ผู้เขียน หัวข้อ: Subaru สู้ไม่ไหว ปิดโรงงานเลิกสายการผลิตแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไปครับ  (อ่าน 6130 ครั้ง)

ออฟไลน์ Oatsenal1

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 233
ผมว่านำเข้าไม่น่าจะแพงขึ้นมากนัก  เยนอ่อนกว่าบาทเยอะนะครับ

เยนอ่อนเทียบกับบาท ไม่กี่% แต่โดนภาษีจากญี่ปุ่น กี่ร้อย% เลยนะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2024, 02:26:48 โดย Oatsenal1 »

ออฟไลน์ poomsira

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 108
ผมอาจจะเป็นคนส่วนน้อย เจอข่าวนี้ทำให้ยิ่งสนใจ Forester เลย เพราะอาจจะได้ใช้เป็น Subaru คันสุดท้ายแล้ว

น้องสาวซื้อ Forester มาเมื่อต้นปี (มาใช้แทน Civic อายุ 20 ปี) คุณแม่วัย 70 กว่า กับ คุณป้าวัย 80 กว่า ชอบมาก ทั้งชอบขับและชอบนั่ง

ทั้งผม (Legacy wagon 1995) ทั้งภรรยา (Impreza 2001) ใช้ Subaru ทั้งคู่สมัยอยู่ต่างประเทศ

พอแต่งงาน เกือบซื้อ BRZ แล้ว แต่มีลูกซะก่อนเลยหมดสิทธิ์ 

ออฟไลน์ Auto

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,680
              ปัญหารถ Subaru  ที่เอามาขายรุ่นล่าง ๆ  มีดังนี้
                 1.   เครื่องยนต์มันไม่มีเทอร์โบ  เป็นเบนซินขนาดเล็ก มันจะไปแรงได้ยังไงละ   แถมอืดและกินน้ำมันอีกต่างหากที่ต้องลากตัวถังหนัก
                 2.   เครื่องยนต์ไม่มีไฮบริดเข้ามาขายเป็นแค่เครื่องเบนซิน NA  ทำให้อัตราสิ้นเปลืองคนส่วนใหญ่รับไม่ได้  ไม่มีจุดเด่น
                 3.   เน้นสมรรถนะขับ 4 fulltime  แต่เครื่องไม่แรง อืดกินน้ำมัน   มันจะไปกันได้ไงละ    แล้วคนซื้อมาขับแบบบ้าน  ๆ ไม่เน้นสมรรถนะ ก็ไม่เห็นประโยชน์
                 4.   อะไหล่แพงและไม่ทนอีกต่างหาก   ไม่รู้ไปลดต้นทุนอีท่าไหน   
                 5.   เข้าศูนย์บริการแพงกว่า Mazda  ในประเทศไทย  รถที่ค่าบริการแพง  ๆ   มันไม่ได้ส่งผลดีกับทางศูนย์บริการหรือลูกค้าแต่อย่างใด   สุดท้ายลูกค้าบอกปากต่อปากแล้วก็หนีกันหมด     สุดท้ายก็พังทั้งคู่      ถ้าจะมาหวังทำธุรกิจด้วยการฟาดกำไรจากบริการหลังการขาย   ลูกค้าเข็ดขยาดไม่กล้าใช้อยู่ดี

ออฟไลน์ Fazbear

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 16
ยอดผลิตของปี 2023


1. TOYOTA = 629,806 คัน
2. MITSUBISHI = 279,826 คัน
3. ISUZU = 277,515 คัน
4. FORD = 210,008 คัน
5. HONDA = 147,370 คัน
6. NISSAN = 101,975 คัน
7. MAZDA = 97,795 คัน
8. MG = 19,986 คัน
9. SUZUKI = 11,164 คัน
10. GREAT WALL = 7,250 คัน
11. SUBARU = 1,317 คัน

Premium Brand
BMW = 12,165 คัน
Mercedes-Benz = 12,124 คัน

ก็อปข้อมูลจากอีกเว็บมาไม่คิดจะให้เครดิตหน่อยเหรอครับ หรือว่าถ้าเป็นเรื่องก็อปเอามาจากเว็บต้องห้ามก็ทำได้เป็นข้อยกเว้น

ออฟไลน์ เนื้อน่องไม่หนัง

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,855
              ปัญหารถ Subaru  ที่เอามาขายรุ่นล่าง ๆ  มีดังนี้
                 1.   เครื่องยนต์มันไม่มีเทอร์โบ  เป็นเบนซินขนาดเล็ก มันจะไปแรงได้ยังไงละ   แถมอืดและกินน้ำมันอีกต่างหากที่ต้องลากตัวถังหนัก
                 2.   เครื่องยนต์ไม่มีไฮบริดเข้ามาขายเป็นแค่เครื่องเบนซิน NA  ทำให้อัตราสิ้นเปลืองคนส่วนใหญ่รับไม่ได้  ไม่มีจุดเด่น
                 3.   เน้นสมรรถนะขับ 4 fulltime  แต่เครื่องไม่แรง อืดกินน้ำมัน   มันจะไปกันได้ไงละ    แล้วคนซื้อมาขับแบบบ้าน  ๆ ไม่เน้นสมรรถนะ ก็ไม่เห็นประโยชน์
                 4.   อะไหล่แพงและไม่ทนอีกต่างหาก   ไม่รู้ไปลดต้นทุนอีท่าไหน   
                 5.   เข้าศูนย์บริการแพงกว่า Mazda  ในประเทศไทย  รถที่ค่าบริการแพง  ๆ   มันไม่ได้ส่งผลดีกับทางศูนย์บริการหรือลูกค้าแต่อย่างใด   สุดท้ายลูกค้าบอกปากต่อปากแล้วก็หนีกันหมด     สุดท้ายก็พังทั้งคู่      ถ้าจะมาหวังทำธุรกิจด้วยการฟาดกำไรจากบริการหลังการขาย   ลูกค้าเข็ดขยาดไม่กล้าใช้อยู่ดี

เห็นด้วยครับ
AWD ที่ซูโรงด้วยการขับขี่ แต่ใส่เครื่องที่ไม่ได้แรงมาให้ มองว่ามันค่อนข้างขัดกันครับ ถนนที่ไทยก็ไม่ได้มี หิมะ หรือลื่นขนาดนี้ต้องใช้ awd
หรือเขาใช้ Concept ที่ว่า.. "It's more fun driving a slow car fast than a fast car slow"
อย่างน้อยๆควรจะเป็น 1.6 turbo เหมอืนใน levorg 0-100 ต่ำกว่า/ประมาน 10 วิ
ยังไงคนที่อยากได้รถที่ขับสนุก ส่วนใหญ่น่าจะให้ความสำคัญกับ อัตราเร่งมากกว่า

ออฟไลน์ palma

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,137
    • อีเมล์
รถขับ 4-AWD เอาจริงๆ ไม่ค่อยมีที่ใช้สำหรับคนไทยทั่วๆไปครับ การมี 4WD จึงถูกมองว่า สิ้นเปลืองทั้งค่าตัว ค่าดูแล และ ค่าเชื้อเพิลง

อีกทั้งยังทำความเร็วได้ช้ากว่ารถขับ 2

แต่ในประเทศที่มีความต้องการใช้งาน 4-AWD เช่น ที่มีหิมะทุกปี Subaru นิยมมากมาย Forester รุ่นเดียวขายกันปีละ 2-3 แสนกว่าคัน คนนิยมมาก

สรุปว่า รถดี แต่อยู่ผิดทีผิดทางมากกว่า คนท้องถิ่นที่ไทย ไม่ได้ใช้ 4AWD ก็ขายไม่ได้เป็นเรื่องปกติ

แต่คนที่ได้ใช้ และ ต้องการใช้ ราคาแบบนี้ถือว่าดีมากสุดๆ

*** ส่วนรถที่ออกแบบใช้ปืนป่าย ความแรงที่พอดีสำคัญกว่าความแรงมากที่คุมได้ยาก ***

มีคลิปต่างประเทศ ทดสอบรถ SUV ขับ 4  ในคันที่แรงจัดใส่ Turbo แรงม้า/แรงบิดมากที่สุด  นักทดสอบบอกมันแรงเกินไปสำหรับการขับขี่ทาง off road ควบคุมได้ยาก จะอันตรายกว่ารถที่แรงพอดีๆ และออกแบบการขับเคลื่อนที่ควบคุมแรงบิดอิสระแต่ละล้อได้ดี จะไปได้ดีราบรื่น และปลอดภัยกว่าครับ

เมื่จุดดี ไม่ได้ใช้ คนก็ไม่ซื้อ ก็เป็นเรื่องที่อธิบายได้ครับ

ส่วนใครมีความต้องการลุยได้มากกว่าเก๋ง แต่ไม่ถึงขนาดลุยหนักแบบ PPV off road อยากนั่งสบายๆคล้ายเก๋ง Forester ในราคา 1.1x ล้าน ตอบโจทย์มาก คนที่บ้านยังยอมรับการมาจาก L33 ได้ทุกคน เพื่อการลุยที่ดีกว่า ท่องเที่ยวได้ดีกว่า แต่ยังรักษาความสบายในการโดยสารได้เกือบเท่า L33

แต่มีข้อแม้ว่าต้องหลุดพ้น กับสิ่งที่ง่ายๆแบบเจ้าตลาดครับ นอกนั้นดีกว่าหมดครับ

https://www.youtube.com/watch?v=SsEFOH7KP-Q&pp=ygURc3V2IG9mZiByb2FkIHRlc3Q%3D

https://www.youtube.com/watch?v=KzXN4YkI8A8&pp=ygURc3V2IG9mZiByb2FkIHRlc3Q%3D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2024, 13:52:12 โดย palma »
2023 : SK9 FB20 ES4.0 SAWD
2017 : NSP170R-2NR-FE+CVT
2015 : B17-MR16DDT+CVT-M6
2014 : L33-QR25DE+CVT-8
1995 : SXV10-3S-FE (sold)
1994 : AE101-4AFE+MT (sold)

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 27,625
เห็นว่าจะ focus เฉพาะ model ที่ตรงกับจริตของลูกค้าของค่าย แบบนี้คงเหลือแค่ไม่กี่ model อาจจะพวก wrx อะไรแบบนั้น ส่วนพวกรถตลาด คงค่อยๆ น้อยลงไป จะกลายเป็นค่ายอินดี้เข้าไปอีก

ออฟไลน์ DiKiBoyZ

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7,366
    • อีเมล์
รถขับ 4-AWD เอาจริงๆ ไม่ค่อยมีที่ใช้สำหรับคนไทยทั่วๆไปครับ การมี 4WD จึงถูกมองว่า สิ้นเปลืองทั้งค่าตัว ค่าดูแล และ ค่าเชื้อเพิลง

อีกทั้งยังทำความเร็วได้ช้ากว่ารถขับ 2

แต่ในประเทศที่มีความต้องการใช้งาน 4-AWD เช่น ที่มีหิมะทุกปี Subaru นิยมมากมาย Forester รุ่นเดียวขายกันปีละ 2-3 แสนกว่าคัน คนนิยมมาก

สรุปว่า รถดี แต่อยู่ผิดทีผิดทางมากกว่า คนท้องถิ่นที่ไทย ไม่ได้ใช้ 4AWD ก็ขายไม่ได้เป็นเรื่องปกติ

แต่คนที่ได้ใช้ และ ต้องการใช้ ราคาแบบนี้ถือว่าดีมากสุดๆ

*** ส่วนรถที่ออกแบบใช้ปืนป่าย ความแรงที่พอดีสำคัญกว่าความแรงมากที่คุมได้ยาก ***

มีคลิปต่างประเทศ ทดสอบรถ SUV ขับ 4  ในคันที่แรงจัดใส่ Turbo แรงม้า/แรงบิดมากที่สุด  นักทดสอบบอกมันแรงเกินไปสำหรับการขับขี่ทาง off road ควบคุมได้ยาก จะอันตรายกว่ารถที่แรงพอดีๆ และออกแบบการขับเคลื่อนที่ควบคุมแรงบิดอิสระแต่ละล้อได้ดี จะไปได้ดีราบรื่น และปลอดภัยกว่าครับ

เมื่จุดดี ไม่ได้ใช้ คนก็ไม่ซื้อ ก็เป็นเรื่องที่อธิบายได้ครับ

ส่วนใครมีความต้องการลุยได้มากกว่าเก๋ง แต่ไม่ถึงขนาดลุยหนักแบบ PPV off road อยากนั่งสบายๆคล้ายเก๋ง Forester ในราคา 1.1x ล้าน ตอบโจทย์มาก คนที่บ้านยังยอมรับการมาจาก L33 ได้ทุกคน เพื่อการลุยที่ดีกว่า ท่องเที่ยวได้ดีกว่า แต่ยังรักษาความสบายในการโดยสารได้เกือบเท่า L33

แต่มีข้อแม้ว่าต้องหลุดพ้น กับสิ่งที่ง่ายๆแบบเจ้าตลาดครับ นอกนั้นดีกว่าหมดครับ

https://www.youtube.com/watch?v=SsEFOH7KP-Q&pp=ygURc3V2IG9mZiByb2FkIHRlc3Q%3D

https://www.youtube.com/watch?v=KzXN4YkI8A8&pp=ygURc3V2IG9mZiByb2FkIHRlc3Q%3D

ผมว่า ความคิดที่ว่ามี AWD หรือ 4WD แบบ fulltime/real-time/on-demand แล้วไม่ได้ใช้ หรือ ไม่มีประโยชน์ แค่นี้ก็ผิดแล้วนะครับ

เพราะ ระบบพวกนี้ ใช่ ส่วนหนึ่ง การใช้งานในถนนเปียก เลื่อน หรือ มีหิมะ เรื่องจริง

แต่การใช้งานปกติ มันก็ทำงานของมันปกติ เช่นกันครับ แค่ออกตัวไฟแดง ระบบมันก็ทำงานแล้ว และ เรียกว่า มันก็ทำงานของมันตลอดเวลา ครับ (มันมีโหมด normal vs snow หรือโหมด ถนนลื่น อยู่แล้ว)

ส่วนจะบอกว่า รถขับ4 มันเกินความจำเป็นไหม หรือ ไม่มีความจำเป็น (สำหรับเมืองไทย) ผมว่า อยู่ในการให้ความสำคัญครับ

แต่ก่อนใช้ GC8 เพราะอยากได้ขับสี่ เมื่อ 4-5 ปีก่อน ผมจะเอา Levorg เพราะมันเป็นรถแวน เพราะมีลูก อยากได้พื้นที่โดยสารและขนของ และ อยากได้รถขับ4 อยู่

พอปัจจุบันมีรถ SUV ในบ้านเราที่เป็นรถขับ4 ตัวเลือกมากมาย เลยทำให้ผมต้องไปเอา SUV แทน (ซึ่งนั้นคือ ความน่าสนใจของแบรนด์นี้ มันลดลงไป)

ผมใช้รถขับสี่ตลอด ผมว่า มันไม่มีคำว่าเกินจำเป็น หรือ ไม่ได้ใช้งานครับ เพราะมันทำงานตลอดเวลา

่ส่วนการดูแลรักษา ใช่ครับ ต้องดูแลรักษาในชิ้นส่วนพวกนี้เพิ่มเติม(มากกว่ารถขับ2 จริง) หลักๆ ก็น้ำมันเกียร์ transfer กับ จาระบี เพลาขับ4

ออฟไลน์ Left lane driver

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 731
              ปัญหารถ Subaru  ที่เอามาขายรุ่นล่าง ๆ  มีดังนี้
                 1.   เครื่องยนต์มันไม่มีเทอร์โบ  เป็นเบนซินขนาดเล็ก มันจะไปแรงได้ยังไงละ   แถมอืดและกินน้ำมันอีกต่างหากที่ต้องลากตัวถังหนัก
                 2.   เครื่องยนต์ไม่มีไฮบริดเข้ามาขายเป็นแค่เครื่องเบนซิน NA  ทำให้อัตราสิ้นเปลืองคนส่วนใหญ่รับไม่ได้  ไม่มีจุดเด่น
                 3.   เน้นสมรรถนะขับ 4 fulltime  แต่เครื่องไม่แรง อืดกินน้ำมัน   มันจะไปกันได้ไงละ    แล้วคนซื้อมาขับแบบบ้าน  ๆ ไม่เน้นสมรรถนะ ก็ไม่เห็นประโยชน์
                 4.   อะไหล่แพงและไม่ทนอีกต่างหาก   ไม่รู้ไปลดต้นทุนอีท่าไหน   
                 5.   เข้าศูนย์บริการแพงกว่า Mazda  ในประเทศไทย  รถที่ค่าบริการแพง  ๆ   มันไม่ได้ส่งผลดีกับทางศูนย์บริการหรือลูกค้าแต่อย่างใด   สุดท้ายลูกค้าบอกปากต่อปากแล้วก็หนีกันหมด     สุดท้ายก็พังทั้งคู่      ถ้าจะมาหวังทำธุรกิจด้วยการฟาดกำไรจากบริการหลังการขาย   ลูกค้าเข็ดขยาดไม่กล้าใช้อยู่ดี

เห็นด้วยครับ
AWD ที่ซูโรงด้วยการขับขี่ แต่ใส่เครื่องที่ไม่ได้แรงมาให้ มองว่ามันค่อนข้างขัดกันครับ ถนนที่ไทยก็ไม่ได้มี หิมะ หรือลื่นขนาดนี้ต้องใช้ awd
หรือเขาใช้ Concept ที่ว่า.. "It's more fun driving a slow car fast than a fast car slow"
อย่างน้อยๆควรจะเป็น 1.6 turbo เหมอืนใน levorg 0-100 ต่ำกว่า/ประมาน 10 วิ
ยังไงคนที่อยากได้รถที่ขับสนุก ส่วนใหญ่น่าจะให้ความสำคัญกับ อัตราเร่งมากกว่า
เป็นไปตาม 2 คคห. นี้เลยครับ
ทั้ง XV และ Forester คือมันเป็นรถที่ขับดี ขับขี่แล้วมั่นใจ มีเสถียรภาพ แต่ไม่ใช่รถที่ขับสนุก

ออฟไลน์ MyName

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8,184
  • I'm............................
ผมไม่เชื่อว่าสาเหตุคือรถจีน

ต่อให้ไม่มีรถไฟฟ้าจีน ไม่มี FTA ใดๆ เอาแค่ญี่ปุ่นร่วมชาติแข่งกันเองในราคาพอกัน
ดาวลูกไก่ก็สู้พวกนี้ไม่ได้ในแง่รวม สู้ได้แค่ handling รถที่มันยังไม่มากพอต่อความต้องการคนสมัยนี้
Cars
2022 - Nissan Almera 1.0 Turbo VL
2016 - Mazda 2 1.5XD High Plus L
2008 - Mitsubishi Space Wagon 2.4 GLS Ltd. !User'Review Click here!
1997 - Daihatsu Mira

Motorcycles
2023 - Vespa Sprint S 150 i
2012 - Yamaha Mio 125 GTX

ออฟไลน์ Ty ESC

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,788
 โทษรถจีน ก็ไม่ถูก

สมัยยังไม่มี รถจีน ยุคที่ โปรดัก ยังใหม่ๆ ก็มีนโยบาย แปลกๆ

ตอนที่ ลูกค้าอยากลอง อยากซื้อ เยอะๆ ตัวโปรดัก ก็มีปัญหาเอง และดูแลลูกค้าไม่ดี

พอลูกค้ามีทางเลือก แข่งขันไม่ได้ ก็พังพาบ

จากที่สัมผัสมา นะ ถ้ายังทำธุรกิจผ่านกลุ่ม ธุรกิจเดิม ที่ไม่เข้าใจตลาดไทย มันก็ไม่มีทางดีหรอกครับ
จะนำเข้าหรือผลิตไทยมันแค่ด้านเดียว แต่กลุ่มธุรกิจที่เป็นตัวแทน ถ้ายังทำตลาดแบบนี้ มันก็ได้แค่นี้แหละ
สมเหตุผล


ออฟไลน์ helloweentz

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 428
    • รถขนของ
เจอข่าวแบบนี้  ใครจะกล้าซื้อ  หรือ ต้องราคาลดแบบโหดๆ เหมือน เชฟ
BRV 2016
Mileage :  173,583
รายการซ่อม :
เกียร์
แอร์
โช๊คหลัง
ลูกยางยึดท่อ
เพลาขับ

ออฟไลน์ Nut_K

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,226
ถ้าตอนนั้นจัด forester มา เจอข่าวนี้คงโดน ผบ ด่า....เละ

รอดไป

ตอนซื้อรถใหม่ ผมก็เกือบจะซื้อ forester เหมือนกัน ดีทีไม่ได้ซื้อ ไม่งั้นเละเหมือนกัน 5555

ออฟไลน์ shando

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,899
เข้าใจว่า สถาณการคล้ายๆ volvo ก่อนหน้านี้นะครับ
มีโรงงานประกอบ(หรือผลิต) ในมาเลเซีย และยอดขายในไทยไม่ได้สูงมาก ก็ยุติการประกอบในไทยไปและนำเข้าเอา
เพราะยังไงก็การนำเข้าจากมาเลเซียก็ได้รับการช่วยเหลือด้านภาษีอยู่แล้ว ต้นทุนต่อคันสูงขึ้น แต่ไม่ต้องแบกภาระของโรงงานประกอบ

ในเคสซูบารุ คิดว่าการตัดสินใจ ลดราคา XV รอบนั้นยังตราตรึงใจหลายๆท่านอยู่ คิดว่าเป็นเจ้าแรกๆที่ออกมาทุบราคาตัวเองด้วย...
ลูกค้าเก่าก็กลัวโดนหักหลัง ลูกค้าใหม่ก็รอ Lot ลดราคาอยู่

อีกอย่างคือตัว Product ก็ไมไ่ด้น่าสนใจขนาดนั้น ระบบการขับขี่ AWD กับช่วงล่างอาจเป็นจุดขาย
ผมเองมองว่าทาง Subaru เองยังติส และขายในสิ่งที่อยากขาย มากกว่าสิ่งที่ตลาดต้องการครับ
อัตราเร่งของ XV 2.0 na + CVT มันก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ใครหลายๆคน รวมถึงตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ไม่ได้สวยหรูอีก
ซึ่งถ้าเทียบกับ CX-30 อัตราเร่งตามอยู๋ 2 วิ รวมถึง ฟิลลิ่ง CVT กับ 6at ...

Forester เองก็เจอปัญหาคล้ายๆกัน พอเอาไปเทียบกับ CR-V คุณงามความดีของช่วงล่าง มันชดเชยความสดใหม่ของ CR-V ไม่ได้

ไม่เหมือนvolvoครับ เพราะโรงงานซูที่มาเลก็ปิดตัวไปเหมือนกัน เหลือแค่นำเข้าจากญี่ปุ่นอย่างเดียวแล้วตอนนี้

ถึงบอกว่าปิดเฉพาะโรงงานแต่ศูนย์ยังอยู่ก็เถอะ ในทางปฏิบัติศูนย์ที่มีรถให้ขายแค่รถนำเข้าราคา2ล้าน++จะอยู่ได้สักกี่ศูนย์กัน ขนาดmazda nissanมีรถmassราคาไม่ถึงล้านขายยังปิดตัวกันรัวๆ

ต้องยอมรับว่ารถที่มีดีแค่ระบบขับสี่กับเกาะถนนมันอยู่ไม่ได้หรอก โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีหิมะแบบไทย