ไม่ได้แพงขนาดที่ขายในบ้านเรา เท่ากับ มันขายแพงไป

ส่วนประเด็นรองลงมา คือการเปรียบเทียบกับรถญี่ปุ่น ประมาณว่า ถ้ารถยุโรป segment ตรงกับรุ่นนั้นๆขับดีกว่า 10 เท่า
จะจ่ายเงินแพงกว่า 3 เท่าก็ถือว่าไม่แพง อันนี้หมายถึง วิธีการคิดเปรียบเทียบเพื่อซื้อของในแบบที่ตนชอบ

คำตอบทั้งหมดมีอยู่ในตัวเองทุกข้อครับ

แต่ที่อ่านดูเหมือนต้องการถกกันเรื่อง รถญี่ปุ่นไม่ดีราคาตั้งแพงไปไม่คุ้มค่าซื้อไปทำไม รถยุโรปคุณภาพดีกว่าคุ้มค่าเงิน
แบบนี้ต้องถามคนซื้อทั่วโลกครับ ว่าเค้าซื้อรถไปทำไม ซื้อรถญี่ปุ่นทำไม ทั้งๆที่บางประเทศรถยุโรปแพงกว่านิดเดียว
เราอาจจะได้ยินคำตอบที่เราถึกไม่ถึงก็ได้ เพราะเราอยู่เมืองไทย ชินกับวัฒนธรรมวงการรถยนต์ไทยมานาน ระดับราคา
ของรถญี่ปุ่น ยุโรปมันก็ต่างกันเยอะแบบนี้มานานแล้ว ทำให้เรามองภาพแบบไทยๆ เวลาให้เหตุผล ก็ให้เหตุผลแบบไทยๆ นี่แหล่ะ
บางคนก็มองแต่เรื่องสมรรถนะ บางคนก็มองแค่ว่าขอให้เป็นรถราคาถูกใช้ง่ายซ่อมง่าย

สำหรับผม สิ่งที่มาจากโรงงาน และใช้เครื่องจักรกลผลิตชิ้นส่วนเป็นจำนวนมาก เป็นของราคาถูกครับ
เพราะถ้าผลิตชิ้นส่วนออกมาแล้วแพง โรงงานนั้นแป๊บเดียวคงเจ๊ง ของที่แพงคือของที่ทำด้วยมือคน แบบรถหรูสุดยอดทำแบบแฮนด์เมด
ต่อให้รถระดับต่างกันมากขนาดไหน ถ้ามันใช้ชิ้นส่วนจากโรงงาน ราคามันต่างกันไม่ถึงขนาดหลายเท่าตัวหรอกครับ
และ part ที่ใช้ประกอบรถหนึ่งคัน ก็คงไม่ใช้จำนวนต่างกันเป็นเท่าๆ ตัวอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างรถพื้นๆ กับรถที่มีความสลับซับซ้อนมากๆ มันแตกต่างกันมากอยู่ครับ
ในการใช้งาน การดูแลรักษา อายุการใช้งาน ความเที่ยงตรง
ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้มีคนซื้อรถยุโรป แล้วก็มีคนซื้อรถญี่ปุ่น แม้ว่าในประเทศนั้น ราคาอาจจะไม่ต่างกันเยอะมากแบบบ้านเรา

สำหรับประเทศที่ชนชั้นกลางมีมากที่สุด มีความร่ำรวย มีการกระจายรายได้ดี เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
รถยนต์ยุโรปไม่ได้เป็นเครื่องมือแบ่งระดับชนขั้นมากเท่ากับประเทศกำลังพัฒนา เพราะมีการลงทุนแข่งขันเต็มที่
ลงทุนผลิต part จาก supplier เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขัน พอราคาถูกลงมาใกล้รถตลาด
รถญี่ปุ่นที่อยู่ระดับต่ำกว่าก็ต้องจัดเต็มระบบความปลอดภัยและ option ต่างๆให้เต็มที่ คนซื้อเลือกซื้อรถอะไรก็ได้
ไม่ได้มองว่ายุโรปเหนือกว่าหลายเท่า แต่มองตามความเหมาะสมต่อการใช้งาน ความทนทาน การดูแลรักษา การตอบโจทย์
ความต้องการ

ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา ที่มีตลาดหลักเป็นของรถญี่ปุ่น สำหรับประเทศที่มีกำลังซื้อไม่มาก ค่ายยุโรป
ก็ไม่อยากลงทุนมากอยู่แล้ว เพราะลงทุนไปก็อาจจะได้กำไรไม่คุ้ม จึงนำเข้า CBU เอา หรือนำเข้า CKD มาประกอบ
ต้นทุนรถจึงไม่ถูก ราคาแพงมาก และมีตลาดหลักคือคนรวยซึ่งสามารถรองรับ ราคาและระดับยอดขายที่น่าพึงพอใจสำหรับค่าย
ยุโรป เมื่อมี benchmark ตรงนี้แล้ว การลงทุนทำ part ในประเทศกลับกลายเป็นความเสี่ยง และความไม่คุ้มที่จะทำ เพราะทำแบบ
เดิมๆ ก็ได้กำไรต่อหน่วยมากโขอยู่แล้ว ด้วยราคาที่แพงมันจึงกลายเป็นตัวแบ่งวัดฐานะไปในที่สุด ซึ่งสำหรับ
ผู้ผลิต ถ้าสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ คือยิ้มแฉ่ง ;D ครับ เพราะภาพลักษณ์อยู่เหนือราคาที่แท้จริง มีฐานลูกค้า backup
เป็นกลุ่มไฮโซและดารานักการเมือง

ถ้าถามผม ผมอยากซื้อราคาที่มันไม่ต่างกันมากแบบในต่างประเทศ และถึงรถยุโรปจะถูกมาก
แต่ผมก็อาจจะซื้อรถญี่ปุ่นก็ได้นะ ถ้ามันตอบโจทย์ที่ผมต้องการได้ ก็พอ

ออฟไลน์ raygun

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,028
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 19:07:41 »
ผมว่ากระทู้ไม่ค่อย สร้างสรรค์ครับ

ดูข้อมูลกันเองละกันครับ อย่าใช้ความรู้สึกครับ
ถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดี คงไม่ขายได้เป็น แสนคัน หรอกนะครับ

ยอดขาย 2014 ของ UK

BMW 138,338 คัน Market share 6.01%
Nissan 138,338 คัน Market share 5.59%
Mercedes-Benz 124,419 คัน Market share 5.02%
Toyota 94,012 คัน Market share 3.8%

Most popular cars in 2014

1) Ford Fiesta 131,254
2) Ford Focus 85,140
3) Vauxhall Corsa 81,783
4) Volkswagen Golf 73,880
5) Vauxhall Astra 59,689
6) Nissan Qashqai 49,909
7) Volkswagen Polo 48,004
8) Audi A3 45,581
9) Fiat 500 44,005
10) Nissan Juke 39,263




อันนี้ผมว่าไม่ใช่แล้วครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ Civic คงเป็นรถที่ดีกว่า Ferrari แน่ๆ
รถที่ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่ามันดีนะครับ

เห็นมีคนบอกว่ารถยุโรปราคาแพงกว่า 3 เท่า แต่ไม่ได้ดีกว่ารถญี่ปุ่น 3 เท่าตามราคา
ซึ่งก็จริงครับ แต่ๆๆๆ เพชร 4 กะรัต ก็ไม่ได้แพงกว่าเพชร 1 กะรัตแค่ 4 เท่านะครับ
เหมือนตั๋วเครื่องบิน First class ก็ไม่ได้แพงกว่า Economy แค่สองเท่าตามสเต็ปของมัน

เพราะของพรีเมี่ยมบางครั้งการตั้งราคาก็เป็นการคัดกรองคนที่ใช้ คนที่คิดว่าไม่คุ้ม
ก็คือคนที่ต้องต้องคิดเรื่องการใช้จ่ายเงินอยู่ ต่อให้มีเงินพอซื้อ แต่คุณก็ยังไม่เหมาะ
จะใช้รถพรีเมี่ยมหรอก เพราะเดี่ยวโดนค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษาก็ต้องบ่นอีกแน่นอน

การที่รถคันนึงจะแพง มันไม่ใช่แค่ตัวรถอย่างเดียว ไม่ใช่แค่วิ่งเร็วกว่า หรือประหยัดกว่า
ประวัติความเป็นมา การสร้างแบรนด์ และอย่างอื่นประกอบกันอีกเยอะแยะตะหาก
ไม่งั้น นาฬิกาอย่าง PP หรือ AP ขายไม่ออกหรอกครับ

ออฟไลน์ Mr Children Namonaki Uta

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 328
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 19:51:07 »
ผมว่ากระทู้ไม่ค่อย สร้างสรรค์ครับ

ดูข้อมูลกันเองละกันครับ อย่าใช้ความรู้สึกครับ
ถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดี คงไม่ขายได้เป็น แสนคัน หรอกนะครับ

ยอดขาย 2014 ของ UK

BMW 138,338 คัน Market share 6.01%
Nissan 138,338 คัน Market share 5.59%
Mercedes-Benz 124,419 คัน Market share 5.02%
Toyota 94,012 คัน Market share 3.8%

Most popular cars in 2014

1) Ford Fiesta 131,254
2) Ford Focus 85,140
3) Vauxhall Corsa 81,783
4) Volkswagen Golf 73,880
5) Vauxhall Astra 59,689
6) Nissan Qashqai 49,909
7) Volkswagen Polo 48,004
8) Audi A3 45,581
9) Fiat 500 44,005
10) Nissan Juke 39,263




อันนี้ผมว่าไม่ใช่แล้วครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ Civic คงเป็นรถที่ดีกว่า Ferrari แน่ๆ
รถที่ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่ามันดีนะครับ

เห็นมีคนบอกว่ารถยุโรปราคาแพงกว่า 3 เท่า แต่ไม่ได้ดีกว่ารถญี่ปุ่น 3 เท่าตามราคา
ซึ่งก็จริงครับ แต่ๆๆๆ เพชร 4 กะรัต ก็ไม่ได้แพงกว่าเพชร 1 กะรัตแค่ 4 เท่านะครับ
เหมือนตั๋วเครื่องบิน First class ก็ไม่ได้แพงกว่า Economy แค่สองเท่าตามสเต็ปของมัน

เพราะของพรีเมี่ยมบางครั้งการตั้งราคาก็เป็นการคัดกรองคนที่ใช้ คนที่คิดว่าไม่คุ้ม
ก็คือคนที่ต้องต้องคิดเรื่องการใช้จ่ายเงินอยู่ ต่อให้มีเงินพอซื้อ แต่คุณก็ยังไม่เหมาะ
จะใช้รถพรีเมี่ยมหรอก เพราะเดี่ยวโดนค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษาก็ต้องบ่นอีกแน่นอน

การที่รถคันนึงจะแพง มันไม่ใช่แค่ตัวรถอย่างเดียว ไม่ใช่แค่วิ่งเร็วกว่า หรือประหยัดกว่า
ประวัติความเป็นมา การสร้างแบรนด์ และอย่างอื่นประกอบกันอีกเยอะแยะตะหาก
ไม่งั้น นาฬิกาอย่าง PP หรือ AP ขายไม่ออกหรอกครับ

มันเป็นความมุ่งหวังและจุดมุ่งหมายของแต่ละแบรนด์ที่จะให้ผู้บริโภคคิดถึงสินค้าของพวกเค้าแบบนั้นครับ
ต้นทุนไม่แพงแต่สามารถสร้างราคาขายมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ นี่คือเป้าหมายของการสร้างแบรนด์
ต่างประเทศคนที่เค้ารู้เรื่องนี้ เค้าอาจจะเลือกที่จะไม่เอาแบรนด์เลยก็ได้ครับทั้งๆที่เค้ามีตัง
ประมาณว่าไม่ชอบถูกใครครอบงำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในประเทศที่เจริญแล้ว รถยุโรปที่ผลิตจากโรงงาน
ที่ไม่ใช้การผลิตและประกอบด้วยคนไม่สามารถปั่นราคาให้แพงกว่ารถตลาด 2-3 เท่าได้
แยกต่างหากจากแบรนด์ ultra premium ที่หวังขายมหาเศรษฐีนะครับ เพราะพวกนั้นต้องการอะไรที่บ่งบอก
ฐานะตัวเองที่รวยมากๆ มันคนล่ะเรื่องกัน

ออฟไลน์ Slipknot`

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 21,862
  • *** HLM.COM ***
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 21:10:47 »
- -*

ออฟไลน์ GRIMDONUT

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 242
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 21:30:49 »
.....
^^MY LOVE MB^^
[/img]

ออฟไลน์ NarinrachMaisok

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,620
  • Das Auto
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 22:10:36 »
ผมว่ากระทู้ไม่ค่อย สร้างสรรค์ครับ

ดูข้อมูลกันเองละกันครับ อย่าใช้ความรู้สึกครับ
ถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดี คงไม่ขายได้เป็น แสนคัน หรอกนะครับ

ยอดขาย 2014 ของ UK

BMW 138,338 คัน Market share 6.01%
Nissan 138,338 คัน Market share 5.59%
Mercedes-Benz 124,419 คัน Market share 5.02%
Toyota 94,012 คัน Market share 3.8%

Most popular cars in 2014

1) Ford Fiesta 131,254
2) Ford Focus 85,140
3) Vauxhall Corsa 81,783
4) Volkswagen Golf 73,880
5) Vauxhall Astra 59,689
6) Nissan Qashqai 49,909
7) Volkswagen Polo 48,004
8) Audi A3 45,581
9) Fiat 500 44,005
10) Nissan Juke 39,263




อันนี้ผมว่าไม่ใช่แล้วครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ Civic คงเป็นรถที่ดีกว่า Ferrari แน่ๆ
รถที่ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่ามันดีนะครับ

เห็นมีคนบอกว่ารถยุโรปราคาแพงกว่า 3 เท่า แต่ไม่ได้ดีกว่ารถญี่ปุ่น 3 เท่าตามราคา
ซึ่งก็จริงครับ แต่ๆๆๆ เพชร 4 กะรัต ก็ไม่ได้แพงกว่าเพชร 1 กะรัตแค่ 4 เท่านะครับ
เหมือนตั๋วเครื่องบิน First class ก็ไม่ได้แพงกว่า Economy แค่สองเท่าตามสเต็ปของมัน

เพราะของพรีเมี่ยมบางครั้งการตั้งราคาก็เป็นการคัดกรองคนที่ใช้ คนที่คิดว่าไม่คุ้ม
ก็คือคนที่ต้องต้องคิดเรื่องการใช้จ่ายเงินอยู่ ต่อให้มีเงินพอซื้อ แต่คุณก็ยังไม่เหมาะ
จะใช้รถพรีเมี่ยมหรอก เพราะเดี่ยวโดนค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษาก็ต้องบ่นอีกแน่นอน

การที่รถคันนึงจะแพง มันไม่ใช่แค่ตัวรถอย่างเดียว ไม่ใช่แค่วิ่งเร็วกว่า หรือประหยัดกว่า
ประวัติความเป็นมา การสร้างแบรนด์ และอย่างอื่นประกอบกันอีกเยอะแยะตะหาก
ไม่งั้น นาฬิกาอย่าง PP หรือ AP ขายไม่ออกหรอกครับ

มันเป็นความมุ่งหวังและจุดมุ่งหมายของแต่ละแบรนด์ที่จะให้ผู้บริโภคคิดถึงสินค้าของพวกเค้าแบบนั้นครับ
ต้นทุนไม่แพงแต่สามารถสร้างราคาขายมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ นี่คือเป้าหมายของการสร้างแบรนด์
ต่างประเทศคนที่เค้ารู้เรื่องนี้ เค้าอาจจะเลือกที่จะไม่เอาแบรนด์เลยก็ได้ครับทั้งๆที่เค้ามีตัง
ประมาณว่าไม่ชอบถูกใครครอบงำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในประเทศที่เจริญแล้ว รถยุโรปที่ผลิตจากโรงงาน
ที่ไม่ใช้การผลิตและประกอบด้วยคนไม่สามารถปั่นราคาให้แพงกว่ารถตลาด 2-3 เท่าได้
แยกต่างหากจากแบรนด์ ultra premium ที่หวังขายมหาเศรษฐีนะครับ เพราะพวกนั้นต้องการอะไรที่บ่งบอก
ฐานะตัวเองที่รวยมากๆ มันคนล่ะเรื่องกัน


ผมสงสัยครับ ถ้าราคาต่างกันไม่เยอะจริงๆ ต้นทุนไม่ต่างกันมาก ราคาขายจริงๆไม่ต่างกันมาก ทำไมคุณภาพในหลายๆด้านของรถยุโรปยังเหนือรถยี่ปุ่นอยู่ในระดับนึงครับ สาเหตุมาจากอะไรครับ?

ออฟไลน์ localgame

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,592
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 23:33:31 »
ผมว่ากระทู้ไม่ค่อย สร้างสรรค์ครับ

ดูข้อมูลกันเองละกันครับ อย่าใช้ความรู้สึกครับ
ถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดี คงไม่ขายได้เป็น แสนคัน หรอกนะครับ

ยอดขาย 2014 ของ UK

BMW 138,338 คัน Market share 6.01%
Nissan 138,338 คัน Market share 5.59%
Mercedes-Benz 124,419 คัน Market share 5.02%
Toyota 94,012 คัน Market share 3.8%

Most popular cars in 2014

1) Ford Fiesta 131,254
2) Ford Focus 85,140
3) Vauxhall Corsa 81,783
4) Volkswagen Golf 73,880
5) Vauxhall Astra 59,689
6) Nissan Qashqai 49,909
7) Volkswagen Polo 48,004
8) Audi A3 45,581
9) Fiat 500 44,005
10) Nissan Juke 39,263




อันนี้ผมว่าไม่ใช่แล้วครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ Civic คงเป็นรถที่ดีกว่า Ferrari แน่ๆ
รถที่ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่ามันดีนะครับ

เห็นมีคนบอกว่ารถยุโรปราคาแพงกว่า 3 เท่า แต่ไม่ได้ดีกว่ารถญี่ปุ่น 3 เท่าตามราคา
ซึ่งก็จริงครับ แต่ๆๆๆ เพชร 4 กะรัต ก็ไม่ได้แพงกว่าเพชร 1 กะรัตแค่ 4 เท่านะครับ
เหมือนตั๋วเครื่องบิน First class ก็ไม่ได้แพงกว่า Economy แค่สองเท่าตามสเต็ปของมัน

เพราะของพรีเมี่ยมบางครั้งการตั้งราคาก็เป็นการคัดกรองคนที่ใช้ คนที่คิดว่าไม่คุ้ม
ก็คือคนที่ต้องต้องคิดเรื่องการใช้จ่ายเงินอยู่ ต่อให้มีเงินพอซื้อ แต่คุณก็ยังไม่เหมาะ
จะใช้รถพรีเมี่ยมหรอก เพราะเดี่ยวโดนค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษาก็ต้องบ่นอีกแน่นอน

การที่รถคันนึงจะแพง มันไม่ใช่แค่ตัวรถอย่างเดียว ไม่ใช่แค่วิ่งเร็วกว่า หรือประหยัดกว่า
ประวัติความเป็นมา การสร้างแบรนด์ และอย่างอื่นประกอบกันอีกเยอะแยะตะหาก
ไม่งั้น นาฬิกาอย่าง PP หรือ AP ขายไม่ออกหรอกครับ

มันเป็นความมุ่งหวังและจุดมุ่งหมายของแต่ละแบรนด์ที่จะให้ผู้บริโภคคิดถึงสินค้าของพวกเค้าแบบนั้นครับ
ต้นทุนไม่แพงแต่สามารถสร้างราคาขายมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ นี่คือเป้าหมายของการสร้างแบรนด์
ต่างประเทศคนที่เค้ารู้เรื่องนี้ เค้าอาจจะเลือกที่จะไม่เอาแบรนด์เลยก็ได้ครับทั้งๆที่เค้ามีตัง
ประมาณว่าไม่ชอบถูกใครครอบงำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในประเทศที่เจริญแล้ว รถยุโรปที่ผลิตจากโรงงาน
ที่ไม่ใช้การผลิตและประกอบด้วยคนไม่สามารถปั่นราคาให้แพงกว่ารถตลาด 2-3 เท่าได้
แยกต่างหากจากแบรนด์ ultra premium ที่หวังขายมหาเศรษฐีนะครับ เพราะพวกนั้นต้องการอะไรที่บ่งบอก
ฐานะตัวเองที่รวยมากๆ มันคนล่ะเรื่องกัน


ผมสงสัยครับ ถ้าราคาต่างกันไม่เยอะจริงๆ ต้นทุนไม่ต่างกันมาก ราคาขายจริงๆไม่ต่างกันมาก ทำไมคุณภาพในหลายๆด้านของรถยุโรปยังเหนือรถยี่ปุ่นอยู่ในระดับนึงครับ สาเหตุมาจากอะไรครับ?
เหนือกว่าในที่นี้คือด้านไหนครับ ปัจจุบันผมนั่งlexus gsยังรู้สึกว่ามันนั่งสบายกว่า นิ่มกว่าe-classซะอีก ราคาขายก็พอๆกัน

ออฟไลน์ Chanissara

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 488
  • ใครจะรักเราเท่าพ่อแม่ไม่มี... ^_^
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 23:53:47 »
ขอเลือกในแบบคิดอย่างคนปกติธรรมดา ไม่เป็นแนวที่หลายคนออกความเห็น..

ถ้าเลือกตามตัวเลือก แน่นอนก็ต้องเลือกรถยุโรปอยู่แล้ว ถ้าได้ฟรี ง่ายๆเพราะมูลค่ามันสูงกว่า และเหมือนที่คนส่วนใหญ่รู้สึกก็คือสมรรถนะรถที่ดีกว่าในการขับขี่และความปลอดภัย รวมถึงการประกอบ วัสดุการใช้ มันดูมีคุณภาพดีค่ะ... ไม่ BMW ก็ Benz... ค่ะ จบ... :)

แต่ถ้าให้ซื้อเอง.... ก็รถญี่ปุ่นสิค่ะ ไม่ Civic, M3 ก็ Altis ค่ะ เศรษฐกิจพอเพียงค่ะ จบมั้ย? 555555555555+

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2015, 23:57:28 โดย Chanissara »

ออฟไลน์ AkE

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6,759
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2015, 08:19:36 »
vote only 5555

ออฟไลน์ S6

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 938
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2015, 08:23:53 »
ตั้งห้วข้อ รถญร่ปุ่น VS รถยุรปโรป
ว่าจะเชียร์รถญี่ปุ่น
แต่เลือกรุ่นมาให้เลยนี่ ไปไม่เป็นเลยครับ

ออฟไลน์ TorTy

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,992
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2015, 12:54:39 »
ผมว่ากระทู้แนว ยุโรป vs ญี่ปุ่น นี่มีมาทุกเดือนเลยจริงๆ ผมว่าคนเรายังแยกไม่ออกระหว่างรถกลุ่มพรีเมี่ยมกับรถตลาดทั่วไป ไม่งั้นจะไม่เห็นตัวเลือกมาในลักษณะนี้

จากตัวเลือกที่ให้มาทั้งหมดมีแบรนพรีเมี่ยมอยู่แค่เบนซ์กับบีเอ็ม ที่เหลือเป็นรถmassทั่วไป เอาตามหลักแค่นี้ก็รู้อยู่แล้วว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกรถอะไร ของแบบนี้มันเทียบกันไม่ได้ครับ

รถพรีเมี่ยมจัดเต็มเรื่องออพชั่น โครงสร้างตัวรถ เครื่องยนตร์ดีกว่า ช่วงล่างมาเต็มกว่า C-Class กับ Series 3 โครงสร้างรองรับได้เกินกว่า500ม้า ส่วน civic altis Sylphy mazda3 Cruze

โมให้ถึง300ม้า รถก็แทบจะรับไม่ไหวแล้ว แค่นี้ก็ต่างกันตั้งแต่โครงสร้างแล้วครับ ถ้าจะเทียบญี่ปุ่นกับยุโรปจริงๆเอา รถพรีเมียมมาเทียบกับเถอะครับ แบบ Lexus Acura Infiniti vs Benz Bmw ประมานนี้จะดูใกล้

กันมากกว่า ส่วน honda toyota mazda vs Volk Citroen Skoda แบบนี้จะดูดีกว่านะครับ ยังไงรถต่างระดับกันมันก็ไปวัดกันไม่ได้อยู่แล้ว
ชัดเจนดีครับไม่ต่างกับโทรศัพท์ใช้งานได้เหมือนกันทำไมหลายๆค่ายต้องสร้างตัวพรีเมียมมาอยู่ตลาดเดียวกับ iphone คนที่ซื้อรถแต่ละระดับราคาเค้าดูความเหมาะสมจากความสำคัญที่แต่ละบุคคลตั้งไว้เช่นบางคนมีเงิน
สดเป็นพันล้านขับรถกระบะผมเห็นมาเกิน 2 คนมันแล้วแต่ความพอใจเลยครับเรื่องพวกนี้ถ้าเค้ามีกำลังและซื้อไปใช้มีความสุขก็จัดกันไปไหนจะเรื่องความสวยถูกใจแต่ละคนก็ให้ความสำคัญแต่ละเรื่องไม่เท่ากันอยู่แล้ว
บางคนมีรถดีโอกาสได้งานมากขึ้นเค้าก็ยอมมันหลายเหตุผลส่วนนึงที่คนไทยชอบถามกันแบบนี้เพราะการเก็บภาษีและราคารถในต่างประเทศมันไม่ได้ห่างกันขนาดนี้คำถามพวกนี้เลยมีมาบ่อยมากบ้านเราเก็บรถนำเข้าแพงมากเกินจริงๆ

ออฟไลน์ Mr Children Namonaki Uta

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 328
Re: รถยุโรป VS รถญี่ปุ่น
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2015, 13:45:47 »
ผมว่ากระทู้ไม่ค่อย สร้างสรรค์ครับ

ดูข้อมูลกันเองละกันครับ อย่าใช้ความรู้สึกครับ
ถ้ารถญี่ปุ่นไม่ดี คงไม่ขายได้เป็น แสนคัน หรอกนะครับ

ยอดขาย 2014 ของ UK

BMW 138,338 คัน Market share 6.01%
Nissan 138,338 คัน Market share 5.59%
Mercedes-Benz 124,419 คัน Market share 5.02%
Toyota 94,012 คัน Market share 3.8%

Most popular cars in 2014

1) Ford Fiesta 131,254
2) Ford Focus 85,140
3) Vauxhall Corsa 81,783
4) Volkswagen Golf 73,880
5) Vauxhall Astra 59,689
6) Nissan Qashqai 49,909
7) Volkswagen Polo 48,004
8) Audi A3 45,581
9) Fiat 500 44,005
10) Nissan Juke 39,263




อันนี้ผมว่าไม่ใช่แล้วครับ เพราะถ้าคิดแบบนี้ Civic คงเป็นรถที่ดีกว่า Ferrari แน่ๆ
รถที่ยอดขายเยอะไม่ได้แปลว่ามันดีนะครับ

เห็นมีคนบอกว่ารถยุโรปราคาแพงกว่า 3 เท่า แต่ไม่ได้ดีกว่ารถญี่ปุ่น 3 เท่าตามราคา
ซึ่งก็จริงครับ แต่ๆๆๆ เพชร 4 กะรัต ก็ไม่ได้แพงกว่าเพชร 1 กะรัตแค่ 4 เท่านะครับ
เหมือนตั๋วเครื่องบิน First class ก็ไม่ได้แพงกว่า Economy แค่สองเท่าตามสเต็ปของมัน

เพราะของพรีเมี่ยมบางครั้งการตั้งราคาก็เป็นการคัดกรองคนที่ใช้ คนที่คิดว่าไม่คุ้ม
ก็คือคนที่ต้องต้องคิดเรื่องการใช้จ่ายเงินอยู่ ต่อให้มีเงินพอซื้อ แต่คุณก็ยังไม่เหมาะ
จะใช้รถพรีเมี่ยมหรอก เพราะเดี่ยวโดนค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษาก็ต้องบ่นอีกแน่นอน

การที่รถคันนึงจะแพง มันไม่ใช่แค่ตัวรถอย่างเดียว ไม่ใช่แค่วิ่งเร็วกว่า หรือประหยัดกว่า
ประวัติความเป็นมา การสร้างแบรนด์ และอย่างอื่นประกอบกันอีกเยอะแยะตะหาก
ไม่งั้น นาฬิกาอย่าง PP หรือ AP ขายไม่ออกหรอกครับ

มันเป็นความมุ่งหวังและจุดมุ่งหมายของแต่ละแบรนด์ที่จะให้ผู้บริโภคคิดถึงสินค้าของพวกเค้าแบบนั้นครับ
ต้นทุนไม่แพงแต่สามารถสร้างราคาขายมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ นี่คือเป้าหมายของการสร้างแบรนด์
ต่างประเทศคนที่เค้ารู้เรื่องนี้ เค้าอาจจะเลือกที่จะไม่เอาแบรนด์เลยก็ได้ครับทั้งๆที่เค้ามีตัง
ประมาณว่าไม่ชอบถูกใครครอบงำ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมในประเทศที่เจริญแล้ว รถยุโรปที่ผลิตจากโรงงาน
ที่ไม่ใช้การผลิตและประกอบด้วยคนไม่สามารถปั่นราคาให้แพงกว่ารถตลาด 2-3 เท่าได้
แยกต่างหากจากแบรนด์ ultra premium ที่หวังขายมหาเศรษฐีนะครับ เพราะพวกนั้นต้องการอะไรที่บ่งบอก
ฐานะตัวเองที่รวยมากๆ มันคนล่ะเรื่องกัน



ผมสงสัยครับ ถ้าราคาต่างกันไม่เยอะจริงๆ ต้นทุนไม่ต่างกันมาก ราคาขายจริงๆไม่ต่างกันมาก ทำไมคุณภาพในหลายๆด้านของรถยุโรปยังเหนือรถยี่ปุ่นอยู่ในระดับนึงครับ สาเหตุมาจากอะไรครับ?

สามารถเทียบได้เลยครับ
แต่ขอให้ตัดภาพในตลาดไทยทิ้งไป มันมีมายาคติ มีระบบภาษี มีความนิยมตามตลาด บดบังความเป็นจริงอยู่
ราคารถยุโรปแบบจัดเต็ม ชิ้นส่วนเยอะกว่า เทคโนโลยี่ทุ่มไม่อั้นกว่า แพงกว่ารถญี่ปุ่นที่เน้นตลาดคนทั่วไปในทุกประเทศอยู่แล้ว
แต่ขอให้มองภาพ เกรดวัสดุที่อัพขึ้น หนังแท้ไม่อั้น กล่องควบคุม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพียบ ดูเหมือนจะแพงกว่าหลายเท่า
แต่ตามหลักโรงงานผลิตชิ้นส่วนต้องทำราคาได้ไม่แพงจนเกินรับได้ สำหรับชิ้นส่วนคุณภาพขั้นเทพ แพงกว่า 40-70% ยังอยู่ในเรนจ์ที่รับได้
ถ้าผลิตชิ้นส่วนเองไม่มีการนำเข้า สามารถทำราคาแพงกว่ารถธรรมดาประมาณ 1.5 เท่า ก็เป็นเรื่องที่ปกติ แต่รถหรูจากโรงงานที่มีราคา
เท่ากับซื้อรถธรรมดา 3-4 คัน ทั้งๆที่ก็ผลิตจากเครื่องจักรเหมือนๆ กัน มันเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ไม่เพราะโดนภาษี ก็ฟันกำไร

สำหรับเมืองไทย ถ้าราคารถยุโรปใน segment เดียวกันแพงกว่ารถญี่ปุ่นแค่ 1.5 เท่า คงรู้สึกว่ามันถูกมากมาย
เพราะปัจจัยด้านอารมณ์มีอิทธิพลสูง รถสามารถแบ่งชนชั้นได้แบบง่ายๆ ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถอะไร
คนมีความรู้ความสามารถใช้ก็มี แต่ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน สำหรับฝรั่งผมไม่รู้ว่าใครคิดยังไงบ้าง แต่น่าจะมีความหลากหลายทาง
สไตล์ ทางความคิด ทางวัตถุประสงค์การใช้งาน ไม่งั้นทุกคนคงเลือกใช้แต่รถเยอรมัน เพราะเพิ่มเงินไม่มาก แต่สำหรับผม
ผมมองเห็นว่า มันเป็นรถสำหรับเน้นกลุ่มที่ชื่นชอบสมรรถนะ แต่คนซื้อไม่ได้มีแค่กลุ่มที่ชอบสมรรถนะ
รถเยอรมันเหมาะกับคนแนวๆ นักรีวิวรถครับเท่าที่สังเกตุ